โคราชพร้อมจัดงานวันเด็กแห่งชาติยิ่งใหญ่ขนอาวุธอุปกรณ์โชว์หน้าศาลากลางจังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779404

โคราชพร้อมจัดงานวันเด็กแห่งชาติยิ่งใหญ่ขนอาวุธอุปกรณ์โชว์หน้าศาลากลางจังหวัด

โคราชพร้อมจัดงานวันเด็กแห่งชาติยิ่งใหญ่ขนอาวุธอุปกรณ์โชว์หน้าศาลากลางจังหวัด

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2567, 13.17 น.

โคราชพร้อมจัดงานวันเด็กแห่งชาติยิ่งใหญ่ขนอาวุธอุปกรณ์โชว์หน้าศาลากลางจังหวัด

วันที่ 8 ม.ค.67 ที่ห้องประชุมท้าวสุรนารี ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการจังหวัด เพื่อหารือเตรียมความพร้อมในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 โดยนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ทางจังหวัดได้ร่วมกับส่วนราชการ ทุกภาคส่วนร่วมกันจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ซึ่งจะจัดขึ้นบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา โดยจะมีกิจกรรมต่างๆมากมาย อาทิ กิจกรรมตอบปัญหาชิงของรางวัล แจกของขวัญ อาหารว่าง การแสดงบนเวที ของเด็กๆและเยาวชน การเต้น การร้อง และรำ  

อีกทั้งยังมีการนำอาวุธยุทโธปกรณ์ของหน่วยงานทางทหาร ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 มาจัดแสดง ให้เด็กได้สัมผัส อย่างใกล้ชิด รวมทั้งการแสดงอุปกรณ์ในการปฏิบัติภารกิจทางด้านตำรวจ ของตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา การแสดงอุปกรณ์ เครื่องจักรในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา ตลอดจน มาร่วมเที่ยวสวนสนุก เล่นเครื่องเล่นนานาชนิด จากต่างประเทศจำนวน 15 ชนิดที่ยังคงตั้งให้บริการประชาชน จนถึงวันเด็กแห่งชาติ อย่างไรก็ตามอยากจะขอเชิญชวนผู้ปกครอง นำบุตรหลานมาร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ในช่วงเย็นเวลา 16.00 น เป็นต้นไป ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา 

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาชมรมคนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน เป็นประธานจัดกิจกรรมโครงการคนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน พร้อมมอบเสื้อวันเด็กและวันครู ประจำปี 2567 โดยมีนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ส.ส.นครราชสีมา , นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและกรรมาธิการงบประมาณ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงสาธารณสุข อดีต ส.ส.นครราชสีมา และนายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ร่วมมอบให้กับเด็กนักเรียนและครูโรงเรียนต่างๆในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา อาทิ โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา , โรงเรียนเมืองนครราชสีมา , โรงเรียนสุรนารีวิทยา , โรงเรียนวัดสระแก้ว , โรงเรียนวัดสุทธจินดา , โรงเรียนเทศบาล 1-4 , โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา เป็นต้น สำหรับเสื้อเป็นเสื้อยึดคอกลมแขนสั้น และครูอาจารย์เป็นเสื้อคอปรก ด้านหน้า “ สกีนสีขาวรูปคุณย่าโม เขียนว่า 555 ปี คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน ส่วนด้านหลังเป็นรูปประตูชุมพล หรือประตูเมืองนครราชสีมา 555 ปี “ สีแดง , สีฟ้า , สีน้ำเงินเข้ม , สีน้ำทะเล , สีเทา และสีดำ

ส่วนด้านภาคเอกชนมีการขานรับกำหนดการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2567ในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 ที่ห้อง MCC HALL ชั้น 3 ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา นำโดยนายปรีชา ลิ้มอั่ว ผจก.ทั่วไปฯ พร้อมด้วย น.ส.นลินี ป้อมสินทรัพย์ ผจก.ฝ่ายการตลาดศูนย์การค้า บจ.เดอะมอลล์ราชสีมา และน้องโอ้..น.ส.สุวรรณอัมพา ไชยฉลาด ผจก.ส่วนสื่อมัลติมีเดีย ร่วมทั้งสถานศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียนร่วมกิจกรรมฯ อาทิ ชมการแสดงจากโรงเรียนต่างๆ และวัตถุประสงค์การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2567 การอ่านสารวันเด็ก ประจำปี พ.ศ. 2567 การจับฉลากมอบของรางวัลพิเศษ กิจกรรมเล่นเกมส์

ด้านศูนย์การค้าเซ็นทรัลโคราช ต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ เนรมิตความสุข มอบความสนุก สุดมันส์ทั่วศูนย์การค้าฯ ในงาน Central Kids’ Day 2024 คิด(ส์) สนุกสุดมันส์ FunFest พร้อมแจกของเล่นเด็กๆมากกว่า 10,000 ชิ้นเอใจวันเด็กยกทัพความสุขเต็มพื้นที่ศูนย์การค้า สนุกสนานไปกับ Passport Kid Day ที่ให้เด็กๆ ได้ไปสะสมแสตมป์กับฐานต่างๆภายในงาน เพื่อเลือกรับของรางวัลสามารถเข้าร่วมสนุกในทำภารกิจต่างมากมาย การแสดงยุทโธปกรณ์ ขนยุทโธปกรณ์ โชว์อย่างใกล้ชิด พร้อมกิจกรรมเพ้นท์บอลจากกองทัพภาคที่ 2 ณ ลานกิจกรรมหน้าศูนย์การค้าฯ,  Dino Discovery เปิดประสบการณ์ตะลุยโลกล้านปีกับ Dino Discovery สัมผัสใกล้ชิดกับฝูงไดโนเสาร์ หลากหลายสายพันธุ์เสมือนจริง • Strider Racing สุดมันส์กับการแข่งขันจักยานทรงตัว Strider Racing & Adventure  • Tamiya การประชันความเร็ว ภายในงาน TAMIYA คืนชีพเด็กยุค 90’s กับการแข่งขัน ทามิย่า ที่เร็วแรงที่สุด • Kids Market ร่วมกับ CuriooKids ตลาดนัดนักธุรกิจวัยจิ๋ว – มาร์เก็ต ครั้งแรกของโคราช กับงานอาหารและสินค้าที่พร้อมเสิร์ฟ ในรูปแบบ MONOGRAM  • เชฟจิ๋ว Workshop เปิดประสบการณ์ความสนุก ครัวของเล่นจิ๋ว ทำอาหารได้จริง ได้ฝึกทำอาหารตามสไตล์ตัวเองชื่นชอบ  • Education Zone Activities กิจกรรมเสริมทักษะความสนุกให้น้องๆ Workshop กับสถาบัน Education Zone มาพบกันไปจนถึงวันที่ 28 ม.ค. 67 และมาสัมผัสกับความสนุกสนานไฮไลท์พิเศษแบบจัดเต็มในวันที่ 13-14 ม.ค. 67 ต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช – 003

สอวช.ปลดล็อกมหา’ลัย สร้าง‘ธุรกิจนวัตกรรม’กระตุ้นเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779285

สอวช.ปลดล็อกมหา’ลัย สร้าง‘ธุรกิจนวัตกรรม’กระตุ้นเศรษฐกิจ

สอวช.ปลดล็อกมหา’ลัย สร้าง‘ธุรกิจนวัตกรรม’กระตุ้นเศรษฐกิจ

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดสัมมนา “ปลดล็อกมหา’ลัยขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมไทย สู่เป้าหมาย 1,000 x 1,000 ร่วมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท” ณ โรงแรมพูลแมนคิง เพาเวอร์ กรุงเทพ โดยมี ดร.กิติพงค์พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช.เป็นประธานเปิดการสัมมนาและบรรยายในหัวข้อ “มหาวิทยาลัยกับการขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมไทย”นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ธัญญานุภาพอานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และนายราเมศวร์ ศิลปพรหม CEO บริษัท CU Enterprise จำกัด มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ในฐานะตัวแทนจากสถาบันอุดมศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมและการจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนหรือ Holding company

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผอ.สอวช. กล่าวว่า สอวช. มีส่วนในการสนับสนุนให้เกิดผู้เล่นรายใหม่ “ธุรกิจนวัตกรรม” Innovation Driven Enterprise หรือ IDE ผ่านการปลดล็อกอุปสรรค และการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมให้สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด และได้วางเป้าหมายที่จะสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่มีมูลค่าเฉลี่ย 1,000 ล้านบาท จำนวน 1,000 ราย หรือมูลค่าเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570

“สอวช. มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการร่วมลงทุนผ่านกลไกการจัดตั้ง Holding Company ซึ่งจะเป็นบริษัทนิติบุคคลที่เข้ามาทำการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมในรูปแบบที่มีความคล่องตัวและเป็นมืออาชีพ โดย สอวช. ได้จัดทำแนวทางปฏิบัติหรือ Guidelineรวมไปถึงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการร่วมลงทุนฯ ในโครงการซึ่งนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างความชัดเจนในส่วนนี้ โดยจะเป็นการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยสามารถร่วมลงทุนและสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมด้วยทรัพยากรของตนเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังได้ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สนับสนุนให้มีหน่วยงานตัวกลาง เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้ให้บริการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ iBDS (Innovation Business Development Service) ซึ่งที่ปรึกษาเหล่านี้จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาด้านนวัตกรรมของธุรกิจได้อย่างตรงจุด” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้บรรยายในหัวข้อ “อุทยานวิทยาศาสตร์ กับหุบเขาแห่งความท้าทาย Valley of Challenge” โดยระบุว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ คือพลังของมหาวิทยาลัยในภูมิภาค เป็นนิคมธุรกิจวิทยาศาสตร์ สร้างธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ทอัพ เพื่อทำให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งจากการดำเนินงานอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคตั้งแต่ปี 2556-2565 สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีจำนวนผู้ประกอบการที่ให้บริการ12,384 ราย ผู้ประกอบการเทคโนโลยี 1,123 รายสร้างฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน สร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ 58,038 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 54,294 คน นอกจากนี้ อุทยานวิทยาศาสตร์ ยังสร้างคนให้เป็นเจ้าของกิจการ สนับสนุนนักศึกษาให้เป็นเจ้าของกิจการ พัฒนาผู้ประกอบการเป็น IDE และพัฒนานักวิจัยและนวัตกร

“มช. ให้ความสำคัญกับการเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างผู้ประกอบการ เนื่องจากทักษะของผู้ประกอบการจำเป็นต่อทักษะในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ Tech Spin-off จาก มช. เกิดการจ้างงานทักษะสูงในพื้นที่มากขึ้น และที่สำคัญเป็นเครื่องมือช่วยเร่งการแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นได้ นอกจากนี้ยังเร่งผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการระดับโพนี่ (Pony) คือมีรายได้ 300 ล้าน ซึ่งขณะนี้มีอยู่ในเกณฑ์หลายราย” รองอธิการบดี มช. ระบุ

ด้าน นายราเมศวร์ ศิลปพรหม CEO บริษัท CU Enterprise จำกัด บรรยายในหัวข้อ “ปั้นงานวิจัยสู่ธุรกิจนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” โดยระบุว่า เป้าหมายของ CU Enterprise คือสร้างรายได้จากธุรกิจนวัตกรรมให้ได้ 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลดีต่ออาจารย์ มหาวิทยาลัย และประเทศชาติโดยอาจารย์สามารถใช้ Spin-off เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำสอนนิสิตยุคใหม่ สร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากผลงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้ มีผลกระทบต่อสังคม และมีทุนวิจัยต่อเนื่อง ส่วนมหาวิทยาลัยก็สามารถเพิ่มขีดความสามารถด้านวิชาการ การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อผลิตบัณฑิตได้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมและประเทศ และจะทำให้มีนักวิจัยเพิ่มขึ้น

สัมผัสความสุขไร้เสียง ผ่าน‘ละครใบ้หน้าขาว’จากเด็กพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779286

สัมผัสความสุขไร้เสียง ผ่าน‘ละครใบ้หน้าขาว’จากเด็กพิเศษ

สัมผัสความสุขไร้เสียง ผ่าน‘ละครใบ้หน้าขาว’จากเด็กพิเศษ

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษ และโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสความสุขในโลกเงียบกับ “ละครใบ้หน้าขาวโดยเด็กพิเศษ” ที่ได้รับการฝึกสอนจากทีมมืออาชีพประเทศฮังการี เพื่อนำรายได้ซ่อมแซมห้องดนตรี และห้องศิลปะสำหรับเด็กพิเศษในการเรียนการสอน พร้อมชมโชว์มายากลที่ฝึกสอนโดย ทีมทักซิโด้ พัทยา และการแสดงดนตรีน้องๆ มูลนิธิพระมหาไถ่พัทยา วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2567 ณ โรงละครอัลคาซ่าร์คาบาเร่ต์โชว์ พัทยา จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนการแสดงด้วยการบริจาค หรือซื้อบัตรเข้าชม“ละครใบ้ หน้าขาวโดยเด็กพิเศษ” ได้ที่ เลขที่บัญชี 591-6-00135-5ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์นำไปลดหย่อนภาษี ได้ 2 เท่า

น.ส.วรรณวนัช กันพรมผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์กล่าวว่า โรงเรียนฯเป็นหน่วยงานภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2550 เพื่อบริหารจัดการศึกษาและฝึกอาชีพเด็กพิเศษ ซึ่งได้แก่ เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก ที่มีอายุระหว่าง 7-30 ปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อให้บริการช่วยเหลือคนพิการในทุกมิติทุกเรื่อง ได้มีทักษะทางด้านวิชาชีพ และทักษะทางสังคมซึ่งปัจจุบันมีเด็กพิเศษที่มารับบริการ การศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพกว่าจำนวน 170 คน

ล่าสุด ศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ ในมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ได้เปิดโครงการศิลปะการแสดง “ละครใบ้หน้าขาวโดยเด็กพิเศษ” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ การเรียนรู้และฟื้นฟูเด็กพิเศษกลุ่มต่างๆ ที่มารับบริการให้มีทักษะด้านศิลปะการแสดงอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมโครงการแสดงออกในทักษะด้านศิลปะการแสดง “ละครใบ้หน้าขาวโดยเด็กพิเศษ” ได้อย่างเต็มศักยภาพและมีประสิทธิภาพ และเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านศิลปะการแสดงแก่ผู้ที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมทั้งร่วมรณรงค์หารายได้เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษฯอีกด้วย “ละครใบ้หน้าขาวโดยเด็กพิเศษ” นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กพิเศษได้แสดงออก ซึ่งทักษะความสามารถทางด้านศิลปะการแสดงนี้ โดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการกระตุ้นพัฒนาการสำหรับเด็กพิเศษทางด้านต่างๆ มาโดยตลอด ทั้งนี้ ได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เน้นการฝึกปฏิบัติจริง ตอบสนองความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนเป็นหลัก

สำหรับโครงการศิลปะการแสดง “ละครใบ้หน้าขาวโดยเด็กพิเศษ”นับเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเด็กพิเศษและนำไปสู่การสื่อสารที่ดี เป็นการแสดงที่ใช้สีหน้าและท่าทางในการสื่อสารแทนคำพูด เป็นละครที่ทุกเพศทุกวัย ทุกชาติ สามารถเข้าใจได้เนื่องมาจากทางโรงเรียนเด็กพิเศษพ่อเรย์ได้รับการสนับสนุนจากทีมอาสาสมัครจากประเทศ Hungary (ฮังการี) มาเป็นวิทยากรฝึกสอน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและบำบัดฟื้นฟูเด็กพิเศษกลุ่มที่มารับบริการ ให้มีการพัฒนาด้านสติปัญญา การเรียนรู้อารมณ์ สังคม และทักษะความสามารถด้านศิลปะการแสดง

“โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์มองว่าศิลปะการแสดง เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งในงานศิลปกรรม เป็นงานที่สร้างรากฐานของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งจะเห็นว่าแต่ละชุมชน สังคม จะขาดซึ่งงานทางด้านศิลปะเสียมิได้ เนื่องจากงานศิลปะการแสดงเป็นตัวบ่งบอกถึงวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่สะท้อนภาพวิถีการดำเนินชีวิตและยกระดับจิตใจของคนในสังคม ซึ่งในขณะเดียวกัน “ศิลปะ” ยังเป็นเครื่องมือหนึ่งในการนำสิ่งที่ดีสู่ชีวิตของคนพิเศษ ในต่างประเทศมีการใช้ในการบำบัด มานานนับร้อยปี ทั้งสำหรับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษหรือคนที่ได้รับผลกระทบจากบาดแผลในอดีต

การนำเอาศิลปะการแสดงในรูปแบบของการเล่นสมมุติ ที่ได้ผ่านกระบวนการจัดเตรียมข้อมูลและวางแผนการเล่นให้เหมาะสมกับวัย และพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เล่น นับว่าเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเด็กพิเศษและนำไปสู่การสื่อสารที่ดีนั้นก็คือ “การแสดงละครใบ้” ศิลปะที่มากกว่าการแสดงละครใบ้หรือ Pantomime เป็นการแสดงที่ใช้สีหน้าและท่าทางในการสื่อสารแทนคำพูด ละครที่ทุกเพศ ทุกวัยทุกชาติ สามารถเข้าใจได้ สามารถแสดงออกมาให้คนดูเข้าใจและสร้างเสียงหัวเราะผ่านทางสีหน้าและท่าทางได้เป็นอย่างดี และยังคงเป็นศาสตร์ในการแสดงที่ต้องเข้าใจบทละครอย่างถ่องแท้ ก่อนจะมาแสดงให้คนดูสนุกได้โดยไม่มีบทสนทนา” ผู้จัดการโรงเรียนฯ กล่าว

ศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษ และโรงเรียนเด็กพิเศษพ่อเรย์ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนการแสดงด้วยการบริจาคและซื้อบัตรเข้าชม “ละครใบ้หน้าขาวโดยเด็กพิเศษ” ได้ที่เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โดยจะจัดแสดงละครใบ้หน้าขาวโดยเด็กพิเศษ” ขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2567 เวลา 13.00น.-15.00 น. ณ โรงละครอัลคาซ่าร์ คาบาเร่ต์โชว์ พัทยา สอบถามเพิ่มเติมได้ที่คุณอัจจิมา 081-7235949, 083-4111384

สถาบันขงจื๊อ มบส. ร่วมโชว์ศักยภาพในการประชุมภาษาจีนโลก ครั้งที่ 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779287

สถาบันขงจื๊อ มบส. ร่วมโชว์ศักยภาพในการประชุมภาษาจีนโลก ครั้งที่ 1

สถาบันขงจื๊อ มบส. ร่วมโชว์ศักยภาพในการประชุมภาษาจีนโลก ครั้งที่ 1

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) พร้อมด้วย ดร.สุทิพย์พร โชติรัตนศักดิ์ รองอธิการบดี และนายชวลิต จูเจี่ย ผู้อำนวยการ สถาบันขงจื๊อฝ่ายไทยและฝ่ายจีน มบส. ได้เข้าร่วมการประชุมภาษาจีนโลก ครั้งที่ 1 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติจีน กรุงปักกิ่ง ซึ่งจัดโดยศูนย์ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศ (CLEC) มูลนิธิการศึกษาภาษาจีนนานาชาติ และสมาคมการสอนภาษาจีนสากล โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นตัวแทนจากหน่วยงานราชการ องค์กรการศึกษา สถาบันการศึกษา และสถาบันขงจื๊อทั่วโลกกว่า 5,000 คน

ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดี มบส. กล่าวว่า งานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนภาษาจีนและแสวงหาแนวทางการจัดการศึกษาภาษาจีนทั่วโลกให้มีมาตรฐานและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ส่วนการประชุมครั้งนี้ครอบคลุมในหลายประเด็น เช่น การจัดการศึกษาภาษาจีนนานาชาติ การพัฒนาศักยภาพผู้สอนภาษาจีน การพัฒนาการสอนภาษาจีนเชิงบูรณาการ การจัดการสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีนการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างองค์กร เและการพัฒนาสถาบันขงจื๊อ เป็นต้น

ด้าน ดร.สุทิพย์พร โชติรัตนศักดิ์ รองอธิการบดี มบส. กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ผศ.ดร.ลินดา ยังได้รับเชิญให้เป็นตัวแทนผู้บริหารสถาบันการศึกษาจากประเทศไทยแสดงปาฐกถาในประเด็นเกี่ยวกับนโยบายและมาตรฐานการจัดการศึกษาภาษาจีนและภาษาต่างประเทศ โดยผศ.ดร.ลินดาได้กล่าวถึงนโยบายที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เด็กไทยทุกระดับการศึกษาได้มีทักษะสื่อสารภาษาจีนอีกหนึ่งภาษา ซึ่งจะทำให้การเรียนภาษาจีนเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในประเทศไทย ขณะเดียวกัน สถาบันการศึกษาในเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศมีความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการดำเนินการ และเชื่อว่าในอนาคตจำนวนคนไทยที่สื่อสารภาษาจีนได้จะมีจำนวนมากขึ้นด้วย

สุดเจ๋ง!!! ‘นศ.อาชีวศึกษาเสาวภา’ชนะเลิศแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779323

สุดเจ๋ง!!! ‘นศ.อาชีวศึกษาเสาวภา’ชนะเลิศแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ

สุดเจ๋ง!!! ‘นศ.อาชีวศึกษาเสาวภา’ชนะเลิศแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 21.12 น.

สุดเจ๋ง!!! นศ.อาชีวศึกษาเสาวภา ชนะเลิศรับรางวัลที่ 1 ในการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ณ เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567 นายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา ได้จัดส่งทีมนักศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 3 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติประจำปี พ.ศ.2567 ระหว่างวันที่ 4 – 7 มกราคม 2567 ซึ่ง Harbin Engineering University (HEU) และ China-Harbin International Ice and Snow Festival ร่วมสนับสนุนและเป็นเจ้าภาพจัดงาน ณ เมือง Harbin สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลปรากฏว่า ทีมนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ชนะเลิศได้รับรางวัลที่ 1 ส่วนทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ได้รับรางวัลที่ 3 โดยทั้ง 3 ทีม ได้รับโล่รางวัลพร้อมประกาศนียบัตรสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ มีตัวแทนจาก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน รัสเซีย อังกฤษ อิตาลี ออสเตรเลีย และไทย รวมทั้งหมด 58 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันด้วย

สำหรับรางวัลที่ 1 โดยทีมนักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ประกอบด้วย นายองศา ยุทธสะอาด ระดับชั้น ปวช.3 นายกวินท์ ศตะภัค ระดับชั้น ปวช.3 นางสาวสุดากาญจน์ จาดแก้ว ระดับชั้น ปวช.3 และนายณัฐวุฒิ แสงภูระดับชั้น ปวช.3 โดยมี นายศรชัย ชนะสุข เป็นครูควบคุมทีม ชื่อผลงาน “ตุ๊กๆ ออนทัวร์” โดยนำรถตุ๊กๆ มาเป็นสื่อตัวกลางในการพาตัวละครต่างๆ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมและประเพณีในประเทศไทย เพื่อให้ชาวโลกได้เห็นศิลปะไทยในรูปแบบร่วมสมัย

ส่วนรางวัลที่ 3 ได้แก่ ทีมนักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย นางสาวเซอิระ สุวรรณไตรย์ ระดับชั้น ปวช.3 นายวีระชาติ เผือกเดช ระดับชั้น ปวช.3 นายสีรวิชญ์ พันธุ์บุญ ระดับ ปวช.1 และนายวายุ มีบุญ นักเรียนระดับ ปวช.1 โดยมี นายพฤติพงษ์ วงศ์วรรณา เป็นครูผู้ควบคุมทีม ชื่อผลงาน มนุษย์ กับ ธรรมชาติ ซึ่งความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมนุษย์ ในบางครั้งได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ความเจริญก้าวหน้านั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม ซึ่งให้คุณและโทษ เทคโนโลยีสร้างความสะดวกสบายก็จริง แต่แฝงไว้ซึ่งผลกระทบที่รุนแรงในภายหลัง จากข่าวสารที่ปรากฏขึ้นทั่วโลกในปัจจุบันทำให้ทราบว่าธรรมชาติได้ส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติแล้ว เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรง พายุ ไฟไหม้ป่ารวมทั้งอาคารบ้านเรือน ถึงเวลาแล้วที่มนุษยชาติจะได้หันมาตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ ร่วมกันดูแล และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างรู้คุณค่าเพื่อต่อไปในอนาคตเราจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติตลอดไป

และทีมนักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ประกอบด้วย นางสาวรัชดาภรณ์ ศรีสุข ระดับชั้น ปวช.3 นายวันนุวรรตน์ โสภาพงษ์ ระดับชั้น ปวช.1 นางสาวอศิรวรรณ ตะกรุดแก้ว ระดับชั้น ปวช.1 นายภัทรภูมิ เจียรนิมิต ระดับชั้น ปวช. 3 โดยมี นายบุญญฤทธิ์ อุตทนัน เป็นครูผู้ควบคุม ชื่อผลงาน โลกแห่งสันติภาพ World of peace ผ่านผลงานแกะสลักหิมะ เพื่อให้ทุกคนบนโลก ตระหนักถึงความสำคัญ และงดใช้ความรุนแรง ร่วมมือร่วมใจในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานชีวิตที่สำคัญของวัฒนธรรม ที่จะทำให้เกิดความสวยงามภายในจิตใจของแต่ละคน เป็นเครื่องนำทางแห่งสันติสุขแก่ตนเองและแบ่งปันสิ่งดีงามให้กับผู้อื่น โดยถ่ายทอดเรื่องราวเป็นนกพิราบขาวที่กำลังโอบกอดโอบอุ้มกุหลาบภายในปีก 2 ข้าง เป็นกุหลาบ จำนวน 6 ดอก เป็นสัญลักษณ์สื่อความหมาย ดังนี้ นกพิราบขาว : มวลมนุษย์บนโลกนี้เชื่อว่า นกพิราบขาว เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธ์ และยังถูกกำหนดให้เป็นสัญลักษณ์ของของสันติภาพโลก (World peace day) สองปีกกำลังโอบอุ้ม โอบกอด ดอกกุหลาบ /ดอกกุหลาบขาว : จำนวนของดอกกุหลาบ ทั้ง 6 แทนของความรักของ มวลมนุษย์ ทั้ง 6 ทวีป บนโลก ที่จะมีความรักอันบริสุทธิ์ และสง่างาม และจะเป็นความรักอันชั่วนิรันดร์ จากผลงานจึงเป็นสื่อกลาง ที่จะปลูกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่ที่จะก้าวผ่านสู่อนาคตอย่างมั่นคง ด้วยความรัก ความร่วมมือ เพื่อให้เกิดสันติภาพบนโลกใบนี้

รองเลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า โดยการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ถือเป็นการแสดงศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา อาชีวศึกษาให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เห็นถึงศักยภาพ ทั้งยังเป็นการนำความรู้และทักษะวิชาชีพมาฝึกประสบการณ์จริงผ่านการแข่งขัน เพื่อที่จะได้นำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมานักศึกษาอาชีวะสามารถชนะเลิศมาอย่างต่อเนื่อง นำชื่อเสียงและความภาคภูมิใจมาสู่ สอศ.และประเทศไทย ทั้งนี้ ตนและคณะมีกำหนดการเดินทางกลับในวันที่ 8 ม.ค.67 เที่ยวบิน CA 979 โดยจะเดินทางถึงประเทศไทย ประมาณเที่ยงคืนกว่าของเช้าวันที่ 9 มค.67

– 006

ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้อง‘สืบพงษ์’ ฟ้องสภาม.ราม จำหน่ายคดีออกจากสารบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779278

ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้อง‘สืบพงษ์’ ฟ้องสภาม.ราม จำหน่ายคดีออกจากสารบบ

ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้อง‘สืบพงษ์’ ฟ้องสภาม.ราม จำหน่ายคดีออกจากสารบบ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.42 น.

‘ม.รามคำแหง’เผยศาลปกครองสูงสุด ไม่รับคำฟ้อง‘สืบพงษ์’ฟ้องสภา ม.ราม กับพวก 27 คน ขอเพิกถอนมติแต่งตั้ง‘รักษาการอธิการ’ ชี้ใช้อำนาจตามกฎหมาย พร้อมเปิดหลักฐานวุฒิ ป.เอกไร้การรับรอง

7 มกราคม 2567 มหาวิทยาลัยรามคำแหงเผยแพร่เอกสารข่าว กรณีศาลปกครองสูงสุด ไม่รับคำฟ้องของนายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โดยเมื่อวันที่ 4 มกราคม 67  ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารงานบุคคลมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้รับทราบคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในคำร้องที่ 407/2566 คำสั่งที่1787/2566 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 โดยสรุปว่า ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งถึงที่สุดเป็นไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดี คือ นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

คดีนี้ นายสืบพงษ์  ได้ฟ้องสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 1 กับพวกรวม27 คน โดยขอให้ศาลปกครองเพิกถอนมติและคำสั่งที่แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี และ รองอธิการบดีเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 โดยอ้างว่าศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองผู้ฟ้องคดีที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งอธิการบดีตามมติสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงในการประชุมครั้งที่ 21/2565 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน2565  แล้ว คดีดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดจนนำมาสู่คำสั่งของศาลปกครองสูงสุด คำสั่งที่ 1787/2566 ที่ส่งถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อวันที่20 ธันวาคม 2566โดยผลของการพิจารณามีสาระสำคัญ ดังนี้

ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งว่าให้จำหน่ายคำฟ้องข้อหาที่ 1 และข้อหาที่2  และไม่รับคำฟ้องข้อหาที่3  และข้อหาที่4 ไว้พิจารณา กับให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ

ต่อมานายสืบพงษ์   อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา

ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า  การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเป็นการแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีเพื่อให้การบริหารงานในมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 21/2565 ถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง  และภายหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน2565 บอกเลิกสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดี จากการเป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว จึงเป็นกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีในขณะนั้น   ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 13กุมภาพันธ์ 2566 จึงมีมติแต่งตั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 25 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2541 และอาศัยอำนาจตามมาตรา18 (4) มาตรา 22 และมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่งตั้งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมาย

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอันมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา  5แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่คำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อบุคคล ผู้ได้รับแต่งตั้งให้รักษาราชการแทนอธิการบดี และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองอธิการบดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า ในขณะที่ผู้ฟ้องคดี นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 10 มีนาคม2566 ผู้ฟ้องคดีได้พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แล้วคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีและคำสั่งแต่งตั้งรองอธิการบดีที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี จึงไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ฟ้องคดีแต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งดังกล่าว

การที่ศาลปกครองขั้นต้น มีคำสั่งจำหน่ายคำฟ้องข้อหาที่หนึ่งและข้อหาที่สอง และไม่รับคำฟ้องข้อหาที่สามและข้อหาที่สี่ไว้พิจารณา กับให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วนจึงมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น  เป็นไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

กรณีนี้เกิดจากการที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ตรวจสอบพบว่า   นายสืบพงษ์  ใช้วุฒิการศึกษาปริญญาเอกจากสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ที่สำนักงานข้าราชการพลเรือน(กพ.) ไม่รับรองมาสมัครงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่ปี2554และเป็นเหตุที่ทำให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีคำสั่งถอดถอนนายสืบพงษ์   ออกจากตำแหน่งอธิการบดี  ด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรง 3 ประการ คือ1. ใช้วุฒิการศึกษาปริญญาเอก สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์ โดยวุฒิการศึกษาดังกล่าวไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.พ.    2. ปกปิดหรือไม่รายงานประวัติการถูกยึดทรัพย์ที่เกี่ยวพันกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ 3.ทูลเกล้าฯ ถวายฎีการ้องขอความเป็นธรรม ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ

ทั้งนี้มหาวิทยาลับรามคำแหง ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่นายสืบพงษ์ นำวุฒิการศึกษาที่ไม่ได้รับการรับรองจาก ก.พ. สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์ ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติของการเป็นอาจารย์มาตั้งแต่ต้น อันเป็นการผิดเงื่อนไขสัญญาจ้างและผิดระเบียบและข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยจึงได้บอกเลิกสัญญาจ้าง(หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างที่ 0601/2851 ลงวันที่15 พฤศจิกายน 2565 )กับนาย.สืบพงษ์แล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2565และมหาวิทยาลัยจะได้พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายในประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป และกรณีนี้นับเป็นกรณีแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ใช้มติเลิกจ้างผู้บริหารมหาวิทยาลัยเพราะดำเนินการผิดกฎหมายและขัดจริยธรรมร้ายแรง

คณะอนุกรรมการด้านการพิจารณาคุณวุฒิผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้พิจารณาข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ  สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและการสืบค้นข้อมูลจากองค์การที่มีหน้าที่รับรองวิทยฐานะระดับหลักสูตรด้านบริหารธุรกิจ พบว่า Accrediting Council for Independent Colleges and schools (ACICS) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การรับรองวิทยฐานะของสถาบันอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกา ให้การรับรองวิทยฐานะระดับสถาบันของ Pacific Stater University ให้จัดมีการเรียนการสอนในระดับชั้นปริญญาตรีและปริญญาโท แต่ไม่ปรากฏข้อมูลการได้รับการรับรองวิทยฐานะเพื่อให้จัดการเรียนการสอนระดับปริญญาเอก ในช่วงระยะเวลาที่ผู้ฟ้องคดีศึกษาและไม่ปรากฏข้อมูลการรับรองวิทยฐานะระดับหลักสูตร ของหลักสูตร Doctor of Business Administration จากองค์การที่มีหน้าที่รับรองด้านบริหารธุรกิจ

ดังนั้น จึงมีมติว่า ไม่สามารถพิจารณาคุณวุฒิ Doctor of Business Administration จาก Pacific Stater University ประเทศสหรัฐอเมริกา ของผู้ฟ้องคดีได้เนื่องจากไม่ปรากฏข้อมูลการได้รับการรับรองวิทยฐานะของคุณวุฒิดังกล่าวในช่วงระยะเวลาที่ผู้ฟ้องคดีศึกษา

พระธรรมยาตราเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพร ร.10 ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779256

พระธรรมยาตราเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพร ร.10 ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา

พระธรรมยาตราเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพร ร.10 ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.50 น.

‘พระธรรมยาตรา’ 1,140 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ถวายสังฆทาน 140 วัด มอบทุนการศึกษา จุดประทีปถวายพุทธบูชา ส่งเสริมศีลธรรมบ้าน-วัด-โรงเรียน

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ม.ค.2567 ว่า วันนี้พระธรรมยาตรา 1,140 รูป ในโครงการธรรมยาตรา กตัญญูบูชา มหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 12 ร่วมกับพุทธศาสนิกชนจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญสมาธิภาวนา จุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โดยพระเดชพระคุณพระปริยัติวรคุณ เจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง เจ้าอาวาสวัดสองพี่น้อง เป็นประธานสงฆ์ ณ มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) โลตัสแลนต์ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี อนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ การนี้ ได้รับเกียรติ จากนายไพทูรย์ วงศ์วีรกูล นายอำเภอสองพี่น้อง นายนาวาวิน ชัยโม รองนายกเทศมนตรีอำเภอสองพี่น้อง ร่วมพิธีด้วย

ในวันเดียวกัน พระธรรมยาตรา พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน จัดพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 140 วัด พิธีมอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 10 แห่ง โดยมีนายบรรพชา อมรไตรภพ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีอำเภอสองพี่น้อง เป็นประธานในพิธี สำหรับโรงเรียน 10 แห่งที่มารับทุน ประกอบด้วย โรงเรียนวัดดอนสำโรง โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางสี่ (พานิชอุทิศ) โรงเรียนวัดบ้านสระ โรงเรียนบางแม่หม้ายรัฐราษฎร์รังสฤษฏ์ โรงเรียนวัดป่าพฤกษ์ โรงเรียนบ้านคลองชะอม โรงเรียนบางสี่วิทยา โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 5 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี และ โรงเรียนวชิรธรรมศึกษา

“กิจกรรมธรรมยาตราวันนี้ เป็นกิจกรรมส่งเสริมศีลธรรมระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน ให้มีส่วนร่วมกันในชุมชน และปลูกฝังให้เยาวชนรักวัด และเข้าใจประเพณีในพระพุทธศาสนา ได้มาร่วมกันทำนุบำรุง ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง สอดคล้องกับหลัก “บวร” และการรณรงค์รักษาศีล 5 ในหมู่ประชาชน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ ตามหลักพระพุทธศาสนาด้วย” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว

ทั้งนี้ ท่านสามารถร่วมกิจกรรมธรรมยาตราได้ตลอดเดือนมกราคม 2567 เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง ประเทศชาติ รวมถึงเผยแพร่วัฒนธรรมชาวพุทธแก่ชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ดังนี้ พิธีต้อนรับพระ 7 ครั้ง ในวันที่ 2, 3, 7, 11, 15, 21, 28  พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และจุดประทีป 7 ครั้ง วันที่ 6, 10, 14, 20, 24, 26, 31 พิธีตักบาตร 5 ครั้ง วันที่ 7, 11, 15, 21, 25 พิธีถวายมหาสังฆทาน และมอบทุนการศึกษา จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 6, 10 , 20 มกราคม พ.ศ. 2567 โดยติดตามรายละเอียดโครงการที่ http://www.ธรรมยาตรา.com, http://www.dhammakaya.net, http://www.gbnus.com หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร.02-831-1234

ปลัดมหาดไทย เผยทั่วประเทศจัดกิจกรรม World Soil Day ของกระทรวงมหาดไทย แล้วกว่า 1,200 พื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779102

ปลัดมหาดไทย เผยทั่วประเทศจัดกิจกรรม World Soil Day ของกระทรวงมหาดไทย แล้วกว่า 1,200 พื้นที่

ปลัดมหาดไทย เผยทั่วประเทศจัดกิจกรรม World Soil Day ของกระทรวงมหาดไทย แล้วกว่า 1,200 พื้นที่

วันเสาร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2567, 09.34 น.

ปลัดมหาดไทย เผยทั่วประเทศจัดกิจกรรม World Soil Day ของกระทรวงมหาดไทย แล้วกว่า 1,200 พื้นที่ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน (Sustainable Soil and Water for better life) เพื่อโลกใบเดียวนี้ของเรา

วันที่ 6 มกราคม 2567 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึง ความคืบหน้าจากการดำเนินกิจกรรมวันดินโลกของกระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน” หรือ “Sustainable Soil and Water for better life” ภายหลังจากการจัดกิจกรรม Kick off เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ณ อำเภอแม่เเจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ผลการจัดกิจกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 – 4 มกราคม 2567 พบว่า รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,778 กิจกรรม ใน 1,200 พื้นที่ พร้อมปรากฏใน FAO World Map จำนวน 485 พื้นที่ (ข้อมูลจาก FAO website: https://www.fao.org/world-soil-day/worldwide-events/en/ ) มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 239,268 คน โดยมีกลุ่มผู้เข้าร่วมสูงสุด 3 กลุ่มตามลำดับ คือ กลุ่มประชาชนทั่วไป 79,988 คน กลุ่มเกษตรกร 27,413 คน และกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา 21,795 คน

“ การจัดกิจกรรมวันดินโลก ประจำปี 2566 ของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้แนวคิด Sustainable Soil and Water for better life หรือ ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน พบว่า แต่ละพื้นที่ร่วมกันจัดกิจกรรมครบทั้ง 18 ประเภทกิจกรรมตามที่ FAO ได้กำหนด รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,778 กิจกรรม ใน 1,200 พื้นที่ ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก FAO World Map จำนวน 485 พื้นที่ ข้อมูล ณ วันที่ 4 มกราคม 2567 โดยพบว่า มากสุด 3 ลำดับแรกคือ 1) ภาคสนาม/เฉลิมฉลอง (Field work/celebration) 461 กิจกรรม 2) นิทรรศการเกี่ยวกับดิน (Exhibition on soil) 249 กิจกรรม และ 3) กิจกรรมร่วมกับเกษตรกร (Activities with farmers) 241 กิจกรรม ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 239,268 คน ประกอบด้วย กลุ่มประชาชนทั่วไป 79,988 คน กลุ่มเกษตรกร 27,413 คน กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา 21,795 คน กลุ่มองค์การมหาชน 7,492 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 5,005 คน กลุ่มนักสื่อสารมวลชน 1,753 คน กลุ่มภาคประชาสังคม 1,607 คน กลุ่มพระและผู้นำทางด้านศาสนา 1,339 คน และกลุ่มอื่น ๆ 92,876 คน (ข้อมูลจากระบบ MOI WAR ROOM https://moiwarroom.dopa.go.th/soil/ )และมีการสื่อสารประชาสัมพันธ์กิจกรรมวันดินโลก ประจำปี 2566 ภายใต้หัวข้อ ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน มากถึง 2,313 ครั้ง ผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่หลากหลาย ทั้งสื่อมวลชน หอกระจายข่าว ระบบ MOI WAR ROOM และสื่อสังคมออนไลน์ จึงขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมวันดินโลกของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาคนเพื่อให้คนไปพัฒนาพื้นที่ พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร และรู้จักช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมกลุ่มกัน Change for Good สร้างสรรค์สิ่งที่ดี ๆ เกิดความรักใคร่กลมเกลียวสามัคคีกันในชุมชน สร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้เองจะนำมาซึ่งการบรรลุเป้าหมายของกระทรวงมหาดไทย คือ การขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงภายในทุกมิติ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทำให้ประชาชนมีความอุดมสมบูรณ์พูนสุขโดยถ้วนหน้า” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมวันดินโลกของกระทรวงมหาดไทย ปี 2566 ภายใต้ธีม “ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน” หรือ “Sustainable Soil and Water for better life ในทุกพื้นที่ที่ได้มีการจัดกิจกรรมได้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทำแบบประเมินเพื่อวัดความพึงพอใจ พบว่าจำนวนผู้เข้าร่วมทำแบบประเมินการสร้างการรับรู้และความตระหนักในเรื่องดินและน้ำ “MOI World Soil Day” จนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 9,322 คน มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมเป็นอย่างมากที่สุด 6,508 คน คิดเป็นร้อยละ 69.81 พึงพอใจมาก 2,421 คน คิดเป็นร้อยละ 25.97 และอื่น ๆ รวม 403 คน คิดเป็นร้อยละ 4.32 จึงขอชื่นชมทุกพื้นที่ที่มีการจัดกิจกรรมและสามารถนำไปสู่การมีส่วนร่วมที่แท้จริง และขอให้ทุกพื้นที่มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง พัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดความหลากหลาย และปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่กลุ่มเป้าหมายและผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้มีความตระหนักถึงทรัพยากรดิน น้ำ และทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ อย่างแท้จริง เพื่อทำให้คนและธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ทำให้โลกใบเดียวนี้ของเราใบนี้เป็นที่อยู่และแหล่งผลิตอาหาร น้ำ อากาศที่บริสุทธิ์ มีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกได้อาศัยอยู่ร่วมกันไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถรับชมคลิปเปิดตัวกิจกรรมของกระทรวงมหาดไทยที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของคนต้นน้ำได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/QQ35JpxbHSaFenuP/?mibextid=MC4RXT

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า เป้าหมายของการขับเคลื่อนกิจกรรมวันดินโลกของกระทรวงมหาดไทยในปีนี้ ตนได้กล่าวเน้นย้ำไปยังผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ว่าเป้าหมายที่แท้จริง คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความยั่งยืนในทุกมิติ บนพื้นฐานการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของดินเเละน้ำ ด้วยเเนวคิด “ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างรากฐานของการพัฒนาคน ให้คนไปพัฒนาพื้นที่ เกิดความมั่นคงทางอาหาร พืชสมุนไพร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม เเละที่อยู่อาศัย อันเป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญ ต้องทำงานเชิงรุก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ถ้า “เข้าใจ เข้าถึง” พี่น้องประชาชนแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนความต้องการของพี่น้องประชาชนในทุกเรื่องก็จะสามารถพัฒนาและดำเนินการได้ทันที อะไรที่ยังแก้ไขไม่ได้ก็ต้องมีการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อพี่น้องประชาชน ต่อสาธารณชน สอดคล้องกับหลักปฏิบัติที่คนมหาดไทยได้รับการบ่มเพาะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาโดยตลอดว่า “รอบรู้ รวดเร็ว ริเริ่ม และเร่งรัด” ดังที่ท่านวิญญู อังคณารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เคยกล่าวไว้

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนภารกิจในปี พ.ศ. 2566 – 2570 ว่า “ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนเข้มแข็ง เมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน บนฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นคงในการดำรงชีวิต ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะกลาง และระยะยาว โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำให้กระทรวงมหาดไทย บูรณาการร่วมกับทุกภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนมีการพัฒนาคุณภาพชีวิต สามารถสร้างรายได้ และมีการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงมหาดไทยนั้นมีภาระหน้าที่อันหนักหน่วง นั่นคือทุกปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน คือ หน้าที่ของคนมหาดไทย งานของทุกกระทรวง ทบวง กรมที่ลงสู่พื้นที่ ก็คืองานของคนมหาดไทย ดังนั้น พวกเราในฐานะข้าราชการประจำจะต้องมุ่งมั่นทุ่มเททำงานแบบรองเท้าสึกก่อนกางเกงขาด มีใจ มี Passion ในการทำงานโดยไม่ยึดถือเรื่องเวลาเป็นข้อจำกัดของการทำงาน เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี คือ การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นำเสนอสิ่งที่ดี เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้เห็นชอบตามที่เราได้คิด ได้เสนอ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า การนำนโยบายที่กล่าวมานี้ไปขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ต้องเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ตั้งเเต่ในระดับชุมชน จังหวัด เเละต่อมาคือในระดับประเทศ โดยต้องยึดหลัก “ผู้นำต้องทำก่อน” ต้องรู้ลึก รู้กว้าง ถึงเรื่องที่จะขับเคลื่อน เพื่อนำไปสื่อสารกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ในฐานะผู้นำของพื้นที่ ซึ่งมีนัยว่า “ผู้นำทำงานต่าง ๆ ลำพังคนเดียวไม่ได้” ต้องมีทีมงานจาก 7 ภาคีเครือข่าย ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ช่วยขับเคลื่อนงาน และที่สำคัญ “ต้องเร่งรัด ติดตามการขับเคลื่อนงาน” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วนได้ช่วยกันทำหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืนได้อย่างถูกต้องตามหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ ร่วมคิด ร่วมพูดคุย ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมรับประโยชน์ ทำให้ประชาชนมีความอุดมสมบูรณ์พูนสุขโดยถ้วนหน้า ท้ายนี้ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยมาร่วมจัดกิจกรรมและเป็นส่วนหนึ่งของวันดินโลก ภายใต้แนวคิด “ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน” ด้วยการอนุรักษ์ดิน อนุรักษ์น้ำ ร่วมกันทำความดี เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ อาทิ การสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตามโครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง การบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมักธรรมชาติหรือถังขยะเปียกลดโลกร้อน และการทิ้งขยะให้ลงถังพร้อมคัดแยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อลดมลพิษที่เกิดต่อเเหล่งน้ำ และกลิ่นเน่าเหม็นในชุมชน เพื่อช่วยกันทำให้ทุกชุมชนของเรายั่งยืนไปด้วยกัน

กองทุน กยศ.แจ้งถอนยึดและอายัด รวมทั้งบังคับคดีลูกหนี้ 3,000 รายแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779038

กองทุน กยศ.แจ้งถอนยึดและอายัด รวมทั้งบังคับคดีลูกหนี้ 3,000 รายแล้ว

กองทุน กยศ.แจ้งถอนยึดและอายัด รวมทั้งบังคับคดีลูกหนี้ 3,000 รายแล้ว

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 18.47 น.

กรมบังคับคดี เผยกองทุน กยศ.แจ้งให้ถอนยึดและอายัด รวมทั้งบังคับคดีลูกหนี้ 3,000 รายแล้ว แต่ยกเว้นรายที่ผู้มีส่วนได้เสียประสงค์จะบังคับคดีต่อไป

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2567 นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า ในวันนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กองทุนฯ) แจ้งว่า จากคำนวณยอดหนี้ ตาม พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566 พบว่ามีผู้กู้ยืมเงินมากกว่า 3,000 ราย ที่ชำระหนี้ครบถ้วนและไม่มีภาระผูกพันกับกองทุนฯแล้ว พร้อมขอให้กรมบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์ และถอนการบังคับคดีสำหรับผู้กู้ยืมเงิน หรือผู้ค้ำประกัน ซึ่งกรมบังคับคดีจะได้เร่งดำเนินการเพื่อถอนการยึด หรือถอนการอายัด และถอนการบังคับคดี ในกรณีดังกล่าวโดยเร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้กู้ยืมเงินและผู้ค้ำประกัน เว้นแต่พบว่าผู้มีส่วนได้เสียในคดี ได้แก่ ผู้รับจำนอง หรือผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ และผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าวประสงค์จะบังคับคดีต่อไป จึงไม่สามารถที่จะถอนการยึด หรือถอนการอายัดได้ จึงขอแจ้งให้ลูกหนี้กองทุนฯ ทราบในเบื้องต้น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 0 2881 4999 หรือสายด่วนกรมบังคับคดี 1111 ต่อ 79 และสำนักงานบังคับคดีทั่วประเทศ

‘เศรษฐา’นั่งหัวโต๊ะประชุมสภานโยบาย‘อววน.’ เคาะกรอบวงเงินปี68 รวม 1.5 แสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779000

‘เศรษฐา’นั่งหัวโต๊ะประชุมสภานโยบาย‘อววน.’ เคาะกรอบวงเงินปี68 รวม 1.5 แสนล้าน

‘เศรษฐา’นั่งหัวโต๊ะประชุมสภานโยบาย‘อววน.’ เคาะกรอบวงเงินปี68 รวม 1.5 แสนล้าน

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.47 น.

‘เศรษฐา’นั่งหัวโต๊ะประชุมสภานโยบาย‘อววน.’ ย้ำเร่งยกระดับการศึกษา ผลิตบุคลากรทักษะสูง รองรับอุตสาหกรรมอนาคต หนุนปั้นธุรกิจสตาร์ทอัพ พร้อมเคาะกรอบวงเงินด้าน อววน. ปี 68 รวม 1.5 แสนล้านบาท

5 มกราคม 2567 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย (มท.) รองประธานคนที่หนึ่ง และ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รองประธานคนที่สอง พร้อมด้วยรัฐมนตรี ผู้บริหารจากกระทรวง หน่วยงานต่าง ๆ และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการสภานโยบาย กล่าวภายหลังการประชุมว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ของประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาต่าง ๆ ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับยกระดับการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักในการเสริมสร้างแรงงานที่มีทักษะสูง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน และยังช่วยสร้างอุตสาหกรรมที่ทันสมัย ที่จะเป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ ช่วยยกระดับรายได้ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายกรัฐมนตรียังให้ความสำคัญกับธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่ต้องมีความรู้เชิงลึก เชื่อว่ามียูนิคอร์นจำนวนมากที่รอคอยการถูกค้นพบในมหาวิทยาลัย หากได้รับการบ่มเพาะทักษะที่เหมาะสม เชื่อว่าจะก่อให้เกิดผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสูงอีกมาก นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต้องสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) ก่อให้เกิดการ upskill reskill ในทุกระดับ โดยได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญมากกับประเด็นด้านการศึกษา ฝากให้มหาวิทยาลัยปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความต้องการของตลาดแรงงาน

ในด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รัฐบาลมุ่งเน้นให้เกิดงานวิจัยที่ตรงกับนโยบายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ไฮโดรเจน พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ การคำนวณเชิงควอนตัม เทคโนโลยีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เทคโนโลยีการวิจัยเรื่องอาหารแห่งอนาคต โดยกองทุนที่มีอยู่จะเข้าไปสนับสนุนกลายเป็นสปริงบอร์ดที่ติดจรวดสร้างความเติบโตให้กับประเทศได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีย้ำให้ทุกคนช่วยกันระดมความคิด ทำรายละเอียดออกมาเป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้ประเทศเราพัฒนาเติบโตไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ ในการประชุมสภานโยบาย ที่ประชุมยังได้พิจารณาเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณด้านการอุดมศึกษา ปี 2568 จำนวน 108,149.7273 ล้านบาท และด้าน ววน. จำนวน 42,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 150,149.7273 บาท โดยจะครอบคลุมทั้งในส่วนการพัฒนาบุคลากร พัฒนาความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย รวมถึงเป็นงบประมาณด้านการวิจัย นวัตกรรม และโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี