‘เพิ่มพูน’ กำชับ สช.ดูแลการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยความโปร่งใส

https://www.naewna.com/local/838225

‘เพิ่มพูน’ กำชับ สช.ดูแลการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยความโปร่งใส

‘เพิ่มพูน’ กำชับ สช.ดูแลการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยความโปร่งใส

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่5/2567 ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุม ว่าที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนว่าด้วยการวินิจฉัยการร้องทุกข์ และการคุ้มครองการทำงาน พ.ศ…. ซึ่งเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน มาตรา 86 ซึ่งกำหนดให้ สช.ต้องออกระเบียบดังกล่าว ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่กระทรวงเร่งรัด เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ต้องออกตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ซึ่งยังไม่เสร็จจึงต้องไปขอ ครม.ขยาย จะออกได้ไม่เกินวันที่ 26 พ.ย.นี้ ซึ่งวันนี้ที่ประชุมก็ได้เห็นชอบ เมื่อเสร็จแล้วสช.จะนำเสนอให้ รมว.ศธ.ลงนามและประกาศใช้ต่อไป

นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ กช. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องเพื่อทราบ 4 เรื่อง อาทิ การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประจำปี พ.ศ.2568 ซึ่ง สช.ได้นำนโยบายเรียนดีมีความสุข ของ รมว.ศธ.ไปดำเนินการ โดยทำเป็นจุดเน้นและทำเป็นโครงการ รวมถึงการลดภาระครู

ภาระนักเรียน ในส่วนของการลดภาระครูที่สำคัญๆ โดย สช.จะมีการประเมินวิทยฐานะของครูเอกชนที่เทียบเท่าเพื่อจะให้ครูเอกชนไปขอ A :License หรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูงได้ ส่วนการลดภาระนักเรียน ก็จะขับเคลื่อนเรื่องการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA ตามนโยบาย รมว.ศธ. และเรื่องการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการมีงานทำ และได้มีการพัฒนาด้านวิชาการในหลายๆ เรื่องให้กับโรงเรียนเอกชน

เลขาธิการ กช. กล่าวด้วยว่า สช.ได้รายงานผลการประชุมกำหนดมาตรการและแนวทางการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชน ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา สช.ได้เชิญ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กลุ่มตรวจสอบภายใน กระทรวงศึกษาธิการ(ตสน.ศธ.) และสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.สช.) มาร่วมหารือกันในประเด็นที่เป็นข่าวเกิดขึ้นเกี่ยวกับเงินอุดหนุนรั่วไหล

“ซึ่ง รมว.ศธ.ได้กำชับในเรื่องของการดำเนินการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชน ว่าให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส และได้มีข้อสั่งการว่าไม่อยากให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในกระทรวงฯ ซึ่งสช.ก็จะพยายามดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล และในอนาคตจะดูเรื่องการแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้อง และวางมาตรการต่างๆ ให้โรงเรียนเอกชนสร้างความรับผิดชอบในส่วนของการตรวจสอบเงินอุดหนุนให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นอีก” เลขาธิการ กช. กล่าว

นายมณฑล กล่าวอีกว่า สช.ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบ ถึงการดำเนินงานของ สช.ในการออกประกาศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง รายชื่อศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2567 จำนวน 2,036 แห่ง ซึ่งศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา)
ดังกล่าวนี้ ได้รับโอนมาจากกระทรวงมหาดไทย ในปี 2548 และปี 2550 เมื่อรับโอนมาแล้วสช.ได้มีการสำรวจและประกาศออกมาว่าเป็นศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เกิดความสบายใจในการไปช่วยเหลือสนับสนุน และฝ่ายความมั่นคงก็จะได้ทราบว่า ศูนย์ตาดีกามีกี่แห่ง โดยศูนย์ตาดีกาเหล่านี้ ก็จะต้องไปจัดทำรายละเอียดกิจการโรงเรียนเหมือนกับโรงเรียนนอกระบบ แล้วส่งข้อมูลมาเก็บไว้ที่ศูนย์ทะเบียนกลางของ สช.

‘บอร์ด กพฐ.’ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568

https://www.naewna.com/local/838226

‘บอร์ด กพฐ.’ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568

‘บอร์ด กพฐ.’ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จัดการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วาระพิเศษ โดยมี ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แก่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) รวมถึงผู้บริหารสำนักต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของ สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธาน กพฐ. กล่าวว่า วันนี้ กพฐ. ได้หารือร่วมกันว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ให้เด็กและเยาวชนมีสมรรถนะทัดเทียมนานาชาติ เป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 โดยสิ่งที่พิจารณาในวันนี้ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาผู้เรียน คือเรื่องหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งคณะกรรมการมีข้อสรุปว่า ให้มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ โดยในเบื้องต้นจะใช้ชื่อว่า “หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย” เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก (ร่าง) กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเดิม ซึ่งเป็นกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่ได้ยกร่างไว้ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้ ในครั้งนี้ กพฐ. ได้มอบหมายคณะทำงาน สพฐ. ให้นำร่างกรอบหลักสูตรดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดและให้นำสื่อ เทคโนโลยีดิจิทัลหรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI มาใช้ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ไม่สร้างภาระให้แก่ครู

“สำหรับการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ทาง กพฐ. ได้พิจารณาว่าจะเริ่มใช้หลักสูตรใหม่นี้ในปีการศึกษา 2568 ในสถานศึกษาที่มีความพร้อมและสมัครใจ โดยใช้ในระดับปฐมวัยและระดับประถมศึกษาตอนต้นก่อน และมีแผนขยายผลการใช้ให้ครอบคลุมระดับประถมศึกษาตอนปลายและระดับมัธยมศึกษาต่อไป ในปีการศึกษา 2569 นอกจากนี้ ได้มอบหมาย คณะทำงาน สพฐ. จัดทำแผนการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล รวมถึงการจัดเก็บบันทึกผลการดำเนินงานต่างๆ เพื่อเสนอ กพฐ. ในการประชุมครั้ง
ถัดไป” ประธาน กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ กพฐ. ได้มอบแนวทางและให้หลักการของหลักสูตรใหม่ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” ที่ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เน้นย้ำให้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime คือ ให้หลักสูตรใหม่มุ่งพัฒนาสมรรถนะตามพัฒนาการของผู้เรียน 5 ช่วงวัย ดังนี้ 1.ระดับปฐมวัย มีพัฒนาการสมวัย, 2.ประถมศึกษาตอนต้น มีพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดี, 3.ประถมศึกษาตอนปลาย มีพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่ดี, 4.มัธยมศึกษาตอนต้น ค้นพบความสนใจ ความชอบและความถนัด และ 5.มัธยมศึกษาตอนปลาย เส้นทางสู่อาชีพ

รวมถึง การจัดโครงสร้างเวลาเรียนที่ยืดหยุ่นตามบริบทหรือความต้องการของสถานศึกษา เน้นการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ รายงานผลการเรียนด้วยระดับคุณภาพที่อธิบายความสามารถของผู้เรียน และจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (ACTIVE LEARNING) ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ทันสมัย เช่น AI, แหล่งเรียนรู้, สื่อทันสมัย เพื่อต่อยอดพัฒนาการของผู้เรียนให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ สามารถเลือกเรียนสิ่งที่ชอบ และประกอบอาชีพที่ใช่ในอนาคตต่อไป

‘พุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 : สื่อ เตือน สติ’ กองทุนพัฒนาสื่อฯ หนุนใช้หลักธรรมเยียวยาใจคน-สังคม

https://www.naewna.com/local/838204

‘พุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 : สื่อ เตือน สติ’ กองทุนพัฒนาสื่อฯ หนุนใช้หลักธรรมเยียวยาใจคน-สังคม

‘พุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 : สื่อ เตือน สติ’ กองทุนพัฒนาสื่อฯ หนุนใช้หลักธรรมเยียวยาใจคน-สังคม

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 17.40 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่ รร.เดอะ ควอเตอร์ อารีย์ บาย ยูเอชจี ซ.พหลโยธิน 10 กรุงเทพฯ นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ แถลงข่าวเปิดตัวโครงการพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3  “สื่อ เตือน สติ” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 ธ.ค. 2567 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมนิทรรศการแบบผสมผสาน ฟังการเสวนาธรรมจากวิทยากรชื่อดัง และคลินิกสุขาใจรับปรึกษาปัญหาด้วยกระบวนการเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ

นายธนกร เปิดเผยว่า ที่มาของโครงการพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข คือแม้คนไทยราวร้อยละ 85 จะนับถือศาสนาพุทธ แต่มีจำนวนน้อยมากที่เข้าใจหลักธรรมที่เป็นแก่น ขณะที่สื่อด้านศาสนาพุทธแม้จะมีไม่น้อยแต่การเข้าถึงยังไม่ถูกทำให้เป็นระบบ นอกจากนั้นยังมีสื่อที่ไม่ทำหน้าที่เป็นสื่อ สร้างความเกลียดชัง สร้างดราม่าอารมณ์ร่วม แทนที่จะทำให้จิตใจจะเบิกบานกลับหดหู่ ซึ่งการทำหน้าที่สื่อ ความดาดหวังนอกจากเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพแล้ว อยากให้นำหลักธรรมในศาสนาพุทธมาประยุกต์ใช้ด้วย

“เราเชื่อว่าเป็นโอสถทิพย์ในยุค AI (ปัญญาประดิษฐ์) ในยุคที่คนเติบโตมาในยุคที่รู้สึกว่าไม่รู้จะจับอะไร ไม่มีราก เราเห็นคนซึมเศร้า โรคซึมเศร้าเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง ทุกข์ที่หาแก่นสารอะไรไม่เจอ ไม่รู้จะยึดกับอะไร วิ่งหาสิ่งที่ไปยึดบางทีมันก็ยิ่งวิ่งไปหามันก็ยิ่งหนี เดินก็ยิ่งไกล โบราณเขาบอกว่ายิ่งว่ายน้ำก็ยิ่งลึกแทนที่จะขึ้นฝั่ง อย่างนี้เป็นต้น จริงๆ ธรรมะช่วยได้หมด” นายธนกร กล่าว

ผจก.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวต่อไปว่า หลักธรรมคำสอนในศาสนาพุทธ สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องไปวัด แต่งตัวนุ่งขาวห่มขาวสำรวมกาย วาจา ใจ นั่นเป็นอีกขั้นหนึ่ง  แต่เบื้องต้นขอให้มีสติ ให้รู้ว่าแต่ละวันมีเรื่องอะไรเข้ามาทำให้สุขหรือทุกข์ใจบ้าง ขณะเดียวกัน การใช้คำว่า “สื่อ-เตือน-สติ” ในงานของปีนี้ เพราะต้องยอมรับว่าในภัยทางออนไลน์มีอยู่มากและจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อก็ไม่เตยลดลง รวมถึงสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ ทั้งข่าวปลอม ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง การรังแกระราน ก็ยังดำรงอยู่ไม่ลดลงเช่นกัน

งานในปีนี้จึงต้องการย้ำให้ระมัดระวังในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบันที่เข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) หากไม่มีสติช่วยยับยั้งก็ทำให้พลาดได้ บางคนอยู่กับโลกเสมือนมากเสียยิ่งกว่าโลกจริง คำว่าสื่อเตือนสติจึงมาจากหนึ่งในยุทธศาสตร์ของกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ คือการบอกกับผู้คนว่าเมื่อรับสื่อต้องระมัดระวัง เพราะสื่อที่เข้ามาหาเรามีทั้งที่เป็นยาพิษและสมุนไพรที่มีประโยชน์ หากแยกแยะผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบไม่ได้ก็จะเกิดอันตราย และผลกระทบไม่ว่าด้านใดก็มีผลต่อทั้งตัวผู้รับสารเองและต่อสังคมทั้งสิ้น

ทั้งนี้ สำหรับงาน โครงการพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3  “สื่อ เตือน สติ” ในส่วนของกิจกรรม ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร จะมีวงเสวนาธรรมที่ฟังแล้วไม่น่าเบื่อ มีมุมมองจากคนทำสื่อด้านธรรมะหลายท่านที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์การทำงาน มุมมองว่าด้วยการนำหลักธรรมในศาสนาพุทธมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ขับรถบนท้องถนน เห็นคนขับรถเร็วปาดหน้า ตั้งสติเพียงนิด แทนที่จะรีบด่าทอออกไป ลองคิดว่าเขาอาจจะมีธุระด่วนจำเป็นจริงๆ จะเห็นว่าการมีสติสามารถช่วยดูแลการใช้ชีวิตของเราได้

นอกจากนั้น ยังขอเชิญชวนน้องๆ เด็กและเยาวชน นักเรียน-นักศึกษา อายุไม่เกิน 25 ปี ทำคลิปวีดีโอหัวข้อ “หนูได้ธรรม” เนื้อหาว่าด้วยธรรมะในชีวิตประจำวัน ความยาวไม่เกิน 90 วินาที ส่งประกวดเพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 90,000 บาท โดยสามารถส่งได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 20 พ.ย. 2567 (ปิดรับในเวลา 16.00 น.) โดยจะประกาศผลรางวัลในช่วงการจัดงาน ณ วัดอรุณฯ

อีกทั้งยังมีการจัดนิทรรศการในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์  http://www.thaimediafund.or.th หรือติดตามข้อมูลข่าวสารและสอบถามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” https://www.facebook.com/ThaiMediaFundOfficial/?locale=th_TH

– 006

‘CRA Open House’ เปิดบ้านแนะแนว ศึกษาต่อ…‘สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ’

https://www.naewna.com/local/838014

‘CRA Open House’ เปิดบ้านแนะแนว  ศึกษาต่อ...‘สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ’

‘CRA Open House’ เปิดบ้านแนะแนว ศึกษาต่อ…‘สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ’

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 08.30 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดประสบการณ์ “ฐานการเรียนรู้ทางการแพทย์” ให้นักเรียนมัธยมเยี่ยมชมคลินิกครั้งแรก ในโครงการ CRA Open House แนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ

นับเป็นครั้งแรกที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมปลายจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการ CRA Open House ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดบ้านแนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อแพทยศาสตร์ และสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้ฝึกทักษะทางการแพทย์ และได้เยี่ยมชมศูนย์การรักษาที่มีความเป็นเลิศ สร้างความมั่นใจในศักยภาพของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ อันเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติของนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์
สุขภาพ ซึ่งนักเรียนที่มาร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสเทคโนโลยีเครื่องมือนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยทัดเทียมมาตรฐานสากล ตลอดจนเป็นการสร้างความสัมพันธ์ภาคีเครือข่ายร่วมกับสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนพันธกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในด้านการผลิตบัณฑิตแพทย์ พยาบาลและการสาธารณสุข ที่มีคุณภาพทางวิชาการและสมรรถนะทางวิชาชีพที่เป็นเลิศ อีกทั้งเป็นทางเลือกในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่อไป ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานภายใต้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และเป็นสถานพยาบาลในกำกับของรัฐ ซึ่งในปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลในการฝึกปฏิบัติทักษะทางคลินิกของนักศึกษาแพทย์ พยาบาล และวิชาชีพทางการแพทย์ มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็ง ให้บริการทางการแพทย์ด้วยศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านต่างๆ มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคยากซับซ้อน ด้วยทีมแพทย์และพยาบาลเฉพาะทาง ให้การสนับสนุนการวิจัยและการศึกษาในหลักสูตรต่างๆ ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศและช่วยดูแลส่งเสริมสุขภาพของคนไทย สืบสานพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นศูนย์กลางการศึกษาและวิจัย สู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการและวิชาชีพเพื่อบริการมวลมนุษยชาติอย่างยั่งยืน ภายใต้ปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต”

สำหรับ โครงการ CRA Open House ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดบ้านแนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในวันนี้ มีนักเรียนระดับมัธยมปลายจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนทั้งสิ้น 300 คน ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้จัดเตรียม “ฐานการเรียนรู้ทางการแพทย์” เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ทางการแพทย์ จำนวน 5 ด้าน ประกอบด้วย การแพทย์ฉุกเฉิน เวชศาสตร์ฟื้นฟู หัวใจและหลอดเลือด รังสีวินิจฉัย โสต ศอ นาสิก และห้องผ่าตัด นักเรียนที่มาร่วมในแต่ละฐานจะได้รับความรู้จากบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ได้สัมผัสกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้ในการตรวจ วินิจฉัย และรักษาผู้ป่วยจริงโดยนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ประสบการณ์ณ ศูนย์การแพทย์จุฬาภรณ์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ขนาด 400 เตียง

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนได้เห็นภาพรวมของการเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพอย่างแท้จริง แต่ยังมีเป้าหมายในการสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นความสนใจในสายอาชีพ

‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุกศธ.ทวงคืนสิทธิ ยื่น 3 ข้อจี้‘เพิ่มเงินเดือน-โละจ้างเหมา’

https://www.naewna.com/local/838074

‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุกศธ.ทวงคืนสิทธิ ยื่น 3 ข้อจี้‘เพิ่มเงินเดือน-โละจ้างเหมา’

‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุกศธ.ทวงคืนสิทธิ ยื่น 3 ข้อจี้‘เพิ่มเงินเดือน-โละจ้างเหมา’

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 08.07 น.

‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุก ศธ.ขอพบ‘เพิ่มพูน’ ยื่น 3 ข้อเรียกร้องทวงคืนสิทธิ จี้‘โละจ้างเหมา-เพิ่มเงินเดือน-ขอความมั่นคงในอาชีพ’

เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 29 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ กลุ่มลูกจ้าง  นำโดยสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย กว่า 100 คน เดินทางมาขอเข้าพบ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อทวงคืนสิทธิประกันสังคม , ปรับเพิ่มอัตราเงินเดือน , ขอความมั่นคงในอาชีพ  พร้อมมีป้ายข้อความระบุว่า “SAVE ลูกจ้าง สพฐ. ไม่เอาจ้างเหมาบริการ , ทวงคืนเงินสมทบ ประกันสังคม เพื่อชีวิตที่มั่นคงของลูกจ้าง , นโยบาย “สพฐ.เรียนดีมีความสุข” แต่สำหรับบุคลากร “ทำงานดี ไม่มีความสุข” X (ไม่เอาจ้างเหมาบริการ)

แถลงการณ์ของสมาพันธ์ฯ ระบุว่า ตามที่สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งเรื่องการจัดสรรอัตราการปฏิบัติงานให้ราชการปีงบประมาณ 2568 โดยปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างเป็นจ้างเหมาบริการและตัดเงินสมสบประกันสังคม ส่งผลให้ลูกจ้างกว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ อาทิ การรักษาพยาบาล การคลอดบุตร การรับเงินสงเคราะห์ เป็นต้น ซึ่งเป็นสวัสดิการเดียวที่ลูกจ้างนี้มีเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว ในวันเกษียณอายุราชการและยามเจ็บป่วย หากแต่โดนตัดสิทธิเหล่านี้ไป ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ลูกจ้าง ผู้ปฏิบัติงานราชการให้ สพฐ.

ทางสมาพันธ์ฯ จึงมาขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.ขอเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ เป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว พร้อมเงินสมทบประกันสังคมทุกตำแหน่ง 

2.ขอปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนตามนโยบายรัฐบาล ที่ปรับฐานเงินเดือนตาม

+ คุณวุฒิปริญญาตรี ปีที่ 1 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 16,500 บาท

+ ปีที่ 2 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 18,150 บาท

+ คุณวุฒิต่ำกว่า ป.ตรี ปีที่ 1 วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 10,340 บาท

+ วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 11,380 บาท

3.ขอปรับตำแหน่งความมั่นคงในอาชีพลูกจ้าง สพฐ. ทุกตำแหน่ง

สกร.พัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย ลดภาระนักเรียน-ผู้ปกครอง

https://www.naewna.com/local/838010

สกร.พัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย  ลดภาระนักเรียน-ผู้ปกครอง

สกร.พัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย ลดภาระนักเรียน-ผู้ปกครอง

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (อธิบดี สกร.) เปิดเผยถึงการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) เพื่อลดภาระนักเรียน และผู้ปกครอง “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)” ว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้ขับเคลื่อนงานตามนโยบายดังกล่าวลงสู่หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สกร. ได้ให้ความสำคัญการใช้ความรู้และนวัตกรรมในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมรูปแบบการเรียนรู้ที่สามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ได้สะดวกมากขึ้น เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ได้ดำเนินการจัดอบรมตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทุกแห่ง/กรุงเทพมหานคร และศูนย์หรือสถาบันการเรียนรู้เฉพาะด้านหรือเฉพาะกิจทุกแห่ง โดยมีผลดำเนินงานของทั้งสองโครงการ ดังนี้ 1.โครงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (ศูนย์ดิจิทัลชุมชน) 1.1 อบรมหลักสูตร Digital Literacy จำนวนรวม 70,697 คน แบ่งเป็น- วิทยากร ครู ก (ระดับจังหวัด) จำนวน 156 คน – วิทยากร ครู ค (ระดับตำบล) จำนวน 2,578 คน – ขยายผลให้กับประชาชน จำนวน 67,963 คน, 1.2 อบรมหลักสูตร Cyber Security & PDPA จำนวนรวม 3,232 คน แบ่งเป็น – บุคลากรและวิทยากร จำนวน 1,275 คน – ขยายผลในพื้นที่ จำนวน 1,957 คน 2.โครงการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้2.1 อบรมหลักสูตร Metaverse ให้กับบุคลากรศูนย์วิทย์ และศูนย์ฝึกฯ รวม 35 คน,2.2 อบรมหลักสูตร AI Super Power บุคลากร รวม 133 คน

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร.กล่าวต่อว่า จากผลการดำเนินงานดังกล่าวพบว่า ยังมีข้อจำกัดในด้านสัญญาณอินเตอร์เนตที่ไม่เสถียรและไม่เพียงพอต่อการใช้งาน รวมถึงอุปกรณ์ (Devices) ของประชาชนเองที่นำมาใช้ประกอบการอบรมเรียนรู้มีความแตกต่าง โดยส่วนใหญ่เป็นMobile Devices แบบกลางเก่า โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล บางเครื่องไม่รองรับและไม่สามารถใช้อบรมเรียนรู้แบบออนไลน์ได้ บางเครื่องรับสัญญาณอินเตอร์เนตได้ช้าส่งผลให้จัดการอบรมเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์เป็นไปอย่างไม่ราบรื่น และสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลบางคลิปมีความยาวมาก ทำให้ลดความสนใจของผู้เรียนและประชาชน

“สำหรับในปีงบประมาณ 2568 สกร.ได้มีการปรับปรุงแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับประชาชน และจัดหาพื้นที่คลาวด์ เพื่อรองรับการใช้งานผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานของ สกร. ที่มีประมาณ 8 แสนกว่าคน และประชาชนกลุ่มสนใจที่ต้องการพัฒนาตนเองในมิติต่างๆ พัฒนาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลที่ตอบโจทย์ช่องว่างทักษะและความรู้ของประชาชนไปสู่การ Reskill Upskill และ Newskill ในด้านอาชีพ สามารถนำมาประกอบอาชีพหรือนำไปต่อยอดกับหน่วยงานมาตรฐานอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สถาบันอุดมศึกษา สถาบันอาชีวศึกษา กระทรวงแรงงาน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายจัดทำแผนปฏิบัติการดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างความพร้อมด้านเทคโนโลยีทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ครุภัณฑ์ ระบบแพลตฟอร์มและบริการในรูปแบบดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการปรับปรุงขั้นตอนกระบวนงานให้ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว เพื่อรองรับการบริหารจัดการศึกษาของ สกร. และส่งเสริมผู้เรียน ประชาชน ให้สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงการติดตามแสดงผลพฤติกรรมการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบออนไลน์ได้” นายธนากร กล่าว

เปิดงาน 7 ปี แห่งการบูรณาการ สานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

https://www.naewna.com/local/838013

เปิดงาน 7 ปี แห่งการบูรณาการ  สานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

เปิดงาน 7 ปี แห่งการบูรณาการ สานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน 7 ปี แห่งการบูรณาการ สานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น ณ โรงแรมโฆษะ
จ.ขอนแก่น โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน เข้าร่วมงาน โดย นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จากการรับฟังคำกล่าวรายงาน ทำให้ทราบว่าการบูรณาการด้านการศึกษาใน จ.ขอนแก่น เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการศึกษา ให้เด็กและเยาวชน “เรียนดี มีความสุข” และเติบโตเป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ซึ่งภาพการจัดงานในวันนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่น และความทุ่มเทของชาวขอนแก่น ในการร่วมกันพัฒนาการศึกษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก และเยาวชน จ.ขอนแก่น ให้ดีขึ้น

“ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานทางการศึกษาทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษา อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งเป้าหมายหลักคือการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดีคนเก่ง มีคุณภาพ และพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีคุณภาพสูงสุด”

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. กล่าวต่อไปว่า โครงการสานพลังชาวการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่นภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” และ“จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” “We Are The One KHON KAEN Education Team” ได้ดำเนินงานภายใต้ความเชื่อที่ว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญของการพัฒนา และเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับลูกหลานของเรา โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ซึ่งความสำเร็จต่างๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานทางการศึกษา ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน

ศธ.เปิดตัวโปรแกรมฝึกอบรมลูกเสือ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

https://www.naewna.com/local/838009

ศธ.เปิดตัวโปรแกรมฝึกอบรมลูกเสือ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

ศธ.เปิดตัวโปรแกรมฝึกอบรมลูกเสือ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และประธานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานในการแถลงข่าว เปิดตัวระบบบริหารกิจการลูกเสือ และโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ นายวรัท พฤกษทวีกุล รองปลัดศธ. และเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และผู้บริหารองค์กรหลักศธ. และคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติเข้าร่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” กระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยลดภาระครู นักเรียน และผู้ปกครอง การเปิดตัวระบบบริหารกิจการลูกเสือครั้งนี้จึงเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสถานศึกษา นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับแนวคิด “ลูกเสือทันสมัย Transform” ภายใต้สโลแกน “ทำดี ทำได้ ทำทันที” เพื่อให้การดำเนินงานถูกต้อง รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย4 ระบบที่สำคัญ ได้แก่ 1.ระบบขอจัดตั้งกลุ่มหรือกองลูกเสือ สำหรับสถานศึกษาที่ต้องการจัดตั้งกลุ่มลูกเสือ, 2.ระบบขอตำแหน่งทางลูกเสือ สำหรับผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่ต้องการตำแหน่งใหม่, 3.ระบบขอมีคุณวุฒิทางลูกเสือ สำหรับการรับรองคุณวุฒิตามระดับต่างๆ 4.ระบบขอเปิดการฝึกอบรม ให้บริการแก่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือจังหวัด สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษา ที่ประสงค์จะขอเปิดฝึกอบรมสำหรับบุคลากรทางลูกเสือในหลักสูตรต่างๆ

ทั้งนี้ การเปิดตัวระบบใหม่เหล่านี้จะนำระบบเทคโนโลยี หรือไอทีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ลดเอกสาร ทำให้ประหยัดงบประมาณประหยัดเวลาในกานดำเนินงาน เพื่อ
ลดค่าใช้จ่ายตอบสนองต่อนโยบาย “ลดภาระครู”อย่างแท้จริง นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้เปิดตัวโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่ ซึ่งเป็นโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา ที่ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและทักษะที่จำเป็นในปัจจุบัน โดยแบ่งตามประเภทของลูกเสือ ดังนี้ ลูกเสือสำรอง :การเป็นผู้นำ, การออม, Codding, มารยาทไทยและการป้องกันภัยต่างๆ, ลูกเสือสามัญ :E-sport, Codding, ภัยไซเบอร์, และความรักชาติ, ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ : SMART SCOUT, การกู้ชีพฉุกเฉิน, Save Bullying และภัยคุกคามทางเพศ, ลูกเสือวิสามัญ : การเงินดิจิทัล, ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการช่วยเหลือชุมชน และในอนาคตจะมีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกเสือได้รับทักษะที่ทันสมัยและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าระบบบริหารกิจการลูกเสือและโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่นี้จะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างทักษะและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยตอบสนองนโยบายการศึกษาสมัยใหม่ในมิติเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime อย่างแท้จริง และการอบรมลูกเสือไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีมาตรฐานเดียวกันในการเข้ามาเชื่อมระบบการเรียนรู้ และหวังว่ากิจกรรมลูกเสือจะได้รับการพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นและทันต่อกระแสโลก และหวังว่าสถาบันลูกเสือจะเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่จะช่วยทำให้ประเทศชาติมีความเจริญรุดหน้าต่อไป มีประชากรที่รักระเบียบวินัย มีความรักชาติศาสน์ กษัตริย์ และลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อทำดี ทำได้ ทำทันที” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวเพิ่มเติมถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่า ศธ.จะออกกฏกระทรวงใหม่ เกี่ยวกับการแต่งกายของลูกเสือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอตามขั้นตอน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปลดล็อกเครื่องแต่งกายสำหรับการแต่งกายลูกเสือ จะมีเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ชุดปกติ (ชุดลูกเสือเดิม) ชุดปฏิบัติการ และชุดลำลอง โดยให้สถานศึกษาพิจารณาเลือกได้ตามบริบทของสถานศึกษา

“กฎกระทรวงใหม่นี้ จะเป็นการปลดล็อกเช่น ชุดลำลองก็จะใช่เครื่องแบบนักเรียน หรือใส่ชุดตามที่ผู้บังคับบัญชาของสถานศึกษานั้นๆ เป็นผู้พิจารณาให้เหมาะกับบริบทของสถานศึกษา เช่น สถานศึกษานั้นอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ ก็ใช้ชุดชาติพันธุ์เป็นชุดลูกเสือได้หรือในพื้นที่ใดไม่มีชุดลูกเสือที่พอเพียงก็ไม่ต้องใส่ชุดลูกเสือ จะใส่ชุดอะไรก็ได้ตามบริบทที่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือนั้นพิจารณาว่าเหมาะสมจะมีหมวก หรือมีผ้าพันคอหรือไม่ก็แล้วแต่ฐานลูกเสือนั้นพิจารณา ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและลดภาระต่างๆ ในการเรียนลูกเสือเป็นการลดภาระให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง แต่ถ้าเป็นทางการ เช่น วันลูกเสือฯ ก็อาจจะต้องใส่ชุดลูกเสือปกติ” รมว.ศธ. กล่าว

‘รวิศ สอดส่อง’ ให้การต้อนรับ นายหวง อี ผอ.กรมการเมืองประจํากระทรวงยุติธรรมจีน

https://www.naewna.com/local/838060

‘รวิศ สอดส่อง’ ให้การต้อนรับ นายหวง อี ผอ.กรมการเมืองประจํากระทรวงยุติธรรมจีน

‘รวิศ สอดส่อง’ ให้การต้อนรับ นายหวง อี ผอ.กรมการเมืองประจํากระทรวงยุติธรรมจีน

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.38 น.

“รวิศ สอดส่อง”ผู้แทน รมว.ยุติธรรม ให้การต้อนรับ Mr.Huang Yi ผอ.กรมการเมืองประจํากระทรวงยุติธรรม สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม

วันที่ 28 ตุลาคม 2567 นายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้การต้อนรับ นายหวง อี (Mr. Huang Yi) ผู้อํานวยการกรมการเมืองประจํากระทรวงยุติธรรมสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วง ระหว่างการเดินทางเยือนไทยในฐานะแขกของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมด้วยการกระชับความร่วมมือในแต่ละด้านที่มีศักยภาพร่วมกันทุกมิติ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายหวง อี (Mr. Huang Yi) ผู้อํานวยการกรมการเมืองประจํากระทรวงยุติธรรมสาธารณรัฐประชาชนจีน มีกำหนดการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยจะเข้าพบพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  โดยมีวาระการประชุมทวิภาคีเรื่องหลักนิติธรรม เหตุผลที่รัฐบาลไทยกำหนดให้การฟื้นฟูหลักนิติธรรมเป็นวาระแห่งชาติ สถานการณ์หลักนิติธรรมในประเทศไทยในปี 2566 หลักนิติธรรมเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วม โดยมี ผู้บริหารจาก สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice: TIJ), สถาบันอนุญาโตตุลาการ (Thailand Arbitration Center: THAC), กองกิจการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม ร่วมให้การต้อนรับ ก่อนจะมีการเลี้ยงรับรองในช่วงเที่ยงและช่วงค่ำ ตามลำดับ

กฐิน 20 ปี วัดพระธรรมกายเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถวายสังฆทาน 70 รูป นานาชาติ 10 ประเทศร่วมงาน

https://www.naewna.com/local/837967

กฐิน 20 ปี วัดพระธรรมกายเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถวายสังฆทาน 70 รูป นานาชาติ 10 ประเทศร่วมงาน

กฐิน 20 ปี วัดพระธรรมกายเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถวายสังฆทาน 70 รูป นานาชาติ 10 ประเทศร่วมงาน

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.19 น.

วันที่ 28 ตุลาคม 2567 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ วัดพระธรรมกายเวสเทิร์น นครเพิร์ท เครือรัฐออสเตรเลีย ได้จัดพิธีทอดกฐินสามัคคี และถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 70 รูป ในโอกาสสมโภช 20 ปี วัดพระธรรมกายเวสเทิร์น ออสเตรเลีย โดยมีพระมหาสุธรรม สุรตโน ป.ธ.9, ดร. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนานาชาติธรรมชัย(DIRI) ประธานภาคพื้นโอเชียเนีย ผู้อำนวยการสำนักพระปริยัติธรรม วัดพระธรรมกาย เดินทางมาเป็นประธานสงฆ์ และได้รับเกียรติจากคณะศรัทธาสาธุชนจากนานาชาติ 10 ประเทศ ร่วมงานกว่า 500 ท่าน ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เมียนมา กัมพูชา ศรี ลังกา เวียดนาม มาเลเซีย จีน อินเดีย และไทย

การนี้ พระครูวิสุทธิกิตติวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเวสเทิร์น ออสเตรเลีย กล่าวถึงการมาทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา และให้ความรู้เรื่องการฝึกสมาธิแก่ชาวท้องถิ่นในออสเตรเลียตอนหนึ่งว่า “ความสุขภายในที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม และคุณค่าในตัวของพระภิกษุที่มาปักหลักพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ จะสร้างศรัทธาให้ชาวท้องถิ่นเห็นว่า เราเป็นส่วนสำคัญของชุมชนที่นี่ และจะเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งต่อพระพุทธศาสนาให้กับลูกหลานของเขาเองใน Generation ต่อไป”

“วัดพระธรรมกายเวสเทิร์น ออสเตรเลีย เริ่มจาก พระครูวิสุทธิกิตติวิเทศ ท่านเจ้าวาสและญาติโยม รวมกลุ่มกันปฏิบัติธรรมและขยับขยายมาจนถึงสถานที่ตั้งวัดในปัจจุบัน มีความตั้งใจว่า ให้เป็นสถานที่ในการเผยแผ่ธรรมะ สอนสมาธิ และฝึกฝนอบรมตนเองของญาติโยม รวมทั้งให้เป็นกัลยาณมิตร เพื่อเผยแผ่ความสุขภายใน สู่ใจชาวท้องถิ่นมาตั้งแต่เริ่มต้น และออกดอกออกผลมาในวาระ 20 ปี โดย 5-6 ปีที่ผ่านมา ได้จัดคอร์สสมาธิสำหรับชาวท้องถิ่นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเปิดโอกาสให้ทุกเชื้อชาติ ศาสนา ได้เรียนรู้ ศึกษา และยอมรับด้วยตัวเองจากการปฏิบัติ ซึ่งเป็นแนวทางชัดเจนในการส่งต่อความรู้เรื่องสมาธิ และพุทธศาสนาไปสู่คนท้องถิ่น อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าว