‘มท.’MOUร่วม’รร.สตรีวัดระฆัง-ภาคีเครือข่าย’ ขับเคลื่อนโครงการ’สถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778960

'มท.'MOUร่วม'รร.สตรีวัดระฆัง-ภาคีเครือข่าย' ขับเคลื่อนโครงการ'สถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข'

‘มท.’MOUร่วม’รร.สตรีวัดระฆัง-ภาคีเครือข่าย’ ขับเคลื่อนโครงการ’สถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข’

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.19 น.

กระทรวงมหาดไทย MOU ร่วมโรงเรียนสตรีวัดระฆัง และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อน “โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข” พร้อมเตรียมขยายผลสู่ทุกจังหวัด เพื่อมุ่งมั่นดูแลลูกหลานเยาวชนให้มีความรู้คู่คุณธรรม ปลอดภัยห่างไกลยาเสพติด เติบโตไปเป็นอนาคตของชาติอย่างยั่งยืน

วันนี้ (5 ม.ค.67) เวลา 09.00 น.ที่โรงเรียนสตรีวัดระฆัง ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี เฉลิมรัฐ ติ่งอ่วม ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวัดระฆัง นายอนุเทพ เลิศสกุลทอง ผู้อำนวยการสายพัฒนาธุรกิจ โรงพยาบาลธนบุรี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โดยได้รับเมตตาจากพระครูสุภัทรธรรมโฆษิต (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร รักษาการเจ้าอาวาสวัดบางหลวงหัวป่า จังหวัดปทุมธานี สาขาวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นสักขีพยาน โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง ดร.วรชล ถาวรพงษ์ ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อย พลเรือตรี ภาณุพันธุ์ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพ พันตำรวจโท ฐิติวุธ ร่อนแก้ว รองผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย รองศาสตราจารย์ พญ.ธันยารัตน์ วงศ์วนานุรักษ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและองค์กรสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นางอารีรัตน์ ประเมิน ประธานเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยคณะผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสภานักเรียนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง และโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมให้การต้อนรับและร่วมในพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ในวันนี้ได้มีโอกาสมาเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างพลังความร่วมมือภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี ผู้รู้เท่าทันต่อภัยรอบตัวที่มีอยู่มากมายในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ยาเสพติด” ภัยร้ายใกล้ชิดที่ใครคิดจะไปข้องเกี่ยวก็จะต้องพบเจอแต่สิ่งที่ไม่ดีในชีวิต จนกว่าจะสามารถหลุดออกมาจากวงเวียนของความชั่วร้ายเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญและมุ่งมั่นดำเนินการมาตรการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดฟื้นฟู อย่างเข้มข้นต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง

“การลงนามบันทึกข้อตกลงในวันนี้เป็นหลักประกันให้ประเทศชาติว่าบุตรหลานของเราจะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการดูแลประเทศชาติ สังคม และครอบครัวให้มีความมั่นคงและยั่งยืน อันถือเป็นเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของพวกเราทุกคนผู้เป็นพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ และผู้ใหญ่ ในการดูแลกุลบุตร กุลธิดาให้เติบโตไปโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้พวกเราได้ประสบพบแต่ความสุขจากสิ่งที่ดีที่เราตั้งใจทำ ในการส่งเสริมให้เด็กเยาวชนได้มีการศึกษา ได้รับการพัฒนาตนเอง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา พร้อมทั้งเสริมสร้างการมีคุณธรรมจริยธรรม อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข โดยมีภาคีเครือข่ายผู้นำภาคศาสนา คือ “พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร” ผู้เป็นหลักชัยในการหนุนเสริมหนุนนำโอกาสที่ดีให้แก่นักเรียนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ตลอดจนเด็ก เยาวชน โดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดกิจกรรมมหาดไทยภิรมย์ ชมดนตรีในสวน ซึ่งพระครูต้นและคณะผู้บริหารโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ได้นำนักเรียนไปแสดงความสามารถด้านการเล่นดนตรีไทย ที่บริเวณสวนมหาดไทย เป็นการเสริมสร้างความรู้ความสามารถให้เด็กนักเรียนได้เก่งยิ่ง ๆ ขึ้นไป” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การประกาศเจตนารมณ์ในครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยมุ่งมั่นตั้งใจในการสนับสนุนการดำเนินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข เพื่อเป็นภาคีเครือข่ายและกิจกรรมแลกเปลี่ยนระหว่างนักเรียนกับนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การบรรลุความสำเร็จในการปลอดจากยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการวางระบบให้ลูกหลานได้มีข้อมูลหน่วยงานรับแจ้งเบาะแสยาเสพติด เพื่อให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองได้เข้ามาปราบปรามยาเสพติดและอบายมุขต่าง ๆ รวมถึงสถานบริการที่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งน้อง ๆ นักเรียนเป็นกำลังสำคัญในการที่จะเป็นพลเมืองดีผู้แจ้งเบาะแสการกระทำผิดทั้งปวงเพื่อระงับยับยั้งและหยุดสิ่งที่ไม่ดีไม่งามให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย นอกจากนี้ ขอฝากผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวัดระฆัง และคณะผู้บริหาร ได้ขยายผลทำให้โรงเรียนสตรีวัดระฆังเป็นโรงเรียนต้นแบบในการนำวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและจริยธรรม โดยให้ความสำคัญนำ 3 วิชานี้เป็นกิจกรรมนอกเวลา ซึ่งจะช่วยหนุนเสริมเป้าหมายโรงเรียน ทำให้เด็กรู้หน้าที่ มีศีลธรรมและจริยธรรม เรียนรู้หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งล้วนเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เด็กไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอบายมุขได้ ทั้งนี้ ขอขอบพระคุณพระครูสุภัทรธรรมโฆษิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร และขอขอบคุณ ว่าที่ร้อยตรีเฉลิมรัฐ ติ่งอ่วม ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวัดระฆัง โรงพยาบาลธนบุรี สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ได้เป็นภาคีเครือข่ายร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการทำสิ่งที่ดีและยั่งยืนให้กับสังคมไทย

“การลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ในวันนี้ จะเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนในพื้นที่ต่าง ๆ ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เพื่อทำให้สิ่งที่ดีเช่นนี้เกิดประโยชน์กับเด็ก เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน และท้ายที่สุดเกิดสิ่งที่ดีงามต่อประเทศชาติของเราทุกคนตลอดไป” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

ว่าที่ร้อยตรี เฉลิมรัฐ ติ่งอ่วม ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวัดระฆัง กล่าวว่า พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเป็นภาคีเครือข่ายและกิจกรรมแลกเปลี่ยนระหว่างนักเรียนกับนักเรียน ในการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างองค์กรภาคีเครือข่ายในการร่วมพัฒนาให้นักเรียนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา มีคุณธรรม จริยธรรมและมีวิถีชีวิตที่เป็นสุข เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ 2) เพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติด การสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สื่อลามกอนาจาร การพนัน การทะเลาะวิวาท ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง และความสงบสุขของนักเรียนในสถานศึกษา 3) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับผู้ปกครองในการดูแลนักเรียนให้ปลอดภัยจากอบายมุข 4) เพื่อร่วมกันคิดค้น หาวิธีการ แนวปฏิบัติในการสนับสนุนกิจกรรมตามมาตรการป้องกัน ค้นหา เฝ้าระวัง และบำบัดรักษาปัญหายาเสพติดและอบายมุข ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามจุดประสงค์การดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติด และอบายมุข 5) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เครือข่าย ตามโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติด และอบายมุข ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการทำงานอันจะนำไปสู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรม และยั่งยืนต่อไป

“โดยพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเป็นภาคีเครือข่ายในวันนี้ มีโรงเรียน หน่วยงาน และองค์กรให้การตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร สำนักงานเขตบางกอกน้อย สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลธนบุรี โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ โรงเรียนวัดราชโอรส โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากุนนที เครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนสตรีวัดระฆัง ชุมชนวังหลัง ชุมชนวัดระฆัง” ว่าที่ร้อยตรีเฉลิมรัฐฯ กล่าว

– 006

สพฐ.สั่งสอบ’รองผอ.’แชตหื่น 7 วัน รู้ผล ไล่ออก-ปลดออก ชงพักตั๋วผู้บริหารโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778940

สพฐ.สั่งสอบ'รองผอ.'แชตหื่น 7 วัน รู้ผล ไล่ออก-ปลดออก ชงพักตั๋วผู้บริหารโรงเรียน

สพฐ.สั่งสอบ’รองผอ.’แชตหื่น 7 วัน รู้ผล ไล่ออก-ปลดออก ชงพักตั๋วผู้บริหารโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 13.36 น.

สพฐ. สั่งสอบ รองผอ.หื่น 7 วันรู้ผลไล่ออก-ปลดออก พร้อมสั่งออกนอกพื้นที่ รายงานตัวส่วนกลางด่วนพรุ่งนี้  หากพบผู้อำนวยการ ร.ร.ละเลยโดนด้วย   

วันที่ 5 มกราคม 2567 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยจากกรณีรองผู้อำนวยการโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในพื้นที่จ.ตาก กระทำการอนาจารเชิงไม่เหมาะสมกับนักเรียนหญิง นั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับทราบข้อมูลจากศูนย์ความปลอดภัย และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) เบื้องต้นตนได้รายงานดังกล่าวให้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. รับทราบแล้ว และได้สั่งการให้ สพฐ.ดำเนินการเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นเรื่องที่ครูกระทำต่อนักเรียน ซึ่งตามนโยบายของศธ. เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง และเคยแจ้งเป็นแนวปฏิบัติไปแล้ว ว่า ถ้าครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำความไม่เหมาะสมกับนักเรียน ต้องนำเนินการตรวจสอบและลงโทษอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว  

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวปฏิบัติหากพบว่ามีมูล จะดำเนินการลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง คือ ปลดออก และไล่ออกเท่านั้น โดยกรณีนี้เบื้องต้นเมื่อได้ทราบเหตุ สพฐ. ได้ออกคำสั่งให้รองผู้อำนวยการรายดังกล่าว มาประจำอยู่ที่สพฐ. เพื่อให้ออกนอกพื้นที่ เพราะหากปล่อยให้อยู่ในพื้นที่เกรงว่าจะเป็นอุปสรรคในการสอบสวนข้อเท็จจริง และได้ออกคำสั่งแต่ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ตามขั้นตอนทางวินัย 

ทั้งนี้ ในส่วนของโรงเรียนได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงไปแล้วชั้นหนึ่ง แต่เพื่อความรอบคอบเพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ สพฐ.จึงได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่ง หากพบว่ามีมูล มีโทษวินัยร้ายแรง ปลดออก หรือไล่ออกสถานเดียว โดยจะต้องรู้ผลการสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน หากพบว่ามีมูลก็จะแจ้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาทันที เพื่อไม่ให้มีสิทธิเป็นผู้บริหาร ทั้งนี้ที่กำหนดให้สอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพราะเท่าที่ดูหลักฐานค่อนข้างชัดเจน แต่เพื่อความถูกต้องตามกระบวนการ ก็ต้องลงไปสอบสวนในพื้นที่อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นไปตามหลักเกณฑ์

“ส่วนสภาพจิตใจของเด็กนั้นสพฐ. รับทราบปัญหา จึงได้สั่งการให้รองผู้อำนวยการดังกล่าวออกนอกพื้นที่ทันที และจะกำชับผู้อำนวยการสศศ.ให้เร่งแจ้งโรงเรียนให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าว ออกนอกพื้นที่ และเข้ามารายงานตัวที่สพฐ.ภายในวันที่6 มกราคม แม้จะเป็นวันหยุดก็ต้องมา เพราะถือว่า เรื่องความปลอดภัยของนักเรียนเป็นนโยบายที่สำคัญ หากยังให้อยู่ในพื้นที่ก็อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนของคณะกรรมการ ส่วนตัวนักเรียนเองก็อาจจะลำบาก รวมถึงจะส่งนักจิตวิทยา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงไปเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้นักเรียนรู้สึกว่ามีความปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองสิทธิ ส่วนนักเรียนที่ลาออกไปแล้วนั้น ก็ได้กำชับให้ผู้อำนวยการสศศ. และทีมนิติกรลงไปดูแลตรวจสอบเชิงลึก ว่าที่ผ่านมามีการข่มขู่ ทำให้เด็กไม่กล้าให้ข้อมูลหรือไม่  รวมถึงจะเชิญนักเรียนที่ลาออกไปแล้วมาให้ข้อมูล และเป็นพยานในการสอบสวนในครั้งนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นและไม่เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้อื่น ” ว่าทีร้อยตรีธนุ กล่าว

เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม โดยข้อเท็จจริงสพฐ. มีมาตรการเชิงป้องกัน ปราบปรามและให้ความรู้ พัฒนาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ทุกปี แต่ด้วยเพราะสพฐ. มีบุคลากรจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยเมื่อทราบข่าวก็เร่งแก้ปัญหาทันทีเพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับผู้อื่น รวมถึงให้เห็นว่า ศธ. โดยสพฐ.เอาจริงเอาจัง หากตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นเรื่องจริงก็จะได้รับการลงโทษอย่างร้ายแรง  อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่ สพฐ. ยังไม่พบข้อร้องเรียนรองผู้อำนวยการรายดังกล่าว ซึ่งคงต้องรอดูผลการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หรือเคยเกิดขึ้นมานานแล้ว มีการปกปิดกันอยู่ เป็นหน้าที่ของกรรมการสอบสวนข้อเท็จจจริงที่ต้องเร่งดำเนินการ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยหรือไม่ เลขาธิการกพฐ. กล่าวว่า หากสืบสวนแล้ว พบว่ามีส่วนช่วยเหลือหรือปกปิด ก็อาจะต้องดำเนินการตรมกฎหมายฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะถือว่าไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เพราะสพฐ.มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้บังคับบัญชาเบื้องต้น ถ้าปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ผู้อำนวยการโรงเรียนก็อาจจะต้องรับผิด ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้น 

ศธ.จัดยิ่งใหญ่‘วันเด็กแห่งชาติ 2567’ภายใต้แนวคิดเรียนดี มีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778936

ศธ.จัดยิ่งใหญ่‘วันเด็กแห่งชาติ 2567’ภายใต้แนวคิดเรียนดี มีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

ศธ.จัดยิ่งใหญ่‘วันเด็กแห่งชาติ 2567’ภายใต้แนวคิดเรียนดี มีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 13.10 น.

ศธ.จัดยิ่งใหญ่‘วันเด็กแห่งชาติ 2567’ภายใต้แนวคิดเรียนดี มีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ‘บิ๊กอุ้ม-ครูเอ’สั่งหน่วยงานในสังกัด 76 จังหวัดปูพรมฉลอง พร้อมมอบสารพัดของขวัญทั้งฝึกอาชีพ ชมท้องฟ้าจำลองฟรี ศึกษาภัณฑ์กระหน่ำลดราคาสินค้า 

5 มกราคม 2567 ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ผู้บริหารองค์กรหลักศธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 2567 และกิจกรรมมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ  โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า  ศธ.จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2498 ซึ่งวันเด็กปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 

โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ให้คำขวัญวันเด็กปีนี้ ว่า “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” และในเวลา 08.30 น.ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติ 2567 ที่ศธ. ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กและเยาวชนทั้งทางร่างกายและจิตใจ สร้างความตระหนักในสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบและระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม รวมทั้งยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมบูรณาการเชื่อมโยงกับนโยบายการศึกษา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า งานวันเด็กแห่งชาติครั้งแรกของประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่  3 ตุลาคม พ.ศ. 2498   และในปี พ.ศ. 2499 สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีคำขวัญวันเด็กขึ้นครั้งแรก “จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม” และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชน นับเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ และเป็นกำลังสำคัญของสังคมในการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า ศธ.เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อเด็กและเยาวชนไทยทั้งประเทศ ในการเสริมองค์ความรู้ และการพัฒนาให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า มีความสำคัญของประเทศ โดยยึดแนวปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ สร้างชาติ (พ.ศ. 2561-2580) ในประเด็นที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์และการพัฒนาเด็ก การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความยึดมั่น ในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็กและเยาวชน ตลอดจนให้เด็กได้รู้จักหน้าที่ของตน และอยู่ในระเบียบวินัยอันดี พร้อมทั้ง เป็นการเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีสุขภาพที่ดี ทั้งร่างกายและจิตใจ

“การจัดงานวันเด็กในปีนี้จะมีศิลปิน ดารา นักร้องชื่อดังมากมาย และนักแสดงจากละครเรื่องพรมลิขิต มาร่วมให้ความบันเทิงจำนวนมาก ทั้งนี้ศธ. และหน่วยงานราชการต่างๆ ยังเปิดรับผู้ใหญ่ใจดีที่จะมาร่วมจัดกิจกรรม โดยหวังว่าการจัดงานวันเด็กปีนี้จะมีความแปลกใหม่มากขึ้น และคาดหวังว่าการจัดงานวันเด็กปี 2568 จะยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าปีนี้ รวมถึงจะเปิดห้องทำงานให้เด็กๆได้มีโอกาสนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการศธ.ด้วย นอกจากนี้ผมยังคาดหวังว่า ต่อไปเด็กๆ จะได้มีโอกาสไปเรียนในภาคอุตสาหกรรม ดูเรื่องเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้มีความฝันในการทำงาน ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟฟ้า ระบบการทำงานต่าง ๆ ตามสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปคือ โลกดิจิทัล เพื่อเติมเต็มทรัพยากรมนุษย์ให้ครบทุก ๆ ด้าน” พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าว

ด้านนายสุรศักดิ์  กล่าวว่า สำหรับมีกิจกรรมสำคัญ 2 กิจกรรม ได้แก่  กิจกรรมที่ 1 การคัดเลือกเด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ที่มีผลงานและความสามารถระดับชาติ เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี พร้อมรับโล่รางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในวันพุธที่ 10 มกราคม 2567 ณ บริเวณตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเด็กและเยาวชนจากทั่วประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกจากส่วนราชการ/หน่วยงาน 17 หน่วยงาน จำนวน 1,220 คน แบ่งเป็น เด็กและเยาวชนดีเด่น จำนวน 604 คน เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ  จำนวน  279 คน  เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ (ประเภททีม) จำนวน 337 คน

กิจกรรมที่ 2 การจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 วันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพหลักประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจัดงานในส่วนกลางขึ้น ณ ศธ. และสถานที่ตั้งของส่วนราชการ หน่วยงาน ส่วนกลาง ในส่วนภูมิภาค ทั้ง 76 จังหวัด ศธ.ได้มอบหมายให้ ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)ประสานงานจัดกิจกรรมฉลองงานวันเด็กขึ้น ในทุกจังหวัด 

การจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน โดยรัฐบาลได้พิจารณาจัดสรรงบประมาณในการจัดงาน จำนวน 12 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดงานให้กับส่วนราชการ เพื่อให้เด็ก ๆ เกิดกระบวนการเรียนรู้ในทุกรูปแบบการเรียน มุ่งเน้นกิจกรรม Active Learning ที่เป็นสามารถเรียนรู้ได้ในทุกสถานที่ (Anywhere Anytime) และส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียน โดยเน้นการ Coaching เป็นการแสดงออกถึงความร่วมมือร่วมใจกันของส่วนราชการ/หน่วยงาน และภาคเอกชน ที่พร้อมใจกันจัดงานเพื่อส่งมอบความสุขให้แก่เด็ก ๆ ทั้งนี้ ในงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ที่ศธ. ได้มีส่วนราชการ หน่วยงานต่าง ๆ และศิลปิน ดารา นักแสดงจากละครพรหมลิขิต น้องปีเตอร์แพน น้องซีน และพี่ติ๊ก ชีโร่ มาร่วมจัดกิจกรรม อาทิ เปิดพิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย ห้อง ทำงานรัฐมนตรีว่าการศธ. และรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ให้เด็กและเยาวชนได้เยี่ยมชม หน่วยงานในสังกัดศธ. ร่วมจัดกิจกรรมสร้างความสนุกสนาน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  จัดกิจกรรมบันเทิง มุ่งเน้นความสนุกสนานฯ กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมตอบปัญหาเชาว์ปัญญา และแจกของที่ระลึก กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรมส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ด้านวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมเกมเสริมทักษะความรู้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมโชว์สุนัขตำรวจ และขี่ม้า และกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จัดกิจกรรมแจกลูกบอลจำนวน 4,000 ลูก เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีส่วนราชการและหน่วยงานอีกมากมายที่ร่วมจัดกิจกรรมในวันดังกล่าว ในที่ตั้งของตนเอง เช่นกระทรวงกลาโหม กรมกิจการเด็กและเยาวชน  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมป์ กรุงเทพมหานคร ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา เป็นต้น

ทั้งนี้ ศธ. ในฐานะเจ้าภาพหลักในการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ได้ดำเนินการประสานขอความร่วมมือจากกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ และภาคเอกชน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมฉลองงานวันเด็กพร้อมกันในวันที่ 13 มกราคม 2567 นอกจากความสนุกสนานที่ศธ.และทุกส่วนราชการ/หน่วยงานได้เตรียมมอบให้แก่เด็ก ๆ ในวันดังกล่าวแล้ว เราได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการ ดูแลให้ความช่วยเหลือเด็กที่พลัดหลงจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง โดยจัดให้มีเต็นท์ไว้ในแต่ละโซนกิจกรรม  มีผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ลูกเสือจิตอาสา ในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เข้าร่วมงาน รวมทั้ง มีการส่งมอบความสุขต่อยอดให้กับเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ และในโอกาสนี้ ศธ.ใต้นโยบายของรัฐบาล ได้มอบของขวัญ  วันเด็ก พ.ศ. 2567 ที่มุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาส เข้าถึงประสบการณ์อันดีผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย จากทุกหน่วยงานในสังกัดและในกำกับ และหน่วยงานระดับจังหวัดทั่วประเทศ เช่น

1.จัดกิจกรรมเพิ่มทักษะอาชีพที่สอง (หลักสูตรระยะสั้น) ให้กับเด็กและเยาวชนทั้งทั่วประเทศ จำนวน 10,000 คน ฟรี ตลอดเดือนมกราคมนี้  2.กิจกรรมท่องโลกการเรียนรู้เสมือนจริงด้วย Metaverse โดยศูนย์วิทยาศาสตร์  เพื่อการศึกษา ฟรี สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมการศึกษา 300,000 คน ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงกุมภาพันธ์ 2567 3.กิจกรรมฝึกอาชีพระยะสั้นโดย สกร.อำเภอ/เขต จำนวน 928 แห่งแก่เด็กและเยาวชนฟรี เพื่อให้เด็กและเยาวชน ที่สนใจได้เรียนรู้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครอบครัว

4.กิจกรรม สกร.ทุกจังหวัด ส่งความสุขให้น้อง ประจำปี พ.ศ. 2567 ภายใต้โครงการศึกษาธิการส่งความสุข โดยจัดคาราวานมอบของขวัญบริจาคให้แก่เด็กด้อยโอกาส 77 จังหวัดๆ ละ 20,000 คน  5.กิจกรรมฉลองครบรอบ 60 ปี เด็ก เยาวชน ชมท้องฟ้าจำลอง ฟรี 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-12 มกราคมนี้ 6.ลดราคาสินค้าราคาพิเศษสำหรับเด็ก ที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ทุกสาขา สูงสุด 10% 7.ลดราคาหนังสือ e-Book ของ สสวท. ทุกช่องทางการจัดจำหน่ายและเผยแพร่  ลดราคาสูงสุด 30% อาทิ ร้านนายอินทร์ SE-ED  CU และ e-Bookstore

8.ลดราคาสื่อเสริม และบอร์ดเกมของ สสวท. ลดราคาสูงสุด 15% โดยจัดจำหน่าย ที่ร้านหนังสือ สสวท. @IPSTbookstore และศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ suksapanmall.com 9.บริการทดสอบภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ตามแนว CEFR ระดับ A1 – A2 ให้บริการกับนักเรียน โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมสอบ จำนวน 2,000 ที่นั่งสอบ ซึ่งจะเป็นเติมเต็มความสุขให้กับผู้ปกครองเด็ก เยาวชนทั่วประเทศได้ในครั้งนี้อีกด้วย

นายกฯห่วงมหาวิทยาลัยไทยอันดับต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ลั่นต้องปรับหลักสูตรให้ทันสมัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778932

นายกฯห่วงมหาวิทยาลัยไทยอันดับต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ลั่นต้องปรับหลักสูตรให้ทันสมัย

นายกฯห่วงมหาวิทยาลัยไทยอันดับต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ลั่นต้องปรับหลักสูตรให้ทันสมัย

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 12.37 น.

‘นายกฯ’นั่งหัวโต๊ะประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา ลั่นต้องยกระดับการศึกษาไทย พัฒนาทักษะแรงงาน ตอบสนองตลาด รับห่วงมหาวิทยาลัยไทย อันดับต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ยันต้องปรับหลักสูตรให้ทันสมัย แบ่งงานครูให้ถูกจุด สั่งติดตามผลกระทบกับประชาชนจากเหตุสารพิษรั่วไหล เกรงฝุ่นซ้ำรอย

5 มกราคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ  โดยนายกฯกล่าวในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า วันนี้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ และยกระดับการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักในการเสริมสร้างแรงงานที่มีทักษะสูงให้สามารถสนองตอบตลาดแรงงานในปัจจุบันได้ และยกระดับรายได้ให้สูงขึ้น สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนภายในประเทศได้สูงขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศต่อไป โดยรัฐบาลมีแนวทางในการขับเคลื่อน ด้านอุดมศึกษา หลังจากที่ได้บินไปต่างประเทศพบปะนักลงทุนนานาประเทศ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศสิงคโปร์  ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น พบว่าปัจจัยหลักในการลงทุน คือ ทักษะของแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องการแรงงานที่มีทักษะสูง ซึ่งจะเป็นคำถามแรกๆ แต่ในขณะที่แรงงานไทยมีปัญหาในช่องว่างของทักษะ หรือแรงงานที่ไม่สามารถทำงานได้ตามความคาดหวังของนายจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์

นายกฯ กล่าวต่อว่า โดยจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัย 2022-2023 ผลปรากฏว่า การจัดอันดับของมหาวิทยาลัยประเทศไทย ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอาเซียนหลายๆ ประเทศ ซึ่งตนค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และหวังที่จะเห็นมหาวิทยาลัยไทยให้ความร่วมมือในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น หลักสูตรการเรียนการสอน ควรปรับปรุงให้ทันสมัย และมีมาตรฐาน และตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยไทยให้ทัดเทียมกับระดับนานาชาติ ส่วนคณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ก็จำเป็นที่จะจะต้องเพิ่มพูนองค์ความรู้ในการสอนเช่นเดียวกัน โดยผู้สอนต้องให้ความสำคัญกับนิสิต นักศึกษาเป็นหลัก เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ตนทราบมาว่าอาจารย์บางคน อาจจะไม่ถนัดการสอน แต่ถนัดงานด้านวิจัยที่มีความสามารถ จึงอยากให้จัดสายงานอาชีพให้มีความเหมาะสมกับคนเก่งเหล่านี้

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยควรปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทันสมัย  เพื่อให้นิสิตศึกษาได้ใช้ รวมถึงการบ่มเพาะให้นักศึกษาเกิดความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี และโปรแกรมขั้นสูงต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงาน โดยในโลกปัจจุบันหนึ่งในธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ คือ ธุรกิจกลุ่มสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ และองค์ความรู้ เชิงลึก หากมหาวิทยาลัยสามารถบ่มเพาะให้กับนักศึกษาได้ เชื่อว่าในอนาคตจะก่อให้เกิดผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทยอีกมาก และเชื่อว่าประเทศไทยจะมียูนิคอร์น ที่โตระดับโลกได้ โดยยูนิคอร์นเหล่านั้นกำลังรอคอยที่จะถูกค้นพบในมหาวิทยาลัย ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนในการนำนักลงทุน มาเจอกับว่าที่ยูนิคอร์น เหล่านี้โดยใช้กลไกที่แถลงไว้

นายกฯ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของประเด็นการศึกษา ฝากให้มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานเรื่องดังกล่าว ปรับตัวพัฒนาตนเอง ให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ  ส่วนเรื่องของวิทยาศาสตร์  วิจัย และนวัตกรรม รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะเห็นผลงานวิจัย ที่ตรงกับ เป้าหมายของรัฐบาล เช่นเรื่องของรถยนต์อีวี อยู่แม้กระทั่งเรื่องของไนโตรเจน ที่กำลังอยู่ในการพัฒนา, พลังงานสะอาด, พลังงานหมุนเวียน, เศรษฐกิจสีเขียว, เทคโนโลยี Ai, เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี หรือการเป็นศูนย์กลางทางด้านอาหารในอนาคต อีกหลายๆ อย่าง

อย่างไรก็ตาม ก่อนการประชุม นายกฯ แสดงความเป็นห่วงประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการที่มีสารเคมีรั่วไหล โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา (4 ม.ค.) สั่งการให้สาธารณสุขตรวจเช็คสภาพร่างกาย ประชาชนที่มีอาการ ดูแลรักษาทันที นอกจากนี้ เนื่องจากมีประกาศเข้าสู่สถานการณ์ฝุ่น วันแรก เกรงลมจะพัดฝุ่นเข้าทำให้สถานการณ์อากาศที่สูดดมเข้าไป ยิ่งอันตรายมากยิ่งขึ้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันดูแล และติดตาม พร้อมรายงานสถานการณ์ให้ทราบเป็นระยะด้วย

เชื่อมข้อมูลพระ! ‘พวงเพ็ชร-ชลน่าน’จับมือ สนอง‘ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778778

เชื่อมข้อมูลพระ! ‘พวงเพ็ชร-ชลน่าน’จับมือ สนอง‘ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์’

เชื่อมข้อมูลพระ! ‘พวงเพ็ชร-ชลน่าน’จับมือ สนอง‘ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.43 น.

“พวงเพ็ชร-ชลน่าน”จับมือ สนอง”ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์” เดินหน้าเชื่อมข้อมูลพระ รักษาพยาบาลตามสิทธิ สำเร็จแล้ว 1.8 แสนรูป เร่งให้ครบใน พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2567 ณ พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) กรุงเทพมหานคร นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข ร่วม “ปวารณา” สานพลังการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พุทธศักราช 2566 “ธรรมมรรคาสู่ระบบสุขภาพที่สมดุล” โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม องค์ประธานในพิธี

กิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างองค์กรพระพุทธศาสนาและหน่วยงานองค์กรภาคี ในการ “ปวารณา” หรือแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือดำเนินงานร่วมกัน ระหว่างองค์กรพระพุทธศาสนา หน่วยงานองค์กรทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนธรรมนูณสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ.2566  รวมถึงการขับเคลื่อนสถานชีวาภิบาลโดยองค์กรพระพุทธศาสนา และการจัดทำฐานข้อมูลพระสงฆ์ โดยมีการการบูรณาการดำเนินงานตามภารกิจด้านสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ และการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนากับการดำเนินงานด้านสุขภาพและสุขภาวะ ร่วมกับหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้อง

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติฉบับนี้ เป็นฉบับที่ 2 เพื่อเป็นกรอบและแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะพระสงฆ์ทั่วประเทศ ในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ประสานงานและอำนวยความสะดวกต่อคณะสงฆ์โดยร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และคณะสงฆ์ เรากำลังจัดทำฐานข้อมูลพระสงฆ์ ให้มีการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้พระภิกษุและสามเณรได้เข้าถึงการบริการสาธารณสุขและสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้อย่างทั่วถึงและสะดวกยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ได้จัดทำฐานข้อมูลพระภิกษุและสามเณรเรียบร้อยแล้ว ประมาณ 180,000 รูป เหลืออีกประมาณ 100,000 รูป ซึ่งคาดว่าข้อมูลทั้งหมดจะเรียบร้อยภายในเดือนพฤษภาคม 2567 และยังได้มีการจัดทำโครงการสังฆาภิบาลเพื่อพระสงฆ์อาพาธ ซึ่งวัดควรมีสถานที่สำหรับดูแลพระที่อาพาธ โดยเน้นสนับสนุนส่งเสริมวัดให้มีกุฏิ อาคาร สถานที่ในการสังฆาภิบาลดูแลพระสงฆ์ ภายใต้แนวคิดสถานชีวาภิบาล

– 006

พระธรรมยาตราถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778741

พระธรรมยาตราถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี

พระธรรมยาตราถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567, 12.05 น.

พระธรรมยาตราถึงอนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (โลตัสแลนด์) นักเรียนพื้นที่สุพรรณบุรี ร่วมกิจกรรม – ส่งเสริมศีลธรรม บ้าน-วัด-โรงเรียน ในชุมชน

3 มกราคม พ.ศ. 2567 เวลา 14.00 น. พระธรรมยาตรา จำนวน 1,140 รูป ธรรมยาตราจากวัดอัมพวัน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ไปยังมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (โลตัสแลนด์) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี อนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ โดยได้รับความเมตตาจาก พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เมตตาเดินนำคณะพระธรรมยาตรา โครงการธรรมยาตรา กตัญญูบูชามหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 12 เข้าสู่มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (โลตัสแลนด์)

พระธรรมยาตราออกจากวัดอัมพวันโดยใช้เส้นทางถนนหมายเลข 3422 เลี้ยวขวาไปยังตลาดบางลี เข้าสู่ถนนราษฏร์อุทิศ  เพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง ณ มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (โลตัสแลนด์) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี อนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ รวมระยะทางทั้งสิ้น 7.15 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมโปรยกลีบดอกเบญจทรัพย์ต้อนรับพระธรรมยาตรา และมีครู นักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี มาร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย โรงเรียนเทศบาล 3 (วัดอัมพวัน), โรงเรียนคี่ตี้, โรงเรียนวัดบ้านทึง, โรงเรียนวัดป่าพฤกษ์, โรงเรียนวัดหนองหลุม, โรงเรียนโรงเรียนวัดคณฑี, โรงเรียนเทศบาล 5, โรงเรียนเทศบาล 4, โรงเรียนเทศบาล 3, โรงเรียนวัดสองพี่น้อง, โรงเรียนวัดหัวกลับ, โรงเรียนวัดหนองโพ และโรงเรียนบ้านหนองโพธิ์ รวม 13 โรงเรียน เพื่อเป็นการส่งเสริมศีลธรรมแก่เยาวชนในชุมชน ปลูกฝังให้เยาวชนรักวัดในท้องถิ่น ตามหลัก “บวร” (บ้าน-วัด-โรงเรียน) ด้วย

โครงการธรรมยาตรา กตัญญูบูชามหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 12 จัดขึ้นโดยความร่วมมือจาก คณะสงฆ์ องค์การพุทธโลก(พล) ร่วมด้วยคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก และภาคีเครือข่าย 20 องค์กร ระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม พ.ศ. 2567 ณ อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ประกอบด้วย ลำดับที่ 1 อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (โลตัสแลนด์) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ ลำดับที่ 2 คลองบางนางแท่น อ.สามพราน จ.นครปฐม สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิต ลำดับที่ 3 วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดใน เพศสมณะ

ลำดับที่ 4 วัดโบสถ์บน บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี สถานที่เกิดด้วยกายธรรม ลำดับที่ 5 วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม สถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก ลำดับที่ 6 วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย และลำดับที่ 7 วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย และพื้นที่ใกล้เคียง เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเครือข่าย บวร บ้าน วัด โรงเรียน และราชการ

ตลอดเดือนมกราคม พระธรรมยาตราทั้ง 1,140 รูปจะดำเนินกิจวัตรตามบทฝึกพระใหม่ และร่วมกับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงจัดพิธีจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา ถวายมหาสังฆทานแด่วัดในชุมชน เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา, ทอดผ้าป่าบำรุงวัดในท้องถิ่น, มอบทุนการศึกษาให้กับสถานศึกษาและเยาวชนในชุมชน ปลูกฝังให้เยาวชนรักวัดในท้องถิ่นด้วยกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ตามหลัก “บวร” (บ้าน-วัด-โรงเรียน) การรณรงค์รักษา ศีล 5 ในหมู่ประชาชน เป็นต้น ซึ่งรูปแบบกิจกรรมทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (หมู่บ้านรักษาศีล 5 ) ของคณะสงฆ์ไทย และจะได้นำบุญที่เกิดขึ้นน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี

ปีนี้ กิจกรรมสำคัญของธรรมยาตราที่สอดคล้องกับหลัก “บวร” ได้แก่ พิธีถวายมหาสังฆทาน จำนวน 3 ครั้ง รวม 368 วัด ได้แก่ วันเสาร์ที่ 6 ม.ค. 140 วัด ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมพระมงคลเทพมุนี จ.สุพรรณบุรี, วันพุธที่ 10 ม.ค. 121 วัด ณ วัดไร่ขิง จ.นครปฐม และวันเสาร์ที่ 20 ม.ค. 107 วัด ณ วัดตะเคียน จ.นนทบุรี พิธีทอดผ้าป่าทำนุบำรุงวัด 31 วัด ได้แก่ วันศุกร์ที่ 5 ม.ค. วัดอัมพวัน, วัดสองพี่น้อง, วัดใหม่พิบูลผล, วัดใหม่นพรัตน์ จ.สุพรรณบุรี วันอังคารที่ 9 ม.ค. วัดสรรเพรญ, วัดบางช้างใต้ จ.นครปฐม วัดภาวนาภิรตาราม กทม. วัดศรีเมือง จ.นนทบุรี วันเสาร์ที่ 13 ม.ค. วัดพรสวรรค์, วัดไผ่โรงวัว จ.สุพรรณบุรี วัดตรีพาราสีมาเขต จ.พระนครศรีอยุธยา วัดนราภิรมย์ จ.นครปฐม วันพุธที่ 17 ม.ค. วัดอัมพวัน วัดบัวแก้วเกษร วัดบ่อทอง, จ.นนทบุรี วัดบางขัน, วัดเกิดการอุดม จ.ปทุมธานี วันพฤหัสบดีที่ 18 ม.ค. วัดโบสถ์บน, วัดโพธิ์เอน วัดสิงห์, วัดตะเคียน, วัดปรางค์หลวง จ.นนทบุรี วันศุกร์ที่ 19 ม.ค. วัดบางรักใหญ่, วัดลำพญา, วัดผาสุการาม, วัดศิลามูล วันอังคารที่ 23 ม.ค. วัดบางเลน, วัดบางปลา, วัดบางไผ่นารถ, วัดรางกำหยาด จ.นครปฐม วัดคู้สลอด พระนครศรีอยุธยา และเยาวชนในพื้นที่ไปร่วมบำรุงวัดด้วยกิจกรรม ความดีสากล UG5 ในวัดต่าง ๆ ตามเส้นทางมหาปูชะนียาจารย์

นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถร่วมกิจกรรมธรรมยาตราได้ตลอดเดือนมกราคม พ.ศ. 2567 เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับประเทศชาติ รวมถึงเผยแพร่วัฒนธรรมชาวพุทธแก่ชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ได้แก่ พิธีต้อนรับพระ 7 ครั้ง ในวันที่ 2, 3, 7, 11, 15, 21, 28 พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และจุดประทีป 7 ครั้ง วันที่ 6, 10, 14, 20, 24, 26, 31 พิธีตักบาตร 5 ครั้ง วันที่ 7, 11, 15, 21, 25 โดยติดตามรายละเอียดโครงการได้ที่ http://www.ธรรมยาตรา.com, http://www.dhammakaya.net, http://www.gbnus.com หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร.02-831-1234

จุฬาฯ ปั้น‘จุฬาฯ-บรรทัดทอง-สามย่าน’ เป็นแหล่งรวม Thai Street Food แบบใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778630

จุฬาฯ ปั้น‘จุฬาฯ-บรรทัดทอง-สามย่าน’  เป็นแหล่งรวม Thai Street Food แบบใหม่

จุฬาฯ ปั้น‘จุฬาฯ-บรรทัดทอง-สามย่าน’ เป็นแหล่งรวม Thai Street Food แบบใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปลุกพลัง Soft Power ปั้นบรรทัดทอง-สามย่าน เป็นสวรรค์ Thai Street Food รวมความโดน-เด่น-ดังของร้านอาหารหลากหลาย เน้นสุขอนามัย คุณภาพและความอร่อยแถมอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวก เชื่อสามารถดึงดูดผู้บริโภคและผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและต่างชาติ

รองศาสตราจารย์ ดร.จิตติศักดิ์ ธรรมาภรณ์พิลาศ รองอธิการบดี ด้านการจัดการทรัพย์สินและกายภาพ และผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) กล่าวว่าการพัฒนาบรรทัดทอง-สามย่านให้เป็นสวรรค์ของนักชิม ได้รวมความอร่อยหลากหลาย ทั้งอร่อยระดับตำนาน ระดับมิชลินไกด์ และอร่อยตามกระแสว่า ที่นี่จะเป็นอีกย่านหนึ่งได้รับความนิยมไม่แพ้สยามสแควร์ หรืออาจจะมากกว่าก็ได้ เพราะนอกจากนักชิมจะได้ลิ้มรสความอร่อยที่หลากหลายและถูกหลักอนามัยแล้ว ยังจะได้สัมผัสบรรยากาศThai Street Food แบบใหม่ ที่มีระบบสาธารณูปโภคที่ดี ร้านอาหารเป็นระเบียบ ไม่กีดขวางทางสัญจร ปลอดภัย ลูกค้าเดินทางมาง่ายและมีจุดจอดรถสะดวก

ความอร่อยสไตล์ street food ที่ย่านจุฬาฯ บรรทัดทอง สามย่าน มีให้ได้ลิ้มลองกัน 3 แนวด้วยกัน ได้แก่ ร้านดังในตำนาน เป็นร้านอาหารดั้งเดิมที่เคยอยู่ในพื้นที่นี้ ขายกันตั้งแต่รุ่นพ่อถึงรุ่นลูก เช่น ร้านโจ๊กสามย่าน ร้านเจ๊แดง ร้านน้ำเต้าหู้เจ้วรรณ ร้านดังระดับมิชลินไกด์ เช่น ข้าวต้มปลากิมโป้ ร้านเอลวิสสุกี้ & ซีฟู้ด ร้านล้งเล้งลูกชิ้นปลา และร้านอร่อยตามกระแส เช่น ร้าน CQK Mala Hotpot ร้านหนึ่ง-นม-นัว ร้านฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ร้านขนมไทยแม่เดือน อื่นๆ

“ย่านบรรทัดทอง-สามย่านมีต้นทุนที่ดีมากอยู่แล้ว คือ เป็นถนนที่มีร้านอาหารหลากหลายทั้งร้านดั้งเดิมและร้านอาหารที่ย้ายมาจากตลาดน้อยและเยาวราช” จากต้นทุนที่ดีดังกล่าวPMCU ได้ยกระดับทั้งพื้นที่ให้เป็นย่าน street food ยุคใหม่ เน้นให้ร้านอาหารต่างๆ ปรุงอาหารตามสุขลักษณะและมีการจัดระเบียบพื้นที่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ดูทันสมัย เข้าถึงง่าย สะดวกและปลอดภัย แตกต่างจากภาพลักษณ์อาหารริมทางแบบเดิม นอกจากต้นทุนด้านผู้ประกอบการอาหารริมทางที่มีอยู่แล้ว สามย่าน-บรรทัดทอง ยังเป็นทำเลทองที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมีผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก ทั้งนิสิต คนทำงานออฟฟิศ และนักท่องเที่ยว ที่มีความต้องการบริโภคอาหารตั้งแต่มื้อเช้าจรดมื้อค่ำ เมื่อมาชิมอาหารที่บรรทัดทอง-สามย่าน ก็จะสัมผัสถึงบรรยากาศที่คึกคักและพลังของคนหนุ่มสาว และอาจหวนรำลึกถึงช่วงเวลาที่เป็นวัยรุ่นมีความสนุกสนานและมีชีวิตชีวาอีกด้วย”รองศาสตราจารย์ ดร.จิตติศักดิ์ กล่าว

‘สหพัฒน์ให้น้อง ปี 7’ ลงพื้นที่ รร. ปลูกฝังคุณธรรมและการจัดการขยะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778629

‘สหพัฒน์ให้น้อง ปี 7’ ลงพื้นที่ รร. ปลูกฝังคุณธรรมและการจัดการขยะ

‘สหพัฒน์ให้น้อง ปี 7’ ลงพื้นที่ รร. ปลูกฝังคุณธรรมและการจัดการขยะ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) สานต่อ “โครงการสหพัฒน์ให้น้อง” ปีที่ 7 ลงพื้นที่โรงเรียนมูลนิธิภูมิตะวันวิทยา จ.ปทุมธานี ตามหาน้องๆ ที่เป็นเด็กดี มีคุณธรรม และมีความซื่อสัตย์ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนในสังคมไทย พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการธนาคารขยะออมทรัพย์ ปลูกฝังให้ได้เรียนรู้เรื่องการแยกขยะ เพื่อลดปริมาณขยะ ผ่านการเรียนรู้จากวิทยากรประจำฐาน พร้อมทั้งสอน DIY สิ่งของจากขยะเหลือทิ้งที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อให้นักเรียนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองโรงเรียนและชุมชน

นอกจากให้ความรู้แล้ว สหพัฒน์ยังพาน้องๆ นักเรียน ไปทำความดีรอบๆ ชุมชน โดยมีกิจกรรมจิตอาสาทำความสะอาดที่รอรถประจำทางของชุมชน (ปากซอยโรงเรียน) เพราะเชื่อว่าโรงเรียนเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่สามารถบ่มเพาะเยาวชนคุณภาพได้ รวมไปถึงกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การร่วมกันทำเมนูซื่อสัตย์ กิจกรรมร้องเพลงและแสดงความคิดสร้างสรรค์ประกอบเพลง “ความซื่อสัตย์” โดยได้มีการมอบประกาศนียบัตรให้เด็กๆ ที่ทำกิจกรรมร้องเพลง รวมถึงการมอบผลิตภัณฑ์ของสหพัฒน์อุปกรณ์กีฬาให้ อีกด้วย

กสศ. มอบทุนสนับสนุนสถานศึกษา ผลิตกำลังคนด้านสายอาชีพชั้นสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778628

กสศ. มอบทุนสนับสนุนสถานศึกษา ผลิตกำลังคนด้านสายอาชีพชั้นสูง

กสศ. มอบทุนสนับสนุนสถานศึกษา ผลิตกำลังคนด้านสายอาชีพชั้นสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพิ่มการสนับสนุนสถานศึกษาเพื่อผลิตกำลังคนทำงานใน 3 สาขา คือ สาขาเป้าหมายหลักของการพัฒนา ตามนโยบายผลักดันเศรษฐกิจและพัฒนาไปสู่เป้าหมายนโยบายประเทศ 4.0 ของรัฐบาล สาขาที่ขาดแคลนด้านสายอาชีพในท้องถิ่นจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด และอุตสาหกรรมซอฟต์ พาวเวอร์ 11 สาขา ที่ตอบโจทย์ของแต่ละพื้นที่ และด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและเทคโนโลยีดิจิทัล (STEM) เพื่อร่วมผลิตกำลังคนสายอาชีพ 2,500 คนในปี 2567 สถาบันการศึกษาสายอาชีพที่มีคุณสมบัติเสนอโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สามารถยื่นข้อเสนอโครงการผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.eef.or.th ตั้งแต่วันนี้- 9 มกราคม 2567

ผศ.ดร.ปานเพชร ชินินทร อนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับสูงกว่าภาคบังคับ กสศ. กล่าวว่า หลักสูตรและสาขาที่เปิดรับยื่นขอทุนในปีนี้ ประกอบด้วย สาขาที่หนึ่ง คือเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศ ตามนโยบายผลักดันเศรษฐกิจและพัฒนาไปสู่เป้าหมายนโยบายประเทศ 4.0 ของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นหลักสูตรสมัยใหม่ ได้แก่ อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ (First-Curve) อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) อาทิ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรมและเพื่อคุณภาพชีวิต อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์

สาขาที่สองคือ สาขาที่ขาดแคลนด้านสายอาชีพในท้องถิ่นจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ซึ่งสถานศึกษาตั้งอยู่ในจังหวัดหรืออาจรวมถึงพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง โดยในปีนี้ได้เพิ่มเติมด้านอุตสาหกรรมซอฟต์ พาวเวอร์ 11 สาขาที่ตอบโจทย์ของแต่ละพื้นที่ด้วย เช่นสาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและแอนิเมชั่นสาขาวิชาเทคโนโลยีแฟชั่น และเครื่องแต่งกาย สาขาวิชาธุรกิจความงาม สาขาวิชาเชฟอาหารไทย สาขาวิชาการธุรกิจการกีฬา สาขาวิชาเทคโนโลยีเซรามิก สาขาวิชาศิลปหัตถกรรมรูปพรรณเครื่องถมและเครื่องประดับ สาขาวิชาการถ่ายภาพและมัลติมีเดีย สาขาวิชาเครื่องประดับอัญมณี และสาขาที่สามด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและเทคโนโลยีดิจิทัล (STEM) ซึ่งเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตร 1 ปี ได้แก่หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล สถานศึกษาที่ขอรับทุนต้องได้รับการรับรองจากสภาการพยาบาลอย่างน้อย 3 ปี และหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยทันตแพทย์ ซึ่งสถานศึกษาที่ขอรับทุนต้องได้รับการรับรองจากทันตแพทยสภา

น.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าวว่าการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงกสศ. ได้สร้างโอกาสให้เยาวชนจากครัวเรือนยากลำบาก ได้เรียนต่อสูงกว่าการศึกษาภาคบังคับในสาขาความต้องการของตลาดแรงงานในประเทศและท้องถิ่นแล้ว ถึง 11,768 คน โดยกลุ่มนักศึกษาที่เรียนจบแล้วและเข้าทำงานในสถานประกอบการต่างๆ สามารถสร้างรายได้สูงกว่าพ่อแม่ถึง 4 เท่า มีรายได้หลักเฉลี่ยเดือนละ 12,000 บาท เยาวชนกลุ่มนี้เป็นคนแรกของครอบครัวที่หลุดพ้นจากความยากจนข้ามรุ่น

เรืออากาศโทสมพร ปานดำรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า 78% ของนักศึกษาทุนมีผลการเรียนที่มีระดับดีมากเกรดเฉลี่ย 3.00 ถึง 4.00 นักศึกษาทุนรุ่นแรกที่เรียนจบในระดับปวส. มีรายได้เฉลี่ย ถึง 10,800 บาทและมีรายได้เฉลี่ยสูงสุดถึง 32,000 บาทและเกิดความร่วมมือร่วมทุนกับภาคเอกชนผ่านการยกระดับคุณภาพเรื่องหลักสูตรที่ทันสมัยในสถานศึกษาได้แก่ อุตสาหกรรมการเกษตร อาหารและโภชนาการแมคคาทรอนิกส์ การซ่อมบำรุงระบบรางเครื่องกลงานเชื่อมยานยนต์ไฟฟ้ายานยนต์สมัยใหม่มีการพัฒนามาตรฐานการฝึกงานมีการพัฒนามาตรฐานการจัดการศึกษาทวิภาคีการพัฒนาเครื่องมือในการเรียนการสอน การพัฒนาครูอาชีวศึกษาในสถานประกอบการ

“การทำงานร่วมกันระหว่างกสศ.และอาชีวะ มีความสอดคล้องและเป็นไปตามนโยบายทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษาเต็มกำลังความสามารถอย่างมีกัลยาณมิตรต่อกันภายใต้แนวการทำงานจับมือไว้แล้วไปด้วยกันและเรียนดีมีความสุข โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรกำลังคนของประเทศหรือทุนมนุษย์” เรืออากาศโทสมพร กล่าว

ม.ศรีปทุม มอบรางวัลเกียรติยศ ศิษย์เก่าดีเด่น ปีการศึกษา 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778631

ม.ศรีปทุม มอบรางวัลเกียรติยศ ศิษย์เก่าดีเด่น ปีการศึกษา 2566

ม.ศรีปทุม มอบรางวัลเกียรติยศ ศิษย์เก่าดีเด่น ปีการศึกษา 2566

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นประธานพิธีมอบรางวัลเกียรติยศและประกาศเกียรติคุณ ศิษย์เก่าดีเด่น มหาวิทยาลัยศรีปทุม ประจำปีการศึกษา 2566 จำนวน 9 ท่าน ในงานพิธีประสาทปริญญาแก่บัณฑิต รุ่นที่ 52 ประจำปีการศึกษา 2565 เพื่อเป็นแบบอย่างของคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความขยันหมั่นเพียรและอดทนจะประสบความสำเร็จในอาชีพ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในด้านการทำงานและสังคม ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีของการทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติบ้านเมืองมาโดยตลอด ทั้งยังเป็นบุคคลที่น่ายกย่องและเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สมควรยึดถือเป็นแบบอย่าง ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม บางเขน กรุงเทพฯ

รายนามศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปีการศึกษา 2566 ศิษย์เก่าดีเด่น ระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ พลเอกวรวุฒิ วุฒิศิริ รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทยศิษย์เก่าดีเด่นด้านภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ ดร.วิสิทธิ์ ใจเถิง รองศึกษาธิการ ภาค 1 สำนักงานศึกษาธิการ ภาค 1 จังหวัดลพบุรี ศิษย์เก่าดีเด่นด้านภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ นายณรงค์ สวรรค์โพธิ์พันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ศิษย์เก่าดีเด่นด้านภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ และนายอภิวัฒน์ หวังมีชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บนกองเงินกองทอง โซลูชั่น จำกัด ศิษย์เก่าดีเด่นด้านธุรกิจ คณะบัญชี

ศิษย์เก่าดีเด่น ระดับปริญญาตรี จำนวน 5 ท่าน ได้แก่ นายจักรี กิจบัญชา รองผู้ว่าการประจำผู้ว่าการ และรักษาการแทนรองผู้ว่าการภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ศิษย์เก่าดีเด่นด้านภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ นางสุภา ศุขภะวัน ผู้ชำนาญการพิเศษ สำนักงานบริหารโครงการเชิงกลยุทธ์ บริษัท บริการภาคพื้น ท่านอากาศยานไทย จำกัด ศิษย์เก่าดีเด่นด้านภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ คณะศิลปศาสตร์ นายมารุต ปรียากรนักวิชาการคลังชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มงานวิเคราะห์เงินนอกงบประมาณด้านสังคม กองกำกับและพัฒนาระบบเงินนอกงบประมาณ กรมบัญชีกลาง กระทรงการคลังศิษย์เก่าดีเด่นด้านภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ คณะบัญชี นายยุทธนา นาคเมือง กรรมการผู้จัดการบริษัท POINT ARCHITECT LADN จำกัดศิษย์เก่าดีเด่นด้านพัฒนาวิชาชีพ คณะการออกแบบและสถาปัตยกรรมศาสตร์ และนางชวลัน อรรถสุวรรณ CEO LEELEYS GROUP ศิษย์เก่าดีเด่นด้านพัฒนาวิชาชีพ คณะบริหารธุรกิจ

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า มหาวิทยาลัยศรีปทุมเติบโตมาอย่างยาวนาน ปีนี้นับเป็นปีที่ 53 ที่มหาวิทยาลัยมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และยังคงพัฒนาต่อไป ภายใต้แนวคิด “ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงที่เปี่ยมด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์” เพื่อให้ทุกคนสามารถออกไปประกอบอาชีพได้ทันที ซึ่งศิษย์เก่าดีเด่นที่ได้รับรางวัลในวันนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าท่านเป็นบัณฑิตของมหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่นำความรู้และประสบการณ์จริงไปประกอบอาชีพได้อย่างโดดเด่น ประสบความสำเร็จและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ในนามของมหาวิทยาลัยขอขอบคุณศิษย์เก่าทุกท่านที่ธำรงตนเป็นคนดีและมีคุณภาพขอขอบคุณที่ร่วมกันสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยศรีปทุม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศิษย์เก่าทุกท่านจะยังคงสร้างชื่อเสียงยิ่งๆ ขึ้นไป และได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการดำเนินการด้านต่างๆ ตามความเหมาะสม