นักเรียนบุรีรัมย์กว่า 170,000 คน พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805923

นักเรียนบุรีรัมย์กว่า 170,000 คน พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

นักเรียนบุรีรัมย์กว่า 170,000 คน พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.45 น.

‘10 ลูกของพ่อ’ นักเรียนจ.บุรีรัมย์กว่า 170,000 คน พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28ก.ค.

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2567 ที่โรงเรียนมารีย์อนุสรณ์ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ คณะผู้บริหาร คณะครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักเรียน พร้อมใจกันสวมใส่เสื้อเหลือง  “๑๐ ลูกของพ่อ” ไปโรงเรียน เข้าแถวเคารพธงชาติ หลังจากนั้นทำกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และร่วมกันทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งในและนอกโรงเรียน  ตามโครงการปลูกจิตสำนึกในความจงรักภักดีต่อสถาบัน  เพื่อปลูกจิตสำนึกในความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน นักเรียน มีส่วนร่วมการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน นักเรียน ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯและแสดงออกถึงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ28 กรกฎาคม

ส่วนโรงเรียนบ้านโนนงิ้วตลาดใหม่สามัคคีตำบลห้วยหิน อำเภอหนองหงส์ นักเรียนพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองไปโรงเรียน และร่วมกับคณะครูทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ดูแลรักษาความสะอาดทั้งในและนอกโรงเรียน เนื่องจากเป็นระยะแรกของการเปิดภาคเรียนสัปดาห์แรก และที่โรงเรียนอนุบาลโรงเรียนอนุบาลกัลยาประสิทธิ์ อำเภอประโคนชัย จัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกในความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ทุกวันจันทร์ โดยมีกิจกรรม อ่านเก่งเขียนเก่งเฉลิมพระเกียรติ กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กิจกรรมฐานเรียนรู้พี่สอนน้องคัดแยกขยะ กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์และสวดมนต์เฉลิมพระเกียรติ

ด้านนายนฤชา  โฆษาศิวิไลซ์  ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ บริษัท บุรีรัมย์ยูไนเต็ด จำกัด  สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ และสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมกันจัดทำโครงการปลูกจิตสำนึก ในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยส่งเสริม สนับสนุนปลูกฝังให้เด็กนักเรียนทุกเรียนทั้งจังหวัดบุรีรัมย์ มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในการเปิดภาคเรียนใหม่ในปีนี้ มีกิจกรรมให้เด็กตั้งแต่ชั้น ป.1 – ม.3 ทุกคนสวมเสื้อสีเหลือง “ลูกของพ่อ” โดยเป็นความร่วมมือของภาคราชการ และภาคเอกชน ร่วมจัดทำโครงการนี้ขึ้น โดยภาคเอกชนได้สนับสนุนเสื้อให้กับเด็กนักเรียน จำนวนกว่า 175,250 คน ได้สวมใส่ทุกวันจันทร์ด้วยความภาคภูมิใจ

มทร.ธัญบุรี พัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ ด้วย AI สร้าง Adaptive Learning เกิดการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805756

มทร.ธัญบุรี พัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ ด้วย AI  สร้าง Adaptive Learning เกิดการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา

มทร.ธัญบุรี พัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ ด้วย AI สร้าง Adaptive Learning เกิดการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดโครงการพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา 4 ภูมิภาค จุดประกายนวัตกรรมการศึกษา สร้างโรงเรียนต้นแบบ 36 แห่งทั่วประเทศ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสร้าง Adaptive Learning พัฒนาบุคลากร การจัดการห้องเรียน และสร้างเยาวชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ได้แล้วกว่า 12,600 คน

ดร.สุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจะส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยครูสามารถสื่อสารและใช้สื่อทรัพยากรการเรียนรู้สมัยใหม่ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และมีศักยภาพสูงในการขยายผลการเรียนรู้ และยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ  ข้อสำคัญคือการได้ร่วมพัฒนาเยาวชน ซึ่งในโครงการนี้ได้ฉายภาพการเรียนรู้ของเด็กกว่า 12,600 คน เป็นจุดตั้งต้นที่ชัดเจน และมีบุคลากรการศึกษากว่า 150 คน จาก 36 โรงเรียนในทั้ง 4 ภูมิภาค ได้มีการเรียนรู้และปรับตัวไปสู่การเรียนรู้ที่เรียกว่า Adaptive Learning ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือ โดยเน้นการปรับกระบวนการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้เรียน และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาเป็นเครื่องมือกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยไม่จำกัดเพียงแค่ในโรงเรียน แต่เรียนรู้ได้จากทุกที่ และสามารถที่จะเรียนรู้ได้ไม่จำกัดเวลา

ด้าน ผศ.ดร.มโน สุวรรณคำ ผู้ช่วยอธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า มทร.ธัญบุรี ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินโครงการนี้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจพื้นฐานและฝึกอบรมจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ทำให้ครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนการสอนและใช้ชุดสื่อการสอนได้ ซึ่งหลังจากได้ทดลองจัดการเรียนตลอด 1 ภาคการศึกษา ในการใช้แพลตฟอร์มอัจฉริยะเพื่อการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษ เช่น โปรแกรม English Galaxy, Chivox, Edmodoworldจอสัมผัส แท็บเลต และหูฟัง ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ เราพบแนวปฏิบัติที่ดี จากครู 36 โรงเรียน ซึ่งมี 5 ประเด็นสำคัญคือ (1) การใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจสำหรับนักเรียน (2) บทเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบปฏิสัมพันธ์ เช่น กิจกรรมกลุ่ม การฝึกภาษาในสถานการณ์จริง และการใช้สื่อต่างๆช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ (3) การสร้างและสนับสนุนแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ทำให้นักเรียนมีโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะกับรูปแบบการเรียนของแต่ละคน (4) การใช้ข้อมูลในการติดตามความก้าวหน้าของนักเรียน และประเมินผลของการเรียนรู้ได้ตลอดและต่อเนื่อง เป็นการปรับปรุงกระบวนการการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพขึ้น และ (5) การสร้างพื้นที่ที่สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักเรียนและครู และสร้างสถานการณ์ที่กระตุ้นการสนทนาและการทำงานกลุ่ม ทำให้นักเรียนมีความสุขและสนุกกับการเรียน

ทั้งนี้ ผลการทดลองของครูผู้สอนในภาพรวม พบว่า ชุดสื่อมีความทันสมัย น่าสนใจ ทำให้เด็กนักเรียนอยากเรียนรู้และสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และยังเสริมสร้างทักษะการรู้ดิจิทัล ในระหว่างการเรียนวิชาภาษาอังกฤษสนับสนุนครูในการจัดการเรียนการสอน รวมถึงการวัดและประเมินผลได้อย่างดีมาก มองเห็นความสำคัญของชุดสื่อและกำลังวางแผนการขยายผลการใช้งานอย่างยั่งยืนต่อไปครูผู้สอนส่วนมากมีทัศนคติที่ดีต่อการบูรณาการชุดสื่อเทคโนโลยีของโครงการ การสวมบทบาทการเป็นผู้นำการสอน จึงเกิดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ผ่อนคลายและสนุกสนาน เนื่องจากการลดบทบาทของความเป็นผู้สอน และเพิ่มบทบาทของการเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ของครูผู้สอน ซึ่งนำไปสู่สร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ และข้อสำคัญยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในเชิงนโยบายจากฝ่ายบริหารในทุกระดับ ทั้งในระดับสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อสร้างสังคมการเรียนรู้อย่างยั่งยืนต่อไป 

อว.ยกระดับสาธารณสุขไทยผ่านงานวิจัยและนวัตกรรมล้ำสมัย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805752

อว.ยกระดับสาธารณสุขไทยผ่านงานวิจัยและนวัตกรรมล้ำสมัย

อว.ยกระดับสาธารณสุขไทยผ่านงานวิจัยและนวัตกรรมล้ำสมัย

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ The Annual Meeting of International Conference on Gnomics (ICG-19) จัดโดย BGI Genomics ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พร้อมประกาศเจตจำนงในการดำเนินการ (LOI) เกี่ยวกับความร่วมมือด้านนวัตกรรมที่ใช้ในการคัดกรอง ป้องกัน และจัดการโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทย โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร รักษาการแทนอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Professor Yang Huanming, Academician of Chinese Academyof Sciences Co – founder of BGI Groupนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้นำในอุตสาหกรรมจากทั่วโลกเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1210ชั้น 12 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากในด้านจีโนมิกส์และเทคโนโลยีชีวภาพ ก่อให้เกิดความสำเร็จอันโดดเด่นในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์แม่นยาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งนวัตกรรมที่ใช้ในการคัดกรอง ป้องกัน และจัดการโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทยด้วย ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติการป้องกันและจัดการโรคหัวใจและหลอดเลือด ผ่านความร่วมมือระหว่างศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และแบงกอกจีโนมิกส์ อินโนเวชัน (BKGI) ที่ได้ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมใหม่ เป็นเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงเบื้องต้นของโรคหัวใจและหลอดเลือดแดง (ASCVD) ที่เรียกว่าการตรวจ Trimethylamine N-Oxide (TMAO) ในเลือด ซึ่งเป็นสารเมตาบอไลต์ที่ผลิตโดยแบคทีเรียในลำไส้ โดยได้รับการระบุว่าเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพใหม่สำหรับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด การนำการตรวจนี้ไปใช้ในระบบการดูแลสุขภาพของไทยจะช่วยในการคัดกรองบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ก่อนที่จะมีอาการ ทำให้สามารถดูแลเชิงป้องกันได้อย่างเหมาะสม

“เนื่องจากโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในประเทศไทยมีผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันประมาณ 100,000 รายต่อปี โรคหลอดเลือดสมองมีผู้ป่วยประมาณ 300,000 รายต่อปี คิดเป็นค่าใช้จ่ายของภาครัฐไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี โดยค่าใช้จ่ายนี้ยังไม่รวมถึงค่าเสียโอกาสและค่าใช้จ่ายอื่นๆในการดูแลประคับประคองด้วย นวัตกรรมนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมืองเท่านั้น แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย” รมว.อว. กล่าว

ศธ.เปิดระบบ SCS วางแผนอัตรากำลังสู่การผลิตครูในอนาคต

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805755

ศธ.เปิดระบบ SCS วางแผนอัตรากำลังสู่การผลิตครูในอนาคต

ศธ.เปิดระบบ SCS วางแผนอัตรากำลังสู่การผลิตครูในอนาคต

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานแถลงเปิดตัวระบบการบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (School Capacity System : SCS) ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า นโยบาย “เรียนดีมีความสุข” เป็นนโยบายหลักที่ศธ.ใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวมของกระทรวง โดยเฉพาะการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ศธ.ได้ให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการ เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีเวลาอยู่ในชั้นเรียนมากขึ้น สามารถจัดการเรียนการสอนโดยไม่ต้องกังวลในภาระงานด้านอื่นๆ รวมทั้งการขับเคลื่อนแนวทางในการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นความ “ถูกต้อง รวดเร็ว ประโยชน์ และประหยัด” จึงได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ศึกษารูปแบบและแนวทางปฏิบัติในการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน ทั้งการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลระหว่างส่วนราชการ และภาคส่วนต่างๆ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ระบบ SCS จะทำหน้าที่ดึงข้อมูลจากระบบบริหารทรัพยากรบุคคลและระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล ของสำนักงาน ก.ค.ศ. มาประมวลผลตามเงื่อนไขเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อำนวยความสะดวกให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ บริหารอัตรากำลังได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ เป็นไปตามมาตรฐานวิชาเอก และสามารถนำข้อมูลจากระบบ SCS ไปใช้ในการวางแผนบริหารอัตรากำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับภาระงานและบริบทของสถานศึกษา ถือเป็นจุดตั้งต้นในการแก้ปัญหาอัตรากำลังในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่การจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คืนครูสู่ห้องเรียนได้อย่างแท้จริง” รมว.ศธ. ระบุ

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติม ว่า ระบบ SCS เป็นระบบที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการทำงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน ประหยัดเวลา และลดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนและประกอบการตัดสินใจ ทำให้กระบวนการบริหารจัดการอัตรากำลังในสถานศึกษาทำได้รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านการบริหารสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอน ช่วยให้สถานศึกษามีสภาพอัตรากำลังที่มีความเหมาะสมกับภาระงานตามสภาพบริบทของพื้นที่ โดยเฉพาะตำแหน่งครูที่จะมีข้อมูลรองรับความขาดแคลนวิชาเอกต่างๆ และถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่จะนำไปสู่การวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคนเข้าสู่วิชาชีพครูในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศให้สูงขึ้นตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการศึกษา สามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและยุทธศาสตร์ชาติต่อไป

ดันศูนย์เลี้ยงเด็กคัดกรองความบกพร่องก่อนเติมเต็มพัฒนาการ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805758

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ครั้งที่ 2/2567 ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี คณะผู้บริหารศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ครั้งที่ 2/2567 ว่า ที่ประชุมได้รับทราบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ในคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยมี นางเกศทิพย์ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานอนุกรรมการฯ ซึ่งมีหน้าที่จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษาทุกรูปแบบสำหรับคนพิการ การผลิตและพัฒนาครูการศึกษาพิเศษ และบุคลากรทางการศึกษา และการใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาจัดทำข้อเสนอการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ จัดทำแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ แนวทางการพัฒนาการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ แนวทางการพัฒนาความก้าวหน้าของครู ครูการศึกษาพิเศษและบุคลากรทางการศึกษา จัดทำแนวทางบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

“นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการว่า ถ้าเริ่มตั้งแต่ศูนย์เลี้ยงเด็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้มีการคัดกรองตั้งแต่เด็กเล็กจะทำให้เห็นถึงความบกพร่องของเด็กได้แต่แรกๆ ก็จะสามารถเติมเต็มและพัฒนาได้มากขึ้น ซึ่ง นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย ซึ่งดูแลองค์กรปกครองบริหารส่วนท้องถิ่นรับหน้าที่จะไปหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อหาวิธีในการคัดกรองและพัฒนาเด็กที่มีความบกพร่องต่อไป” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 10’ลาสิกขาที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมธวีธรรม บทสรุป‘รัก-เรียน-เพียร-ให้’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805644

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 10’ลาสิกขาที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมธวีธรรม บทสรุป‘รัก-เรียน-เพียร-ให้’

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 10’ลาสิกขาที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมธวีธรรม บทสรุป‘รัก-เรียน-เพียร-ให้’

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.09 น.

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 10’ลาสิกขาที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมธวีธรรม บทสรุป‘รัก-เรียน-เพียร-ให้’

20 พฤษภาคม 2567 เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นเจ้าภาพจัดพิธีลาสิกขาแก่สามเณร ที่เข้าร่วม “โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 10”  ในวาระครบรอบ “๑ ทศวรรษแห่งความดี  ๑๐ ปีแห่งความยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด “ความรักจักรวาล: รัก-เรียน-เพียร-ให้” ซึ่งสามเณรได้เรียนรู้ธรรมะ “ทศบารมี คุณธรรมความดี 10 ประการ”  อันเป็นหลักธรรมคำสอนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญ ขณะเดียวกันมุ่งเน้นฝึกทำสมาธิ เจริญสติ เพื่อถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นแบบอย่างอันดียิ่งที่สามเณรทั้ง 12 รูป ที่พร่ำเพียรฝึกปฏิบัติธรรมมาตลอด 4 สัปดาห์ ภายใต้การดูแลอย่างดียิ่งของพระอาจารย์ใหญ่ประจำโครงการ พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.(หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี ) เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้กล่าวสัมโมทนียกถา และให้โอวาทแก่เหล่าสามเณรทั้ง 12 รูป ร่วมด้วย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ พร้อมกันนี้สามเณรทั้ง 12 รูปยังได้บรรยายธรรมเป็นครั้งแรก ในหัวข้อ ทศบารมี รวมไปถึง รักกตัญญูและรักจักรวาล เพื่อตอบแทนความรัก ความเมตตา ให้กับบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ สาธุชนผู้ศรัทธา และผู้ชมทางบ้านที่ติดตามชมมาตลอด ก่อนเข้าพิธีลาสิกขา รวมถึงให้ข้อคิดและคติสอนใจอีกด้วย 

ทั้งนี้ เป็นที่น่ายินดี ทางโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ร่วมน้อมใจอนุโมทนาบุญกับสามเณรสกาย กวีพัฒน์ ช่างทำ ที่ขอมุ่งสู่ทางธรรม และตั้งใจทำตามความฝันในการเป็นพระธรรมฑูต และเป็นสามเณรเปรียญธรรม 9 ประโยค ไม่ประสงค์ลาสิกขาพร้อมเพื่อนๆ โดยยังคงบรรพชาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ต่อไป

ในโอกาสนี้ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาสของโครงการ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย ดร. อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรมจนมาถึง 10 ปีในครั้งนี้ ตลอดจนผู้สนับสนุนโครงการ ร่วมอนุโมทนาบุญด้วย ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม) โดย มูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์ และมูลนิธิปลูกปัญญา อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ของการดำเนินโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ได้บรรพชาสามเณรและแม่ชี รวมแล้วกว่า 130 รูป และบรรลุผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม อาทิ การสร้างเยาวชนต้นแบบให้แก่คนในสังคม ทั้งสามเณรที่เข้าร่วมรายการ ได้เรียนรู้ธรรมะ บ่มเพาะให้เป็นคนดี บนพื้นฐานของการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม พร้อมยังเป็นตัวแทนในการเรียนรู้ธรรมะที่เข้าใจง่าย เป็นตัวอย่างให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปนำไปปฏิบัติตาม และอดีตสามเณรปลูกปัญญาธรรม รวมถึงอดีตแม่ชีน้อย ที่เคยเข้าร่วมโครงการล้วนเติบโต นำธรรมะที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและเป็นที่พึ่งของชีวิต นอกจากนี้ ยังมีส่วนเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในและต่างประเทศ โดยสามเณรทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่ได้ชมรายการ ได้นำบทเรียนธรรมะไปเป็นแนวทางเรียนรู้ ทำให้เหล่าสามเณรเจริญธรรมได้อย่างเข้าใจและสนุกยิ่งขึ้น อีกทั้งด้วยรูปแบบเรียลลิตี้ธรรมะที่ถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์ม รวมถึงรูปแบบออนไลน์ ทำให้พุทธศาสนิกชนทุกคนทั้งในประเทศและทั่วโลก สามารถเข้าถึงธรรมะได้อย่างทั่วถึง ซึ่งกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างคลังพระธรรมคำสอนขนาดใหญ่จากพระอาจารย์ที่เป็นที่เคารพมากมาย เป็นศูนย์รวมธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถเข้าถึงได้ครบภายในที่เดียว ซึ่งมีทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน และถูกนำไปเผยแพร่ในต่างประเทศ อาทิ ประเทศศรีลังกา และประเทศอังกฤษอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเปิดให้ติดตามภาพความประทับใจและชมสรุปกิจวัตรประจำวันย้อนหลัง โดยจะฉายซ้ำ (Rerun) ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน 2567 ทางช่องเรียลลิตี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และช่องเรียลลิตี้ เอชดี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 119 หรือ 333 รวมถึงช่องทรูปลูกปัญญา (ทรูวิชั่นส์ 37) ตลอดจนสามารถรับชมผ่านทางออนไลน์ได้ที่ http://www.trueplookpanya.com/truelittlemonk และ http://www.youtube.com Truelittlemonkthailand และแอปพลิเคชันทรูไอดี ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถติดตามข่าวสารของโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ได้ที่ http://www.facebook.com/truelittlemonkthailand หรือแอปพลิเคชันสามเณรปลูกปัญญาธรรม

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805550

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

“แลนด์บริดจ์ (Land Bridge)” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “โครงการสะพานเชื่อมเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน” โดยมีการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง คือ ฝั่งอ่าวไทย ที่ จ.ชุมพร และฝั่งทะเลอันดามัน ที่ จ.ระนอง พร้อมกับเชื่อมท่าเรือทั้ง 2 ด้วยทางรถไฟและถนนมอเตอร์เวย์ โดยคาดหวังว่า โครงการนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยการเป็น “ฮับ (Hub)” ศูนย์กลางการขนส่งทางทะเล ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า “โครงการนี้จะคุ้มค่าจริงหรือ?” เพราะนี่คือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องส่งผลกระทบต่อ “ต้นทุน” ที่มีอยู่เดิมของ “ภาคใต้” นั่นคือ “สิ่งแวดล้อม” ที่เชื่อมโยงกับทั้ง “เศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว” และการเป็น “แหล่งอาหารทะเล” ในอุตสาหกรรมประมงชายฝั่ง

ดังตัวอย่างจากเวทีนำเสนอความคิดเห็นทางวิชาการ เรื่อง “มองรอบด้านกับโครงการแลนด์บริดจ์” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และ The Active ThaiPBS เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2567 ที่ผ่านมา ก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านร่วมให้ข้อมูล อาทิ พล.ร.ต.จตุพรศุขเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญการบริหารงานท่าเรือและขนส่งทางทะเล ที่ชี้ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่คู่ขนานไปกับอีกแนวคิดหนึ่ง คือการขุดคลองเชื่อมระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน

แต่ไม่ว่าจะเป็นโครงการแลนด์บริดจ์ที่เป็นการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง แล้วเชื่อมระหว่างกันด้วยถนนและทางรถไฟ หรือโครงการขุดคลองเชื่อมทั้ง 2 ฝั่งโดยตรง พล.ร.ต.จตุพร ยืนยันว่า ล้วนตั้งอยู่บน “ความเข้าใจผิด” ทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ 1.ที่ผ่านมาผู้คนมักเชื่อกันว่า ท่าเรือของประเทศสิงคโปร์ บริเวณช่องแคบมะละกานั้นแออัด ซึ่งความเชื่อดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง”โดยช่องแคบมะละกามีเรือแล่นผ่านเฉลี่ย 8 หมื่นลำต่อปี หรือประมาณ 120-200 ลำต่อวัน และแทบไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยสถิติเรือแล่นผ่านเป็นเช่นนี้มาแล้ว 17-18 ปี อัตราการเติบโตมีเพียงร้อยละ 2 ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นแสนลำอย่างที่เข้าใจกัน อย่างประเทศญี่ปุ่นเคยคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีเรือแล่นผ่าน 1.4 แสนลำ แต่ข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2567 ยังพบว่าแล่นผ่านเพียง 8 หมื่นลำเท่านั้น หรือการคาดการณ์ของทั้งธนาคารโลก (World Bank)รวมถึงของประเทศมาเลเซีย ก็คาดการณ์กว่าจะมีเรือแล่นผ่านช่องแคบมะละกา 1.2 แสนลำ ผลคือคาดการณ์ผิดกันไปหมด

พล.ร.ต.จตุพร อธิบายความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ว่า ผู้ทำการศึกษาจะต้องเข้าใจ “วัฏจักรการขนส่งทางทะเล” ที่เริ่มจาก “การเช่าเรือ” กระแสนี้จะมาในช่วงที่มีปริมาณสินค้ามาก จากนั้นคือ “การซื้อเรือ” พอผู้เช่าเห็นว่าค่าเช่าแพงขึ้นก็หันไปหาซื้อเรือของตนเอง โดยเฉพาะเรือมือ 2 ซึ่งในบางครั้งจะมีราคาใกล้เคียงเรือต่อใหม่ ต่อมาพอจำนวนเรือมีมากขึ้นกว่าสินค้าที่ต้องการขนส่ง ก็จะเริ่มมีการปลดระวางเรือ

ในช่วงนี้ก็เป็นช่วงเวลาของธุรกิจ “การทำลายซากเรือ และการซื้อ-ขายซากเรือ” ซึ่งเรือบางลำเพิ่งสั่งต่อ ยังไม่ทันได้ลงน้ำแล่นจริงก็ถูกสั่งให้ทำลายขายเป็นเศษเหล็กแล้ว ก่อนที่สุดท้ายก็จะวนกลับไปเริ่มที่การเช่าเรืออีกครั้ง โดยนักเศรษฐศาสตร์ด้านการขนส่งทางทะเล คำนวณ วัฏจักรนี้ไว้ว่าวงจรรอบหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 12-15 ปี นอกจากนั้น “ช่องแคบมะละกายังกว้างมาก เรือบรรทุกเครื่องบิน 5 ลำ แล่นสวนกันยังได้” และที่ผ่านมาก็มีอุบัติเหตุทางเรือเกิดขึ้นน้อยมาก

2.มูลค่าที่จะได้รับจากการแล่นผ่านของเรือ จะทำให้ประเทศไทยร่ำรวยในระดับที่คุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไปจริงหรือ? ซึ่งเอาเข้าจริง “รายได้อาจไม่สูงอย่างที่คาดหวัง” ดังตัวอย่างท่าเรือที่มีชื่อเสียงอื่นๆ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ กำไรต่อปีเพียงประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท อีกทั้งตู้สินค้าที่จะเกิดรายได้หรือประโยชน์ทางผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทย คือตู้สินค้าที่ถูกยกจากเรือลงมาและถูกขนส่งต่อเพื่อนำไปใช้ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนแผ่นดินไทย

แต่หากเป็นตู้ที่ถ่ายจากเรือลำหนึ่งไปยังเรืออีกลำหนึ่งแล้วแล่นออกไป แบบนี้แทบไม่ก่อให้เกิดรายได้กับประเทศไทย ยกเว้นกับหน่วยงานที่ให้บริการยกตู้ขึ้น-ลงเท่านั้น และค่ายกตู้ก็ไม่ได้สูงถึง 5,000 บาทต่อตู้อย่างที่พูดกัน แต่อยู่ที่เพียง 860 บาทเท่านั้น หรือต่อให้เพิ่มค่ายกเป็นตู้ละ 1,000 บาท ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้มากมายนักหรือมากที่สุด กรณีเรือยังไม่มารับ มีตู้สินค้าถูกวางทิ้งไว้ ตู้นั้นก็จะถูกลากไปเก็บที่ลานด้านนอก จะเสียค่าลากอีกประมาณพันกว่าบาท จึงเป็นไปไม่ได้ที่ไทยจะได้ค่าบริหารจัดการตู้สินค้าถึงตู้ละ 5,000 บาท

3.การค้าขายทางทะเลไม่อาจคิดแบบเดียวกับการตั้งตลาดนัด พล.ร.ต.จตุพร อธิบายข้อนี้ว่า โดยปกติการพัฒนาท่าเรือไม่ใช่ทำทีเดียวให้เสร็จทุกอย่าง แต่แบ่งการพัฒนาออกเป็นระยะๆ เพื่อให้ตอบโจทย์สินค้าแต่ละประเภท เมื่อสินค้าเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ก็เปลี่ยน เรือที่ใช้ขนส่งเปลี่ยน และท่าเรือก็ต้องเปลี่ยน เช่น ท่าเรือน้ำมัน ท่าเรือเทกองแห้ง ท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ การค้าขายทางทะเลจึงต้องอาศัยเวลาในการพัฒนา และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องทำคู่ขนานไปกับความต้องการใช้งาน อีกทั้งต้องทำในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ไม่ใช่ทำโดดๆ นำไปก่อนยาวๆ

4.แนวโน้มการค้าในยุคหลังๆ เน้นการค้าในภูมิภาคเดียวกัน (Regional Trade) มากขึ้นโดยนักลงทุนจากที่ไกลๆ เช่น ทวีปยุโรปหรือทวีปอเมริกา จะสอนหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศในภูมิภาคนั้นมากขึ้น ส่วนที่พูดกันว่าแลนด์บริดจ์จะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ในความเป็นจริงอุตสาหกรรมที่ว่านั้นเน้นเรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ (Automation)ไม่จำเป็นต้องเจาะจงตั้งฐานประกอบการเฉพาะบริเวณที่จะมีโครงการแลนด์บริดจ์เท่านั้นแต่อย่างใด

5.กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ที่คาดหวังเรื่องความประหยัดเวลาถ้าเทียบกับการไปอ้อมช่องแคบมะละกา ในความเป็นจริง “ไม่ได้ประหยัดเวลาลงอย่างที่เข้าใจกัน” พล.ร.ต.จตุพรอธิบาย “ข้อจำกัด” เช่น ยังมีเรื่องของการยกตู้สินค้าขึ้น-ลงเรือสินค้าของแต่ละฝั่ง และการขนส่งด้วยรถยนต์หรือรถไฟระหว่างทั้ง 2 ฝั่ง รวมถึงเรือแล่นมาส่งตู้สินค้าแล้วคงไม่ตีเรือเปล่ากลับไป แต่ต้องรอขนตู้สินค้าลอตใหม่ด้วย แม้จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็จะใช้เวลาเฉลี่ย 7 วันต่อฝั่ง หรือมากกว่า 10 วันหากรวมทั้ง 2 ฝั่ง

และ 6.มีความเชื่อกันมานานว่า โครงการเชื่อมด้ามขวาน 2 ฝั่ง หากทำแล้วไทยจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของสิงคโปร์ ทำให้สิงคโปร์ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โครงการทำนองนี้เกิดขึ้น ถึงขั้นมีการกล่าวหาว่าใครที่คัดค้านคือรับงานสิงคโปร์มา แต่ในความเป็นจริง “ผู้ประกอบการหรือสายเรือต้องคำนวณก่อนว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่จะเปลี่ยนจากท่าเรือสิงคโปร์มาผ่านประเทศไทย” โดยในหนึ่งในตัวแปรคือ “บริเวณอ่าวไทยมีแท่นขุดเจาะน้ำมันมากถึง 400 แท่น ซึ่งเรือก็ต้องแล่นอ้อมแท่นเหล่านี้”นั่นหมายถึงการเสียเวลาเพิ่มอีกอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

“สรุปสั้นๆ นะ สมมุติฐานโจทย์ที่ตั้งกันมาผิดทุกข้อ ช่องแคบมะละกาไม่ได้แออัด ปริมาณเรือไม่ได้มาก ช่องแคบมะละกาไม่ได้แคบ ไปทางด้ามขวานเราจะช้ากว่าด้วยเพราะต้องหลีกแท่นขุดเจาะอีก 4-5 ชั่วโมง คอยคิวนำร่องอีก เยอะ! ยืนยันฟันธงเลย เพราะมันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ สรุปว่าไปมะละกาไวกว่า” พล.ร.ต.จตุพร กล่าว

อัตถพงษ์ ฉันทานุมัติ วิศวกรอิสระฉายภาพข้อห่วงใยเรื่อง “สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว” โดยเมื่อดูแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ ปี 2566-2570 ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะแบ่งออกเป็น 6 ข้อ คือ 1.ยกระดับการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัยและมีมูลค่าสูง 2.อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นฐานการผลิตสำหรับสาขาเศรษฐกิจสำคัญของภาค 3.ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

4.ส่งเสริมการใช้งานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการแปรรูปสินค้าเกษตรหลักของภาคเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง 5.พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจชายแดนใต้ (SEC) และ 6.เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี แต่โครงการแลนด์บริดจ์จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว เช่น ฝั่ง จ.ระนอง พื้นที่ก่อสร้างจำนวนมากอยู่ในเขตอนุรักษ์ อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง เกาะพยาม พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแหลมสน

ป่าชายเลนบริเวณปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ ซึ่งในปี 2540 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลของโลก อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา รวมไปถึงหมู่เกาะสุรินทร์ ในพื้นที่ จ.พังงา เช่น การตัดถนนผ่านพื้นที่อนุรักษ์ รถบรรทุกจำนวนมากลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์แล่นผ่าน มลพิษทางอากาศและทางเสียงจะส่งผลกระทบมากเพียงใด หรือการสร้างท่าเรือน้ำลึก ซึ่งกระทบกับแหล่งท่องเที่ยวอย่างเกาะพยาม น้ำทะเล ปะการังหายหมด ช่วงก่อสร้างน้ำทะเลก็ไม่ใส ก่อสร้าง 3 ปี ธุรกิจแถวนั้นคงจบกันหมด

“อีกอันก็คือหมู่เกาะสุรินทร์ที่อยู่ตอนล่างถามว่าเกี่ยวอะไร? เรือใหญ่เขาต้องวิ่งผ่านร่องน้ำลึก เพราะคุณไม่ได้ขุดทะเลเหมือนเลนรถยนต์ เรือมันต้องหาร่องน้ำลึกวิ่ง ฉะนั้นร่องน้ำลึกที่สุดคืออยู่ระหว่างภูเขา หรืออุทยาน 2 แห่ง ผมก็ประมาณการเส้นทางเดินเรือขึ้นมาเรือสินค้าใหญ่ๆ จะวิ่งอย่างไรจากทะเลอันดามันจะเห็นว่ามันผ่านสถานที่ท่องเที่ยว ผ่านหมู่เกาะสำคัญ ผ่านอุทยาน สมมุติคุณไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ เราต้องการความสบายตา-สบายใจ แต่เห็นเรือสินค้าวิ่งอยู่เต็มไปหมด เราจะเสียรายได้จากตรงนี้ไหม?” นายอัตถพงษ์กล่าว

จากฝั่ง จ.ระนอง ข้ามไปฝั่ง จ.ชุมพร อัตถพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ จ.ชุมพร ก็มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร และยังมีแนวปะการัง อยู่นอกเขตอนุรักษ์กว่า 6,000 ไร่ และในเขตอนุรักษ์อีกกว่า 3,000 ไร่ รวมถึงมีป่าชายเลนและหญ้าทะเล อันเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมประมง อนึ่ง “ผลกระทบยังอาจลงไปถึง จ.สุราษฎร์ธานี” เพราะเรือสินค้าต้องแล่นหลบแท่นจุดเจาะน้ำมัน นักท่องเที่ยวที่ไปเยือน “เกาะสมุย-เกาะนางยวน” จะรู้สึกอย่างไรหากเห็นเรือสินค้าแล่นผ่านไป-มา

ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า พื้นที่ฝั่งอันดามัน ทั้งอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง แหลมสน หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน หาดท้ายเหมือง ป่าชายเลนพื้นที่สงวนชีวมณฑล พื้นที่เหล่านี้มีศักยภาพในการเตรียมการเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อย่างใน จ.ระนอง เคยขึ้นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ด้วยซ้ำว่าป่าชายเลนสู่มรดกโลก เรื่องนี้คุยกันมาหลายปีและเป็นความเห็นพ้องของคนในท้องถิ่น มีผลการศึกษาจากทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมหาวิทยาลัย ว่าด้วยความโดดเด่นของพื้นที่

ซึ่งการเป็นมรดกโลกจะมีเกณฑ์ เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน มีแนวปะการังขนาดใหญ่ที่สวยงาม เป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก็มีคุณค่าด้านการท่องเที่ยวและความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่ จ.ระนอง มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ มีการกระจายพันธุ์ของพืชและสัตว์ในเขตอินโด-แปซิฟิก กับเขตซุนดรา โดยมีรอยต่ออยู่ตรงลำน้ำกระบุรี หรืออย่างหาดท้ายเหมือง จ.พังงา มีสันทรายโบราณ มีร่องรอยวิวัฒนาการของชายฝั่งทะเล

“ถ้าเราดูพื้นที่ทะเลจำนวนมาก กรมอุทยานฯ ไม่ได้ห้ามเรื่องของประมงพื้นบ้าน กฎหมาย พ.ร.บ. 2562 ฉบับใหม่ ให้ประโยชน์กับประชาชนชุมชนชายฝั่งได้ประโยชน์จากพื้นที่ทะเล ไม่ว่าจะเป็นแหลมสนหรือหมู่เกาะระนอง ก็เป็นพื้นที่ที่มันไม่ใช่พื้นที่อนุรักษ์ห้ามใช้ มันเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่งบริเวณนี้ได้ประโยชน์จากทะเลหมู่เกาะระนองเป็นจำนวนมาก”ศักดิ์อนันต์ กล่าว

ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการอิสระด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวว่าในบริเวณชายฝั่งทั้ง จ.ระนอง และ จ.ชุมพรมีผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ตามที่ลงทะเบียนไว้กับกรมประมง รวมกันไม่ต่ำกว่า 2,000 คน มีมูลค่าการผลิตแต่ละปีประมาณ 1,000 ล้านบาทยังไม่นับรวมการกระจายรายได้ยังกลุ่มคนฐานรากอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมองว่า การเปลี่ยนจากระบบนิเวศที่ดีไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ผลประโยชน์ก็จะเปลี่ยนไปอยู่ในมือกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คน อีกทั้งความคุ้มทุนจากการสร้างท่าเรือมีความเป็นไปได้เพียงใด

“ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทั้ง 2 ฝั่งไป ทั้งในเรื่องของป่าชายเลนขนาดใหญ่แล้วก็ชายฝั่ง ซึ่งประโยชน์เชิงนิเวศก็มีนอกเหนือจากการประมง การท่องเที่ยวเราจะใช้ประโยชน์ได้ชั่วระยะยาว แต่ถ้าจะใช้ประโยชน์เรื่องของการเป็นท่าเรือหรือว่าโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ มันมีความไม่แน่นอนในเรื่องของทางเศรษฐกิจ หรือว่าสถานการณ์ต่างๆ อาจจะทำให้โครงการเหล่านี้ใช้ประโยชน์ได้น้อยลง” ชวลิต กล่าว

พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งข้อสังเกตว่า หากไปดูผลการศึกษาของสภาพัฒน์ จะมีขมวดไว้ในหน้าท้ายๆ ว่าลำพังสิ่งอำนวยความสะดวกที่จัดให้ตามปกติแก่ผู้ลงทุนไม่น่าจะเพียงพอ จะต้องมีบริบทอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งน่าเป็นห่วงการตีความคำว่า “บริบทอื่นๆ” เพราะหากบอกว่าลำพังสิทธิบีโอไอนำเข้าเครื่องจักรโดยไม่ต้องเสียภาษี หรือยกเว้นภาษี 8 ปี บวกอีก 5 ปี แล้วยังไม่เพียงพอกับนักลงทุนในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนก่อสร้างในโครงการ คำถามคือนักลงทุนจะขออะไรเพิ่มเติม และสิ่งที่ขอจะก่อปัญหาหรือไม่

“ถ้าสมมุติว่าคนที่จะมาลงทุน ถ้าบอกว่าตลอดแนวฝั่งอันดามัน 100 กิโลเมตร เขาขอสร้างเป็นกาสิโน เป็นรีสอร์ท โดยให้สิทธิ์เขา 90 ปี แบบนี้ชาวบ้านเขาจะยอมไหม? ถ้ามันเกิดปัญหาความขัดแย้งแบบนี้ แล้วเราปล่อยทีโออาร์ออกไปในลักษณะนี้โดยที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนว่ารัฐสามารถที่จะตอบแทนประโยชน์อะไรให้กับผู้ลงทุนได้บ้าง ตรงนี้พอหลังจากออกทีโออาร์แล้วรับข้อเสนอขึ้นมา มันก็จะเกิดความขัดแย้งแล้วก็เป็นความขัดแย้งใหญ่รวมทั้งความขัดแย้งที่เราจะต้องดึงเอาต่างประเทศมาขัดแย้งกับคนภายในประเทศด้วย” พิรียุตม์ ยกตัวอย่าง

สมบูรณ์ คำแหง ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ถอดบทเรียนโครงการแลนด์บริดจ์ เส้นทางเชื่อมระหว่าง จ.สงขลา (ฝั่งอ่าวไทย) กับ จ.สตูล (ฝั่งทะเลอันดามัน) ซึ่งถูกคัดค้านจนยกเลิกไป ว่า กรณี จ.สตูล กับ จ.ระนอง เหมือนกันตรงที่เป็นจังหวัดเล็ก ประชากรไม่มาก แต่มีศักยภาพเรื่องการเกษตร ประมงและท่องเที่ยว ดังนั้นพอเห็นการประชาสัมพันธ์โครงการ ในช่วงแรกๆ ประชาชนในพื้นที่ก็ตื่นตาตื่นใจ แต่จุดเปลี่ยนอยู่ที่การได้รับข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ว่าคนในพื้นที่ต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง ข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“อ่าวปากบาราเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งแรกเลย ถ้ามาแผ่นดินใหญ่คุณต้องมาที่อ่าวปากบารา นั่นหมายความว่าอ่าวนี้อาจจะไปภายใต้โครงการนี้ แล้วก็แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ก็จะกระทบทางทะเล การประมงสูญเสีย พื้นที่ที่จะถูกเวนคืนสร้างแลนด์บริดจ์ สร้างรถไฟ สร้างมอเตอร์เวย์ สร้างนิคมอุตสาหกรรม มันก็จะหายไป ข้อมูลเหล่านี้พอถูกนำเสนอคนในพื้นที่เขาเริ่มคิดหนัก ขนาดผู้ประกอบการเองซึ่งเป็นนักธุรกิจ-นักลงทุนในพื้นที่ ตอนแรกๆ เขาก็เชียร์โครงการนี้นะ แต่พอมาฟังดูแล้วเขารู้สึกว่า โห! มันจะคุ้มไหม? เพราะว่าเรากำลังจะเสียทุกอย่างไป ในจังหวัดที่มันมีศักยภาพ” สมบูรณ์ กล่าว

‘พิชิต’ร่วมต้อนรับผู้นำศาสนา-พุทธศาสนิกชนจาก 73 ประเทศในงานวันวิสาขบูชานานาชาติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805533

‘พิชิต’ร่วมต้อนรับผู้นำศาสนา-พุทธศาสนิกชนจาก 73 ประเทศในงานวันวิสาขบูชานานาชาติ

‘พิชิต’ร่วมต้อนรับผู้นำศาสนา-พุทธศาสนิกชนจาก 73 ประเทศในงานวันวิสาขบูชานานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.25 น.

‘พิชิต’ร่วมงานวันวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ 19 พร้อมต้อนรับผู้นำศาสนาและพุทธศาสนิกชน 73 ประเทศ

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2567 นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยกล่าวต้อนรับผู้นำศาสนาและพุทธศาสนิกชนจาก 73 ประเทศ กว่า 3,500 รูป/คน ซึ่งเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 19 ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา 

นายพิชิต กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญสากลของโลก พร้อมสนับสนุนในทุกๆ ด้านอย่างเต็มที่ เพื่อให้การจัดงานในครั้งนี้ยิ่งใหญ่สมกับที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก โดยในปีนี้คณะสงฆ์ สมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย มีฉันทามติร่วมกันจัดงานวันวิสาขบูชาโลกเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 ก.ค.2567 ภายใต้หัวข้อ “พุทธวิถีสู่การสร้างความไว้วางใจ และความสามัคคี” จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนี้จะสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างพุทธศาสนิกชนและองค์กรชาวพุทธ ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับนานาชาติ
 

ความภูมิใจชาวพุทธ!!! เปิดภาพงานประชุมสงฆ์ธรรมยุตสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 39 ณ วัดพุทธดัลลัส

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805529

ความภูมิใจชาวพุทธ!!! เปิดภาพงานประชุมสงฆ์ธรรมยุตสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 39  ณ วัดพุทธดัลลัส

ความภูมิใจชาวพุทธ!!! เปิดภาพงานประชุมสงฆ์ธรรมยุตสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 39 ณ วัดพุทธดัลลัส

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.59 น.

งานประชุมสงฆ์ธรรมยุตสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 39 วันที่ 10-11 พ.ค. 2567 ณ วัดพุทธดัลลัส (Buddhist Center of Dallas) เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา มีพระธรรมวชิรปาโมทย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระธีรญานมุนี องค์ประธานพระธรรมยุตโลกมาเป็นประธานของงาน พระเทพกิตติวิมล เจ้าอาวาสวัดพุทธบูชา เมืองแอตแลนต้า เป็นประธานการประชุม
พระเทพสารสุธี เจ้าอาวาสวัดพุทธดัลลัส รองประธานคณะสงฆ์ธรรมยุต สหรัฐอเมริกา เจ้าภาพสถานที่จัดการประชุม คุณจุลีพจน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อุปทูต เป็นผู้แทนเอกอัครราชทูต สถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตันดีซี ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย คุณ Kathy Stewart ในฐานะผู้แทนจากนายกเทศมนตรีเมืองดัลลัส นายแพทย์ทูล เทพโภทย์ รองประธานกรรมการฝ่ายฆราวาสวัดพุทธดัลลัส ในฐานะผู้แทนวัดพุทธดัลลัส นายแพทย์ไพโรจน์ ประทุมรัตน์ ในฐานะผู้แทนชาวไทยในเมืองดัลลัสแขกผู้มีเกียติทั้งสี่ท่านกล่าวต้อนรับคณะสงฆ์และกล่าวเปิดงาน

การประชุมสงฆ์คณะธรรมยุตสหรัฐอเมริกาจัดขึ้นทุกปีโดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสถานที่จัดไปตามรัฐต่างๆ วัดพุทธดัลลัสเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเมื่อสิบสองปีที่แล้วและในปีนี้ พ.ศ.2567 ก็ได้กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งหนึ่ง ถือเป็นความภูมิใจและเป็นเกียรติแก่ชาวพุทธในเมืองดัลลัสและเมืองใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่ง

การประชุมเริ่มขึ้นวันศุกร์ที่ 10 พ.ค. เป็นการประชุมกลุ่มย่อยเฉพาะกรรมการบริหารเพื่อกำหนดแนวทางรายละเอียดของการประชุมคณะสงฆ์ธรรมยุตทั้งหมดในวันเสาร์ที่ 11 พ.ค.โดยเนื้อหาของการประชุมส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการดำเนินงาน,อุปสรรคและปัญหาต่างๆ รวมทั้งการรักษาความปลอดภัยของพระและของวัดโดยทั่วไป ช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 11 พ.ค.หลังเสร็จการประชุม คณะสงฆ์ธรรมยุตสหรัฐอเมริกาที่มาร่วมประชุม พร้อมสาธุชนที่มาช่วยงานการประชุมได้จัดพิธีสวดมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในพระราชวโรกาสเฉลิมพระชนม์มายุครบ 72 พรรษาในปี พ.ศ.2567 นี้

สำหรับวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ค.2567 วัดพุทธดัลลัสฉลองครบรอบ 42 ปีโดยอาศัยโอกาสที่มีพระเถรานุเถระจำนวนมากจากวัดต่างๆทั่วสหรัฐอเมริกากว่า 130 รูปที่มาร่วมการประชุมฯจัดพิธีทักษิณานุปทานสวดมาติกาบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้มีอุปการคุณแก่วัดพุทธดัลลัสที่ล่วงลับไปแล้ว หลังจากนั้นเป็นการสวดเจริญพระพุทธมนต์โดยพระเถระผู้ใหญ่กว่า 50 รูปเพื่อเป็นสิริมงคลแก่วัดพุทธดัลลัสและสาธุชนที่มาร่วมงาน ช่วงบ่ายมีการแสดงดนตรีไทยและนาฎศิลป์จากครูอาสาสมัคร ร.ร.วัดพุทธดัลลัส วัดพุทธดัลลัสก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2525 โดยหนึ่งในพระรูปแรกผู้ก่อตั้งคือพระอมราภิรักขิต หรือปัจจุบันคือ สมเด็จพระธีรญานมุนี กรรมการมหาเถรสมาคมและเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร

 วัดพุทธดัลลัสสมัยเริ่มแรกตั้งอยู่ที่ 10355 Country club dr. Dallas ,TX ต่อมาในปี 2526 คณะกรรมการวัดเห็นว่าที่ตั้งของวัดอยู่ในเขตที่อยู่อาศัย ไม่เหมาะกับการจะทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่จะต้องมีสาธุชนมาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ปัจจุบันคือ 8484 Stult rd. ซึ่งใหญ่กว่าและเหมาะต่อการทำกิจกรรมทางศาสนาและเผยแพร่วัฒนธรรมไทย

วัดพุทธดัลลัส(Buddhist Center of Dallas)เล็งเห็นความสำคัญในการเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองดัลลัสและเมืองใกล้เคียง จึงจัดให้มีการทำพิธีทางศาสนาเป็นหลักเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจและที่ศึกษาพระธรรมคำสองของพระพุทธเจ้า

นอกจากนั้น ยังเล็งเห็นถึงการเจริญเติบโตของลูกหลานไทยที่เกิดในต่างแดน อยากให้ได้เรียนรู้ภาษาไทย ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทย จึงได้จัดตั้ง ร.ร.วัดพุทธดัลลัสขึ้น โดยใช้ศาลาเอนกประสงค์ของวัดเป็นที่เรียน แต่เนื่องจากมีผู้ปกครองที่สนใจพาลูกหลานมาเรียนมากขึ้น ทำให้สถานที่คับแคบ ไม่สามารถรองรับความต้องการได้ทั่วถึง พระเทพสารสุธี ท่านเจ้าอาวาส จึงมีดำริให้สร้างโรงเรียนและศูนย์วัฒนธรรมขึ้น ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้วแต่ยังขาดปัจจัยอีกจำนวนไม่น้อย ซึ่งต้องอาศัยแรงศรัทธาจากญาติโยมช่วยกันบริจาคเพื่อให้สถานที่แห่งนี้เสร็จเรียบร้อยและเปิดใช้งานในปีการศึกษาหน้านี้ ท่านที่สนใจจะบริจาคปัจจัยสมทบทุนกรุณาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Buddhist Center of Dallas.

รัฐบาลแจง‘ศธ.’ไม่ได้ยกเลิกแต่ง‘ชุดนักเรียน’ ย้ำผ่อนผันเพื่อลดค่าใช้จ่าย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805516

รัฐบาลแจง‘ศธ.’ไม่ได้ยกเลิกแต่ง‘ชุดนักเรียน’ ย้ำผ่อนผันเพื่อลดค่าใช้จ่าย

รัฐบาลแจง‘ศธ.’ไม่ได้ยกเลิกแต่ง‘ชุดนักเรียน’ ย้ำผ่อนผันเพื่อลดค่าใช้จ่าย

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.45 น.

รัฐบาลแจง‘ศธ.’ไม่ได้ยกเลิกแต่ง‘ชุดนักเรียน’ ย้ำผ่อนผันเพื่อลดค่าใช้จ่าย

19 พฤษภาคม 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีผู้โพสต์ข้อมูลในเฟซบุ๊กว่า กระทรวงศึกษาธิการ สั่งประกาศให้ยกเลิกแต่งชุดนักเรียนนั้น ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ พร้อมขอชี้แจงว่า การยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนและผู้ปกครอง ทางกระทรวงศึกษาธิการจึงแจ้งให้สถานศึกษาในสังกัดพิจารณายกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบและรองเท้าของนักเรียน เป็นชุดหรือรองเท้าอื่น โดยคำนึงถึงความประหยัดและเหมาะสม

นายคารมระบุ การยกเว้นหรือผ่อนผัน สถานศึกษาจะพิจารณาเป็นรายตามความเหมาะสมพร้อมรายงาน รมว.ศธ. ทราบ ไม่ใช่การสั่งยกเลิกชุดนักเรียน เนื่องจากเริ่มมีเพจออนไลน์บางเพจตั้งใจสื่อสารว่า กระทรวงยกเลิกชุดนักเรียน ซึ่งคำว่า ยกเลิก กับ ยกเว้น มีความหมายแตกต่างกัน ทั้งนี้ การออกหนังสือของ ศธ. มีวัตถุประสงค์ให้ยกเว้นหรือผ่อนผัน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาสามารถตัดสินใจได้เอง การออกหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริหารสถานศึกษาให้ดำเนินการได้ในแนวทางเดียวกัน

“ยกเว้นการแต่งชุดนักเรียน หมายถึง พิจารณาแล้วว่าเด็กมีความจำเป็นเรื่องการหาชุดนักเรียนตามระเบียบมาใส่ อาจยกเว้นไม่ต้องแต่งชุดนักเรียน โดยใส่ชุดอื่นที่เหมาะสม เช่น ชุดพละ หรือชุดที่มีอยู่ไปก่อน เมื่อจัดหาชุดนักเรียนได้แล้วก็ใส่ชุดนักเรียนตามปกติ ส่วนยกเลิกการแต่งชุดนักเรียน หมายถึง ทุกคนในประเทศไม่ต้องแต่งชุดนักเรียน เครื่องแบบนักเรียนจะไม่มีอีกต่อไป” นายคารม กล่าว