‘ศุภมาส’ชูอัตลักษณ์พื้นถิ่น เชื่อมโยงนโยบายซอฟต์พาวเวอร์รัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774533

'ศุภมาส'ชูอัตลักษณ์พื้นถิ่น เชื่อมโยงนโยบายซอฟต์พาวเวอร์รัฐบาล

‘ศุภมาส’ชูอัตลักษณ์พื้นถิ่น เชื่อมโยงนโยบายซอฟต์พาวเวอร์รัฐบาล

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.18 น.

“ศุภมาส”ลงพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคภาคเหนือ ชูอัตลักษณ์พื้นถิ่น เชื่อมโยงนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2566 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) พร้อม น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. , รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ รมว.กระทรวง อว.โดยมี ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ผู้บริหาร มช.และ ผอ.อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศ ให้การต้อนรับ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีการนำเสนอนิทรรศการผลงานความสำเร็จภายใต้การดำเนินงานอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคและพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (Economic Corridor) นวัตกรรมเพื่อการเรียนการสอนหุ่นยนต์และการเขียนโปรแกรมของอีซี่คิดส์หรือชุดหุ่นยนต์ 3 in 1 Easykids  Robot kids ขึ้น ซึ่งเป็นชุดหุ่นยนต์ฝึกทักษะการเขียนโปรแกรม 3 ภาษาคอมพิวเตอร์ 3 ระดับ ในหุ่นยนต์ชุดเดียว Block-Based Programming – Python – C/C++ สำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย เป็นต้น

ทั้งนี้ รศ.ดร.วีระพงษ์ นำเสนอภาพรวมกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการอุดมศึกษา วิทยาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและการดำเนินงานอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ว่า การดำเนินงานอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคในช่วงปี 2556 – 2566 ภายใต้การดูแลรับผิดชอบของกองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวง อว.ส่งผลให้เกิดการกระจายการเข้าถึงเพื่อนำงานวิจัยและเทคโนโลยีไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ มีการจัดกิจกรรมด้าน ววน.ไปแล้วกว่า 35,000 กิจกรรม มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 530,000 คน ส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบเทคโนโลยีรายใหม่มากกว่า 1,000 ธุรกิจ เกิดการจ้างงานกว่า 50,000 อัตรา สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศมากกว่า 56,000 ล้านบาท สามารถผลิตผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ จำนวน 1,355 ผลงาน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 ในทุกปี โดยมีผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ถึง 14 เท่า กล่าวคือเงินลงทุนในอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค 1 บาท สร้างผลตอบแทนคืนให้กับเศรษฐกิจไทย 14 บาท

จากนั้น น.ส.ศุภมาส ให้นโยบายว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ช่วยส่งเสริมการกระจายโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีให้กับประชาชน ในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมให้เกิดมูลค่าเพิ่มในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ถือเป็นการกระจายโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน. สู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมและสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับพื้นที่ภูมิภาคอย่างมหาศาล เกิดการจ้างงาน เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรม เกิดการพัฒนาของธุรกิจทุกขนาดในพื้นที่ด้วยระบบนิเวศนวัตกรรมที่เติมเต็มอยู่อย่างต่อเนื่อง

“ที่สำคัญ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค มีจุดเด่นในการการเชื่อมโยงอัตลักษณ์พื้นถิ่นซึ่งสามารถที่จะเชื่อมโยงกับนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลได้อย่างดี และมีการส่งเสริมนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพื่อพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (Economic Corridor) ใน 4 ภูมิภาค ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูเศรษฐกิจภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งและการค้าของประเทศ ซึ่งอุทยานวิทยาศาสตร์จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่บนฐานนวัตกรรม”  น.ส.ศุภมาส กล่าว และว่า

กระทรวง อว.ให้ความสำคัญกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคและพร้อมจะผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อการพัฒนาผู้ประกอบการไทย ให้อุทยานวิทยาศาสตร์มีบทบาทนำในการจัดทำแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ เพื่อกระจายความเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในทุกพื้นที่ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกบริการที่สำคัญในภูมิภาคอาเชียนและระดับโลกด้วยการ “ใช้นวัตกรรมนำประเทศ” อย่างเป็นรูปธรรม

– 006

ปชช.เกือบ 2 หมื่นคนร่วมตักบาตรพระสงฆ์ 10,000 รูป ฉลอง 192 ปี’กาญจนบุรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774565

ปชช.เกือบ 2 หมื่นคนร่วมตักบาตรพระสงฆ์ 10,000 รูป ฉลอง 192 ปี'กาญจนบุรี'

ปชช.เกือบ 2 หมื่นคนร่วมตักบาตรพระสงฆ์ 10,000 รูป ฉลอง 192 ปี’กาญจนบุรี’

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 19.23 น.

วันนี้ (11 ธ.ค.66) ร.ท.ทศพล ไชยโกมินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เดินทางไปเป็นประธานในพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 10,000 รูป เนื่องในโอกาสครบ 192 ปี ของการก่อตั้ง จ.กาญจนบุรี โดยได้รับความเมตตาจากพระเทพปริยัติโสภณ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ภายในงานพระภิกษุกว่า 10,000 รูป ได้แปรแถวรับบิณฑบาต แนวถนนที่ตั้ง SKY WALK อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีความยาวกว่า 800 เมตร ตลอดเส้นทางมีพุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวต่างประเทศ ร่วมทำบุญตักบาตรกันอย่างเนืองแน่นตลอดถนนสองแคว

พิธีตักบาตรพระสงฆ์ 10,000 รูป ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำบุญเนื่องในโอกาสครบ 192 ปี ของการก่อตั้ง จ.กาญจนบุรี น้อมถวายเป็นพุทธบูชา สร้างความเข้มแข็งทางศีลธรรม ส่งเสริมภาพลักษณ์ของ จ.กาญจนบุรี ให้เป็นเมืองแห่งบุญกุศล สร้างความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในท้องถิ่น ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ อาหารที่ได้จากการตักบาตรจะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ภัยพิบัติต่างๆ และพระภิกษุสงฆ์ 323 วัด ที่รักษาพระพุทธศาสนาใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกด้วย โดยได้รับความร่วมมือจากคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี ศูนย์อบรมเยาวชนกาญจนบุรี นายกเทศมนตรีเมืองกาญจนบุรี ชมรมส่งเสริมศีลธรรมกาญจนบุรี ศูนย์กัลยาณมิตรจังหวัดกาญจนบุรี มูลนิธิธรรมกาย ภาคประชาสังคม และองค์กรภาคีเครือข่ายเอกชนต่างๆ

น.ส.กาญจนา อินทร์ไทร ผู้แทนคณะกรรมการจัดงาน และ นายวสันต์ ภูษิตกาญจนา นายกเทศมนตรีเมืองกาญจนบุรี คณะกรรมการฝ่ายสถานที่ เปิดเผยว่า พิธีตักบาตรพระ 10,000 รูป จ.กาญจนบุรี เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตักบาตรพระ 2,000,000 รูป 77 จังหวัดทุกวัดทั่วไทย ซึ่งผู้จัดงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานบุญในครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับจังหวัดต่างๆ ได้สร้างสรรค์กิจกรรมที่เนื่องด้วยการสั่งสมบุญกุศลเป็นการแสดงความสามัคคีในท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค สร้างประโยชน์ให้กับสังคมแล้ว และยังถือว่าเป็นการหล่อหลอมรวมใจสร้างกุศลร่วมกันเพื่อคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

– 006

‘วชิราวุธวิทยาลัย’คว้าตำแหน่ง‘ยุวทูตสันติภาพ’จากกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมบินไปวาติกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774443

‘วชิราวุธวิทยาลัย’คว้าตำแหน่ง‘ยุวทูตสันติภาพ’จากกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมบินไปวาติกัน

‘วชิราวุธวิทยาลัย’คว้าตำแหน่ง‘ยุวทูตสันติภาพ’จากกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมบินไปวาติกัน

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 09.49 น.

กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ดำเนินการโครงการ“ยุวทูตสันติภาพสู่นครวาติกัน” สถานที่ประทับสมเด็จพระสันตะปาปา และอิตาลี โดยเป็นโครงการยุวทูตสันติภาพ ปีที่ 2 ที่กระทรวงศึกษาธิการร่วมจัดกับภาคีเครือข่าย โดยปีนี้ใช้ชื่อโครงการ ยุวทูตสันติภาพ เยาวชนต้นแบบ Youth point of view สู่นครวาติกัน แดนศักดิ์สิทธิคริสต์ศาสนา เปิดโอกาสให้เยาวชนที่ชนะเลิศ จะได้เป็นผู้แทนประเทศไทย เดินทางไปทำข่าว แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ นครวาติกัน พร้อมทัศนศึกษาประเทศอิตาลี

11 ธันวาคม 2566 นายปรีดี ภูสีน้ำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการแข่งขันการประกวดคลิปวิดีโอสั้น Tik Tok ส่งเสริมสันติภาพ รอบชิงชนะเลิศ ภายใต้โครงการ ยุวทูตสันติภาพ : เยาวชนต้นแบบ – Youth’s Point of View สู่นครวาติกัน แดนศักดิ์สิทธิ์คริสต์ศาสนา โดยผู้ให้การสนับสนุนรางวัลและทุนการศึกษา ได้แก่ นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ อุปนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย และนายธนกฤษ เรืองทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรืองทอง กรุ๊ป จำกัด มอบทุนการเดินทางสู่นครวาติกันและประเทศอิตาลี

นายรัชพล สุวรรณโชติ นายสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย กล่าวว่า ตามที่สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ได้รับเชิญจาก คณะเดินเพื่อสันติภาพ walk for Peace โดยการนำของพระสุธรรม ฐิตธัมโม ประธานคณะพระธุดงค์สันติภาพโลก ให้เข้าร่วมกิจกรรมการเข้าพบผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปา ณ นครวาติกัน เมื่อเดือนมีนาคม 2566 ผมจึงต้องการเปิดโอกาสให้เยาวชน และคณะผู้แทนผู้บริหาร อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา จากประเทศไทย ได้มีโอกาสเดินทางไปในสถานที่อันศักดิ์สิทธิเช่นเดียวกับผม โดยนครวาติกัน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และทรงคุณค่า เพราะเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปา ประมุขสูงสุดของศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ผมจึงได้นำโครงการมาสานต่อกับโครงการเดิมของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ร่วมกับมูลนิธิปฏิสมุทรบาท ซึ่งมีหลวงพ่ออำนาจ โอภาโส พระผู้ริเริ่มโครงการสร้างประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสันติภาพโลก เป็นประธานโครงการ พร้อมด้วยสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย และภาคีเครือข่าย ที่ดำเนินการโครงการยุวทูตสันติภาพ ไทยสู่ยุโรป ปีที่ 1 (2565) เดินทางไปทัศนศึกษา ณ ประเทศเยอรมันและสวิสเซอร์แลนด์ สำเร็จไปแล้ว โดยในปีนี้ ทางสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ได้มาร่วมเป็นเจ้าภาพหลักกับกระทรวงศึกษาธิการในการดำเนินการ โครงการ ยุวทูตสันติภาพ เยาวชนต้นแบบ Youth point of view สู่นครวาติกัน แดนศักดิ์สิทธิคริสต์ศาสนา โดยมีท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทย และบุคลากรในด้านการศึกษาของไทย ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในนครวาติกัน อันเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ และทัศนศึกษา ณ ประเทศอิตาลี อันเมืองแห่งประวัติศาสตร์ระดับโลก

ผลการแข่งขันยุวทูตสันติภาพ สู่นครวาติกัน มีดังนี้

รางวัลชนะเลิศ ตำแหน่งยุวทูตสันติภาพ ได้แก่ นายแทนคุณ ตรีนิภากร จาก วชิราวุธวิทยาลัย

รองชนะเลิศลำดับที่ 1 นางสาวกุลภรณ์ ภัทรพงษ์บวร จาก โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา

รองชนะเลิศลำดับที่ 2 นายวีรากร ระวีกุล จาก โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน

รางวัลยอดเยี่ยม 7 รางวัล ได้แก่

1.นางสาวเบญญาภา ดีประเสริฐทรัพย์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต

2.นายสุรพงษ์ มั่นกำเนิด  วิทยาลัยการอาชีพพนมทวน

3. นางสาวพิชญา วงษ์อนันต์  โรงเรียนกาวิละวิทยาลัย

4. นางสาวกานต์มณี ขันนุ้ย   โรงเรียนอิสมาอีลียะห์มูลนิธิ

5. นางสาวธาณุมาส โคตรสุโพธิ์    โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม

6. นายสิรธีร์ เกตุรัตน์ โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ

7. นายอธิภัทร เฉลิมศรี กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง

8. นายนฤสรณ์ นุ่นชูผล โรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง

นายแทนคุณ ตรีนิภากร นักเรียนจากวชิราวุธวิทยาลัย ผู้คว้าตำแหน่ง ยุวทูตสันติภาพ สู่นครวาติกัน กล่าวว่า “เรื่องสันติภาพ เป็นเรื่องระดับโลก ที่ทั่วโลกกำลังให้ความคิดเห็นแตกต่างหลากหลายในหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผมคิดว่าในฐานะเราเป็นเยาวชน ผมมองว่าเราควรเป็นผู้ที่สื่อสารออกให้ทั้งโลกได้รู้ว่า เราต้องการสันติภาพ เป็นตัวแทนของคนที่กำลังประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่รุนแรง เราในฐานะเยาวชนก็ควรที่จะรณรงค์ให้เกิดสันติภาพในหมู่คนทั่วไปทุกกลุ่ม ทุกระดับ ทุกประเทศได้ครับ”

ทั้งนี้ ผู้ชนะเลิศได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ เกียรติบัตร จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เงินรางวัลจำนวน 10,000 บาท และจะได้เดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมรายงานข่าว ด้านสันติภาพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวิชาการ วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรม ณ นครวาติกัน และสาธารณรัฐอิตาลี

‘ศธ.’เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา‘ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774435

‘ศธ.’เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา‘ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’

‘ศธ.’เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา‘ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 08.26 น.

‘คารม’เผย‘ศธ.’เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา‘ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’ มุ่งเน้นลดภาระ สร้างความสุข

11 ธันวาคม 2566 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งให้นักเรียน เรียนหนังสืออย่างมีความสุข และให้ความสำคัญต่อคุณภาพของครูและเด็กนักเรียนทั้งประเทศ และที่สำคัญที่สุด รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย รวมไปถึงการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของนักเรียนทุกคน

นายคารม กล่าวว่า พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ประกาศนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 – 2568  มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติ โดยเน้นให้ผู้เรียน “เรียนดี มีความสุข” ใช้หลักการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจากทุกภาคตามคำกล่าว “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” และกำหนดแนวทางให้หน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการนำไปใช้ในการขับเคลื่อนนโยบาย คือ ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาและลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง

นายคารม กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ตามนโยบายของรัฐบาลและเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำแนวทาง “การลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” สำหรับครูผู้สอนใช้เป็นแนวทางในการมอบหมายการบ้านแก่ผู้เรียนให้มีความเหมาะสม และใช้การบ้าน เป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้และประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อีกทางหนึ่ง โดยได้

ทั้งนี้ แจ้งให้สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาทุกเขตเน้นย้ำ ให้สถานศึกษาในกำกับ ดำเนินการให้การมอบหมายการบ้านแก่นักเรียนเป็นไปอย่างเหมาะสม เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างสูงสุด มุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ให้การบ้านเป็นเครื่องมือในการ พัฒนาการเรียนรู้และเป็นเครื่องมือประเมินเพื่อ พัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน

ม.มหิดล จับมือธนาคารทรัพยากรชีวภาพฯ พัฒนาฐานข้อมูลจัดเก็บทรัพยากรชีวภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774368

ม.มหิดล จับมือธนาคารทรัพยากรชีวภาพฯ พัฒนาฐานข้อมูลจัดเก็บทรัพยากรชีวภาพ

ม.มหิดล จับมือธนาคารทรัพยากรชีวภาพฯ พัฒนาฐานข้อมูลจัดเก็บทรัพยากรชีวภาพ

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล โดยโครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand) หรือ NBT ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนา เรื่อง “การพัฒนาระบบบริหารจัดการและเผยแพร่ฐานข้อมูลพืชและทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลและการจัดเก็บทรัพยากรทางชีวภาพที่พบในอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ อาทิ ฐานข้อมูลออนไลน์ แพลตฟอร์มสารสนเทศสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเผยแพร่และเชื่อมโยงข้อมูลทรัพยากรชีวภาพระหว่างหน่วยงาน ในการศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรมด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน

ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า NBT เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศที่สำคัญกำกับดูแลโดยไบโอเทค สวทช. มีพันธกิจหลักในการสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพที่มีค่าของประเทศอย่างยั่งยืน โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพที่สำคัญ ยกระดับการบริหารจัดการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพผ่านดูแลตัวอย่างทรัพยากรฯ แบบระยะยาว รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายอนุรักษ์ฯ เพื่อช่วยประเทศไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติเป็นแหล่งปลูกและรวบรวมพืชสมุนไพรมากกว่า 900 ชนิด ซึ่งถือว่ามีจำนวนที่มากที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทย จาก Botanic Gardens Conservation International สหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวด้านการเรียนรู้สมุนไพร พฤกษศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDGs และโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

ทั้งนี้การร่วมมือกันของสองหน่วยงานจะนำไปสู่การบริหารจัดการตัวอย่างทรัพยากรชีวภาพพืชและเผยแพร่ฐานข้อมูลตัวอย่างเหล่านี้ รวมไปถึงการจัดเก็บตัวอย่างพืชและทรัพยากรชีวภาพที่พบในอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ เพื่อการศึกษา วิจัย และพัฒนาและนวัตกรรมต่างๆ ด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและทรัพยากรชีวภาพ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“ความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยเฉพาะทางเทคโนโลยีและกำลังคนผู้เชี่ยวชาญด้านระบบฐานข้อมูล จะช่วยให้ระบบการบริหารจัดการและเผยแพร่ฐานข้อมูลพืชและทรัพยากรชีวภาพของอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมสังคม และเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง” ศ.นพ.บรรจง ระบุ

อย่างไรก็ดีหนึ่งในเป้าหมายหลักด้านการอนุรักษ์ฯ ของโครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ คือการผลักดันให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้ทรัพยากรชีวภาพของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปช่วยในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทรัพยากรชีวภาพในส่วนต่างๆ ของประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาประเทศและสร้างมูลค่าทางเศรฐกิจของประเทศจากการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

สำหรับอุทยานฯ มีพื้นที่รวม 140 ไร่ ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดล ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรอย่างครบวงจร และเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสมุนไพรและธรรมชาติวิทยาระดับโลก

มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านราชมงคล67 ชูมหา’ลัยนวัตกรรม จุดพลังเยาวชน ศึกษา ป.ตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774367

มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านราชมงคล67 ชูมหา’ลัยนวัตกรรม จุดพลังเยาวชน ศึกษา ป.ตรี

มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านราชมงคล67 ชูมหา’ลัยนวัตกรรม จุดพลังเยาวชน ศึกษา ป.ตรี

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) จัดงาน “เปิดบ้านราชมงคลธัญบุรี 2567” โดยมี นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน ณ หอประชุมราชมงคล มทร.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ชูจุดเด่นเพื่อตอกย้ำมหาวิทยาลัยนวัตกรรมด้วยผลงานวิจัย นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและจุดพลังแก่เยาวชน ในการเลือกศึกษาระดับปริญญาตรี

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้จัดงานวิชาการราชมงคลธัญบุรี “RMUTT Open House 2024-เปิดประตูสู่ มทร.ธัญบุรี”ในรูปแบบของกิจกรรมการเปิดบ้าน เพื่อแสดงผลงานวิจัย นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ แสดงศักยภาพการจัดการศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอน โดยทั้งหมดนี้อยู่บนฐานแนวคิดมหาวิทยาลัยนวัตกรรม ที่สร้างคุณค่า สู่สังคมและประเทศ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดของทั้ง 12 คณะ และหน่วยงานภายใน มุ่งเน้นไปที่เรื่องราวของนวัตกรรมที่มุ่งหมายสู่มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมหรือ INNOVATIVE UNIVERSITY ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 1.การเรียนรู้สู่การเป็นนวัตกรรม 2.การวิจัยเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม 3.การบริการวิชาการและเพิ่มคุณค่าด้านศิลปวัฒนธรรมด้วยนวัตกรรม และ 4.การบริหารจัดการด้วยนวัตกรรม เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาผู้ปกครอง คุณครู อาจารย์แนะแนว และผู้สนใจทุกคนได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประตูสู่ มทร.ธัญบุรี เพื่อสัมผัส ทดลองและเจาะลึกเกี่ยวกับการเรียนการสอน 12 คณะ โดยเฉพาะหลักสูตรที่รองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมในอนาคต นอกจากนี้ยังมีนำเสนอผลงานวิจัยนวัตกรรมในระดับนานาชาติ รวมทั้งมีโชว์สุดยอดกิจกรรม การแสดง และการประกวดของเหล่านักศึกษา ศิษย์เก่าและคณาจารย์ และยังมีมหกรรมสินค้าอาหารจาก Rmutt Walking Street

ตัวอย่างผลงานวิจัย นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน เช่น เครื่องมือวัดทางรถไฟขนาด 1 เมตร สำหรับวัดขนาดทางและระดับตามขวาง,รถตรวจการณ์ ทางรถไฟแบบอัตโนมัติ, นวัตกรรมแห่งพู่กันสีน้ำ-Innovation Brush Watercolor Painting, กรรมวิธีการผลิตเฟรนด์ฟรายส์จากผงโปรตีนจิ้งหรีดเพื่อทดแทนการใช้มันฝรั่ง และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีสารสกัดสเต็มเซลล์จากพืชสมุนไพรที่กักเก็บรูปแบบไมโคร/นาโนพาร์ทิเคิลเพื่อขับเคลื่อนโมเดล BCG โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.rmutt.ac.th และ Facebook Fanpage : rmutt.official

ด้าน นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยว่า กิจกรรม RMUTT Open House 2024 ถือเป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งในด้านวิชาการ และสอดรับกับแนวนโยบายสำคัญหนึ่งของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะการมุ่งสู่มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ของ มทร.ธัญบุรี ซึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้นับเป็นประโยชน์ด้านวิชาการ ที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาและขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย ทั้งยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมความคิด เพื่อการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย แนะนำหลักสูตร การเรียนการสอน ที่จะทำให้เห็นภาพ และเห็นเป้าหมายของตนเองในอนาคต เกี่ยวกับการเลือกศึกษาต่อในสาขาวิชาที่ต้องการ และการประกอบอาชีพ ซึ่งจะช่วยให้ได้คำตอบและมองเห็นโอกาสต่อไป

หนาวนี้เช็คอิน ลำตะคอง ศึกษาพรรณไม้หายาก ผ่านนิทรรศการ‘มหัศจรรย์พรรณไม้ Flora’s Tale’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774365

หนาวนี้เช็คอิน ลำตะคอง ศึกษาพรรณไม้หายาก ผ่านนิทรรศการ‘มหัศจรรย์พรรณไม้ Flora’s Tale’

หนาวนี้เช็คอิน ลำตะคอง ศึกษาพรรณไม้หายาก ผ่านนิทรรศการ‘มหัศจรรย์พรรณไม้ Flora’s Tale’

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ลมหนาวมาเยือน อากาศเริ่มเย็นสบาย หากใครกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนแห่งใหม่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชวนเช็คอิน “ลานกางเต็นท์” เปิดโล่งบนพื้นที่ 7 ไร่ พร้อมชมวิวจากเขื่อนลำตะคอง ที่ถูกรายล้อมรอบด้วยพื้นน้ำและภูเขา ซึ่งเป็นกิจกรรมมิติใหม่ที่สถานีวิจัยลำตะคอง จ.นครราชสีมา จัดขึ้นในช่วงหน้าหนาวปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ลานกางเต็นท์ @วว. Lamtakhong Camping Site ประกอบด้วย ลาน Camp Car บนพื้นที่ 2 ไร่ ลานจอดรถพื้นที่ 1 ไร่ พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับให้บริการผู้มาเยือนอย่างครบครัน อาทิ ห้องน้ำ ห้องสุขา จุดล้างจาน จุดต่อไฟฟ้า รถเข็นสำหรับขนย้ายสัมภาระ พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่จะดูแลนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่ที่บริการเครื่องดื่มและขนมจำหน่ายภายในสถานี เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มีหัวใจรักษ์โลก และพร้อมรับพลังงานชีวิตจากธรรมชาติไปด้วยกัน ที่สำคัญ วว. Lamtakhong Camping Site อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าพื้นที่ได้แต่เจ้าของต้องดูแลเรื่องการขับถ่ายและไม่ให้ไปรบกวนนักท่องเที่ยวคนอื่น

สำหรับคนที่ชื่นชอบบันทึกการเดินทางด้วยภาพถ่าย บริเวณโดยรอบที่ไม่ไกลจากลานกางเต็นท์ สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ได้สร้างสรรค์จุดเช็คอินในบรรยากาศ Chic & Cool ที่รายล้อม
ด้วยพรรณไม้ดอกนานาชนิด ซึ่งนักวิจัยของ วว. ได้พัฒนาสายพันธุ์ให้แข็งแรง ปลอดโรคพืช และนำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกร สามารถสร้างงาน เสริมรายได้อีกด้วย

นอกจากลานกางเต็นท์ ณ สถานีวิจัยลำตะคอง ยังมีจุดไฮไลท์สำคัญที่แนะนำให้นักท่องเที่ยวแวะไปเยี่ยมชม เพื่อเพิ่มความรู้จากแหล่งเรียนรู้ทางด้านเกษตรและพฤกษศาสตร์ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการ “มหัศจรรย์พรรณไม้ (Flora’s Tale)” โดยที่รวบรวมพรรณไม้หายากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศรวมทั้งเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์แมลงเขตร้อน ซึ่งเป็นจุด Check-in ที่ไม่ควรพลาด ในการชมแมลงมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและการเกษตร รวมถึงห้องภาพที่รวบรวมภาพถ่ายแมลงนานาชนิดและงานศิลป์ที่เชื่อมโยงระหว่างวิถีชีวิตของคนและแมลง

สามารถจองและสอบถามรายละเอียดได้ที่ https://page.line.me/429msfab หรือโทร. 086-8663189 (วิเซ็น), 087-8793330 (อรุณวรรณ) Location : https://maps.app.goo.gl/BhEoAHCbfVd5DfoU6

‘ท่านอ้น วัชเรศร’เยือนสวนนงนุช เข้าชมพิพิธภัณฑ์-ปลูกต้นสาละอินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774284

'ท่านอ้น วัชเรศร'เยือนสวนนงนุช เข้าชมพิพิธภัณฑ์-ปลูกต้นสาละอินเดีย

‘ท่านอ้น วัชเรศร’เยือนสวนนงนุช เข้าชมพิพิธภัณฑ์-ปลูกต้นสาละอินเดีย

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.35 น.

ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์ นำคณะเยือนสวนนงนุชเป็นการส่วนตัว เข้าชมพิพิธภัณฑ์รถ พิพิธภัณฑ์หัวโขน – ปลูกต้นสาละอินเดีย

วันที่ 9 ธันวาคม 2566 ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์  กลับมาประเทศไทยต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 แล้ว และยังคนเดินสายปฎิบัติภารกิจส่วนตัว โดยวันนี้ใช้เวลาเกือบทั้งวัน นำพาคณะเดินชมสวนนงนุช มีคุณโต้ง กัมพล ตันสัจจา เจ้าของสวนนงนุชพาชม ตั้งแต่การแสดงโชว์​ในโรงละคร การแสดงช้าง จากนั้น ขึ้นรถรางชมรอบส่วนนงนุช ซึ่งมีเนื้อที่มากกว่า 1,700 ไร่ ทั้งพืชพันธุ์ต่างๆ รวมถึงรูปปั้นไดโนเสาร์และรูปปั้นสัตว์ต่างๆ ที่ทางสวนจัดแสดง

ท่านอ้น ให้ความสนใจกับพิพิธภัณฑ์รถ พิพิธภัณฑ์หัวโขน การปักสดึงไทยหุ่นกระบอกและพิพิธภัณฑ์พระเป็นพิเศษ เพราะมองแล้วเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้ 

นอกจากนี้ ท่านอ้น ได้นั่งรถขึ้นไปบนเขาบันไดกฤษ เพื่อปลูกต้นสาละอินเดีย โดยพื้นที่เขาแห่งนี้ เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และรักษาพันธุ์ไม้ของสวนนงนุช อย่างไรก็ตาม ระหว่างเดินชมสวนนงนุช มีประชาชนจำนวนมากมาขอถ่ายรูปกับท่านอ้นและบอกว่าโชคดีมากที่ได้เจอท่านอ้นวันนี้

เปิดใจ ‘กฤตัชญ์ กรรณิกา’ กับสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774259

เปิดใจ 'กฤตัชญ์ กรรณิกา' กับสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดน

เปิดใจ ‘กฤตัชญ์ กรรณิกา’ กับสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดน

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 18.06 น.

ตามไปดูสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดน “กฤตัชญ์ กรรณิกา” ดีกรีเหรัญญิกสมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา เยาวชนไทยผู้ไม่ลืมความเป็นคนไทย

อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาที่ดีเป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้ความสามารถให้เด็กและเยาวชนของชาติก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ ดังนั้นจังหวะก้าวในการศึกษาจึงเป็นโอกาสสำคัญที่เด็กหลายคนตักตวงไขว่คว้าหาความรู้กันเต็มที่เพื่อแสดงศักยภาพในตัวเองออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและส่วนรวม 

ดังเช่น นายกฤตัชญ์ กรรณิกา หรือ น้องมิว นักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาด้วยวัย 19 ปี ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ลูกชายของ ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพลและนักวิชาการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ชื่อดัง เปิดความในใจต่อสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดนที่ครั้งหนึ่งตนเองรู้สึกต่างคนต่างอยู่โดดเดี่ยวแบบ Bowling Alone ในประเทศอันกว้างใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและสะท้อนให้เห็นระบบการศึกษาที่แตกต่างไปจากระบบการศึกษาของประเทศไทยว่าการศึกษาไทยที่เคยประกาศปฏิรูปมาร่วม 30 ปีแล้วควรเปลี่ยนแปลงให้ทันโลกยุคดิจิทัลและก้าวล้ำไปข้างหน้า แต่ไม่ลืมความเป็นคนไทยควบคู่กับสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างผู้เรียนรู้ในโลกใบใหญ่นี้

น้องมิว เกิดที่รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา สมัยที่คุณพ่อ คือผศ.ดร.นพดล กรรณิกา เรียนที่นั่น และชีวิตแห่งการเรียนก็ไปกลับไทย-อเมริกา ตอนมาไทยก็เรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ไปเรียนไฮสกูลที่ Walter Johnson รัฐแมรี่แลนด์ เรียกว่าเกาะติดตามคุณพ่อไปทุกที่ที่คุณพ่อไปเรียน 

ปัจจุบันน้องมิวกำลังเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ สนใจการเงินการบัญชีและความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์ชวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาชั้นปีสอง เรียกว่าตามรอยคุณพ่อมาติดๆ ตอนจบปีหนึ่งได้มีโอกาสฝึกงานด้านการเงินการบัญชี ช่วงปิดภาคฤดูร้อนที่บริษัท RSM ประเทศไทยในส่วนหนึ่งของ RSM International บริษัทอันดับสี่ของสหรัฐอเมริกาและอันดับหกของโลกมีความเชี่ยวชาญด้านบริการตรวจสอบบัญชี ภาษีและที่ปรึกษา มีความมุ่งมั่นเข้าใจความต้องการลูกค้า รักษาคุณภาพและช่วยผลักดันให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ ด้วยค่านิยมหลักคือ ความซื่อตรง ซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นหุ้นส่วนกัน และความเป็นเลิศ

น้องมิว ด้วยวัยเพียง 19 ปี บอกว่า แม้จะได้สัญชาติอเมริกันและได้โอกาสเรียนกับนักศึกษานานาชาติในสหรัฐอเมริกา แต่ไม่เคยลืมความเป็นคนไทย พร้อมยังสำนึกรู้คุณชาติกำเนิดของเราที่เป็นคนไทย นอกจากนี้ยังมีโอกาสร่วมงาน วันชาติของราชอาณาจักรไทย และวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือวันพ่อของประเทศไทย ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ได้มีโอกาสถ่ายภาพกับเพื่อนสนิทนักเรียนไทยและท่านเอกอัครราชทูต นายธานี แสงรัตน์ ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีดูแลพวกเราเสมือนเป็นลูกหลานอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ในงานนั้นได้มีโอกาสพบปะกับ พันเอก มาร์ค มิลลิแกน (Col. Marc Milligan) และรองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และท่านผู้ใหญ่ใจดีอื่น ๆ อีกด้วย

น้องมิว ยังเล่าให้ฟังต่อว่า วันนี้ดีใจมากที่ พี่ ๆ และเพื่อน ๆ รวมถึงผู้ใหญ่คนไทยให้ความไว้วางใจ และมอบตำแหน่ง เหรัญญิกหรือตำแหน่งนี้ภาษาอังกฤษคือ Treasurer ของสมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา หรือ Association of Thai Students in the United States of America, ATSA  ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ที่น้องมิวต้องหลอมรวม สติ สมาธิและปัญญาให้เป็นตัวเดียวกันในการจัดการระบบการบัญชีและภาษีด้วยความซื่อตรงและรักษาผลประโยชน์ของสมาคมและของสมาชิกทุกคนด้วยการจัดการข้อมูลทางการเงิน บัญชีและทักษะทางเทคโนโลยีที่ต้องมีความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security) ตามความสนใจของน้องมิวเรื่อง ความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย

สมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกานี้เป็นองค์กรที่มีคณะบริหารองค์กรและบอร์ดอำนวยการเชื่อมประสานและทำกิจกรรมร่วมกันของนักศึกษาไทยเปิดกว้างทุกมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามีภารกิจสำคัญหลายอย่าง เช่น มุ่งเน้นการสร้างชุมชน การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการสนับสนุนทางการศึกษา โดยภารกิจคือการสร้างเครือข่ายสนับสนุนสำหรับนักศึกษาไทย เพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ทางวัฒนธรรมและการพัฒนาทั้งทางส่วนบุคคลและวิชาชีพผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ น้องมิวบอกว่าส่วนตัวคือไม่ลืมความเป็นคนไทย สำนึกรักบ้านเกิดเมืองนอน และเชื่อว่านักศึกษาไทยทุกคนก็คิดแบบนี้เช่นกัน

สำหรับบทบาทของน้องมิวในฐานะเหรัญญิกของ ATSA คือจัดการด้านการเงินขององค์กรด้วยความโปร่งใสและปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร รวมถึงการจัดทำงบประมาณ การวางแผนทางการเงิน การดูแลระบบค่าสมาชิกและแหล่งทุนเพื่อรักษากิจกรรมในภารกิจบทบาทของเราเชื่อมสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดนให้ยั่งยืน

น้องมิว เล่าให้ฟังต่อว่า หลังจบการศึกษา มีเป้าหมายจะได้รับโอกาสร่วมงานในฐานะส่วนหนึ่งของการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและขององค์กรบนความเชี่ยวชาญผสมผสานระหว่างการเงินการบัญชีและเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างเช่น ความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เห็นความสำคัญของอนาคตชาติ และต้องการสนับสนุนอนาคตนักเรียนไทยที่จะกลับมาทำคุณประโยชน์ให้ส่วนรวมได้อีกมากให้กับประเทศด้วย

‘สพฐ.’ออกประกาศ’ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’หวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774212

'สพฐ.'ออกประกาศ'ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้'หวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

‘สพฐ.’ออกประกาศ’ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’หวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.06 น.

สพฐ.ออกประกาศ “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” หวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

วันที่ 9 ธันวาคม 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2566 ได้ลงนามประกาศ “แนวทางการมอบหมายการบ้าน” ตามนโยบาย ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และ ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) โดยเป็นการประกาศหลักการและแนวปฏิบัติในการมอบหมายการบ้าน “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” ที่มุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ให้การบ้านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้และเป็นเครื่องมือประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน

หลักการ “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” มุ่งเน้นให้ครูลดปริมาณการบ้านที่ต้องทำนอกเวลาในชั้นเรียนให้เน้นการมอบหมายการบ้านเฉพาะรายวิชาที่จำเป็นทักษะสำคัญ เช่น การอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ให้มีการบูรณาการการบ้าน ซึ่งการบ้านชิ้นงานเดียวอาจตอบโจทย์การเรียนรู้ข้ามรายวิชา และส่งเสริมให้นักเรียนได้มีเวลาศึกษาค้นคว้าตามความสนใจของตนเองมากขึ้น

“การประกาศแนวทางการมอบหมายการบ้าน “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” ของ สพฐ. เพื่อให้คุณครู รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองได้เข้าใจร่วมกันว่า หัวใจของการให้การบ้าน คือ การให้เด็กๆ ได้ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ ให้ได้ฝึกฝนทำซ้ำจนเกิดทักษะ ซึ่งเด็กแต่ละคนต้องการเวลาเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เรียนไม่เท่ากัน หรือสำหรับเด็กโต การบ้านที่ให้ได้ค้นคว้าอย่างอิสระ จะยิ่งส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยบ่มเพาะความรับผิดชอบในตนเอง จึงขอเน้นย้ำกับคุณครูว่า การให้โจทย์ที่ไม่ยากไม่ง่าย ไม่ใช้เวลามากเกินไป แล้วมีการตรวจการบ้าน อธิบาย ให้ feedback จุดที่ควรพัฒนาอย่างตรงประเด็น จึงจะเป็นการพัฒนานักเรียนอย่างแท้จริง ซึ่งความสุขที่เกิดจากการลดปริมาณแต่เพิ่มคุณภาพของการบ้าน เช่น ทำการบ้านหนึ่งชิ้นงานส่งคุณครูเพื่อวัดผลการเรียนรู้ได้หลายวิชา จะสร้างความสุขให้ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงคุณครูเองด้วย ซึ่งเชื่อได้ว่าจะทำให้เด็กไทย “เรียนดี มีความสุข” ตามเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว