ทรู ผนึก ม.แม่โจ้ เสริมแกร่ง อินทนิลเกมส์ 2026 ชูแนวคิด Rank YOU Up ยกระดับอีสปอร์ตไทยอย่างยั่งยืน

ทรู ผนึก ม.แม่โจ้ เสริมแกร่ง อินทนิลเกมส์ 2026  ชูแนวคิด Rank YOU Up ยกระดับอีสปอร์ตไทยอย่างยั่งยืน

ทรู ผนึก ม.แม่โจ้ เสริมแกร่ง อินทนิลเกมส์ 2026 ชูแนวคิด Rank YOU Up ยกระดับอีสปอร์ตไทยอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จับมือ ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 หรือ ‘อินทนิลเกมส์ 2026’ อย่างยิ่งใหญ่ ณ จังหวัดเชียงใหม่ รวมสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศกว่า 109 แห่ง พร้อมทัพนักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องรวมกว่า 20,000 คน ร่วมชิงชัยใน 40 ชนิดกีฬา ภายใต้แนวคิดหลัก ‘Dream & Green’ มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ควบคู่กับการปลูกฝังจิตวิญญาณนักกีฬา ‘Spirit Smart Sport’ เพื่อพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ โดยทรูสนับสนุนและเสริมแกร่งการจัดการแข่งขันด้วยโครงข่ายทรู 5G ระบบสื่อสารที่ทันสมัย ยกระดับประสบการณ์การรับชมผ่านการถ่ายทอดสดครอบคลุมทุกสนามแข่งขัน ทั้งยังผลักดันกีฬาอีสปอร์ตภายใต้แนวคิด “Rank YOU Up” เพื่อวางรากฐานกีฬามหาวิทยาลัยและอีสปอร์ตไทยอย่างยั่งยืน

รศ. ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า “การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 หรือ อินทนิลเกมส์ 2026 เป็นความร่วมมือของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และเครือข่าย 12 สถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพร่วม มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมกว่า 109 สถาบัน นักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องรวมกว่า 20,000 คน พร้อมการแข่งขันมากกว่า 40 ชนิดกีฬา

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ให้ความสำคัญในการจัดการแข่งขันภายใต้ แนวคิดการจัดงาน Spirit | Smart | Sport | Sustainability  เล่นด้วยสปิริต  คิดอย่างสร้างสรรค์  ปลุกฝันคนรุ่นใหม่ ใส่ใจความยั่งยืน  “อินทนิลเกมส์ 2026”  ตั้งเป้าหมายให้เป็นการจัดแข่งขันกีฬาระดับชาติครั้งนี้แบบ Low Carbon Model  กีฬาคน Gen Z ที่ใส่ใจความยั่งยืน รวมถึงกิจกรรมในวันนี้เราก็มุ่งลดการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด  มีระบบบริหารจัดการขยะ  เสื้อคณะกรรมการผลิตจากวัสดุรีไซเคิล  มีกิจกรรมให้ผู้ร่วมงานปลูกต้นกล้าอินทนิล ซึ่งจะช่วยดูดซับคาร์บอน ลดโลกร้อน และมีแนวทางการรองรับการจัดการพลังงานโดยเฉพาะอาคารทศมินทรบพิตร สามารถรองรับการแข่งขันกีฬาได้หลายชนิด  มีรถไฟฟ้าบริการรับส่งนักกีฬาแต่ละสนามภายในมหาวิทยาลัยแม่โจ้  นอกจากนั้น ยังจัดทำสูจิบัตรการแข่งขันแบบ E-book ที่ให้ทุกคนสามารถรับทราบรายละเอียดการแข่งขันได้อย่างทั่วถึง

อีกไฮไลต์สำคัญของ อินทนิลเกมส์ 2026 ในครั้งนี้  ได้สร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้รูปแบบของเหรียญกีฬาสำหรับการแข่งขันเป็นแบบ สตริงไทด์  นอกจากความภาคภูมิใจในการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาระดับประเทศในครั้งนี้แล้ว  ยังสามารถนำไปใช้สวมเป็นเครื่องแต่งกายแทนเนคไทเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของความเป็นคาวบอยแม่โจ้  ที่มีความแข็งแกร่ง อดทน สู้งาน ถือเป็นที่ระลึกจาก อินทนิลเกมส์ 2026 ความสำเร็จของการแข่งขันครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่สนับสนุนด้านโครงข่าย การสื่อสาร และการถ่ายทอด รองรับผู้เข้าร่วมงานกว่า 20,000 คน ในนามมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอขอบคุณทรูที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอินทนิลเกมส์ 2026 ให้สำเร็จด้วยดี”

โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บมจ. ทรูคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 หรือ อินทนิลเกมส์ 2026 เป็นเวทีกีฬามหาวิทยาลัยที่ทรูภาคภูมิใจได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ทั้งด้านโครงข่าย ทรู 5G และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมผลักดันกีฬาระดับอุดมศึกษาให้เข้าถึงคนไทยทั่วประเทศ ทรูเชื่อว่ากีฬาเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และพลังบวกให้กับสังคม โดยเฉพาะพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ Gen Z จากหลากหลายมหาวิทยาลัย ที่ได้แสดงศักยภาพและเติบโตไปพร้อมกัน สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ ทรูสนับสนุนโครงข่าย 5G ครอบคลุมทุกสนาม พร้อมการถ่ายทอดและเผยแพร่การแข่งขัน เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์จากสนามสู่ผู้ชมทั่วประเทศ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือกีฬา อีสปอร์ต ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่เยาวชน ทรูจึงเข้ามาสนับสนุนภายใต้แนวคิด ‘Rank YOU Up’ เพื่อยกระดับนักกีฬาอีสปอร์ตอย่างรอบด้าน ทั้งการ Rank Up Performance ด้วยเครือข่าย5G ที่เร็ว แรง เสถียร และปลอดภัย Rank Up Experience ถ่ายทอดสดผ่านแอปฯ TrueVisions NOW เพื่อเชื่อมต่อความมันส์จากสนามแข่งสู่ผู้ชมทั่วประเทศ และ Rank Up Offers & E Sportsmanship ผ่านการมอบ ‘ซิม YOU’ ซิมสำหรับวัยรุ่น อายุ 7-24 ปี จำนวนกว่า 800 ซิม ให้แก่นักกีฬา เพื่อใช้งานได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในการแข่งขัน ทรูหวังว่าการสนับสนุนครั้งนี้ จะเป็นอีกแรงสำคัญในการขับเคลื่อนกีฬามหาวิทยาลัยและอีสปอร์ตไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืน

“ศิริราช เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 18” ชิงถ้วย กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้คนไทย

“ศิริราช เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 18” ชิงถ้วย กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้คนไทย

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานงานแถลงข่าว “ศิริราช เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 18” ชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี ผศ. นพ.ธีรวุฒิ ธรรมวิบูลย์ศรี รองคณบดีฝ่ายเสริมสร้างสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ทพญ.ชรินญา กาญจนเสวี Influencer สายวิ่งชื่อดัง และคณะกรรมการผู้เกี่ยวข้อง ร่วมด้วย ณ ห้องประชุมสิรินธร ชั้น G อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช

ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมว่า “ในฐานะสถาบันการแพทย์ของแผ่นดิน ที่มีความมุ่งมั่นในการยกระดับความก้าวหน้าทางการแพทย์สู่ความเป็นเลิศในระดับสากลมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเป้าหมายของศิริราชไม่ใช่แค่การรักษาโรค แต่คือการสร้างสังคมไทยให้มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ซึ่งในยุคที่การดูแลสุขภาพกลายเป็นวิถีชีวิตของคนทุกวัย ผมยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่เราผลักดันมาตลอดนั้นมาถูกทาง เพราะเราเชื่อเสมอว่าเกราะป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือการเริ่มสร้างสุขภาพด้วยตัวเราเอง โดยในครั้งนี้กิจกรรมศิริราช เดิน-วิ่ง ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของคนไทยในการก้าวสู่การมีสุขภาพที่แข็งแรง อีกทั้งยังเป็นวาระอันสำคัญที่พสกนิกรจะได้รวมพลังกันเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้อีกด้วย”

ผศ. นพ.ธีรวุฒิ ธรรมวิบูลย์ศรี รองคณบดีฝ่ายเสริมสร้างสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดกิจกรรม เปิดเผยถึงรายละเอียดของกิจกรรม “ศิริราช เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 18” ว่า “ในปีนี้กำหนดจัดกิจกรรมขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569 โดยเรามีความตั้งใจออกแบบการแข่งขันให้ตอบโจทย์นักวิ่งทุกกลุ่มเป้าหมาย ผ่าน 2 ระยะทางหลักที่ท้าทายความสามารถ ได้แก่ ฮาล์ฟมาราธอน (Half Marathon) และ มินิมาราธอน (Mini Marathon) ซึ่งมีการแบ่งกลุ่มอายุทั้งชายและหญิงอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด โดยเริ่มตั้งแต่กลุ่มอายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งรุ่นนี้จะมีการแข่งขันเฉพาะมินิมาราธอน รุ่นอายุ 18-29 ปี 30-39 ปี 40-49 ปี 50-59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้เข้าถึงการออกกำลังกายอย่างทั่วถึง เรายังมีประเภท Fun Run หรือการเดินเพื่อสุขภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการร่วมสนุกโดยไม่เน้นการแข่งขัน ซึ่งในปีนี้ศิริราชพร้อมเปิดรับสมัครนักวิ่งรวมทั้งสิ้น 11,000 คน เพื่อร่วมสร้างสุขภาพที่แข็งแรงไปด้วยกัน”

รายละเอียดในแต่ละประเภทการวิ่งมีดังนี้

ฮาล์ฟมาราธอน ระยะทางประมาณ 21.1 กิโลเมตร Cut-Off เวลา 7.00 น. รับสมัคร 3,500 คน ค่าสมัคร 850 บาท เริ่มปล่อยตัวเวลา 03.30 น. ที่หน้า รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ วิ่งสวนทางจราจรขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ เลี้ยวขวาขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ วิ่งชิดเส้นทางด้านขวา (สวนทางจราจร) วิ่งขึ้นทางลาด (ทางรถลงที่มาจากสะพานพระราม 8) เลี้ยวขวาวิ่งไปทางสะพานพระราม 8 จนลงสะพานพระราม 8 วิ่งตรงไปตามถนนวิสุทธิกษัตริย์ จนถึงแยก จปร. วิ่งกลับสะพานพระราม 8 (สวนทางจราจร) วิ่งเข้าทางคู่ขนานลอยฟ้าฯ ฝั่งขาเข้า ผ่านหน้าพาต้า วิ่งตรงไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดเปิดที่กั้น (บริเวณ สน.ตลิ่งชัน) วิ่งข้ามาฝั่งขาออก แล้ววิ่งตรงไปตามทางจราจร จนถึงจุดกลับตัว (บริเวณปั๊ม ปตท.ตลิ่งชัน) กลับตัว วิ่งตามทางคู่ขนานลอยฟ้าฯ ฝั่งขาเข้า ผ่านเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เบี่ยงขวาลงทางลาด ผ่านวัด
อมรินทราราม วิ่งเข้าลานหน้า รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เข้าเส้นชัย และคืนพื้นผิวการจราจร

มินิมาราธอน ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร Cut-Off เวลา 7.00 น. รับสมัคร 4,000 คน ค่าสมัคร 650 บาท เริ่มปล่อยตัวเวลา 04.20 น. ที่หน้า รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ วิ่งสวนทางจราจรขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ เลี้ยวขวาขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ วิ่งชิดเส้นทางด้านขวา (สวนทางจราจร) วิ่งขึ้นทางลาด (ทางรถลงที่มาจากสะพานพระราม 8) เลี้ยวขวาวิ่งไปทางสะพานพระราม 8 จนลงสะพานพระราม 8 วิ่งตรงไปตามถนนวิสุทธิกษัตริย์ จนถึงแยก จปร. กลับตัวเข้าสู่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ (สวนทางจราจร) วิ่งตรงผ่านแยกบางขุนพรหม วิ่งกลับสะพานพระราม 8 (สวนทางจราจร) วิ่งเข้าทางคู่ขนานลอยฟ้าฯ ฝั่งขาเข้า ผ่านหน้าพาต้า ถึงจุดเปิดที่กั้น (ลุมพินีเพลส) วิ่งข้ามมาฝั่งขาออก กลับตัว วิ่งตามทางคู่ขนานลอยฟ้าฯ ฝั่งขาเข้าเบี่ยงขวาลงทางลาด วิ่งขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ เลี้ยวซ้ายผ่านวัดอมรินทราราม วิ่งเข้าลานหน้า รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เข้าเส้นชัย และคืนพื้นผิวการจราจร

เดินเพื่อสุขภาพ (Fun Run) ระยะทางประมาณ 5.5 กิโลเมตร Cut-Off เวลา 7.00 น. รับสมัคร 2,500 คน ค่าสมัคร 550 บาท เริ่มปล่อยตัวเวลา 05.30 น. ที่ศูนย์วิจัยการแพทย์ศิริราช (SiMR) วิ่งตรงไปตามถนนเรียบทางรถไฟ ลอดใต้สะพานอรุณอมรินทร์ ขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ จากนั้นกลับตัวขึ้นทางยกระดับมุ่งหน้าไปกรมอู่ทหารเรือ วิ่งไปตามทางยกระดับจนลงทางยกระดับ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนวังเดิม จนทะลุออกแยกถนนวังเดิม เลี้ยวขวาที่แยกถนนวังเดิม จนถึงทางยกระดับ วิ่งขึ้นบนทางยกระดับไปจนถึงสะพานอรุณอมรินทร์ เลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นชัย และคืนพื้นผิวการจราจร

ในแต่ละประเภทมีรางวัลและของที่ระลึกดังนี้ ผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 1 ในการแข่งขันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนและมินิมาราธอน จะได้รับถ้วยรางวัล Overall ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ส่วนผู้เข้าเส้นชัย เป็นอันดับ 2 หรือ 3 ของระยะทางวิ่งฮาล์ฟและมินิมาราธอน ในทุกกลุ่มอายุ จะได้รับถ้วยรางวัลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล
ผู้ที่เข้าเส้นชัย 50 อันดับแรกของระยะฮาล์ฟมาราธอนและมินิมาราธอน จะได้รับหมอนพิมพ์ลายน้องไบโอบ 1 ใบ และผู้สมัครที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน ทุกระยะทาง จะได้รับเสื้อที่ระลึก 1 ตัว พร้อมรับเหรียญที่ระลึก Collection 6 ปี ศิริราชเดิน-วิ่ง ที่บอกเล่าเรื่องราวสถานที่สำคัญของ รพ.ศิริราช จำนวน 1 เหรียญ

พิเศษสุดสำหรับผู้สมัครที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ สามารถเข้าร่วมประเภท VIP โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์เหนือระดับ โดยสามารถเลือกเข้าร่วมวิ่งได้ทุกประเภทระยะทาง พร้อมทั้งรับ Race Pack สุดพิเศษเฉพาะระดับ VIP เท่านั้น ประกอบด้วย เสื้อโปโลดีไซน์หรู เครื่องนวดเพื่อสุขภาพ พร้อมทั้งภาพถ่ายบรรยากาศการวิ่งจากช่างภาพฟรีตลอดทั้งงาน เปิดรับสมัครจำนวนจำกัดเพียง 1,000 ท่าน ค่าสมัคร 2,000 บาท

ศิริราช เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 18 ยกระดับมาตรฐานการจัดการแข่งขันสู่ระดับสากล ด้วยการใช้ระบบ Chip Timing จับเวลาในระยะฮาล์ฟมาราธอนและมินิมาราธอน พร้อมมุ่งเน้นสวัสดิภาพนักวิ่งด้วยทีมแพทย์และรถพยาบาลฉุกเฉินตลอดเส้นทาง รวมถึงมอบสิทธิพิเศษประกันอุบัติเหตุให้กับผู้สมัครทุกท่าน นอกจากนี้ยังอำนวยความสะดวกครบวงจร ทั้งจุดบริการน้ำดื่ม เกลือแร่ และพื้นที่จอดรถฟรีที่เซ็นทรัล พลาซา ปิ่นเกล้า จำนวน 1,000 คัน และหอประชุมกองทัพเรือ จำนวน 300 คัน โดยมีรถรับ-ส่งให้บริการรับจากจุดจอดรถเข้าสู่บริเวณงานตั้งแต่เวลา 02.00 – 08.00 น. เพื่อให้มั่นใจว่าทุกก้าวของนักวิ่งจะเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด

ผู้สนใจร่วมกิจกรรมสามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ www.runlah.com ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป จนกว่าจะครบจำนวน หากมีข้อสงสัยหรือพบปัญหาในการสมัคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ทีมงาน “ศิริราชเดิน-วิ่ง ครั้งที่ 18” โทร. 02 419 9981, 02 419 8802, 02 419 9983, 02 419 8967 หรือติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook : ศิริราช เดิน-วิ่งผสานชุมชน

รักบี้ฟุตบอล นักเรียน 7 คน ชาย-หญิง เพื่อสภากาชาดไทย ส่งต่อพลังน้ำใจช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบบริเวณชายแดน

รักบี้ฟุตบอล นักเรียน 7 คน ชาย-หญิง เพื่อสภากาชาดไทย  ส่งต่อพลังน้ำใจช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบบริเวณชายแดน

รักบี้ฟุตบอล นักเรียน 7 คน ชาย-หญิง เพื่อสภากาชาดไทย ส่งต่อพลังน้ำใจช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบบริเวณชายแดน

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

Donation HUB  สภากาชาดไทย ร่วมกับ สมาคมกีฬารักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  จัดการแข่งขันรักบี้ฟุตบอล 7 คน นักเรียน ชาย – หญิง รอบชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย  เพื่อสภากาชาดไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 10 -11 มกราคม 2569 ณ สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์) เพื่อพัฒนาทักษะกีฬารักบี้ฟุตบอลในระดับเยาวชน พร้อมเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้เข้าร่วมการแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ ควบคู่กับการสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย โดยรายได้จากการแข่งขันหลังหักค่าใช้จ่าย นำไปสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย ประธานพิธี กล่าวว่า “รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญให้เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันรักบี้ฟุตบอล 7 คน นักเรียนชาย–หญิง เพื่อสภากาชาดไทย รอบชิงแชมป์เอเชีย ซึ่งนับเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่า ไม่เพียงส่งเสริมทักษะทางกีฬา เสริมสร้างวินัย ความสามัคคี และน้ำใจนักกีฬาให้แก่เยาวชน หากแต่ยังเป็นการแข่งขันเพื่อการกุศลที่มีวัตถุประสงค์ในการสมทบทุนสนับสนุนภารกิจของสภากาชาดไทย นำไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ชายแดน พร้อมทั้งชื่นชมคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ผู้ให้การสนับสนุนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ร่วมแรงร่วมใจกันจัดการแข่งขันในครั้งนี้ พร้อมให้กำลังใจนักกีฬาทุกคน ที่ทำการแข่งขันด้วยความมุ่งมั่น เต็มความสามารถ ยึดมั่นในกติกา และแสดงออกถึงน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง”

การแข่งขันครั้งนี้มีทีมเยาวชนจากนานาประเทศในทวีปเอเชียเข้าร่วมแข่งขันกัน ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไต้หวัน อินเดีย และปากีสถาน แบ่งเป็นทีมชาย 8 ทีม และทีมหญิง 5 ทีม โดยผลการแข่งขัน  ประเภททีมชาย คือ ทีมปาหัง มาเลเซีย ซูร์ตส์ สคูล เอาชนะ โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ไปด้วยสกอร์ 27–17 จุด ประเภททีมหญิง คือ คาลินกา อินส์ติทิวต์ ออฟ สคูล ไซแอนซ์ จากอินเดีย คว้าแชมป์ หลังเอาชนะ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 66 จังหวัดนราธิวาส 20–10 จุด

เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) xเต็ดตร้าแพ็ค ส่งมอบหลังคาเพื่อบ้านใหม่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่

เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) xเต็ดตร้าแพ็ค ส่งมอบหลังคาเพื่อบ้านใหม่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่

เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) xเต็ดตร้าแพ็ค ส่งมอบหลังคาเพื่อบ้านใหม่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.57 น.

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมกับ บริษัท เต็ดตร้าเเพ็ค ประเทศไทย จำกัด ได้สนับสนุนการจัดส่งวัสดุเเผ่นหลังคา จาก “โครงการเก็บกล่องสร้างบ้านเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก” ในการสร้างบ้านให้กับผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน11หลัง ประกอบด้วย ชุมชนบ่อนไก่-ป่ายาง จำนวน 5 หลัง  ชุมชนท่าเคียนริมคลอง ร.1 จำนวน2หลัง  และ ชุมชนคู่เต่า จำนวน 2หลัง

นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ที่พังเสียหายจากพายุหมุน  จำนวน 3 หลัง และซ่อมหลังคาจำนวน 2 หลัง

ทั้งนี้วัสดุหลังคาที่ส่งมอบให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้ โครงการเก็บกล่องสร้างบ้านเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ซึ่ง บริษัท เต็ดตร้าเเพ็ค ประเทศไทย จำกัด จัดทำขึ้นในการรับบริจาคกล่องเครื่องดื่ม UHT ที่จิตอาสาเก็บกล่องนมหรือเครื่องดื่มที่หมดแล้วมา แกะ – ล้าง – เก็บ หรือพับเล็ก แล้วนำมาให้ที่จุดรับกล่องตามที่ต่าง ๆ ที่โครงการเตรียมไว้ เพื่อส่งต่อกล่องเหล่านี้ เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และแปรรูปเป็นวัสดุก่อสร้าง ได้แก่ แผ่นหลังคา ไม้เทียมสังเคราะห์อีโค่ อีโค่บริค และอื่นๆ ที่จะช่วยสร้าง “บ้าน” เพื่อมอบให้กับประชาชนที่ประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัยจากภัยธรรมชาติ หรือกรณีต่าง ๆ

การส่งมอบวัสดุแผ่นหลังคาจากโครงการเก็บกล่องสร้างบ้านเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก จำนวน 328 แผ่น คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 886,320 บาท โดยมีทีมช่างของทีมต้นแบบเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ตำบลเก่าขันธ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างบ้านให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้

ประชาชนที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบบ้านหลังใหม่ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วยการเป็นจิตอาสาในโครงการเก็บกล่องสร้างบ้านเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและแสดงความจำนงได้ที่ https://www.tetrapak.com

ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมและภัยพิบัติต่างๆ ได้ที่ https://www.friendsofpa.or.th โทร.02-0546546 หรือ 084-9048785

ZHULIAN 29th Anniversary Celebration ตอกย้ำพลังศรัทธา เครือข่าย และการเติบโตอย่างยั่งยืน

ZHULIAN 29th Anniversary Celebration ตอกย้ำพลังศรัทธา เครือข่าย และการเติบโตอย่างยั่งยืน

ZHULIAN 29th Anniversary Celebration ตอกย้ำพลังศรัทธา เครือข่าย และการเติบโตอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.26 น.

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน ZHULIAN 29th Anniversary Celebration อย่างสมเกียรติ เพื่อเฉลิมฉลองการก้าวสู่ปีที่ 29 แห่งความสำเร็จ พร้อมรวมพลังนักธุรกิจซูเลียนจากทั่วประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยานในอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้การนำของ ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิสัยทัศน์ ความศรัทธา และความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

เพื่อเปิดศักราชใหม่อย่างเป็นสิริมงคล บริษัทได้จัด พิธีบวงสรวงประจำปี 2569 ณ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด โดยเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่สะท้อนถึงการให้ความสำคัญต่อคุณค่าแห่งความเชื่อ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณขององค์กร เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ผู้บริหาร นักธุรกิจ และองค์กรในทุกมิติ

พิธีบวงสรวงได้รับเกียรติจากพระเกจิและพระมหาเถระผู้ทรงคุณวุฒิร่วมประกอบพิธี อาทิ พระเทพ วชิรวิทยานุสิฐ พิศาลพัฒนกิจโกศล วิมลสีลาจารนิวิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ (วราห์ ปุญญวโร) เจ้าอาวาสวัดโพธิทอง พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์รวม 9 รูป ร่วมประกอบพิธีบวงสรวงองค์ท้าวมหาพรหมและองค์พระพิฆเนศ เพื่ออำนวยพรให้การดำเนินธุรกิจในปีที่ 29 เต็มไปด้วยความรุ่งเรือง ความมั่นคง และความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การก้าวสู่ปีที่ 29 ของซูเลียน ไม่ได้สะท้อนเพียงระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจ แต่คือบทพิสูจน์ของพลังศรัทธา ความร่วมแรงร่วมใจ และความมุ่งมั่นของนักธุรกิจซูเลียนทุกคน ซูเลียนจะยังคงยืนหยัดพัฒนาองค์กรอย่างไม่หยุดยั้ง ควบคู่กับการสร้างโอกาส สร้างคุณค่า และเติบโตอย่างมั่นคงไปด้วยกันในระยะยาว”

สำหรับงานเฉลิมฉลองครบรอบ 29 ปี ซูเลียน จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เต็มอิ่มด้วยกิจกรรมพิเศษ การแสดงอันตระการตา และช่วงเวลาแห่งการรวมพลัง ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณขององค์กรซูเลียนในฐานะเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง และพร้อมก้าวสู่บทใหม่แห่งความสำเร็จอย่างสง่างาม

ป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วยวัคซีนพ่นจมูก ทางเลือกที่ไม่เจ็บตัว

ป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วยวัคซีนพ่นจมูก ทางเลือกที่ไม่เจ็บตัว

ป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วยวัคซีนพ่นจมูก ทางเลือกที่ไม่เจ็บตัว

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.00 น.

ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถทำให้ผู้ป่วยมีอาการตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง  โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว วัคซีนจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ช่วยลดการแพร่ระบาดและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

วัคซีนพ่นจมูกคืออะไร

นพ. สุรวัช หอมวิเศษ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ให้ข้อมูลว่า วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก (Live Attenuated Influenza Vaccine: LAIV) ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มความสะดวกและช่วยให้การสร้างภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเจ็บตัวจากการฉีด

ทำไมวัคซีนพ่นจมูกจึงน่าสนใจ?

ไม่ต้องใช้เข็ม : ให้วัคซีนโดยการพ่นเข้าโพรงจมูก ทำให้เป็นมิตรต่อเด็กและผู้ที่กลัวการฉีดยา

สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ด่านแรกของร่างกาย: จมูกเป็นจุดที่เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย วัคซีนชนิดนี้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น

ประสิทธิภาพสูงในเด็ก : งานวิจัยพบว่าสามารถลดโอกาสติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในเด็กได้มากถึง 88%

ลดความรุนแรงของโรค : แม้ติดเชื้อ วัคซีนก็ยังช่วยลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลได้กว่า 60%

ป้องกันโรคได้ยาวนาน : วัคซีนนี้สามารถป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้นานถึง 1 ปี ทำให้ไม่จำเป็นต้องฉีดบ่อย

ปลอดภัย ใช้มายาวนานทั่วโลก : วัคซีนนี้ถูกใช้มานานกว่า 20 ปี และได้รับการแนะนำให้เป็นทางเลือกแรกในเด็กอายุ 2–17 ปี ในหลายประเทศ

ใครที่เหมาะกับวัคซีนชนิดนี้?

เด็กและผู้ใหญ่ที่มีอายุ 2–49 ปี ผู้ที่ไม่ชอบการฉีดวัคซีน หรือกลัวเข็ม ผู้ที่ต้องการทางเลือกที่ปลอดภัยและไม่เจ็บตัว

อาการข้างเคียงที่อาจพบ : วัคซีนชนิดพ่นจมูกมีความปลอดภัยสูง แต่บางรายอาจพบอาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ไข้ต่ำๆ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่รุนแรง และจะหายได้เองภายใน 1–3 วัน

ทำไมควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี?

ไวรัสไข้หวัดใหญ่เปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้ตลอดเวลา การฉีดหรือพ่นวัคซีนเป็นประจำทุกปีจึงสำคัญ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่สอดคล้องกับเชื้อที่ระบาดในปีนั้น ๆ

ดังนั้น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก (LAIV) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 2–49 ปี โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น จุดเด่นคือไม่ต้องใช้เข็ม ให้ภูมิคุ้มกันตรงจุดแรกที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย และมีประสิทธิภาพสูงในการลดทั้งอัตราการติดเชื้อและความรุนแรงของโรค

ผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม ลุกเดินได้ใน 6 ชม. ด้วยหุ่นยนต์ VELYS

ผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม ลุกเดินได้ใน 6 ชม. ด้วยหุ่นยนต์ VELYS

ผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม ลุกเดินได้ใน 6 ชม. ด้วยหุ่นยนต์ VELYS

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปวดเข่า เดินแล้วเจ็บ เข่าฝืดหรือลั่นบ่อยๆ อาจไม่ใช่แค่ “อาการเมื่อยธรรมดา” แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) หากปล่อยไว้โดยไม่รีบรักษา อาจทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอมากขึ้นจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง เดินลำบาก หรือถึงขั้นต้องพึ่งอุปกรณ์ช่วยเดินในชีวิตประจำวัน

นพ. วัชระ มณีรัตน์โรจน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านการผ่าตัดข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั่นแนล

นพ. วัชระ มณีรัตน์โรจน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านการผ่าตัดข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) เป็นภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดการเสียดสีกันของกระดูกในข้อเข่า ส่งผลให้มีอาการปวด ข้อฝืด ตึง หรือขยับลำบาก มักพบในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ใช้งานข้อเข่าหนักเป็นเวลานาน เช่น ยกของหนัก วิ่ง หรือขึ้นลงบันไดบ่อยๆ

โรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในคนวัยทำงานและวัยกลางคน เนื่องจากพฤติกรรมการนั่งยอง การนั่งพับเพียบ หรือภาวะน้ำหนักเกินที่ส่งผลให้ข้อเข่ารับแรงมากกว่าปกติ

อาการของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม

 ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดข้อเข่า โดยเฉพาะเวลายืน เดิน หรือขึ้นลงบันได ข้อเข่าฝืดตอนเช้า หรือหลังจากนั่งนาน ข้อเข่ามีเสียง “ลั่น” หรือ “กรอบแกรบ” เข่าบวม หรือมีน้ำในข้อ รูปร่างของข้อเข่าผิดรูป เช่น ขาโก่งหรือขาเอียงหากปล่อยไว้นาน อาการอาจรุนแรงจนส่งผลต่อการเดิน การใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตโดยรวม

สาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อม

อายุที่มากขึ้น ทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของผิวข้อกระดูกอ่อนลดลง ทำให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมและข้อเข่าอักเสบง่ายขึ้น พบว่าเพศหญิง โดยเฉพาะวัยหลังหมดประจำเดือนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่าเพศชาย       น้ำหนักตัวที่มากเกินหรือภาวะอ้วน  ทำให้เข่ารับน้ำหนักมากขึ้น จนข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อม พันธุกรรม หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม อาจมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรง

รวมทั้งมีพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น ใช้งานข้อเข่าอย่างหนักและต่อเนื่อง หรือใช้งานเข่าที่ไม่เหมาะสม เช่น การขึ้นลงบันไดเป็นประจำ นั่งงอเข่านานๆ นั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานๆ จนทำให้เกิดแรงกดบริเวณข้อเข่า มีประวัติการได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า เคยประสบอุบัติเหตุโดยตรงที่ข้อเข่า หรือการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เช่น หมอนรองกระดูกเข่าหรือเส้นเอ็นฉีกขาด สามารถทำลายโครงสร้างภายในข้อและนำไปสู่ข้อเสื่อมในอนาคตได้

โครงสร้างพยุงข้อเข่าเสียสภาพ ภาวะที่กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อเข่าอ่อนแอลงจากการขาดการออกกำลังกาย ทำให้ข้อเข่าขาดความมั่นคงและเกิดการเสื่อมได้ง่าย โรคประจำตัวบางชนิด โรคที่มีการอักเสบในร่างกาย เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเกาต์ โรค SLE หรือโรคเลือดบางชนิด สามารถส่งผลกระทบต่อข้อเข่าและทำให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมตามมาได้

การวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจการเคลื่อนไหวของข้อเข่า และอาจใช้การถ่ายภาพเอกซเรย์ (X-ray) หรือ MRI เพื่อดูระดับความเสียหายของกระดูกและเนื้อเยื่อรอบ ๆ ข้อเข่า เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

การรักษามีทั้งแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและอาการของผู้ป่วย โดยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด คือ ควบคุมน้ำหนัก กายภาพบำบัดและออกกำลังกายเฉพาะส่วน ฉีดยาหรือสารหล่อลื่นข้อเข่า รับประทานยาลดอักเสบ

หากอาการรุนแรงมากจนการรักษาทั่วไปไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement)

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมยุคใหม่ด้วยหุ่นยนต์ VELYS™

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมยุคใหม่ ไม่ได้มีดีแค่ “เปลี่ยนข้อ” แต่ยัง “คืนคุณภาพชีวิต” ให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง ด้วยเทคโนโลยี VELYS™ Robotic-Assisted Solutions (VRAS) หุ่นยนต์ Generation 4 ที่ช่วยศัลยแพทย์ผ่าตัดได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และตอบโจทย์เฉพาะบุคคล

ข้อดีของเทคโนโลยี VELYS™

สร้างภาพข้อเข่าแบบ 3 มิติ เพื่อการวางแผนเฉพาะบุคคล ประเมินแนวขาและความมั่นคงของข้อเข่าแบบ Real-Time ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง ฟื้นตัวไว เจ็บน้อย และยืดอายุการใช้งานของข้อเข่าเทียม ส่งเสริมการเคลื่อนไหวให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด

Personalized Alignment ดีกว่าอย่างไร?

เทคโนโลยี VELYS™ ไม่ได้ผ่าตัดแบบ “ขนาดเดียวใช้ได้กับทุกคน” แต่เป็นการออกแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Alignment) โดยอาศัยข้อมูลจริงของผู้ป่วย ทั้งรูปแบบการเดิน มุมงอเข่า และแนวกระดูก เพื่อให้

 ข้อเข่าเทียมเข้ากับร่างกายได้อย่างลงตัว  หุ่นยนต์ช่วยแพทย์วางข้อเข่าเทียมได้อย่างแม่นยำสูงสุด เคลื่อนไหวใกล้เคียงธรรมชาติเดิม ฟื้นตัวไว มั่นใจทุกก้าวเดิน เพราะเทคโนโลยี VELYS™ ไม่ได้แค่ “ช่วยผ่าตัด” แต่ช่วยให้คุณ “กลับมาเดินด้วยความมั่นใจอีกครั้ง”

เทคโนโลยีหุ่นยนต์ VELYS™ เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมระดับปานกลางถึงรุนแรง เคยรักษาด้วยวิธีทั่วไปแต่ไม่ดีขึ้น ต้องการฟื้นตัวไว เจ็บน้อย และกลับมาใช้ชีวิตได้เร็ว ต้องการความแม่นยำและปลอดภัยสูงในการผ่าตัด โดยเทคโนโลยี VELYS™ Robotic-Assisted Solutions คือก้าวใหม่ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่ยกระดับความแม่นยำ ปลอดภัย และการฟื้นฟูให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง “เพราะ “การผ่าตัดที่ดี” ไม่ได้หมายถึงแค่ “ข้อเข่าใหม่” แต่คือ “การกลับมาใช้ชีวิตอย่างมั่นใจอีกครั้ง”

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โรคหลอดเลือดสมอง” หรือ Stroke กำลังทวีความรุนแรงอย่างน่าตกใจ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 349,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 50,000 รายต่อปี ขณะที่ผู้รอดชีวิตมากกว่า 60% ต้องเผชิญกับความพิการ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

สถิติจากองค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization) ในปี 2021 พบว่ามีผู้ป่วยสโตรกใหม่สูงถึง 11.9 ล้านราย มีผู้เสียชีวิตกว่า 7.3 ล้านราย และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องทนทุกข์จากภาวะแทรกซ้อนและความพิการมากกว่า 93.8 ล้านราย  โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก และเป็นสาเหตุของความพิการระยะยาวอันดับ 3 โดยคาดว่า ภายในปี 2050 จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 50% หรือมากถึง 9.7 ล้านรายต่อปี

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า “โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้เนื้อเยื่อสมองบางส่วนทำงานผิดปกติ อาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและไม่ทันตั้งตัว”

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) – เกิดจากหลอดเลือดตีบจากไขมันหรือมีลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดและเนื้อเยื่อตาย, หลอดเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด (Hemorrhagic Stroke) – เกิดจากความเปราะบางของหลอดเลือดในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง นอกจากนี้ ยังมี ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack – TIA) ซึ่งมีอาการคล้ายสโตรก แต่หายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่มี TIA อาจกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองภายใน 7 วัน

นพ.สิทธิ ให้ข้อมูลต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไต ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น ประวัติครอบครัว และการเคยมีโรคหลอดเลือดอุดตันในอวัยวะอื่น

เพื่อช่วยลดความสูญเสีย แพทย์แนะนำให้สังเกตอาการเบื้องต้นตามหลัก BEFAST คือ B: balance เดินทรงตัวไม่ดี เวียนศีรษะ E : eye ตามองไม่เห็น หรือเห็นภาพซ้อน F (Face): ใบหน้าเบี้ยว ปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน A (Arms): แขนขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น S (Speech): พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ T (Time): เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

สำหรับการรักษา แบ่งออกเป็น การรักษาช่วงเฉียบพลับ เช่น การให้ยาสลายลิ่มเลือด(rtPA) การเกี่ยวลากลิ่มเลือดจากหลอดเลือดสมอง(Mechanical thrombectomy) การป้องกันการเป็นซ้ำ ได้แก่การให้ยาต้านเกร็ดเลือดหรือละลายลิ่มเลือด การผ่าตัดไขมันออกจากหลอดเลือดใหญ่ที่คอหากมีการตีบหรืออุดตัน(carotid endarterectomy)  การฟื้นฟู ได้แก่ การกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และการฝึกพูดและการสื่อสาร

การป้องกัน “โรคหลอดเลือดสมอง” สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักและสุขภาพหัวใจ งดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมโรคประจำตัว และจัดการความเครียด พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ การตรวจสุขภาพประจำปียังช่วยเฝ้าระวังและจัดการปัจจัยเสี่ยงได้ทันเวลา และหากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการสโตรก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วภายใน 4.5 ชั่วโมง จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวสูงสุด

“โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภัยเงียบที่อาจพรากชีวิตหรือทิ้งความพิการไว้ตลอดกาล การรู้เท่าทันอาการและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับพฤติกรรมสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยง จะช่วยปกป้องชีวิตของเราและคนที่เรารัก พร้อมรักษาคุณภาพชีวิตของสังคมอย่างยั่งยืน” นพ. สิทธิ กล่าวทิ้งท้าย

ติดหวานเกินไป ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)

ติดหวานเกินไป ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)

ติดหวานเกินไป ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพราะความหวานช่วยเติมความสุขในชีวิตให้ใครหลายๆ คน ขนมหวานและเครื่องดื่มยอดฮิตอย่างชานมไข่มุก หรือน้ำอัดลม จึงกลายเป็นของมันต้องมีดีต่อใจ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน บางคนแทบขาดความหวานไม่ได้เลย ซึ่งจากการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยมีพฤติกรรมติดหวาน กินน้ำตาลเฉลี่ยวันละ 25 ช้อนชา มากกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชาถึง 4 เท่า ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพของคนไทย

ทำไมกินขนมหวานและเครื่องดื่ม ทำให้ฟิน

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospita

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital ให้ข้อมูลว่า เพราะน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นในกระแสเลือดมีผลต่อสารสื่อประสาทและอารมณ์ในเชิงบวก ไปกระตุ้นให้หลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่า “โดพามีน” ซึ่งมีหน้าที่โดดเด่นคือ ควบคุมอารมณ์ ทำให้เกิดความพึงพอใจ มีส่วนช่วยคลายเครียด ลดอาการหงุดหงิดได้

แม้การติดหวาน จะสร้างความฟิน แต่เป็นพฤติกรรมการกินที่ควรหลีกเลี่ยง! เพราะเป็นการเปิดประตูรับตัวก่อการร้ายเข้ามาทำลายสุขภาพ เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs อาทิ โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิต หัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งทำให้คนเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก นอกจากนี้ โรคเรื้อรังเหล่านี้ ยังส่งผลกระทบกับสุขภาพจิตอีกด้วย

ใครที่อยากให้ร่างกายมีสุขภาพดีหนีห่างจากโรคร้าย แต่หักดิบเลิกกินน้ำตาลทันทีไม่ไหว ลองมาทำตามคำแนะนำดี ๆ ที่ทำให้ยังสามารถสุขใจไปกับความหวานต่อได้ โดยไม่หงุดหงิดจิตว้าวุ่น เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคทั้งทางกาย และทางใจ

ลดหวานวันละนิดค่อย ๆ พิชิตเป้าหมาย

เมื่อฟินกับความหวานมายาวนาน อยู่ ๆ จะให้เลิกแบบฉับพลันนั้น คงเป็นเส้นทางที่บั่นทอนความสุขใจและไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน ดังนั้น การค่อย ๆ ทยอยลดปริมาณน้ำตาลลงทีละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป จะตอบโจทย์ความต้องการของร่างกาย รวมถึงจิตใจได้ดีกว่าแบบเลิกรากันไปเลย

หวานเหมือนเดิม เพิ่มเติมไม่พึ่งพาน้ำตาล

ความหวานไม่ได้มาจากน้ำตาลอย่างเดียว ลองใช้น้ำผึ้งแทนจะดีกว่า เพราะเป็นน้ำตาลฟรักโทสที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลกลูโคส จึงใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า นอกจากนี้ ยังมีสารอื่นที่ช่วยสร้างความสดชื่นและความฟินให้กับคนติดหวานได้ เช่น คนติดน้ำอัดลมก็มีทางเลือกจากเครื่องดื่มรสหวานที่ไร้น้ำตาล โดยเติมสารอื่นที่ให้ความหวานมาทดแทน

น้ำหมักผลไม้ สดชื่นได้ไม่ต้องเติมน้ำตาล

น้ำหมักผลไม้ หรือ Infused Water เป็นเครื่องดื่มที่นำผลไม้ ผัก หรือสมุนไพรที่ชื่นชอบ เช่น ส้ม สับปะรด มะนาว สตอเบอรี่ เป็นต้น ใส่ลงไปในน้ำเปล่า เพื่อเพิ่มรสชาติ มีความหวาน เปรี้ยวจากตัวผลไม้ที่เติมลงไปโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล แต่สร้างความสดชื่นได้ ลดการโหยหาความหวานได้เป็นอย่างดี หรือจะกินผลไม้ที่ให้ความหวานไปเลยก็ดี เพราะไฟเบอร์ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย

ผ่อนคลาย มีความสุขด้วย ดาร์กช็อกโกแลต

ดาร์กช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลตดำ ตัวแทนความหวานที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ย้ำว่าต้องมีโกโก้เป็นส่วนประกอบหลักไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะสารฟลาโวนอยด์ (Flavoniod) ในโกโก้สามารถช่วยป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ที่สำคัญยังทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข

ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆ ให้เพียงพอต่อร่างกาย

ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยเฉพาะในมื้อที่กินของหวาน นอกจากน้ำเปล่าจะไม่ให้พลังงานแล้ว ยังช่วยให้อัตราการเผาพลาญพลังงานแคลอรีเพิ่มสูงขึ้น เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร ขับแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะ และควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ด้วย

ในจุดนี้ใครที่ปล่อยใจฟินกินหวานจนเกินไป หากต้องการหนีห่างจากโรคร้ายทางกายที่ยากเยียวยา แถมอาจนำพาสู่ความว้าวุ่นทางใจ คงต้องระมัดระวังเอาใจใส่กับอาหารการกินมากขึ้น และควรตระหนักด้วยว่าความหวานไม่ได้มาจากน้ำตาลเท่านั้น แต่อาหารจำพวกแป้งก็ย่อยสลายเป็นน้ำตาลด้วยเช่นกัน

Life & Health : ระวัง ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

Life&Health : ระวัง ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

Life&Health : ระวัง ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เคยสังเกตไหมว่ามีก้อนบวมหรือโป่งขึ้นมาบริเวณแก้ม ใบหน้าหรือใต้คาง อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงการอักเสบเล็กน้อย แต่คือ ภาวะต่อมน้ำลายโต ซึ่งมีสาเหตุตั้งแต่การติดเชื้อเล็กน้อยไปจนถึงเนื้องอกหรือมะเร็ง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

ข้อมูล แพทย์หญิงปานวาด ชัยรัตน์ โสต ศอ นาสิกแพทย์ชำนาญการด้านศัลยกรรมโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ภาวะต่อมน้ำลายโต คือ การที่ต่อมน้ำลายมีขนาดใหญ่ผิดปกติจากสาเหตุหลากหลาย ตั้งแต่การอักเสบ การติดเชื้อ การอุดกั้นของท่อส่งน้ำลาย การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการเกิดเนื้องอกทั้งชนิดไม่ร้ายแรงและร้ายแรง

ต่อมน้ำลายหลักมีสามคู่ ได้แก่ ต่อมน้ำลายหน้าหู (Parotid gland), ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular gland) และ ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual gland) นอกจากนี้ยังมีกลุ่มต่อมน้ำลายขนาดเล็กกระจายทั่วเยื่อบุช่องปาก เมื่อเกิดความผิดปกติ ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นก้อนบวมบริเวณแก้ม หน้าใบหู หรือใต้คาง อาจบวมข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ และอาจมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น ปวด เจ็บ มีไข้ ปากแห้ง รสชาติผิดปกติ หรือมีกลิ่นปาก

สาเหตุที่พบบ่อยและกลไกการเกิดภาวะต่อมน้ำลายโต ได้แก่

การติดเชื้อ แบ่งออกเป็น การติดเชื้อแบคทีเรียในต่อมน้ำลาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อย โดยมากมักเกิดเมื่อมีภาวะขาดน้ำ ปากแห้ง หรือท่อส่งน้ำลายคับแคบ น้ำลายไหลเวียนลดลงจนเชื้อแบคทีเรียเจริญได้ง่าย ผู้ป่วยมักปวดบวมเฉียบพลันบริเวณต่อม มีไข้ และอาจบีบแล้วมีหนองออกจากปากท่อบริเวณกระพุ้งแก้มหรือใต้ลิ้น นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสมัมส์ (Mumps) ก่อให้เกิดโรคคางทูม จะทำให้พาโรติดบวมสองข้างร่วมกับอาการไข้และปวดเมื่อเคี้ยวอาหาร

การอุดตันจากก้อนนิ่วในท่อน้ำลาย มักเกิดที่ท่อของต่อมใต้ขากรรไกร ผู้ป่วยจะปวดตื้อหรือปวดจี๊ดเวลารับประทานอาหารโดยเฉพาะอาหารเปรี้ยว เนื่องจากการกระตุ้นน้ำลายทำให้ความดันในท่อสูงขึ้น หากนิ่วไม่หลุดออก ต่อมจะอักเสบซ้ำ ๆ และเกิดการติดเชื้อตามมาได้
เนื้องอกในต่อมน้ำลาย อาการเด่นที่ควรสังเกต คือมีก้อนบวมที่ตำแหน่งต่อมน้ำลาย ปวดเวลารับประทานอาหาร มีกลิ่นปาก เจ็บ แดงร้อนและมีไข้ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการอักเสบติดเชื้อ ทั้งนี้ หากพบว่าก้อนแข็งและโตต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ถึงเดือน หรือมีอาการร่วม เช่น หน้าเบี้ยว ยักคิ้วหรือยิ้มไม่สมดุล, อ้าปากไม่สุด, มีก้อนโตที่ลำคอ ควรรีบพบแพทย์เพื่อการประเมินที่ละเอียด เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของเนื้องอกหรือมะเร็งต่อมน้ำลายได้

หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย โดยแรกเริ่มแพทย์จะซักประวัติเพื่อมุ่งดูว่าก้อนบวมสัมพันธ์กับมื้ออาหารหรือไม่ เคยมีไข้ ปากแห้ง หรือใช้ยาที่ลดการหลั่งน้ำลาย เช่น ยาต้านโคลิเนอร์จิก ยาต้านซึมเศร้าบางชนิดหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายโดยการคลำต่อม ดูความอุ่นแดง กดเจ็บ และตรวจดูการไหลของน้ำลายว่ามีหนองหรือขุ่นหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเลือดอาจประเมินสัญญาณอักเสบและคัดกรองโรคร่วม เช่น เบาหวาน ภูมิคุ้มกันผิดปกติ รวมถึงการตรวจอัลตราซาวนด์เป็นเครื่องมือแรกที่ปลอดภัยและเห็นนิ่วหรือก้อนเนื้องอกได้ดี หากต้องดูรายละเอียดของท่อและตำแหน่งนิ่วที่ซับซ้อน แพทย์อาจใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) รวมถึงการส่องท่อน้ำลายด้วยกล้องขนาดเล็ก (Sialendoscopy) ซึ่งช่วยทั้งวินิจฉัยและรักษาไปพร้อมกัน

สำหรับก้อนเนื้องอกต่อมน้ำลาย การเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มเล็กเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาเป็นวิธีมาตรฐานเพื่อแยกชนิดโรคก่อนวางแผนการรักษา

แนวทางการรักษาแยกตามสาเหตุ ได้แก่

การให้ยาแก้อักเสบ, ยาลดอาการปวดควบคู่กับยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการอักเสบเฉียบพลัน

การขยายท่อและล้างท่อด้วยน้ำเกลือผ่านกล้อง กรณีมีการอักเสบเรื้อรังจากนิ่วหรือท่อน้ำลายอุดตัน
การผ่าตัด ในกลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็งต่อมน้ำลาย

การดูแลตนเองและสิ่งที่ช่วยบรรเทาอาการ

การดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวันช่วยให้ท่อน้ำลายชุ่มชื้นและลดการคั่งค้างของสารประกอบที่ตกผลึกเป็นนิ่ว
ปรับลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มคาเฟอีนสูงที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ
ดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี แปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์ตามนัดเพื่อช่วยลดจำนวนเชื้อในช่องปากที่อาจไหลย้อนเข้าสู่ท่อได้
หากต้องใช้ยาที่ทำให้ปากแห้ง เช่น ยาบางชนิดรักษาโรคภูมิแพ้หรือโรคจิตเวช ควรปรึกษาแพทย์ถึงทางเลือกอื่นหรือวิธีบรรเทาอาการปากแห้งร่วมด้วย

หากก้อนบวมเกิดขึ้นเฉียบพลันร่วมกับไข้ ปวดมาก แดง ร้อน หรือมีหนองและกลิ่นรุนแรงในช่องปาก ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อรับยาปฏิชีวนะและทำการระบายที่เหมาะสม หากก้อนแข็งและโตต่อเนื่องนานเกิน 2 – 4 สัปดาห์โดยที่ไม่สัมพันธ์กับมื้ออาหาร หรือมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า ร่วมกับมีก้อนที่คอโต ควรเข้ารับการตรวจทันที เพราะหากได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หากปล่อยทิ้งไว้

การติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษา อาจลุกลามกลายเป็นฝีที่ต่อมน้ำลายและแพร่กระจายเข้าสู่ช่องคอหอยหรือช่องคอส่วนลึก ก่อให้เกิดภาวะหายใจลำบากหรือการติดเชื้อในกระแสเลือดที่อันตราย
สำหรับนิ่วที่ค้างเรื้อรังจะทำให้ต่อมถูกทำลายและทำงานลดลง เกิดปากแห้ง ฟันผุ และติดเชื้อซ้ำ
ส่วนเนื้องอกที่ปล่อยไว้นานโดยไม่ผ่าตัด โดยเฉพาะชนิดร้ายแรง จะเพิ่มโอกาสลุกลามต่อเนื้อเยื่อรอบ ๆ และต่อมน้ำเหลือง ซึ่งทำให้การรักษาซับซ้อนขึ้น

ภาวะต่อมน้ำลายโตไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุหลายประการ การสังเกตความสัมพันธ์ของอาการกับมื้ออาหาร ลักษณะของก้อน ระยะเวลาที่เป็น และอาการร่วม เช่น ไข้ ปากแห้ง หรือเส้นประสาทใบหน้าทำงานผิดปกติ จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้นและรักษาได้อย่างเหมาะสม เพราะต่อมน้ำลายที่ทำงานได้ดี คือส่วนหนึ่งของสุขภาพช่องปากและการย่อยอาหารที่มีคุณภาพ

ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ