เปิด 12 รายชื่อนิสิตเก่า’สิงห์ดำ’จุฬาฯดีเด่น ปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782258

เปิด 12 รายชื่อนิสิตเก่า'สิงห์ดำ'จุฬาฯดีเด่น ปี 2567

เปิด 12 รายชื่อนิสิตเก่า’สิงห์ดำ’จุฬาฯดีเด่น ปี 2567

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 11.13 น.

นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย การยกย่อง 12 นิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดีเด่น ประจำปี 2567 พร้อมเชิญชวน “สิงห์ดำ” ทุกรุ่น ร่วมงานสิงห์ดำสัมพันธ์ 27 ม.ค.67 นี้

วันนี้ (22 ม.ค.67) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า นับเป็นระยะเวลากว่า 76 ปี ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคณะรัฐศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ได้ผลิตบัณฑิตออกมารับใช้ประเทศชาติและสังคมไทยอย่างยาวนาน เป็นแหล่งความรู้ในสาขาวิชารัฐศาสตร์ของประเทศไทย นำมาซึ่งการสร้างคุณค่าแห่งสังคมไทยทั้งภายในและระหว่างประเทศ บ่มเพาะ ปลูกฝัง ให้ชาว “สิงห์ดำ” สามารถครองตนได้อย่างมีคุณธรรมและเป็นผู้นำสังคมในการพัฒนาสังคมไทยไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พิจารณาคัดเลือกนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดีเด่น ประจำปี 2567 ผู้ซึ่งใช้วิชาความรู้ในการประกอบอาชีพโดยสุจริตจนได้รับความสำเร็จอย่างสูงในหน้าที่การงาน มีความประพฤติดี้ ได้รับการยกย่องนับถือจากสังคมทั่วไปในฐานะของนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันเป็นการนำชื่อเสียงมาสู่สถาบันการศึกษา ตอบแทนพระคุณของสถาบันการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ มีความเสียสละและอุทิศตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ได้รับการคัดเลือกเป็น “นิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดีเด่น ประจำปี 2567” จำนวน 12 ท่าน ได้แก่

สาขาข้าราชการประจำ 1) นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ (รุ่นที่ 35) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ 2) นางอุรีรัชต์ เจริญโต (รุ่นที่ 35) อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ 3) นายขจร ศรีชวโนทัย (รุ่นที่ 36) อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 4) นายสุธี ทองแย้ม (รุ่นที่ 36) ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี 5) นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ (รุ่นที่ 37) ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สาขาข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือผู้นำชุมชน นายณัฐพงศ์ ดิษยบุตร (รุ่นที่ 34) รองปลัดกรุงเทพมหานคร

สาขานักวิชาการ 1) ศาสตราจารย์ สำเรียง เมฆเกรียงไกร (รุ่นที่ 24) ศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2) ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร (รุ่นที่ 30) อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สาขาธุรกิจเอกชน หรือวิชาชีพอิสระ หรือองค์กรเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ 1) นายเอนก นาวิกมูล (รุ่นที่ 25) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ 2) ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน (รุ่นที่ 41) ผู้ผลิตรายการ 8 Minute History

สาขาองค์กรอิสระของรัฐและองค์การมหาชน รองศาสตราจารย์ ดร.สายทิพย์ สุคติพันธ์ (รุ่นที่ 28) ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

กรณีเชิดชูเกียรติเป็นพิเศษ นายศิริพงษ์ ห่านตระกูล (รุ่นที่ 26) อดีตอธิบดีกรมการปกครองและอธิบดีกรมที่ดิน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอแสดงความยินดีกับพี่-น้องนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกท่าน ที่ได้รับคัดเลือกเป็นนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดีเด่น ประจำปี 2567 และขอเชิญชวนพี่น้อง “สิงห์ดำ” ทุกรุ่น ร่วมแสดงความยินดีกับรุ่นพี่ที่ได้รับคัดเลือกรับรางวัลในครั้งนี้ พร้อมทั้งร่วมงานวันคืนสู่เหย้า “สิงห์ดำสัมพันธ์ ประจำปี 2567” ในวันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2567 ตั้งแต่เวลา 07.00 – 12.00 น. ณ อาคารเกษมอุทยานิน (รัฐศาสตร์ 60 ปี) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีกิจกรรมในงาน อาทิ การประกอบพิธีทางศาสนา พิธีคารวะอาจารย์ พิธีประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ดีเด่น การประชุมใหญ่สามัญ ส.ร.จ. และร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยพร้อมเพรียงกัน

รัฐบาลย้ำนักเรียน-นักศึกษามีคุณสมบัติครบ ได้รับสิทธิกู้ยืม‘กยศ.’ทุกราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782240

รัฐบาลย้ำนักเรียน-นักศึกษามีคุณสมบัติครบ ได้รับสิทธิกู้ยืม‘กยศ.’ทุกราย

รัฐบาลย้ำนักเรียน-นักศึกษามีคุณสมบัติครบ ได้รับสิทธิกู้ยืม‘กยศ.’ทุกราย

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 08.52 น.

รัฐบาลย้ำ‘กยศ.’มุ่งให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียน-นักศึกษาที่ขาดแคลน ยืนยันผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามที่กองทุนฯ กำหนดจะได้รับสิทธิในการกู้ยืมทุกราย ขออย่าหลงเชื่อข่าวระงับการกู้ยืมฯ

22 มกราคม 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการส่งต่อเรื่อง กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ. ) ระงับการให้กู้ยืมของนักศึกษา และแจ้งว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลการให้กู้ยืมนั้น ขอย้ำว่าข้อมูลดังกล่าว ไม่เป็นความจริง ทางกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้ตรวจสอบข้อมูลพร้อมชี้แจงว่าขณะนี้ได้อนุมัติเงินกู้ให้แก่นักศึกษาครบถ้วนแล้ว ซึ่งนักศึกษาที่ยื่นกู้ในระบบและแนบเอกสารถูกต้องตามสิทธิของผู้กู้นั้น ได้รับอนุมัติครบถ้วนแล้วทุกราย

“รัฐบาล โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ขอยืนยันว่ากองทุนฯ เป็นหน่วยงานที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลน โดยผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามที่กองทุนฯ กำหนดจะได้รับสิทธิในการกู้ยืมทุกราย หากนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการเรียนจะได้รับโอกาสในการเรียนอย่างแน่นอน เพราะความยากจนจะไม่ใช่อุปสรรคของการเข้าถึงการศึกษาอีกต่อไป โดยขณะนี้ไม่มีผู้กู้ค้างรออนุมัติในระบบแล้ว” นายคารม กล่าว

นายคารม กล่าวว่า ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)  สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.studentloan.or.th/home หรือโทร. 0-2016-2600

รายงานพิเศษ : ‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ภารกิจ‘กรมการข้าว’ปี’67มุ่งทำงานเชิงรุก พัฒนาเมล็ดพันธุ์-ให้ความรู้เกษตรสมัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782142

รายงานพิเศษ : ‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ภารกิจ‘กรมการข้าว’ปี’67มุ่งทำงานเชิงรุก พัฒนาเมล็ดพันธุ์-ให้ความรู้เกษตรสมัยใหม่

รายงานพิเศษ : ‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ภารกิจ‘กรมการข้าว’ปี’67มุ่งทำงานเชิงรุก พัฒนาเมล็ดพันธุ์-ให้ความรู้เกษตรสมัยใหม่

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“งานวิจัยเรื่องข้าวมันเป็นเรื่องสำคัญ ปีนี้ ปี’67 ผมก็เลยมุ่งเน้นเรื่องของงานวิจัยด้านข้าว ของเราผลผลิตต่อไร่ผมว่ามันไม่แพ้ต่างประเทศ มันติดอยู่ตรงที่ระยะเวลาในการปลูกของเรามากกว่าของเวียดนาม ของเขา 90 วัน ของเรา 100-105 วัน นี่มันแค่เป็นการโฆษณาให้กับพี่น้องเกษตรกร ว่าในระหว่าง 15 วัน ผมคิดว่ามันเป็นปลายฤดูของการเก็บเกี่ยว การใช้น้ำไม่มีผล แต่มันมีผลทางด้านจิตวิทยา”

ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงแผนงานของกรมการข้าวในปี 2567 นี้ ซึ่งจะเน้นเรื่องของ “การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวตั้งแต่ต้นน้ำ” พร้อมกับหยิกยกสถานการณ์ “ข้าวเวียดนาม” ที่ถูกนำมาปลูกในท้องนาของประเทศไทยอย่างแพร่หลายในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด ด้วยคำโฆษณาที่ว่าใช้ระยะเวลาจากการปลูกถึงเก็บเกี่ยวน้อยกว่าพันธุ์ข้าวของไทย ซึ่งในปีนี้ กรมการข้าวเตรียมเปิดตัวพันธุ์ข้าวเพิ่มถึง 10 พันธุ์ มีทั้งข้าวขาวพื้นแข็ง ข้าวขาวพื้นนุ่ม ข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่นและข้าวสาลี

สำหรับ “โจทย์ใหญ่” ที่กรมการข้าวตั้งเป้าหมายไปให้ถึงคือ “ทำอย่างไรจะทำให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพและในปริมาณที่เพียงพอ” เนื่องจากที่ผ่านมากรมการข้าวได้รับงบประมาณจำนวนน้อย และแม้จะได้งบประมาณมาก็ใช่ว่าผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพพร้อมใช้งานได้ทันทีในเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ต้องมีการวางแผนระยะยาวในภาคการผลิต โดยกว่าจะพัฒนาเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาได้ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 ฤดูกาล

ทั้งนี้ กรมการข้าวเพิ่งได้รับงบประมาณ 1,256 ล้านบาทสำหรับจัดหาเครื่องจักรสำหรับพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งแต่ต้นน้ำ เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา ขณะที่อยู่ในระหว่างการจัดสร้าง คาดว่าภายใน 1 ปี จะมีครบทั้งเครื่องอบ เครื่องคัด เครื่องร่อน ฯลฯ เพื่อทำเมล็ดพันธุ์ข้าวในชั้นพันธุ์คัดและพันธุ์ขยาย สำหรับศูนย์วิจัยข้าว 16 แห่ง ขณะที่ในปีงบประมาณ 2567 ได้ของบประมาณไปประมาณ 900 ล้านบาท สำหรับศูนย์วิจัยข้าวอีก 12 แห่ง ดังนั้นคาดว่าภายในปี 2568 เกษตรกรน่าจะมีเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้อย่างเพียงพอ

“เราอย่าลืมว่ากรมการข้าวเป็นต้นน้ำในการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้กับส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นภาคสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้าวชุมชนและนาแปลงใหญ่ ถ้าต้นน้ำผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัดพันหลักไม่ได้ มันก็ไม่สามารถเอาเมล็ดพันธุ์พวกนี้ไปสู่ชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายได้ ฉะนั้นต้นน้ำกำลังดำเนินการอยู่ ที่ผ่านมาเราทำปลายน้ำ มันต้องทำตั้งแต่ต้นน้ำ ในยุคที่ผมมาเป็นอธิบดีผมก็เลยต้องศึกษาว่าผมจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร”ณัฏฐกิตติ์ กล่าว

ในประเด็นการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรมการข้าวเรื่องไม่ยอมรับรองพันธุ์ข้าวให้โดยง่ายทั้งที่มาจากเอกชนและจากมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่กรมการข้าวเองก็มีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการเรื่องนี้ ณัฏฐกิตติ์ อธิบายว่า “การรับรองต้องทำอย่างรอบคอบ” กรมการข้าวไม่ได้ปิดกั้น แต่คณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าวก็ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดถึงที่มาของสายพันธุ์ เนื่องจากกังวลว่าอาจนำพันธุ์ข้าวเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งหากรับรองไปแล้วเมื่อส่งออกก็อาจเกิดปัญหากับประเทศเจ้าของสายพันธุ์ได้

ภารกิจประการต่อมาที่กรมการข้าวจะเน้นขับเคลื่อนในปี 2567 คือ “การสื่อสารสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต” โดยอธิบดีกรมการข้าว ยกตัวอย่าง “การหว่านนาน้ำตม” วิธีการทำนาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยมีคำแนะนำให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ 12-15 กิโลกรัมต่อไร่ และหว่านในระยะพอดี แต่เกษตรกรก็ไม่ค่อยทำเพราะกลัวจะได้ผลผลิตในปริมาณน้อย

แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยี “โดรนหว่านเมล็ด” ที่สามารถตั้งค่าระยะการโยนเมล็ดในพื้นที่นาได้อย่างพอดี ทำให้การแตกกอของข้าวดีและได้ผลผลิตข้าวในปริมาณสูง ในขณะที่การหว่านเมล็ดข้าวหากหว่านหนาเกินไปการกำจัดวัชพืชก็จะทำได้ไม่ดี เกิด “ข้าวดีด-ข้าวเด้ง” ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้มีคุณภาพต่ำเพราะเกษตรกรไม่สามารถลงไปในผืนนาเพื่อกำจัดวัชพืชได้“การเก็บเกี่ยว” ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณผลผลิตข้าว โดยการเก็บเกี่ยวที่ดีต้องทำในระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเรียกว่า “ระยะพลับพลึง” หมายถึงนับจากวันที่ข้าวออกดอกไปแล้ว 28-30 วัน เป็นต้น

หรือ “การลดความถี่ในการทำนาเพื่อให้ดินได้พัก” จากเดิม 3 ครั้งต่อปี เหลือ 2 ครั้งต่อปี แต่ก็เข้าใจได้ว่าเกษตรกรจำเป็นต้องมีรายได้ ดังนั้นช่วงที่ไม่ได้ทำนา จะหาพืชชนิดใดมาปลูกได้บ้าง เช่น พืชตระกูลถั่ว หรือใช้จุลินทรีย์ หรือแหนแดงซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนในอากาศ เบื้องต้นมีงานวิจัยรองรับแล้ว แต่ต้องสนับสนุนให้เกษตรกรใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรมีรายได้และการพักดิน ซึ่งจะช่วยลดจำนวนศัตรูพืชซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนการใช้สารเคมี

นอกจากนั้น ในเดือน มี.ค. 2567 กรมการข้าว จะเปิดตัว“จุลินทรีย์ย่อยตอซังข้าว” ที่พัฒนาร่วมกับเอกชน ใช้เวลาย่อยสลาย 5-7 วัน ลดการปล่อยก๊าซมีเทน รวมถึลดปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผา แต่การไม่เผาก็ต้องหาเครื่องมือทดแทน เช่น เครื่องบดอัดฟางข้าว สำหรับนำไปขายให้ผู้เลี้ยงปศุสัตว์อย่างไรก็ตาม “ร้อยละ 70 ของธาตุอาหารในนาอยู่ในฟางข้าว”จึงเกิดแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

“เราต้องรณรงค์ถึงวิชาการต่างๆ ให้เกษตรกรได้รับรู้-รับทราบว่า กรมการข้าวเราจะทำนาแบบสมัยใหม่ เราจะรณรงค์ผ่านสื่อสารต่างๆ แล้ววันนี้กรมการข้าวก็ได้มีตัวแทนของกรมการข้าวแล้ว มีประมาณ 140,000 คน อยู่ทั่วประเทศ พื้นที่ทำนา 6,000 กว่าตำบล เพื่อหมู่บ้านละ 2 คนบ้าง 3 คนบ้าง 4 คนบ้าง เราจะใช้แกนนำ 1-5 คนที่อยู่ในหมู่บ้าน ให้ความรู้กับเกษตรกร

เราจะรณรงค์ ฝึกอบรมและให้ความรู้ ให้เทคโนโลยีลงไป เพื่อที่เขาจะไปกระจายและฝึกอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่เขารับผิดชอบอยู่ ถ้าหมู่บ้านสูงมากกว่า 500 ไร่ เราก็ให้ 2 คน ต่ำกว่า 500 ไร่ เราก็ให้คนเดียว ถ้ามากกว่า 1,000 ไร่ขึ้นไปเราก็ให้หมู่บ้านละ 3 คน ซึ่งพวกนี้ก็จะเป็นตัวแทน เขาเรียกว่าข้าวอาสา เพื่อที่จะนำเทคโนโลยีต่างๆ ผ่านทางแอปพลิเคชั่นต่างๆ แล้วก็ไปอบรม จัดฝึกอบรมแล้วก็ให้เขากระจายความรู้ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ทำนา” ณัฏฐกิตติ์ ระบุ

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี ความท้าทายประการหนึ่งที่พูดถึงกันเสมอคือ “เกษตรกรไทยส่วนใหญ่อายุมาก” จึงกลายเป็น“ข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยน” อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า เท่าที่เริ่มผลักดันการส่งเสริมความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ได้รับความสนใจค่อนข้างดี เช่น เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2567 ตนเดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรที่ จ.ร้อยเอ็ด ได้รับเสียงสะท้อนว่าเห็นด้วยกับภารกิจของกรมการข้าวในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนวิธีการทำนา เพียงแต่ที่ผ่านมาเราขาดการสื่อสารประชาสัมพันธ์

ดังนั้นตนจึงปรับรูปแบบการทำงานของฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกรมการข้าว ให้ทำงานเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันเกษตรกรมีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน รับข้อมูลข่าวสารผ่านอินเตอร์เนตได้ รวมถึงจะมีช่องทางให้เกษตรกรที่เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครข้าวอาสา เป็นผู้เชื่อมโยงองค์ความรู้สำหรับถ่ายทอดให้เกษตรกรคนอื่นๆ ต่อไป โดยในปี 2567 กรมการข้าวจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น

ยังมีอีกปัจจัยที่อธิบดีกรมการข้าว ยอมรับว่าเป็นข้อจำกัด คือ “งบประมาณสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชน” ซึ่งปัจจุบันงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปีสามารถสนับสนุนได้เพียง 200 ศูนย์ หรือ 200 ตำบล แต่พื้นที่ทำนาทั่วประเทศมีมากถึง 6,000 ตำบล ขณะที่บุคลากรทุกประเภทในกรมการข้าวมีอยู่ 1,800 คน การดูแลชาวนาทั่วประเทศจึงไม่สามารถทำได้ทั้งหมด จึงต้องมีพันธมิตร ประกอบด้วย กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร ซึ่งทำงานวิจัย

นอกจากนั้น ยังมีกรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีกลไกเกษตรอำเภอและเกษตรตำบลในการให้ความรู้กับเกษตรกร แต่ก็เป็นอีกกรมหนึ่งที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณรวมถึงการเดินทางไปให้ความรู้ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง แต่การที่มีพันธมิตรแบบนี้ ทำให้กรมการข้าวไม่จำเป็นต้องเพิ่มอัตรากำลังคนอีก โดยกรมการข้าวมีภารกิจดูแลศูนย์ข้าวชุมชน นาแปลงใหญ่ และการผลิตเมล็ดพันธุ์

“ถ้าพี่น้องเกษตรกรมีปัญหาเรื่องของการทำนา เรื่องความรู้ต่างๆ ติดต่อเข้ามาทางเว็บไซต์ของกรมการข้าวได้เลย ฉะนั้นช่องทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์ของกรมการข้าว แม้กระทั่งชาวนาอาสาที่เราอยู่ในพื้นที่ต่างๆ เราก็จะรณรงค์แล้ว เริ่มรณรงค์อย่างเต็มที่ในปี 2567 เป็นต้นไป ผมคิดว่าจะสมบูรณ์ที่สุดในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ในเรื่องของความรู้ ในปี 2568 นั่นก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการที่มีความสมบูรณ์พร้อม ที่จะให้มีความเพียงพอกับพี่น้องเกษตรกร” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวในตอนท้าย

คืนชีพ‘ภารโรง’!ชง ครม.ขอ 14,000 ตำแหน่งให้ทุกโรงเรียน ช่วยลดภาระครูเวร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782092

คืนชีพ‘ภารโรง’!ชง ครม.ขอ 14,000 ตำแหน่งให้ทุกโรงเรียน ช่วยลดภาระครูเวร

คืนชีพ‘ภารโรง’!ชง ครม.ขอ 14,000 ตำแหน่งให้ทุกโรงเรียน ช่วยลดภาระครูเวร

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 09.22 น.

คืนชีพ‘ภารโรง’!ชง ครม.ขอ 14,000 ตำแหน่งให้ทุกโรงเรียน ช่วยลดภาระครูเวร

21 มกราคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีมีคนร้ายบุกทำร้ายร่างกายครูขณะที่มาอยู่เวรรักษาการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา เหตุเกิดภายในบริเวณโรงเรียนบ้านโป่งเกลือ อ.เมือง จ.เชียงราย และมีการต่อสู้จนครูได้รับบาดเจ็บปากแตก มีแผลฟกซ้ำบริเวณใบหน้าและลำตัว ต่อมาจับคนร้ายได้แล้ว เบื้องต้นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบหมายศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. บุคลากรของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 (สพป.เชียงราย เขต 1) นักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่ พร้อมทีมสหวิชาชีพ รุดลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามอาการของคุณครูที่ได้รับบาดเจ็บ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกำชับ สพฐ. ให้ดูแลขวัญและกำลังใจของคุณครูที่ประสบเหตุ พร้อมติดตามการดำเนินคดีและกำหนดแนวทางสร้างเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาให้รัดกุมมากขึ้น ซึ่งตนได้โทรศัพท์สอบถามเหตุการณ์และส่งกำลังใจให้แก่คุณครูที่ประสบเหตุด้วยตนเอง พบว่าคุณครูมีขวัญและกำลังใจที่ดี อาการปลอดภัยดีขึ้นแล้ว

“รมว.ศธ.ทราบถึงภาระและความกังวลใจของคุณครูทั่วประเทศที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เวรรักษาการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเวรกลางวันหรือเวรกลางคืน ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้สถานที่ราชการทุกแห่งต้องจัดให้มีเวรรักษาการณ์ เพื่อดูแลและป้องกันความเสียหายอันจะบังเกิดแก่สถานที่ราชการ จึงได้กำหนดนโยบายลดภาระครู เพื่อให้คุณครูได้ทุ่มเทเวลาเพื่อการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ และได้สั่งการ สพฐ. ให้เสนอขอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติคืนอัตรานักการภารโรงกว่า 14,000 ตำแหน่ง เพื่อให้ทุกโรงเรียนมีนักการภารโรงประจำ ซึ่ง สพฐ. ได้จัดทำคำขอต่อ ครม. เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่กลางเดือนที่ผ่านมา” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในระหว่างที่รอ ครม. พิจารณาอนุมัติคืนตำแหน่งนักการภารโรง ซึ่งจะสามารถช่วยทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่โรงเรียนได้อีกแรงหนึ่ง ขอสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานปกครองในพื้นที่หรือผู้นำชุมชน ช่วยจัดเวรยามดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนและช่วยเฝ้าระวังกรณีชุมชนมีบุคคลผู้เสี่ยงมีพฤติกรรมรุนแรง ซึ่ง สพฐ. ส่วนกลางได้มีหนังสือส่งถึงกระทรวงมหาดไทยให้สนับสนุนการทำงานของโรงเรียนก่อนหน้านี้แล้ว

นอกจากนี้ สพฐ. จะได้เร่งแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางการจัดเวรยามและการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาที่เหมาะกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน รวมถึงสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเสริมสร้างความปลอดภัย เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ ที่สร้างความสุขและความอุ่นใจให้แก่ครู นักเรียนทุกคน

‘อธิบดีโยธาฯ’กำชับทุกจังหวัด เข้มตรวจสอบเครื่องเล่นในงานเทศกาล สร้างความมั่นใจผู้ใช้บริการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781809

‘อธิบดีโยธาฯ’กำชับทุกจังหวัด เข้มตรวจสอบเครื่องเล่นในงานเทศกาล สร้างความมั่นใจผู้ใช้บริการ

‘อธิบดีโยธาฯ’กำชับทุกจังหวัด เข้มตรวจสอบเครื่องเล่นในงานเทศกาล สร้างความมั่นใจผู้ใช้บริการ

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2567, 15.06 น.

‘อธิบดีโยธาฯ’ กำชับทุกจังหวัดเข้มตรวจสอบเครื่องเล่นในงานเทศกาลประจำจังหวัดทั่วไทย ป้องเกิดอุบัติเหตุทำสูญเสีย สร้างความมั่นใจผู้ใช้บริการ-กระตุ้นท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ

19 ม.ค.2567 นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กรมโยธาฯได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยการควบคุมเครื่องเล่น พ.ศ. 2558 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายเพื่อควบคุมเครื่องเล่นในสวนสนุกต่างๆ ให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้ โดย 1.มีระบบความปลอดภัยของเครื่องเล่นตามที่กำหนดไว้ในคู่มือการติดตั้งเครื่องเล่นของผู้ผลิตเครื่องเล่น 2.มีป้ายบอกวิธีหรือข้อความแสดงชื่อควบคุมเครื่องเล่นในบริเวณที่ผู้เล่นเครื่องเล่นเห็นได้ชัด 3.มีป้ายบอกวิธีใช้หรือคำแนะนำในการใช้หรือข้อห้ามหรือเครื่องหมายเตือนในบริเวณที่พวกเครื่องเล่นเห็นได้ชัด 4.มีราวหรือรั้วกั้นเพื่อมิให้ผู้ที่จะเข้าใช้เครื่องเล่นหรือบุคคลในบริเวณนั้นได้รับอันตรายในขณะที่เครื่องเล่นกำลังทำงานอยู่ 5. มีป้ายระบุจำนวนคนที่สามารถใช้เครื่องเล่นในแต่ละครั้งในบริเวณที่ผู้เล่นเห็นได้ชัด 6. มีเส้นทางหนีไฟกว้างไม่น้อยกว่า 0.90 เมตรและมีระบบไฟฟ้าแสงสว่างสำรองฉุกเฉินตลอดเส้นทางหนีไฟ 7. มีระบบความปลอดภัยทางไฟฟ้าในการป้องกันกระแสเกินการป้องกันกระแสรั่วลงดินสำหรับบุคคล การต่อลงดินรวมถึงการเลือกชนิดและขนาดของสายไฟฟ้าและการเดินสายไฟต้องเป็นสายหุ้มฉนวน 8. เขตที่ดินที่เป็นที่ตั้งของเครื่องเล่นที่อยู่ภายนอกอาคารต้องมีความกว้างของทางเข้าออกที่เชื่อมกับถนนสาธารณะไม่น้อยกว่า 6 เมตร และมีระยะห่างไม่น้อยกว่า 4 เมตร  

“เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาพบว่ามีอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ความเสียหายเกิดขึ้นกับเครื่องเล่นในสวนสนุกที่มีการเปิดใช้และขาดการตรวจสอบ ดูแลบำรุงรักษารวมถึงการติดตั้งที่ไม่มีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอ ผมจึงได้สั่งการให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของเครื่องเล่นอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้มาใช้บริการโดยได้เน้นย้ำในการดูแลการควบคุมเครื่องเล่น พร้อมทั้งให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก” อธิบดีกรมโยธาฯ กล่าว
 
นายพงศ์รัตน์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ งานเทศกาลประจำจังหวัด เป็นกิจกรรมที่มีนักท่องเที่ยวร่วมสนุกกับเครื่องเล่นภายในงานเป็นจำนวนมาก การตรวจสอบประสิทธิภาพและและความปลอดภัยของเครื่องเล่น จึงเป็นเรื่องที่กรมฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกท่านมีความมั่นใจในการใช้บริการเครื่องเล่น และมีความสุข สนุกสนาน กับงานเทศกาลได้อย่างไร้ความกังวล และร่วมกันกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

‘หมอยง’ไขข้อข้องใจ ‘วัคซีนโควิด’ ทุกอย่างมีทั้งผลดีและผลเสีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781711

'หมอยง'ไขข้อข้องใจ 'วัคซีนโควิด' ทุกอย่างมีทั้งผลดีและผลเสีย

‘หมอยง’ไขข้อข้องใจ ‘วัคซีนโควิด’ ทุกอย่างมีทั้งผลดีและผลเสีย

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2567, 08.25 น.

วันที่ 19 มกราคม 2567 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า โควิด 19 วัคซีนโควิด 19 ที่มีการกล่าวถึงกันมาก

วัคซีนทุกชนิดมีจุดมุ่งหมายในการป้องกันโรค ไม่ว่าจะเป็นป้องกันการติดเชื้อ ความรุนแรงของโรค รวมทั้งการเสียชีวิต

วัคซีนทุกชนิด ไม่ว่าวัคซีนที่ใช้ในเด็ก จะมีทั้งประโยชน์อย่างมาก และข้อเสียคืออาการข้างเคียงเกิดขึ้นได้ แต่โดยทั่วไปแล้วอาการข้างเคียงจะพบน้อยมากๆ เช่นวัคซีนโปลิโออย่างกิน สามารถป้องกันโปลิโอได้ แต่ก็สามารถทำให้เกิดโรคโปลิโอได้เช่นกัน แต่โอกาสที่จะเกิดโรคโปลิโอจากวัคซีนอาจจะเป็นหนึ่งในล้านหรือหลายล้านโดส

ในทำนองเดียวกันวัคซีนโควิด 19 ที่ต้องนำมาใช้อย่างเร่งด่วน เพราะในปีแรกโควิด 19 มีอัตราการเสียชีวิต 3-5% ซึ่งสูงมากและลดลงในปีต่อต่อมาเหลือ 1% และจนในปัจจุบันน่าจะน้อยกว่า 0.1% ตามวิวัฒนาการของไวรัส และภูมิต้านทานของร่างกายที่เกิดขึ้นจากวัคซีนและการติดเชื้อทำให้โรคลดความรุนแรงลง

วัคซีนโควิด 19 เป็นที่ยอมรับกันว่ามีอาการข้างเคียง เช่น เป็นไข้ ปวดเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว เจ็บบริเวณที่ฉีด แต่มีน้อยมากมาก ที่จะทำให้เกิดความรุนแรงถึงเสียชีวิต วัคซีนได้มีการนำมาใช้หลายๆ พันล้านโดส แม้ในประเทศไทยก็มีการใช้มากกว่าร้อยล้านโดส ดังนั้นอาการข้างเคียงชนิดที่เกิดได้ 1 ในแสนหรือ 1 ในล้าน ก็จะพบได้เช่นเดียวกัน

การใช้วัคซีนโควิด 19 ก็เช่นเดียวกัน เราคำนึงถึงผลได้และผลเสีย ถ้าโรครุนแรง โอกาสลงปอดสูงมากและมีอัตราตายสูงมากกว่า 1% วัคซีนมีอาการข้างเคียงบ้าง แต่น้อยกว่าความรุนแรงของการเกิดโรคอย่างมาก

เมื่อโควิดผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีข้อมูลออกมาชัดเจนแล้วว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด 19 มีอัตราการเสียชีวิตเมื่อติดเชื้อน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน

แต่เมื่อโรคโควิด 19 ลดความรุนแรงลงอย่างมาก เหลือเฉพาะความรุนแรงอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ความต้องการของวัคซีน ก็คงจะต้องเน้นไปยังกลุ่มเปราะบาง มากกว่าให้กับบุคคลทั่วไปที่มีร่างกายแข็งแรง และการให้วัคซีนก็ไม่ได้เป็นภาคบังคับ เป็นการให้ด้วยความสมัครใจ แต่หน้าที่ของเราคือจะให้ความรู้ทั้งหมดเพื่อไปประกอบการตัดสินใจ

ทุกอย่างมีทั้งผลดีและผลเสีย แต่ถ้าผลดีมีเป็นจำนวนมากกว่าผลเสียอย่างมากๆ เราก็คงจะต้องยอม.

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fyong.poovorawan%2Fposts%2Fpfbid02XyDhZBpzWWF6Hhu4dNo7HoKPk2StXus6E632EXLzKrFVmE4zFqkybGKmodbNkVDl&show_text=true&width=500

ค้นพบวัตถุปริศนา! อาจเป็นดาว’นิวตรอน’ ขนาดใหญ่ที่สุดหรือหลุมดำขนาดเล็กที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781709

ค้นพบวัตถุปริศนา! อาจเป็นดาว'นิวตรอน' ขนาดใหญ่ที่สุดหรือหลุมดำขนาดเล็กที่สุด

ค้นพบวัตถุปริศนา! อาจเป็นดาว’นิวตรอน’ ขนาดใหญ่ที่สุดหรือหลุมดำขนาดเล็กที่สุด

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2567, 08.13 น.

วันที่ 19 มกราคม 2567 เพจเฟซบุ๊ก “NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ” ระบุว่า นักดาราศาสตร์ค้นพบวัตถุปริศนาที่อาจเป็นดาวนิวตรอนขนาดใหญ่ที่สุด หรือหลุมดำขนาดเล็กที่สุด

ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติ นำโดยนักดาราศาสตร์จาก Max Planck Institute for Radio Astronomy ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ MeerKAT ค้นพบพัลซาร์ในกระจุกดาวทรงกลม NGC 1851 ที่มีวัตถุปริศนาโคจรอยู่รอบพัลซาร์นี้ ซึ่งวัตถุดังกล่าวอาจจะเป็นดาวนิวตรอนที่ใหญ่ที่สุด หรือหลุมดำที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา หรือเคยคาดการณ์กันว่าจะสามารถพบได้ในธรรมชาติ บ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะขยายขอบเขตความเข้าใจของมนุษย์อย่างไม่หยุดยั้ง ผลงานนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Science ในวันนี้ (19 มกราคม 2024 ตามเวลาประเทศไทย) [1]

เมื่อดาวฤกษ์มวลมากสิ้นอายุขัยลง แรงโน้มถ่วงอันมหาศาลของมันจะบีบอัดแกนกลางลงจนปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นซูเปอร์โนวา ซึ่งเป็นหนึ่งในการระเบิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอกภพ ส่วนแกนกลางที่หลงเหลืออยู่นั้น แรงระเบิดอันมหาศาลจะดันอะตอมทั้งหมดให้ไปอยู่รวมกัน เป็นนิวเคลียสขนาดมหึมาเท่ากับดาวทั้งดวง กลายเป็นวัตถุที่เราเรียกว่า “ดาวนิวตรอน”

บางครั้งดาวนิวตรอนจะแผ่คลื่นวิทยุออกมาจากบริเวณขั้วเหนือ-ขั้วใต้ ซึ่งเราจะสามารถตรวจพบสัญญาณของมันได้ ดาวนิวตรอนที่หมุนอย่างรวดเร็วจะสาดสัญญาณวิทยุนี้แผ่ออกไปโดยรอบ สำหรับบนโลกของเราจะตรวจพบได้เพียงแต่สัญญาณวิทยุที่สว่างขึ้น และหรี่ลงอย่างเป็นจังหวะ เราเรียกสัญญาณในลักษณะนี้ว่า “พัลซาร์” ซึ่งมาจากดาวนิวตรอนนั่นเอง

ดาวนิวตรอนเป็นวัตถุหนึ่งในเอกภพที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล โดยทฤษฎีแล้ว เราเชื่อว่าดาวนิวตรอนที่มีมวลมากเกินไป จะไม่สามารถทานแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลของตัวมันเองได้ และจะยุบตัวลงกลายเป็นหลุมดำไปในที่สุด ตามความเข้าใจปัจจุบัน ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากพอที่จะยุบตัวลงเป็นหลุมดำได้ด้วยตัวเอง จะต้องกลายไปเป็นหลุมดำที่มีมวลตั้งแต่ 5 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ขึ้นไป ในขณะเดียวกัน ขอบเขตของดาวนิวตรอนที่ใหญ่ที่สุดที่ยังคงสเถียรภาพเอาไว้ได้ เรียกว่า Tolman–Oppenheimer–Volkoff limit จะมีมวลเพียง 2.2 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีช่องโหว่อยู่ระหว่าง 2.2 ถึง 5 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ที่เราเชื่อว่าไม่ควรจะมีดาวนิวตรอน หรือหลุมดำที่พบในธรรมชาติได้

แต่การค้นพบล่าสุดโดยทีมนักวิจัยจาก Max Planck Institute for Radio Astronomy (MPIfR) จากการสังเกตการณ์ด้วยเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ MeerKAT ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา เพื่อทำการสังเกตการณ์พัลซาร์ที่อยู่ภายในกระจุกดาวทรงกลม NGC 1851 มีอัตราการกระพริบมากกว่า 170 ครั้งในทุก ๆ วินาที จัดเป็นพัลซาร์ที่มีอัตราการกระพริบในระดับมิลลิวินาที (millisecond pulsar)

สัญญาณอันสม่ำเสมอที่ถูกปล่อยออกมาจากพัลซาร์ เปรียบได้กับนาฬิกาที่เดินอย่างเที่ยงตรงไม่ผิดเพี้ยน เวลาที่ผิดเพี้ยนไปแม้เพียงเสี้ยวของหนึ่งในพันวินาที จึงบ่งบอกได้ถึงตำแหน่งและกาลอวกาศที่อาจเปลี่ยนไป สืบเนื่องมาจากอิทธิพลของวัตถุอันหนาแน่นอีกวัตถุหนึ่งที่โคจรอยู่รอบ ๆ พัลซาร์ จึงทำให้เราทราบได้ว่าวัตถุที่โคจรรอบพัลซาร์ที่พบนี้ มีมวลมากน้อยเพียงใด

นักดาราศาสตร์เชื่อว่าระบบดาวนี้ น่าจะเริ่มขึ้นจากดาวคู่ที่เป็นพัลซาร์โคจรไปรอบ ๆ ดาวแคระขาวธรรมดา จากนั้น ด้วยตำแหน่งซึ่งอยู่กลางกระจุกดาวทรงกลมที่เต็มไปด้วยดาวเก่าแก่จำนวนมากอยู่กันอย่างหนาแน่น อาจทำให้วัตถุปริศนาบางอย่างเฉียดเข้ามาใกล้ และส่งอิทธิพลแรงดึงดูดระหว่างวัตถุทั้งสาม ก่อนที่จะดีดดาวแคระขาวออกไปในที่สุด จนกลายเป็นเพียงพัลซาร์ที่โคจรรอบวัตถุปริศนานี้

จากการสังเกตการสัญญาณของพัลซาร์ที่ผิดเพี้ยนไปโดยละเอียด ทำให้เราค้นพบว่าวัตถุปริศนานี้ มีมวลมากกว่าดาวนิวตรอนที่หนักที่สุดที่ควรจะเป็นไปได้ และมีมวลน้อยกว่าหลุมดำที่มีมวลน้อยที่สุดที่เคยมีการค้นพบ จึงเท่ากับเป็นการค้นพบวัตถุที่อาจจะเป็นดาวนิวตรอนที่หนักที่สุด หรือหลุมดำที่เบาที่สุด

หากวัตถุนี้เป็นหลุมดำ จะถือเป็นการค้นพบระบบพัลซาร์ที่โคจรรอบหลุมดำระบบแรก ซึ่งเป็นวัตถุหนึ่งที่นักดาราศาสตร์พยายามตามหามาตลอด เพราะการที่เรามีพัลซาร์โคจรรอบหลุมดำ ก็เท่ากับมีห้องปฏิบัติการที่สามารถส่งสัญญาณอย่างเที่ยงตรงราวกับนาฬิกา ที่จะช่วยให้เราเข้าใจหลุมดำ หรือทฤษฎีสัมพัทธภาพที่บ่งบอกถึงการบิดเบี้ยวของกาลอวกาศรอบหลุมดำได้ หรือหากเป็นเพียงดาวนิวตรอน ก็จะเป็นดาวนิวตรอนที่มีมวลมากที่สุด แหกกฎทั้งปวงที่เราเข้าใจเกี่ยวกับดาวนิวตรอน ซึ่งอาจจะบ่งชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องในทฤษฎีที่เรามีอยู่เกี่ยวกับดาวนิวตรอน หรือแม้กระทั่งสถานะใหม่ของสสารภายใต้ความหนาแน่นสูงที่เรายังไม่รู้จัก

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดว่าการค้นพบนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจใหม่ ๆ อีกมาก และยังบ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนาระบบโครงสร้างที่จะสามารถศึกษาสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ในช่วงคลื่นวิทยุ เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มมีกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาด 40 เมตร ณ หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติ ตั้งอยู่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ. ดอยสะเก็ด จ. เชียงใหม่ เป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อที่จะช่วยให้เราเข้าใจเกี่ยวกับเอกภพที่เราอาศัยอยู่มากขึ้นไปอีกได้

เรียบเรียง: ดร. มติพล ตั้งมติธรรม – นักวิชาการดาราศาสตร์

อ้างอิง/อ่านเพิ่มเติม:
[1] https://www.science.org/doi/10.1126/science.adg3005
[2] https://www.mpifr-bonn.mpg.de/pressreleases/2024/2

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FNARITpage%2Fposts%2Fpfbid0252nGPqRijn3WscbWgxZRPepCnJjEqAR7S9qgYxZhA2UkXajDNbyMnyitNKYKHqpUl&show_text=true&width=500

ไม่มีดราม่า!!! ‘คุรุสภา’แจงทดสอบ-ประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781562

ไม่มีดราม่า!!! 'คุรุสภา'แจงทดสอบ-ประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู

ไม่มีดราม่า!!! ‘คุรุสภา’แจงทดสอบ-ประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2567, 15.00 น.

“คุรุสภา”แจงไม่มีดราม่า การทดสอบ และประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2567 นางอมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ตามที่คุรุสภาประกาศผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งได้มีการจัดสอบด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นครั้งแรก ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม 2566 ล่าสุด คุรุสภา มีผู้เข้าสอบรวม 42,474 คน และสอบผ่าน 11,127 คน ซึ่งมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การให้คะแนน โดยคุรุสภากำหนดเกณฑ์ผ่านไว้ที่ 60% แต่ผู้เข้าสอบที่ได้คะแนน 55 และ 57 สอบผ่านนั้นเพราะการสอบครั้งนี้ใช้ข้อสอบใหม่ ซึ่งจะวัดสมรรถนะ ผู้เข้าสอบ โดยได้มีการประชาสัมพันธ์ไปยังมหาวิทยาลัย เตรียมการแจ้งนักศึกษา ว่าการสอบครั้งนี้จะเน้นวัดสถานการณ์ 100% อย่างไรก็ตาม การสอบครั้งนี้มีผู้สอบผ่านเพียง 22% จากจำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด ซึ่งถือว่าน้อย โดยคุรุสภาเปิดให้ผู้สมัครสอบเข้ามาดูคะแนนผลการสอบได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ด้าน นายมนตรี แย้มกสิกร ที่ปรึกษาคุรุสภา กล่าวว่า การทำข้อสอบจะเน้นมาตรฐานวิชาชีพ เกี่ยวกับศาสตร์การสอน จิตวิทยา หลักสูตรและการสอน การวัดและประเมินผล เรื่องการใช้สื่อ ฯลฯ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการจัดการศึกษาของประเทศ ที่ครูรุ่นใหม่จะต้องจัดการเรียนการสอนที่เป็นฐานสมรรถนะ ดังนั้น ตัวครูเองก็จะต้องถูกวัดด้วยฐานสมรรถนะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะสะท้อนถึงศักยภาพที่ครูจะต้องแสดงถึงความสามารถในการออกแบบ วิเคราะห์ วิธีการสอนและการแก้ปัญหาต่าง ๆได้ ดังนั้น ข้อสอบจึงเน้นเรื่องสถานการณ์ให้ผู้ที่เข้าสอนใช้ความรู้ไปวิเคราะห์ แก้ปัญหาในการเรียนการสอนตามหลักวิชาชีพ เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ตรงนี้คือเป้าหมายเพื่อจะยกระดับคุณภาพครูให้สามารถแก้ปัญหาเด็ก ในบริบทพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ข้อสอบฐานสมรรถนะมีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า ซึ่งทุกคนสามารถเข้าไปดูได้

ขณะที่ ดร.พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ ประธานอนุกรรมการอำนวยการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์ตัดสิน ยังเป็นเกณฑ์ 60% เช่นเดียวกันการสอบครั้งแรก แต่ให้คำนึงถึงความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการทดสอบ เพราะข้อสอบแต่ละชุด จะมีคะแนนสูงสุดต่ำสุด และคะแนนเฉลี่ยไม่เท่ากัน โดยทางคุรุสภาพยายามทำให้ข้อสอบทุกชุดมีมาตรฐานเดียวกัน  แต่ในทางวิชาการ ก็จะมีความยากง่าย หรือที่เรียกว่า ความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของคุณภาพข้อสอบต่างกันเล็กน้อย โดยการสอบแต่ละรอบจะใช้ข้อสอบคนละชุดกัน แม้จะเป็น Blueprint หรือพิมพ์เขียวเดียวกัน แต่คำถามก็ต้องต่างกัน เพื่อไม่ให้ข้อสอบรั่ว เพราะฉะนั้น เกณฑ์ที่ใช้ตัดสิน จึงไม่ใช่ที่ 60% พอดี แต่จะมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน หรือที่เรียกว่า Standard Error of Measurement (SEM) ซึ่งค่า SEM ทำให้การให้คะแนนมีความยืดหยุ่นอยู่ที่ 1 – 2 SEM หริอประมาณ 1 – 5 คะแนน และความยืดหยุ่นของขอสอบแต่ละชุดก็ไม่เท่ากัน ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่สอบผ่านจึงไม่ใช้ผู้ที่สอบได้ 60% เท่านั้น แต่ผู้ที่ได้คะแนน 57% หรือ 55% ก็สอบผ่านด้วย

“ในอนาคตทางคุรุสภา ก็อยากเห็นการตัดสินผลสอบที่ 60% อย่างแท้จริง แต่ช่วงนี้ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงข้อสอบ จึงต้องยอมรับความคลาดเคลื่อน เพื่อประโยชน์ของผู้เข้าสอบ” ดร.พฤทธิ์ กล่าว

– 006

‘เพิ่มพูน’ตรวจเยี่ยม สกร.ย้ำเป็นหน่วยงานสำคัญสนับสนุนการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781544

'เพิ่มพูน'ตรวจเยี่ยม สกร.ย้ำเป็นหน่วยงานสำคัญสนับสนุนการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

‘เพิ่มพูน’ตรวจเยี่ยม สกร.ย้ำเป็นหน่วยงานสำคัญสนับสนุนการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.16 น.

“เพิ่มพูน”ตรวจเยี่ยม สกร.ย้ำเป็นหน่วยงานสำคัญสนับสนุนการเรียนรู้ทุกช่วงวัย สอดรับนโยบายสอบเทียบวุฒิการศึกษา

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและประชุมผู้บริหารกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) กับ สกร.จังหวัดผ่านระบบ zoom โดยมี นายธนากร ดอนเหนือ ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรม สกร.พร้อมด้วยผู้บริหาร สกร.ให้การต้อนรับ ว่า ตนได้มาเน้นย้ำการทำงานวิธีการนำเสนอและแนะนำการปฏิบัติงาน ซึ่ง สกร.ถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่จะสนับสนุนการเรียนรู้ทุกช่วงวัย สอดรับกับนโยบายของ ศธ.ที่เกี่ยวข้องกับการสอบเทียบวุฒิการศึกษา อย่างไรก็ตาม การสอบเทียบที่จะออกมาครั้งนี้จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ โดยจะยึดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และจะมอบหมายให้ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินการจัดสอบ ซึ่งพยายามจะเร่งดำเนินการให้ได้ภายในปีการศึกษานี้

“สำหรับการสอบเทียบจะยึดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานของ สพฐ.แต่วิธีการอาจจะมีการปรับตำราเรียน ให้สอดคล้องกับบริบท เพราะของ สพฐ.แบ่งเป็นชั้นปี ส่วน สกร.อาจจะปรับเป็นช่วงชั้น ซึ่งเอกสารการเรียนเหล่านี้อาจจะให้จัดทำเป็นอีบุ๊ก แต่ก็จะมีส่วนหนึ่งที่เป็นหนังสือ ไว้ตามห้องสมุดต่างๆ ของ สกร.เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปหาความรู้ได้โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถใช้เรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ผ่านมาผมก็ได้ให้นโยบายไปแล้วว่า ห้องสมุดต่อไป ต้องปรับให้เป็นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ เพราะบางแห่งมีพื้นที่เล็ก ไม่สามารถมีหนังสือจำนวนมากได้ แต่ที่ต้องมีคือ หนังสือพิมพ์ เพราะหนังสือพิมพ์ออนไลน์ กับหนังสือพิมพ์ที่เป็นกระดาษจะมีเนื้อหาสาระที่ต่างกัน ดังนั้น คิดว่าหนังสือพิมพ์ยังมีความสำคัญต่อการส่งเสริมการอ่าน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้เร่งดำเนินการเรื่องโครงสร้างสกร.ที่ต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งขณะนี่ได้ นายธนากร ดอนเหนือ มาเป็นอธิบดี สกร.ตัวจริงแล้ว ก็เชื่อว่าจะสามารถขับเคลื่อนการทำงานได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ต้องมีวางระบบบุคลากร ต้องมีการแต่งตั้งเชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันยังให้ สกร.ส่งเสริมการเรียนภาษาไทยในต่างประเทศ โดยนำรูปแบบการผลิตสื่อการสอน Anywhere Anytime เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา มาใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทำให้คนที่อยู่ต่างประเทศก็สามารถเรียนสายสามัญได้ด้วย

– 006

สวนสุนันทา เปิดระดับปริญญาเอก ด้านนวัตกรรมการจัดการทุนมนุษย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/781363

สวนสุนันทา เปิดระดับปริญญาเอก  ด้านนวัตกรรมการจัดการทุนมนุษย์

สวนสุนันทา เปิดระดับปริญญาเอก ด้านนวัตกรรมการจัดการทุนมนุษย์

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดย วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการทุนมนุษย์ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.) (Doctor of Philosophy Program in Management Innovation in Human Capital) เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ระดับปริญญาเอก ภาคเรียนที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2566 ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชญานันท์ เกิดพิทักษ์ ประธานหลักสูตร สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการทุนมนุษย์ กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวมีการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เวลาเรียนเพียง 4 ภาคการศึกษาในรูปแบบ block course และมุ่งเน้นการวิจัยโดยการให้คำปรึกษาอย่างมีระบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความชำนาญในการทำวิจัยด้านต่างๆได้เป็นอย่างดี การเรียนการสอนเป็นการบูรณาการความรู้ระหว่างการจัดการทุนมนุษย์กับนวัตกรรมการจัดการทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์สร้างนวัตกรรมและใช้ในการทำงานได้จริง ได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละวิชาชีพในศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง

ผศ.ดร.ชญานันท์ หลักสูตรมีกิจกรรมศึกษาเรียนรู้นอกห้องเรียน ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ทั้งภาควิชาการ และภาคปฏิบัติอย่างเต็มศักยภาพ โดยมีอาจารย์ประจำหลักสูตรเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่คอยให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลา จนสำเร็จการศึกษา รวมถึงการทำวิจัย เพื่อให้นักศึกษาสามารถสร้างงานวิจัยนวัตกรรมด้านการจัดการทุนมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา อาทิ ผู้นำและผู้บริหารองค์กร นักบริหารทรัพยากรมนุษย์ในหน่วยงานภาครัฐ นักบริหารทรัพยากรมนุษย์ในหน่วยงานภาคเอกชน วิทยากรบรรยาย นักจัดโครงการฝึกอบรม ผู้ประกอบการธุรกิจ นักจัดการนวัตกรรมด้านทุนมนุษย์ นักวิจัยด้านนวัตกรรมการจัดทุนมนุษย์ และอื่นๆ

ผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประธานหลักสูตร โทร.087-0287287