‘สีม่วง’สะพรั่ง!ศธ.-สพฐ.พร้อมใจแสดงความจงรักภักดี‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787110

‘สีม่วง’สะพรั่ง!ศธ.-สพฐ.พร้อมใจแสดงความจงรักภักดี‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

‘สีม่วง’สะพรั่ง!ศธ.-สพฐ.พร้อมใจแสดงความจงรักภักดี‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 13.42 น.

‘สีม่วง’สะพรั่ง!ศธ.-สพฐ.พร้อมใจแสดงความจงรักภักดี‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

14 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เข้าร่วมประชุม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า วันนี้ 14 ก.พ. เป็นวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก แต่ความรักของเรากระทรวงศึกษาธิการเป็นความรักสีม่วง แสดงออกให้เห็นว่าพวกเราชาวกระทรวงศึกษาธิการ มีความรักและความจงรักภักดีที่เรามีต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพราะสีม่วงเป็นสีประจำพระชนมวารของพระองค์ และพระองค์ท่านทรงมีพระเมตตาต่อวงการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง จะเห็นได้ว่าวันนี้บุคลากรในหน่วยงานในสังกัด และหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ จะสวมใส่เสื้อสีม่วงมาปฏิบัติงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องที่เป็นญาติพี่น้องบอกว่าผู้ใดมีความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็แสดงออกให้สังคมเห็นได้ว่าพวกเรามีความรักและเทิดทูลพระองค์ท่านอย่างไร

นอกจากนี้ ตนได้เน้นย้ำในที่ประชุมว่า เนื่องจากปีนี้เป็นปีมหามงคลในโอกาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ  6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 ก.ค.2567 ตนจึงได้นำข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มาชี้แจงในที่ประชุมว่าในวันจันทร์ ขอความร่วมมือและขอเชิญชวนบุคลากรของศธ.ในการใส่เสื้อสีเหลืองมาปฏิบัติงาน และขอให้มีการประดับธงชาติไทยและธงตราสัญลักษณ์ วปร ตามนโยบายรัฐบาล

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า ในวันแห่งความรักปีนี้ ผู้บริหารระดับสูง ผู้อำนวยการสำนัก ข้าราชการ ลูกจ้าง และบุคลากรของทุกองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ต่างพร้อมใจกันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีม่วง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงการแสดงความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน เนื่องในวันแห่งความรัก ซึ่งไม่จำกัดเพียงความรักของคู่รักเท่านั้น แต่สามารถแสดงออกถึงความรักต่อครอบครัว พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน บุคคลที่เคารพนับถือ รวมถึงความรักต่อสถาบันหลักของชาติ

ในส่วนของ สพฐ. ได้รณรงค์การใส่เสื้อผ้าสีม่วง ไปยังข้าราชการและบุคลากรในสังกัดทุกสำนัก และได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ข้าราชการและบุคลากรของ สพฐ. ได้สานพลังร่วมใจกันใส่เสื้อผ้าสีม่วงอย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นภาพที่งดงามน่าประทับใจ แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีกลมเกลียวกันของคนในองค์กรอย่างเหนียวแน่น

ทั้งนี้ สีม่วงเป็นสีประจำพระองค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ซึ่งพระองค์ทรงส่งเสริมงานด้านการศึกษาของไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทรงริเริ่มโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ พ.ศ. 2523 โดยเริ่มจากโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชน และให้ความสำคัญตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียนไปจนถึงการศึกษาขั้นสูง ระยะที่ทรงงานการศึกษามากว่า 40 ปี จึงทรงเชี่ยวชาญด้านการศึกษาอย่างมาก จึงทรงได้รับการเทิดพระเกียรติในฐานะ “เจ้าฟ้านักการศึกษา”  /////////-005

‘สมาคมแม่บ้านมหาดไทย’ออกแถลงการณ์ ขอแสดงจุดยืนด้วยชีวิตพิทักษ์รักษาปกป้องสถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787067

'สมาคมแม่บ้านมหาดไทย'ออกแถลงการณ์ ขอแสดงจุดยืนด้วยชีวิตพิทักษ์รักษาปกป้องสถาบัน

‘สมาคมแม่บ้านมหาดไทย’ออกแถลงการณ์ ขอแสดงจุดยืนด้วยชีวิตพิทักษ์รักษาปกป้องสถาบัน

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 09.35 น.

สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ออกแถลงการณ์น้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

จากกรณีปรากฏข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ได้มีการเสนอเรื่องที่มีบุคคลได้ขับรถยนต์บีบแตรรถยนต์ลากยาวระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะเสด็จผ่านทางร่วมต่างระดับมักกะสัน โดยมีพฤติการณ์ขับรถยนต์ด้วยความเร็วเพื่อไปให้ทันขบวนเสด็จ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดกั้นรถยนต์คันดังกล่าวจนได้มีการโต้เถียง ซึ่งต่อมาได้เกิดการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ถึงพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลดังกล่าว และเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 ศาลอาญาได้ออกหมายจับกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว

สมาคมแม่บ้านมหาดไทยขอเรียนว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดความไม่สบายใจของพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศ ซึ่งต่างยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติไทย ทั้งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สถาบันพระมหากษัตริย์” ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ดังนั้น สมาคมแม่บ้านมหาดไทยจึงได้มีแถลงการณ์ เรื่อง ขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ความว่า

“สมาคมแม่บ้านมหาดไทย เทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีภารกิจในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ 

สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นศูนย์รวมแห่งดวงใจไทยทั้งชาติ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชน นำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ ทรงดูแลปกป้องประชาชนด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาคุณ ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขราษฎร มาเป็นเวลายาวนาน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสละเวลา ความสุขส่วนพระองค์ โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่าง ๆ อยู่เสมอ และทรงมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในกิจการโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นจำนวนมาก พร้อมทรงรับพระราชทานพระบรมราโชบายมาสนองพระเดชพระคุณในด้านต่าง ๆ นับเป็นการดูแลสอดส่องพระราชกรณียกิจส่วนหนึ่งต่างพระเนตรพระกรรณ อีกทั้งทรงดำรงตำแหน่งอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย สนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ทั้งยังทรงมีพระเมตตาคุณ โปรดเกล้าฯ รับสถานศึกษา สมาคม มูลนิธิเป็นจำนวนมากไว้ในพระราชูปถัมภ์ และปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ ไม่ทรงย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อยแม้พระวรกายมีอาการเจ็บป่วยก็ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพี่น้องประชาชนของพระองค์ท่าน อีกทั้งยังพระราชทานแนวพระราชดำริแก่องค์กรต่าง ๆ ได้น้อมนำไปขับเคลื่อน กอปรประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประชาชนคนไทย และแผ่ขยายไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน เป็นที่ประจักษ์ชัดของประชาชนคนไทย ตลอดจนประชาชนนานาประเทศทั่วโลก

โดยสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้น้อมนำโครงการและแนวพระราชดำริมาขับเคลื่อนร่วมกับประธานชมรมแม่บ้านมหาดไทยทุกจังหวัด และภาคีเครือข่ายของสมาคมแม่บ้านมหาดไทยในทุกจังหวัดทั่วประเทศ อาทิ การเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” การส่งเสริมสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก การมอบทุนการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาส การซ่อมสร้างโรงพยาบาล และการรับบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตคนเจ็บป่วยทั่วทั้งประเทศ เป็นต้น

สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และขอแสดงจุดยืนด้วยชีวิต ในการพิทักษ์ รักษา ปกป้องมิให้บุคคลใดมาดูหมิ่นเหยียดหยามพระเกียรติของพระองค์ผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศไทยและทั่วโลก ได้รวมพลังกันในการแสดงความจงรักภักดี ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริสู่การขับเคลื่อนสร้างคุณประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองอันเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยตลอดไป”

SCN ร่วมแชร์ประสบการณ์ให้ความรู้แก่นักศึกษา มธ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786961

SCN ร่วมแชร์ประสบการณ์ให้ความรู้แก่นักศึกษา มธ.

SCN ร่วมแชร์ประสบการณ์ให้ความรู้แก่นักศึกษา มธ.

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN ได้รับเทียบเชิญจาก คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์แก่นักศึกษา ในหัวข้ออาชีวอนามัยและความปลอดภัยในองค์กร โดย SCN ได้ส่งตัวแทน น.ส.พรทิพา เจริญผล ผู้จัดการแผนกความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม และในฐานะศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วมเป็นวิทยากรหลักในการบรรยายข้อมูลให้แก่นักศึกษาในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์

โดยรายวิชาดังกล่าวถือเป็นหลักสูตรใหม่ที่ศึกษาเกี่ยวกับประเด็นงานทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานการณ์ปัจจุบัน และยุทธศาสตร์ระดับชาติภูมิภาค และโลก ในหัวข้อ “จป.Trick Talk (เทคนิคการสื่อสารและประสานงานภายในองค์กร)” ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านการดูแลสุขภาพอนามัยในผู้ประกอบอาชีพทุกอาชีพ รวมถึงความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวได้จัดขึ้น ณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อเร็วๆ นี้

สกู๊ปพิเศษ : SCG เร่งเครื่องพลังงานสะอาด ‘ฟื้นน้ำ-สร้างป่า’ ลดเหลื่อมล้ำชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786960

สกู๊ปพิเศษ : SCG เร่งเครื่องพลังงานสะอาด ‘ฟื้นน้ำ-สร้างป่า’ ลดเหลื่อมล้ำชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : SCG เร่งเครื่องพลังงานสะอาด ‘ฟื้นน้ำ-สร้างป่า’ ลดเหลื่อมล้ำชุมชน

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เอสซีจี เปิดบ้านเอสซีจี ลำปาง ชมกระบวนการผลิตสีเขียว เพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน ร้อยละ 40 เร่งผลิตปูนคาร์บอนต่ำ นวัตกรรมรักษ์โลกพร้อมชวนชุมชนร่วมฟื้นน้ำ สร้างป่าตั้งโครงการ “กองทุนคาร์บอนเครดิตชุมชน” หนุนปลูกป่าต้นน้ำกว่า 500,000 ไร่ ส่งเสริมการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ลดฝุ่น PM 2.5 ใช้เทคโนโลยีจัดการน้ำช่วยให้มีน้ำทำเกษตรตลอดปีสร้างอาชีพตามอัตลักษณ์แต่ละพื้นที่ ลดเหลื่อมล้ำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

นายโอบบุญ แย้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน Enterprise Brand Management เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจีดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ ESG 4 Plus เร่งสร้างสังคม Net Zero ที่น่าอยู่ ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยทุกธุรกิจมุ่งใช้กระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก และร่วมกับทุกภาคส่วนลดเหลื่อมล้ำให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ได้แก่ โครงการรักษ์ภูผามหานที เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้ตลอดปีด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งทำไปแล้วกว่า 120,000 ฝาย และโครงการพลังชุมชน อบรมให้ความรู้ เปลี่ยนวิธีคิด สร้างอาชีพ มีรายได้เพิ่มจากการเพิ่มมูลค่าสินค้าในท้องถิ่นให้โดดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการตลาด ปัจจุบันมีผู้ร่วมเข้าทั้ง 2 โครงการกว่า 200,000 คน จาก 500 ชุมชน ใน 37 จังหวัด เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง

นายวรการ พงษ์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด กล่าวว่า เรายึดหลัก “สร้างงานสร้างความเจริญ รักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลเมืองดีของลำปาง” ดำเนินงานโดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน ร้อยละ 40 อาทิ ชีวมวล ขยะมูลฝอยจากชุมชนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าวเปลือกข้าวโพด กิ่งไม้ใบไม้ จากโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ได้อย่างดี และเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ร้อยละ 26 ด้วยการติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำ โซลาร์รูฟท็อป นำลมร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รถบรรทุกหินปูน-รถตัก-รถขุดไฟฟ้าในโรงงาน ขณะเดียวกันยังผลิตปูนคาร์บอนต่ำซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.05 ตัน CO2 ต่อการผลิต 1 ตัน และปีนี้เตรียมออกปูนคาร์บอนต่ำ รุ่นที่ 2 ซึ่งสามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นจากรุ่นแรกอีกร้อยละ 5 นอกจากนี้ยังส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ผ่านการสร้างฝายชะลอน้ำ การปลูกป่าชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาอาชีพ

นายสงกรานต์ เป็นพวก ผู้ใหญ่บ้านสาแพะเหนือ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง กล่าวว่า ช่วงปี 2558-2559 เกิดภัยแล้งรุนแรง ต้นข้าวยืนต้นแห้งตายเกือบทั้งหมู่บ้าน ชุมชนจึงเข้าร่วม “โครงการรักษ์ภูผามหานที” กับเอสซีจี ลำปาง เพื่อเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการดูแลป่าต้นน้ำ เช่น สร้างฝายชะลอน้ำ ฝายใต้ทราย วังเก็บน้ำ ประตูเปิด-ปิดน้ำ ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำชุมชน “อ่างห้วยแก้ว” ได้ถึง 80,000 ลบ.ม. ทั้งยังลดการสูญเสียการจ่ายน้ำด้วยการทำบ่อพวงคอนกรีตตามสันเขา ชุมชนจึงสามารถกักเก็บน้ำเพื่อเพาะปลูกได้ตลอดปี ทำให้ชุมชนสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท

นายสุมัย หมายหมั้น นายกสมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จ.ลำปาง กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนชุมชนใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน จึงร่วมกันก่อตั้ง “เครือข่ายป่าชุมชน” เมื่อปี 2552 และขยายผลสู่การก่อตั้ง “สมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จ.ลำปาง” ในปี 2564 โดยจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้ง “กองทุนคาร์บอนเครดิตชุมชน” เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยแล้ง น้ำท่วม หมอกควัน ไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งช่วยลดเหลื่อมล้ำทางสังคม 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การศึกษาอาชีพ และสุขภาวะ โดยการเข้าร่วมโครงการพลังชุมชน ซึ่งเป็นหลักสูตรอบรมวิสาหกิจชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างโอกาสให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เข้มแข็งเติบโตอย่างยั่งยืน

นางภัทชา ตนะทิพย์ นวัตกรตัวแม่ ชุมชนวังชิ้น จ.แพร่ กล่าวว่า หลังจากเข้าอบรม “โครงการพลังชุมชน” จึงนำวิธีคิด “ง่าย ไว ใหม่ ใหญ่ ยั่งยืน” มาใช้สร้างอาชีพ ด้วยการ “แปรรูป” กล้วยหอมทองอย่างหลากหลาย อีกทั้งได้ชวนเยาวชนในท้องถิ่นมาร่วมออกแบบบรรจุภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตจาก LocoPack ของ SCGP เป้าหมายถัดไปคือการ “พัฒนาชุมชนวังชิ้น” เป็นชุมชนเศรษฐกิจ “กล้าคิด กล้าทำ ทำต่อเนื่อง”ตั้งศูนย์นวัตกรรมกล้วยหอมทองครบวงจร เปิดสอนอาชีพ สร้างงานให้ชุมชนมีรายได้เพิ่ม และเชิญชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมพัฒนาการตลาดเชื่อมกับแผนการท่องเที่ยวให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจ จ.แพร่

นายสินชัย พุกจินดา เจ้าของโฮมสเตย์ หมอนไม้ไออุ่น จ.แพร่กล่าวว่า หลังจากได้เข้าอบรมในโครงการพลังชุมชน จึงเกิดความคิดว่าชุมชนเรามีของดีที่เป็นเอกลักษณ์และพัฒนาเป็นอาชีพได้ นั่นคือทิวทัศน์ที่สวยงาม อากาศดี น่าท่องเที่ยว จึงใช้ทักษะการเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ไม้สักมาออกแบบโฮมสเตย์ “หมอนไม้ไออุ่น” โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเครื่องเรือนไม้สักที่ทำจากมือด้วยหัวใจ ให้บริการอาหารเครื่องดื่ม ชมทิวทัศน์ที่สวยงามท่ามกลางภูเขา ส่งผลให้ที่นี่กลายเป็น “จุดเช็คอิน” ที่นักเดินทางต้องแวะเวียนมา นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำสินค้าของฝากของที่ระลึกมาจำหน่าย และในอนาคตจะดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อยกระดับให้ อ.วังชิ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ช่วยสร้างงาน อาชีพ และยังทำให้คนท้องถิ่นภูมิใจในบ้านเกิดด้วย

จากตัวอย่างความร่วมมือของทุกภาคส่วนและบุคคลหลากหลายวัย ส่งผลให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และนำไปสู่เป้าหมายสังคม Net Zero ได้

ม.ศรีปทุม จัดโครงการ ‘พินัยกรรมชีวิต’ ชีวิตออกแบบได้ แม้ในวาระสุดท้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786964

ม.ศรีปทุม จัดโครงการ ‘พินัยกรรมชีวิต’  ชีวิตออกแบบได้ แม้ในวาระสุดท้าย

ม.ศรีปทุม จัดโครงการ ‘พินัยกรรมชีวิต’ ชีวิตออกแบบได้ แม้ในวาระสุดท้าย

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผศ.เจียมจิต สุวรรณน้อย คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดโครงการเสวนาการเผยแพร่ความรู้ ในหัวข้อ “พินัยกรรมชีวิต” โดยมี ศ.ดร.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร
ผู้อำนวยการของเยือนเย็นวิสาหกิจเพื่อสังคม และศาสตราจารย์ของภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร รวมถึง พญ.นาฎ ฟองสมุทร ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการด้านผู้สูงอายุ ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านข้อกฎหมายต่างเกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต หรือ “Living Will” พินัยกรรมชีวิต หรือ หนังสือแสดงเจตนา (Advance Directive)

ซึ่งเป็นการทำเอกสารแสดงเจตจำนงล่วงหน้าของ บุคคลเกี่ยวกับการรับบริการด้านสาธารณสุขผ่านหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับการบริการสาธารณสุขเพื่อการยื้อชีวิตในวาระสุดท้าย หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้เพื่อให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตระยะสุดท้ายของผู้ป่วย ให้สุขสบายมากที่สุดก่อนจะจากไป ตาม ม.12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ให้แก่ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา ณ ห้องออดิทอเรียม 1 อาคาร 11 ชั้น 14มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน) พร้อมกันนี้ ได้ถ่ายทอดสดผ่านทางโซเชียลมีเดีย Facebook Live ของเพจ Facebook คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกช่องทางหนึ่ง

สพฐ.ชู รร.อยุธยานุสรณ์ ความปลอดภัยดีเยี่ยม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786962

สพฐ.ชู รร.อยุธยานุสรณ์ ความปลอดภัยดีเยี่ยม

สพฐ.ชู รร.อยุธยานุสรณ์ ความปลอดภัยดีเยี่ยม

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาธิการ ในการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา ณ โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมี นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย ผู้บริหารหน่วยงานด้านการศึกษาในพื้นที่ ร่วมเปิดการ Kick Off ดำเนินการตามมาตรการรักษาความปลอดภัย และติดตั้งตู้แดงของกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจตรารักษาความปลอดภัยในโรงเรียน

นายธีร์ กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ พบว่าทางโรงเรียนได้กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนอย่างชัดเจน มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดให้สามารถพร้อมใช้งานและติดตั้งไฟส่องสว่างในยามวิกาล ครอบคลุมทุกพื้นที่ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยนอกเวลาราชการ ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับโรงเรียนอื่นๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติตามได้

ส่วนภาพรวมของการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศนั้น ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วครบ 100%แต่อาจจะยังไม่แล้วเสร็จในทุกพื้นที่เนื่องจากเราเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่แต่ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหาในภาพรวมซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่ให้กระบวนการดำเนินไปได้เป็นปกติ วันนี้เราต้องสอดประสานการทำงานร่วมกัน เพราะโรงเรียนเป็นจุดเปราะบางที่อาจจะเกิดเหตุได้ง่าย จึงต้องมีการตรวจตราที่ละเอียดเข้มขึ้นกว่าเดิม โดยช่วงที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือช่วงหลังเลิกเรียน วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งทางตำรวจก็ให้ความมั่นใจว่าจะตรวจตราดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงชุมชน ท้องถิ่นก็จะช่วยกันเป็นหูเป็นตาด้วย

“เชื่อว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้ครูสามารถดูแลจากระยะทางไกลได้ผ่านกล้องวงจรปิด เป็นการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา นอกเหนือไปจากภาระหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอน ตามข้อห่วงใยของพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. และว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดาเลขาธิการ กพฐ. ที่ให้ความสำคัญกับครูและบุคลากรทางการศึกษา และตั้งใจที่จะลดภาระครูฯ อย่างจริงจัง และมั่นใจว่าการบูรณาการร่วมกันระหว่างโรงเรียน กับชุมชน ตำรวจ หน่วยงานท้องถิ่น จะทำให้กระบวนการทำงานกระชับขึ้น เกิดเป็นภาพที่น่ารักของโรงเรียน ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จับมือกันให้แน่นและทำงานกันอย่างชัดเจนขึ้น” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ได้ดำเนินการสอดคล้องกับมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีมติเห็นชอบ ให้ยกเลิกครูอยู่เวรรักษาการณ์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 รวมถึงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย และตามข้อสั่งการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ให้บูรณาการการทำงานร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้ได้ซึ่งมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการ จึงได้กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน ดังนี้

กำหนดระยะเวลาในการเปิด-ปิด สถานศึกษา ได้แก่วันจันทร์-ศุกร์ เปิด 06.00 น.ปิด 18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ปิดทำการ มอบหมายครูที่รับผิดชอบห้องเรียน ห้องสำนักงาน ห้องปฏิบัติการต่างๆ ตรวจสอบความเรียบร้อย ปิดไฟปิดพัดลม เครื่องใช้ไฟฟ้า ปิดหน้าต่างล็อกประตูให้เรียบร้อย ในวันจันทร์-ศุกร์ ภายในเวลา 18.00 น.

ถ้าหากครูที่มีความประสงค์มาปฏิบัติหน้าที่นอกเวลาราชการ ให้จัดทำแบบขออนุญาตมาปฏิบัติงานที่กลุ่มบริหารงานบุคคลขณะเดียวกันครูที่มีความประสงค์นำนักเรียนมาทำกิจกรรมที่โรงเรียนนอกเวลาราชการ ให้จัดทำบันทึกข้อความเพื่อขออนุญาตพร้อมหนังสือขออนุญาตผู้ปกครองที่กลุ่มบริหารวิชาการ และครูต้องมาควบคุมนักเรียนด้วยตนเองตลอดเวลาขณะทำกิจกรรม กรณีครูและบุคลากรฯ มีความประสงค์เข้ามาบริเวณสถานศึกษาโดยใช้เวลาไม่นาน ให้ลงนามในบันทึกการเข้า-ออกบริเวณโรงเรียน ที่ป้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าโรงเรียน

โดยโรงเรียนได้ประสานความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยนอกเวลาราชการ และโรงเรียนได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดให้สามารถพร้อมใช้งานและติดตั้งไฟส่องสว่างในยามวิกาล ครอบคลุมทุกพื้นที่

เปิดโครงสร้าง’สกร.’แผนที่เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787056

เปิดโครงสร้าง'สกร.'แผนที่เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม

เปิดโครงสร้าง’สกร.’แผนที่เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 22.42 น.

“ธนากร ดอนเหนือ” กางโครงสร้างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ส่วนกลางมี 12 กอง ระดับพื้นที่ลงถึงชุมชน ปีนี้เดินหน้าดันงานจัดสอบเทียบสำหรับเด็กอัจฉริยะ – จัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ  ชี้งานของ สกร. คือ แผนที่เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย

นายธนากร ดอนเหนือ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำโครงสร้างใหม่ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ว่า ขณะนี้ได้ข้อยุติแล้วว่าหน่วยงานภายใน สกร. ในส่วนกลาง มี 12 กอง ประกอบด้วย 1.กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร 2.กลุ่มตรวจสอบภายใน 3.กลุ่มกฎหมายและนิติการ 4.สำนักงานเลขานุการกรม 5.กองบริหารการคลัง 6.กองบริหารทรัพยากรบุคคล 7.กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ 8.กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง 9.กองยุทธศาสตร์และแผนงาน 10.กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 11.กองมาตรฐานความรู้และรับรองวุฒิ และ 12.ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนรู้ และ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์

รักษาราชการแทนอธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า สำหรับระดับพื้นที่จะมีหน่วยงานการศึกษา/สถานศึกษา กระจายอยู่ทั่วประเทศ ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาค สถาบันการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่องสิรินธร สถาบันการศึกษาทางไกล และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายพิเศษ โดยภายใต้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด จะมีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ ศูนย์หรือสถาบันการเรียนรู้เฉพาะด้านหรือเฉพาะกิจการ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล และศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่ โดยมีการกำหนดกรอบอัตรากำลังของ สกร.ทั้งหมด ดังนี้ เป็นข้าราชการ 4,980 อัตรา พนักงานราชการ 15,139 อัตรา และ ลูกจ้างประจำ 248 อัตรา ซึ่งโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ และการกำหนดกรอบอัตรากำลังใหม่นี้จะแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายนนี้

นายธนากร กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันก็เร่งดำเนินการในส่วนของกฎหมายลำดับรองที่ต้องออกตามความใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 และได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้วส่วนหนึ่ง เช่น การกำหนดสถานที่ตั้งของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร /ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอและเขต (กทม.) / ศูนย์การเรียนรู้ตำบลและแขวง (กทม.) การกำหนดอำนาจหน้าที่ของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” การประกาศให้จัดตั้งศูนย์หรือสถาบันการเรียนรู้เฉพาะด้านหรือเฉพาะกิจการ ซึ่งกำหนดให้เป็นสถานศึกษาไปแล้วจำนวน 39 แห่ง และการกำหนดให้หน่วยจัดการเรียนรู้มีอำนาจในการรับรองคุณวุฒิให้แก่ผู้เรียนเมื่อสำเร็จการศึกษา โดยมีการออกเป็นประกาศนียบัตร หรือ วุฒิบัตร หรือ หนังสือรับรองความรู้ เพื่อนำไปสะสมในการได้รับการรับรองคุณวุฒิ

“ สกร.เป็นกรมใหม่ เราต้องเร่งทำงานอย่างรอบด้านในทุกมิติ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนงานได้ ซึ่ง สกร.ได้นำนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มาปฏิบัติ เช่น ลดภาระงานครู แก้ไขปัญหาหนี้สิน ให้นักเรียน นักศึกษาเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมี 2 นโยบายของ รมว.ศธ. ที่ สกร.ต้องเร่งทำให้เร็วในปี 2567 นี้ คือ การจัดการศึกษาเพื่อเด็กอัจฉริยะ และการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของ สกร.ในทุกมิติ โดยในส่วนของการจัดการศึกษาเพื่อเด็กอัจฉริยะ สกร.กำลังดำเนินการพัฒนาหลักสูตรสอบเทียบ เพื่อรองรับเด็กกลุ่มนี้ และเพื่อให้การศึกษาขั้นพื้นฐานมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สกร.จึงได้ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และสำนักงานคณะการรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการจัดทำหลักสูตรมาตรฐานของชาติมาจัดสอบ และมอบสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นผู้ออกข้อสอบ นอกจากนี้ผมจะได้หารือกับมหาวิทยาลัย ให้ช่วยจัดทำหลักสูตรนักส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้ครูและบุคลากรเข้ารับการอบรม โดยเรียนที่มหาวิทยาลัยเพียง 1-2 วัน และศึกษาทำงานในพื้นที่ให้มาก 3-6 เดือน จบแล้วได้รับหน่วยกิตไปสอบเทียบระดับปริญญาโทได้ เพื่อเตรียมบุคลากรได้ปรับตัวและพร้อมปฏิบัติงานใหม่ๆ ตามภารกิจใน กฎหมายและโครงสร้างใหม่ของ สกร.ซึ่งผมมองว่างานของ สกร. คือ แผนที่เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย” นายธนากร กล่าว.

‘ศาลเจ้าไต้ฮงกง’มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน (ชิวสี่) ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786905

‘ศาลเจ้าไต้ฮงกง’มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน (ชิวสี่) ประจำปี 2567

‘ศาลเจ้าไต้ฮงกง’มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน (ชิวสี่) ประจำปี 2567

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 15.00 น.

‘ศาลเจ้าไต้ฮงกง’มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน (ชิวสี่) ประจำปี 2567

13 กุมภาพันธ์ 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ  คณะกรรมการฯ ผู้ช่วยกรรมการฯ และผู้บริหารมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567 ในวันชิวสี่ หรือวันที่สี่ของเทศกาลตรุษจีน  ซึ่งเป็นวันที่ประกอบพิธีอัญเชิญ (รับ) เทพเจ้าลงจากสวรรค์ และเริ่มประกอบพิธีสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา (พะเก่ง) สะเดาะเคราะห์ แก้ปีชง เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา โดยคณะสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกาย ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่  9 – 18 กุมภาพันธ์ 2567 โดยขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์ และสาธุชนทุกท่าน  “สักการะหลวงปู่ไต้ฮง” ขอพรเนื่องในเทศกาลตรุษจีนเพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ ลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา หรือ “พะเก่ง” เพื่อสะเดาะเคราะห์ ขอให้ครอบครัวมีสุข เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา เสริมความมั่นคงสถาพร ตลอดปี พร้อมรับประทาน สาคูสิริมงคล  เพื่อความกลมเกลียวและอยู่เย็นเป็นสุข  รับฮู้ (ยันต์) ของหลวงปู่ไต้ฮง  ติดหน้าบ้าน หรือพกติดตัวเพื่อคุ้มครอง  เคาะระฆังทอง ให้ก้องกังวานเพื่อให้ชีวิตสดใส การงานรุ่งเรืองระบือไกล และร่วมขอพรเทพยดาฟ้าดินเนื่องในวันประสูติ (ทีกงแซ)  ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 17 ก.พ. 2567 ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้หลวงปู่ไต้ฮง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ  ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ (โดยในวันที่ 9 และ 17กุมภาพันธ์ 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดบริการโต้รุ่ง)

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เฮง ๆ ๆ  ต้อนรับปีมังกรทอง  มูลนิธิฯ เปิดให้มีการทำบุญพะเก่งออนไลน์ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung

เนื่องจากขณะนี้ ประเทศไทย เกิดสถานการณ์ค่าฝุ่น P.M 2.5 เกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งยังคงมีอยู่ในขณะนี้ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใย และเพื่อความปลอดภัยของผู้มีจิตศรัทธา มูลนิธิฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร คอยอำนวยความสะดวกผู้มีจิตศรัทธา รวมทั้งจัดตั้งหน่วยพยาบาลสำหรับการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน และจัดให้มีป้ายประชาสัมพันธ์ค่าฝุ่นละออง P.M 2.5 แบบ Realtime เพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้มีจิตศรัทธาอีกทางหนึ่ง รวมถึงจัดให้มีมาตรการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อไวรัสทุกวันหลังปิดทำการในแต่ละวัน รวมทั้ง ขอความร่วมมือประชาชนผู้มีจิตศรัทธาสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และใช้บริการเจลแอลกอฮอล์ที่มูลนิธิฯ ที่จัดบริการแก่ทุกท่านทั่วทุกบริเวณงาน รวมทั้งจัดให้มีบูธปฐมพยาบาลเพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีจิตศรัทธาที่มาร่วมงาน

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.pohtecktung.org และเฟชบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

สพฐ.เปิดโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786729

สพฐ.เปิดโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย

สพฐ.เปิดโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย โดยมี พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตารองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม (ปป.) และคณะผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมพิธีเปิด ณ โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ กรุงเทพมหานคร

นายธีร์ ภวังคนันท์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยของนักเรียน จากสถิติของศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. พบว่า การใช้ความรุนแรงของนักเรียนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เพื่อหามาตรการเฝ้าระวังเหตุที่จะเกิดกับนักเรียน สพฐ. จึงได้ร่วมกับ บช.น.ในการดำเนินโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย เพื่อเฝ้าระวังนักเรียนในด้านการใช้ความรุนแรง และความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน เพื่อจัดทำแผนร่วมกันในการปฏิบัติงานระหว่างสถานศึกษากับสถานีตำรวจในพื้นที่นครบาล

“การจัดกิจกรรมในวันนี้ ถือว่าเป็นการเตรียมการยกระดับการเฝ้าระวังเหตุเป็นพิเศษ ที่มีทุกภาคส่วนที่ทำงานด้านความปลอดภัยมาร่วมกันในการจัดทำแผนปฏิบัติการนักเรียนกรุงเทพมหานครปลอดภัย ตามนโยบายด้านความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการ โดยพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุข ในสถานศึกษาที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นายธีร์ กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. กล่าวว่า เพื่อให้นักเรียนในกรุงเทพมหานครได้รับความปลอดภัยในทุกมิติ บช.น.จึงได้ร่วมกับ สพฐ. จัดทำแผนร่วมกันในการปฏิบัติงานระหว่างสถานศึกษากับสถานีตำรวจในพื้นที่นครบาล เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

อว.ผุดไอเดีย ‘ปทุมวันโมเดล’ จบศึก2สถาบัน ‘อุเทนฯ-ปทุมวัน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786726

อว.ผุดไอเดีย ‘ปทุมวันโมเดล’ จบศึก2สถาบัน ‘อุเทนฯ-ปทุมวัน’

อว.ผุดไอเดีย ‘ปทุมวันโมเดล’ จบศึก2สถาบัน ‘อุเทนฯ-ปทุมวัน’

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ประชุมหารือกับ พล.ต.ท.สำราญ นวลมาผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6 รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และ รศ.ดร.ฤกษ์ชัยฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย ถึงการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักศึกษา 2 สถาบัน

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีมาตรการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะยาวได้ออกมาแบบ “ปทุมวันโมเดล” ขึ้นมาซึ่งเป็นการดีไซน์หลักสูตรที่สอดคล้องกับนโยบายเรียนดี มีความสุข มีรายได้ โดยให้นักศึกษามีงานทำระหว่างเรียน เด็กที่จะเข้าไปเรียนปี 1 ที่ปทุมวัน ทางสถาบันจะหาที่ทำงานให้พร้อมเรียนไปด้วย เมื่อเด็กจบมาแล้วก็การันตีว่าเด็กก็จะมีงานทำอย่างต่อเนื่องแน่นอน และในระหว่างเรียนก็จะมีการสร้างความมั่นคงทางรายได้และทางจิตใจ เมื่อเด็กเรียนหนังสือหนักและทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เด็กก็จะมีความรับผิดชอบสูงขึ้น มีเวลาว่างน้อยลง การก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ก็จะลดน้อยลงไปด้วย

“ในส่วนของอุเทนถวายที่จะต้องมีการขยับขยายสถานที่ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของคนส่วนใหญ่ ทุกแผนต้องดำเนินการโดยยึดหลักกฎหมายและต้องให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นด้วย” รมว.อว. กล่าว

ด้าน รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวว่า สำหรับ “ปทุมวันโมเดล” จะเริ่มวันที่ 29 ก.พ.นี้ โดยจะจัดงานจ๊อบแฟร์ขึ้นมาและมีบริษัทที่จะมารองรับการเข้าทำงานของเด็กเป็นร้อยกว่าบริษัท ส่วนการเรียนการสอนจะเป็น “บ็อกคอร์ส” หลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ คือไม่ต้องมาเรียนเป็นเทอม แต่มาเรียนอาทิตย์เดียวก็จบเป็นรายวิชา ซึ่งทำให้เด็กได้มีทักษะมีความรู้ที่เข้มข้นขึ้นไม่ต้องมาเสียเวลาเป็นเทอมๆ

รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริอธิการบดี มทร. ตะวันออกกล่าวว่า วิทยาเขตอุเทนถวาย ยืนยันจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในการย้ายออกจากพื้นที่เดิม ซึ่งขณะนี้กำลังจัดทำแผนเสนอสภามหาวิทยาลัยในวันที่ 10 ก.พ.นี้ เพราะบางคณะ เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา มีสภาวิชาชีพดูแลอยู่ว่าเมื่อย้ายไปแล้วจะต้องมีเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้มาตรฐานทางวิชาชีพ เป็นต้น ทำให้การย้ายออกจากพื้นที่เดิม อาจจะต้องใช้เวลา ส่วนการต่อต้านของนักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยกับการย้าย ก็กำลังทำความเข้าใจและเชื่อว่าถ้าทุกคนมีส่วนร่วมก็จะเกิดการยอมรับ

ขณะที่ พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6 กล่าวว่า การแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทระหว่างวิทยาเขตอุเทนถวายกับปทุมวัน ในระยะสั้น ตำรวจจะเพิ่มมาตรการกวดขันนักศึกษาที่พ้นสภาพและเข้ามาในสถาบันนอกเวลาราชการให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันเหตุและจะตรวจสอบประวัตินักศึกษาที่จะเข้าเรียนชั้นปีที่ 1 เพื่อทำประวัติ รวมทั้งดึงกล้องวงจรปิดจากสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันมาที่ สน.ปทุมวัน เพื่อตรวจสอบและป้องกันเหตุ โดยจะเริ่มในเดือน มี.ค.นี้