โรงเรียนดังแจงดราม่า ยืนยันร้านข้าวในโรงอาหารเพียงพอ-ไม่ได้ขึ้นค่าเช่า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807066

โรงเรียนดังแจงดราม่า ยืนยันร้านข้าวในโรงอาหารเพียงพอ-ไม่ได้ขึ้นค่าเช่า

โรงเรียนดังแจงดราม่า ยืนยันร้านข้าวในโรงอาหารเพียงพอ-ไม่ได้ขึ้นค่าเช่า

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 19.14 น.

27 พ.ค.67 จากกรณีมีการแชร์ข้อมูลในโลกโซเชียล โดยมีข้อความในลักษณะอ้างว่า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ย่านวงเวียนหอย มีนักเรียนกว่า 4 พันคน ขาดแคลนอาหาร ต้องแย่งข้าวกันกิน บางคนต้องออกกินข้างนอกโรงเรียน หรือบางวันต้องกินมาม่าประทังชีวิต เหตุมีร้านข้าวในโรงอาหาร 4 ร้าน นอกนั้นเป็นร้านน้ำและขนม เนื่องจากแม่ค้าไม่มาขายอาหาร เพราะทางโรงเรียนเพิ่มค่าเช่าที่  ซึ่งหลังมีการโพสต์ข้อความนี้ออกไปเกิดการวิพากษ์ วิจารณ์กันอย่างมาก จนกลายเป็นกระแสดราม่าในโลกโซเชียล และหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน เพราะปัญหาขาดแคลนอาหารไม่น่าจะเกิดขึ้นในโรงเรียน

ล่าสุดผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนดังกล่าว พบว่าเป็นโรงเรียนมัธยมชื่อดังอยู่ในตัวอำเภอเมือง ภายในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมกับเข้าสอบถามเรื่องราวดังกล่าวกับผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งวันนี้ติดภารกิจ แต่ได้มอบหมายให้ครูกลุ่มงานบริหารงบประมาณ ซึ่งรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวให้ข้อมูลและข้อจริง แต่ไม่สะดวกให้บันทึกเสียง

โดยตัวแทนคณะครูได้พาผู้สื่อข่าวไปดูที่โรงอาหาร ซึ่งเป็นเวลาพักเที่ยงของนักเรียนพบว่า มีร้านอาหารหลากหลายชนิด 20 ร้าน ทั้งร้านข้าวแกง ตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ ขนม น้ำ ผลไม้ และอาหารทานเล่น ซึ่งบรรดาแม่ค้า พ่อค้า ก็ต่างพากำลังตักข้าวจำหน่ายให้กับนักเรียนกันอย่างขะมักขะเม่น

ทั้งนี้ตัวแทนคณะครู ระบุว่า กรณีมีการแชร์ข้อมูลในโลกโซเชียล ว่าโรงเรียนขาดแคลนอาหารไม่เพียงพอกับนักเรียน เพราะแม่ค้าไม่มาขายอาหาร สาเหตุเนื่องจากขึ้นค่าเช่านั้น อาจจะเป็นสื่อสารที่คลาดเคลื่อน ซึ่งทางโรงเรียนยืนยันว่า ร้านค้าและอาหารเพียงพอกับเรียนแน่นอน ทั้งนี้วันนั้นเป็นวันเปิดเทอมวันแรก คือวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ทางโรงเรียนมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการโรงอาหารการจัดเก็บรายได้จากการขายอาหารของพ่อค้า แม่ค้าใหม่ วันนั้นจึงมีแม่ค้ารายเก่ามาขายอาหารประมาณ 10 ร้าน ส่วนอีก 10 ร้านเป็นรายใหม่ วันแรกเปิดเทอมจึงยังไม่พร้อม และขณะนี้ร้านขายอาหารทั้ง 20 ร้านพร้อมขายทุกร้านแล้ว

ตัวแทนครู กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ทางโรงเรียนได้มีการจัดเก็บรายได้เข้าสู่โรงเรียนจากพ่อค้า แม่ค้าที่มีขายอาหารในโรงเรียน 10 เปอร์เซ็นต์จากยอดขายจริงของแต่ละวัน ซึ่งแต่ละวันจะมีครูคอยไปนับถ้วย นับจานในร้านต่าง แต่ภาคเรียนนี้ทางด้านผู้อำนวยการ มีโนยาบายคืนครูสู่ห้องเรียน ให้ครูมีเวลาสอนนักเรียนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องไปนับถ้วย นับจาน จึงได้ปรับเปลี่ยนการจัดเก็บรายได้ใหม่ จากการเก็บ 10 เปอร์เซ็นต์จากยอดขาย เป็นการเก็บแบบเหมาเป็นรายภาคเรียน ขึ้นอยู่กับชนิด ประเภท และร้านจำหน่ายอาหาร เฉลี่ยอยู่ที่ 20,000 – 80,000 บาท โดยอิงจากสถิติยอดขายของแต่ละร้านในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทางโรงเรียนได้มีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการแล้ว จนพ่อค้า แม่ค้าต่างพากันมาขายตามปกติ และมีการอนุโลมหากยังไม่มีเงินก้อนก็สามารถผ่อนจ่ายเป็นรายวัน รายเดือน หรือจ่ายครั้งเดียวก็ได้ ทั้งนี้ในส่วนข้อความระบุว่าขึ้นค่าเช่านั้นไม่เป็นความจริง และที่ระบุอีกว่า มีการเก็บเงินค่าเช่า 4,000 บาทนั้น เป็นเพียงเงินมัดจำสัญญาเท่านั้น

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า จากข้อความที่โพสต์และแชร์เรื่องดังกล่าวในโลกโซเชียล ล่าสุดทางด้านนายวิรัช พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 1 ยังได้ส่งตัวแทน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาเข้าไปติดตามกรณีดังกล่าว และมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์เข้าไปติดตามปัญหาด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า โรงอาหารของโรงเรียนดังกล่าวมีการจำหน่ายอาหารตามปกติ และมีเพียงพอกับนักเรียนทุกระดับชั้น ส่วนกรณีมีการโพสต์ในโลกโซเชียล เบื้องต้นอาจเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน พร้อมกำชับให้ทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน

‘เพิ่มพูน’สั่งสกสค.เร่งบังคับคดี ทวงคืน 2,500 ล้าน ประสานปปง.สืบทรัพย์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806940

‘เพิ่มพูน’สั่งสกสค.เร่งบังคับคดี ทวงคืน 2,500 ล้าน ประสานปปง.สืบทรัพย์

‘เพิ่มพูน’สั่งสกสค.เร่งบังคับคดี ทวงคืน 2,500 ล้าน ประสานปปง.สืบทรัพย์

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.39 น.

‘เพิ่มพูน’สั่งสกสค.เร่งบังคับคดี ทวงคืน 2,500 ล้าน ประสานปปง.สืบทรัพย์

27 พฤษภาคม 2567 ความคืบหน้ากรณีศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษา กรณีอดีตผู้บริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษตามโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด โดยมิชอบ รวมเป็นเงินกว่า 2,500 ล้านบาท ทำให้สำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ได้รับความเสียหาย จึงพิพากษาให้ลงโทษจำคุกอดีตประธานและกรรมการกองทุนฯและพวกทั้ง 16 ราย รายละ 20 ปี และให้ลงโทษจำคุก กรรมการบริษัท บิลเลี่ยนฯ 2 ราย รายละ 12 ปี 16 เดือน ปรับเป็นเงินจำนวน 240,000 บาท และพิพากษาให้อดีตประธานและกรรมการกองทุนฯ รวม 16 ราย และบริษัท บิลเลี่ยนฯ และกรรมการบริษัทฯ รวม 3 ราย ร่วมกันนำเงิน จำนวน 2,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ส่งคืนศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษา คือวันที่ 21 พฤษภาคม เพื่อศาลจะนำส่งให้กับสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ต่อไปนั้น

ล่าสุด พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เพื่อประโยชน์ของ สกสค.จึงได้ มอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ไปคัดคำพิพากษา ประสานอัยการเพื่อเร่งรัดติดตามและยื่นบังคับคดีตามขั้นตอน กรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถนำเงินจำนวน 2,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ5 ส่งคืนให้สกสค. ได้ตามกำหนด จะมีการสืบทรัพย์ตามกระบวนการบังคับคดี เพื่อดูเส้นทางการเงิน ว่า มีการยักย้ายถ่ายเทไปทีใด เพื่อติดตามกลับคืนมา ตรงนี้เป็นมิติที่ต้องประสานกรทำงานร่วมสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการดำเนินการ เพื่อติดตามเส้นทางการเงิน เพื่อไล่ทวงคืนตามลำดับ

“การดำเนินการในเรื่องนี้ เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยในส่วนของคดีอาญานั้น ผู้กระทำความผิดทั้งหมด ได้ถูกจำคุก และศาลไม่ให้ประกันตัว ส่วนการเรียกร้องค่าเสียหายก็ต้องดำเนินการสืบทรัพย์ตามขั้นตอน กรณีนี้ยังถือว่า ไม่สิ้นสุด แต่เท่าที่สอบถามเบื้องต้น ในส่วนของสกสค.ผลการพิพากษาเป็นไปตามคำฟ้อง ดังนั้น ทางสกสค.เองคงไม่ยื่นอุทธรณ์ และให้ยื่นบังคับคดีเพื่อเรียกเงินคืน แต่ถ้าทางอดีตผู้บริหารกองทุนฯ และผู้บริหารบริษัท บิลเลี่ยนฯ จะยื่นอุทธรณ์ ทางสกสค. ก็ต้องแก้อุธรณ์ตามขั้นตอน”พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีอดีตผู้บริหารกองทุนฯ นำเงิน ไปซื้อหุ้น บริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ในโครงการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน บ้านป่าตอง ต.โพนสว่าง อ.เมือง จ.หนองคาย ในราคาหุ้นละ 25 บาท รวมมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาทนั้น คงต้องไปตรวจสอบรายละเอียด ซึ่งทุกเรื่องเป็นไปตามกระบวนการ และเร็ว ๆ นี้จะนัดประชุมคณะกรรมการสกสค. เพื่อติดตามการดำเนินการเรื่องต่างๆต่อไป

‘ครูอุ้ม’หนุนเด็กเจนแซด เป็นฮีโร่ร่วมรณรงค์คนไทยเห็นถึงพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806930

'ครูอุ้ม'หนุนเด็กเจนแซด เป็นฮีโร่ร่วมรณรงค์คนไทยเห็นถึงพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า

‘ครูอุ้ม’หนุนเด็กเจนแซด เป็นฮีโร่ร่วมรณรงค์คนไทยเห็นถึงพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.56 น.

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิด เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงาน Gen Z 4 ภาค “ร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” ในโครงการป้องกันเยาวชนจากการสูบบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า (Gen Z Gen Storng : เลือกไม่สูบ) จัดโดย มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โดยมี ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ผู้บริหาร ครู และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โครงการจาก 30 โรงเรียน ใน 14 จังหวัด เข้าร่วม ณ ห้องกิ่งเพชร โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ

รมว.ศธ.กล่าวว่า เรื่องของบุหรี่ไฟฟ้า ถือเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ตลอดจนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทุกคน ให้การสนับสนุนและส่งเสริมการรณงค์ป้องกันต่างๆ เพื่อไม่ให้คนไทยทุกคนเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งนอกจากจะมีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งเสพติดอื่นๆ ด้วย

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่เด็กและเยาวชนมีความตื่นตัวและเห็นถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจากการนำเสนอของตัวแทนเยาวชน Gen Z ในโครงการป้องกันเยาวชนจากการสูบบุหรี่ ถือเป็นกิจกรรมที่ดี ที่มาร่วมกันรณรงค์ป้องกันการไม่สูบบุหรี่และบุหี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนและในสถานศึกษา สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรี “ทำดี ทำได้ ทำทันที” โดยได้ฝากให้กลุ่ม Gen Z เป็นเหมือนฮีโร่ ไปเชิญชวนเพื่อนๆ ช่วยกันรณรงค์ป้องกันการไม่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยเริ่มจากคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด และให้คนมองเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่อันตรายและน่ารังเกลียด ควรต่อต้านการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในทุกที่ เพราะเป็นอันตรายต่อผู้สูบ ผู้ไม่ได้สูบ และผู้อยู่แวดล้อม

“ผมได้เชิญชวนเด็กๆ Gen Z ช่วยกันในการรณรงค์เพื่อให้เห็นถึงพิษภัยของบุรหรีและบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้ทุกคนเลิกเสพ ไม่เฉพาะเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่ หรือเยาวชน ผู้ปกครองให้ช่วยกันรณรงค์ขยายกรอบในการทำงานตรงนี้ ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ผมให้ความสำคัญกับการป้องกัน โดยการรณรงค์ให้ความรู้ถึงโทษ การผลิตสื่อเผยแพร่ สร้างการรับรู้อย่างกว้างขวาง รวมถึงการป้องปราม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ช่วยพิจารณาแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา เพื่อให้มีอำนาจในการตรวจยึดและขยายผลในการหาแหล่งที่มาของบุหรีไฟฟ้าได้ จะทำให้สถานศึกษาแต่ละแห่งสามารถดำเนินการบริหารจัดการเกี่ยวกับบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะบางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้ากระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถไปดำเนินการได้ครบทุกโรงเรียนในตลอดเวลา แต่ถ้าแต่งตั้งผอ.สถานศึกษา หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากสถานศึกษานั้นๆ แล้ว ซึ่ง ศธ.มีสถานศึกษาในสังกัดกว่า 2 หมื่นโรง หากตรวจพบก็สามารถยึดได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาตรวจพบแต่ไม่สามารถยึดได้” รมว.ศธ.กล่าว

– 006

สกู๊ปพิเศษ : ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ไม่ง้อปริญญา จากคนชายขอบสู่วิถีท้าทายขนบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806818

สกู๊ปพิเศษ : ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ไม่ง้อปริญญา จากคนชายขอบสู่วิถีท้าทายขนบ

สกู๊ปพิเศษ : ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ไม่ง้อปริญญา จากคนชายขอบสู่วิถีท้าทายขนบ

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หมายเหตุ : ถอดความจากการบรรยายของ สรัช สินธุประมา ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะฯ 101PUB ในหัวข้อ “ชีวิตและงานในฝันของวัยรุ่นสร้างตัว” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา “คนรุ่นใหม่ไทย การผันเปลี่ยนในสังคมแปรผัน?” จัดโดยศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 ณ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

สรัช เริ่มต้นด้วยการขยายความนิยามคำว่า “วัยรุ่นสร้างตัว” ซึ่งหมายถึง “คนที่ตกหล่นออกไปจากการศึกษาในระบบ” กล่าวถึง เส้นทางของระบบการศึกษาที่เรียนไปตามลำดับ เช่น จากมัธยมศึกษาตอนต้น สู่มัธยมศึกษาตอนปลาย และไปตามในระดับอุดมศึกษา ขณะที่หนึ่งในหัวข้อการสำรวจที่พบการเผยแพร่ทุกปีคือ “อาชีพในฝันของเยาวชนไทย” โดยรายงานของปี 2567 พบว่า อันดับ 1 ครู-อาจารย์ (รวมถึงติวเตอร์) อันดับ 2ประกอบธุรกิจส่วนตัว อันดับ 3 แพทย์-พยาบาล อันดับ 4 อินฟลูเอนเซอร์-สตรีมเมอร์-ยูทูบเบอร์ (ผู้ผลิตเนื้อหาเผยแพร่ทางออนไลน์)

อันดับ 5 นักออกแบบกราฟิก อันดับ 6นักกฎหมาย (ทนายความ-อัยการ) อันดับ 7งานด้านต่างประเทศ อันดับ 8 ศิลปินนักตัดต่อวีดีโอ อันดับ 9 นักบิน-แอร์โฮสเตส และอันดับ 10 ข้าราชการ (นับรวมทั้งทหาร ตำรวจและพลเรือน) ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ในการจัดอันดับช่วง 1-2 ปีล่าสุด มีอาชีพใหม่ๆ อย่างยูทูบเบอร์ เพิ่มเข้ามา ก่อนที่การสำรวจครั้งล่าสุดในเดือน ม.ค. 2567 จะพบว่า ยูทูบเบอร์รวมถึงอาชีพในกลุ่มเดียวกันอย่างอินฟลูเอนเซอร์หรือสตรีมเมอร์ จะขึ้นมาอยู่ในอันดับ 4แซงหน้าอาชีพสายงานนักกฎหมายหรือการรับราชการ

ซึ่งจาก 10 อันดับข้างต้น จะพบว่าหลายอาชีพเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะสูง อย่างไรก็ตาม แหล่งงานทักษะสูงก็ยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในขณะที่งานส่วนใหญ่ในภาพรวมของประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มงานทักษะปานกลาง และยังพบด้วยว่านับวันแนวโน้มค่าจ้างระหว่างงานทักษะสูงปานกลางและต่ำ มีแต่จะถ่างกว้างขึ้น หรือก็คือสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ในด้านหนึ่งก็มีความพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา ด้วยการหาทางให้เยาวชนจากครัวเรือนระดับล่างมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษามากขึ้น แต่อีกด้านก็มีผู้ที่พยายามท้าทายกรอบความคิดเรื่องการจะมีชีวิตที่ดีได้ต้องไล่เลียงไปตามลำดับของระบบการศึกษา เรียน ม.ต้น ม.ปลาย แล้วเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเรียนต่อให้จบปริญญาตรี-โท-เอก ซึ่งผู้ที่คิดแบบนี้ก็ไม่ได้มาจากการขาดโอกาสจนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา แต่เป็นการตัดสินใจด้วยตนเองที่จะเลือกประกอบอาชีพที่ไม่ต้องใช้ใบปริญญาเพื่อการันตีคุณวุฒิ

“ผมทยอยถ่ายภาพจากที่ต่างๆ ต่างกรรมต่างวาระ ในช่วงประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าความคิดเกี่ยวกับเรื่องการเรียนปริญญาเคลื่อนมาจนถึงจุดที่ว่ามันถูกมองในแง่ลบ หรือมองในแง่ต่อต้านมันด้วยซ้ำ เอาเครื่องหมายห้ามขึ้นมาแล้วก็ขีดฆ่า “ปริญญาไม่ต้อง..ขับกระบะก็พอกิน” พูดถึงการยืนยันว่าการที่เราทำอาชีพที่ไม่มีปริญญามันไม่ใช่เพราะเราขาดโอกาสหรือเข้าไม่ถึง มันเป็นความชอบ เราตัดสินใจเลือกสิ่งนี้เอง

อันหนึ่งที่ฮิตมากช่วงหลังแต่ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเพราะมันยาวมาก “ปริญญาตรีกูบ่มีดอก..เพราะตอนนี้กูเอาตัวรอดจากประสบการณ์” ความคิดเกี่ยวกับการสร้างอัตลักษณ์หรือแสดงตัวตนว่าเราไม่จำเป็นต้องง้อปริญญา “อาชีพพ่อไม่ต้องง้อปริญญา” ลองไปค้นใน TikTok เจอคลิปจำนวนมาก แล้วก็มีตั้งแต่คนที่ทำงานในภาคเกษตรต่างๆ เครื่องจักรการเกษตร ไปจนถึงคนทำงานในโรงงาน ขับรถกระบะขับรถบรรทุกต่างๆ” สรัช กล่าว

จากข้อค้นพบข้างต้น สรัช เปิดประเด็นชวนคิดว่า “ทางแยกของวัฒนธรรม อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนเลือกเดินออกจากระบบการศึกษา เพราะมองว่าการศึกษาในระบบไม่ตอบโจทย์ของชีวิต” พร้อมฉายภาพวิถีชีวิตซึ่งที่ผ่านมาอาจถูกมองว่าเป็น “คนชายขอบ” โดยคนกลุ่มนี้มี “ศัพท์เฉพาะ” เช่น “ทรงซ้อ-ทรงเอ” ที่ช่วงแรกๆ คำคำนี้มีความหมายในแง่ลบ เพราะหมายถึง “เอเย่นต์” หรือผู้ที่หาเงินสร้างฐานะจากการขายยาเสพติด แต่ระยะหลังๆ ได้กลายไปเป็นรสนิยมในการแต่งตัวหรือใช้ชีวิตรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเสมอไป,

“พ่อ (หรือแม่) น้องออนิว” หมายถึงผู้ที่นิยมใช้รถกระบะบางรุ่น-ยี่ห้อ, “ทรงเชง” หมายถึงวัฒนธรรมการแต่งกายและการใช้มอเตอร์ไซค์รูปแบบหนึ่ง เป็นต้น ในอดีตวัฒนธรรมย่อยแบบนี้อาจไม่ได้รับความสนใจจากสังคม แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะเปลี่ยนไป เช่น วัฒนธรรมแบบทรงซ้อ กลายเป็นเนื้อหา (Content) ที่มีผู้เผยแพร่และได้รับความสนใจอย่างมากบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อย่าง TikTok

ดังนั้นคนกลุ่มนี้อาจไม่ใช่ชายขอบแบบที่คุ้นเคยกัน เหมือนในอดีตที่นักมานุษยวิทยาจะต้องออกจากศูนย์กลางไปทำการศึกษาวิถีชีวิตของกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมย่อย แต่กลายเป็นศูนย์กลางใหม่จากภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนไปด้วยการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) ในวิถีตัวตนของตนเองซึ่งเป็นการท้าทายต่อระบบเดิม ทั้งระบบการศึกษาและระบบเศรษฐกิจที่ผูกหรือกำกับรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนเอาไว้

เช่น “เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy)” ที่หัวข้อการสนทนาส่วนใหญ่ที่พบมักเน้นเรื่องของเทคโนโลยีใหญ่ๆ (Big Tech) หรือภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนอย่างไร แต่จริงๆ แล้วยังมีแง่มุมอื่นๆ ที่น่าสนใจดังตัวอย่างจากมิวสิกวีดีโอเพลง “อยากมีก็ต้องสร้าง” หรือเพลง “วัยรุ่นทรงซ้อ (วัยรุ่นสร้างตัว)” ซึ่งฉายภาพของคนรุ่นใหม่ที่พื้นเพทางเศรษฐกิจในครัวเรือนอาจไม่ดีนัก แต่ก็มีความฝันเรื่องการมีรายได้เพียงพอดูแลพ่อแม่ สามารถซื้อบ้านและรถยนต์ และเลือกทำมาหากินด้วยการขายของทางออนไลน์

“มันเป็นเหตุผลว่าทำไมความฝันของการที่จะเป็นนายตัวเองมันถึงพุ่งขึ้นมาสูงมาก (ประกอบธุรกิจส่วนตัว อยู่ในอันดับ 2ของการสำรวจอาชีพในฝันของเยาวชนไทย ปี 2567) คือผมคิดว่าสมัยก่อน คนหนึ่งที่คิดว่าเราอยากเป็นนายตัวเอง ทำธุรกิจ คงต้องคิดเยอะ แต่ว่าเราจะมีต้นทุนอะไรในชีวิต บ้านเรา-พื้นเพของเราจะมีอะไร Support (สนับสนุน) เราให้สามารถทำสิ่งนั้นได้ แต่ว่าแพลตฟอร์มเอื้อให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่าเข้าไปเป็นผู้เล่นในการขายของหรือเป็นเจ้านายตัวเองในแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้

แต่ว่าทีนี้ในขณะเดียวกัน ย้อนกลับไปความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากอาชีพใหม่ๆ จากแพลตฟอร์มต่างๆ ยูทูบเบอร์ สตรีมเมอร์เกมเมอร์ ขายของออนไลน์ต่างๆ มันเข้ามาเปลี่ยนความคิดความฝันของเยาวชน โดยที่มีเยาวชนกลุ่มหนึ่งเลยที่เขารู้ตัวแน่ว่าเขาไม่ไปตามระบบ เพราะเขามองว่าการเดินตามระบบการศึกษา เรียนต่อในระดับปริญญาตรีไม่ใช่คำตอบ” สรัช ระบุ

แต่การที่เยาวชนคนรุ่นใหม่เลือกทางเดินแบบนี้ สรัช เล่าถึงข้อค้นพบที่ตามมาว่า เกิดความตึงเครียดในครอบครัวโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะในขณะที่คุณค่า (Value) ในสายตาคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป แต่คนรุ่นพ่อแม่ยังมีความเข้าใจสังคมในรูปแบบเศรษฐกิจแบบเดิมๆ เช่น คาดหวังให้ลูกทำงานที่ดูแล้วที่มีความมั่นคง อาทิ รับราชการ หรือทำงานกับบริษัทเอกชนชั้นนำ ซึ่งก็หมายถึงการเรียนจบในระดับอุดมศึกษา

อนึ่ง ความตึงเครียดนอกจากจะเกิดขึ้นในครอบครัวแล้ว ยังรวมถึงระหว่างเยาวชนรุ่นเดียวกันแต่มีพื้นเพและชุดความคิดแตกต่างกันด้วย โดยการสำรวจของ 101 PUB ที่ร่วมกับศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เก็บข้อมูลเยาวชน (อายุ 15-25 ปี) กลุ่มตัวอย่าง 2 หมื่นคนทั่วประเทศเมื่อ 2 ปีก่อน ในประเด็นเชิงคุณค่า 6 ด้าน คือ 1.ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2.ความสัมพันธ์กลุ่ม 3.ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ 4.ประเด็นถกเถียงทางสังคม 5.เศรษฐกิจ-การเมือง และ 6.เพศสภาพ

โดยพบว่า “เยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในกลุ่มซึ่งอาจเรียกได้ว่าวัยรุ่นสร้างตัวจะมีพื้นเพมาจากครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ จะเชื่อเรื่องการพยายามเอาตัวรอดด้วยตนเอง ไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และไม่สนใจแนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการที่รัฐเข้าไปคุ้มครองหรือเอื้ออำนวย (Provide) สวัสดิการพื้นฐานให้คนในสังคม” ซึ่งแตกต่างกับเยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนกำหนดวาระ (Agenda) การเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง 2-3 ปีก่อน

หรือโดยสรุปก็คือ “กลุ่มวัยรุ่นสร้างตัวอาจเห็นด้วยกับหลักการประชาธิปไตยอย่างเคย (เช่น ผู้นำต้องมาจากการเลือกตั้ง) แต่ไม่ได้มองว่าชุดคุณค่าอื่นๆ (เช่น เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเพศ) มีความสำคัญ หรือแม้แต่ไม่สนใจชุดคุณค่าเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำไป” คล้ายกับที่ปรากฏในเนื้อเพลง “ไม่สนโลก” ซึ่ง สรัช เล่าว่า ในช่วงที่ไปเก็บข้อมูลใน จ.หนองบัวลำภู ได้ฟังเพลงนี้อย่างน้อยวันละ 5 รอบ เพราะเนื้อเพลงสะท้อนถึงวิถี “ปากกัดตีนถีบ” ที่ไม่สนใจว่าการเมืองหรือเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่สนใจเพียงการสู้ชีวิตของตนเองเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของครอบครัว

“พูดอย่างนี้เหมือนกับว่าเรากำลังจะบอกว่ามีเยาวชนกลุ่มใหม่ๆ ออกมาเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมใหม่ๆ เต็มไปหมด แล้วก็คงไม่มีความเป็นชายขอบอีกต่อไปหรือเปล่า? ก็คิดว่าคงไม่ใช่! คือคิดว่าอย่างไรนิยามความเป็นชายขอบก็ยังสำคัญอยู่ในแง่ที่ผมคิดว่ายังมีคนที่ตกหล่นออกไปจากความสนใจของสังคมอยู่มากแน่นอน รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับความเปลี่ยนไปในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มด้วย” สรัช กล่าว

สรัช ทิ้งท้ายการบรรยายว่า เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมของกลุ่มวัยรุ่นสร้างตัว สำหรับคนที่สนใจประเด็นวัฒนธรรม จะมีแนวคิดอย่างหนึ่งคือ “ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม (Cultural Intimacy)” หมายถึงวัฒนธรรมที่สัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคนในสังคม กล่าวคือ มีกระบวนการที่รัฐพยายามสร้างอัตลักษณ์บางอย่างในเชิงความเป็นชาติ แล้วลบหรือกลบลักษณะอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ดังกล่าวออกไป แต่อัตลักษณ์ที่รัฐพยายามสร้างนั้นก็ไม่ได้อยู่โดดๆ โดยลำพัง แต่อยู่ท่ามกลางลำดับชั้นของคุณค่าที่มาตั้งแต่ระดับโลกลงไปถึงระดับประเทศและภายในสังคมเดียวกัน

ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยเองก็กำลังอยู่ในคำถามที่ว่าประเทศควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร? มีวัฒนธรรมแบบไหน? จะไม่เอาแบบเดิมแต่สร้างใหม่ให้นุ่มลงหรือไม่? ซึ่งก็ยังไม่เห็นภาพ แต่ความน่าสนใจคือ ในความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสิ่งท้าทายต่อระบบเดิมๆ ตลอดจนการมาของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ทำให้คนที่ก่อนหน้านี้ถูกมองว่าอยู่ชายขอบและไร้อำนาจต่อรอง สามารถมีพื้นที่เพื่อผลักดันเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมาได้ ก็อาจทำให้ลำดับชั้น (Hierarchy) ปรับเปลี่ยนไป

โดยในอดีตที่ผ่านมา จะพบการที่วัฒนธรรมย่อยมักถูกหยิบฉวยเอาความน่าสนุกหรือความน่าสนใจของเปลือกของการแสดงออกไปใช้อยู่เนืองๆ เช่น สื่อมักหยิบเรื่องของภาพลักษณ์การเต้นของคนที่ไปอยู่หน้ารถแห่ เหล่านี้มักจะถูกนำไปใช้โดยที่ไม่ได้สนใจชีวิตหรือบริบทความคิดของผู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมนั้นๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะหลังคือสถานะของวัฒนธรรมเหล่านี้มีที่ยืนของตนเองที่มั่นคงมากขึ้น และดูเหมือนจะได้รับการยอมรับมากขึ้น

“นอกจากรัฐหรือคนที่ทำงานคิดนโยบายแล้ว ผมคิดว่าการที่กลุ่มวัยรุ่นสร้างตัวกำลังเติบโตขึ้นมากๆ มาพร้อมกับ Value (คุณค่า) ที่อาจจะแตกต่างจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เราคุ้นเคยกันมากๆ มันก็เป็นงานที่คนที่ทำงานในด้านสังคมอื่นๆ คนที่ผลักดันประเด็นต่างๆ ก็อาจจะต้องให้ความสนใจแล้วว่า คนกลุ่มนี้ที่มีวัฒนธรรมแบบนี้และมีคุณค่าที่เชื่อมโยงกับชีวิตแบบนี้มีพื้นที่ มีที่ทาง มีอำนาจในทางเศรษฐกิจวัฒนธรรมมากขึ้น การขับเคลื่อนประเด็นในเชิงประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจต่างๆ จะต้องไปอย่างไรกันต่อ?” สรัช กล่าวทิ้งท้าย

กยศ.ยืนยัน!!! มีเงินเพียงพอสำหรับ’ผู้กู้ยืม’ทุกราย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806618

กยศ.ยืนยัน!!! มีเงินเพียงพอสำหรับ'ผู้กู้ยืม'ทุกราย

กยศ.ยืนยัน!!! มีเงินเพียงพอสำหรับ’ผู้กู้ยืม’ทุกราย

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 19.05 น.

กยศ.ยืนยันมีเงินเพียงพอสำหรับผู้กู้ยืมทุกราย เตรียมให้กู้ในวงเงิน 48,344 ล้านบาท สำหรับผู้กู้ยืม 769,009 ราย แม้ว่ามีอัตราการชำระหนี้ลดลง 7.57%

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า จากผลการรับชำระหนี้ในปีงบประมาณที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พบว่ากองทุนฯมีอัตราการชำระหนี้ลดลง 7.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการให้กู้ยืมเงินนั้น กองทุนฯ ได้เตรียมวงเงินกู้จำนวน 48,344 ล้านบาท สำหรับผู้กู้ยืม 769,009 ราย และได้เปิดระบบการให้กู้ยืมเงินปีการศึกษา 2567 แล้ว โดยปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษาได้ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมเงิน จำนวน 204,059 ราย เป็นเงินที่ขอกู้ยืมแล้วจำนวน 10,885 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2567) ซึ่งนักเรียน นักศึกษา สามารถยื่นขอกู้ยืมและทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยแอปพลิเคชัน “กยศ.Connect”

“ปัจจุบัน กองทุนฯได้ให้โอกาสแก่นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศไปแล้วทั้งสิ้น 6,809,621 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 770,284 ล้านบาท ประกอบด้วย ผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการศึกษา/ปลอดหนี้ 1,368,162 ราย ผู้กู้ที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 1,866,818 ราย ผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,501,600 ราย และผู้กู้เสียชีวิต/ทุพพลภาพ 73,041 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2567) ทั้งนี้ กองทุนฯ ขอยืนยันว่ามีเงินเพียงพอสำหรับผู้กู้ยืมทุกรายที่ประสงค์จะกู้ยืมเงิน และจะเป็นหลักประกันให้ทุกครอบครัวว่าน้องๆที่ขาดแคลนสามารถกู้เงินได้ทุกคน เพื่อให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าว

‘วัดพระธรรมกาย’จัดตักบาตร-บวชอุทิศชีวิต-จุดวิสาขประทีป เนื่องในวันวิสาขบูชา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806288

‘วัดพระธรรมกาย’จัดตักบาตร-บวชอุทิศชีวิต-จุดวิสาขประทีป เนื่องในวันวิสาขบูชา

‘วัดพระธรรมกาย’จัดตักบาตร-บวชอุทิศชีวิต-จุดวิสาขประทีป เนื่องในวันวิสาขบูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.26 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดตักบาตร-บวชอุทิศชีวิต-จุดวิสาขประทีป เนื่องในวันวิสาขบูชา

22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า เนื่องในวันวิสาขบูชาปีนี้ วัดพระธรรมกายจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เพื่อรำลึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยภาคเช้าจัดตักบาตรพระกว่า 1,000 รูป ณ บ้านแก้วเรือนทองคุณยายอาจารย์ ฯ สภาธรรมกายสากล ต่อด้วยปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ และพิธีถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน ณ สภาธรรมกายสากล จากนั้น ภาคบ่าย พิธีอุปสมบทอุทิศชีวิตของสามเณรเปรียญธรรม จำนวน 11 รูป ณ อุโบสถ วัดพระธรรมกาย ภาคค่ำ เป็นพิธีจุดวิสาขประทีป แปรอักษรเป็นภาพ “ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน” ณ ลานธรรม พระมหาธรรมกายเจดีย์ และพิธีเวียนประทักษิณรอบพระมหาธรรมกายเจดีย์ จากนั้นเป็นพิธีฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 6,400,000,000 จบ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา

สำหรับพิธีอุปสมบทอุทิศชีวิตสามเณรเปรียญธรรมปีนี้ ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณพระพรหมวชิรปัญญาจารย์ (ป.ธ.9, ราชบัณฑิต) เจ้าอาวาสวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ มีสามเณรเปรียญธรรมเข้าอุปสมบท จำนวน 11 รูป เมื่ออุปสมบทแล้วมีฉายาตามที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้ดังนี้ 1)สามเณรนิติพล สายพิณทอง ฉายา นิธิชโย 2)สามเณรวายุ คำทองนาค ฉายา เวทคฺคชโย 3)สามเณรฉัตรธรรม เค้ามาก ฉายา ฉตฺตชโย 4)สามเณรธนภูมิ ผลิตวานนท์ ฉายา ธนชโย 5)สามเณรฐิติพงศ์ แช่ตั้น ฉายา สุคุณชโย 6)สามเณรปรเมธ เต๋จ๊ะ ฉายา ปรมตฺถชโย 7)สามเณรณัฐกานต์ มะณู ฉายา มนุญฺญชโย 8)สามเณรปิยะพงษ์ สีหาพล ฉายา สภาวชโย 9)สามเณรภูรินทร์ พวงมาลัย ฉายา ภูรินฺทชโย 10)สามเณรทนงศักดิ์ โชงรัมย์ ฉายา ปสนฺนชโย และ 11)สามเณรอภิวิชญ์ ศรีข้อ ฉายา วิปสฺสีชโย 

“วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และวันสำคัญสากลของโลก มีเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องด้วยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 3 ประการ คือ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน พุทธศาสนิกชนจึงพร้อมใจกันปฏิบัติบูชาอันเป็นการระลึกถึงพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกทั้ง องค์การสหประชาชาติยังได้มีมติรับรองให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลโลกด้วย” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว

ก.ศึกษาเผย เด็กออกกลางคันกว่า 2 หมื่นราย พิษเศรษฐกิจ-ปัญหาส่วนตัว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806283

ก.ศึกษาเผย เด็กออกกลางคันกว่า 2 หมื่นราย พิษเศรษฐกิจ-ปัญหาส่วนตัว

ก.ศึกษาเผย เด็กออกกลางคันกว่า 2 หมื่นราย พิษเศรษฐกิจ-ปัญหาส่วนตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.58 น.

“เพิ่มพูน” เผย พบเด็กออกกลางคันกว่า 2 หมื่นราย เหตุจากพิษเศรษฐกิจ-ปัญหาส่วนตัว เตรียมประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องดึงเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา

วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม
ประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 19/2567 โดยมี ผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting  ว่า ที่ประชุมรายงานความคืบหน้าการยกระดับโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตร สื่อ ต้นแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้และเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับนักเรียนในแต่ละช่วงวัย เน้นการวิเคราะห์ การแก้ปัญหา สามารถนำไปใช้ได้จริง การวิจัย วัดผลและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีระดับประเทศและระดับนานาชาติ การขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะ เช่น สะเต็มศึกษา อบรมครูโค้ดดิ้ง พัฒนาผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ ครูวิทยากรแกนนำ และครูเครือข่าย ตลอดจนส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษ เช่น ทุนสนับสนุนการศึกษา โอลิมปิกวิชาการ การผลิตครู เป็นต้น โดย  สสวท. ได้จัดหลักสูตรอบรมการใช้ระบบออนไลน์ข้อสอบ PISA ในสถานศึกษา รุ่นที่ 1  มีเป้าหมาย 21,985 คน ในสังกัด สพฐ. สช. สอศ. กทม. อว. สถ. (กรมส่งเสริมการปกตครองท้องถิ่น) และอื่น ๆ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เตรียมขยายแกนนำ ที่เป็นครู ศึกษานิเทศก์ พี่เลี้ยง และแกนนำ ระดับเขตพื้นที่ 1,400 คน ที่ผ่านหลักสูตร การอบรมการใช้ระบบออนไลน์ข้อสอบ PISA ในสถานศึกษา รุ่นที่ 1 (21 เม.ย. – 4 พ.ค. 67) สู่โรงเรีนนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ 9,214 แห่ง ครู 3 โดเมน 27,397 ราย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567-กันยายน 2568

“ผลการอบรมฯ ยังไม่เป็นไปตามที่ผมคาดหวังเท่าไหร่ จึงได้เร่งรัดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเน้นย้ำการจัดอบรมฯ PISA ให้ครบตามเป้าหมายภายในเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมจัดทำลิ้งข้อมูล ให้แต่ละหน่วยงานสามารถติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัดได้ ในส่วนของ สพฐ.ให้ไปดูความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในแต่ละจุด เพื่อแก้ไขป้องกันและดำเนินการให้ครอบคลุมนักเรียนทุกกลุ่ม  ตามเป้าหมายที่วางไว้ ภายในเดือนมีนาคม 2568” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ยังรายงานการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET  ซึ่งยังคงให้เป็นไปตามความสมัครใจ แต่ให้นำผลการทดสอบ บันทึกไว้ในใบระเบียนแสดงผลการเรียน(ปพ.1) เพื่อประโยชน์ในการศึกษาของเด็ก และการพิจารณารับเด็กเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เด็กคนไหนไม่สนใจสมัครสอบ ก็จะได้ระบุไว้ในใบ ปพ.1 หรือสมัครแล้วไม่ไปสมัครสอบก็จะต้องระบุไว้ในใบ ปพ.1 เช่นกัน เพื่อเป็นเกณฑ์ในเรื่องความรับผิดชอบ เป็นข้อมูลให้สถานศึกษาต่าง ๆ ใช้พิจารณาดูแลเด็กต่อไป ส่วนแนวทางการดำเนินการ มอบหมายให้สพฐ.เป็นเจ้าภาพในการไปวิเคราะห์และพิจารณาทางวิชาการร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ ว่าจะเป็นต้องบังคับสอบ O-NETหรือไม่บังคับสแบ ก่อนเสนอให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)พิจารณาดำเนินการต่อไป 

“ผมได้เน้นย้ำทุกหน่วยงานดำเนินโครงการสุขาดี มีความสุข ของโรงเรียนในแต่ละสังกัด ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยฝากให้ครูมาใช้ร่วมกับนักเรียน เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การทะเลาะวิวาท ยาเสพติด พร้อมสรุปผลการดำเนินงานของสถานศึกษาทุกสังกัดของ ศธ. เพื่อหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงห้องสุขา บนพื้นฐานของความประหยัด เรียบง่าย แต่ถูกสุขลักษณะตามแนวทางของโครงการทั้ง 5ส  ในส่วนของงบประมาณ ได้มอบนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานประชุมติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณ 2567 ศธ. เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าต่อที่ประชุมประสานภารกิจทุกสัปดาห์” รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าว 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้รายงานตัวเลขนักเรียนออกกลางคัน ซึ่งพบว่ามีกว่า 20,000 ราย จากหลายสาเหตุทั้ง เรื่องสภาพเศรษฐกิจและปัญหาส่วนตัว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สพฐ.และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)ที่ต้องประสานการทำงาน ซึ่งคิดว่า ภายในวันที่ 10 มิถุนายน นี้ สถานศึกษาจะต้องรายงานข้อมูลนักเรียนทั้งระบบ ตัวเลขเด็กออกกลางคันจะค่อย ๆลดลง เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามช่วยแก้ปัญหาดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด 

“ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) ได้รายงาน กรณี ศาล มีคำตัดสินกรณีผู้บริหาร สกสค.ทุจริต นำเงินกว่า 2,500 ล้านบาท ไปซื้อ “ตั๋วสัญญา” กับ บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด เพื่อนำไปลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี อย่างไม่โปร่งใส โดยให้ บริษัท บิลเลี่ยนฯนำเงินมาวางภายใน 30 วัน ซึ่งผมก็ได้สั่งการให้ สกสค.ไปยื่นบังคับคดีต่อศาล  ตามขั้นตอนแล้ว” รมว.ศธ. กล่าว 

สกู๊ปพิเศษ : เยาวชนไทย สร้างนวัตกรรมสื่อการสอนฉบับรักษ์โลกให้แก่ผู้พิการทางสายตา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806132

สกู๊ปพิเศษ : เยาวชนไทย สร้างนวัตกรรมสื่อการสอนฉบับรักษ์โลกให้แก่ผู้พิการทางสายตา

สกู๊ปพิเศษ : เยาวชนไทย สร้างนวัตกรรมสื่อการสอนฉบับรักษ์โลกให้แก่ผู้พิการทางสายตา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบันหลายคนคงคุ้นชินกับคำว่า “เทคโนโลยี” หรือ “นวัตกรรม” ในชีวิตประจำวันอยู่บ่อยครั้ง แต่หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยว่านวัตกรรมนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมได้แล้ว นวัตกรรมยังสามารถส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อสังคมได้ โดยผ่านจินตนาการและพลังของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพและเรียนรู้ได้เร็วที่พร้อมลุกขึ้นมาจุดประกายพลังบวกเล็กๆ ผ่านการใช้นวัตกรรมมาสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้ด้อยโอกาสในสังคม เปิดโลกที่มากกว่าการมองเห็นให้ผู้พิการทางสายตาได้สัมผัสกับประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ ด้วยสื่อการเรียนการสอนฉบับรักษ์โลกที่สร้างขึ้นจากขวดพลาสติกเหลือใช้ ผสานกับนวัตกรรม 3D Printer และโซลูชั่นครบวงจรจาก Fab Lab Siam หรือแล็บเปลี่ยนไอเดียให้เป็นจริง ที่ก่อตั้งโดย บริษัท อินแคมเทค จำกัด ผู้ให้บริการที่ปรึกษาการสร้าง Fab Lab และ STEM Lab รายแรกๆ ในไทย ภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจ “จินตนาการถึงความเป็นไปได้”

นายธนกร วชิรขจร หรือ น้องกันน์ปัจจุบันอายุ 16 ปี ศึกษาอยู่ชั้น Grade 11 (หรือ ม. 5) โรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษา (Ruamrudee International School) และเป็นผู้ก่อตั้ง ชมรม Between the Roots เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจของโครงการในครั้งนี้ว่า จุดเริ่มต้นของการตั้งชมรม “Between the Roots” คือโปรเจกท์ที่ผมได้รับเป็นการบ้านในชั้นป. 5 ในตอนนั้นผมได้รับโจทย์ให้เลือกเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติหรือ SDG เพื่อทำโครงงานและจัดนิทรรศการ ในตอนนั้นผมนึกถึงประเด็นในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม การรีไซเคิล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประเด็นเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนทุกประเภท ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกทึ่งในเรื่องนี้มากๆ เพราะพลังงานหมุนเวียนมีเรื่องราวให้ผจญภัยและศึกษาหลายแง่มุมตั้งแต่พลังงานแสงอาทิตย์ไปจนถึงพลังงานไฟฟ้า พลังน้ำ ตรงนี้เลยกลายมาเป็นหัวข้อของนิทรรศการของผมเกี่ยวกับพลังงานทดแทนในประเทศไทย จากการค้นคว้าจนทำให้ผมได้พบกับชุมชนต้นแบบด้านการใช้พลังงานหมุนเวียน ที่นั่นผมได้ศึกษาวิธีการใช้พลังงานหมุนเวียนทุกประเภท เช่น แผงโซลาร์เซลล์และบอลลูนก๊าซชีวภาพ หรือไบโอแก๊ส บอลลูน จนทำให้ผมสามารถนำเสนอโครงงานและจัดนิทรรศการของตัวเองได้สำเร็จและเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจมากที่สุดในตอนนั้น นับแต่นั้นเป็นต้นมาผมยังคงคิดถึงเรื่องราวที่ชุมชนนั้นและคิดว่าผมในฐานะคนรุ่นใหม่น่าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สังคมน่าอยู่ขึ้น ดีขึ้น ผมอยากช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะสามารถนำไปช่วยสังคมได้ ผมจึงตั้งชมรมนี้ขึ้นมาเพื่อรวมพลังของกลุ่มเพื่อนๆ ที่มีแรงบันดาลใจแบบเดียวกันลุกขึ้นมาใช้พลังและไอเดียของคนรุ่นใหม่ช่วยซัพพอร์ตและเปลี่ยนแปลงสังคม ผู้คน และสิ่งแวดล้อม ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“ชมรม Between the Roots ซึ่งเป็นชมรมที่เน้นในด้านการรณรงค์ 3 คีย์หลัก ได้แก่ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
(Renewable Energy) และการสร้างสังคมที่ยั่งยืน (Sustainable Society) ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมไม่ว่าจะเป็นการทำไบโอแก๊สบอลลูน เพื่อเป็นแหล่งพลังงานทดแทนการใช้แก๊ส LPG เพื่อการหุงต้ม ประกอบอาหารให้แก่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ป่าสงวน ตำบลป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี, การสอนภาษาอังกฤษให้แก่เด็กโรงเรียน ตชด. บ้านห้วยโสก ตำบลป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี และกิจกรรมล่าสุดที่ผมได้ไอเดียที่ต้องการต่อยอดการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีจากการเป็นสมาชิก Fab Lab Siam ซึ่งเป็นแล็บที่ใช้เปลี่ยนภาพในจินตนาการให้กลายเป็นของจริงที่สามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมาย ซึ่งผมได้คลุกคลีใน Fab Lab Siam ตั้งแต่เด็กๆ มีโอกาสฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่อง Laser Cutter เครื่อง 3D Printer และโปรแกรมการออกแบบต่างๆ ครั้งนี้ผมชวนเพื่อนๆ ในชมรม Between the roots มาประดิษฐ์สื่อการเรียนการสอนให้กับผู้พิการทางสายตาเพื่อมอบให้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ทำจากวัสดุรีไซเคิล นอกจากจะช่วยผู้พิการแล้วยังสามารถเปลี่ยนขยะให้เป็นสิ่งของที่สร้างประโยชน์ตอบแทนสู่สังคมได้อีกด้วย”

สื่อการเรียนการสอนของชมรม Between the Roots ที่ผลิตขึ้นด้วยแรงบันดาลใจของกลุ่มนักเรียนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจอาสา มีลักษณะคล้ายโดมิโน แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นอักษรภาษาอังกฤษ หรือตัวเลข อีกส่วนหนึ่งเป็นอักษรเบรลล์ ทำจากเส้นพลาสติกที่แปรรูปมาจากขวดพลาสติกเหลือใช้นำมารีไซเคิล โดยการออกแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และใช้เครื่อง 3D Printer ผลิตออกเป็นสื่อการการเรียนการสอนอักษรภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ A-Z และตัวเลข 0-9 ความพิเศษของแผ่นอักษรนี้จะมีปุ่มนูนอักษรเบรลล์กำกับไว้ไม่เพียงเฉพาะแค่สำหรับน้องๆผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทุกคน ที่ต้องการจะเรียนรู้อักษรเบรลล์ ผ่านสื่อการสอนที่ผลิตขึ้นจากแรงบันดาลใจและนวัตกรรมแห่งอนาคตที่รวมอยู่ในห้อง Fab Lab Siam

Fab Lab Siam ก่อตั้งขึ้นโดย บริษัท อินแคมเทค จำกัด โดย บริษัทฯ เริ่มต้นจากการให้บริการโซลูชั่น CAD/CAM เป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ CAD/CAM รายแรกๆ ในประเทศไทย ปัจจุบันอินแคมเทคเป็นผู้ให้บริการที่ปรึกษาการสร้าง Fab Labs และ STEM Labs ตลอดจนโซลูชั่นเสมือนจริง (Immersive Experience) มีบริการทั้งโซลูชั่นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “จินตนาการถึงความเป็นไปได้” โดยที่ผ่านมาบริษัทยังได้ตระหนักถึงการตอบแทนคุณประโยชน์ต่างๆ สู่สังคมภายใต้ความถนัดและความสามารถของบริษัทฯ อีกด้วย

“การเริ่มต้นคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสังคมในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ โดยก้าวต่อไปของชมรม Between the Roots ยังคงมุ่งเน้นการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยยึด 3 คีย์หลักของชมรมเป็นตัวขับเคลื่อน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีจาก Fab Lab Siam เพื่อออกแบบ ทดลอง คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นจากจินตนาการให้กลายเป็นจริง เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและทุกสิ่งบนโลกใบนี้ดีขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายธนกร กล่าวทิ้งท้าย

ร่วมติดตามและสนับสนุนชมรม Between the Roots พลังของคนรุ่นใหม่ในการทำประโยชน์เพื่อสังคม ด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคตได้ที่ http://www.betweentheroots.org และ http://www.incamtec.co.th

พัฒนาบุคลากร-นวัตกรรมการบิน ขับเคลื่อนไทยสู่ ‘ฮับการบิน’ ภูมิภาค

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806131

พัฒนาบุคลากร-นวัตกรรมการบิน  ขับเคลื่อนไทยสู่ ‘ฮับการบิน’ ภูมิภาค

พัฒนาบุคลากร-นวัตกรรมการบิน ขับเคลื่อนไทยสู่ ‘ฮับการบิน’ ภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ร่วมมือกับบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) (สคช.) ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเรื่องการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน โดยมีผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานเข้าร่วมพิธีลงนามดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุม Auditorium เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) สำนักงานใหญ่ วังจันทร์วัลเลย์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง มีวัตถุประสงค์ในการเชื่อมโยง ประสานงานกันเป็นเครือข่ายด้านการพัฒนานวัตกรรมการบินควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรระดับอุดมศึกษา หวังปั้นเป็นศูนย์กลางด้านการบินแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN Hub of Aviation) เพื่อสอดรับกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยผ่านการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ(สอวช.) กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สอดรับกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี (นายเศรษฐา ทวีสิน) ที่ได้เน้นย้ำเรื่องการเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) และศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยาน(MRO Hub) ของภูมิภาค ซึ่งจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว (Tourism Hub) และศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistic Hub) ได้อีกด้วย การร่วมมือกันครั้งนี้จะมีการพัฒนานวัตกรรมและพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูง และจะมีการ Spill-over ออกมาในอุตสาหกรรมการบิน (Aviation) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็น Aviation Hub ที่มีนวัตกรรมที่ใช้ Local content ในประเทศ และสร้างผลกระทบ (Impact) สูงมาก โดย สอวช. บพข. และ บพค. จะทำงานร่วมกันผ่านโครงการ Project lead the way เพื่อพัฒนาวัตกรรม และพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูงสองกลุ่ม คือ กลุ่มวิศวกรและกลุ่มที่ Spinoff ในรูปแบบบริษัท (Corporate) ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี เพื่อผลิตเทคโนโลยีให้กับ บวท. และต่างประเทศ โดยเป้าหมายของ Aviation Hub จะต้องมีนวัตกรรมที่เป็นของคนไทย สร้างธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise : IDE) และสร้างบุคลากรสมรรถนะสูงเข้าสู่อุตสาหกรรมการบินต่อไป

ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า EECi อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหนึ่งใน โครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งรัฐบาลพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศตามวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 สำหรับการเข้าร่วมเป็นภาคีของบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรวิจัยของ สวทช. ได้เข้าร่วมการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านการบิน สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและอุตสาหกรรม อีกทั้งส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานด้านการขยายผลงานวิจัย (Translational Research Infrastructure) ภายใน EECi เพื่อการพัฒนานวัตกรรมด้านการบิน ยกตัวอย่างเช่น Testbed สำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ ระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่อยู่ภายในศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) สนาม
ทดสอบอากาศยานไร้คนขับ (UAV Sandbox) และพื้นที่ภายในกลุ่มอาคารสำนักงานใหญ่ EECi ที่จะสามารถช่วยสนับสนุนให้เกิดการขยายผลการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมด้านการบินให้รุดหน้า เพื่อบรรลุเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ให้เป็นศูนย์กลางทางการบินและโลจิสติกส์ที่สำคัญ
ของภูมิภาค

ดร.ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรร่วมสร้างนวัตกรรมด้านการบิน เช่น นวัตกรรมการบริหารจราจรทางอากาศ (Air Traffic Management Innovation)นวัตกรรมสำหรับการปฏิบัติการ ณ ท่าอากาศยาน (Airport Operations Innovation) นวัตกรรมอากาศยานซึ่งไม่มีคนขับ (Unmanned Aircraft Innovation) และนวัตกรรมการจัดการอากาศยานซึ่งไม่มีคนขับ (Unmanned Traffic Management Innovation) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการและพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ความสอดคล้องตามความต้องการขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ในพัฒนาบุคลากรมืออาชีพให้พร้อมปฏิบัติงานด้านการบินและงานที่เกี่ยวเนื่องในอนาคต (Next Generation of Aviation Professional: NGAP) และการยกระดับความสามารถในกิจการการบิน รวมทั้งรองรับเป้าหมายของรัฐบาลในการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC)ยกระดับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า การร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมที่สำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง บพข. พร้อมที่จะสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมการบินของประเทศ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดการในมิติที่สำคัญ เช่น Stakeholder engagement/ Empowerment, Risk and change management และการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อผลักดันให้เกิดความสำเร็จตามระดับ Technology Readiness Level (TRL) ที่คาดหวัง และเกิดการต่อยอดต้นแบบนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ (Innovation Utilization) ในธุรกิจการบิน หรือการขยายผลผ่านการจัดตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ (Startup) เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนานวัตกรรมการบินแล้ว ยังเป็นการพัฒนาทักษะและความสามารถด้านนวัตกรรมของผู้ร่วมโครงการ ทั้งภาคสถาบันอุดมศึกษา ภาควิชาการ ภาควิจัย และภาคเอกชน ผ่านการปฏิบัติจริง ถือเป็นการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบินที่เข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินของประเทศต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.สมปองคล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวว่า “การสานพลังความร่วมมือในการลงนาม MOU ครั้งนี้ นับว่าจะเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินของประเทศที่จะเป็นการยกระดับทักษะและสมรรถนะเฉพาะบุคคลให้แก่บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมการเดินอากาศ การจราจรทางอากาศให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะใหม่ (New Skillset) ความสามารถที่ตรงตามความต้องการของภาคผู้ใช้ (Demand-driven) เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นทัดเทียมในระดับสากลได้ โดย บพค. จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านการวิจัยและสร้างนวัตกรรมด้านการบินมุ่งสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงสนับสนุนการสร้างทักษะผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ให้เป็นผู้สร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งนี้ บพค. มองว่าการเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนสมรรถนะสูงให้มีทักษะใหม่ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะเป็นส่วนช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ในอนาคต”

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “ส.อ.ท. มีความพร้อมในการขับเคลื่อนความร่วมมือ
ว่าด้วยเรื่องการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน หรือ NGAP-Digital transformation เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบาย ส.อ.ท. ภายใต้ ONE FTI ที่จะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเดิม (First Industries) ซึ่งประกอบไปด้วย 46 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด 5 สภาอุตสาหกรรมภาค เพื่อให้เกิดการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-GEN Industries) โดยหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ ส.อ.ท. ขับเคลื่อน คือ อุตสาหกรรมการบินและอากาศยาน ส.อ.ท. มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมด้านการบิน จากความต้องการของภาคอุตสาหกรรมสู่การขยายผลกลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ให้สามารถต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม ด้าน Upskill และ Reskill” เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน ส.อ.ท. มีแผนจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอากาศยาน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เติบโต ผ่านกลไกการดำเนินงานของ Cluster of FTI Future Mobility-ONE (CFM-ONE) และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่ EEC รวมถึงการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มส.อ.ท. อาทิ FTI Academy และสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ เพื่อยกระดับให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมได้เพิ่มพูนทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรม

และยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับ Future Skill กับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบินซึ่งจะเป็นโอกาสของภาคอุตสาหกรรมในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของตลาดโลก

นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า สถาบันพร้อมให้ความร่วมมือและร่วมพัฒนาบุคลากรที่มีสมรรถนะสูงด้วยกลไกการพัฒนาและรับรองสมรรถนะของบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการบินในมิติส่งเสริมสมรรถนะที่ทำให้การประกอบอาชีพก้าวสู่การแข่งขันของเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยเฉพาะในด้าน Digital Skill ตามภารกิจหลักของสถาบัน โดยการรับรองทักษะที่เป็นสมรรถนะสูงสำหรับการเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการบินและงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น Data Analytic, Data Science, Data Engineer เป็นต้น จะสามารถตอบโจทย์การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Technology) ในอุตสาหกรรมการบินด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งส่งผลให้กิจการการบินมีผู้ปฏิบัติงานที่มีสมรรถนะสูง ขณะเดียวกันด้วยแพลตฟอร์ม E-Workforce Ecosystem Platform จะสามารถทำให้บุคลากรเข้าถึงการพัฒนาตนเองให้มีสมรรถนะที่สูงขึ้นและได้รับการส่งเสริมในอาชีพจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ สามารถสั่งสมสมรรถนะด้วยระบบ Competency Credit Bank โดยการส่งเสริมให้มีการต่อยอดสู่การรับรองคุณวุฒิวิชาชีพในอาชีพที่มีสมรรถนะสูงของ สคช. อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อบุคลากรด้านการบิน ตลอดจนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมการบิน และโลจิสติกส์พัฒนาให้เกิดมหานครการบินภาคตะวันออก (Aerotropolis) และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินและประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย

อว.จับมือ BOI และสมาคมแผงวงจรไต้หวัน จัดโครงการ Online Job Matching

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806130

อว.จับมือ BOI และสมาคมแผงวงจรไต้หวัน จัดโครงการ Online Job Matching

อว.จับมือ BOI และสมาคมแผงวงจรไต้หวัน จัดโครงการ Online Job Matching

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 22.10 น.

อว.จับมือ BOI และสมาคมแผงวงจรไต้หวัน จัดโครงการ Online Job Matching วันที่ 5 มิ.ย.นี้ เปิดตำแหน่งงานกว่า 300 อัตรา

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว.โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และสมาคมแผงวงจรไต้หวัน (Taiwan Printed Circuit Association : TPCA) จัดโครงการ Online Job Matching สัมภาษณ์และรับสมัครงานทางออนไลน์โดยตรงจาก 6 บริษัทเอกชนชั้นนำในอุตสาหกรรม Printed Circuit Board (PCB) จากไต้หวัน ที่จะเข้ามาตั้งโรงงานในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย ได้แก่ Dynamic Technology Manufacturing (Thailand) Co.,Ltd (ปราจีนบุรี) Unimicron (Thailand) Co., Ltd. (ฉะเชิงเทรา) Unitech Printed Circuit Board (Thailand) Co., Ltd. (อ่างทอง) Zhen Ding Tech. Group Technology Holding Ltd. (ปราจีนบุรี) Gold Circuit Electronics (Thailand) Co., Ltd. (ปราจีนบุรี) และ Yankey Engineering (Thailand) Co., Ltd. (กรุงเทพฯ อยุธยา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ)

รมว.อว. กล่าวต่อว่า โครงการ Online Job Matching จะจัดกิจกรรมขึ้นในวันที่ 5 มิ.ย.2567 เวลา 13.00 – 17.00 น.โดยเปิดให้นักศึกษาที่จบใหม่จากมหาวิทยาลัยไม่เกิน 1.5 ปีและนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ในสายวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปศาสตร์ อาทิ Design, Equipment, Testing, Process, Production, Customer Service Engineers and Assistants, ล่าม หรือผู้เชี่ยวชาญในการแปลภาษา และ Procurement Administrator เป็นต้น เข้าสมัครและสัมภาษณ์รูปแบบภาษาไทยผ่านทางออนไลน์โดยตรงจากบริษัทในอุตสาหกรรมผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Printed Circuit Board (PCB) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเข้มแข็ง และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ โดยมีตำแหน่งงานเปิดรับสมัครรวมกว่า 300 อัตรา อาทิ Engineer, QA/QC, Marketing, Human Resource Administrator, Chinese Interpreter และ Supply Chain (Logistic) เป็นต้น มีอัตราเงินเดือนเริ่มต้น 20,000 บาท ไปจนถึง 40,000 บาท นอกจากนี้ ผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับดี (คะแนน CEFR สูงกว่าระดับ B1 หรือ TOEIC อย่างน้อย 550) ยังมีโอกาสได้ไปทำงานที่ไต้หวันอีกด้วย และผู้ที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเริ่มงานได้ทันที ตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค. – ธ.ค.2567 ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ https://www.stemplus.or.th ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 พ.ค.2567

“ที่สำคัญ นอกเหนือจากการส่งเสริมการพัฒนากำลังคนเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในส่วนอุตสาหกรรมผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ข้างต้นแล้ว กระทรวง อว. โดยสำนักงานปลัด อว.และ สอวช. พร้อมด้วยเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา และเครือข่ายบริษัทเอกชนชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จำนวน 8 แห่ง ยังได้ร่วมกันขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูง โดยได้มีกำหนดการจัดค่ายเตรียมความพร้อม (Bootcamp) สำหรับนักศึกษากว่า 100 คน จากหลากหลายสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 23 พ.ค. – 1 มิ.ย.2567 ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรมสหกิจศึกษารูปแบบพิเศษ หรือ Coop+ ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากสถานประกอบการเพื่อเติมความรู้ ทักษะด้านการปฏิบัติ (Practical Skill) และทักษะทางสังคม (Soft Skill) ให้กับนักศึกษาก่อนเข้าฝึกงานในสถานประกอบการ เพื่อลดช่องว่างด้านสมรรถนะให้กับนักศึกษาด้วย จากการดำเนินงานของกระทรวง อว. ที่ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรข้างต้น เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของไทย สร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมภายในประเทศ และสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้“ น.ส.ศุภมาส กล่าว และว่า ทั้งหมดคือผลงานของกระทรวง อว.ในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาและบูรณาการด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปสู่การจ้างงานที่ตอบโจทย์ความต้องการในภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานด้าน STEM และสร้างโอกาสการทำงานให้นักศึกษาไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่มีเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อให้บุคลากรไทยได้รับการฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงกำลังคนตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต