สศร.ประกาศโครงการรับทุนอุดหนุนพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806198

สศร.ประกาศโครงการรับทุนอุดหนุนพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย

สศร.ประกาศโครงการรับทุนอุดหนุนพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 21.44 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 นายประสพ เรียงเงิน ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (วธ.) ได้ประกาศผลการพิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมและพัฒนาการดำเนินงานของเครือข่ายศิลปะร่วมสมัย ประจำปีงบประมาณ 2567 (ประเภทโครงการทั่วไป) รอบที่ 2 จำนวน 13 โครงการ ดังนี้ 1.โครงการร่มไม้บรรยายเสียง สำเนียงเสียงแคนถึงโช โดย นายนพกร เอื้อศิรินุเคราะห์ 2.โครงการทาเล่นโชว์ : การเดินทางของละครไบ้ไทยร่วมสมัยสู่สายตาชาวเอเชีย โดย นายณัฐพล คุ้มเมธา 3.โครงการนิทรรศการและการแสดงละครเวที เรื่องซาว โดยนายภูมิภัทร ปัญญาภู 4.โครงการเทศกาล ปลูกผัง ต่างจังหวัด-คอนโดกี โดย นายฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล 5.โครงการสร้างรอยยิ้มแห่งความหวังด้วยพลังแห่งเสียงเพลง โดย มูลนิธิสถาบันดนตรีคนตาบอด 6.โครงการเวิร์กชอป ในทางกลับกัน…Animation in the Other Way Round (3rd Edition) โดย น.ส.เกวลี วรุตม์โกเมน

นายประสพ กล่าวต่อว่า 7.โครงการ “Free-Form” การจัดแสดงดนตรีจากกลุ่มศิลปินร่วมสมัย / นักทดลองนอกกระแส และบทสัมภาษณ์แนวคิด วิถีชีวิตของศิลปินไทยและนานาชาติ โดย น.ส.อิสริยา บำรุงเพ็ชร์ 8.โครงการ “Out of the Blue” : ศิลปะ ชุมชน วิทยาศาสตร์ ภูมิทัศน์เมือง และธรรมชาติใจกลางสลัม โดย น.ส.ธารินี รัตนเสถียร 9.โครงการส่งเสริมสนับสนุนผ้าอัตลักษณ์จังหวัดระยอง สู่สากล โดย สมาคมส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการไทย 10.โครงการวารสารสาธารณรัฐกวีนิพนธ์ โดย นายซะการีย์ยา อมตยา 11.โครงการ whispering echo (เสียงสะท้อนของความเงียบ) โดย นายณัฐพล สวัสดี 12.โครงการ ศรีเทพเมืองมรดกโลก : ออกแบบสร้างสรรค์ลวดลายอาภรณ์ และเครื่องประดับร่วมสมัย ณ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ โดย น.ส.ฤทัยทิพย์ รัตนพันธ์ และ 13.โครงการคอมมูนิตี้ เชื่อมโยงชุมชนผ่านงานบรรจุภัณฑ์ โดย นายจักรพันธ์ สุวรรณพาณิชย์ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้การทำงานของทุกโครงการโปร่งใส ทำตามแผนที่เสนองาน และประเมินผลตามตัวชี้วัด และที่สำคัญต้องสร้างประโยชน์ให้ในการพัฒนาวงการศิลปะร่วมสมัย ชุมชน และสังคมด้วย

วธ.จัดวิสาขบูชา 67 ทั่วประเทศ เชิญชวนพุทธศาสนิกชนใช้หลักธรรมสืบสานพระพุทธศาสนา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806133

วธ.จัดวิสาขบูชา 67 ทั่วประเทศ เชิญชวนพุทธศาสนิกชนใช้หลักธรรมสืบสานพระพุทธศาสนา

วธ.จัดวิสาขบูชา 67 ทั่วประเทศ เชิญชวนพุทธศาสนิกชนใช้หลักธรรมสืบสานพระพุทธศาสนา

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.22 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตร และเวียนเทียน เนื่องในวันวิสาขบูชา พุทธศักราช 2567 โดยมีพระธรรมวชิราธิบดี เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนหน่วยงาน องค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา เข้าร่วม ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เขตุดุสิต กรุงเทพมหานคร

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา พุทธศักราช 2567 กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา ระหว่างวันที่ 16 – 22 พฤษภาคม 2567 ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม สืบทอดพระพุทธศาสนา และน้อมนำหลักธรรมคำสอนที่เกี่ยวข้องไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาถวายเป็นพุทธบูชา โดยส่วนกลาง จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตร และเวียนเทียน ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังมีพิธีสรงน้ำต้นพระศรีมหาโพธิ์ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด การสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนคุณธรรม ได้แก่ การสาธิตประดิษฐ์ดอกไม้จากกระดาษทิชชู น้ำสมุนไพร จากโรงเรียนวัดสุทัศน์ มะม่วงน้ำปลาหวาน จากสภาวัฒนธรรมเขตปทุมวัน ผัดไทย ผัดหมี่ลุงแดง ส้มตำโคราช จากศพอ.วัดพระเชตุพน ขนมจีนน้ำเงี้ยว จากวัดประยุรวงศาวาส ขนมฝรั่งกุฎีจีน จากชุมชนย่านกะดีจีน ขนมไทย จากชุมชนย่านกะดีจีน ขนมเบื้องโบราณ จากชุมชนวัดปากน้ำภาษีเจริญ ขนมครก จากชุมชนวัดยานนาวา เต้าฮวยฟรุตสลัด เครื่องดื่ม จากชุมชนวังทองหลาง และไส้กรอกอีสาน จากชุมชนวังทองหลาง

และในส่วนภูมิภาค 76 จังหวัด บูรณาการการจัดกิจกรรม โดยดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน จัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ส่งเสริมการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ สืบสานเทศกาล ประเพณี และวัฒนธรรม นอกจากนี้ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดหนองคาย จัดโครงการจัดงานสัปดาห์

“วิสาขบูชาอาเซียน เพื่อส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับประเทศอาเซียน ในมิติพระพุทธศาสนา” ประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 16 – 17 พฤษภาคม 2567 เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนนำมิติด้านศาสนาและวัฒนธรรมมาเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านไทย – ลาว และเมื่อวันที่ 19 – 20 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้ร่วมกับวัดประยุรวงศาวาส สำนักงานพระพุทธศาสนาเเห่งชาติ คณะกรรมการสมาคมสภาสากลวิสาขบูชาโลก (ICDV) และคณะกรรมการสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ (IABU) จัดงานวิสาขบูชานานาชาติ วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 19 ในนามรัฐบาล เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 
ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนา เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า โดยทั้ง 3 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงกัน ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือ วันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 เมื่อวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเวียนมาถึง พุทธศาสนิกชนพึงน้อมระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยการประกอบพิธรกรรมทางศาสนา ยึดมั่นรักษาศีล ลด ละ เลิกอบายมุข ตลอดช่วงเทศกาลวิสาขบูชา ปฏิบัติตนให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีสืบสานพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป

– 006

ปลัด มท.นำพุทธศาสนิกชนรับฟังการแสดงพระธรรมเทศนาอรรถกถามหาปชาบดีโคตมี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806129

ปลัด มท.นำพุทธศาสนิกชนรับฟังการแสดงพระธรรมเทศนาอรรถกถามหาปชาบดีโคตมี

ปลัด มท.นำพุทธศาสนิกชนรับฟังการแสดงพระธรรมเทศนาอรรถกถามหาปชาบดีโคตมี

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.14 น.

ปลัด มท.นำพุทธศาสนิกชนรับฟังการแสดงพระธรรมเทศนาอรรถกถามหาปชาบดีโคตมี โดยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ถ่ายทอดหลักปฏิบัติ 5 ประการ คือ การเป็นผู้ผู้เดียว การปริออกจากหมู่ การไม่เมา ไม่ประมาท การมีความเพียร เพื่อแผดเผากิเลส และการไม่ถือตน เพื่อประดับปัญญาบารมีเนื่องในวันวิสาขบูชา 2567

วันนี้ (22 พ.ค.67) เวลา 09.30 น.ที่พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีทำวัตรเช้า และรับฟังการแสดงพระธรรมเสวนาเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2567 โดยได้รับเมตตาจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานสงฆ์ และพระธรรมกถึก โอกาสนี้ นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน  นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรม รัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ สมาชิกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพี่น้องพุทธศาสนิกชน ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

การนี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แสดงพระธรรมเทศนา โดยยกเนื้อความในโพธิสูตรเมื่อครั้ง พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีบรรลุพระอรหันต์ โดยกาลครั้งนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เพื่อทูลขอให้พระองค์ทรงแสดงธรรม ปรากฏความเบื้องต้นว่า “หม่อมฉันขอประทานวโรกาสเถิดพระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมะแก่หม่อมฉัน เพื่อหม่อมฉันจะได้ฟังธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จะได้เป็นผู้เดียวที่หลีกออกจากหมู่ ประพฤติตนไม่ประมาท มีความเพียรเป็นเครื่องแผดเผากิเลส” โดยสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมะโปรดใจความว่า “ดูก่อนโคตรมี…ท่านพึงรู้อย่างนี้ว่า ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความสงบ อยู่ดี ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อประกอบทุกข์ ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความอยากอันใหญ่ ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความไม่สะดวก ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความทุกข์ ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความแค้นยาก พึงรู้เถิดว่า ธรรมะเหล่านั้น ไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา แต่ธรรมะเหล่าใด เป็นไปเพื่อปราศจากความกำหนัดย้อมใจ เป็นไปเพื่อไม่ประกอบทุกข์ เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส เป็นไปเพื่อความอยากอันน้อย เป็นไปเพื่อความสันโดษยินดีต่างมีต่างได้ เป็นไปเพื่อความวิเวกสงบสงัด เป็นไปเพื่อความเพียร  เพิ่งรู้เถิดว่า ธรรมะเหล่านั้นเป็นธรรมเป็นวินัยเป็นคำสอนของพระศาสดา” เมื่อจบพระธรรมเทศนาพระนางมหาปชาบดีโคตรมีเถรี ซึ่งได้รับฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็พึงได้ใจความนำไปปรับใช้ และจบเนื้อความในโพธิสูตรเพียงเท่านี้

“หลักธรรมตรัสทูลของพระนางมหาปชาบดีโคตรมีเถรี จึงควรเป็นหลักปฏิบัติของเราผู้นับถือพระพุทธศาสนา โดยสามารถสรุปใจความหลักธรรมแบ่งออกได้เป็น 5 ประการ ดังนี้ 1) การเป็นผู้ผู้เดียว คือ เป็นคน ๆ เดียว กล่าวคือจะต้องปลีกวิเวก ออกจากความวุ่นวาย ทำจิตใจให้สงบ ต้องปลดบ่วง ในการเป็นห่วงสิ่งใดๆ ที่ใช่หรือไม่ใช่ของเรา เพื่อที่ทำให้เราไม่มีภาระกังวล 2) การปริออกจากหมู่ มีความคล้ายกับข้อที่ 1 ว่า คำว่าหมู่ หรือหมู่คณะนั้น มักเกิดความวุ่นวายด้วยหมู่ชนเพราะฉะนั้น จึงควรเปลี่ยนใจออกจากหมู่ปลีกใจออกจากความผูกพัน ต้องคิดว่าทุกสิ่งไม่ใช่ของเราเกิดได้ก็ย่อมดับได้เพราะฉะนั้นการที่อยู่กับตนเองและปลีกออกจากหมู่จึงคือสิ่งที่ช่วยทำให้จิตใจสงบผ่องใส 3) การไม่เมา ไม่ประมาท เมาในที่นี้ ไม่ใช่การเมาเหล้าเมากัญชาซึ่งเป็นเพียงการเมาชั่วคราวเท่านั้น แต่เมา คือการเมาใจ การเมาในวัยที่เชื่อว่าเราอยู่ในวัยที่พึงสุขพึงเจริญ วัยหนุ่มวัยสาว ไม่เฒ่าไม่แก่ ยังไม่เป็นอะไร เมาในความไม่มีโรค เมาในชีวิต ในความอิสระ เมาว่าชีวิตยังดำเนินต่อไปอย่างไม่มีข้อผิดพลาด จึงนึกประมาทมัวเมาหลงใหลไม่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนา ครั้นพอเฒ่าแก่ลำบากจึงจะเข้าวัดฟังเทศน์รักษาศีล ซึ่งในช่วงนั้นร่างกายย่อมไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติธรรมให้จรรโลงและบรรลุผล เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรประมาทมัวเมาหลงใหล ต้องหมั่นประพฤติปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาให้อยู่เป็นนิจ 4) การมีความเพียร เพื่อแผดเผากิเลส คำว่าเพียรเผากิเลสนั้น หมายความว่า การทำสิ่งใดให้รอบคอบ พยายามคิดให้ถี่ถ้วนสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว เพราะความย่อหย่อนย่อมนำมาซึ่งกิเลส ดังนั้นจึงต้องมีสติ ขยัน รอบคอบ เพื่อให้ใช้ความเพียรแผดเผากิเลส ให้ครอบคลุมทั่วถึงทั้งจิตใจ และ 5) การมีตนส่งไปแล้ว คือ การไม่ถือตน ถือยศฐาบรรดาศักดิ์ เพราะการถืออัตตาในตัวเองย่อมทำให้เรามีอคติเอือมระอากับสิ่งใด ๆ ที่พบเจอ ดังนั้นการมาวัด ฟังธรรมะปฏิบัติ พึงจะต้อง ไม่เอาตนมาด้วย แต่พึงเอาจิตใจที่บริสุทธิ์เข้ามาเพื่อปฏิบัติธรรมให้เกิดผลมากที่สุด สิ่งเหล่านี้คือหลักธรรมที่พระนางมหาปชาบดีโคตรมีเถรี ได้ทรงนำมาปฏิบัติเป็นนิจ จนในที่สุดก็ส่งผลให้ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ดังนั้น สาธุชนจงกำหนดจดจำและนำไปประยุกต์เข้ากับจิตใจของตนเอง และปฏิบัติดำเนินตามข้อธรรมะที่แสดงมานี้ อันจะทำให้เกิดความสุขสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล เจริญในธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกทิวาราตรี ดังแสดงมาด้วยประการฉะนี้เทอญ”  สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยร่วมกับมหาเถรสมาคม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปีพุทธศักราช 2567 ในเวลา 19.00 น. พร้อมกันทั่วประเทศ โดยในส่วนกลาง กระทรวงมหาดไทยร่วมกับมหาเถรสมคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดขึ้น ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ ส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ร่วมกับเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะอำเภอ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เป็นประธานในพิธี พร้อมกันนี้ ทางจังหวัด ยังมีการมอบแผ่นภาพ “ธรรมนาวา” ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ได้รับพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมมาฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและเพื่อความเป็นสรรพสิริมงคลแก่ประชาชนเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2567

– 006

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806081

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 09.45 น.

เนื่องในดิถีวิสาขบูชา วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม 2567 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า

“ดิถีวิสาขบูชา คล้ายดิถีประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง ควรที่พุทธบริษัททั้งหลาย จักได้พร้อมเพรียงกันบำเพ็ญบุญกิริยา กระทำสักการบูชาพระรัตนตรัยเป็นกรณีพิเศษ

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงถึงพร้อมด้วยพระบริสุทธิคุณ ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง และทรงถึงพร้อมด้วยพระมหากรุณาคุณ สั่งสอนเวไนยสัตว์ให้บรรลุถึงสุขประโยชน์ ตามควรแก่ธัมมานุธัมมปฏิบัติได้ ทั้งนี้ ก็ด้วยพระปัญญาคุณ จึงควรที่สาธุชนทั้งหลาย จักได้มุ่งมั่นเจริญ “ไตรสิกขา” ตามรอยพระบาทของพระบรมศาสดา เพื่อความสมบูรณ์พร้อมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา บนวิถีแห่งอริยมรรค ขอจงอย่าประมาทมัวเมา เผลอปล่อยเวลาในชีวิตให้ล่วงผ่านไปเปล่าดาย โดยปราศจากการอบรมเจริญไตรสิกขา หากแต่ควรตระหนักไว้เสมอว่าชีวิตมนุษย์เป็นของน้อย มรณภัยอาจมาถึงได้ทุกขณะ ไม่จำกัดเฉพาะแต่เมื่อถึงวัยแก่เฒ่าแต่เท่านั้น ถ้าปล่อยขณะให้ผ่านไปโดยปราศจากศีล สมาธิ และปัญญา ชีวิตนี้ก็นับว่าไร้ค่า น่าเสียดาย เพราะฉะนั้น การระลึกถึงความตาย หรือการเจริญ “มรณัสสติ” จึงนับเป็นมงคล เป็นเหตุนำมาซึ่งความเจริญ มิใช่เรื่องน่าหดหู่เศร้าหมอง หากแต่เป็นเครื่องช่วยระงับความโลภ ความโกรธ และความหลงให้สงบลง ทั้งยังช่วยปลุกเร้าจิตใจให้เบิกบานหาญกล้าที่จะบำเพ็ญคุณความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อบุคคลรู้จักปล่อยวางจากการยึดถือสิ่งทั้งปวงว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา บุคคลนั้นย่อมประสบสันติในใจตนเอง และย่อมแผ่ขยายอานุภาพ ไปเกื้อกูลสันติภาพในครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติได้ต่อไป

ดิถีวิสาขบูชาปีนี้ จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ตั้งปณิธานให้แน่วแน่ ในอันที่จะพัฒนาตนเองตามหลักไตรสิกขา ให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเปิดโอกาสให้สันติสุขที่แท้จริง มาสถิตในจิตใจตนและในสังคม สมด้วยพระพุทธานุศาสนีที่ว่า “กาลทั้งหลาย ย่อมล่วงไป ราตรีทั้งหลาย ย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัย ย่อมละลำดับไป บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ พึงละอามิสในโลกเสีย มุ่งสันติเถิด”

จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม ธมฺเม โหนฺตุ สคารวา. ขอพระสัทธรรมจงดํารงคงมั่นอยู่ตลอดกาลนาน และขอสาธุชนทั้งหลาย จงมีความเคารพในพระธรรมนั้น เทอญ”

รัฐบาลชวนนักศึกษาจบใหม่‘วิศวะ-วิทยาศาสตร์’ร่วมงาน Online Job Matching

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806071

รัฐบาลชวนนักศึกษาจบใหม่‘วิศวะ-วิทยาศาสตร์’ร่วมงาน Online Job Matching

รัฐบาลชวนนักศึกษาจบใหม่‘วิศวะ-วิทยาศาสตร์’ร่วมงาน Online Job Matching

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 08.25 น.

‘โฆษกรัฐบาล’เชิญชวนนักศึกษาจบใหม่ ด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทุกสาขา ร่วมงาน Online Job Matching สร้างโอกาสร่วมงานกับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกจากไต้หวัน

22 พฤษภาคม 2567 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสมาคมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไต้หวันจัดงาน Online Job Matching เป็นครั้งแรก เพื่อคัดเลือกนักศึกษาจบใหม่ด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทุกสาขา เข้าร่วมงานกับบริษัทผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) ชั้นนำระดับโลกจากไต้หวัน ที่มาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทย  โดยลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 พฤษภาคม 2567

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า งานดังกล่าวถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของนักศึกษาจบใหม่ด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทุกสาขา ที่จะได้ทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) ชั้นนำระดับโลกจากไต้หวัน นำโดยผู้ผลิต Advanced PCB อันดับ 1 – 2 ของโลก ได้แก่บริษัท Zhen Ding Tech และบริษัท Unimicron นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิต PCB และบริษัทในซัพพลายเชนชั้นนำจากไต้หวันอีก 5 ราย ได้แก่ Gold Circuit Electronics, Dynamic Technology Manufacturing, Unitech, First Hi-Tec Enterprise และ Yankey Engineering ซึ่งบริษัทเหล่านี้ได้ตัดสินใจลงทุนในไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทราและอ่างทอง คาดว่าโรงงานบางส่วนจะสร้างเสร็จและพร้อมเริ่มผลิตภายในปี 2567 และบางส่วนจะเริ่มผลิตในปี 2568

ดังนั้นบริษัทจึงมีความจำเป็นต้องเร่งจัดหาบุคลากรโดยเฉพาะกลุ่มบุคลากรทักษะสูงสำหรับเตรียมโรงงานและการตั้งสายการผลิตในช่วงแรกรวมกว่า 300 ตำแหน่ง อาทิ งานวิศวกร ฝ่ายผลิต งานออกแบบ งานพัฒนาซอฟต์แวร์ งาน QA/QC งานฝ่ายโลจิสติกส์ และการตลาด โดยอัตราเงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ย 20,000 – 40,000 บาท 

ทั้งนี้ นักศึกษาจบใหม่/ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ที่ https://stemplus.or.th/ และสมัครลงทะเบียน Online Job Matching ที่ https://stemplus.or.th/register_general ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 โดยกำหนดการในวันที่ 5 มิถุนายน 2567 จะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 – 17.00 น. เป็นการสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยผ่านทางช่องทางออนไลน์ และนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกจะมีโอกาสเดินทางไปฝึกอบรมที่จีนหรือไต้หวัน สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษในระดับดี (คะแนน CEFR สูงกว่าระดับ B1 หรือ TOEIC อย่างน้อย 550) ยังมีโอกาสได้ไปร่วมงานที่ไต้หวันอีกด้วย

“อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องและเป็นหนึ่งใน Ignite Thailand ที่จะต่อยอดไปสู่ Upstream และ Smart Electronic โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่ามาตรการต่าง ๆ ของบีโอไอจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ชู ‘สวนกุหลาบ’ ต้นแบบพัฒนาคุณภาพจัดการศึกษาโรงเรียนมัธยมฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805978

ชู ‘สวนกุหลาบ’ ต้นแบบพัฒนาคุณภาพจัดการศึกษาโรงเรียนมัธยมฯ

ชู ‘สวนกุหลาบ’ ต้นแบบพัฒนาคุณภาพจัดการศึกษาโรงเรียนมัธยมฯ

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมสัมมนาวางแผนการพัฒนาคุณภาพวิชาการในโรงเรียนมัธยมศึกษาในเครือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 11 แห่ง ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนมัธยมศึกษาในเครือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 11 โรงทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวว่า การประชุมสัมมนาในครั้งนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการกำหนดนโยบายด้านการศึกษาให้ลงถึงผู้เรียน โดยใช้โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเป็นต้นแบบนำร่อง ขยายผลไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษาอื่นๆ ทั่วประเทศ ขณะที่ผู้บริหารสถานศึกษาในเครือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยทั้ง 11 แห่ง สามารถนำไปขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพงานวิชาการของสถานศึกษา เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ผู้เรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมถึงได้ร่วมกันวางแนวทางกำหนดยุทธศาสตร์ของสถานศึกษาในเครือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยทั้ง 11 แห่ง ให้มีแนวทางการขับเคลื่อนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันในปีต่อๆ ไป

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า รมว.ศธ. มีนโยบายยกระดับและพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา โดยมีแนวทางพัฒนาโรงเรียนชั้นนำของประเทศให้สามารถเป็นต้นแบบในการบริหารงานวิชาการแก่โรงเรียนมัธยมศึกษาอื่นๆ ในเครือข่ายได้ ซึ่งมีการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน โดยใช้มาตรฐานคุณภาพเดียวกัน มีนโยบายและกระบวนการทำงานที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครู ผู้เรียน และผู้ปกครองได้ร่วมกันพัฒนาความรู้และนวัตกรรมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมทั้งการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน

“สพฐ.ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา จึงได้มีนโยบายเพื่อส่งเสริม สนับสนุนสถานศึกษาในการขับเคลื่อนการดำเนินการ พัฒนาและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษาตลอดมา ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยองค์ประกอบในหลายด้านและมีแนวทางในการดำเนินการที่เป็นมาตรฐานในทิศทางเดียวกัน รวมไปถึงเครือข่ายโรงเรียนที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับการศึกษาตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ได้อย่างแท้จริง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สสว.ผนึกพันธมิตรสร้างโอกาส SME ไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805976

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้จัดงาน “SME Privilege Club Business Matching – กิจกรรมเจรจาธุรกิจด้านเงินทุนและการตลาด” เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ได้มีโอกาสส่งเสริมและเสริมสร้างความเข้มแข็งการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการพร้อมเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนกับผู้ประกอบการ พร้อมจัดให้มีการเจรจาธุรกิจ และพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจ ภายใต้งานพัฒนาสิทธิประโยชน์ และมุ่งหวังผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงเพื่อการประกอบการ ประจำปีงบประมาณ 2567

โดยมุ่งเน้นใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านการเพิ่มผลิตภาพ/ลดต้นทุน ด้านการขยายช่องทางการตลาด และด้านการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน ซึ่งถือเป็นกลไกหนึ่งในการส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจยุคใหม่ รวมถึงเมื่อผู้ประกอบการเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์ ผ่านการสมัคร SME One ID ทำให้ สสว. รับทราบถึงข้อมูลและความต้องการของผู้ประกอบการที่เข้ามาสู่ระบบการส่งเสริม เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการที่จะพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกสุดยอด SMEs ไทย 51 ธุรกิจ ทาง สสว.กำหนดไว้ 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1.เป็นสมาชิกของ สสว. และมีการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง 2.มีการรับรองตามมาตรฐานชั้นนำต่างๆ ของประเทศหรือนานาชาติ 3.เป็นกลุ่มภาคการผลิตและพัฒนาแบรนด์และสินค้าของตัวเอง และ 4.มีความต้องการกำลังขยายตลาดและ/หรือต้องการขยายธุรกิจในประเทศไทย และ/หรือต่างประเทศ

‘ศุภมาส’ ชู ‘อว. For EV’ นำไทยเป็น EV Hub ใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805977

‘ศุภมาส’ ชู ‘อว. For EV’ นำไทยเป็น EV Hub ใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

‘ศุภมาส’ ชู ‘อว. For EV’ นำไทยเป็น EV Hub ใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Science and Technology for Energy Transition” ในงานประชุมสัมมนาเชิงวิชาการสมรรถนะด้านพลังงานระหว่างประเทศ ประจำปี 2567 (ERC Forum 2024) ภายใต้หัวข้อ “Renewable and Sustainable Energy Transition” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เทคโนโลยีและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้วางเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก หรือ EV Hub โดยกำหนดนโยบายที่ท้าทาย 30@30 ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดของไทย ภายในปี ค.ศ. 2030

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวว่า นโยบายนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความเอาจริงเอาจัง ในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด ในวงกว้าง เพื่อพัฒนาคุณภาพอากาศของประเทศ ซึ่งกระทรวง อว. มีหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมขั้นสูง ร่วมกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ และขับเคลื่อนการดำเนินงานในด้านต่างๆ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

โดยนโยบาย “อว. For EV” วางกรอบการทำงานออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่1. EV-Innovation : กระทรวง อว. กำลังลงทุนเชิงกลยุทธ์ ในด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ด้วยการให้ทุนวิจัย สำหรับการพัฒนาแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีชาร์จ การนำส่งไฟฟ้า เป็นต้น 2.EV-HRD : กระทรวง อว. ได้ริเริ่มผลิตกำลังคนที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดหลักสูตรการศึกษาและการอบรมที่มุ่งเน้นด้านพลังงานทดแทน เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และการวางแผนการคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน 3.EV-Transformation :กระทรวง อว. ได้นำร่องปรับเปลี่ยนการใช้ยานยนต์สันดาปมาเป็น EV ภายในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ภายใต้กระทรวง ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศส่งผลให้เกิดสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่าการริเริ่มนี้ จะเป็นจุดเริ่ม ของการขยายการใช้งานไปทั่วประเทศ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถ EV อย่างแท้จริง

สานสัมพันธ์ ‘ไทย–ฝรั่งเศส’ ดันลงทุนอวกาศในไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805974

สานสัมพันธ์ ‘ไทย–ฝรั่งเศส’ ดันลงทุนอวกาศในไทย

สานสัมพันธ์ ‘ไทย–ฝรั่งเศส’ ดันลงทุนอวกาศในไทย

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ พบ นาย Emmanuel Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และร่วมงาน Thailand – France Business Forum ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางธุรกิจและอุตสาหกรรมล้ำหน้า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมพลังงานรวมถึงอุตสาหกรรมอวกาศ และเร่งสร้างธุรกิจเชิงนวัตกรรม โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่ง ระบุว่า “ไทยต้องการร่วมมือกับฝรั่งเศสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และการเยือนฝรั่งเศสในครั้งนี้ได้นำคณะนักธุรกิจและคณะที่เกี่ยวข้องด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมของไทยเข้าร่วมด้วย ถือเป็นความมุ่งมั่นร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ ที่ต้องการสร้างเวทีให้ภาคเอกชนชั้นนำได้พบปะ เชื่อมโยง และร่วมงานกันซึ่งเชื่อมั่นว่างาน Thailand – France Business Forum จะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี”

โดยภายในงานได้มีการลงนามความร่วมมือ 3 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือ ความร่วมมือด้านการสร้างเศรษฐกิจอวกาศเพื่อเอื้อต่อการลงทุนอุตสาหกรรมอวกาศในไทย ระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กับบริษัท Starburst ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญในการเชื่อมโยงบริษัทและสตาร์ทอัพด้านการบินและอวกาศจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 3 ของฝรั่งเศสในอาเซียน ซึ่งเชื่อมั่นว่าในการนำของรัฐบาลไทยจะเป็นพันธมิตรที่ใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดของฝรั่งเศสในภูมิภาคนี้ได้

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมอวกาศ และหวังที่จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ในการพัฒนาประเทศไทยทั้งระบบ ให้เกิดเป็นเศรษฐกิจอวกาศ หรือ Space Economy ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนขั้นสูงสำหรับดาวเทียมและอากาศยานจากในประเทศ จาก Know-how ของศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมของ GISTDAตลอดจนการนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำมาใช้ใน smart farming รวมทั้งการใช้เพื่อลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความตื่นตัวในธุรกิจอวกาศมากขึ้นเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยสิ่งที่ GISTDA ขับเคลื่อนมาตลอดเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ธุรกิจอวกาศกลายเป็นแนวทางที่เอกชนให้ความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ดังนั้น ความร่วมมือกับ Starburst ในครั้งนี้ เราคาดหวังในการวาง eco system ด้านกิจการอวกาศให้กับประเทศไทย เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอวกาศของอาเซียน โดยให้ Starburst เป็นข้อต่อในการดึงนักลงทุนบริษัทต่างชาตินำธุรกิจอวกาศเข้ามาขยายผลในประเทศไทย จับคู่บริษัทในไทยและใช้นวัตกรรมของบริษัทเหล่านั้นมาต่อยอดและขยายผล

ด้าน Mr.Francois Chopard ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Starburst กล่าวว่า Starburst มีฐานข้อมูลบริษัทและ Startup ในธุรกิจอวกาศเพื่อเข้าไปร่วมลงทุนกว่า 140 บริษัทและเป็นบริษัทจากทั่วโลก ตัวอย่างที่ Starburst ทำสำเร็จที่ญี่ปุ่น เช่น Voyager Space ไประดมทุนจาก Mitsubishi ทำให้สามารถขยายธุรกิจในญี่ปุ่นได้ ซึ่งเรามั่นใจในศักยภาพของประเทศไทย และหวังจะเกิดการลงทุนธุรกิจอวกาศแบบนี้เช่นกันในประเทศไทย หากเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมเราจะนำไปเข้าโครงการ France 2030 และเพิ่มการลงทุนจากทางฝรั่งเศสด้วย

อย่างไรก็ตาม หากมีการลงทุนในอุตสาหกรรมอวกาศเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย BOI ก็พร้อมให้การส่งเสริม ล่าสุดเมื่อปีแล้ว BOI เปิดประเภทกิจการอวกาศโดยเฉพาะไว้ 5 ประเภท และบางประเภทกิจการ BOI ให้การส่งเสริมในระดับสูงที่สุด เพราะถือเป็นกิจการเป้าหมายที่มุ่งหวังให้ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมล้ำหน้า

ปลัดมหาดไทย ชวนร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์-เวียนเทียน ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805931

ปลัดมหาดไทย ชวนร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์-เวียนเทียน ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา

ปลัดมหาดไทย ชวนร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์-เวียนเทียน ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.02 น.

ปลัดมหาดไทย เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก 22 พ.ค. 2567 เวลา 19.00 น. พร้อมกันทุกวัดทั่วประเท

วันที่ 21 พฤศภาคม 2567 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปีพุทธศักราช 2567 ตรงกับวันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2567 กระทรวงมหาดไทยร่วมกับมหาเถรสมาคม กำหนดจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปีพุทธศักราช 2567 ในเวลา 19.00 น. พร้อมกันทั่วประเทศ โดยในส่วนกลาง กระทรวงมหาดไทยได้รับพระเมตตาจากเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วรวิหาร ประทานพระอนุญาตให้จัดพิธีฯ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ ส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ได้รับความเมตตาจากเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะอำเภอ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี พ.ศ. 2567 ณ วัดที่จังหวัดและอำเภอกำหนด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เป็นประธานในพิธี

“กระทรวงมหาดไทยมีภารกิจในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับพี่น้องประชาชน ดูแลรักษาความมั่นคงภายในประเทศ โดยปัจจัยสำคัญที่หนุนเสริมเติมเต็มให้งานของกระทรวงมหาดไทยสำเร็จได้มาโดยตลอดนั้น พระพุทธศาสนาและทุกศาสนาถือเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งพระพุทธศาสนาทำให้คนในสังคม ในชุมชนมีความรัก ความสามัคคี มีจิตใจเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นปฐมบททำให้ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศไทยและนานาชาติเป็นสังคมที่มีความสุข ไม่เบียดเบียนกัน ดังนั้นในวาระพิเศษ คือ วันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ “วันวิสาขบูชา” จึงเป็นวาระพิเศษ เป็นวันสำคัญยิ่งของชาวพุทธและคนไทยทั้งมวล” นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอเชิญชวนพี่น้องพุทธศาสนิกชนคนไทยทั่วประเทศ เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ร่วมกันน้อมรำลึกถึงหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รักษาศีล ปฏิบัติสิ่งที่ดีงาม เข้าวัด ทำบุญตักบาตร บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ชุมชน และสังคม เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี พ.ศ. 2567 ในวันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2567 เวลา 19.00 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดที่จังหวัด/อำเภอ กำหนด” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้าย