มช. ชวนเด็ก ม.ปลาย อัปสกิลช่วงปิดเทอม เสริมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย

มช. ชวนเด็ก ม.ปลาย อัปสกิลช่วงปิดเทอม เสริมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย

มช. ชวนเด็ก ม.ปลาย อัปสกิลช่วงปิดเทอม เสริมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชวนชวนน้อง ๆ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้เวลาช่วงปิดเทอมให้คุ้มค่า กับ “คอร์สออนไลน์ยอดฮิต” ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมทักษะรอบด้าน ทั้งวิชาการ ภาษา อาชีพ และทักษะชีวิต เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา แบบ Self-Paced พร้อมรับประกาศนียบัตร (ตามเกณฑ์ที่กำหนด) เพื่อใช้ต่อยอด Portfolio และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

หลักสูตรเด่นที่เปิดให้เรียน ครอบคลุมหลากหลายความสนใจ โดยเริ่มจาก คณิตศาสตร์ทั่วไป (General Mathematics 1) ที่เน้นการปูพื้นฐานสำคัญสำหรับสายวิทย์-คณิต ผู้เรียนจะได้ฝึกแก้ระบบสมการเชิงเส้นด้วยเมทริกซ์ เรียนรู้การสร้างแบบจำลองกำหนดการเชิงเส้น วิเคราะห์และร่างกราฟของฟังก์ชัน รวมถึงเข้าใจแนวคิดเรื่องลิมิต ความต่อเนื่อง และการหาอนุพันธ์ทั้งในเชิงทฤษฎีและการประยุกต์ เช่น การประมาณค่าเชิงเส้นและการหาค่าสูงสุด-ต่ำสุด โดยใช้เวลาเรียนรวม 30 ชั่วโมง (เฉลี่ย 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์)

ด้านภาษา Real World English A1 มุ่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษพื้นฐานทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน ผ่านการเรียนรู้แบบ Interactive ที่เน้นการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น การแนะนำตัว การสอบถามข้อมูล การสั่งอาหาร และการสนทนาทั่วไป พร้อมเสริมโครงสร้างไวยากรณ์และคำศัพท์ที่จำเป็น ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจสายสุขภาพ หลักสูตร “ใครอยากเรียนทันตแพทย์…ยกมือขึ้น!” จะช่วยเปิดมุมมองสู่โลกของวิชาชีพทันตแพทย์อย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการทำงานจริงของทันตแพทย์ในหลากหลายบริบท การเรียนการสอนในคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงการทดลองเรียนเนื้อหาพื้นฐานและการเรียนรู้เกี่ยวกับจรรยาบรรณในวิชาชีพ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตนเองมากขึ้น และสามารถวางแผนการศึกษาต่อได้อย่างเหมาะสม (แนะนำให้มีพื้นฐานชีววิทยาระดับมัธยมปลาย)

ขณะเดียวกัน หลักสูตร รู้ทันกลโกง ป้องกันภัยออนไลน์ ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล โดยผู้เรียนจะได้ทำความเข้าใจรูปแบบภัยคุกคามออนไลน์ เช่น การหลอกให้โอนเงิน การปลอมแปลงตัวตน และการแอบอ้างหน่วยงาน พร้อมเรียนรู้วิธีตรวจสอบข้อมูล การรับมือเมื่อเผชิญเหตุ และบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถปกป้องตนเองและผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งหลักสูตรที่น่าสนใจคือ ชีวิตสมัยใหม่กับแอนิเมชัน ซึ่งจะพาผู้เรียนสำรวจบทบาทของแอนิเมชันในโลกปัจจุบัน ทั้งในด้านการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้ และการแสดงออกทางอัตลักษณ์ พร้อมเชื่อมโยงกับเส้นทางสายวิชาการและอาชีพในอนาคต เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจสายครีเอทีฟ สื่อดิจิทัล และการพัฒนาทักษะเชิงสร้างสรรค์

ทุกหลักสูตรเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป สามารถเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่นตามเวลาของตนเอง ไม่เพียงช่วยเพิ่มพูนความรู้ แต่ยังเป็นโอกาสในการค้นหาความสนใจและเตรียมความพร้อมสู่การเรียนในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมั่นใจ

ผู้สนใจสามารถสมัครเรียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือเว็บไซต์ [https://www.lifelong.cmu.ac.th](https://www.lifelong.cmu.ac.th)

เอกอัครราชทูตอียิปต์ ร่วมบรรยายพิเศษในหลักสูตร ‘บยร.รุ่นที่ 1’

เอกอัครราชทูตอียิปต์ ร่วมบรรยายพิเศษในหลักสูตร ‘บยร.รุ่นที่ 1’

เอกอัครราชทูตอียิปต์ ร่วมบรรยายพิเศษในหลักสูตร ‘บยร.รุ่นที่ 1’

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการจัดอบรมหลักสูตร “ผู้บริหารในกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ” (บยร.) รุ่นที่ ๑ ณ ห้องบรรยาย ชั้น ๑ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (อาคารบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์)โดยเชิญวิทยากรพิเศษ  H.E. Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทยบรรยายในหัวข้อ”นโยบายต่างประเทศของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์กับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน” เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมาก เนื่องจาก อียิปต์มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทางสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศสมาชิก คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ทำให้ทราบข้อมูลโดยตรง ทำให้ผู้เข้ารับการอบรม ได้รับความรู้อย่างกว้างขวาง หลายประเด็นโดยรวม อาทิเช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ของสาธารณรัฐอาหรับ อิจิปต์ รวมถึงด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ร่วมกันถามปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ด้วยความสนใจยิ่ง โดยมีท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ศ.ดร.นครินทร์ เมฒไตรรัตน์ ท่านตุลาการ  อุดม สิทธิวิรัชธรรม ให้การต้อนรับและร่วมฟังคำบรรยาย ท้ายสุดเมื่อจบการบรรยาย วรเดช วีระเวคินเป็นผู้กล่าวขอบคุณ

สำหรับผู้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรนี้ ล้วนเป็นบุคคลภายในศาลรัฐธรรมนูญ 25 คนและมีผู้แทนจากศาลปกครอง 1 คนผู้แทนจากสำนักงานศาลยุติธรรม 1 คน และผู้แทนจากผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน รวมจำนวน 28 คน โดย บยร.รุ่นที่ 1 นี้  ได้เลือก ภรณี ลีนุตพงษ์  ผู้เชี่ยวชาญประจำตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ท่าน บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์) เป็นประธานรุ่น

มนพ. จับมือ สธ. ผลิตแพทย์ป้อนระบบ 10 ปี แก้ปัญหาการขาดแคลน – กระจายแพทย์

มนพ. จับมือ สธ. ผลิตแพทย์ป้อนระบบ 10 ปี แก้ปัญหาการขาดแคลน – กระจายแพทย์

มนพ. จับมือ สธ. ผลิตแพทย์ป้อนระบบ 10 ปี แก้ปัญหาการขาดแคลน – กระจายแพทย์

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับศักยภาพระบบสาธารณสุข และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาค โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมลงนามกับ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มี ผศ.ดร.รุ้งลาวัลย์ เอี่ยมกุศลกิจ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประกันคุณภาพการศึกษา รักษาราชการรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ พร้อมด้วย นพ.อภิวัฒน์ บัณฑิตย์ชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. กล่าวว่า การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในการผลิตแพทย์ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาแพทย์ในอนาคต โดยความร่วมมือในครั้งนี้มีระยะเวลาต่อเนื่อง 10 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและระบบบริการสาธารณสุข ในการพัฒนาศักยภาพการผลิตแพทย์ให้มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรม จริยธรรม ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและระบบสุขภาพของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดี มนพ. กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ มนพ. จะรับผิดชอบจัดการเรียนการสอนในชั้นปีที่ 1-3 (ระดับปรีคลินิก) และศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกโรงพยาบาลนครพนมจะรับผิดชอบจัดการเรียนการสอนในชั้นปีที่ 4-6 (ระดับคลินิก) เริ่มรับนักศึกษาปีแรก ปีการศึกษา 2571 ปีละ 24 คน โดยมหาวิทยาลัยจะแต่งตั้งอาจารย์แพทย์ของโรงพยาบาลเป็นอาจารย์พิเศษและสนับสนุนความก้าวหน้าในตำแหน่งทางวิชาการ และร่วมกับศูนย์แพทย์ฯ ในการจัดทำแผนพัฒนาอาจารย์แพทย์ด้านแพทยศาสตรศึกษาและทางคลินิกเพื่อเข้าร่วมประชุม ศึกษาฝึกอบรม ดูงาน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมให้ศูนย์แพทย์ฯ มีศักยภาพครบทุกด้านเพื่อให้มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์และตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2569–2578) โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนแพทย์เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

GISTDA ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ ‘Artemis’ ลุยสำรวจดวงจันทร์ – ดาวอังคาร

GISTDA ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ ‘Artemis’ ลุยสำรวจดวงจันทร์ - ดาวอังคาร

GISTDA ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ ‘Artemis’ ลุยสำรวจดวงจันทร์ – ดาวอังคาร

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ จัดการประชุมระดับชาติสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “เครือข่ายความร่วมมือการวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการสำรวจอวกาศ Artemis Program” โดยมี ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีและมี ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการ GISTDA ,ผู้แทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ,ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม ณ ห้อง Infinity Ballroom 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

ดร.ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล โฆษก GISTDA และผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมอวกาศโลกกำลังอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ จากอดีตที่เทคโนโลยีอวกาศถูกผูกขาดโดยองค์กรรัฐบาลของประเทศมหาอำนาจเพียงไม่กี่แห่ง แต่วันนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค New Space Economy” หรือ เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ ที่เปิดกว้างให้ภาคเอกชนและประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นผู้สร้างระบบจรวด ดาวเทียม และให้บริการโมเดลธุรกิจใหม่ๆที่ใช้ประโยชน์จากอวกาศได้อย่างไร้ขีดจำกัด

สำหรับ GISTDA การสร้างและเสริมขีดความสามารถด้านอวกาศของไทยให้ไปไกลมากกว่าเดิม คือพันธกิจหลักที่เรามุ่งมั่นทำให้เกิดขึ้นจริงมาโดยตลอด เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี นับตั้งแต่สิ้นสุดโครงการ Apollo ที่เรากำลังจะได้เห็นสหรัฐอเมริกาประกาศส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง ภายใต้โครงการ Artemis ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่แค่การไปเยือน แต่คือการสร้าง ‘เศรษฐกิจบนดวงจันทร์’ (Lunar Economy) และใช้เป็นฐานที่มั่นในการสำรวจดาวอังคารต่อไป”

การบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นี้ ต้องอาศัยการยกระดับระบบนิเวศอวกาศ (Space Ecosystem) แบบก้าวกระโดดและครอบคลุมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิศวกรรมจรวด ยานอวกาศ เทคโนโลยีการลงจอด ระบบสนับสนุนการดำรงชีพของนักบินอวกาศ ระบบพลังงาน เชื้อเพลิง การสื่อสารขั้นสูง การทำเหมืองแร่บนดวงจันทร์ ไปจนถึงนวัตกรรมด้านการแพทย์อวกาศ วัสดุศาสตร์ และชีววิทยา นี่คือขุมทรัพย์ทางความรู้และเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมโลก และเป็นโอกาสทองที่ประเทศไทยจำเป็นต้องกระโดดเข้าร่วม ไม่ใช่ในฐานะผู้ชม แต่ในฐานะผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ การจัดสัมมนาในวันนี้นับเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่งในการผลักดันขีดความสามารถด้านอวกาศของไทย เป็นการรวบรวมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและงานวิจัยจากเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ มาวิเคราะห์จุดแข็งร่วมกัน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดว่า ประเทศไทยจะมีบทบาทในส่วนใดของโครงการสำรวจอวกาศนานาชาติได้บ้าง เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับองค์ความรู้ให้ทัดเทียมระดับสากล ซึ่งผลลัพธ์อันล้ำค่าจากการระดมความคิดเห็นด้านเทคนิคในวันนี้ จะไม่หยุดอยู่แค่ในห้องประชุม แต่จะถูกนำไปต่อยอดเป็น “สมุดปกขาว” หรือข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรงพลัง เพื่อนำไปใช้ประกอบการเจรจากับตัวแทนจากสหรัฐอเมริกา นำโดย NASA เพื่อจัดทำกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้โครงการ Artemis อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทย

“ไม่ใช่คนทุกเจเนอเรชันที่จะได้มีโอกาสเติบโตและใช้ชีวิตร่วมกับช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ในการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์เหมือนที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า Artemis II จะทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ผมเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจว่า หากพวกเราทุกภาคส่วนร่วมมือกันเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เราจะได้เห็นเทคโนโลยี ธงชาติไทย และการมีส่วนร่วมของคนไทย ปรากฏอยู่ในภารกิจ Artemis III หรือ Artemis IV อย่างแน่นอนก้าวต่อไปของ GISTDA และเครือข่ายพันธมิตรทั้ง 40 องค์กร คือการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในวันนี้ให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และยืนยันให้ประชาคมโลกเห็นว่า “ศักยภาพของคนไทย สามารถก้าวไกลไปถึงดวงจันทร์”

​วว. แนะเพาะเห็ดฟางในตะกร้า รับประทานในครัวเรือน เสริมรายได้มั่นคง

​วว. แนะเพาะเห็ดฟางในตะกร้า รับประทานในครัวเรือน เสริมรายได้มั่นคง

​วว. แนะเพาะเห็ดฟางในตะกร้า รับประทานในครัวเรือน เสริมรายได้มั่นคง

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  แนะนำ “เพาะเห็ดฟางในตะกร้า” สำหรับรับประทานในครอบครัว หรือเป็นอาชีพเสริม ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานวิจัยที่ วว. ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สาธารณชนทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์มาอย่างต่อเนื่อง

โดยวิธีการดูแลรักษาเห็ดฟางในตะกร้า มีดังต่อไปนี้ วันที่ 1 – 4 คลุมกองเห็ดฟางไว้และควบคุมให้ได้อุณหภูมิประมาณ 37 – 40 องศาเซลเซียส เพื่อให้เชื้อเห็ดสร้างเส้นใย ขั้นตอนนี้ห้ามเปิดผ้าพลาสติกออก เนื่องจากต้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น (สังเกตได้จากไอน้ำที่เกาะบริเวณผ้าพลาสติก) วันที่ 4 – 5 เปิดผ้าพลาสติกออก เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศ ถ้าวัสดุเพาะแห้งเกินไปให้รดน้ำบริเวณรอบๆ ตะกร้าเพาะ หลังจากนั้นให้ปิดผ้าพลาสติกให้แน่น วันที่ 5 – 8 สังเกตเห็นเส้นใยเห็ดเจริญคลุมทั่ววัสดุเพาะ ลดอุณหภูมิลงให้เหลือประมาณ 28 – 30 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นเกิดการสร้างตุ่มดอก โดยการเปิดผ้าพลาสติกออกประมาณ 5-10 นาที แล้วปิดลงตามเดิม บางครั้งอาจรดน้ำบางๆ บริเวณเส้นใยเพื่อเป็นการตัดเส้นใยเชื้อเห็ด หากอุณหภูมิลดลงไม่มาก หรือฟางในตะกร้าค่อนข้างแห้ง ต้องให้น้ำบริเวณรอบๆตะกร้า หรือโชยละอองน้ำบริเวณตะกร้า ช่วงวันที่ 6 – 7 จะมีการรวมตัวของเส้นใย เห็นเป็นตุ่มดอกเล็กๆ ในขั้นตอนนี้ห้ามเปิดพลาสติกออก เพราะทำให้ดอกเห็ดฝ่อได้ วันที่ 8 – 9 ดอกเห็ดฟางมีขนาดโตขึ้นจนถึงระยะเก็บเกี่ยวได้ การเก็บดอกเห็ดฟางควรบิดดอกเห็ดออกมาทั้งกลุ่ม อย่าให้กระทบกระเทือนดอกอื่น ไม่ควรใช้มีดตัดเพราะส่วนของดอกเห็ดที่เหลือจะเน่าเสียและลามไปในตะกร้าได้

“เห็ดฟาง”  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Volvariella volvacea มีการเพาะเลี้ยงในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  นิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการประกอบอาหารเอเชียอย่างแพร่หลาย เพราะมีสาร vovatoxin  ช่วยป้องกันการเติบโตของไวรัส ที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับไขมันในเส้นเลือดและโรคหัวใจได้ คุณค่าทางอาหารของเห็ดฟาง 100 กรัม ให้พลังงาน 35 แคลอรี่ โปรตีน 3.2 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 5 กรัม แคลเซียม 8 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม เหล็ก 1.1 มิลลิกรัม ไนอะซิน 3.0 มิลลิกรัม และวิตามินซี 7 มิลลิกรัม

สพม.ตาก ตื่นตัวรับมือภัยคุกคาม จัดอบรมเข้ม ‘หนี ซ่อน สู้’ ยกระดับความปลอดภัยในที่ทำงาน

สพม.ตาก ตื่นตัวรับมือภัยคุกคาม จัดอบรมเข้ม ‘หนี ซ่อน สู้’ ยกระดับความปลอดภัยในที่ทำงาน

สพม.ตาก ตื่นตัวรับมือภัยคุกคาม จัดอบรมเข้ม ‘หนี ซ่อน สู้’ ยกระดับความปลอดภัยในที่ทำงาน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (สพม.ตาก) เดินหน้าเสริมสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความปลอดภัยและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุ หลักสูตร “หนี ซ่อน สู้ เพื่อความปลอดภัยในสำนักงาน” โดยบูรณาการความร่วมมือกับสถานีตำรวจภูธรเมืองตาก เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะการเอาตัวรอดจากเหตุฉุกเฉินให้แก่บุคลากรในสังกัดทุกคน โดยได้รับเกียรติจาก นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี นางจิรโรจน์ จิระเจริญวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก เข้าร่วมอบรม ณ ห้องประชุมออมทรัพย์สามัญ ชั้น 2 สพม.ตาก

การอบรมในครั้งนี้ เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยได้รับความอนุเคราะห์ทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก สถานีตำรวจภูธรเมืองตาก นำโดย พ.ต.ท. อภิชาติ ปัดภัย สวป.ชส.สภ.เมืองตาก และ พ.ต.ท. รังสรรค์ อ่อนดี สว. (สอบสวน) สภ.เมืองตาก พร้อมด้วยคณะ มาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และนำฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองในหัวข้อที่สำคัญ ได้แก่  การปฏิบัติตามแนวทางสากล “หนี ซ่อน สู้ (Run Hide Fight)” เมื่อเกิดเหตุเผชิญหน้า , การใช้งานแอปพลิเคชัน Police Care และแนวทางการแจ้งเหตุฉุกเฉินอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ , การรู้เท่าทันและรับมือกับ ภัยไซเบอร์ใกล้ตัว , เทคนิคการสื่อสารและการเจรจาเชิงบวกเพื่อลดความรุนแรงในสถานการณ์ตึงเครียด

นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ผู้อำนวยการ สพม.ตาก กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันสถานการณ์ความปลอดภัยในสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับหน่วยงานทางการศึกษาที่มีบุคลากรจำนวนมาก การอบรมในครั้งนี้ถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรทุกคนสามารถประเมินสถานการณ์ ตัดสินใจ และเอาชีวิตรอดได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในการทำงานและการดำรงชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ สพม.ตาก มุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และส่งเสริมการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจและสวัสดิภาพที่ดีให้แก่บุคลากรและผู้มาติดต่อราชการทุกท่าน

ซาบีดา ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี

ซาบีดา ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี

ซาบีดา ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.07 น.

“ซาบีดา” ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี ดัน 7 ไฮไลต์ Unseen Thai Thai สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี” ภายใต้โครงการเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โดยมีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวต้อนรับ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล (Quick Big Win) ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมใหม่ (Unseen Thai Thai) เพื่อสร้างสรรค์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวในมิติศาสนา อันจะช่วยยกระดับอัตลักษณ์ของพื้นที่ สร้างคุณค่าทางสังคม และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างยั่งยืน


     
ทั้งนี้ จังหวัดปัตตานีถือเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภาษา อาหาร วิถีชีวิต และศาสนา โดยเป็นพื้นที่ที่ผสมผสานความเชื่อของศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และวัฒนธรรมจีนไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน สะท้อนผ่าน “แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม 3 วิถี” ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

สำหรับจังหวัดปัตตานี เป็น 1 ใน 20 เส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนาที่ได้รับการส่งเสริมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกรมการศาสนาได้มุ่งพัฒนาศักยภาพวัด ศาสนสถาน และชุมชนโดยรอบ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ มีไฮไลต์ Unseen 7 จุดสำคัญ ได้แก่ 1. อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ชุมชนวัดทรายขาว และมัสยิดนัจมุดดิน มัสยิดโบราณกว่า 300 ปี สะท้อนวิถีชุมชน 2 วัฒนธรรม (พุทธ–มุสลิม) พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น เดินป่า นั่งรถจิ๊บโบราณ และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. วัดราษฎร์บูรณาราม  (วัดช้างให้) วัดเก่าแก่กว่า 300 ปี ที่ประดิษฐานหลวงปู่ทวด พระเถราจารย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชน 3. เมืองโบราณยะรัง แหล่งโบราณคดีสำคัญของภาคใต้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรลังกาสุกะ อายุกว่า 1,000 ปี 4. ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) ศาลเจ้าเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเชื่อเรื่อง “เงินถุงแดง” เพื่อความเป็นสิริมงคล 5. มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ศูนย์กลางศาสนาอิสลามในพื้นที่ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทัชมาฮาล 6. มัสยิดกรือเซะ โบราณสถานอายุกว่า 300 ปี โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดงแบบอาหรับ 7. วัดอัครเทวดาคาเบรียล ศูนย์กลางคริสตชนคาทอลิกในจังหวัดปัตตานี สะท้อนบทบาทของคณะธรรมทูตในอดีต

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนพหุวัฒนธรรม ผ่านการเลือกซื้อสินค้าและลิ้มลองอาหารพื้นถิ่น อาทิ ไก่ฆอและ ไข่พ่อเฒ่า ข้าวยำปัตตานี ปลาส้ม มะตะบะ โรตีปาแย ละแซ ตูปะซูตง (ปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว) ยำส้มแขก และแกงไตปลาน้ำขลุกขลิก รวมถึงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม เช่น ผ้าจวนตานี ลูกปัดมโนราห์ และผ้าบาติกพิมพ์ลาย ตลอดจนการเช่าบูชาวัตถุมงคล เหรียญหลวงปู่ทวดจากวัดช้างให้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้วัดและศาสนสถานเป็นศูนย์กลางของชุมชน
ในการถ่ายทอดคุณธรรมและภูมิปัญญา สร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จึงขอเชิญชวนศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมเดินทางมาสัมผัส “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี” เพื่อเรียนรู้รากฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่าย 
เปี่ยมด้วยศรัทธา และร่วมสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศไทยสู่ระดับสากลต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของเอเชีย เมื่อหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักรอย่าง “Wycombe Abbey” เตรียมนำมรดกทางการศึกษากว่า 130 ปีของระบบ British boarding school มาสู่ประเทศไทย ผ่านการเปิดตัว Wycombe Abbey International School Bangkok” ซึ่งมีกำหนดเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคม 2026

การเปิดตัวของโรงเรียนนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Wycombe Abbey UK, BE Education Group และ Rabbit Holdings (บริษัทในเครือของ BTS Group Holdings Public Company Limited) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการขยายเครือข่ายการศึกษาระดับโลกเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการศึกษานานาชาติที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

Wycombe Abbey ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1896 ณ เมือง Buckinghamshire สหราชอาณาจักร และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการระดับแนวหน้าของประเทศอังกฤษ (IGCSEs & A Levels) ด้วยวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ผสมผสานความเข้มข้นทางวิชาการเข้ากับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้านมาอย่างยาวนานกว่า 130 ปี

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดโรงเรียนนานาชาติของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติมากกว่า 250 แห่ง รองรับนักเรียนมากกว่า 70,000–80,000 คน และมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 80,000 ล้านบาท และมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปีกว่า 10% การเติบโตดังกล่าวสะท้อนความต้องการของครอบครัวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการการศึกษาหลักสูตรสากลและการเตรียมบุตรหลานเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ความปลอดภัย การเชื่อมต่อการเดินทางทั่วภูมิภาคเอเชีย และค่าครองชีพที่แข่งขันได้ กรุงเทพฯ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น Education Hub ของภูมิภาคเอเชีย และเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับครอบครัวนานาชาติที่ต้องการการศึกษาระดับโลกให้กับบุตรหลาน

ปัจจุบัน โรงเรียน Wycombe Abbey International ได้ขยายไปยังหลายประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง รวมถึงเมืองสำคัญในประเทศจีน ได้แก่ ฉางโจว หางโจว และหนานจิง โดยกรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญแห่งใหม่ของเครือข่ายการศึกษาแห่งนี้ และมีแผนขยายต่อไปยังประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อสร้างเครือข่ายการศึกษาที่เชื่อมโยงนักเรียน ครู และมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก

วิลเลียม แวนเบอร์เกน  ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท BE Education และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของ Wycombe Abbey กล่าวว่า การนำ Wycombe Abbey มาสู่ประเทศไทยไม่ใช่เพียงการเปิดโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการนำหนึ่งในมรดกทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่ภูมิภาคเอเชีย การเปิดตัว Wycombe Abbey ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโรงเรียนใหม่ แต่เรากำลังนำหนึ่งในแนวทางการศึกษาที่ทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่เอเชีย เครือข่ายแคมปัสของ Wycombe Abbey เปิดโอกาสให้นักเรียนจากหลากหลายแห่งได้ร่วมกิจกรรมและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ส่งเสริมการสร้างมิตรภาพและความเชื่อมโยงระหว่างกัน พร้อมต่อยอดสู่การเป็นคอมมูนิตี้ระดับโลกที่ยั่งยืนตลอดชีวิต

ด้าน โชติชวาล ลีไตรรงค์ จาก BTS Group Holdings Public Company Limited กล่าวว่า การศึกษาระดับโลกเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของเมืองสมัยใหม่ เมืองที่สามารถดึงดูดครอบครัวระดับโลกได้ต้องมีทั้งเศรษฐกิจที่แข็งแรง คุณภาพชีวิตที่ดี และระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานสากล การร่วมลงทุนใน Wycombe Abbey Bangkok จึงเป็นการลงทุนในอนาคตของกรุงเทพฯ และบทบาทของเมืองในเวทีโลก นอกจากนี้ยังมองว่าการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จะช่วยเสริม ecosystem ของเมือง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการดึงดูดบุคลากรและครอบครัวจากทั่วโลก

ฟิโอนา แองเจิล ผู้อำนวยการใหญ่ ของ Wycombe Abbey International School Bangkok กล่าวว่า หัวใจของ Wycombe Abbey คือ การพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน ไม่เพียงเพื่อความสำเร็จทางวิชาการ แต่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โรงเรียนจะเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 13 (อายุ 2–18 ปี) ภายใต้โมเดลการศึกษาแบบ 15-Year Education ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานสูงตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงการเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบ Day School และ Boarding School โดยระบบโรงเรียนประจำแบบอังกฤษถือเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาการศึกษาของ Wycombe Abbey เพราะไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่ช่วยหล่อหลอมความเป็นผู้นำ ความรับผิดชอบ ความเป็นอิสระ และความมั่นใจในตนเองของนักเรียน ซึ่ง Boarding education นอกจากวิชาการแล้วยังช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความมั่นใจ รับผิดชอบ และมีมุมมองระดับโลก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

Wycombe Abbey International School Bangkok จะตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 168 ไร่ ใกล้โครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา–ตราด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแคมปัสโรงเรียนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ โดยได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการเรียนรู้แบบองค์รวม ทั้งด้านวิชาการ กีฬา และกิจกรรมเสริมหลักสูตร

สิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลกของโรงเรียนประกอบด้วยสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก สนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA สนามเทนนิส สนามกอล์ฟ สนามบาสเก็ตบอล สนามกรีฑาเต็มรูปแบบ และอัฒจันทร์ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากกว่า 1,000 คน สะท้อนแนวคิดการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ สุขภาพกาย ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะชีวิต

Wycombe Abbey ยังเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการโดดเด่นที่สุดของสหราชอาณาจักร โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักเรียนของโรงเรียนกว่า 28% ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge ขณะที่นักเรียนจำนวนมากได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในอันดับ QS Top 10 และ Top 50 อย่างต่อเนื่อง

สำหรับโรงเรียนในเครือ Wycombe Abbey International ก็มีผลลัพธ์ทางการศึกษาที่โดดเด่นเช่นกัน โดยมีนักเรียนกว่า 38% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 10 และกว่า 74% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 50 ของโลก

ด้วยเครือข่ายการศึกษาระดับโลก แคมปัสขนาดใหญ่ และระบบ British boarding school ที่เป็นเอกลักษณ์ Wycombe Abbey International School Bangkok มีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษาหลักสูตรอังกฤษที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมมีบทบาทสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองระดับโลกด้านการศึกษาในอนาคต

รายงานพิเศษ : มหิดล ดัน ‘AI Healthcare Startup Pipeline’ ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลาง Medical AI ของภูมิภาค

รายงานพิเศษ : มหิดล ดัน ‘AI Healthcare Startup Pipeline’ ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลาง Medical AI ของภูมิภาค

รายงานพิเศษ : มหิดล ดัน ‘AI Healthcare Startup Pipeline’ ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลาง Medical AI ของภูมิภาค

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ Siam AI Corporation เดินหน้าสร้าง AI Healthcare Startup Pipeline  ของประเทศไทย ผ่านโครงการ Mahidol x Siam AI Venture Lab 2025 พร้อมคัดเลือก 6 ทีมนวัตกรรม Deep Tech เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ด้านสุขภาพสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข และต่อยอดสู่การเติบโตในอุตสาหกรรมสุขภาพ

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ Siam AI Corporation แถลงความสำเร็จของโครงการ Mahidol x Siam AI Venture Lab 2025 โครงการบ่มเพาะนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ด้านสุขภาพ (AI Healthcare) ที่มุ่งผลักดันผลงานวิจัยสู่การพัฒนา Startup ด้าน Deep Tech ของประเทศไทย พร้อมคัดเลือกทีมผู้พัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพเข้าสู่รอบนำเสนอผลงานสุดท้าย 6 ทีม จากผู้สมัครทั้งหมด 9 ทีม เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI สู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมสุขภาพ

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดี ม.มหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของประเทศไทย มีวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่การเป็น ผู้นำด้าน AI Healthcare ของภูมิภาคอาเซียน โดยมองว่า AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบสุขภาพ” (Next-Generation Health Infrastructure) ที่จะช่วยยกระดับการวินิจฉัย การรักษา การบริหารจัดการทรัพยากร และการป้องกันโรคเชิงรุกอย่างแม่นยำ โดยมหาวิทยาลัยมหิดล มีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนพัฒนา AI Healthcare ผ่าน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.Precision & Predictive Medicine การพัฒนา AI เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ รวดเร็ว และสามารถคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกของแพทย์ 2.Equitable Access to Care การใช้ AI ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ผ่าน Telemedicine และระบบ AI-assisted Screening เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการทางการแพทย์มาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลชั้นนำ 3.Smart Hospital & Health System Efficiency การใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรในโรงพยาบาล ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพบริการ 4.Ethical & Trustworthy AI การพัฒนา AI ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับจริยธรรมทางการแพทย์ โดยให้ความสำคัญกับ Data Governance และ Cybersecurity ในระยะยาว มหาวิทยาลัยมหิดลตั้งเป้าพัฒนา AI Healthcare Ecosystem ของภูมิภาค ที่เชื่อมโยงนักวิจัย แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา นักลงทุน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ ความท้าทายด้านสุขภาพของประเทศ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

ดังนั้น โครงการ Mahidol x Siam AI Venture Lab 2025 จึงไม่ใช่เพียงโครงการสนับสนุน Startup แต่เป็น “Translational Acceleration Platform” ที่ช่วยผลักดันงานวิจัยให้ก้าวข้ามจากห้องปฏิบัติการสู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน และพร้อมแข่งขันในตลาดโลก

รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ม.มหิดล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง นักวิจัย ผู้ประกอบการ และพันธมิตรจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI Startup ด้านการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของมหาวิทยาลัย

สำหรับ 6 ทีม AI Healthcare Startup ที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะของโครงการ ได้แก่ 1.AI-driven Thais Virtual Patient for Clinical Reasoning Training ระบบผู้ป่วยเสมือนสำหรับฝึกการตัดสินใจทางคลินิก 2.MANORAA – AI-Driven Drug Design Platform แพลตฟอร์มออกแบบยาโดยใช้ AI  3.Physical-Agentic AI for Automated Chemotherapy Compounding System ระบบ AI ควบคุมหุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัดอัตโนมัติ 4.AI-Driven Pharma Inventory Management System for Hospitals ระบบบริหารจัดการคลังยาอัจฉริยะ 5.Digital Health Platform แพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย 6.AI-Enhanced HIS ระบบ Hospital Information System ที่ใช้ AI ช่วยแพทย์วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย

ปิดฉากงดงาม! โขนรุ่งอรุณ 2568 ถ่ายทอดศิลปะชั้นสูงผ่านฝีมือเด็ก ป.6 ตอนพาลีสอนน้อง

ปิดฉากงดงาม! โขนรุ่งอรุณ 2568 ถ่ายทอดศิลปะชั้นสูงผ่านฝีมือเด็ก ป.6 ตอนพาลีสอนน้อง

ปิดฉากงดงาม! โขนรุ่งอรุณ 2568 ถ่ายทอดศิลปะชั้นสูงผ่านฝีมือเด็ก ป.6 ตอนพาลีสอนน้อง

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

เสียงปี่พาทย์และเสียงตบมือดังกึกก้องไปทั่วบริเวณสนามฟุตบอลเล็ก โรงเรียนรุ่งอรุณ เมื่อการแสดง “โขนรุ่งอรุณ ประจำปีการศึกษา 2568 ตอน พาลีสอนน้อง” ได้จบลงอย่างน่าประทับใจในช่วงค่ำของวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการแสดงความสามารถครั้งสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งภาคปกติและภาคภาษาอังกฤษ (English Program) เพื่อเป็นการปิดท้ายปีการศึกษาอย่างสง่างาม

การแสดงในปีนี้หยิบยกตอน “พาลีสอนน้อง” มาถ่ายทอด ซึ่งประกอบด้วยฉากสำคัญที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็น ฉากการรบระหว่างพญาพาลีและควายทรพี ที่สะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มหลงในอำนาจของทรพี และไหวพริบปฏิภาณของพญาพาลีในการปราบศัตรู ฉากความเข้าใจผิดที่ปากถ้ำสุรกานต์ระหว่างพาลีและสุครีพ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สุครีพต้องระหกระเหินไปพบพระราม และนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายของพญาพาลี ฉากที่กินใจที่สุดคือการหวนระลึกถึงสัจจะที่เคยให้ไว้ต่อพระนารายณ์ และการฝากฝังบ้านเมืองไว้กับน้องชายก่อนสิ้นชีพ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อตอนอันเป็นอมตะ

สำหรับการแสดงโขนของโรงเรียนรุ่งอรุณนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการร่ายรำเพื่อความสวยงาม แต่คือ “วิชาชีวิต” ของนักเรียนชั้น ป.6 ที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างเข้มงวดตลอด 1 ปีการศึกษา ตั้งแต่การฝึกพื้นฐาน “เต้นเสา ถีบเหลี่ยม” ไปจนถึงการจำท่ารำที่ซับซ้อน

เหล่านักแสดงตัวน้อยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความอดทน ระเบียบวินัย และความสามัคคีในการทำงานร่วมกัน ทั้งตัวละครพระ นาง ยักษ์ และลิง รวมถึงทีมงานเบื้องหลังที่ร่วมกันเนรมิตฉาก แสง สี และเสียงให้มีความร่วมสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งจารีตอันดีงาม

หลังจบการแสดง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น ผู้ปกครองและครูต่างชื่นชมในความตั้งใจของเด็กๆ ที่สามารถถ่ายทอดศิลปะชั้นสูงของชาติออกมาได้อย่างลึกซึ้ง หลายคนกล่าวว่านี่ไม่ใช่แค่การดูโขน แต่เป็นการได้เห็นการเติบโตภายในของเด็กๆ ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้สำเร็จ ก่อนที่จะเลื่อนชั้นสู่ระดับมัธยมศึกษาต่อไป

สำหรับ โขนรุ่งอรุณ เป็นประเพณีการเรียนรู้ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของโรงเรียน โดยเชื่อว่า “โขน” คือเครื่องมือชั้นดีในการฝึกสติและสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่นักเรียน และตอนพาลีสอนน้อง มีความสำคัญในเชิงวรรณคดีคือการเน้นเรื่อง “การรักษาคำพูด” (สัจจะ) และการรู้จักหน้าที่ของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับคุณธรรมที่ทางโรงเรียนมุ่งเน้นปลูกฝังให้กับนักเรียน