ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัว ‘ระบบเตือนภัยดินถล่ม AIoT’ แจ้งเตือนเรียลไทม์

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัว ‘ระบบเตือนภัยดินถล่ม AIoT’ แจ้งเตือนเรียลไทม์

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัว ‘ระบบเตือนภัยดินถล่ม AIoT’ แจ้งเตือนเรียลไทม์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ประสบความสำเร็จในการคิดค้น “ระบบเครือข่ายเตือนภัยพิบัติดินถล่มต้นทุนต่ำแบบเรียลไทม์” ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AIoT สุดล้ำ บูรณาการเครือข่าย LoRaWAN, การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย AI และโหนดเซ็นเซอร์พลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้ระบบสามารถทำงานได้อัตโนมัติแม้ในภาวะวิกฤตที่ไฟฟ้าดับหรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตล่ม สร้างความอุ่นใจและช่วยเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติช่วงมรสุมแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการวิจัยนี้เป็นผลงานของทีมนักวิจัยจากสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.อจลวิชญ์ ฉันทวีโรจน์ พร้อมด้วย Asst. Prof. Dr. Eshrat E. Alah, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กรกต สุวรรณรัตน์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทิรา รัตนรัตน์ ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิ Asia Pacific Network Information Centre (APNIC)

รศ.ดร.อจลวิชญ์ ฉันทวีโรจน์ หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า พื้นที่ ต.เทพราช และ ต.สี่ขีด อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่ต้องเผชิญภัยพิบัติดินถล่มซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 1,000 ครัวเรือน ระบบเฝ้าระวังแบบดั้งเดิมยังขาดประสิทธิภาพและความรวดเร็ว ทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินล่าช้า ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาระบบเตือนภัยนี้ขึ้นเพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงรุก โดยใช้เทคโนโลยี AIoT (Artificial Intelligence of Things) ซึ่งผสมผสานอุปกรณ์ตรวจวัด IoT เข้ากับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้สามารถตรวจวัด วิเคราะห์ และแจ้งเตือนภัยได้อย่างทันท่วงทีและเฉพาะจุด ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ระบบนี้ถูกออกแบบให้ทำงานผ่านเครือข่ายการสื่อสาร 2 ระดับ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการแจ้งเตือนจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ โดยในภาวะปกติ อุปกรณ์เกตเวย์จะส่งข้อมูลจากโหนดเซ็นเซอร์ทั้ง 5 จุด ไปยังผู้ดูแลระบบเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย AI ก่อนแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน LINE และหน้าจอสรุปผลของเว็บไซต์ (Web Dashboard) แบบเรียลไทม์  ส่วนในภาวะฉุกเฉิน (ไฟฟ้าดับ/อินเทอร์เน็ตล่ม) ระบบสื่อสารสำรอง LoRaWAN จะส่งสัญญาณเตือนภัยโดยตรงไปยังผู้ดูแลระบบ ซึ่งจะใช้วิทยุสื่อสาร (ว.แดง) กระจายข่าวแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ทันที

“โดยอุปกรณ์เกตเวย์และโหนดเซ็นเซอร์ทั้งหมดทำงานโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างอิสระตลอด 24 ชั่วโมง โดยโหนดเซ็นเซอร์ถูกติดตั้งในพื้นที่เสี่ยงเพื่อตรวจวัดค่าต่างๆ อย่างครบวงจร ทั้งการสั่นสะเทือน, ความชื้นในดิน, ปริมาณน้ำฝน และความลาดเอียง พร้อมระบบ GPS และระบบบันทึกข้อมูลสำรอง เพื่อความแม่นยำสูงสุด” หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าว

วว.เพิ่มมูลค่า ‘มะนาว’ พัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ให้ความสดชื่น สร้าง soft power ให้ชุมชน

วว.เพิ่มมูลค่า ‘มะนาว’ พัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ให้ความสดชื่น สร้าง soft power ให้ชุมชน

วว.เพิ่มมูลค่า ‘มะนาว’ พัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ให้ความสดชื่น สร้าง soft power ให้ชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มะนาว (Lime) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Citrus aurantifolia (Christm. et Panz.) Swing หรือ Citrus Aurantifolia Swing เป็นพืชสวน ซึ่งในอดีตเป็นไม้ที่ปลูกไว้เพื่อใช้ผลในการนำมาปรุงรสอาหาร ปัจจุบันการบริโภคมะนาวได้พัฒนาไปสู่การเป็นเครื่องดื่ม  เป็นวัตถุปรุงรสทั้งในครัวเรือนและในอุตสาหกรรมอาหาร

แต่ราคาจำหน่ายผลมะนาวมีความผันผวน โดยมีทั้งช่วงราคาแพงและราคาที่ถูกมาก ซึ่งส่งผลกระทบให้เกษตรกรขายมะนาวได้ในราคาต่ำ เกิดภาวะมะนาวล้นตลาด  ดังนั้นอุตสาหกรรมผลิตน้ำมะนาวแช่แข็งจึงมีบทบาทในการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาเหมาะสม แต่ในกระบวนการผลิตมะนาวแช่แข็ง จะมีกากเปลือกมะนาวเป็นของเหลือทิ้ง  ที่เป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและ Climate change

ดร.ขนิษฐา ชวนะนรเศรษฐ์ นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะที่ปรึกษาโครงการหลัก ได้เล็งเห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาและเพิ่มมูลค่าเปลือกมะนาวและไลม์ไฮโดรซอล ที่เป็นผลผลิตพลอยได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาว  นำมาเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางใหม่ที่ได้มาตรฐานสากล

โดยมี ดร.สิทธิพงศ์  สรเดช  นักวิจัยอาวุโส ศนส.วว. เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีไมโครอิมัลชั่นและเครื่องสำอาง จึงได้จับมือกับภาคอุตสาหกรรม นายวิวัฒน์ พริ้งจำรัส  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลม่อนโกลด์ (แอล. เอ็ม. จี) จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมผลิตน้ำมะนาวแช่แข็ง ณ ต.ท่าไม้ลวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ปี พ.ศ. 2568 ภายใต้การดำเนิน “โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ให้ความสดชื่นและบํารุงหน้าจากผลผลิตพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำมะนาวโดยใช้เทคโนโลยีไมโครอิมัลชั่น” โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก หน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม ประจำพื้นที่ภาคตะวันตก ปีงบประมาณ 2568 มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

ผลสำเร็จของโครงการฯ ได้พัฒนา “ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต้นแบบจากนวัตกรรมไมโครอิมัลชั่นของไลม์ไฮโดรซอลและน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาวผสมผสานกับน้ำมะนาว” ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศไทย มีช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตมะนาวเข้าสู่ท้องตลาดและในกระบวนการผลิตน้ำมะนาวมากขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าและห่วงโซ่คุณค่าของมะนาวและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางด้วย 

โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ฯ เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาของประเทศในด้านปัญหามะนาวราคาตกต่ำ แก้ปัญหาและเพิ่มมูลค่าเปลือกมะนาว รวมทั้งการใช้ประโยชน์ผลผลิตพลอยได้ของวัตถุดิบน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาว น้ำมะนาว และ “ไลม์ ไฮโดรซอล” จากกระบวนการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีไมโครอิมัลชั่น ได้ผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง Facial Mist ที่มีคุณภาพจากนวัตกรรมไมโครอิมัลชั่น

ผลการวิเคราะห์ทดสอบวัตถุดิบหลักตามมาตรฐานสากลของเครื่องสำอาง  Certificate of analysis การทดสอบปนเปื้อนจุลินทรีย์และโลหะหนักผ่านมาตรฐานเครื่องสำอาง  ผลการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ GC-MS และ HPLC ไม่พบสารเบอร์เกปเทนและองค์ประกอบกลุ่มสารคูมารินที่จะก่อการแพ้จากกระบวนการ Photo-oxidation ในไลม์ไฮโดรซอลและน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาวตามมาตรฐาน สมอ. และการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีไมโครอิมัลชั่นที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวของน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาว  ไลม์ไฮโดรซอลและน้ำมะนาวที่มีคุณสมบัติด้านความงามจากผลการทดสอบการกระตุ้นคอลลาเจน การยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนส

โดยสูตรตำรับผลิตภัณฑ์มีความคงตัว และมีการทดสอบความปลอดภัยในอาสาสมัครจำนวน 30 คน ผลิตภัณฑ์ได้มีใบรับจดแจ้งเลขที่ 76-1-680035265 วันที่ 29 ตุลาคม 2568 รวมระยะเวลา 3 ปี  มีความพร้อมเชิงพาณิชย์ในการเข้าสู่ตลาดของประเทศไทยและตลาดโลก ทำให้ผลผลิตจากผลมะนาวเกิดการเพิ่มมูลค่าได้  ส่งผลกระทบในสังคม เศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสิ่งแวดล้อม สนับสนุน Zero waste และเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการสานต่อและต่อยอดนวัตกรรมทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดต้นทุนจากการซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ

การคาดการณ์จากการดำเนินงานตามรูปแบบของโครงการฯ จะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนได้โดยประมาณปีละ 3,000,000 บาท/ปี ลดรายจ่ายในการกำจัดเปลือกมะนาวเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตได้โดยประมาณ 500,000 บาท/ปี นับเป็นการสร้าง “soft power” ให้กับชุมชนและประเทศได้อย่างสมบูรณ์ จากการใช้ประโยชน์ของมะนาวได้อย่างหลากหลาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งในด้านความงาม การดูแลสุขภาพ อาหาร ปศุสัตว์ รวมทั้งวัสดุศาสตร์ ซึ่งเป็นการนำความรู้และการใช้ประโยชน์ครบวงจรลงสู่ชุมชนและสังคม

​สพฐ.ชู ‘หมอนทองโมเดล’ ขับเคลื่อน ‘กีฬา สพฐ. เกมส์’ ปี 2568–2569

​สพฐ.ชู ‘หมอนทองโมเดล’ ขับเคลื่อน ‘กีฬา สพฐ. เกมส์’ ปี 2568–2569

​สพฐ.ชู ‘หมอนทองโมเดล’ ขับเคลื่อน ‘กีฬา สพฐ. เกมส์’ ปี 2568–2569

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุมหารือร่วมกับ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา ณ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อกำหนดทิศทางและวางแผนการจัดการแข่งขัน กีฬา สพฐ. เกมส์ ปี 2568–2569 พร้อมนำเสนอการประยุกต์ใช้ “หมอนทองโมเดล” เป็นแนวทางในการยกระดับการพัฒนากีฬาในสถานศึกษา

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานด้านการพัฒนาเยาวชน เพื่อสร้างระบบการจัดการแข่งขันกีฬาระดับโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งด้านการบริหารจัดการ การคัดเลือกนักกีฬา การพัฒนาศักยภาพครูผู้ฝึกสอน รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬาและการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของประเทศ “หมอนทองโมเดล” จะถูกนำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดสำคัญ เน้นการสร้างโครงสร้างการพัฒนาแบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับโรงเรียน ชุมชน อำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ มุ่งให้เยาวชนมีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ เสริมสร้างทักษะการเป็นผู้นำ ความมีวินัย ความสามัคคี และสุขภาวะที่ดี ผ่านกิจกรรมกีฬาอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้การแข่งขันกีฬา สพฐ. เกมส์ เป็นเวทีระดับประเทศที่สามารถค้นหาและต่อยอดนักกีฬาดาวรุ่งสู่เวทีอาชีพและนานาชาติ ขณะเดียวกันยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของไทย

มมส เพิ่มพื้นที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ เปิด ‘สนามฟุตบอลหญ้าเทียม’ เดินหน้าสู่ ‘มหาวิทยาลัยสุขภาพ’

มมส เพิ่มพื้นที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ เปิด ‘สนามฟุตบอลหญ้าเทียม’ เดินหน้าสู่ ‘มหาวิทยาลัยสุขภาพ’

มมส เพิ่มพื้นที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ เปิด ‘สนามฟุตบอลหญ้าเทียม’ เดินหน้าสู่ ‘มหาวิทยาลัยสุขภาพ’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีเปิดสนามฟุตบอลหญ้าเทียมแห่งใหม่ เดินหน้าสู่ “มหาวิทยาลัยสุขภาพ” โดยมี อาจารย์ ดร.วัฒนพงษ์ คงสืบเสาะ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการกีฬา นำคณาจารย์และนิสิตร่วมกิจกรรมในโอกาสเปิดใช้งานสนามฟุตบอลหญ้าเทียม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ขามเรียง) เป็นวันแรก

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส เปิดเผยว่า การจัดสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียมแห่งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเป็น “พื้นที่ออกกำลังกายแห่งใหม่” ของมหาวิทยาลัย ในการส่งเสริมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา ให้แก่นิสิต นักเรียน และบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภายใต้แนวคิด “มหาวิทยาลัยสุขภาพ” (Health University)

“สนามฟุตบอลแห่งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์และ ภาพลักษณ์เชิงบวก ของมหาวิทยาลัยในมิติด้านสุขภาวะและกีฬาด้วย ซึ่งกองกิจการนิสิตร่วมกับคณะกรรมการพัฒนานิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะได้ร่วมกันกำหนดแนวปฏิบัติในการใช้สนาม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งนิสิตและบุคลากรเป็นสำคัญ” อธิการบดี มมส ระบุ

กิจกรรมในวันเปิดใช้งานสนาม ได้มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตร โดยมีทีมบุคลากรและทีมนิสิตของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมแข่งขัน พร้อมด้วยทีมจากหน่วยงานราชการในจังหวัดมหาสารคาม อาทิ ทีมรวมเพื่อน (ผู้พิพากษา ทนาย และตำรวจ) ทีมคณะครู/บุคลากร สพฐ. เขต 1 มหาสารคาม และทีมตำรวจ สภ.เขวาใหญ่ เพื่อสร้างความสามัคคีและส่งเสริมสุขภาพ

จุฬาฯ – Degree Plus ปั้นหลักสูตร ‘NEXUS AI’ ติดสปีดด้าน AI ให้ผู้บริหาร เชื่อมองค์กรไทยกับ Big Tech อย่างยั่งยืน

จุฬาฯ - Degree Plus ปั้นหลักสูตร ‘NEXUS AI’ ติดสปีดด้าน AI ให้ผู้บริหาร เชื่อมองค์กรไทยกับ Big Tech อย่างยั่งยืน

จุฬาฯ – Degree Plus ปั้นหลักสูตร ‘NEXUS AI’ ติดสปีดด้าน AI ให้ผู้บริหาร เชื่อมองค์กรไทยกับ Big Tech อย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Degree Plus สร้างความสำเร็จครั้งสำคัญกับหลักสูตร NEXUS AI (Network for Executive Xceleration & Unbounded Scale) รุ่นที่ 1 ที่มุ่งปั้นผู้นำไทยให้คิดและขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมเชื่อมโลกนวัตกรรม Big Tech สู่การขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่อย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลา 12 สัปดาห์ของหลักสูตร ผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรมได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 คนครอบคลุมทั้งเรื่อง Machine Learning, NLP, Generative AI, AI Governance และ Cybersecurity รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจจริง อาทิ Healthcare, Retail, Agriculture และ Financial Services โดยเริ่มต้นจากหัวข้อ AI Thinking for Leaders เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ต่อยอดสู่แนวคิด Agentic AI ที่สามารถตัดสินใจและลงมือทำได้อย่างอิสระ พร้อมกิจกรรม “Bring Your Team Workshop” จัดโดย Skooldio ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation ในเครือ LEARN Corporation ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้ลงมือทำจริง ในหัวข้อ AI for Marketing, HR, Sales และ Automation  เพื่อเรียนรู้การใช้เครื่องมือ AI ในบริบทองค์กรจริงเพื่อต่อยอดสู่การใช้งานได้ทันที

นอกจากการเรียนรู้เชิงลึกในห้องเรียน ผู้เข้าอบรมยังได้เปิดโลกนวัตกรรมและระบบนิเวศ AI ผ่านการศึกษาดูงานทั้งในไทยและต่างประเทศภายใต้แนวคิด “เรียนรู้จากของจริง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจริง” โดยในประเทศได้เยี่ยมชมองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำ อาทิ Google Thailand, Microsoft Thailand, AWS Thailand, WHA Group และ Thailand Digital Valley & AIS EEC เพื่อเรียนรู้แนวทางการนำ AI มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่ต่างประเทศได้ศึกษาดูงานภายใต้โครงการ China AI Immersion Trip ณ ปักกิ่ง หางโจว และเซี่ยงไฮ้ ผู้เข้าอบรมได้เยี่ยมชมองค์กรเทคโนโลยีระดับโลก อาทิ Tencent, Zhipu AI, Baidu, Alibaba, Huawei, และ CloudWalk Technology รวมถึงการหารือความร่วมมือด้าน AI กับ มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของการเชื่อมเครือข่ายนวัตกรรม

ตลอดหลักสูตร ผู้เข้าอบรมยังได้ต่อยอดความรู้สู่การปฏิบัติจริงผ่าน Capstone Project ที่ออกแบบโครงการด้าน AI สำหรับองค์กรของตนเอง โดยหลายโครงการได้ถูกนำไปทดลองใช้จริง เช่น การใช้ Generative AI วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และการสร้างระบบอัตโนมัติในกระบวนการทำงาน สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนกรอบความคิดจาก “ผู้เรียนรู้สู่ผู้นำที่ขับเคลื่อน” อีกด้วย

นายวรพล รัตนพันธ์ ผู้จัดการทั่วไปและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ดีกรีพลัส จำกัด กล่าวว่า AI ไม่ใช่เทคโนโลยีของอนาคตแต่เป็นเครื่องมือของผู้นำ Degree Plus มุ่งพัฒนาหลักสูตรที่ช่วยสร้างผู้นำยุคใหม่ให้เข้าใจเทคโนโลยี และใช้ AI อย่างมีวิสัยทัศน์เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและประเทศอย่างยั่งยืน จุดแข็งของ NEXUS AI ไม่ได้อยู่แค่ความรู้ด้านเทคนิค แต่คือการเปลี่ยนกรอบความคิดของผู้นำให้สามารถคิดและขับเคลื่อนด้วย AI ได้จริง เราร่วมกับจุฬาฯ เพื่อออกแบบประสบการณ์ที่ต่อยอดได้ทั้งในห้องเรียนและการทำงาน โดยเชื่อมั่นว่าผู้สำเร็จหลักสูตรจะเป็นแรงขับสำคัญในการพาไทยก้าวทันโลกอย่างแท้จริง

หลักสูตร NEXUS AI รุ่นที่ 1 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างเครือข่ายผู้นำไทยที่พร้อมก้าวสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ โดยเกิดจากความร่วมมือของ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Degree Plus และพันธมิตรในเครือ LEARN Corporation เพื่อพัฒนาผู้นำไทยให้ขับเคลื่อนองค์กรและสังคมด้วยเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน เพราะในโลกที่ AI ไม่ได้มาแทนคน แต่จะ “ยกระดับผู้นำที่พร้อมใช้ AI เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้โลกธุรกิจ” ผู้สนใจหลักสูตร NEXUS AI สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://lifelong.chula.ac.th/nexus/ หรือ LINE: @ChulaNEXUS

ก้าวสู่ปีที่ 9! มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา ยกระดับการศึกษาโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 7,019 ทั่วประเทศ

ก้าวสู่ปีที่ 9! มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา ยกระดับการศึกษาโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 7,019 ทั่วประเทศ

ก้าวสู่ปีที่ 9! มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา ยกระดับการศึกษาโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 7,019 ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.32 น.

ก้าวสู่ปีที่ 9! มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี รวมพลัง 3 ภาคส่วน ยกระดับการศึกษาโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 7,019 ทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าเข้มแข็ง มุ่งสร้างอิมแพ็คระดับชาติอย่างยั่งยืน

19 พฤศจิกายน 2568 มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี นำโดย องคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ในฐานะประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เป็นประธานเปิดงาน “CONNEXT ED Education Forum 2025” ภายใต้แนวคิด “Thailand’s Education Future: อนาคตการศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย” ผนึกกำลังขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 9 สะท้อนความสำเร็จอันเกิดจากพลังแห่งความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ซึ่งได้ร่วมกันสร้างผลลัพธ์และอิมแพ็คที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 7,019 แห่งทั่วประเทศ  เร่งขยายผลการดำเนินงานระยะที่ 4 ยกระดับโรงเรียนก้าวสู่มาตรฐานสากล ส่งเสริมให้เด็กไทยเป็นเด็กดี มีความสามารถ พร้อมก้าวสู่โลกอนาคตอย่างมีคุณภาพ และร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

โดยมีคณะที่ปรึกษามูลนิธิฯ รองศาสตราจารย์ นราพร จันทร์โอชา และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยซีอีโอ คณะผู้บริหารจากองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง อาทิ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ นายวีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพลังงานและบริหาร กลุ่มมิตรผล นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บจก. โตชิบา ไทยแลนด์ บจก. ไทยโตชิบาอุตสาหกรรม  และ บจก. สวนอุตสาหกรรมบางกระดี นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีพี ออลล์  นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานคณะผู้บริหารทรัพยากรบุคคล เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ กรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และนายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP กลุ่มธุรกิจ ทีซีพี และมูลนิธิใจกระทิง ตลอดจนผู้บริหารเครือข่ายพันธมิตร 61 องค์กร ร่วมงาน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

#ชู 5 ยุทธศาสตร์หลัก สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง

จากจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในปี 2559 ปัจจุบัน มีองค์กรเอกชนพันธมิตรกว่า 61 องค์กร มีโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีที่อยู่ในสังกัด สพฐ.จำนวน 7,019 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาสะสมแล้วกว่า 2.47 ล้านคน ขณะที่มีผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) จำนวน 2,145 คน ร่วมพัฒนาโรงเรียน พร้อมด้วย ICT Talent อีก 6,700 คน  เพื่อเสริมทักษะดิจิทัลและเอไอ ครอบคลุมในระดับพื้นที่ อีกทั้งยังพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษากว่า 82,000 คน ทำให้ครู 76% ใช้เทคโนโลยีในการสอนมากขึ้น และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ Learning Center ในโรงเรียนกว่า 2,000 แห่ง และได้จัดสรรคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คและอุปกรณ์การเรียนรู้ดิจิทัล พร้อมการอบรมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเอไอเพื่อการเรียนการสอนแก่ครูและนักเรียน รวมมูลค่ากว่า 115 ล้านบาท ทำให้ครูและนักเรียนมีทักษะ Digital & Computer Literary เพิ่มขึ้น 75% โดยผลการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ได้สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องตามกลไก 5 ยุทธศาสตร์หลัก ผ่านความร่วมมือในการดำเนินงานของ 5 คณะทำงาน ภาครัฐ-เอกชน ที่มาช่วยเสริมแกร่งให้เป็นไปตามเป้าหมายของมูลนิธิฯ ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์ที่ 1: การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาที่ได้มาตราฐานอย่างโปร่งใสสู่สาธารณะ (Standard & Transparency) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับมูลนิธิฯ สนับสนุนการดำเนินงาน กำกับติดตาม และประเมินผลการบันทึกข้อมูลในระบบ School Management System (SMS) ของโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีทั่วประเทศตามช่วงเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ยังมีการขยายผลการใช้ระบบ SMS จาก 7,019 โรงเรียน ไปสู่ 29,000 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนด้าน Cloud Server จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ข้อมูลสถานศึกษามีมาตรฐาน โปร่งใส และเป็นระบบ รวมถึงปรับปรุงเกณฑ์ KPI ให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกยุคดิจิทัล ซึ่งได้รับคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์จาก McKinsey ตลอดจนการสนับสนุนทางด้านวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากความร่วมมือดังกล่าว ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอยู่ในเกณฑ์ดี (GOOD) เพิ่มขึ้นกว่า 58%

2.ยุทธศาสตร์ที่ 2: กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม (Market Mechanisms) ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยมี School Partner กว่า 2,100 คน ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง ร่วมพัฒนาครอบคลุมโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ทั้งหมด 7,019 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้ School Partners เหล่านี้ เติบโตเป็นผู้นำรุ่นใหม่กว่า 23% พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

3.ยุทธศาสตร์ที่ 3: การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน (High Quality Principals & Teachers) โครงการ ICT Talent ภาครัฐ ได้รับการยอมรับและผลักดันจากกระทรวงศึกษาธิการ และมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แต่งตั้ง ICT Talent ภาครัฐกว่า 6,700 คน ครอบคลุมทุกโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี สนับสนุนให้ผู้บริหารสถานศึกษา และครู พัฒนาความรู้และทักษะดิจิทัล ครูมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI ในการเรียนการสอนเพิ่มขึ้นถึง 80% พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชน ช่วยพัฒนาทักษะด้าน Facilitator และ Coaching ให้แก่ผู้บริหารและครูเพิ่มขึ้นอีก 53%

4.ยุทธศาสตร์ที่ 4: เด็กเป็นศูนย์กลาง เสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ (Child Centric & Curriculum) จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ Learning Centers กว่า 2,000 แห่งในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี พร้อมทั้งมีภาคเอกชนร่วมเปิดพื้นที่เป็น Learning Center เพิ่มอีกกว่า 27 แห่ง ซึ่งการเรียนรู้แบบ Child-Centric ใน Learning Center ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้น 82% และมีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพเพิ่มขึ้น 73% ทั้งนี้ ยังร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำวิจัยการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือ Learning Center ต้นแบบสำหรับโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี เพื่อขยายผลไปยังโรงเรียนในสังกัดสพฐ.ทั่วประเทศ และมูลนิธิฯ มีการจัดทำคลังความรู้ World Library แพลตฟอร์มที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้จากองค์กรพันธมิตรที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของเยาวชน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษา

5.ยุทธศาสตร์ที่ 5: การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของสถานศึกษา (Digital & AI Infrastructure) จัดสรรคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและอุปกรณ์การเรียนรู้ดิจิทัล พร้อมการอบรมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเอไอเพื่อการเรียนการสอนแก่ครูและนักเรียน รวมมูลค่ากว่า 115 ล้านบาท ทำให้ครูและนักเรียนมีทักษะ Digital & Computer Literary เพิ่มขึ้น 75% และเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์พร้อมใช้ โดยเริ่มจากองค์กรพันธมิตรของมูลนิธิฯ และสร้างแพลตฟอร์มบริจาคคอมพร้อมใช้ควบคู่กับการระดมทุน พร้อมทำงานร่วมกับ สพฐ. และสถาบันอาชีวศึกษา ในการรับมอบ ตรวจมาตรฐานคอมพิวเตอร์พร้อมใช้ และติดตั้งการคัดกรองข้อมูล (Filtering Software) เพื่อให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัยก่อนส่งมอบ ทั้งนี้ ยังส่งเสริมให้ครูและนักเรียนมีทักษะการประยุกต์ใช้ AI ในการเรียนการสอนอย่างมีจริยธรรมและวางระบบดูแล AI ให้เกิดการใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล (AI Governance)

#เจาะไฮไลท์ CONNEXT ED Education Forum 2025

งานครั้งนี้ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี ได้จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งพูดคุยแบ่งปันองค์ความรู้ เวิร์กชอปเปิดมุมมองการศึกษาไทยในยุคดิจิทัล

• ภาครัฐ–ประชาสังคม–เอกชน ผนึกกำลังขับเคลื่อนพันธกิจสร้างผลลัพธ์และอิมแพ็คที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ส่งเสริมให้เด็กไทยเติบโตเป็น “เด็กดี มีความสามารถ” โดยในงาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบเกียรติบัตรให้แก่โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีที่มีผลสัมฤทธิ์ดีอย่างต่อเนื่อง ประจำปี 2568

• จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจ ไปกับ 7 โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีต้นแบบจากทุกภูมิภาคที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จ ให้ผู้อำนวยการ คุณครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้นำไปต่อยอด เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโรงเรียนในพื้นที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น รร.บ้านบ่อหลวง จ.เชียงใหม่ รร.บ้านตากแดด จ.พังงา รร.บ้านโคกมะเมียน (ธรรมสุชาติอุทิศ) จ.สุรินทร์ รร.บ้านห้วยจรเข้ โคราช รร.กรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม จ.ราชบุรี  รร.วัดกระทุ่ม (โสมประชาสรรค์) จ.ฉะเชิงเทรา และ รร.บ้านร่องแมด จ.พะเยา

• ปั้นเด็กไทย Shaping Digital Citizenship & Future Skills จัดบรรยายพิเศษหัวข้อ “พลเมืองดิจิทัลและทักษะแห่งอนาคต” ตามด้วยปฏิบัติการเวิร์กช็อป “Empowering CONNEXT ED Schools for the Future World” ดำเนินการโดย Slingshot Group ที่เปิดพื้นที่ให้คณะทำงานรัฐร่วมเอกชน บุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี School Partner และ ICT Talent ระดมความคิด-ทดลอง-ออกแบบ-ลงมือวางแผน เพื่อพลิกโฉมโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีให้ตอบโจทย์โลกอนาคตอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น งานครั้งนี้ ยังยกทัพ Best Practice Sharing จากโรงเรียนคอนเน็กซ์ อีดี มาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการ บอกเล่าเรื่องราว The Key of Success, The Future We Learn ถ่ายทอดพลังแห่งความร่วมมือด้านการศึกษา ภายใต้แนวคิด “ความสำเร็จวันนี้ คืออนาคตของพวกเรา” รวมถึง Learning Center Experience:  สัมผัสประสบการณ์ในรูปแบบจำลอง “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือ Learning Center” ที่มูลนิธิฯ ภาครัฐ และภาคเอกชน ได้ร่วมกันผลักดัน พร้อมชมกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-Centric) สนับสนุนการเรียนรู้ตามความสนใจ (Extracurricular) สามารถค้นพบศักยภาพของตนเองและมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)  ปิดท้ายด้วยโซนโชว์เคสความสำเร็จจากโรงเรียนทั่วประเทศ และบูธจากเครือข่ายพันธมิตรเอกชนกว่า 61 องค์กร ที่ร่วมสร้างผลลัพธ์การศึกษาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

สำหรับองค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-858-1881-2 หรืออีเมล : Partners.connexted@gmail.com รวมถึงสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิฯ ได้ที่ connexted.org

#มูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี #CONNEXTEDfoundation

เว็บไซต์: http://connexted.org

FB: CONNEXT ED

#เกี่ยวกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED Foundation)

มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2559 จากโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ภายใต้ความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ต่อมาจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิในปี 2563 โดยมีเจตนารมณ์และความมุ่งมั่น ในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้มั่นคงและยั่งยืน ตามแนวทาง 5 ยุทธศาสตร์หลัก พร้อมเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้ามาส่งเสริมการศึกษาเยาวชนไทย

ปัจจุบัน มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี มีเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชนชั้นนำของไทยรวมแล้ว 61 องค์กร โดยมี 12 องค์กรเอกชน ร่วมเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์, กลุ่มเซ็นทรัล, บมจ. ซีพี ออลล์, บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร, กลุ่มมิตรผล, กลุ่มปตท., ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), เอสซีจี, บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ, บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป และ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

ต่อมาในระยะที่ 2 มีเครือข่ายพันธมิตรเข้าร่วม ได้แก่ บมจ. บ้านปู, สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์, บจ. ไทยฮอนด้า, บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น , บมจ. บีอีซี เวิลด์, บจ. เบอร์แทรม (1958), บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย), บจ. เอดู พาร์ค, โรงเรียนเอ็นคอนเส็ปท์ อี แอคเคเดมี่, บจ. โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์), บจ. เควี อิเล็กทรอนิกส์, บจ. เอส เค โพลีเมอร์, บจ. สลิงชอท กรุ๊ป, บจ. ไทยโตชิบาอุตสาหกรรมไฟฟ้า และบจ. สวนอุตสาหกรรมบางกะดี, บจ. เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย)

หลังจากนั้นในระยะที่ 3 มีเครือข่ายพันธมิตรเข้าร่วม ได้แก่ บจ. แอมิตี,  บมจ. บี.กริม เพาเวอร์,  บมจ. ซี.พี.แลนด์, บจก. เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร (ข้าวโพด), บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า, บมจ. ทิปโก้แอสฟัลท์, บมจ. วีจีไอ

บมจ. เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, กลุ่มธุรกิจ ทีซีพี, บมจ. สมิติเวช, บจ. โพรนาลิตี้, ธนาคารออมสิน, บจ. ไตรโซลูชั่น, เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล, บจ. เอ็ดดูเคชั่น อีซี่ (ไทยแลนด์), สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, บจ. ฟู้ดแพชชั่น, สํานักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), บจ. ทรู ดิจิทัล พาร์ค, แพคริม กรุ๊ป, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), บริษัท ทีทรี เทคโนโลยี จำกัด และ บจ. ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ 

ล่าสุด ในระยะที่ 4 นี้ มีเครือข่ายพันธมิตรใหม่เข้าร่วม ได้แก่ บจ. โชว์ไร้ขีด, บมจ. โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์, วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์, บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย, บจ. อินสครู, บจ.  เพลินจะเรียน เพียรจะเล่น, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE)

กว่าจะเป็นภาพถ่ายสุดทึ่ง ‘The Fall of Icarus’ ผสานทั้งตำนาน-เทคโนโลยี-ศิลปะเข้าด้วยกัน

กว่าจะเป็นภาพถ่ายสุดทึ่ง 'The Fall of Icarus' ผสานทั้งตำนาน-เทคโนโลยี-ศิลปะเข้าด้วยกัน

กว่าจะเป็นภาพถ่ายสุดทึ่ง ‘The Fall of Icarus’ ผสานทั้งตำนาน-เทคโนโลยี-ศิลปะเข้าด้วยกัน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.11 น.

กว่าจะเป็นภาพถ่ายสุดทึ่ง ‘The Fall of Icarus’ ผสานทั้งตำนาน-เทคโนโลยี-ศิลปะเข้าด้วยกัน

เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก “NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า “นี่คือภาพถ่ายแนว Silhouette เงาของมนุษย์ที่ดูเสมือนกำลังตกจากสวรรค์ โดยมีดวงอาทิตย์ที่ถูกบันทึกในช่วงคลื่นไฮโดรเจน-อัลฟา เป็นพื้นหลัง

ภาพถ่ายอันน่าทึ่งนี้มีชื่อว่า “The Fall of Icarus” ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานเทพปกรณัมกรีกโบราณ ซึ่งเล่าว่า อิคารุส พยายามบินไปบนท้องฟ้าด้วยปีกเทียม แต่กลับบินเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากเกินไปจนขี้ผึ้งเชื่อมปีกเทียมละลาย และตกลงสู่พื้น ซึ่งช่างภาพต้องการสร้างสรรค์ภาพลวงตา ให้ดูเหมือนมนุษย์กำลังร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์ โดยมีพื้นหลังเป็นดวงอาทิตย์ที่ปั่นป่วนราวกับเปลวเพลิงในตำนาน

ผลงานชิ้นนี้เกิดจากความร่วมมือของนักถ่ายภาพดาราศาสตร์ Andrew McCarthy และนักโดดร่ม Gabriel C. Brown สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อจับภาพของมนุษย์ที่กำลังดิ่งพสุธา ตัดกับพื้นผิวดวงอาทิตย์อันปั่นป่วนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนที่ซับซ้อนอย่างมาก ช่างภาพต้องใช้การคำนวณที่แม่นยำเพื่อตั้งกล้องอยู่ห่างออกไปกว่า 2.4 กิโลเมตร ในขณะที่นักโดดร่มต้องกระโดดจากเครื่องบินที่ความสูงจากพื้นดินกว่า 1 กิโลเมตร เพื่อให้สามารถโฟกัสได้ทั้งนักโดดร่มที่เป็นฉากหน้าและดวงอาทิตย์ที่เป็นฉากหลังได้อย่างคมชัด

ทีมงานใช้การโทรศัพท์แบบ 3 สาย ระหว่าง ช่างภาพ นักบินพารามอเตอร์ และนักโดดร่ม เพื่อควบคุมจังหวะการกระโดดให้ตรงกับแนวเล็งของกล้องในเสี้ยววินาที นอกจากนี้ พื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่ปรากฏในภาพไม่ได้เป็นเพียงแสงจ้า แต่เป็นภาพรายละเอียดของบรรยากาศชั้นโครโมสเฟียร์ ที่ถูกบันทึกผ่านแผ่นกรองแสงในช่วงคลื่นไฮโดรเจน-อัลฟา ซึ่งเป็นแผ่นกรองแสงเฉพาะทางที่กรองแสงที่เปล่งจากแก๊สไฮโดรเจน ทำให้สามารถบันทึกภาพของจุดบนดวงอาทิตย์ และพื้นผิวที่ปั่นป่วนของดวงอาทิตย์ได้อย่างชัดเจน โดยรายละเอียดคมชัดเหล่านี้มาจากเทคนิคการซ้อนภาพถ่ายดวงอาทิตย์หลายร้อยภาพเข้าด้วยกัน

ภาพถ่าย “The Fall of Icarus” นับเป็นการผสานตำนานเข้ากับเทคโนโลยีและศิลปะแห่งความแม่นยำอย่างแท้จริง

เรียบเรียง: ธนกฤต สันติคุณาภรต์ – หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร.”

‘ศุภมาส’ประชุมองค์กรสื่อ ร่วมประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

'ศุภมาส'ประชุมองค์กรสื่อ ร่วมประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

‘ศุภมาส’ประชุมองค์กรสื่อ ร่วมประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.47 น.

“ศุภมาส”ประชุมองค์กรสื่อ ร่วมประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ผนึกกำลังสื่อไทย-อินฟลูฯ ร่วมสื่อสารให้ปชช.เข้าใจง่ายทุกช่วงวัย-ถูกต้องตามโบราณราชประเพณีอย่างสมพระเกียรติ

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมองค์กรสื่อ – สื่อออนไลน์ เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ต่อมา น.ส.ศุภมาส แถลงผลการประชุมว่า ในฐานะประธานทีมประชาสัมพันธ์ ได้เชิญหลายหน่วยงานที่เป็นสื่อมวลชน ทั้งสื่อดิจิทัล ออนไลน์ และแพลตฟอร์มใหญ่ๆมาพูดคุยร่วมกันวางแผน วางแนวการประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเข้าถึงได้ง่ายที่สุด หน่วยงานที่เข้ามาร่วมคุยวันนี้มีหลายภาคส่วน ได้แก่ สมาคมผู้ประกอบการสื่อดิจิทัล สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย รวมทั้งตัวแทนจากแพลตฟอร์มต่างๆ โดยมีกรมประชาสัมพันธ์เป็นแกนกลาง

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ตนอยากให้ข้อมูลที่เราสื่อออกไปเป็นข้อมูลที่ประชาชนเข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย และที่สําคัญต้องถูกต้องตามโบราณราชประเพณี เพราะพระราชพิธีครั้งนี้เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนให้ความสําคัญอย่างสูงที่สุด และเป็นโอกาสให้เราทุกคนร่วมกันเทิดพระเกียรติด้วยความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตนจึงให้กรมประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล ทั้งเว็บไซด์ เพจพระลาน เพื่อให้ทุกช่องทางสื่อสารสามารถนําข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบแล้วไปใช้ได้ทันที เพื่อให้ไม่มีการคลาดเคลื่อนและมีความเชื่อถือได้ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าสื่อออนไลน์มีบทบาทสูงมาก ตนจึงอยากให้พวกเราทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดขึ้น ทั้งการทำคอนเทนต์ที่เหมาะกับคนทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ การใช้ภาษาให้อ่านง่าย สื่อสารง่าย เข้าใจง่าย รวมถึงการผสานพลังของอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เพื่อช่วยกระจายข้อมูลไปสู่ประชาชนทั้งในและนอกประเทศให้มากที่สุด การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะทําให้การสื่อสาร ของเราเป็นระบบขึ้น และทําให้งานการประชาสัมพันธ์พระราชพิธีสําคัญครั้งนี้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติมากที่สุด

‘ศาสนิกชน5ศาสนา-กลุ่มชาติพันธุ์-ผู้พิการ’ เข้ากราบถวายความอาลัยพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

'ศาสนิกชน5ศาสนา-กลุ่มชาติพันธุ์-ผู้พิการ' เข้ากราบถวายความอาลัยพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘ศาสนิกชน5ศาสนา-กลุ่มชาติพันธุ์-ผู้พิการ’ เข้ากราบถวายความอาลัยพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.2568 เวลา 08.00 – 21.00 น. โดยมีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ เจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อย รวมถึงคอยให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุ ผู้พิการและประชาชนตลอดเส้นทางเพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

สำหรับบรรยากาศวันนี้ นับเป็นวันที่ 11 ประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและหลายจังหวัด พร้อมใจแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์เดินทางมาผ่านจุดคัดกรองที่ท้องสนาทหลวง และพักยังจุดพักคอยที่อุโมงค์หน้าพระลาน เข้าประตูมณีนพรัตน์ มุ่งหน้าเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

และมีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จ.ชัยนาท, จ.ชัยภูมิ , จ.ชุมพร, จ.เชียงราย มีกลุ่มชาติพันธุ์ 6 กลุ่ม ประกอบด้วยอาข่า ลาหู่ ม้ง เย้า จิน และลีซอ แต่งกายด้วยชุดชาติพันธุ์พื้นเมือง, สภาสถาปนิก, คณะนักศึกษา วปรอ. รุ่น 4313, คณะนักเรียนอนุบาลโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ, กลุ่มผู้พิการ และเครือข่ายองค์กรคนพิการทั่วประเทศ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นางสาวซาบิดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำคณะผู้บริหาร วธ.กรมการศาสนา และศาสนิกชนทั้ง 5 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู และศาสนาซิกข์ จาก 15 องค์การ เข้าร่วมกราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง 

ทั้งนี้ ประชาชนจะได้รับภาพพระฉายาลักษณ์ และภาพพระโกศ พระบรมศพ ไว้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งมีการแจกเข็มกลัดโบว์ดำไว้อาลัย พระราชทาน จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตรงประตูทางออกแก่ประชาชนที่มาถวายบังคมพระบรมศพด้วย

5 ผู้นำศาสนาถวายความอาลัย

ด้าน ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ประธานร่วมกรรมการประสานงานคริสตจักรโปรเตสแตนท์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรคริสต์ทั้ง 5 องค์กร พร้อมใจมาถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เราทุกคนต้องยอมรับว่า เราอยู่ในประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังมีพระชนม์ชีพ รับรู้เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจที่ทรงงานเพื่อราษฎรมาโดยตลอด

ที่ผ่านมา สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงให้การสนับสนุนช่วยเหลือองค์กรศาสนาคริสต์หลายองค์กร ในด้านพันธกิจต่างๆ ทั้งในทางตรงทางอ้อม เคยเสด็จฯ ไปทรงร่วมงานของโรงเรียนคาทอลิกหลายครั้ง เนื่องจากทรงศึกษาในโรงเรียนคาทอลิกเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ และเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรบนภูเขา ทรงริเริ่มโครงการต่างๆมากมาย ชนเผ่าต่างๆที่นับถือศาสนาคริสต์ก็ได้รับประโยชน์ ถ้าจะพรรณนาก็คงไม่หมด  

”ส่วนตัวผมมีเรื่องราวซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่จดจำได้ไม่ลืม คือเมื่อตอนน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพฯ ผมเขียนหนังสือชื่อว่า น้ำท่วมใจ ใจท่วมน้ำ สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ แจ้งมาเพื่อขอให้ใส่หนังสือไปในถุงยังชีพพระราชทาน เพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัย ภายหลังสมเด็จพระพันปีหลวง สวรรคต คริสตชนพร้อมใจกันจัดกิจกรรมถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่านอย่างต่อเนื่อง เพื่อน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

นายอนันต์ สัจเดว์ สมาคมตรีคุรุสิงห์สภา กล่าวว่า การสูญเสียพระองค์ท่านเป็นความโศกเศร้าของพสกนิกรไทยทั้งประเทศ ขณะที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงพระประชวรประทับโรงพยาบาลจุฬาฯ ชาวไทยซิกข์สวดมนต์ให้พระองค์ทรงหายจากพระประชวร แต่เมื่อสวรรคตทรงเป็นแม่แห่งชาติและเป็นองค์อุปถัมภ์ศาสนาซิกข์ ชาวไทยซิกข์พร้อมใจถวายอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตนและพี่น้องชาวไทยซิกข์นับหมื่นคนเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์ท่านเสด็จในโอกาสโอกาสเฉลิมฉลองศาสนาซิกข์ 500 ปี ณ โรงละครแห่งชาติ สร้างความปลาบปลื้มให้กับชาวไทยซิกข์ ทรงดูแลชาวซิกข์ตลอดมา สมาคมตรีคุรุสิงห์สภาเป็นศูนย์กลางศาสนาซิกข์ในประเทศไทยจะสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ในด้านช่วยเหลือประชาชนและการสาธารณสุขต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป 

นายกิตติพันธ์ ใจดี ที่ปรึกษาสมาคมนามธารีสังคัตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังสวรรคตชาวไทยซิกข์ร่วมจัดพิธีน้อมรำลึกพระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงทำเพื่อคุณณูปการของชาวไทย โดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา ทั้งที่ศาสนสถานและองค์กรต่างๆ รวมถึงศาสนิกชนของเราร่วมบริจาคโลหิตและบริจาคทรัพย์แก่สภากาชาดไทย เพราะสมเด็จพระพันปีหลวงทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนากิจการสภากาชาดไทยเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ ชาวไทยซิกข์ได้มาอาศัยใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ได้รับโอกาสที่ดีในการพัฒนาชีวิต ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ ต่างน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ พร้อมใจกันมาแสดงความจงรักภักดีและถวายความอาลัยร่วมกับ 4 ศาสนา ซึ่งกรมศาสนานำคณะ 5 ศาสนามาถวายอาลัยอย่างพร้อมเพรียง

คนพิการร่วมน้อมารำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

นายวรกร ไหลหรั่ง ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านคนพิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส (สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์)​ และ ดร.ณรงค์ ไปวันเสาร์ อุปนายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย กล่าวพร้อมกันว่า วันนี้ เป็นโอกาสที่คนพิการได้มาถวายอาลัยต่อสมเด็จพระพันปีหลวง พระองค์ทรงรักคนพิการ ทรงดูช่วยเหลือคนพิการตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ คนด้อยโอกาส คนชรา ผู้ยากไร้ 

“สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงช่วยเหลือคนพิการในทุกด้าน ทั้งเรื่องงาน อาชีพ กลุ่มศิลปาชีพ การทอผ้า การแนะนำการใช้ชีวิตต่างๆ ให้การดูแลรักษา เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิ์ต่างๆ พระองค์พระราชทานเบ็ดตกปลา เพื่อให้สามารถตกปลาหากินได้ ทรงทำให้คนพิการมีรายได้ทั้งครอบครัว นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ซึ่งคนพิการไม่ได้หวังรับเพียงอย่างเดียว เราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนชีวิตให้เป็นไปตามขบวนการที่จะเป็นไปได้ ตามที่พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงทำเพื่อประชาชนจริงๆ พระองค์ทรงสละแรงกายแรงใจในการทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนทุกประเภท ไม่ใช่แค่คนพิการเท่านั้น ทรงช่วยเหลือทุกอย่าง ทุกคนโดยไม่เคยละเว้นเลย”

ดร.ณรงค์-นายวรกร กล่าวอีกว่า ในฐานะผู้นำคนพิการ จะน้อมนำความรู้และอาชีพที่พระองค์พระราชทานไว้ ถ่ายทอดให้กับคนพิการรุ่นต่อๆไป เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือกันเป็นทอดๆ และดูแลกันต่อๆไป

น.ส.ประภาวัลย์ เมฆประสาท คนพิการด้านการเคลื่อนไหว กล่าวว่า ตนเข้าร่วมคณะคนพิการที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำกลุ่มคนพิการมาร่วมถวายอาลัยและถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  ก่อนหน้านี้ ตนได้มาถวายสักการะพระบรมศพหน้าพระฉายาลักษณ์ที่ศาลาสหทัยสมาคม ด้วยตนเองคนเดียว  ด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเพื่อจะได้แนะนำคนพิการที่อยากมากราบ ตนเคยถวายฎีกาเพื่อรอรับพระราชทานความช่วยเหลือต่อในหลวง ร. 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง จากนั้น ได้รับจดหมายตอบกลับจากสำนักพระราชวังและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานให้ความช่วยเหลือ เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตผ่านพ้นความทุกข์ยากลำบาก  มีอาชีพดูแลตัวเอง และมีส่วนร่วมช่วยเหลือคนพิการเพื่อตอบแทนคุณพระองค์ท่าน นอกจากนี้ ตนกับเพื่อนผู้พิการอีก 3 คน ประดิษฐ์เข็มกลัดโบว์สีดำถักจากไหมพรมจำนวนกว่า 1,500 ชิ้น เตรียมนำมาแจกจ่ายให้ประชาชนที่เดินทางมากราบพระบรมศพภายในสัปดาห์หน้า รวมถึงจะหาเวลามากราบพระบรมศพพระองค์ท่านอยู่เสมอด้วย

นางสาววณิชา สงวนศักดิ์ อายุ 63 ปี ชาวบางซื่อ กทม. กล่าวว่า ตนเดินทางมากราบทุกวันตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.ที่เปิดให้เข้ากราบวันแรก จนถึงวันนี้ ตนได้เข้ากราบแล้วกว่า 30 รอบ ตนอยู่ในกลุ่ม “รวมพลคนรักสถาบัน” ตั้งใจจะเดินทางมาทุกวัน จะมาเข้ากราบให้ได้ 999 ครั้งจนถึงวันถวายพระเพลิง มีความซาบซึ้งเพราะตั้งแต่เด็กก็เห็นพระองค์ท่านเดินเคียงคู่กับในหลวง ร.9 เสด็จไปทุกที่ไปเยี่ยมราษฎรในถิ่นธุรกันดารเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีอาชีพในการดำรงค์ชีวิตการกินดีอยู่ที่ดีขึ้น 

“ถึงแม้ตนจะไม่เคยได้รับพระมหากรุณาโดยตรงแต่ก็รักพระองค์ท่านที่ทรงเสียสระเพื่อดูแลประชนมาโดยตลอด พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ดูแลประชาชนดีมากๆ สิ่งที่เราทำให้พระองค์ท่านต่อไป คือ มาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 และสมเด็จพระพันปีหลวง พวกเราเดินตามคำสอนของพระองค์ท่านมาโดยตลอดในการทำความดีมีความซื่อสัตย์ รู้หน้าที่ วันนี้พระองค์ท่านไม่อยู่แล้ว พวกเราก็จะมาแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีต่อในหลวง ร.9 สมเด็จพระพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์พระทุกพระองค์ อย่างนี้ตลอดไป“.

012

ถวายอาลัย! ผู้พิการเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

ถวายอาลัย! ผู้พิการเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

ถวายอาลัย! ผู้พิการเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.44 น.

19 พฤศจิกายน 2568 ตามที่สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.โดยมีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อย รวมถึงคอยให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุ ผู้พิการและประชาชนตลอดเส้นทางเพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

ต่อมา ที่บริเวณท้องสนามหลวง เขตพระนคร กทม.ได้มีการติดป้ายประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง กำหนดการเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ช่วงวันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2568 เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมถวายความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวังโดยประกาศระบุว่า การเข้าสักการะภายในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้เข้าระหว่างเวลา 08.00-14.00 น.ซึ่งจุดคัดกรองจะปิดในเวลา 13.00 น.เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเรียบร้อยและปลอดภัยต่อประชาชนที่เดินทางมาจำนวนมาก

โดยวันนี้ มีผู้พิการเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสาได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้าถวายสักการะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ