สพฐ.พลิกโฉมการเรียนรู้ นำร่องโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน

https://www.naewna.com/local/836961

สพฐ.พลิกโฉมการเรียนรู้ นำร่องโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน

สพฐ.พลิกโฉมการเรียนรู้ นำร่องโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 22.10 น.

สพฐ.พลิกโฉมการเรียนรู้ นำร่องโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน ชวนโรงเรียนที่มีความพร้อมร่วมสร้างบรรยากาศ”เรียนดี มีความสุข”

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และรองโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการจัดการศึกษา มีนโยบายการบริหารจัดการชั้นเรียนแบบครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพผ่านการศึกษาที่ครอบคลุม รวมถึงส่งเสริมและช่วยเหลือแก้ปัญหาการเรียนรู้พฤติกรรมผู้เรียนเพื่อวิเคราะห์เป็นรายบุคคล ให้ครูสามารถวางแผนการสอนที่เหมาะสมและตรงกับทักษะของนักเรียนแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการนี้ สพฐ.ได้มีหนังสือสำรวจความประสงค์ไปยังโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือเป็นบันไดขั้นแรกในการเรียนรู้พฤติกรรมของเด็กที่ชัดเจน ทำให้ส่งเสริมทักษะและพัฒนาความสามารถเด็กได้ถูกทาง หากพบรอยต่อความบกพร่องที่เป็นสาเหตุให้เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จนอาจจะทำเด็กมีโอกาสเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

“เรื่องนี้จะเป็นแนวทางนำร่องก่อน เพื่อให้สอดคล้องนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการเปิดกว้างให้โรงเรียนที่มีความพร้อม สมัครเข้าร่วม โดย สพฐ.เชื่อมั่นว่าการวางรากฐานการศึกษาที่ดีตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาตอนต้น เป็นหัวใจสำคัญสำหรับความสำเร็จในชีวิตต่อไปในทุกระดับ หากนักเรียนได้พบครูที่เอาใจใส่ มีความผูกพันและติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดกับผู้ปกครอง สามารถเลื่อนชั้นเรียนตามเด็กได้ มีความชำนาญในการดูแลเด็กเล็ก ยกตัวอย่างเช่น รักเด็ก ใจดี อบอุ่น มีความอ่อนโยน ร้องเพลงได้ เล่านิทานเก่ง เต็มไปด้วยพลังบวก กอดและปลอบประโลมเป็น เพราะครูที่รักและเข้าใจปัญหาของเด็กจนเกิดความผูกพันกับเด็ก จะทำให้เด็กมีความสุข มีความคิดสร้างสรรค์ เกิดแรงบันดาลใจอยากไปโรงเรียนทุกวัน ซึ่งการวางรากฐานที่ดีให้กับเด็กได้อย่างมั่นคงแล้ว ในอนาคตเด็กเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน” รองโฆษก ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนงานตามนโยบายให้เป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทุกเขต ดำเนินการแจ้งโรงเรียนในสังกัดที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ โดยตอบแบบสำรวจตามแบบฟอร์ม QR Code ภายในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไป

‘กองทัพเรือ’เตรียมฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อีกครั้ง 24 ต.ค.นี้

https://www.naewna.com/local/836972

'กองทัพเรือ'เตรียมฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อีกครั้ง 24 ต.ค.นี้

‘กองทัพเรือ’เตรียมฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อีกครั้ง 24 ต.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.42 น.

ตามที่ในวันนี้ (22 ตุลาคม 2567) กองทัพเรือได้จัดให้มีการซ้อมใหญ่ ครั้งที่สอง ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ขบวนเรือได้เคลื่อนออกจากท่าวาสุกรีตามหมายกำหนดการจริง แต่เนื่องจากในระหว่างการเคลื่อนขบวนมายังจุดหมายวัดอรุณราชวราราม ได้เกิดฝนตกหนักและลมกรรโชกแรง ทั้งนี้ ก่อนการฝึกซ้อม ได้มีการตรวจสอบสภาพอากาศล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง จนถึงเวลาเริ่มการฝึกซ้อม ซึ่งไม่พบปัจจัยที่จะทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นเวลานาน แต่เหตุการณ์ฝนตกหนักที่เกิด เป็นฝนในลักษณะ Rain bomb

จากสภาพอากาศดังกล่าว ส่งผลให้เรือถูกกระแสลมพัด และทำให้มีความเสี่ยงต่อการควบคุมขบวนเรือ ขบวนเรือไม่ปลอดภัย ทำให้ผู้ควบคุมต้องสั่งให้นำเรือทุกลำเข้าเทียบริมฝั่ง และยุติการฝึกซ้อม เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลในเรือ และเรือพระราชพิธี ประกอบกับในพื้นที่วัดอรุณราชวราราม มีปริมาณสะสมของน้ำฝน และเกิดท่วมขังระดับสูง ทำให้ไม่สามารถฝึกซ้อมพิธีต่อได้ กองทัพเรือขอขอบคุณประชาชนทุกคน ที่ให้ความสนใจและมาร่วมติดตามการฝึกซ้อมในครั้งนี้ และขออภัยต่อเหตุการที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ กองทัพเรือจะมีการฝึกซ้อมเก็บความเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง โดยจะมีเฉพาะเรือพระที่นั่งจำนวน 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ และเรือแตงโม (เรือกลองใน) โดยใช้เส้นทางการฝึกซ้อม ระหว่าง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ถึงป้อมวิไชยประสิทธิ์ ระหว่างเวลา 12.00 น.ถึง 15.00 น. (แต่กำลังพลฝึกซ้อมไม่อยู่ในชุดแต่งกายจริง เนื่องจากต้องเตรียมการสำหรับวันจริง) ซึ่งหากประชาชนที่สนใจจะชมการซ้อมในครั้งนี้ ก็สามารถมาร่วมชมได้เช่นกัน

ในการนี้ กรมเจ้าท่า จะทำการควบคุมการจราจรทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงเวลาและพื้นที่ที่กำหนด โดยเรือข้ามฟากที่อยู่นอกพื้นที่ปฏิบัติการ สามารถสัญจรได้ตามปกติ กองทัพเรือจึงขอเรียนมาให้ทราบ และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้

– 006

อัปเดตอาการ 3 นักเรียนไฟไหม้รถบัส อยู่ในขั้นปลอดภัยแล้ว มี 1 รายเตรียมกลับบ้าน

https://www.naewna.com/local/836865

อัปเดตอาการ 3 นักเรียนไฟไหม้รถบัส อยู่ในขั้นปลอดภัยแล้ว มี 1 รายเตรียมกลับบ้าน

อัปเดตอาการ 3 นักเรียนไฟไหม้รถบัส อยู่ในขั้นปลอดภัยแล้ว มี 1 รายเตรียมกลับบ้าน

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.32 น.

‘โฆษกสธ.“ สรุปอาการ 3 นักเรียนหญิงเหยื่อไฟไหม้รสบัสทัศนศึกษา ล่าสุดอาการดีขึ้นอยู่ในขั้นปลอดภัย มี 1 รายเตรียมความพร้อมกลับบ้าน อีก 2 ราย จักษุแพทย์ดูแลรักษาดวงตาอย่างเต็มที่

วันที่ 22 ตุลาคม 2567 น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมืองอเปิดเผยว่า ได้รับรายงานผู้ป่วยเด็กหญิงของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จังหวัดอุทัยธานี ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีรถบัสทัศนศึกษาเกิดเพลิงไหม้ บริเวณถนนวิภาวดีขาเข้า หน้าอนุสรณ์สถาน ตำบลคูคน อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เหตุเกิด เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา จำนวน 3 คน ล่าสุด ทุกคนโดยรวมมีอาการดีขึ้น ถือเป็นข่าวดีที่เด็กเหล่านี้ได้พ้นขีดอันตราย เมื่อแรกเข้ารับการรักษาอยู่ในสภาวะที่น่าห่วงอย่างมาก ตลอด 20-21 วัน แพทย์ได้ดูแลรักษาอย่างดีที่สุด มีรายละเอียด ดังนี้
คนแรก เป็นเด็กหญิงวัย 14 ปี เข้ารับการรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ สถาบันฯออกแถลงการณ์เวลา 9.00 น. วันที่  21 ตุลาคม สรุปว่า “อาการดีขึ้น บาดแผลไฟไหม้โดยรวมดีขึ้นมาก ไม่พบการติดเชื้อ ไม่พบปัญหาข้อติดยึด สามารถทำกายบริหาร ยืดเหยียดข้อไหล่ ข้อศอกและข้อนิ้วมือ เพื่อป้องกันข้อติดได้ดี ด้านจิตใจ ผู้ป่วยมีอารมณ์คงที่ นอนหลับได้ปกติ ผลการรักษาเป็นที่พึงพอใจของทีมแพทย์  แต่ต้องใช้เวลาในการรักษาและฟื้นฟูทั้่งร่างกายและจิตใจเพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับบ้านต่อไป..”

คนที่สอง เป็นเด็กหญิง อายุ 9 ปี รักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิพระเกียรติ มีอาการไฟไหม้ใบหน้า คอ แขนและมือทั้ง 2 ข้าง แผลไหม้ระดับที่สองและทางเดินอากาศบาดเจ็บจากการสูดดมควันไฟ แพทย์รักษาด้วยการปรับยาแก้ปวดและยานอนหลับต่อเนื่อง ให้อาหารผ่านสายทางจมูก ให้ยาลดความดันโลหิต ประเมินดวงตาทางจักษุแพทย์ อาการล่าสุด ผู้ป่วยหายใจได้เองโดยไม่ต้องให้ออกซิเจน สามารถพูดสื่อสารความต้องการได้ ให้ยาแก้ปวดเป็นครั้งคราว เริ่มกินอาหารทางปากได้เพิ่มมากขึ้น ใช้อุปกรณ์บีบคลายขาทั้ง 2 ข้างเพื่อป้องกันลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตัน ทางทีมจักษุแพทย์ได้ดูแลรักษาดวงตาอย่างเต็มที่

คนที่สาม เป็นเด็กหญิงอายุ 7 ปี รักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ไฟไหม้ใบหน้าลำตัว และมือทั้ง 2 ข้าง แผลไหม้ระดับที่สอง อาการล่าสุด สามารถหายใจได้เอง ไม่ต้องใช้ออกซิเจน พูดสื่อสารความต้องการได้ รับประทานอาหารทางปากได้มากขึ้น ใช้อุปกรณ์บีบคลายขาทั้ง 2 ข้างเพื่อป้องกันลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำอุดตัน ไม่พบตำแหน่งติดเชื้อชัดเจน เฝ้าระวังอาการและเฝ้าระวังการติดเชื้อแทรกซ้อน ทีมจักษุแพทย์มีแผนเปิดแผลเช้าวันที่ 22 ตุลาคม โดยแผนการรักษา เข้าห้องผ่าตัดเพื่อประเมินเยื่อตาและกระจกตา

น.ส.ตรีชฎากล่าวว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงความขอบคุณทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วยทั้ง 3 คนอย่างดียิ่ง มีความสบายใจที่ได้รับทราบข่าวว่าอาการของนักเรียนดีขึ้นตามลำดับ พร้อมกันนี้ได้ส่งกำลังใจมาถึงพ่อแม่ผู้ปกครองของน้องนักเรียน 3 คนนี้ รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจติดตามข่าว ก็ขอ

‘ชูศักดิ์’เผยผลตรวจสอบที่ดิน 3 แปลง ไร่เชิญตะวัน

https://www.naewna.com/local/836839

'ชูศักดิ์'เผยผลตรวจสอบที่ดิน 3 แปลง ไร่เชิญตะวัน

‘ชูศักดิ์’เผยผลตรวจสอบที่ดิน 3 แปลง ไร่เชิญตะวัน

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.25 น.

“ชูศักดิ์” เผย ผลสอบไร่เชิญตะวันไม่พบบุกรุกป่า สั่ง พศจ.ในภาคอีสาน รีบเอกซเรย์พื้นที่ไหนบ้างเกี่ยวพัน “แชร์แครอท” พร้อมให้รีบรายงานกลับมาด่วน ชี้ พระเล่นแชร์ ใช้วิจารณญาณดูก็รู้ผิดวินัยหรือไม่  

วันที่ 22 ตุลาคม 2567 เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมป่าไม้ เข้าตรวจสอบศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวันของพระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย (พศจ.เชียงราย) ได้มีการรายงานในประเด็นที่มีคำถามเกี่ยวกับข่าวเรื่องการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ทั้ง 3 แปลงนั้น โดย พศ.เป็นคนขอไป 2 แปลง และมูลนิธิขอไป 1 แปลง ผลการตรวจสอบไม่ปรากฏว่ามีการบุกรุก ซึ่งที่ดินดังกล่าวยังอยู่ในขอบเขต ส่วนกรณีแชร์แครอทที่ส่วนใหญ่พระในภาคอีสานเป็นผู้เสียหายนั้น ทาง พศ.ได้ส่งเรื่องไปยัง พศจ.ในทางภาคอีสานแล้วว่า ให้ไปตรวจสอบว่ามีกรณีเหล่านี้ที่ไหนบ้าง และให้รีบรายงานมาโดยด่วน

ผู้สื่อข่าวถามว่า พศ.ได้มีรายงานหรือไม่ว่า การเล่นแชร์ผิดพระวินัยหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ต้องว่ากัน ถ้าเราดูโดยใช้วิจารณญาณของคนธรรมดาสามัญทั่วไปก็พอจะวินิจฉัยได้ แต่เรื่องของวินัยตนย้ำมาตลอดว่าเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ เราเป็นประชาชนคนธรรมดา อย่างไรก็ตาม พระเล่นแชร์ถามว่าผิดหรือไม่ ใช้วิจารณญาณดูก็พอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ขณะนี้ให้เขารายงานมาก่อนว่ามีที่ไหนบ้าง อย่างไร เมื่อถามว่า ได้วางกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องโดยเร็ว เพราะเป็นเรื่องร้อนที่สื่อและประชาชนให้ความสนใจ ต้องเร่งด่วนหน่อย    

สพฐ.ย้ำไม่มีคำสั่งใหม่เรื่องการแต่งกาย ยันขรก.ในสังกัดแต่งกายได้ตามเหมาะสม

https://www.naewna.com/local/836835

สพฐ.ย้ำไม่มีคำสั่งใหม่เรื่องการแต่งกาย ยันขรก.ในสังกัดแต่งกายได้ตามเหมาะสม

สพฐ.ย้ำไม่มีคำสั่งใหม่เรื่องการแต่งกาย ยันขรก.ในสังกัดแต่งกายได้ตามเหมาะสม

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.11 น.

ศธ.แจงภาพหลุด ข้อความ “กระทรวงศึกษาธิการ ขอความร่วมมือเกี่ยวกับการแต่งกายในการปฏิบัติราชการ

วันที่ 22 ตุลาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.)  นายภูธร จันทะหงษ์ ปุญยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. และ นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รองโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแถลงข่าวชี้แจง กรณีที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีรูปภาพประกอบข้อความว่า “กระทรวงศึกษาธิการ ขอความร่วมมือเกี่ยวกับการแต่งกายในการปฏิบัติราชการ สำหรับวันจันทร์ วันอังคาร และวันพุธ” เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชน จนก่อให้เกิดความสับสนแก่ข้าราชการ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. รวมถึงประชาชนโดยทั่วไป และเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก     

โดย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า สพฐ. ขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือคำสั่งจากกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับแนวทางในการแต่งกายของข้าราชการในสังกัด ตามที่ปรากฏในกระแสข่าวแต่อย่างใด ขอให้ข้าราชการในสังกัดยังคงปฏิบัติตามแนวทางเดิม ตามที่ นายสิริพงศ์ ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการก่อนหน้านี้ ว่า “ทางกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้มีคำสั่งใหม่ใด ๆ เกี่ยวกับการแต่งกายของข้าราชการครูหรือบุคลากรในสังกัด ทุกคนยังคงสามารถแต่งกายตามแนวทางที่เคยขอความร่วมมือไว้ก่อนหน้านี้  คือ แต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติฯ หรือเสื้อผ้าไทยสีเหลืองประดับเข็มที่ระลึก พระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 แทนการแต่งกายปกติในทุกวันจันทร์ ที่เป็นวันทำการ รวมทั้งในวัน หรือในโอกาสอื่นที่เหมาะสม และแต่งกายเครื่องแบบสีกากี หรือเครื่องแบบปฏิบัติงานของหน่วยในทุกวันอังคาร ที่เป็นวันทำการ”

“ที่มาของกระแสข่าวนี้ คือ เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยมีประกาศที่ลงนามโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอความร่วมมือข้าราชการในสังกัด ให้แต่งเสื้อสีเหลืองวันจันทร์ วันอังคารแต่งผ้าไทย วันพุธแต่งเครื่องแบบ  เมื่อ สพฐ.เห็นจึงได้มาเตรียมการไว้แต่ยังไม่ได้ประกาศ ซึ่งผมได้สั่งชะลอไว้ก่อนแล้ว เพื่อไปขออนุญาต รมว.ศึกษาธิการ รมช.ศึกษาธิการ และ ผู้ช่วย รมต.ศึกษาธิการ ก่อน แต่ก็ยังไม่ทันได้ขออนุญาตภาพก็หลุดออกไปก่อน อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนระเบียบการแต่งกายใหม่ใด ๆ ยังคงยึดตามคำสั่งเดิม เพราะไม่ต้องการให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีบริบทการทำงานและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้น การแต่งกายแต่ละวันในภูมิภาคขอให้เป็นไปตามความเหมาะสม แล้วแต่การพิจารณาว่าจะใส่ตามจังหวัด หรือกระทรวงศึกษาธิการก็ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามการขอความร่วมมือโดยไม่ได้มีการบังคับแต่อย่างใด” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการก่อนเผยแพร่ต่อ เพื่อป้องกันความสับสนและสร้างความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น เลือกแชร์จากสื่อหลักของหน่วยงานที่เป็นทางการ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นข้อมูลจริงที่เชื่อถือได้ และไม่สร้างความสับสนแก่สังคม ซึ่งทาง สพฐ.จะแจ้งให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯทุกแห่งได้รับทราบเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันต่อไป

ด้าน นายภูธร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการเตรียมการด้วยเจตนาดีของทีมงานประชาสัมพันธ์ สพฐ. โดยทำอินโฟกราฟฟิกรอไว้ ยังไม่มีการสั่งการใด ๆ  เพราะต้องมีการขออนุญาตผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้นตอนก่อน แต่ยังไม่ทันขออนุญาต ทางทีมงานได้มีการแชร์กันในกลุ่ม และทำให้มีภาพหลุดออกมาจนเป็นประเด็นที่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ก็ต้องขออภัยในความผิดพลาดที่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น และจะกำกับติดตามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก

ขณะที่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า  จริง ๆ เรื่องนี้เกิดจากความปรารถนาดีของ สพฐ.  เพราะในช่วงเช้า ผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด ได้มีหนังสือไปยังหน่วยราชการในส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ขอให้แต่งกายตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ส่วนของ สพฐ.ก็มีความคิดว่าถ้าออกคำสั่งไปก็น่าจะเป็นประโยชน์กับครู โดยเรื่องนี้เป็นเพียงความเห็นยังไม่มีมติสั่งการอะไรออกมา แต่เมื่อมีภาพหลุดออกมา รมว.ศึกษาธิการ ก็มีความไม่สบายใจ เพราะท่านมีความกังวลว่าจะเป็นภาระของครูหรือไม่ เพราะกระทรวงศึกษาธิการยังคงยืนยันนโยบายเรียนดี มีความสุข ของ รมว.ศึกษาธิการ ความสุขที่เกิดจะต้องเกิดทั้ง ผู้เรียน และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน อะไรที่เป็นภาระก็พยายามลด แต่เรื่องของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ยังจำเป็นต้องมีอยู่ อย่างไรก็ตาม ต้องขออภัยในการสื่อสารคาดเคลื่อน และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก 

วธ.เชิญชวนทุกภาคส่วนจัดงานประเพณีลอยกระทง ปี 2567

https://www.naewna.com/local/836730

วธ.เชิญชวนทุกภาคส่วนจัดงานประเพณีลอยกระทง ปี 2567

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.15 น.

วธ.เชิญชวนทุกภาคส่วนจัดงานประเพณีลอยกระทง ปี 2567 เน้นแนวคิด “ลอยกระทงวิถีไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” สืบสานคุณค่าสาระวัฒนธรรมไทย ผลักดัน Soft power เทศกาล สู่ World Event หมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานแถลงข่าว การจัดกิจกรรมเนื่องในประเพณีลอยกระทง ประจำปี พุทธศักราช 2567 โดยมี นางโชติกา อัครกิจโสภากุลรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงินอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมงาน โดยมีผู้แทนหน่วยงานบูรณาการร่วมแถลงข่าว ประกอบด้วย นายจิระพงษ์ คูหากาญจน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายไพรัชช์ ทุมเสน ผู้อำนวยการกองสร้างสรรค์กิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พลตำรวจตรี พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมผู้แทนพื้นที่ 5 จังหวัดอัตลักษณ์ นางเบ็ญจมาศ บุญเทพ วัฒนธรรมจังหวัดสุโขทัย นายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ นายสมศักดิ์ สาโดด วัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด นางประสพสุขกันภัย วัฒนธรรมจังหวัดตาก และนางยลกานต์ เที่ยงแท้ ผู้อำนวยกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงครามร่วมแถลงข่าว ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีที่สำคัญของคนไทยในฤดูน้ำหลาก ซึ่งแก่นแท้ของประเพณี เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ การรู้คุณค่าของน้ำที่ใช้ในการดำรงชีวิตอันมีต้นกำเนิดจากแม่น้ำลำคลอง ด้วยเหตุนี้ ประเพณีลอยกระทง จึงถือว่าเป็นประเพณีที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา วิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ปรากฏในรูปแบบของพิธีกรรม การประดิษฐ์กระทงการประดับประทีปโคมไฟในยามค่ำคืน การแสดงมหรสพ และการละเล่นรื่นเริงต่างๆ เพื่อให้ภาพรวมงานลอยกระทงของประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อส่งเสริมประเพณีลอยกระทง ได้แนวทางปฏิบัติในช่วงเทศกาลประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2567 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทง วิถีไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ใน 3 ด้าน ดังนี้

“ลอยกระทง วิถีไทย” โดย 1.ขอให้ทุกภาคส่วนสร้างสรรค์กิจกรรมที่พัฒนาต่อยอดจากคุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทงดั้งเดิม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของชุมชนและของประเทศ 2.จัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทง โดยเน้นเรื่องคุณค่าและสาระของประเพณี 3.ร่วมกันรักษาความสะอาดลำน้ำ และใช้กระทงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4.สนับสนุนให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับประเพณีลอยกระทงในทุกระดับ 5.สร้างความตระหนักรู้ต่อประชาชนเกี่ยวกับประเพณี มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ 6.สื่อสารให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมประเพณีลอยกระทงให้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน 7.สนับสนุนให้ประชาชนใช้สื่อโซเชียลมีเดียเผยเพื่อแพร่ภาพกิจกรรมลอยกระทงสร้างการรับรู้ให้ชาวต่างชาติ
และเน้นด้าน “ปลอดภัย” 8.รณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจรและมาตรการความปลอดภัย 9.ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อของกระทรวงสาธารณสุข 10.ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติภัยต่างๆ และด้าน“ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” 11.ร่วมกันกำจัดขยะและลดขยะตามแนวคิด Zero Waste เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม และ 12.สื่อสารต่อประชาชนให้ตระหนักถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะการอนุรักษ์แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ กระทรวงวัฒนธรรม มีกำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2567 ในวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2567ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) และบริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแสดงทางวัฒนธรรม เช่น สนุกกับการรำวงเพลงลอยกระทง 6 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น สเปน โดยวงดนตรีสุนทราภรณ์ และมีศิลปินที่มีชื่อเสียงร่วมรำวงและขับร้องเพลงในงาน ได้แก่ สุดา ชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติ ศรราม น้ำเพชร มนต์สิทธิ์ คำสร้อย นัท มาลิสา ศิรินทรา นิยากร ผิงผิง วิน วศิน The Golden Song วงเทพบุตร รถแห่ และ น้องดินสอสี พนิดา เขื่อนจินดา นางสาวไทยประจำปี 2567 รวมทั้งการแสดงดนตรีพื้นบ้านวงโปงลางอีสาน ชวนน้องหมูเด้งมาเต้นโปงลาง การจัดแสดงนวัตกรรมใหม่ลอยกระทงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลอยกระทง ด้วยระบบเทคโนโลยี Interactive การประชันวงดนตรีไทย การจัดแสดงองค์ความรู้คุณค่าสาระ ของประเพณีลอยกระทง การสาธิตอาหารไทย ขนมโบราณของชุมชนต่าง ๆ ตลอดจนการจัดพิมพ์หนังสือประเพณีลอยกระทงและแผ่นพับประชาสัมพันธ์ฉบับนักท่องเที่ยว (คุณค่าสาระและ Do & Don’t) อีกด้วย

โดยในส่วนภูมิภาค กระทรวงวัฒนธรรม ยังบูรณาการจัดงานใน พื้นที่ 5 เมืองอัตลักษณ์ ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย ตาก สมุทรสงคราม และร้อยเอ็ด และพื้นที่ 8 เมืองน่าเที่ยว ได้แก่ กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา ลำปาง นครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ และภูเก็ต รวมถึงส่งเสริมการจัดประเพณีลอยกระทงทุกจังหวัดทั่วประเทศ

โอกาสนี้ กระทรวง วธ.ขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมงานประเพณีลอยกระทง ร่วมกันสืบสาน รักษา ประเพณีลอยกระทงให้คงคุณค่าความเป็นไทย ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประเพณีลอยกระทงอันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้เป็นSoft Power เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ผลักดันประเพณีลอยกระทงให้เป็น World Event เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก และขอให้พี่น้องชาวไทย ร่วมงานประเพณีลอยกระทงอย่างมีความสุข สนุกสนานรื่นเริง เป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับชาวต่างชาติ ที่มาร่วมงานลอยกระทง ให้เกิดความประทับใจในประเพณีไทย และเห็นคุณค่าที่แท้จริงของประเพณีไทย ต่อไป

– 006

กองทุนววน.ร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ นำผลการวิจัย Soft Power มวยไทย-นวด-สปาไทย-อาหารไทย ร่วมเวทีโลก SXSW Sydney 2024

https://www.naewna.com/local/836599

กองทุนววน.ร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ นำผลการวิจัย Soft Power มวยไทย-นวด-สปาไทย-อาหารไทย ร่วมเวทีโลก SXSW Sydney 2024

กองทุนววน.ร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ นำผลการวิจัย Soft Power มวยไทย-นวด-สปาไทย-อาหารไทย ร่วมเวทีโลก SXSW Sydney 2024

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.13 น.

กองทุนววน.-สกสว.และบพข. กระทรวงอว. ร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ นำผลการวิจัย Soft Power มวยไทย นวดและสปาไทย อาหารไทย ร่วมเวทีโลกในงาน SXSW Sydney 2024

คณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และคณาจารย์ นักวิจัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) นำผลการวิจัย Soft Power คือ มวยไทย นวดและสปาไทย อาหารไทย เข้าร่วมงาน South by Southwest Sydney 2024 (SXSW Sydney 2024) ในนามของรัฐบาลไทย ตามคำเชิญของสถานกงสุลใหญ่ นครชิดนีย์

ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ซึ่งได้รับมอบหมายจาก รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผอ.สกสว.และ รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผอ.บพข. ให้เป็นหัวหน้าคณะนำคณาจารย์ นักวิจัยแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข.เข้าร่วมงานครั้งนี้ กล่าวว่า SXSW Sydney 2024 เป็นงานมหกรรมด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สำคัญและมีขนาดใหญ่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ประเทศออสเตรเลียได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานติดต่อกัน 3 ปี คือ ปี 2566-2568 โดยมีคนทั่วโลกสนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 300,000 คน บูธนิทรรศการมากกว่า 1,000 บูธ ดังนั้น การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสกสว.-บพข.และสถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่นักวิจัยไทยได้เผยแพร่องค์ความรู้และผลการวิจัยด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ในรูปแบบของ Soft Power ของประเทศไทย สู่ตลาดสากล เน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ การเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทย มวยไทย อาหาร และการนวดและสปาไทย

ในการนี้ได้นำคณะนักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข.จากสถาบันปัญญาภิวัฒน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง อาทิ ผศ.อนพัทย์ หนองคู ผู้ประสานงานโครงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. ศ.ดร.วิภาดา คุณาวิกติกุล ผอ.กลุ่มแผนงานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ , ศ.ดร.อารีวรรณ กลั่นกลิ่น นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านสปาไทย, ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย ผอ.กลุ่มแผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ , รศ.ดร.ชาญชัย    ยมดิษฐ์ และ ผศ.ดร.สัจจา ไกรศรรัตน์ เข้าร่วมเผยแพร่ผลงานวิจัย พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ และผู้ประกอบธุรกิจมวยไทย นวดและสปาไทย และอาหารไทยของออสเตรเลีย นับเป็นการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเมตาเวิร์สที่สามารถให้ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกสัมผัสประสบการณ์มวยไทย อาหารไทย นวดและสปาไทยผ่านออนไลน์ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปขยายผลต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยได้เป็นอย่างดีของการเข้าร่วมงาน SXSW Sydney 2024 ครั้งนี้

การจัดนิทรรศการเผยแพร่และขยายผลการวิจัยในบูธไทยครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นางสาวอาจารี ศรีรัตนบัลล์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการมวยไทย สปาไทยในงานดังกล่าว ส่วนนางหัทยา คูสกุล กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ได้ให้ความกรุณาจัดการประชุมระหว่างคณะผู้บริหาร หน่วยงานไทยในนครซิดนีย์ อาทิ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ รองผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบธุรกิจมวยไทย นวดไทย/สปาไทย อาหารไทยของประเทศออสเตรเลีย และคณะนักวิจัยไทย ณ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายของธุรกิจสำคัญที่ใช้ผลงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในตลาดออสเตรเลีย ซึ่งธุรกิจสร้างสรรค์จาก Soft Power ไทยมีศักยภาพสูงในการขยายตัวโดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เช่น มวยไทย นวดและสปาไทย ที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในออสเตรเลีย โดยกระทรวงการต่างประเทศมีภารกิจสนับสนุนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการส่งออกวัฒนธรรมไทย หรือ Soft Power ในเวทีโลก อีกทั้ง ยังสามารถนำผลการวิจัย หลักสูตรระยะสั้น อาทิ การเรียนมวยไทย การทำอาหารไทย การนวดและสปาไทย การฝึกซ้อมกีฬา การรักษาพยาบาล การอบรม การสัมมนา และการแสดงศิลปะและดนตรี ที่คณะนักวิจัยแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. มอบให้กับสถานกงสุลใหญ่ ยังเป็นประโยชน์ต่อนโยบายสนับสนุนวีซ่า Destination Thailand Visa (DTV) สำหรับท่องเที่ยวและทำงานทางไกล (Workcation) ในประเทศไทย ได้เป็นอย่างดียิ่ง โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ จะได้ดำเนินการเรื่องความร่วมมือต่อไปในอนาคต กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์กล่าว

ด้านรศ.ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏจอมบึง ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยมวยไทยและแพทย์แผนไทยและที่ปรึกษาโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพและเครือข่ายมวยไทยครั้งนี้ รวมทั้ง ผศ.ดร.สัจจา ไกรสรรัตน์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ ดร.บารมี ชูชัย และทีมงานมวยไทย โดยรศ.ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชามวยไทย ผลิตบัณฑิตทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก รวมทั้งส่งออกบัณฑิตคุณภาพเหล่านี้ในแวดวงมวยไทยจำนวนมาก ในโอกาสที่ท่านเดินทางไปยังนครซิดนีย์ จึงได้รับการต้อนรับจากบรรดาศิษย์ทั้งนักมวยและผู้ประกอบธุรกิจมวยไทยอย่างอบอุ่นยิ่ง โดยเฉพาะการจัดพิธีไหว้ครูมวยไทยของนักเรียนชาวต่างชาติที่สนใจเข้ามาเรียนหลักสูตรมวยไทย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมพิธีนี้กว่า 200 คน นับเป็นการจัดพิธีไหว้บรมครูมวยไทยอันทรงคุณค่ายิ่งของขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของศิลปะการต่อสู้มวยไทยได้อย่างทรงเกียรติยิ่ง รศ.ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ กล่าวว่า ผมชื่นชอบกีฬามวยไทยมาก เมื่อราวปีพ.ศ. 2545 ได้มีโอกาสเข้าไปสอนหนังสือเพื่อปรับพฤตินิสัยของผู้ต้องขังในเรือนจำต่างๆแถบภาคตะวันตกโดยใช้มวยไทยเป็นเครื่องมือในการกล่อมเกลาอุปนิสัยทำให้นักโทษมีนิสัยที่ดีงามผ่านกระบวนการกล่อมเกลาด้วยมวยไทย ไม่ว่าจะการไหว้ครู การใช้สมาธิ การใช้หมัดเท้าเข่าศอก หลังจากฝึกแล้วเกิดความไม่สบายใจ เมื่อพบว่านักมวยไทยที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งที่เคยประสบความสำเร็จจากการชกมวยบนเวทีบางคนเป็นแชมเปี้ยน บางคนมีค่าตัวเป็นเงินสูงถึงหลักแสนบาท และหลานแสนบาท ต่างพากันมาตกเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำต่างๆที่ผมเข้าไปอบรมให้ แทนที่บุคคลเหล่านี้จะเป็นทรัพยากรบุคคลที่ทำรายได้ ทำชื่อเสียงให้แก่ตนเอง ครอบครัวและประเทศชาติกลับต้องให้พวกเราที่เป็นประชาชนรับภาระจ่ายภาษีไปเลี้ยงดูพวกเขาในเรือนจำรุ่นแล้วรุ่นเล่า ซึ่งก่อนหน้านั้นผมได้อ่านหนังสือรายสัปดาห์ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ.2545 ได้ลงตีพิมพ์ว่าธุรกิจที่รุ่งโรจน์ในอนาคตใน 20 ปีของรัฐมิชิเเกนมีเรื่องของสุขภาพ นวด สปาและมวยไทยผมสนใจมากในเอกสารได้กล่าวไว้ ผมจึงมีคำว่ามวยไทยติดอยู่ในใจตลอดเวลา ถ้ามีโอกาสจะนำมวยไทยเข้าสู่ระบบการศึกษาคู่ชาติให้ได้และโอกาสนั้นก็มาถึงเมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ผมได้ฟังพระราชเสาวณีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ หรือพระพันปีหลวงในยุคนี้ ให้เร่งส่งเสริมวัฒนธรรมไทยแก่เยาวชนไทย ผมจึงไม่ลังเลที่จะเปิดการเรียนการสอนมวยไทยขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงเพราะที่นี่มีความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับมวยไทย เพราะเคยเปิดค่ายมวยศิษย์ครูเจียมและศิษย์วิทยาลัยครูจอมบึงมาก่อนเมื่อหลาย 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการ   ทีมมวยจอมบึงในกีฬาพ.จ.น.ก.สัมพันธ์ระหว่าง มรภ.เพชรบุรี-มรภ.หมู่บ้านจอมบึง-มรภ.นครปฐม-มรภ. กาญจนบุรี ก็รู้สึกหดหู่เมื่อเห็นนักมวยที่เลิกชกแล้วพากันตกงาน มีชีวิตอยู่อย่างลำบาก จึงเปิดหลักสูตร   ป.บัณฑิตสาขามวยไทยขึ้นสังกัดบัณฑิตวิทยาลัยที่ผมเป็นคณบดีอยู่ต่อมา ค่อยเปิดเป็นปริญญาโท ปริญญาตรี ปริญญาเอก สาขามวยไทยศึกษาและจัดตั้งวิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย ขึ้นในปี 2548 เจริญก้าวหน้าจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 19 ปี สร้างทรัพยากรบุคคลด้านมวยไทยให้กับประเทศไทยและนานาประเทศอีกหลายประเทศจนกระทั่งปัจจุบันนี้พร้อมกัน ผมขอยืนยันว่าธุรกิจมวยไทยรุ่งเรืองจริงๆดังที่อ่านพบเมื่อ 20 ปีที่แล้วครับ

สำหรับศ.ดร.วิภาดา คุณาวิกติกุล ผอ.กลุ่มแผนงานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รองอธิการบดี  ฝ่ายวิทยาศาสตร์สุขภาพ  สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า การดำเนินการวิจัยการท่องเที่ยว     เชิงสุขภาพเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2562 โดยได้รับการสนับสนุนด้านทุนวิจัยจากสกว.โดยเน้นสปา กีฬา เช่นกีฬามวย ปั่นจักรยาน วิ่งและกอล์ฟ ต่อมาได้มีการขยายขอบเขตการวิจัยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในมิติต่างๆ ตามประเด็นปัญหาการวิจัยที่พบ เพื่อการพัฒนาคุณภาพทั้งการให้บริการและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานสูง รวมทั้งมีการดำเนินการด้านการตลาดในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล กลุ่มพำนักระยะยาว กลุ่มฟื้นฟูสภาพร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ โดยการดำเนินการวิจัยในระยะที่ผ่านมาได้ดำเนินการใน 56 จังหวัดและมีนักวิจัยจากสถาบันการศึกษากว่า 20 สถาบัน ซึ่งนักวิจัยดำเนินการร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยงานวิจัยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. สกสว.กระทรวง อว.มาโดยตลอด

ส่วนศ.ดร.อารีวรรณ กลั่นกลิ่น นักวิจัยจากคณะพยาบาลศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานสปาไทย กล่าวว่า งานวิจัยด้านสปาได้มีการพัฒนามาโดยตลอดโดยเน้นการพัฒนาคุณภาพทั้งการบริการและผลิตภัณฑ์เริ่มจากสปาล้านนา ต่อมาได้มีการขยายไปทั้งภาคใต้ ภาคตะวันออก มีการพัฒนานวัตกรรม มาตรฐานต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัยและทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการมารับบริการ รวมทั้งการคำนึงถึงการลดคาร์บอนด้วย การวิจัยที่ผ่านมาได้มีการนำผลการวิจัยเพื่อยกระดับมาตรฐานสปาไทยโดยการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการสปาไทยมาโดยตลอด

การได้เข้าร่วมประชุมและเผยแพร่ผลงานของการวิจัยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยนำเอาเทคโนโลยี VR ด้านอาหารไทยและการให้บริการนวดไทยในระหว่างการจัดนิทรรศการได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานจากประเทศต่างๆ นอกจากนั้นยังเป็นโอกาสดียิ่งในการได้พบปะและมีแผนความร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ และผู้ประกอบธุรกิจร้านนวดไทยในนครซิดนีย์ ซึ่งมีมากกว่า 500 แห่ง ได้มีโอกาสพัฒนายกระดับมาตรฐานการให้บริการนวดและสปาไทยตามมาตรฐานสากล อีกทั้งมีแผนการพัฒนาศักยภาพการให้บริการและผลิตภัณฑ์สปาและเวลเนสที่ตอบโจทย์ความต้องการโดยเฉพาะกลุ่มผู้รับบริการในตลาดออสเตรเลีย เช่น การนวดสำหรับหญิงตั้งครรภ์และทารก รวมทั้งหลักสูตรการอบรมพิเศษสำหรับผู้ให้บริการสปาเพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการสปาไทย  ตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังมีแผนการพัฒนาหลักสูตรในการต่อยอดธุรกิจและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เช่น หลักสูตรการอบรม สปาเพื่อสุขภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สปา ซึ่งสามารถดำเนินการร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ได้ในช่วงต้นปี 2568 ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญของการส่งออกวัฒนธรรมสปาไทยสู่ตลาดออสเตรเลียได้เป็นอย่างดี

ผศ.อนพัทย์ หนองคู ผู้ประสานงานโครงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข.ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย ผอ.กลุ่มแผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. ทิ้งท้ายไว้ว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ คือ สกสว./บพข. และ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา รวมทั้งหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ประกอบการในประเทศออสเตรเลีย อาทิ ผู้ประกอบธุรกิจมวยไทย นวดและสปาไทย รวมทั้งอาหารไทย ได้อย่างเข้มแข็ง นำไปสู่การร่วมงานในระดับความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้    ได้เป็นอย่างดียิ่ง นับเป็นการขับเคลื่อนการวิจัยของแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้วยนวัตกรรมบนฐานภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรมไทยไปสู่การขายจริงในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนับเป็นตลาดสำคัญที่มีขนาดใหญ่ในอนาคต

‘รมช.สุรศักดิ์’เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

https://www.naewna.com/local/836500

'รมช.สุรศักดิ์'เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

‘รมช.สุรศักดิ์’เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.18 น.

“รมช.สุรศักดิ์​”เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น​ เผยการทำงานร่วมกันของทุกภาคีเครือข่าย​ เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนงาน พร้อมลงพื้นที่มอบบ้านตามโครงการมอบบ้านนักเรียนยากไร้และติดตามการศึกษา​ ​จ.ขอนแก่น​

เมื่อวัน​ที่​ 20​ ตุลาคม​ 2567​ นาย​สุรศักดิ์​ พันธ์​เจริญ​ว​ร​กุล​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน 7 ปี แห่งการบูรณาการ สานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น โดยมี​ นายสุเทพ​ แก่งสันเทียะ​ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ​ ร่วมคณะมาด้วย​ และมี​ ครู​ บุคลากรทางการศึกษา​ และนักเรียน​ เข้าร่วมงาน

นาย​สุรศักดิ์​ กล่าวว่า​ ในวันนี้มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง​ ที่ได้มาเป็นประธานเปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษา พัฒนาคนขอนแก่น ซึ่งจากการรับฟังคำกล่าวรายงาน ทำให้ทราบว่าการบูรณาการด้านการศึกษาในจังหวัดขอนแก่น เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการศึกษา ให้เด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่นทุกคน “เรียนดี มีความสุข” และเติบโตเป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ซึ่งภาพการจัดงานในวันนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่น และความทุ่มเทของชาวขอนแก่น ในการร่วมกันพัฒนาการศึกษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก และเยาวชนจังหวัดขอนแก่นให้ดีขึ้น ตนยินดีมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของงาน​ ทั้งนี้ความเป็นจริงในการพัฒนาการศึกษา ไม่ได้พึ่งเริ่มดำเนินการมาเพียงแค่ 7 ปี แต่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่การมีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด​ เป็นผู้แทนของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2560 จะเห็นภาพของการบูรณาการด้านการศึกษาเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานทางการศึกษา ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษา อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งเป้าหมายหลักคือการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีคุณภาพสูงสุด

“โครงการสานพลังชาวการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่นภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” และ “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน ” We Are The One KHON KAEN Education Team” ได้ดำเนินงานภายใต้ความเชื่อที่ว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญของการพัฒนา และเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับลูกหลาน​ของเรา​ โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ซึ่งความสำเร็จต่างๆจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานทางการศึกษา ผู้บริหาร ครู​ บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งนี้ ขอขอบคุณทุกท่าน ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการขับเคลื่อนการบูรณาการด้านการศึกษา ให้บรรลุเป้าหมายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถสานต่อพลังแห่งความร่วมมือนี้ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดียิ่งขึ้น ให้กับการศึกษาในจังหวัดขอนแก่นและทั่วประเทศต่อไป” รมช.ศธ.กล่าว

จากนั้น รมช.ศึกษาธิการ​ พร้อมคณะได้เดินทางไปมอบบ้านให้นักเรียนที่ขาดแคลน​ ตามโครงการมอบบ้านนักเรียนยากไร้ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่​ ต่อด้วยเดินทางไปตรวจเยี่ยมวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่นพร้อมมอบนโยบาย​ ก่อนเดินทางไปยังโรงเรียนบ้านไผ่​เพื่อเปิดโครงการสุขาดี มีความสุข สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น

– 006

สพฐ.เร่งสอบ‘ผอ.โรงเรียน’ ไม่จ่ายเงิน‘นักเรียนยากจน’ ย้ำต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้

https://www.naewna.com/local/836437

สพฐ.เร่งสอบ‘ผอ.โรงเรียน’ ไม่จ่ายเงิน‘นักเรียนยากจน’ ย้ำต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้

สพฐ.เร่งสอบ‘ผอ.โรงเรียน’ ไม่จ่ายเงิน‘นักเรียนยากจน’ ย้ำต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.14 น.

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีข้อห่วงใยและได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัด สพป.ขอนแก่น เขต 2 ไม่จ่ายเงินค่าปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำโดย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ.และตน พร้อมด้วยทีมงานศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย และสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ.ได้ร่วมกันกำกับติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยสั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และรายงานผลให้ สพฐ.ทราบแล้ว

นายธีร์ กล่าวว่า จากการติดตามความคืบหน้าล่าสุด พบว่า หลังจากทราบเหตุที่เกิดขึ้น สพป.ขอนแก่น เขต 2 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยทันที และได้ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ตั้งแต่วันที่ 10 – 17 ตุลาคม 2567 โดยวิธีการตรวจสอบเอกสารด้านการเงินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมทั้งสอบปากคำ พยาน และผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้อำนวยการที่ถูกกล่าวหา คณะครูทั้งโรงเรียน ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน ตัวแทนนักเรียน ที่เกี่ยวข้องกับเงินงบประมาณที่เป็นประเด็นถูกกล่าวหา ซึ่งได้ดำเนินการสอบปากคำพยานมากกว่า 20 คน

ทั้งนี้ คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ได้สรุปรายงานต่อ ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 2 สรุปความได้ว่า ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2563 ถึง ภาคเรียนที่ 2/2566 โรงเรียนไม่ได้จ่ายเงินค่าปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ให้แก่นักเรียนที่ได้รับจัดสรรจริง โดยอ้างว่านำเงินงบประมาณดังกล่าวไปใช้จ่ายเป็นค่านำนักเรียนไปทัศนศึกษา และค่าจัดซื้อเสื้อผ้า สิ่งของต่างๆ แต่ผู้ปกครองนักเรียนให้การตรงกันว่า ไม่เคยทราบมาก่อนว่าบุตรหลานของตนได้รับจัดสรรเงินทุนดังกล่าว และไม่เคยทราบว่าทางโรงเรียนนำเงินทุนนั้นไปใช้จ่ายเป็นค่านำนักเรียนไปทัศนศึกษา ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการสืบสวนฯ จึงได้เสนอความเห็นว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่เป็นไปตามรูปแบบ ขั้นตอน วิธีการ ที่กฎหมายกำหนด มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้นักเรียนที่ได้รับจัดสรรเงินทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ได้รับความเสียหาย จึงเสนอให้ดำเนินการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป

ดังนั้น สพป.ขอนแก่น เขต 2 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 โดยมี รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 2 เป็นประธานฯ ผอ.กลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์ และ ผอ.กลุ่มกฎหมายและคดี เป็นกรรมการและเลขานุการ พร้อมกันนี้ ได้ออกคำสั่งพักราชการ ผอ.โรงเรียน คนดังกล่าว และได้แต่งตั้ง ผอ.โรงเรียน สังกัด สพป.ขอนแก่น เขต 2 มาปฏิบัติหน้าที่รักษาการในตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานของโรงเรียนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป จนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ และจะรายงานผลให้ สพฐ.ทราบต่อไป

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยกำชับเขตพื้นที่ฯ ให้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม และเร่งรัดผลการสืบสวนให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งกำชับโรงเรียนทุกแห่งให้ดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ด้วยความโปร่งใส ตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้ ทั้งนี้ หากประชาชนหรือผู้ปกครองพบเห็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะเดียวกันนี้ สามารถแจ้งเหตุมายัง สายด่วน ศธ. 1579 ได้ตลอดเวลา หรือแจ้ง ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ.โทร. 0 2123 8789 เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

‘บพข.’พร้อม’ม.แม่โจ้’เชื่อมโยงงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์ ให้นศ.ISDSI เรียนรู้วิถีชุมชนคาร์บอนต่ำบ้านผาปัง

https://www.naewna.com/local/835912

'บพข.'พร้อม'ม.แม่โจ้'เชื่อมโยงงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์ ให้นศ.ISDSI เรียนรู้วิถีชุมชนคาร์บอนต่ำบ้านผาปัง

‘บพข.’พร้อม’ม.แม่โจ้’เชื่อมโยงงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์ ให้นศ.ISDSI เรียนรู้วิถีชุมชนคาร์บอนต่ำบ้านผาปัง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.48 น.

‘บพข.’ พร้อม ‘ม.แม่โจ้’ เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ให้นักศึกษา ISDSI ได้เรียนรู้วิถีชุมชนคาร์บอนต่ำบ้านผาปัง

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 – 5 ตุลาคม 2567 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ประสานงานให้นักศึกษา ISDSI – International Sustainable Development Studies Institute พร้อมผู้ดูแล จากประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 20 คน จัดทริปศึกษาเรียนรู้ชุมชนคาร์บอนต่ำผาปัง ต.ผาปัง อ.แม่พริก จ.ลำปาง ซึ่งเป็นพื้นที่งานวิจัยในโครงการ กลยุทธ์การตลาดการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์สำหรับนักท่องเที่ยวเชิงอาสาสมัครในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยมี ดร.กาญจนา สมมิตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นหัวหน้าโครงการ ทุนวิจัยโดย แผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

ดร.กาญจนา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้วิถีชีวิตวัฒนธรรมในชุมชน  โดยเน้นให้ความสำคัญของการลดคาร์บอน ขณะที่ภายในชุมชนมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ กิจกรรมทำสวนดอก ตัดตุงสานกล่องข้าว วาดกระบอกไม้ไผ่ เต้นบาสโลป ตีกลองปู่จาและฟ้อนรำ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเรียนรู้การศึกษาไทย ร่วมกับนักเรียนโรงเรียนผาปังวิทยา การเรียนรู้เรื่องไผ่พืชเศรษฐกิจชุมชนผาปัง การเรียนรู้พลังงานชุมชนยั่งยืน ร่วมปลูกป่าไผ่ เรียนรู้นวัตกรรมสูบน้ำ บดสับไม้ ด้วยพลังงานจากถ่านไม้ไผ่ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กิจกรรมเดินป่า Nature Trial at Mae Wa National Park เรียนรู้วิถีเกษตรชุมชน ร่วมดำนา และทำอาหารร่วมกันกับชุมชน และเสวนากับชุมชนผาปัง และกิจกรรมอำลา

ด้าน สเตลล่า เมอร์เซอร์ และปาโลมา ริชเซน ตัวแทนนักศึกษาจากประเทศอเมริกา บอกว่ารู้สึกสนุกมากกับกิจกรรมที่ได้ร่วมทำ โดยเฉพาะประสบการณ์การปลูกต้นไผ่ในครั้งนี้ ถึงแม้ฝนจะตก แต่ก็ดีต่อต้นไผ่เพราะจะช่วยให้ต้นไผ่งอกงามเร็วขึ้น และรู้สึกชื่นชมวิถีชีวิตแบบคาร์บอนต่ำของชุมชน และหากมีโอกาสอยากกลับมาเยี่ยมเยียนอีกครั้งในอนาคต”

นอกจากนี้ยังมีตัวแทนชุมชนผาปัง ได้กล่าวว่า น้องๆ นักศึกษาน่ารัก กระตือรือร้นในการเรียนรู้มาก ผู้สูงอายุในชุมชนรู้สึกเหมือนได้อยู่กับลูกกับหลาน อยากให้นักศึกษาจดจำชุมชนผาปัง และกลับมาเยี่ยมเยียนกันบ่อยๆ