‘กยศ.-สถาบันทันตกรรม’ลงนาม MOU นำร่องให้กู้ยืมเรียนหลักสูตร‘ผู้ช่วยทันตแพทย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787516

‘กยศ.-สถาบันทันตกรรม’ลงนาม MOU นำร่องให้กู้ยืมเรียนหลักสูตร‘ผู้ช่วยทันตแพทย์’

‘กยศ.-สถาบันทันตกรรม’ลงนาม MOU นำร่องให้กู้ยืมเรียนหลักสูตร‘ผู้ช่วยทันตแพทย์’

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 08.49 น.

‘คารม’เผย‘กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา’ลงนาม MOU กับสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ นำร่องให้กู้ยืมเรียนหลักสูตร‘ผู้ช่วยทันตแพทย์’ หวังสร้างบุคลากรให้มีทักษะขั้นสูง มีอาชีพมั่นคง

16 กุมภาพันธ์ 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาในหลักสูตรอาชีพหรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill) ขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่ประชาชนทั่วไป ตาม พ.ร.บ. กยศ. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 เพื่อผลิตผู้ช่วยทันตแพทย์ให้มีความรู้ในทักษะขั้นสูง สามารถบริหารจัดการงานด้านทันตกรรมในการช่วยงานทันตแพทย์ทั่วไป และทันตแพทย์เฉพาะสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง ยังมีโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขในหน่วยงานภาครัฐ เป็นประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ

นายคารม กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เปิดโอกาสให้นักเรียนหรือนักศึกษาที่มีความประสงค์จะศึกษาหลักสูตรผู้ช่วยทันตแพทย์ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง เพื่อนำไปสู่โอกาสในการมีอาชีพที่มั่นคง รวมถึงเพื่อเป็นการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ตรงตามความต้องการ โดยจะมีระยะเวลาการดำเนินการโครงการนำร่อง 2 ปี (ปีการศึกษา 2566-2567) ให้เงินกู้ยืมเป็นค่าเล่าเรียนไม่เกิน 50,000 บาท/หลักสูตร/คน/ครั้ง กำหนดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี และให้ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 2 ปี

“สำหรับคุณสมบัติของนักเรียน นักศึกษาที่จะขอกู้ยืมเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา กำหนดให้มีอายุ 18 – 60 ปีบริบูรณ์ ศึกษาในหลักสูตร/สาขาวิชาตามประกาศที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด ทั้งนี้ ต้องทำประโยชน์ต่อสังคมหรือสาธารณะมาแล้วไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 2 ปี ก่อนการยื่นขอกู้ยืม และต้องไม่กู้ยืมซ้ำซ้อนกับลักษณะอื่น ๆ ณ ปีการศึกษานั้น ๆ โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถ พัฒนาองค์ความรู้และทักษะให้กับประชาชนผู้ที่ต้องการพัฒนาหรือต่อยอดการเรียนรู้ สามารถประกอบอาชีพมีงานทำและสร้างรายได้ในระยะยาวต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถติดตามประกาศและรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ http://www.studentloan.or.th”  นายคารม กล่าว

‘ธนากร’สั่งสแกนข้อมูลหนี้สินครู สกร.ใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787493

'ธนากร'สั่งสแกนข้อมูลหนี้สินครู สกร.ใหม่

‘ธนากร’สั่งสแกนข้อมูลหนี้สินครู สกร.ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 21.35 น.

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ อึ้ง!ข้อมูลครู สกร.ปลอดหนี้กลุ่มสีแดง-สีเหลือง เข้าข่ายกลุ่มสีเขียวแค่ 6 คน สั่งสำรวจ-จำแนกข้อมูลใหม่ พร้อมกำชับผู้บริหารห้ามตัดเงินเดือนลูกน้องเกินระเบียบมีใช้จ่ายไม่ถึง 30%

นายธนากร ดอนเหนือ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เมื่อตนมาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ก็ได้สอบถามถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯของ สกร. และพบข้อมูลที่ไม่เชื่อว่า สกร.ที่มีบุคลากรที่เป็นข้าราชการ 4,980 คน พนักงานราชการ 14,246 คน และลูกจ้าง 249  คน รวมทั้งสิ้น 19,475 คน นั้น ไม่มีบุคลากรในสังกัด สกร.เป็นหนี้ในกลุ่มสีเหลือง และสีแดงเลย มีเป็นหนี้กลุ่มสีเขียวเพียงแค่ 6 คนเท่านั้น ดังนั้น ตนจึงได้สั่งการให้ไปสำรวจและกลั่นกรองข้อมูลใหม่ โดยจำแนกแยกประเภทวิกฤติสีแดง ใกล้วิฤติสีเหลือง และปกติสีเขียว เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาได้อย่างทั่วถึง ตรงจุด ไม่มีตกหล่น

“ ผมปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่มานาน ถึงแม้ว่าครูของ สกร.ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การจัดทำบัญชีครัวเรือนให้แก่ประชาชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย บุคลากรของ สกร.จึงน่าจะมีวินัยในการวางแผนทางการเงินที่ดี อีกทั้ง ครู สกร.หรือ กศน.เดิม ก็มีความเก่งในหลายมิติ บางคนมีอาชีพเสริม แต่ข้อมูลที่ระบุว่าครูฯ สกร.อยู่ในกลุ่มสีขียวแค่ 6 คน ไม่มีสีเหลือง สีแดงเลยแม้แต่คนเดียวข้อมูลก็น่าจะผิดปกติแล้ว แต่ถ้าข้อมูลถูกต้องก็ให้ยืนยันมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามหลังจากได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนมาแล้วก็จะมีการสื่อสารกับครูบรรจุใหม่ เพื่อไม่ให้เข้าสู่วังวนหนี้สิน รวมถึงนำครูที่มีหนี้สินเข้าระบบเพื่อรับการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ในปี 2566 ที่ผ่านมา สกร. หรือ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)เดิม ได้มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกระทรวงยุติธรรม ในเรื่องของความร่วมมือการดำเนินการโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงมีการทำ MOU กับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์  ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน เพื่อจัดหาสวัสดิการทางด้านที่อยู่อาศัยที่มั่นคงให้แก่บุคลากร เพื่อให้บุคลากรมีขวัญกำลังใจและมีความสุขในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น” นายธนากร กล่าว

รักษาราชการแทนอธิบดี สกร.กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการหักเงินเดือนชำระหนี้ ตนได้สั่งการไปแล้วว่าให้ผู้บริหารหน่วยงานของ สกร.และสถานศึกษาในสังกัดดำเนินการตรวจสอบในการให้หนังสือรับรองเงินเดือนแก่บุคลากรตามหลักเกณฑ์การตัดเงินเพื่อชำระหนี้ของข้าราชการในสังกัด โดยต้องมีเงินเดือนคงเหลือในบัญชีอย่างน้อยร้อยละ 30 เพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551อย่างเคร่งครัด ซึ่งเรื่องนี้ รมว.ศธ.ได้ให้ความสำคัญมาก หากในพื้นที่ใดมีการหักเงินเดือนเกินกว่าที่ระเบียบกำหนด ทำให้ครูอยู่อย่างยากลำบาก เพราะมีเงินเดือนเหลือใช้จ่ายไม่ถึงร้อยละ 30 ผู้บริหารจะต้องถูกลงโทษทางวินัย ดังนั้น เราต้องช่วยกันดูแลอย่างเคร่งครัดและครอบคลุมทั่วถึง.  

‘กรมศิลป์’จัดแสดงโขนครั้งประวัติศาสตร์ รามเกียรติ์ ชุด สัจจะพาลี ณ วัดไชยวัฒนาราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787489

'กรมศิลป์'จัดแสดงโขนครั้งประวัติศาสตร์ รามเกียรติ์ ชุด สัจจะพาลี ณ วัดไชยวัฒนาราม

‘กรมศิลป์’จัดแสดงโขนครั้งประวัติศาสตร์ รามเกียรติ์ ชุด สัจจะพาลี ณ วัดไชยวัฒนาราม

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 21.26 น.

“กรมศิลป์”จัดแสดงโขนครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ประกอบแสงสี เรื่อง รามเกียรติ์ ชุด สัจจะพาลี ณ วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา 9-10 มี.ค.นี้

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ มูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา จัดการแสดงสุดยิ่งใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ผสานสองมรดกที่ขึ้นทะเบียนรับรองโดยองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) “โขน – มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” และ “วัดไชยวัฒนาราม – โบราณสถานที่ตั้งอยู่ในเขตมรดกโลก” กับการแสดงโขนประกอบแสงสี เรื่องรามเกียรติ์ ชุด สัจจะพาลี ณ วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 9 – 10 มีนาคม 2567 เพื่อสืบสานและเชิดชูวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่า สอดคล้องกับปณิธานในการดำเนินงานของทั้งสองหน่วยงานที่มุ่งหมายในการอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทย รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนชาวไทย รวมถึงในระดับนานาชาติ

นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า “เพื่อตอบสนองนโยบายซอฟท์พาวเวอร์ของรัฐบาล และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและศิลปวัฒนธรรม กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการ “ราตรีนี้ที่วัดไชยวัฒนาราม” ตั้งแต่พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมาและได้รับการตอบรับที่ดีจึงได้สานต่อโครงการไปถึงสิ้นเดือนเมษายน 2567 นี้ ภายใต้ชื่องาน “ยามค่ำอยุธยา ๒๕๖๗ – Ayutthaya Sundown 2024” เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสความงดงามของโบราณสถานยามราตรี และร่วมกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมต่างๆ โดยมีจุดเด่นคือการจัดแสดงโขนประกอบแสงสี โดยสำนักการสังคีต ร่วมกับมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ที่ถือเป็นการแสดงครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เราขอขอบคุณมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ที่ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย มีความตั้งใจสืบสานและอนุรักษ์มรดกอันล้ำค่าไว้ให้คนรุ่นต่อๆ ไป ที่นับเป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนด้านวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งคนในประเทศ และนานาประเทศ จึงขอเชิญชวนให้มาร่วมชมการแสดงครั้งสำคัญนี้ด้วยกันครับ”

นายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต กล่าวว่า “สำนักการสังคีต ให้ความสำคัญในการดำเนินงานโครงการจัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีสัญจรไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย เสมือนเรา “ยกโรงละครแห่งชาติออกไปหาประชาชน” โดยสร้างสรรค์และปรับองค์ประกอบการแสดง  เล่าเรื่องให้กระชับและชวนติดตาม รวมทั้งผสานเทคโนโลยีอันทันสมัยมาเพิ่มอรรถรสในการชม ที่ไม่เพียงให้ถูกใจผู้ที่ติดตามการแสดงของเราเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เรายังหวังให้คนรุ่นใหม่ รวมทั้งประชาชนนอกกรุงเทพฯ ได้มีโอกาสชมการแสดงที่มีคุณค่าแก่การอนุรักษ์ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น การแสดงชุด “สัจจะพาลี” ที่จัดขึ้นที่วัดไชยวัฒนารามครั้งนี้ ถือเป็นอีกตอนที่มีความสำคัญของเรื่องรามเกียรติ์ ไม่เพียงมีเนื้อหาที่สนุกสนาน ยังเป็นตอนที่รวบรวมตัวละครเอกของเรื่องเอาไว้มากมาย รับรองได้ว่าผู้ชมจะได้รับชมอย่างมีความสุขแน่นอน”

นายสมคิด รุจีปกรณ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา กล่าวว่า “มูลนิธิฯ ก่อตั้งมากว่า 20 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีอย่างยั่งยืนแก่คนในสังคมไทย หนึ่งในแนวทางหลักของการดำเนินงาน เราให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมเพราะเป็นสิ่งที่แสดงถึงอัตลักษณ์ที่ดีงามของชาติไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ที่เราอยากให้พวกเขาได้สัมผัส เรียนรู้ และร่วมสืบสานสิ่งอันมีค่าเหล่านี้ ที่ผ่านมามูลนิธิฯ ร่วมมือกับกรมศิลปากรเพื่อดำเนินการโครงการต่างๆ อาทิ โครงการพัฒนาศักยภาพทักษะด้านช่างเพื่อบูรณะจิตรกรรม ประติมากรรมไทย โครงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในพื้นที่จริงนอกโรงเรียนให้กับคุณครู เพื่อใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตร ผ่านเส้นทางทัศนศึกษาโบราณสถาน รวมถึงโครงการบูรณะโบราณสถานของไทย และครั้งนี้เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมจัดงานแสดงโขนซึ่งถือเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่รวมศิลปะ หลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน เราหวังว่านอกจากจะสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มีโอกาสได้มาชมแล้ว ยังถือเป็นการช่วยสืบสานวัฒนธรรมไทยที่เป็นมรดกอันล้ำค่าให้ดำรงสืบไปอย่างงดงาม”

การจัดแสดงโขนประกอบแสงสี เรื่องรามเกียรติ์ ชุด สัจจะพาลี เป็นการแสดงสุดตระการตาครั้งประวัติศาสตร์ ที่ผสมผสานสองสุดยอดแห่งศิลปะไทยซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างการแสดงโขน ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จากองค์การยูเนสโก โดยมีฉากหลังเป็น วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา หนึ่งในโบราณสถานแห่งสำคัญของไทย ที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันมีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกด้วยเช่นกัน ครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้สัมผัสกับการแสดงสุดยิ่งใหญ่ พร้อมเทคนิกแสง สี เสียงอันทันสมัย รวมถึงการออกแบบเวทีการแสดงที่วิจิตรบรรจงและกลมกลืนกับสถานที่ในทุกมิติ นอกจากนี้ ยังมีการบรรเลงวงออร์เคสตรา โดยวงดุริยางค์สากล สำนักการสังคีต กรมศิลปากร จัดแสดงก่อนการแสดงโขนให้ผู้เข้าชมได้เพลิดเพลินและดื่มด่ำกับบรรยากาศยามอาทิตย์อัสดง ในสถานที่แห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้อย่างเต็มอิ่มอีกด้วย

การแสดงโขนประกอบแสงสี เรื่องรามเกียรติ์ ชุด สัจจะพาลี จัดแสดงในวันที่ 9 – 10 มีนาคม 2567 เวลา 17.30 น. ณ วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา สามารถเข้าชมได้ฟรี โดยผู้ชมเพียงชำระค่าเข้าโบราณสถานวัดไชยวัฒนารามเพียง 10 บาทต่อท่าน ซึ่งรายได้จากส่วนนี้ทางโบราณสถานจะนำไปบำรุงสถานที่ต่อไป

– 006

เสมา1 สั่ง สพฐ.ตรวจสอบเยลลี่หลากสี ป้องกันระบาดในโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787322

เสมา1 สั่ง สพฐ.ตรวจสอบเยลลี่หลากสี ป้องกันระบาดในโรงเรียน

เสมา1 สั่ง สพฐ.ตรวจสอบเยลลี่หลากสี ป้องกันระบาดในโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 13.01 น.

“เสมา1”สั่ง สพฐ.ตรวจสอบเยลลี่หลากสี ป้องกันระบาดในโรงเรียน  ด้าน ”รองธีร์“ เตรียมประสานขอข้อมูล อย.ห่วงเป็นอัตรายกับเด็กเล็ก

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 จากกรณีที่ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ออกมาเตือนผู้บริโภคเกี่ยวกับขนมเยลลี่องุ่นที่มีจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการทำเลียนแบบหลากสีออกวางจำหน่ายตามหน้าโรงเรียนหรือชุมชน โดยไม่มีฉลากภาษาไทยและยังผ่านการรับรองจาก อย. เกรงผู้บริโภคจะได้รับสารอัตรายจากสิ่งเจือปน นั้น

ล่าสุดเ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า  ตนได้ฝากให้ นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ไปตรวจสอบข้อมูลและให้ประชาสัมพันธ์ไปยังโรงเรียนต่างๆให้กำชับตรวจตราเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้ขนมเยลลี่ดังกล่าวเข้าไประบาดในโรงเรียนแล้ว

ด้านนายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้รับการสั่งการจาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว  โดยวันนี้ตนจะสอบถามไปยังเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ถึงข้อมูลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ  หากพบว่ามีอัตรายจริง สพฐ.ก็จะสั่งการไปยังโรงเรียนต่างๆให้เฝ้าระวังและหาทางป้องกันเพราะหากเด็กเล็กบริโภคถุงหุ้มเยลลี่เข้าไปอาจติดคอได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : อย่าซื้อกิน! อย.เตือน’เยลลี่องุ่นเคียวโฮ’สุดอันตราย ระบาดในออนไลน์-ขายพรึ่บหน้าโรงเรียน

‘ศิลปินแห่งชาติ’เปิดภาพ! ‘ยายทองอยู่’จูบพระหัตถ์ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787282

'ศิลปินแห่งชาติ'เปิดภาพ! 'ยายทองอยู่'จูบพระหัตถ์ 'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

‘ศิลปินแห่งชาติ’เปิดภาพ! ‘ยายทองอยู่’จูบพระหัตถ์ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 08.22 น.

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 นายเอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่ภาพชื่อ “ยายทองอยู่จูบพระหัตถ์” โดยมีเนื้อหาดังนี้ คนที่อยู่ใกล้แล้วอบอุ่นสบายใจน่าจะมีพลังพิเศษอะไรบางอย่างในตัว

พลังดังกล่าวนั้น น่าจะมาจากความเป็นผู้มีจิตเมตตา การวางตน การโอภาปราศรัย และคุณความดีที่สั่งสมมาอย่างไม่ได้ขาด

ขออนุญาตนำประวัติบางตอนของยายทองอยู่มาเสริมข้อคิดเห็นดังกล่าว ดังนี้

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2525 ยายทองอยู่ขณะอายุ 85 ปี ขึ้นรับพระราชทานโล่จากพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะเป็นศิลปินพื้นบ้านอาวุโส เนื่องในงาน “เพลงร่วมสมัยสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี” ที่จัดโดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด ณ หอประชุมสำนักงานใหญ่ สีลม ในครั้งนั้นมีศิลปินชั้นครูแขนงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ ร่วมรับด้วย 6 คน เช่น ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนีย์ , อ.มนตรี ตราโมท …

ในฝ่ายเพลงพื้นบ้านมี 2 คนคือยายทองอยู่ รักษาพล กับพ่อบัวเผื่อน โพธิ์พักตร์ วันรับพระราชทานโล่ กลุ่มศึกษาเพลงพื้นบ้านแต่งตัวให้ยายทองอยู่อย่างดี พาแกนั่งรถไปธนาคารกรุงเทพ เข้าหอประชุม ดูวงดนตรีไทยวงใหญ่บรรเลงเพลงต่างๆ ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ถึงเวลาสำคัญผู้บริหารของธนาคารและครูนาฏศิลป์ดนตรีไทยก็ทยอยขึ้นรับพระราชทานตามลำดับ

จนถึงคิวยายทองอยู่ ทุกคนมองแกเดินกระฉับกระเฉงขึ้นไปยังที่ประทับเพื่อรับพระราชทานโล่รางวัลด้วยสายตาเอ็นดู

หลังรับพระราชทานกล่องโล่โดยมีเจ้าพนักงานช่วยรับกล่องต่อจากยายแล้ว ทันใดนั้นแกก็สร้างความตกตะลึงพรึงเพริดให้แก่ทุกคน เมื่อแกจับพระหัตถ์ “สมเด็จพระเทพฯ”ขึ้นมาจูบด้วยความเทิดทูน

สมเด็จพระเทพฯ ทรงพระสรวลอย่างมีเมตตา คนในห้องอ้าปากค้าง แต่ก็ทั้งหัวเราะและอมยิ้มพร้อมกัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เดินจูงมือพาแกเดินกลับเข้าที่นั่งตามเดิม

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จไปที่ไหนมีแต่คนรัก และรู้สึกอบอุ่น อยากอยู่ใกล้ เพียงเห็นก็มีความสุข

ยายทองอยู่เป็นตัวแทนคนหนึ่งของชาวบ้านและประชาชนทั่วไปที่แสดงออกในความรักต่อพระองค์อย่างจริงใจ

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid0HV7XPyAtdd8mGpDJQWY5fXg86Rdz8eYJP5Nk3AxAS7zocVPkCSrDGewDtZCAvKial%26id%3D100063717903959&show_text=true&width=500

ศธ. มอบ ‘ของขวัญแห่งความรัก’ ผ่าน 14+1 โครงการ เติมเต็มความสุขครู-นักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787170

ศธ. มอบ ‘ของขวัญแห่งความรัก’ ผ่าน 14+1 โครงการ เติมเต็มความสุขครู-นักเรียน

ศธ. มอบ ‘ของขวัญแห่งความรัก’ ผ่าน 14+1 โครงการ เติมเต็มความสุขครู-นักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังแถลงข่าว “Take care ดูแลใจ มอบความรักเติมเต็มความสุข” ว่า ศธ.ถือเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการศึกษา โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”เพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากร ด้วยการเรียนรู้อย่างมีความสุข และมีทักษะชีวิต โดย ศธ. ให้สามารถส่งเสริม สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้เรียนให้มีการเรียนรู้ที่สมวัยด้วยการเรียนรู้อย่าง
มีความสุข และมีทักษะชีวิตผ่าน 14 โครงการแห่งความรัก บวก 1 แนวทางเติมเต็มความสุขให้กับครูและนักเรียน ดังนี้

1.Online Up Skill โดยการติวให้กับนักเรียนที่จะสอบเข้าศึกษาต่อในระดับ ม.1 และ ม.4 พร้อมอบรมเพิ่มทักษะสำหรับครูในช่วงปิดภาคเรียน2.ลด(ภา)ระ เลิกโครงการที่ซ้ำซ้อนปรับรูปแบบให้ทันสมัย 3.พัฒนาสุขภาวะกายและใจ เพิ่มมิติด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา และธรรมนูญสุขภาพในโรงเรียน 4.MOE Content Creator Award 2024 ด้วยการสร้างและพัฒนา Content เพื่อการสื่อสารด้านสุขภาพกายและจิตของนักเรียน นักศึกษา ครูในหัวข้อเด็กไทยฐานใจดี หัวข้อพลังความดีสร้างชาติ และหัวข้อ Coaching ปิ๊งอาชีพ ชิงเงินรางวัลกว่า 450,000 บาท 5.สุขภาพจิตดีเริ่มที่เรา “Hello Good Day” จัดทำรูปแบบการสื่อสารสุขภาพจิตในโรงเรียนเชิงบวกด้วยการสวัสดีตอนเช้า และจัดทำ LINE STICKER “MOE Happy” เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการสร้างความตระหนักการมีส่วนร่วมและการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนร่วมกัน

6.Guidance Teacher Skill Up พัฒนาครูแนะแนวในทุกสังกัดให้สามารถเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ ดูแลช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา และพัฒนาศักยภาพพร้อมดูแลสุขภาพจิตผู้เรียน 7.พัฒนาความเข้มแข็งเครือข่ายนักจิตวิทยาโรงเรียน เพิ่มทักษะการฟัง การให้คำปรึกษา และทักษะของนักจิตวิทยาคลินิกที่จำเป็นต้องใช้ในสถานศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายในระดับภูมิภาค 8.MOE Consulting Platform สร้างแพลตฟอร์มให้คุณครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ได้ขอรับการปรึกษาและการดูแลสุขภาพจิตจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาในรูปแบบ Face to Face บนระบบ Online 9.ใส่ใจสุขภาพจิตนักเรียนด้วย Platform School Health HERO ต่อยอดขยายผลการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนวิถีใหม่ให้ครอบคลุมทุกสังกัด 10.Bully Free zone สร้างกลไกป้องกันการ Bully ในสถานศึกษา ที่ครอบคลุมทั้งระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับต้นสังกัด เพื่อคอยให้คำปรึกษา เป็นที่พึ่งพิงสร้างความไว้วางใจ ความรู้สึกปลอดภัย คอยรับฟัง รวมทั้งช่วยเหลือคุ้มครองนักเรียนที่ถูกกระทำอย่างเหมาะสม พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจประเมิน รักษา ฟื้นฟู เยียวยาจนจิตใจและร่างกายสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

11.จัดตั้งหน่วยบริการแนะแนวให้การปรึกษาทางการศึกษา อาชีพ คุณภาพชีวิต และบริการตรวจสุขภาพใจอย่างครบครัน ครอบคลุม 928 แห่งทั่วประเทศ 12.ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย 13.สถานศึกษาปลอดภัย 1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย และ 14.พัฒนากระบวนทัศน์ทักษะ อารมณ์สังคมในผู้เรียน ให้รู้ตน รู้คนรู้สังคม รู้คิดบวก มีทักษะทางสังคมและอารมณ์ในศตวรรษที่ 21 ตลอดจนอีก 1 แนวทางสนับสนุนกิจกรรม3 ด้าน ทั้งศิลปะ ดนตรี กีฬา

“ศธ.จะดำเนินงานโครงการแห่งความรัก เติมเต็มความสุขให้กับครูและนักเรียน ด้วย 14 โครงการ บวก 1 แนวทาง สู่การปฏิบัติในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากสถานศึกษา และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงาน “ศึกษา Take care ดูแลใจ มอบความรักเติมเต็มความสุข” ให้สำเร็จ กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความสุขในการเรียน การทำงาน ให้กับทุกท่าน ถือเป็นการสร้างพลังบวกให้เกิดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้เห็นผลสัมฤทธิ์ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นไป” รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าว

‘เพิ่มพูน’ เดินเครื่องแก้ ‘หนี้ครู’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787167

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ถึงหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์การหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้เงินกู้และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

และเพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ศธ. เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงกำหนดแนวทางดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551 อย่างเคร่งครัด 2.ให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีความประสงค์ให้ต้นสังกัดหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ และหักเงินเดือนเพื่อสิทธิประโยชน์อื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดจัดทำหนังสือยินยอมให้ส่วนราชการหักเงินเดือน ณ ที่จ่ายเพื่อชำระหนี้เงินกู้นั้น จะต้องมีเงินเดือนสุทธิหลังจากหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละ 30 3.ให้สถานีแก้หนี้ คณะกรรมการแก้ไขหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดและผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด กำกับดูแล และดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่มีปัญหาในการชำระหนี้โดยประสานกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูหรือสถาบันการเงินอื่นในการดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และประกาศที่เกี่ยวข้องต่อไป และ 4.สำหรับกรณีผู้ที่มีหนี้สินและต้องการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ให้สถานีแก้หนี้ และผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด พิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยให้เชิญเจ้าหนี้ทุกรายร่วมเจรจาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้หรือแก้ไขปัญหาการชำระหนี้ แล้วรายงานผลการดำเนินการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทราบ(ผ่านตามสายงาน) และให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สรุปรวบรวมนำเสนอรัฐมนตรีภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน

อว.ขับเคลื่อน ‘SPACE-F’ หนุนสตาร์ทอัพสายฟู้ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787169

อว.ขับเคลื่อน ‘SPACE-F’ หนุนสตาร์ทอัพสายฟู้ด

อว.ขับเคลื่อน ‘SPACE-F’ หนุนสตาร์ทอัพสายฟู้ด

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาศ อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าว โครงการ SPACE-F หนุนนวัตกรรมฟู้ดเทคและสตาร์ทอัพ โดยมี ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ นายวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานคร

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า หนึ่งในเป้าหมายของกระทรวง อว. คือการมุ่งเน้นส่งเสริมการใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจฐานคุณค่า ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG และอุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ โดยประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก คาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกในปี 2566 กว่า1.5 ล้านล้านบาท มีสถานประกอบการกว่า 1.36 แสนรายและก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 9.73 แสนตำแหน่ง

“โครงการ SPACE-F จึงเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของสตาร์ทอัพ ด้านเทคโนโลยีอาหาร ให้สามารถเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เรียกได้ว่า “ชาตินวัตกรรม” และสามารถก้าวสู่อันดับที่ 30 ของดัชนีนวัตกรรมโลก ภายในปี 2573 ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ต่อไป”รมว.อว. กล่าว

ด้าน ดร.กริชผกา กล่าวว่า NIA มีเป้าหมายในการยกระดับระบบนวัตกรรมของประเทศ โดยอุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรม
เป้าหมายที่สำคัญ โดยผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ทอัพ โดย StartupBlink พบว่า ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก ปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 52 ของโลก อันดับที่ 11 ของเอเชียแปซิฟิก และอันดับที่ 4 ของอาเซียน

“โครงการ SPACE-F จะมีส่วนช่วยส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการที่เปลี่ยนด้วยนวัตกรรม มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม สามารถเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระดับสากลได้” ผอ. NIA กล่าว

ด้าน ศ.นพ.บรรจง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีความพร้อมในด้านการศึกษาเชิงวิชาการ องค์ความรู้สิ่งอำนวยความสะดวกในด้านอุปกรณ์และเครื่องมือทางงานวิจัยรวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านสาขาวิชาต่างๆจึงมีความพร้อมเพื่อรองรับและช่วยส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาของผู้ประกอบการด้านอาหาร/สตาร์ทอัพในโครงการ SPACE-F ที่มุ่งเน้นสู่การพัฒนาประเทศไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตของเอเชีย

ทั้งนี้ โครงการ SPACE-F ได้เปิดรับสมัครสตาร์ทอัพ รุ่นที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.-31 มี.ค. 2567 ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.space-f.co หรือ Facebook : SPACE-F

วว.เสนอแผนดัน ‘อวกาศยานไทย’ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787168

วว.เสนอแผนดัน ‘อวกาศยานไทย’  เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอาเซียน

วว.เสนอแผนดัน ‘อวกาศยานไทย’ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)นำโดย ดร.สุเทพจอยเอกา นักวิชาการศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ (MPAD) วว. และคณะเสนอแผนผลักดันอุตสาหกรรมการทดสอบอากาศยานและอวกาศยานของประเทศไทย ในงานเสวนา “ความสามารถในการแข่งขันธุรกิจและอุตสาหกรรมการทดสอบดาวเทียมของประเทศไทยกับภูมิภาคอาเซียน” ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

แผนผลักดันอุตสาหกรรมการทดสอบอากาศยานและอวกาศยานของประเทศไทยของ วว. มีกรอบสาระความสำคัญมุ่งเน้นการสร้างความพร้อมของเครื่องมือวิเคราะห์/ทดสอบ ความหลากหลายทางด้านความสามารถการวิเคราะห์/ทดสอบของห้องปฏิบัติการ และการมุ่งเน้นในเรื่องของบุคลากรที่จะต้องได้รับการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ทั้งด้านวิชาการและทักษะขั้นสูงทางด้านการทดสอบ รวมถึงการธำรงไว้ซึ่งระบบมาตรฐานของห้องปฏิบัติการ

“หากมีการนำแผนนี้ไปสู่การปฏิบัติ วว. เชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและวงการอุตสาหกรรมด้านนี้ คือ ผู้ประกอบการทั้งด้านอากาศยานและอวกาศยานมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุน มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทั้งด้านการผลิตและการทดสอบ ลดการพึ่งพาการส่งไปวิเคราะห์ทดสอบที่ต่างประเทศทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ ต่อไปอย่างยั่งยืน” ดร.สุเทพ กล่าว

ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการตรวจสอบสมบัติวัสดุและวิเคราะห์ความเสียหาย เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบของภาครัฐ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการระบบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมการบิน อวกาศ และการป้องกันประเทศ (AS9100D) มีความพร้อมและมุ่งมั่นในการผลักดัน ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ ของประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ รวมทั้งกระตุ้นความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการประกอบธุรกิจด้านการบินและอวกาศ

‘ยูเนสโก’ประกาศรับรอง’กรุงเทพฯ-ขอนแก่น-ยะลา’เป็นเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787267

'ยูเนสโก'ประกาศรับรอง'กรุงเทพฯ-ขอนแก่น-ยะลา'เป็นเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้

‘ยูเนสโก’ประกาศรับรอง’กรุงเทพฯ-ขอนแก่น-ยะลา’เป็นเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 20.55 น.

เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เปิดเผยว่า วันนี้ (14 ก.พ.2567) สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก ได้ประกาศรายชื่อเมืองที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (UNESCO Global Network of Learning Cities: GNLC) ประจำปี 2567 เพื่อยกย่องความมุ่งมั่นของเมืองด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน (Lifelong Learning for All) โดยปีนี้มีเมืองของไทยได้รับคัดเลือกและประกาศรับรองให้เป็นสมาชิกเครือข่ายดังกล่าวด้วย จำนวน 3 เมือง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เทศบาลนครขอนแก่น และเทศบาลนครยะลา 

โดยเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก หรือ UNESCO GNLC เป็นการดำเนินงานโดยสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning: UIL) มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเร่งรัดให้เกิดการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยส่งเสริมให้เมืองต่างๆ พัฒนาสู่การเป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้” ที่มีคุณลักษณะที่สำคัญคือ เป็นเมืองที่สามารถจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในทุกๆ ภาคส่วน เพื่อจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ในครอบครัว ชุมชน และที่ทำงาน มีการขยายโอกาสในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการเรียนรู้ และสร้างเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 (SDG4) การศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายที่ 11 (SDG11) ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย มีภูมิต้านทานและยั่งยืน 

การได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่าย UNESCO GNLC จะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นสมาชิกอย่างเต็มที่ โดยจะได้รับคำแนะนำ แนวทาง และการสนับสนุนในการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ มีโอกาสในการเสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ/ภูมิภาค ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานกับเมืองที่เป็นสมาชิกเครือข่ายทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการเสนอผลการดำเนินงานที่มีความโดดเด่นเพื่อรับรางวัล UNESCO Learning City Award ซึ่งมีการมอบรางวัลทุก 2 ปีด้วยประเทศไทยมีสมาชิกที่เป็นเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้รวมทั้งสิ้น 10 เมือง ได้แก่ เทศบาลนครเชียงราย (เป็นสมาชิกเมื่อปี 2562) เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลนครภูเก็ต เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา (เป็นสมาชิกเมื่อปี 2563) จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพะเยา และเทศบาลนครหาดใหญ่ (เป็นสมาชิกปี 2565)  และกรุงเทพมหานคร เทศบาลนครขอนแก่น และเทศบาลนครยะลา ได้รับการรับรองให้เป็นสมาชิกล่าสุดในปีนี้ 

สำหรับเมืองที่สนใจสมัครเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ครั้งถัดไปสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ที่เว็บไซต์ของสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ http://www.bic.moe.go.th
 

—017