‘English We Like’ ติวเข้มน้องๆ ก่อนสอบเข้ามหา’ลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785699

‘English We Like’ ติวเข้มน้องๆ ก่อนสอบเข้ามหา’ลัย

‘English We Like’ ติวเข้มน้องๆ ก่อนสอบเข้ามหา’ลัย

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ฉัตรพรรณกร สุวรรณะ ปลัดอำเภอแม่ริม (เจ้าพนักงานปกครอง ชำนาญการ) จ.เชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “English We Like” โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้น้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยมี นางสาวธัญชนก คำวินิจ และนางสาวเบญจมาศบุญเพิ่มพูล รองผู้อำนวยการ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ พร้อมด้วย คณะครู วิทยากร นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการ

น.ส.ฉัตรพรรณกร กล่าวว่า โครงการ “English We Like” เป็นการติวสอนภาษาอังกฤษผ่านข้อสอบของปีที่ผ่านๆ มา เป็นการสื่อสาร เทคนิค การพูดภาษาอังกฤษและ
คำศัพท์ เพิ่มพูนความรู้ เพื่อเป็นแนวทางนำไปใช้ในการทำข้อสอบสำหรับเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย รวมทั้งมีทัศนคติที่ดีต่อการใช้ภาษาอังกฤษ ในการสื่อสาร รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียนทั่วประเทศ สามารถเข้าร่วมติวกับโครงการได้ฟรี เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการติว เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง

“ทุกคนจะมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมที่มีคุณค่า ภายใต้บรรยากาศ ที่สนุกสนาน แนวคิด เทคนิคต่าง ๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งการพูด การฟัง การอ่าน
และการเขียน การทดลองทำข้อสอบของปีที่ผ่านมา ขอให้นักเรียนทุกคนได้ตั้งใจเก็บเกี่ยวความรู้ และฝึกปฏิบัติให้เต็มศักยภาพ ของตนเองเพื่อนำไปต่อยอดในอนาคตต่อไป” ปลัดอำเภอแม่ริม ระบุ

ด้าน นายกฤตภัค สุธนวรกุล ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท ไร่ขนุน กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาและพัฒนาภาษาอังกฤษของเด็กและเยาวชน จึงจัดโครงการ “English We Like” เพื่อเพิ่มพูนความรู้และฝึกฝนทักษะ นอกเหนือจากในบทเรียน และนอกห้องเรียน เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีเทคนิคในการทำข้อสอบ TGAT-Eng และเพื่อให้เด็กที่เข้าร่วมโครงการ มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ทักษะภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และฝึกให้มีความกล้าในด้านการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เพื่อนำไปต่อยอดในอนาคตต่อไป

‘ธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ เปิดหลักสูตรออนไลน์ ‘Data Science – AI’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785719

‘ธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ เปิดหลักสูตรออนไลน์ ‘Data Science – AI’

‘ธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ เปิดหลักสูตรออนไลน์ ‘Data Science – AI’

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 16.15 น.

‘มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ ทำ MOU ดำเนินโครงการ “Thammasat-IBM SkillsBuild” เปิดโอกาสให้ นศ. เพิ่มความรู้ – ทักษะจำเป็นด้านเทคโนโลยี ผ่านหลักสูตรออนไลน์ 4 กลุ่มวิชาหลัก ‘Data Science – AI – Security – Cloud’ จากบริษัทชั้นนำด้าน IT ระดับโลก

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการดำเนินโครงการ “Thammasat-IBM SkillsBuild” เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีได้รับองค์ความรู้แบบข้ามศาสตร์ พร้อมเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อโลกปัจจุบัน และการประกอบอาชีพในอนาคต โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สำหรับการลงนามดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัดและไร้พรมแดนให้กับนักศึกษา ผ่านการเรียนรู้ในหลักสูตรออนไลน์ของบริษัทชั้นนำด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ระดับโลกอย่าง ไอบีเอ็มฯ (IBM E-learning Courses) ที่ประกอบไปด้วย 4 กลุ่มวิชาหลัก ได้แก่ Data Science, Artificial Intelligence (AI), Security และ Cloud

ศ.ดร.นพ.รัฐกร วิไลชนม์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ธรรมศาสตร์เชื่อว่าการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญให้นักศึกษาสามารถนำไปใช้ในการดำรงชีวิต และประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพในอนาคต อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการพัฒนาขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปได้ จึงได้ร่วมมือกับบริษัท ไอบีเอ็มฯ ในการจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นแห่งแรกที่ทำเรื่อง Credit Bank กับ บริษัท ไอบีเอ็มฯ

ศ.ดร.นพ.รัฐกร กล่าวต่อไปว่า โดยหลังจากมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงในวันที่ 31 ม.ค. 2567 แล้วทาง มธ. จะเปิดระบบให้นักศึกษาสามารถเรียนหลักสูตรดังกล่าวได้ทันทีผ่านทางเว็บไซต์ของธรรมศาสตร์ และเว็บไซต์ของไอบีเอ็ม ซึ่งในแต่ละกลุ่มวิชาจะแบ่งความรู้ออกเป็น 3 ระดับ เริ่มตั้งแต่ความรู้

ระดับพื้นฐาน ระดับปานกลาง และระดับสูง เมื่อศึกษาจบในแต่ละวิชาแล้ว นักศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตร (E-Certification) และสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากการเรียนรู้มาเทียบโอนหน่วยกิตจากการศึกษาครั้งนี้ได้ด้วย ซึ่งสามารถเลือกเรียนเป็นรายวิชาเลือกเสรี

“นอกจากสามารถทำให้การศึกษาเกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลาแล้ว ขณะเดียวกันเราก็มั่นใจว่าหลักสูตรที่ มธ. กับ ไอบีเอ็มได้ร่วมกันจัดทำนั้น มีการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ และสามารถประเมินคุณภาพของนักศึกษาได้เป็นอย่างดี ทำให้การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ไม่ต่างจากการเรียนในชั้นเรียน”

ด้าน รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับโครงการความร่วมมือกับไอบีเอ็มในครั้งนี้  นับเป็นความร่วมมือในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้นักศึกษา หรือนักเรียนในชั้นระดับมัธยมที่สนใจเข้ามาเรียน และสอบผ่านการประเมิน สามารถสะสมหน่วยกิตไว้ได้  เมื่อสมัครเข้ามาเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ ก็สามารถโอนหน่วยกิตที่สะสมไว้เข้ามาในหลักสูตรได้  สิ่งเหล่านี้เป็น Digital literacy ที่สำคัญ ถือว่าเป็น 1 ในทักษะ ที่คนจะประสบความสำเร็จได้ สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงในอนาคต และตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  ในการช่วยพัฒนาคนให้กับประเทศ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยจะทำให้ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัย World Class University for the People  ที่เปิดกว้างให้กับประชาชน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถาบันการศึกษาแรก ๆ ของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญการเรียนการสอนนอกห้องเรียน ตลอดจนการเรียนรู้ที่ไม่ต้องอยู่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น และได้ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงเทพ SkillLane สถาบันเศรษฐกิจดิจิทัล หรือล่าสุดกับทางบริษัท ไอบีเอ็มฯ ในการจัดทำหลักสูตรออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางในการ Upskill-Reskill ให้กับทั้งนักศึกษาและประชาชนทั่วไป ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในด้านนั้น ๆ อยู่แล้ว ทำให้องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้ได้จริง

“นอกจากนี้การเรียนการสอนในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต้องไม่ได้มีหน้าที่ให้ความรู้แต่เพียงนักศึกษาเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับคนทุกช่วงวัย ซึ่งหลักสูตร E-learning ที่ มธ. ได้ไปร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเปิดให้คนทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมระบบ Credit bank ที่สามารถเก็บหน่วยกิต เพื่อเทียบโอนได้เมื่อเข้ามาเรียนใน มธ.” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

ขณะที่ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า ภารกิจที่ มธ.ทำมาโดยตลอดวางอยู่บนการทำให้ไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ในข้อที่ 4 เรื่องการสร้างหลักประกันให้ทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย

รศ.เกศินี กล่าวอีกว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ และการทลายกำแพงในการเข้าถึงความรู้นอกห้องเรียนจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทั้งมหาวิทยาลัยในไทยและต่างประเทศ ตลอดจนช่วยให้การพัฒนา

ระบบการเรียนการสอนมีความเข้มแข็งมากขึ้น ทำให้การผลิตนักศึกษา ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศมีประสิทธิภาพตอบโจทย์การทำงานในอนาคตภายใต้การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า

“นี่เป็นอีกหนึ่งครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมศาสตร์ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ที่ได้นำจุดแข็งด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้ การวิจัย ไปสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางวิชาการระดับนานาชาติ เพื่อนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวทิ้งท้าย

‘เพิ่มพูน’เผยบอร์ดเคาะเลือก‘พีระพันธ์’นั่นเลขาฯสกสค.คนใหม่ เชื่อมือการบริหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785646

‘เพิ่มพูน’เผยบอร์ดเคาะเลือก‘พีระพันธ์’นั่นเลขาฯสกสค.คนใหม่ เชื่อมือการบริหาร

‘เพิ่มพูน’เผยบอร์ดเคาะเลือก‘พีระพันธ์’นั่นเลขาฯสกสค.คนใหม่ เชื่อมือการบริหาร

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.37 น.

‘เพิ่มพูน’เผยบอร์ดเคาะเลือก‘พีระพันธ์’นั่นเลขาฯสกสค.คนใหม่ เชื่อมือการบริหาร

7 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้พิจารณารายชื่อผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.คนใหม่ ตามที่ คณะกรรมการสรรหาผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ที่มีนายธนู ขวัญเดช รองปลัดศธ. เป็นประธาน เสนอมา 2 รายชื่อ คือ นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ อดีตเลขาธิการคุรุสภา และนายพีระพันธ์ เหมะรัต อดีตผู้บริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด

ทั้งนี้ คณะกรรมการ สกสค.ได้อ่านข้อมูล ประวัติ และวิสัยทัศน์ต่าง ๆ และได้ให้คณะกรรมการสรรหาฯชี้แจงข้อมูลที่นอกเหนือจากเอกสารเพิ่มเติม เมื่อคณะกรรมการได้รับทราบข้อมูลครบถ้วนแล้ว ก็ได้มีการลงคะแนนโดยวิธีลับ โดยให้เขียนเป็นตัวเลข ซึ่งที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 9:0 เสียง เลือก นายพีระพันธ์ เป็นเลขาธิการ สกสค.คนใหม่  สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จะประกาศรายชื่อผู้ได้รับการสรรหา ก่อนทำสัญญาจ้างต่อไป 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า  สำหรับนายพีระพันธ์ เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการเงิน อยู่สหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ เคยเป็นผู้บริหารสินทรัพย์ของธนาคารอิสลาม มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็คิดว่า มีความเหมาะสมที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. ถือเป็นมิติใหม่ เพราะที่ผ่านมาจะให้ผู้บริหารศธ. มาดูแล สกสค. ซึ่งแม้จะมีประสบการณ์บริหาร แต่ยังขาดความรู้ด้านการเงิน  ดังนั้น จึงคิดว่าถ้าได้ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าว ก็น่าจะมาช่วยบริหารสกสค.ให้มีรายได้เพิ่ม สามารถจัดสวัสดิการให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มากขึ้น

“การสรรหาเลขาธิการสกสค.คนใหม่  ไม่มีเด็กฝาก และไม่มีใครฝากมาอย่างแน่นอน เพราะ สกสค. ถือเป็นหน่วยงานที่มีปัญหาค่อนข้างมาก ช่วงนี้คงไม่มีใครอยากเข้ามา   ส่วนปัญหาต่าง ๆที่มีอยู่นั้น ผมไม่ถือว่า เป็นปัญหา แต่มองเป็นความท้าทาย ที่จะต้องไปดูว่าจะทำอย่างไรให้ สกสค.มีรายได้เพิ่ม สมาชิกได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ตรงนี้เป็นโจทย์ซึ่งนายพีระพันธ์ ก็เสนอวิธีคิด ซึ่งเป็นวิธีคิดนอกกรอบจากที่เราคิดได้  อาจเพราะนายพีระพันธ์ เคยผ่านการทำงานกับสถานบันการเงิน จึงรู้ว่าจะเชื่อมต่อกับสถาบันการเงินเพื่อเข้ามาช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครูได้อย่างไร การสร้างรายได้จากทรัพย์สินที่มีให้เกิดดอกออกผล และข้อสำคัญที่สุด คือ พร้อมจะรับนโยบาย เรียนดี มีความสุข ของรัฐมนตรีว่าการศธ. ซึ่งจะต้องทำให้ทุกคนมีความสุขให้ได้ ” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า ส่วนการสรรหาผู้อำนวยการองค์การค้า ของสกสค.ตัวจริง แทนนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ นั้น คิดว่าคงยังไม่ดำเนินการ เพราะนายพัฒนะ ถือว่าทำงานได้ดี และเลขาธิการสกสค.คนใหม่ก็มาจากภาคธุรกิจ ซึ่งก็สามารถดูแลบริหารจัดการได้ครอบคลุม  เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องหาผู้อำนวยการองค์การค้าคนใหม่ เพราะเลขาธิการสกสค. ที่ได้รับการสรรหามาใหม่ จะช่วยดูแลเรื่องการบริหารทรัพย์สินได้อยู่แล้ว ส่วนด้านวิชาการก็ให้นายพัฒนะ ช่วยดูแล ถือว่าเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน 

อาลัย! ‘เริงชัย ประภาษานนท์’นักเขียนผู้สร้างตำนาน’อินทรีแดง’เสียชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785623

อาลัย! 'เริงชัย ประภาษานนท์'นักเขียนผู้สร้างตำนาน'อินทรีแดง'เสียชีวิต

อาลัย! ‘เริงชัย ประภาษานนท์’นักเขียนผู้สร้างตำนาน’อินทรีแดง’เสียชีวิต

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 10.11 น.

สวธ.แจ้งการบำเพ็ญกุศลนักเขียนผู้สร้างตำนาน “อินทรีแดง” นายเริงชัย ประภาษานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2562

7 ก.พ.2567 นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า นายเริงชัย ประภาษานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2562 ได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ณ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สิริอายุ 94 ปี โดยทางครอบครัวแจ้งว่าจะมีกำหนดรดน้ำศพ ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 14.00 น. และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพ วันที่ 7 , 8 กุมภาพันธ์ เวลา 18.00 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ เวลา 19.00 น. ณ วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต ศาลา 2 ซอย วัชรพล ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร และกำหนดการพิธีฌาปนกิจ ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 14.00 น.

อธิบดีสวธ. เปิดเผยอีกว่า นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม มอบหมายให้กองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม โดยกลุ่มสวัสดิการศิลปินแห่งชาติฯ ดำเนินการจัดสวัสดิการช่วยเหลือ ดังนี้ มอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000 บาท ค่าเครื่องเคารพศพ 3,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท ด้วย

สำหรับประวัติของ นายเริงชัย ประภาษานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2562 เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 ที่อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร ขณะศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนันทนศึกษา เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2487 โรงเรียนปิดลง เริงชัยออกมาทำงานที่โรงไฟฟ้าสามเสน เมื่อโรงไฟฟ้าถูกระเบิดทำลาย ได้งานทำใหม่เป็น ช่างเรียงพิมพ์

และเริ่มเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ “พรหมบันดาล” ตีพิมพ์ในนิตยสาร “รัตนโกสินทร์” ใช้นามปากกา “สุริยา” ต่อมาเขียนนวนิยายแนวบู๊ใช้นามปากกา “เศก ดุสิต” เรื่อง “สี่คิงส์” และ “ครุฑดำ” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์อักษรสมิต ตามมาด้วยเรื่องในชุด “อินทรีแดง” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น มีชื่อเสียงเป็นที่นิยม จนต้องนำตัวละครจากทั้ง 2 เรื่อง คือ “คมน์ พยัคฆราช” และ “โรม ฤทธิไกร” มามีบทบาทร่วมกันในเรื่อง “จ้าวนักเลง” ต่อมาเรื่อง “พยัคฆ์ร้ายไทยถีบ” ตีพิมพ์ในนิตยสารอาทิตย์รายสัปดาห์ของสำนักพิมพ์อักษรโสภณ เริงชัยใช้นามปากกา เศก ดุสิต, เกศ โกญจนาศ, ศิรษา, ดุสิตา, สุริยา และลุงเฉื่อย

ในสมัยสื่อสิ่งพิมพ์ เฟื่องฟู ผลงานของเริงชัยเป็นที่ต้องการของหนังสือต่างๆ ในสัปดาห์หนึ่งจึงต้องเขียนนวนิยายส่งนิตยสารถึง 5 เล่ม ผลงานมีทั้งหมดกว่า 50 เล่ม ส่วนใหญ่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ เริงชัยได้รับรางวัลนราธิป จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2552 ผลงานชุด “อินทรีแดง” เป็นหมุดหมายของอาชญนิยายไทย เริงชัยสามารถสร้างตัวละคร “อินทรีแดง” ให้เป็นบุคคลในอุดมคติเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเยียวยาจิตใจของผู้คนในสังคมให้มีพลังและแกร่งกล้า เพื่อต่อสู้กับอำนาจ ความชั่วร้าย อินทรีแดงเป็นวีรบุรุษในหัวใจนักอ่าน เป็นคนดี คนเก่งที่ช่วยแก้ปัญหา ไม่เพียงแต่ในสังคมเล็กๆ หรือ ชุมชน หากหมายรวมถึงปัญหาของบ้านเมืองด้วย เป็นตัวแทนของคนไทยในการปราบปรามความชั่วร้ายในสังคม

ผลงานของเริงชัยมีพลังทางวรรณศิลป์ ผ่านโครงสร้างนวนิยายอันซับซ้อน และด้วยภาษาอันทรงประสิทธิภาพ ผลงานจึงได้รับความนิยม และยืนยงข้ามกาลเวลา อยู่ในความทรงจำของนักอ่านมาทุกยุคทุกสมัย นายเริงชัย ประภาษานนท์ จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2562

มทร.ธัญบุรี จัดแข่งขัน ‘ทักษะบริหารธุรกิจ 9 มทร.’ กระตุ้นศักยภาพ สร้างสัมพันธ์ ‘เครือข่ายการศึกษา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785534

มทร.ธัญบุรี จัดแข่งขัน ‘ทักษะบริหารธุรกิจ 9 มทร.’  กระตุ้นศักยภาพ สร้างสัมพันธ์ ‘เครือข่ายการศึกษา’

มทร.ธัญบุรี จัดแข่งขัน ‘ทักษะบริหารธุรกิจ 9 มทร.’ กระตุ้นศักยภาพ สร้างสัมพันธ์ ‘เครือข่ายการศึกษา’

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ต้อนรับคณาจารย์และนักศึกษาในกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ทั่วประเทศ เพื่อเข้าร่วมแข่งขันทักษะบริหารธุรกิจ 9 มทร. ที่จัดขึ้นภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ชูแนวคิด “เติบโต แตกต่าง อย่างสร้างสรรค์” และจัดพิธีเปิดโครงการฯ ณ หอประชุมราชมงคล มทร.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า โครงการสัมมนาและแข่งขันทักษะทางวิชาการด้านบริหารธุรกิจ 9 มทร. เป็นอีเว้นท์ทางวิชาการที่สำคัญ และหมุนเวียนกันจัดโครงการสลับกันอย่างต่อเนื่องภายในกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้งหมด 9 แห่งทั่วประเทศ โดยปีนี้ มทร.ธัญบุรี เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดโครงการและกิจกรรมย่อยต่างๆ มากมาย ถือเป็นโอกาสที่ผู้เข้าร่วมทั้งหมด ทั้งผู้เรียน คณาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาวิชาด้านการบริหารธุรกิจ การเข้าร่วมแข่งขันทักษะวิชาการเพื่อกระตุ้นทบทวนและแสดงศักยภาพ รวมถึงสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ที่นำไปสู่การประสานความร่วมมือ ความสัมพันธ์ และเครือข่ายการศึกษา ซึ่งจะทำให้การจัดการศึกษาด้านบริหารธุรกิจเกิดการพัฒนาและปรับเปลี่ยนตามบริบทสังคมและโลก ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

“คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักศึกษาบริหารธุรกิจทั้ง 9 มทร. จะได้รับประสบการณ์ที่ดี มีแนวทางการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพ หรือการเลือกเส้นทางการศึกษาที่ดีจากโครงการที่จัดขึ้นนี้ รวมถึงเกิดแรงบันดาลใจแก่ตนเอง เกิดเครือข่ายความสัมพันธ์ และเกิดการเรียนรู้ที่มากยิ่งขึ้น ภายใต้กิจกรรมย่อยที่คณะบริหารธุรกิจ มทร.ธัญบุรี ได้ตั้งใจจัดขึ้น รวมทั้งหมดกว่า 11 กิจกรรมย่อย และเชิญชวนให้ทุกท่านภายในงานร่วมขยายผล เผยแพร่ส่งต่อ เพื่อให้โครงการนี้ได้รับการเผยแพร่ เพื่อแสดงศักยภาพและคุณภาพด้านการศึกษา โดยเฉพาะในด้านบริหารธุรกิจต่อไป” รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ในฐานะประธานในพิธีเปิดโครงการฯ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.กล้าหาญ ณ น่าน คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มทร.ธัญบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ประกอบด้วยเป้าหมายที่ 4 การสร้างหลักประกันว่า ทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป้าหมายที่ 5 ความเท่าเทียมระหว่างเพศ และเป้าหมายที่ 13 การปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น และชูแนวคิดการจัดงานสำคัญที่ว่า เติบโต แตกต่าง อย่างสร้างสรรค์

ขณะที่ นางสาวทัศนพรรณ ฉั่วศรีสกุล (ต้นหอม) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะบริหารธุรกิจ มทร.ธัญบุรี ที่เข้าร่วมโครงการฯ เผยว่า ตนและเพื่อนได้เข้าร่วมในส่วนของกิจกรรมการประกวดแนวปฏิบัติที่ดีของนักศึกษา The Best Practice ซึ่งนำเอาโครงการค่ายอาสาพัฒนาชุมชน ประจำปีการศึกษา 2566 ที่ไปร่วมดำเนินการ ณ โรงเรียนวัดทองหลาง (สุขสมวิทยาคาร) จ.นครนายก มานำเสนอในการแข่งขันทักษะวิชาการ ภายใต้แนวทางของวงจรคุณภาพ PDCA เพื่อส่งเสริมการจัดกิจกรรมของนักศึกษาให้สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัย เผยแพร่กิจกรรมให้เป็นที่รู้จัก เสริมศักยภาพการเป็นบัณฑิตนักปฏิบัติและการทำงานเป็นทีมที่มีคุณภาพผ่านวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง

นายวัชระ เกียรติวัฒนานนท์ (โอ๊ก) นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.อีสาน (วิทยาเขตขอนแก่น) เผยความรู้สึกจากการเข้าร่วมกิจกรรมที่ 3 การแสดงนิทรรศการผลงานของคณาจารย์และนักศึกษา โดยตนร่วมเป็นตัวแทนของ มทร.อีสาน ซึ่งการจัดงานของ มทร.ธัญบุรี ครั้งนี้มีแนวคิดการจัดงานที่น่าสนใจมาก ทั้งธีมและบรรยากาศงานเชื่อมโยงกันหมด นั่นแปลว่าทางเจ้าภาพได้วางแผนมาอย่างดี ตนยังชื่นชอบพิธีเปิดที่มีความเรียบง่าย สื่อนัยสำคัญของแนวคิดการจัดงานที่ชัดเจน ที่สำคัญทั้งโล่รางวัลและเหรียญรางวัล ถูกสร้างสรรค์และผลิตขึ้นจากกระดาษ ขณะเดียวกัน ราชมงคลธัญบุรี ยังนำเอาไอทีและสื่อออนไลน์มาใช้เสริมตลอดการจัดงานและการแข่งขัน ทำให้เข้าถึงง่ายและสะดวก อย่างไรก็ตาม ตนขอส่งกำลังใจให้กับเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขัน ทั้ง มทร.อีสาน และอีก 8 มทร. ร่วมด้วย

วว.เปิดรับพรีออเดอร์‘กุหลาบ’เพื่อสุดที่รัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785531

วว.เปิดรับพรีออเดอร์‘กุหลาบ’เพื่อสุดที่รัก

วว.เปิดรับพรีออเดอร์‘กุหลาบ’เพื่อสุดที่รัก

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ และศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย ภายใต้การดำเนินโครงการมาลัยวิทยสถาน ร่วมต้อนรับเดือนแห่งความรัก เพื่อมอบของขวัญสุดพิเศษแด่ “สุดที่รัก รักที่สุดของคุณ” ด้วยกุหลาบแสนสวยในแจกันสีหวานละมุน ส่งตรงจากเกษตรกร “กลุ่มผู้ปลูกกุหลาบบ้านลายเหนือ” จ.เลย ซึ่งได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีและบรรจุภัณฑ์โดย วว. ที่ทำให้กุหลาบมีความสดใหม่ มีชีวิตชีวา สามารถเก็บไว้ได้นานกว่า 8 วัน พร้อมขนส่งด้วยรถควบคุมอุณหภูมิที่ได้มาตรฐาน สนใจสั่งซื้อเพื่อสนับสนุนเกษตรกรของไทย ได้ที่ โทร.061-6436907 (คุณบุญคอง สายคำตั้ง)

‘GISTDA’ ยกระดับการใช้ดาวเทียม ทดสอบ‘นักเตะไทย’เสริมศักยภาพด้านกีฬา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785535

‘GISTDA’ ยกระดับการใช้ดาวเทียม  ทดสอบ‘นักเตะไทย’เสริมศักยภาพด้านกีฬา

‘GISTDA’ ยกระดับการใช้ดาวเทียม ทดสอบ‘นักเตะไทย’เสริมศักยภาพด้านกีฬา

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ส่งเสริมศักยภาพให้กับนักกีฬาฟุตบอลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน การควบคุมสถานการณ์และการแก้ไขปัญหา รวมถึงการวิเคราะห์ผลสถิติต่างๆ รอบด้าน โดยมีการทดสอบอย่างเป็นทางการในเกมนัดพิเศษระหว่างเชียงราย ยูไนเต็ด กับแดกู เอฟซี จากเกาหลีใต้ ณ สนามสิงห์ เชียงราย สเตเดี้ยม จ.เชียงราย

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ปัจจุบันระบบนำทางด้วยดาวเทียม หรือ Global Navigation Satellite System (GNSS) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีอวกาศที่ประชาชนได้นำมาใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างเช่น การใช้ GNSS ด้านการขนส่ง การทำแผนที่ การวางผังเมืองและเศรษฐกิจ การแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า และการเกษตรที่มีความแม่นยำสูง เพื่อส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพขนาดเล็ก และขนาดกลาง นอกจากนี้ ในต่างประเทศได้มีการนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ร่วมกับกิจกรรมแข่งขันกีฬาสากลประเภททีมในรูปแบบกลางแจ้ง เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล หรือ ฟุตซอล เพื่อติดตามและวิเคราะห์ผลข้อมูลในเชิงสถิติและกายภาพของนักกีฬาภายในทีม ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผน เพื่อประเมินสถานการณ์และการพัฒนาปรับปรุงให้กับผู้เล่นในทีม นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฝูงชนรอบสนามทั้งในยามปกติและในยามคับขันไปพร้อมๆ กัน อีกด้วย ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างมากในการเข้าระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที

ผอ.GISTDA กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบัน GISTDA และ The National Space Policy Secretariat (NSPS), Cabinet Office of the Government of Japan มีความร่วมมือในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ และในระดับภูมิภาค ได้จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ Multi GNSS Asia Annual Conference 2024 ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ 2567 โดยการประชุมดังกล่าวจะมีการนำเสนอการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมเพื่อเพิ่มศักยภาพทางด้านการกีฬา ซึ่งจะมีการทดสอบให้กับนักฟุตบอลในเกมนัดพิเศษระหว่างเชียงราย ยูไนเต็ด กับแดกู เอฟซี จากเกาหลีใต้ ณ สนามสิงห์ เชียงราย สเตเดี้ยม จังหวัดเชียงราย

เครื่องมือนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อติดตามและวิเคราะห์ประเมินผลนักกีฬาแบบรายบุคคล โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Digitalyst ติดไปกับเสื้อของนักฟุตบอล ซึ่งจะมีการเก็บรายละเอียดข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็น อาทิ การจับความเร็ว แม็กซิมั่มสปีด อัตราเร่ง ระยะทางทั้งหมดในการแข่งขัน ความหนาแน่นของพื้นที่สนาม ความเร็วของลูกฟุตบอล การประมวลผลของเครื่องนี้
มีข้อมูลของนักเตะเจลีก และ บุนเดสลีกา มาเป็นฐานให้เปรียบเทียบด้วย ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา สำหรับจุดเด่นของเครื่องนี้ที่เหนือกว่าตัวอื่นๆ ที่เคยมีการใช้งานมาก่อนหน้านี้คือ ค่าความคลาดเคลื่อนน้อยมาก เพียง 1 cm. error เท่านั้นโดยใช้ระบบดาวเทียมนำทางของประเทศญี่ปุ่น (QZSS) เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเทคโนโลยีจากดาวเทียมจะเข้ามามีบทบาทต่อคนไทยมากขึ้น ทั้งในด้านของกีฬามืออาชีพ มือสมัครเล่น และกีฬาเยาวชน ซึ่งไม่ใช่แค่การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในกีฬาเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการดำเนินชีวิตของคนไทยต่อไปด้วย

สพฐ.เล็งจัดกิจกรรมเสริมทักษะชีวิตแบบออนไซต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785530

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงการก่อเหตุอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในเด็กซึ่งพบว่า ระยะหลังแนวโน้มผู้ก่อเหตุจะเป็นกลุ่มเด็กอายุไม่ถึง 15 ปี เพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยช่วง2 ปีที่ผ่านมา เด็กต้องเรียนออนไลน์ ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์หายไป ส่วนหนึ่งไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ อีกกลุ่มหนึ่งก็เข้าไปอยู่ในหลืบของโลกออนไลน์ ทำให้ผลที่ตามมาคือ การขาดการปฏิสัมพันธ์ เด็กไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้จึงแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ซึ่งสภาวะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะเด็กเท่านั้น แม้แต่ผู้ใหญ่เองก็มีให้เห็นอยู่

ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหา คือ ต้องให้เด็กทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะแบบออนไซต์มากขึ้นอย่างต่อเนื่องสามปี เพื่อให้เด็กได้เกิดปฏิสัมพันธ์และกระบวนการคิด โดยเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้หรือกระบวนการส่งเสริมทักษะชีวิตในมิติความปลอดภัย ซึ่งวิธีการแก้ปัญหานี้ไม่ต้องใช้เงิน เพราะเป็นเรื่องของการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมเพิ่มเติมการสร้างทักษะชีวิตที่จะแทรกเข้าไปในการเรียนการสอนอย่างเข้มข้น โดยตนได้หารือเบื้องต้นกับ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ.ไปบ้างแล้ว

สิ่งที่ต้องเน้น คือ เด็กต้องรู้จักท้องถิ่นลึก รักประเทศไทยและอยู่ได้ในโลก โดยรู้จักท้องถิ่นลึกผลลัพธ์ที่ได้คือ เด็กจะมีความภาคภูมิใจในตัวเองมีองค์ความรู้ที่เป็นซอฟต์ พาวเวอร์ ของท้องถิ่นที่ใช้ต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ ขณะที่รักประเทศไทย ผลคือจะไม่ทะเลาะกัน เพราะมีแกนคิดอันเดียวกัน ส่งความรักประเทศไทยจะทำให้ความข้อขัดแย้งในสังคมไทยลดลง ส่วนอยู่ได้ในโลกคือ ความเป็นผู้ประกอบการ มีความรู้ทางภาษา มีหลักคิดวิธีการจัดการชีวิตบนโลกออนไลน์ สามารถทำกิจกรรมค้าระหว่างประเทศได้ มีเพื่อนนานาชาติ เปิดโลกทัศน์และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนบนโลกได้

สำหรับเรื่องที่น่าเป็นห่วงสุดในโลกโซเชียลก็คือ เรื่องของการหลอกให้เงินเด็กประมาณ 300 บาทเปิดบัญชีม้าโดยหลอกล่อว่า “มีรายได้พิเศษแค่กดไลค์กดแชร์ก็ได้เงินแล้ว”

“อยากจะขอเตือนเด็กๆ ว่าการทำงานแบบนี้ไม่มีจริงในโลก และตอนนี้มีปัญหาเด็กโดนดำเนินคดีบัญชีม้าจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะอายุระหว่าง 12 ถึง 14 ปี เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาก็คงต้องแก้ด้วยการจัดกิจกรรมที่จะตกผลึกทักษะชีวิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะทำได้ในลักษณะของการเขียนเรียงความ การโต้วาที ยอวาที หรือวิชาลูกเสือหรือวิชาอื่นๆ ที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์เพื่อเด็กจะได้ใช้ชีวิตเป็นและรู้จักการควบคุมอารมณ์ด้วย” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สพฐ.กางปฏิทินรับ‘ม.1และม.4’ ยันตรวจสอบเข้ม ไร้‘ใต้โต๊ะ’แลกที่นั่งเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785435

สพฐ.กางปฏิทินรับ‘ม.1และม.4’ ยันตรวจสอบเข้ม ไร้‘ใต้โต๊ะ’แลกที่นั่งเรียน

สพฐ.กางปฏิทินรับ‘ม.1และม.4’ ยันตรวจสอบเข้ม ไร้‘ใต้โต๊ะ’แลกที่นั่งเรียน

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.55 น.

สพฐ.กางปฏิทินรับ‘ม.1และม.4’ ยันตรวจสอบเข้ม ไร้‘ใต้โต๊ะ’แลกที่นั่งเรียน

6 กุมภาพันธ์ 2567 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประกาศปฏิทินรับนักเรียน และนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2567 โดยจะเริ่มเปิดรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.1) และ ม.4 วันที่ 9-13 มีนาคม นี้

ทั้งนี้ สพฐ. มอบอำนาจให้กรรมการเขตพื้นที่การศึกษา กรรมการสถานศึกษา และโรงเรียน เป็นผู้ออกหลักเกณฑ์ เพราะต้องการกระจายอำนาจให้โรงเรียนมีความเข้มแข็ง เพราะเขตพื้นที่ฯ และโรงเรียน จะรู้รายละเอียดว่าสามารถรับนักเรียนได้กี่คน เพิ่มห้องเรียนได้จำนวนเท่าไร แต่ทั้งหมดจะต้องไม่เกินเกณฑ์ที่ สพฐ.กำหนด ส่วน สพฐ. จะทำหน้าที่ให้แนวทางในการดำเนินการ ส่วนหลักการจะให้โรงเรียนและกรรมการสถานศึกษาเป็นผู้ตัดสินใจ และจะเข้าไปช่วยเฉพาะกรณีที่มีปัญหาจริง ๆ เท่านั้น

“สพฐ.พร้อมรับนักเรียนปี 2567 มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องการทุจริต หรือการเรียกรับเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียนอย่างแน่นอน เพราะมีหน่วยงานตรวจสอบเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ทั้งหน่วยงานภายนอก ที่คอยเฝ้าระวัง รวมถึงผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษา ซึ่งล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เชื่อว่าจะไม่ยอมให้เสียชื่อเสียงอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงไม่กังวล แต่ถ้าโรงเรียนใดมีปัญหา สพฐ.ก็พร้อมเข้าไปช่วยแก้ไข” ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการจัดสอบครูผู้ช่วยตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ (ว16) และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว17) นั้น ขณะนี้ สพฐ. ได้จัดทำปฏิทินการสอบ รวมถึงจัดทำตัวชี้วัดการประเมินการสอบสัมภาษณ์ ภาค ค  ตามที่ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มอบหมายมาเรียบร้อยแล้ว และเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ. ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รมว.ศธ. เป็นประธาน พิจารณาภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

ทั้งนี้ หลังจากการสอบครูผู้ช่วย ว16 และว17 เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยทั่วไป ว14 และสอบผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ  ตามลำดับ โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้ สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ. สำรวจอัตราว่างก่อนประกาศรับต่อไป

“การสอบครูผู้ช่วยปีนี้ สพฐ. จะเป็นผู้บริหารจัดการข้อสอบเอง จากเดิมมอบอำนาจให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่ เป็นผู้ดำเนินการ โดยจะมอบให้มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ เป็นผู้ออกข้อสอบ ซึ่งใครที่มีคุณสมบัติครบ ก็ขอเตรียมความพร้อมอ่านหนังสือเตรียมสอบ ที่สำคัญอย่าหลงเชื่อผู้ที่แอบอ้างว่า ช่วยให้สอบได้ เพรา สพฐ.จะคัดเลือกมหาวิทยาลัยที่เป็นกลาง ได้รับการยอมรับเพื่อให้การจัดสอบเป็นไปด้วยความโปร่งใส และไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน” ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว

เปิดกิจกรรม’วิชาการศรีเกิด เปิดวัฒนธรรมจีน’ สอนเด็กนักเรียนรู้ตรุษจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785423

เปิดกิจกรรม'วิชาการศรีเกิด เปิดวัฒนธรรมจีน' สอนเด็กนักเรียนรู้ตรุษจีน

เปิดกิจกรรม’วิชาการศรีเกิด เปิดวัฒนธรรมจีน’ สอนเด็กนักเรียนรู้ตรุษจีน

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.08 น.

โรงเรียนเทศบาล 1 ศรีเกิด สังกัดเทศบาลนครเชียงรายจัด“วิชาการศรีเกิด เปิดวัฒนธรรมจีน” ครั้งที่ 17 สอนเด็กนักเรียนรู้ตรุษจีน

วันที่ 6 ก.พ.67 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย มอบหมายให้นายณรงค์ศักดิ์ เตือนสกุล รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย นางบังอร มะลิดิน รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย ร่วมเปิดกิจกรรม “วิชาการศรีเกิด เปิดวัฒนธรรมจีน ครั้งที่ 17  ณ โรงเรียนเทศบาล 1 ศรีเกิด โดยมีพระไพศาลประชาทร วิ. (หลวงพ่อพบโชค) เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง เชียงราย เข้าร่วมในกิจกรรมด้วย

ทั้งนี้ โรงเรียนเทศบาล 1 ศรีเกิด เป็นหนึ่งในโรงเรียนในสังกัด เทศบาลนครเชียงราย โดยมีนางสาวศิริภัส ขัติยะ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 1 ศรีเกิด นำคณะครูอาจารย์และนักเรียนเข้าร่วม ในพิธีจัดให้มีกิจกรรมแสดงศิลปวัฒนธรรมจีน ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งพิธีสักการะพระโพธิสัตว์กวนอิม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าร่วมงานในโอกาสเทศกาลตรุษจีน โดยมีผู้ปกครองเด็กนักเรียน เดินทางมาร่วมในกิจกรรมจำนวนมาก

สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว ทางเทศบาลนครเชียงราย  ได้ให้ความสำคัญกับภาษาจีน รวมทั้งวัฒนธรรมจีน ที่มีบทบาทสำคัญต่อประชาคมโลกและประเทศไทย เทศบาลนครเชียงราย นำโดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศนครเชียงราย ได้ตระหนักและให้ความสำคัญเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมจีนมาโดยตลอด จึงมีกิจกรรมระหว่างเทศบาลนครเชียงรายและประเทศจีนอย่างหลากหลาย เช่น โครงการความร่วมมือทางการศึกษาแก่ครูและนักเรียน ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมจีน 

อีกทั้งความร่วมมือจากสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการจัดการศึกษาตามการพัฒนาดังกล่าว

ด้านนางสาวศิริภัส ขัติยะ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 1 ศรีเกิด กล่าวว่า โรงเรียนเทศบาล 1 ศรีเกิด ได้จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเพิ่มเติมวิชาภาษาจีนกลางมาตั้งแต่ปี 2548 ปัจจุบันได้พัฒนาหลักสูตรโดยเน้นการเรียนการสอนด้วยภาษาจีนอย่างเข้มข้น โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย การจัดงานครั้งนี้จึงเพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงศักยภาพทางภาษาและวัฒนธรรมจีน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว จะทำให้นักเรียนทุกคนได้เข้าถึงวัฒนธรรมจีน ในช่วงตรุษจีน รวมทั้งได้ความรู้อื่นๆ ควบคู่ไปด้วยการมีประสบการณ์นอกห้องเรียน