บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ :

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

          ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง มีนกน้อยที่มีขนสีน้ำตาลอ่อนและเสียงร้องไพเราะ แม้จะตัวเล็ก แต่มีใจกล้าหาญและใจดี

          วันหนึ่ง ขณะที่นกน้อยกำลังหาอาหารอยู่ตามปกติ มันก็พบเมล็ดข้าวเปลือกกองหนึ่งแวววาวระยิบระยับราวกับมีแสงทอง เมล็ดข้าวนี้ไม่เหมือนเมล็ดธรรมดา เพราะเมื่อนกน้อยจิกกิน มันก็รู้สึกอิ่มท้องอย่างมหัศจรรย์ และที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น เมล็ดข้าวเม็ดนั้นได้งอกออกมาเป็นต้นข้าวทันทีที่ตกลงบนพื้นดิน และให้ผลเป็นเมล็ดข้าวอีกมากมาย

          นกน้อยดีใจมาก แต่ไม่ได้คิดเก็บสมบัติไว้ตามลำพัง เขานึกถึงเพื่อนๆ ในป่าที่บางครั้งก็หาอาหารยาก จึงบินไปบอกกระรอกน้อย กระต่ายป่า กวาง และสัตว์ทั้งป่า

         “มาเถอะเพื่อนๆ ฉันพบข้าวเปลือกวิเศษที่เราสามารถปลูกและแบ่งปันกันได้” นกน้อยร้องเรียกด้วยความดีใจ

          สัตว์ป่าทุกตัวช่วยกันปลูกและดูแลต้นข้าววิเศษ ไม่นานนัก ป่าแห่งนี้กลายเป็นท้องทุ่งข้าวอุดมสมบูรณ์ สัตว์ทุกตัวมีอาหารเพียงพอ ไม่มีใครหิวโหยอีกต่อไป

          เพราะความใจดีและความเอื้อเฟื้อของนกน้อย สัตว์ทั้งป่าจึงยกย่องให้เป็น “ราชานกผู้ใจกว้าง” ไม่ใช่เพราะมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่เพราะมีหัวใจที่พร้อมแบ่งปันและทำให้ทุกชีวิตมีความสุขไปด้วยกัน

          การกระทำของนกน้อย เป็นการทำความดีโดยการแบ่งปันไปให้ผู้อื่น ซึ่งตรงกับปัตติทานมัย ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ และ กฎลูกเสือข้อ 6  ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์

          เรียบเรียงจากนิทานเปอร์เชียโบราณ อายุ 700 ปี ของ รูมิ เรื่อง ข้าววิเศษ The Magic Grain of Rice

    เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

 This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation

LIFE & HEALTH : เรียนรู้ความลับของการมีอายุยืนยาว

LIFE & HEALTH : เรียนรู้ความลับของการมีอายุยืนยาว

LIFE & HEALTH : เรียนรู้ความลับของการมีอายุยืนยาว

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วิถีชีวิตของมนุษย์นั้นต้องอาศัยธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเราเป็นหลัก  การจะมีสุขภาพดีปราศจากโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการแก่ชราก่อนวัยรวมทั้งมีกำลังวังชาที่จะดูแลตัวเองได้จนกว่าถึงวันที่จะจากโลกไปได้นั้นจึงเป็นที่ต้องการของปุถุชนคนทั่วไป

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า มีการสำรวจและทำแผนที่บริเวณที่คนเรามีสุขภาพดีและอายุยืนเมื่อเทียบกับบริเวณอื่นๆของโลกมาแล้วหลายครั้ง ที่นิยมกล่าวอ้างกันนั้นครั้งแรกได้รับการตีพิมพ์โดยนิตยสารแนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกเมื่อ 20 ปีมาแล้วว่ามีสถานที่ 4 แห่งที่คนที่อยู่อาศัยมีอายุยืนยาวและไม่ค่อยป่วยเป็นโรคได้แก่  เกาะโอกินาวาที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิค  หุบเขาอัลไตที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลซินเกียงประเทศจีน  เกาะครีตในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และหุบเขานาปาในรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา

ต่อมามีการสำรวจโดยทีมงานที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์เพื่อหาข้อมูลเชื่อมโยงที่จะสามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ว่ามีหลักการและเหตุผลอะไรที่ทำให้คนเราอายุยืนอยู่ในธรรมชาติ  และตีพิมพ์สถานที่ 5 แห่งที่คนที่อยู่อาศัยมีอายุที่ยืนยาวและไม่ค่อยป่วยเป็นโรคร้ายแรง ได้แก่  หมู่บ้านปาหม่าในมณฑลกว่างซี หมู่บ้านเหอเถียนในมณฑลซินเกียง ประเทศจีน หมู่บ้านฮุนซาในหุบเขาปามีร์ประเทศปากีสถาน หมู่บ้านที่อยู่ในบริเวณเทือกเขาคอเคซัสในประเทศจอร์เจียและหมู่บ้านเวอราคัมบาประเทศเอกวาดอร์  

ปัจจุบันมีการพูดถึงกันมากคือ Blue Zone หรือสถานที่ 5 แห่งที่คนอยู่อาศัยมีอายุยืนยาวกว่าคนที่อยู่อาศัยที่อื่นได้แก่ หมู่เกาะโอกินาวาประเทศญี่ปุ่น เกาะซาร์ดิเนียของประเทศอิตาลี เกาะอิกาเรียของประเทศกรีก   บริเวณที่เรียกว่าโลมาลินดาของแคลิฟอร์เนีย และหมู่เกาะนิโคยาในคอสตาริกา

ทั้งหมดนั้นไม่ใช่แค่อายุยืนยาว…..แต่ไม่ค่อยป่วยเป็นโรคที่เกิดจากการแก่ชราก่อนวัยด้วย

ถ้าเราจะวิเคราะห์จากข้อมูลทางสถิติ  การใช้ชีวิต อาหาร ภูมิอากาศ วิถีทางการดำรงชีวิต ฯลฯ พบว่าสถานที่ที่คนอยู่อาศัยแล้วมีอายุที่ยินยาวและไม่ค่อยเจ็บป่วยที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมักจะอยู่ในบริเวณที่ห่างไกลจากความเจริญทางวัตถุ และปราศจากมลพิษจากสิ่งแวดล้อม มีน้ำสะอาดที่สามารถที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน  มีการบริโภคอาหารที่เป็นรูปแบบออร์กานิก และมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงและทำงานอยู่นอกบ้านมากกว่าการทำงานนั่งโต๊ะในที่ทำงาน ได้รับวิตามินดีจากแสงแดดที่มีคุณประโยชน์ไม่ใช่แค่เกี่ยวกับกระดูกอย่างเดียวแต่เกี่ยวข้องทั้งการสร้างฮอร์โมนกันแก่ชรา การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างกระฉับกระเฉง  อีกทั้งมีการอยู่อาศัยเป็นกลุ่มและร่วมแรงร่วมใจกันทำงานที่สร้างสรรค์ร่วมกัน มีความเป็นมิตรสูง ยิ้มแย้มแจ่มใสมองโลกในทางบวก และมีความสุขแบบพอเพียงกับสิ่งที่มีอยู่ พอใจและมีความสุขที่เรียบง่าย มีความสุขจากการทำให้คนที่อยู่รอบข้างมีความสุข  มีกิจกรรมเพื่อสังคมและทำสิ่งที่ดีเพื่อสังคม

การกินอยู่ที่เรียบง่ายจากอาหารที่อยู่ในท้องถิ่นทำให้ได้รับสารอาหารที่สดใหม่และทรงคุณค่า ไม่กินอาหารแปรรูปที่มีสารกันบูดและสารเคมีตกค้าง มีการเก็บถนอมอาหารแบบธรรมชาติและมีการปรุงอาหารที่ไม่ใช้ความร้อนสูงหรือมีไขมันเลวสูง สารอาหารส่วนใหญ่จะได้จากพืชผักผลไม้ตามฤดูกาลที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงช่วยป้องกันการแก่ชราและการอักเสบของไขมันและเส้นเลือด  อาหารที่ได้จากไขมันของมะกอก และไขมันจากปลาทะเลช่วยลดการอักเสบและทำให้การไหลเวียนของโลหิตในร่างกายดี  เหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวแทบทั้งสิ่น

การเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เป็นประจำทำให้การไหลเวียนของโลหิตในร่างกายดีและกระตุ้นการสร้างฮฮร์โมนกันแก่ชราที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และยังทำให้เกิดการผ่อนคลายและนอนหลับสนิทที่มีคุณภาพอันมีผลทำให้มีการกำจัดของเสียที่เกิดจากการใช้งานในชีวิตประจำวันช่วยให้มีการฟื้นฟูร่างกายกลับมาสดชื่นใหม่

การอยู่อาศัยในสถานที่ห่างไกลจากความเจริญทางวัตถุ ไม่มีคลื่นพลังงานต่างๆมารบกวนทำให้คลื่นสมองไม่ได้รับสัญญาณวิทยุและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีส่วนรบกวนการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย  ระบบต่างๆจึงสามารถที่จะทำงานประสานสอดคล้องกันได้อย่างไร้รอยต่อ ผลที่ตามมาก็คือ เราจะสามารถใช้งานร่างกายของเราได้นานขึ้น

จะสังเกตุได้ว่าในงานศึกษาของทางทีมงานแนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกที่ได้รายงานออกมาสองครั้งห่างกันนานนั้นก็มีความเหมือนกันในหลักการอยู่อาศัยที่ทำให้มีอายุยืนยาว  เพียงแต่สถานที่เปลี่ยนไปในที่ใกล้เคียงเท่านั้นเอง และสามารถที่จะย่อยออกมาเพื่อเป็น เคล็ดลับแนวทางการดำรงชีวิตเพื่อที่จะมีมีสุขภาพดีและมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ดังนี้

  • การรับประทานอาหารที่ปรุงจากพืชผักผลไม้สดตามฤดูกาลเป็นประจำ โดยมีสัดส่วนอย่างน้อยสองในสามของปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ เนื้อสัตว์ควรเป็นเนื้อปลาเป็นส่วนใหญ่เพื่อที่จะย่อยง่ายและได้ไขมันชนิดดี ที่เรียกกันว่า Whole food plant base diet และควรจะเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ไม่ใช่อาหารแช่แข็งหรืออาหารที่ค้างมาและเก็บไว้ในรูปแบบที่มีการใส่สารกันบูด
  • การดื่มน้ำสะอาดอย่างพอเพียง น้ำธรรมชาติที่มีเกลือแร่ที่เหมาะสมจะมีคุณสมบัติที่เป็นด่างอ่อนๆที่จะช่วยปรับสมดุลความเป็นกรดด่างตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์เพื่อให้อวัยวะต่างๆสามารถทำงานได้เป็นปกติ  ความเป็นด่างตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ยังช่วยป้องกันการแก่ชราอีกด้วย
  • การเลือกน้ำมันที่จะใช้ในการปรุงอาหาร ควรเป็นน้ำมันที่มีไขมันชั้นดี เช่นน้ำมันมะกอก  น้ำมันงา  น้ำมันข้างโพด น้ำมันรำข้าว เป็นต้น
  • การลดปริมาณของแป้งและน้ำตาลในอาหารลงเพื่อทำให้ร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนกันแก่ชราหรือ Growth ฮอร์โมนได้มากขึ้นโดยควรจะลดปริมาณของแป้งและน้ำตาลที่บริโภคหลัง 18.00 น นอกจากนี้การลดปริมาณของพลังงานที่ได้จากอาหารยังไปช่วยกระตุ้นยีนอายุยืนให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย
  • ควรที่จะลดหรือเลิกการบริโภคสุราและสารเสพติดทั้งหลาย ที่ทำอันตรายต่ออวัยวะต่างๆในร่างกายแบบสะสม
  • การมีชีวิตประจำวันที่กระฉับกระเฉงและทำงานอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่มากเกินไป รวมทั้งทำงานอย่างมีความสุขนั้นจะมีผลทำให้สามารถคงความเป็นหนุ่มสาวได้ทั้งร่างกายและจิตใจ
  • การใช้ชีวิตในรูปแบบที่อยู่นอกบ้านหรืออาคารต่างๆเป็นประจำ ทำให้ได้รับอากาศที่สดชื่นถ้าอยู่อาศัยหรือพักผ่อนท่องเที่ยวในบรรยากาศแบบนี้เป็นประจำร่างกายก็จะเกิดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าตามมา
  • การใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต มีการเข้านอนพักผ่อนให้หลับสนิทในบรรยากาศแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการนอนอย่างมีคุณภาพนอกจากจะช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆที่สึกหรอจากการใช้ชีวิตประจำวันแล้วยังทำให้มีการผลิตฮฮร์โมนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวออกมาด้วย
  • การหมั่นเจริญสติและทำสมาธิเป็นประจำ จะทำให้เกิดความสงบสุขจากภายในและช่วยให้แบคทีเรียที่เป็นมิตรในลำไส้เจริญเติบโตดี ช่วยปรับภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดการดูดซึมสารพิษเข้าร่างกายและยังทำให้สมองเกิดการผ่อนคลายทำให้มีการผลิตฮอร์โมนกันแก่ชราออกมาได้ในปริมาณที่เหมาะสมต่อการมีสุขภาพดีอีกด้วย
  • การมีสังคมและอาศัยอยู่ในสังคมที่โอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและมีความรู้สึกของการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า งานวิจัยระยะหลังออกมาว่า คนที่เป็นแบบนี้จะอายุยืนยาวกว่า
  • สุดท้ายคงจะหนีไม่พ้นที่ต้องอยู่อาศัยด้วยความรักความเมตตาที่มีต่อทั้งตนเองและธรรมชาติรอบตัว

โดยสรุป 6 อ. เคล็ดลับของการมีอายุยืนยาว คือ อาหารที่ดีต่อสุขภาพและเหมาะสมกับนาฬิกาชีวภาพ,        ออกกำลังกาย  เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ, อิ่มนิทรา การนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียงตามเวลาของนาฬิกาชีวภาพ, อารมณ์แจ่มใส มีความคิดในทางสร้างสรรค์ที่จะทำความดีให้ผู้อื่น, อุ่นไอรัก มีความเมตตาต่อทุกสรรพสิ่งรอบตัว, โอบอ้อมอารี กับสังคมรอบข้าง

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 25 มีนาคม 2569

คุณแหน : 25 มีนาคม 2569

คุณแหน : 25 มีนาคม 2569

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

  • ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผวจ.ลำพูน เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมโครงการพัฒนาทักษะความต้องการของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ หลักสูตรพนักงานบริการสนามกอล์ฟ เพื่อสร้างภาพลักษณ์และมาตรฐานการบริการที่ดีแก่นักท่องเที่ยวและนักกอล์ฟทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ..
  • เศวต เพชรนุ้ย รอง ผวจ.นครสวรรค์ เป็นประธานเปิดงานผลิตภัณฑ์ชุมชน “OTOP วิถีของดี เมืองสวรรค์” ภายใต้โครงการส่งเสริมกระบวนการเครือข่ายองค์ความรู้ KBO และโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP กลุ่มปรับตัวสู่การพัฒนา..
  • ข่าวดี มณฑล ภาคสุวรรณ์ แจ้ง สนง.คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีคำสั่งยกเลิกการควบคุม รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ ภายหลังที่ประชุม สช.มีมติเห็นควรคืนสิทธิการบริหารจัดการให้แก่ผู้รับใบอนุญาตของ รร. เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษาของนักเรียน เนื่องจากเหตุแห่งการเข้าควบคุมได้สิ้นสุดลงแล้ว..
  • รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล นำโดย ศ.คลินิก นพ.เฉนียน เรืองเศรษฐกิจ..
  • มิตรสหายตาร้อนกับ เฉลิมพันธ์ สุวรรณประกร ที่ส่งรูปสวยๆกับดอกซากุระที่ญี่ปุ่น ทริปนี้มี สุภีร์ หวั่งหลี และ กอบทิพย์ ศรีจอมขวัญ ไปด้วยรวม 1 อาทิตย์..
  • สมฤดี อมาตยกุล ฉลองวันเกิดปีนี้ครบ 70 ปี ไปทริปเรือสำราญสำรวจขั้วโลกสุดหรู Le Commandant Charcot ได้เปิดไวน์แพงหรูดื่มฉลองกันตลอดทริปเป็นเวลา 5 อาทิตย์..
  • รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์ ชวน พิริยาภรณ์ ธรรมารักษ์, ภัทธิรา หาญสกุล, ปิยะ สมบูรณ์สำราญ, พิมรา ศรีสุกใส พร้อมลูกชาย น้องภัทรและน้องพีร์ ไปชมบัว ที่สถาบันบัว ม.เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก แต่ต้องเบนเข็ม ตาม ผศ.ดร. ณ นพชัย ชาญศิลป์ ไปชมการประกวดบัวชิงแชมป์ประเทศไทย ที่จัดโดยสถาบันบัว สมาคมพืชพรรณอาณาจักรสยามและเมืองโบราณแทน ได้รับความอิ่มตาอิ่มใจกับบัวสวยๆ และเมืองโบราณที่สวยงาม แล้วเลยไปอิ่มท้องกับอาหารที่บางปู..
  • ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์, ทวีศักดิ์ นิลวัชรมณี , วิทวัท กันยารอง และ จนิษฐ์ ประเสริฐยูรณะกุล  ต้อนรับ ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ที่นำคณะ Digital CEO # 9 ไปเยี่ยมศึกษาดูงานเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ ของกลุ่ม CDG group..
  • นพ.พลลภัตม์ เสถียร วันเกิดได้ฉลองกับครอบครัวแบบอบอุ่น..
  • สุเมธ สุรบถโสภณ สุดปลื้มที่งานเลี้ยงรุ่น BCC 129 มีเพื่อนๆมาร่วมงานกว่า 50 คน งานนี้ ศ.นพ.สุรเดช หงษ์อิง, พล.ร.ท. นพ. ณัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา, น.อ. นพ. สุกิตติ ปาณปุณณัง, เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร, เฉลิมพล โชตินุชิต, ชะยิน สุนทรสิงคาล, ร.อ. กลวิตร บุนนาค, พล.อ.ต อากาศ ปิ่นสุวรรณ, คมกฤช สัจจาอนันตกุล ไม่พลาด..
  • นพ.อิทธิกร โถสุวรรณโชต ร่วมสนับสนุนทีมเข้าร่วมแข่งขันกอล์ฟการกุศล 100 ปี รพ.เจ้าพระยายมราช..
  • สวด วรวิศว์ เมฆนพรัตน์ อดีตพาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี ศิษย์เก่าแมสคอม มช.19 วันที่ 24-28 มี.ค.19.00 น. ศาลา 18 วัดชลประทานรังสฤษดิ์ และ ฌาปนกิจ 29 มี.ค.15.00 น…

‘PropertyGuru Thailand Property Awards’ ครั้งที่ 21 ยกระดับมาตรฐานอสังหาฯ ไทย

'PropertyGuru Thailand Property Awards' ครั้งที่ 21 ยกระดับมาตรฐานอสังหาฯ ไทย

‘PropertyGuru Thailand Property Awards’ ครั้งที่ 21 ยกระดับมาตรฐานอสังหาฯ ไทย

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

“PropertyGuru Thailand Property Awards” สุดยอดรางวัลเกียรติยศวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย เตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ครั้งที่ 21 ขับเคลื่อนมาตรฐานสู่สากล ชูรางวัลใหม่ ‘การพัฒนาบ้านหลังแรก-การบริการด้านสุขภาพ-แลนด์มาร์กดีไซน์’ ท่ามกลางตลาดอสังหาฯ ที่มีความผันผวนจากสภาวะเศรษฐกิจ พร้อมเปิดรับการเสนอชื่อผู้เข้าชิงรางวัลทั่วประเทศถึง 26 มิ.ย. นี้ และมอบรางวัล 18 ก.ย. 2569

พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป เตรียมพร้อมการจัดงานประกาศรางวัล PropertyGuru Thailand Property Awards ครั้งที่ 21 ขอเชิญวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยร่วมชิงความเป็นสุดยอดของการพัฒนาโครงการในประเภทต่าง ๆ พร้อมเพิ่มประเภทรางวัลให้ครอบคลุมกว่าปีที่ผ่านมามากยิ่งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยได้เปิดรับการเสนอชื่อสุดยอดผู้พัฒนาและโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศไทยแล้ววันนี้ – 26 มิถุนายน 2569 โดยจะมีการจัดงานประกาศรางวัลงานกาล่าดินเนอร์และการมอบรางวัล ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

นายจูลส์ เคย์  ผู้จัดการทั่วไป พร็อพเพอร์ตี้กูรู เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ แอนด์ อีเวนต์ เปิดเผยว่า งานประกาศรางวัล PropertyGuru Thailand Property Awards ครั้งที่ 21 ยังคงสะท้อนบทบาทในฐานะเวทีสำคัญของอสังหาริมทรัพย์ไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น จากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแบบเดิมสู่การยกระดับโครงการที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องของเวลเนสและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

การจัดงานในปีนี้ เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ใช้โอกาสจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย การเติบโตของตลาดรีสอร์ท และการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยระดับโลกที่รองรับกลุ่มผู้สูงอายุและคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีศักยภาพ ในฐานะรางวัลที่ได้รับการยอมรับในระดับ “Gold Standard” ของวงการอสังหาริมทรัพย์ของไทย PropertyGuru Thailand Property Awards ยังคงเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูงและทันสมัย ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืน การเชื่อมต่อ และนวัตกรรมที่ยึดไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

นางสุพินท์ มีชูชีพ ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัล พร็อพเพอร์ตี้กูรู ไทยแลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ 2026 และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า นับเป็นอีกก้าวของการพัฒนาภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ปรับตัวเข้ากับทิศทางตลาดที่กำลังเข้าสู่ยุคของความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  โดยในปี 2569 รางวัล PropertyGuru Thailand Property Awards สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ไปสู่กลุ่มเฉพาะที่มีมูลค่าสูง (high-value niches) อาทิ ธุรกิจการบริการด้านเวลเนส ท่าจอดเรือ และโครงการบ้านหลังแรกที่ผสานคุณภาพชีวิตที่ดีเข้ากับความคุ้มค่าการลงทุนในระยะยาว

รางวัลดังกล่าวยังยกย่องผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ประสบความสำเร็จท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการแลนด์มาร์คดีไซน์ควบคู่กับความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยผู้ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้พัฒนาโครงการสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทที่สำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูงอีกด้วย

กำหนดการต่างๆ ของการตัดสินรางวัลในปี 2569 มีดังนี้

•             เปิดรับการเสนอชื่อผู้เข้าชิงรางวัลแล้ววันนี้

•             26 มิถุนายน 2569 – ปิดรับการเสนอชื่อ

•             27 กรกฎาคม – 14 สิงหาคม 2569 – ทางกรรมการตรวจสอบและเยี่ยมชมโครงการ

•             3-16 สิงหาคม 2569 – ช่วงเวลาการโหวตสำหรับรางวัล People’s Choice Awards

•             18 กันยายน 2569 – งานกาล่าดินเนอร์และการมอบรางวัล จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ

•             11 ธันวาคม 2569 – งานกาล่าดินเนอร์และการมอบรางวัล Grand Final ภูมิภาคเอเชีย จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ

การจัดงานประกาศรางวัลฯ  ในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย โดยผู้พัฒนาโครงการได้ปรับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ แต่ก็พร้อมที่จะมองหาโอกาสเติบโตใหม่ๆ

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยกำลังปรับตัวจากการเกร็งกำไรไปสู่ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้คาดว่าจะแตกต่างกันไปในแต่ละเซ็กเมนต์ โดยทั้งตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมต่างต้องเผชิญกับแรงกดดันที่แตกต่างกันรวมถึงความคาดหวังของผู้ซื้อตลาดที่อยู่อาศัยในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับตลาดอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ในประเทศ ขณะที่พฤติกรรมของผู้ซื้อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วง 12 – 18 เดือนที่ผ่านมา โดยความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคเป็นปัจจัยกดดันที่สำคัญ นับว่าเป็นความท้าทายสำหรับผู้ซื้อและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาวะสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน

อย่างไรก็ดี ดีมานด์ของผู้ซื้อมีสูงขึ้นโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่มีทำเลใกล้ส่วนต่อขยายระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะส่วนขยายของรถไฟฟ้าบนดินและใต้ดิน การให้ความสำคัญกับขนาดหรือพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขึ้น รวมไปถึงที่อยู่อาศัย

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเฉพาะกลุ่มมากขึ้น อาทิ โครงการที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง รวมถึงโครงการที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกตอบโจทย์ชีวิตปัจจุบัน เช่น ระบบบ้านอัจฉริยะ พื้นที่ทำงานร่วมกัน สถานีชาร์จรถไฟฟ้า (EV) สิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับสุขภาพ พื้นที่สีเขียว เลนปั่นจักรยาน หรือ พื้นที่อเนกประสงค์อื่นๆ 

ขณะเดียวกันแนวโน้มผู้ซื้อชาวต่างชาติเริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่กำลังซื้อส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน การลงทุนจากชาวต่างชาติยังเน้นไปที่การซื้อบ้านหลังที่สอง ซึ่งส่งผลให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางของไลฟ์สไตล์และการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของภูมิภาค

PropertyGuru Thailand Property Awards  ครั้งที่ 21 ยังคงยกย่องความเป็นเลิศด้านอสังหาริมทรัพย์ด้านต่างๆ พร้อมเพิ่มหมวดรางวัลใหม่สำหรับปี 2569 อาทิ Best First Home Development, Best Wellness Hospitality Development, Best Marina Development, Best Landmark Development, Best Landmark Design และ Best Sales Gallery Interior Design

ทั้งนี้ คณะกรรมการอิสระในการตัดสินรางวัลประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนต่างๆ ของวงการอสังหาริมทรัพย์ โดยการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระรับรองกระบวนการตัดสินที่เป็นกลางและโปร่งใส ซึ่งการดูแลกระบวนการคัดเลือกทั้งหมดดำเนินการโดย HLB ซึ่งเป็นครือข่ายทั่วโลกของสำนักงานบัญชีและที่ปรึกษาชั้นนำระดับนานาชาติ

งานประกาศรางวัล PropertyGuru Thailand Property Awards ครั้งที่ 21 จัดโดย พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป บริษัทเทคโนโลยีอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับการสนับสนุนจาก DDproperty พันธมิตรพอร์ทัลอย่างเป็นทางการ, Property Report by PropertyGuru นิตยสารอย่างเป็นทางการ, อินฟินิตี้ คอมมิวนิเคชั่นส์ แอนด์ คอนซัลแทนส์ พันธมิตรด้านการประชาสัมพันธ์, Think of Living พันธมิตรสื่อ และ HLB ในฐานะผู้ดูแลกระบวนการตัดสินอย่างเป็นทางการ ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ awards@propertyguru.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ AsiaPropertyAwards.com

รักเหมาเปิดโมเดล ‘รักเหมา STATION’ เปิดจุดบริการวัสดุก่อสร้างครบวงจร ตอบโจทย์ผู้รับเหมารายย่อย

รักเหมาเปิดโมเดล 'รักเหมา STATION' เปิดจุดบริการวัสดุก่อสร้างครบวงจร ตอบโจทย์ผู้รับเหมารายย่อย

รักเหมาเปิดโมเดล ‘รักเหมา STATION’ เปิดจุดบริการวัสดุก่อสร้างครบวงจร ตอบโจทย์ผู้รับเหมารายย่อย

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.41 น.

รักเหมาเปิดโมเดล ‘รักเหมา STATION’ จับมือ โฮมเพ้นท์ เอาท์เล็ท เปิดจุดบริการวัสดุก่อสร้างครบวงจร 5 สาขาแรกในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตอบโจทย์ผู้รับเหมารายย่อย สั่งสินค้าง่าย จัดส่งไวถึงไซต์งาน จัดหาวัสดุครบจบในที่เดียว

“รักเหมา” แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านวัสดุก่อสร้างของไทย โดยบริษัทเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น ก้าวสู่ปีที่ 5 ด้วยวิสัยทัศน์ “สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อยกระดับการค้าก่อสร้างยุคใหม่ของประเทศไทย” ได้เปิด New Business Solution จุดให้บริการ รักเหมา STATION โดยจับมือกับพาร์ทเนอร์ โฮมเพ้นท์ โดยบริษัท โฮมเพ้นท์ จำกัด ศูนย์สีราคาขายส่งอันดับ 1 ของประเทศไทย ผู้นำร้านค้าปลีกและค้าส่งสีทาบ้านและสีอุตสาหกรรม ที่มีสาขามากกว่า 18 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

เมื่อไม่นานมานี้ ได้เปิดตัวจุดบริการวัสดุก่อสร้างรูปแบบใหม่ “รักเหมา Station x Homepaint” เพื่อยกระดับประสบการณ์การสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างสำหรับผู้รับเหมารายย่อยและช่างก่อสร้าง โดย 5 สาขาแรกที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการพร้อมกัน ได้แก่ สาขามีนบุรี-แยกมิสทีน, สาขารามอินทรา-มีนบุรี, สาขาบางบอน-กาญจนาภิเษก, สาขาติวานนท์-ปากเกร็ด และสาขาสมุทรปราการ-ศรีนครินทร์ โดยมุ่งเน้นการเป็นจุดสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างที่ช่วยให้ผู้รับเหมาสามารถสั่งของได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก ประหยัดเวลาในการจัดหา และการันตีส่งสินค้าได้ถึงหน้างานภายใน 1-2 วัน (Next Day Delivery)

จุดบริการ รักเหมา Station x Homepaint ทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยจัดซื้อวัสดุก่อสร้าง” ให้กับลูกค้า ตั้งแต่ให้คำแนะนำสินค้า ประเมินปริมาณวัสดุให้เหมาะกับหน้างาน จัดหาสินค้าจากหลากหลายแบรนด์ อาทิ ปูนโครงสร้าง เอสซีจี (SCG), ปูนเสือ, อิฐมวลเบา (Q-Con), ซีแพค (CPAC) และดูร่าวัน (DURA One) รวมไปถึงการบริหารการจัดส่งให้ถึงไซต์งานตามเวลาที่ลูกค้าต้องการ

แนวคิดโครงการนี้เกิดจากการเข้าใจปัญหาของผู้รับเหมารายย่อย ที่ต้องเสียเวลาโทรสอบถามหลายร้าน ขับรถหาแหล่งซื้อวัสดุ และมักเจอปัญหาสินค้าไม่ครบหรือส่งล่าช้า โมเดล รักเหมา Station x Homepaint จึงเข้ามาช่วยให้เจ้าของบ้าน ผู้รับเหมา และช่างมืออาชีพ สามารถสั่งวัสดุก่อสร้างได้ครบวงจร ตั้งแต่สินค้าต้นน้ำอย่างงานโครงสร้าง ไปจนถึงสินค้าปลายน้ำอย่างสีและเคมีภัณฑ์ จบได้ในจุดบริการเดียว

ณัฏฐ์ จิรนิรันดร์กุล Co-Founder & Product Owner แพลตฟอร์มรักเหมา กล่าวถึงความร่วมมือครั้ง นี้ว่า “ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา รักเหมาโฟกัสเรื่องการช่วยผู้รับเหมาไทยให้ทำงาน ‘ง่ายขึ้น ประหยัดขึ้น และไวขึ้น’ ผ่านโซลูชันด้านดิจิทัล วันนี้เราขยับอีกก้าวด้วยการนำแนวคิดนั้นมาวางไว้ให้คนในชุมชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผ่านโมเดล รักเหมา Station x Homepaint เพื่อให้ผู้รับเหมารายย่อยมี ‘ผู้ช่วยจัดซื้อ’ อยู่ใกล้ไซต์งานมากขึ้น สั่งของได้ครบ จบในที่เดียว และมั่นใจได้ว่าของจะถึงหน้างานตามนัด

ความร่วมมือกับโฮมเพ้นท์ เป็นส่วนสำคัญของวิสัยทัศน์ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อยกระดับ การค้าก่อสร้างยุคใหม่ของประเทศไทย เราไม่ได้ต้องการแค่เปิดจุดบริการใหม่ แต่ต้องการสร้างเครือข่ายร้าน พันธมิตรที่แข็งแรง เติบโตไปด้วยกัน ภายใต้แนวคิด ‘Build Forward. Grow Together.’ ให้ร้านท้องถิ่นสามารถ ใช้พลังซัพพลายเชนและเทคโนโลยีแบบ Corporate เข้ามาเสริม เพื่อช่วยขยายโอกาสการขายและการเติบโตใน ระยะยาว”

คุณสมชัย กมลลาภวรกุล Channel Marketing Director กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “การยกระดับร้านวัสดุก่อสร้างให้แข็งแรงขึ้นบนสนามการแข่งขันที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เป็นก้าวแรกของ การสร้างเครือข่ายร้านพันธมิตรยุคใหม่ ที่สามารถขายได้ครบขึ้น สะดวกขึ้น โดยมีระบบหลังบ้านอย่างมืออาชีพ ช่วยซัพพอร์ตอยู่เบื้องหลัง

ในมุมผู้รับเหมา จุดบริการนี้จะทำให้การจัดซื้อวัสดุก่อสร้างไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป แค่เข้ามาที่ โฮมเพ้นท์ สาขาใกล้บ้าน ก็สามารถปรึกษาเกี่ยวกับข้อมูลสินค้าสำหรับงานก่อสร้าง ประเมินปริมาณวัสดุเพื่อสั่งซื้อสินค้า ได้จากหลากหลายแบรนด์ และนัดวันส่งของให้ถึงไซต์งาน ภายใน 1–2 วัน ขณะเดียวกันในมุมร้านค้า พาร์ทเนอร์อย่าง โฮมเพ้นท์ ก็สามารถขยายขอบเขตการให้บริการจากหมวดสีไปสู่หมวดวัสดุก่อสร้างหลัก เสริมสร้าง Portfolio สินค้าที่ครบ หลากหลาย และสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งนี่คือ หัวใจของโมเดล Modernized Construction Store Network ที่เราอยากเห็นการเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว”

ด้าน อนุรักษ์ เลิศรัตนชัยกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง (CEO) บริษัท โฮมเพ้นท์ จำกัด กล่าวถึงมุมมองของโฮมเพ้นท์ว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โฮมเพ้นท์เติบโตมาจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านสีทาอาคารและสีอุตสาหกรรม เราเห็นพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้รับเหมายุคใหม่ต้องการ ทั้งความสะดวก ความเร็ว และความมั่นใจว่าของจะถึงหน้างานตรงเวลา ความร่วมมือกับรักเหมา Station ทำให้เราสามารถต่อยอดจากจุดแข็งเดิม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างของผู้รับเหมาในพื้นที่ได้

โฮมเพ้นท์ เชื่อว่าอนาคตของธุรกิจวัสดุก่อสร้างจะขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้ง ‘ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง’ และ ‘ความสะดวกในการเข้าถึงบริการ’ ความร่วมมือกับรักเหมา Station ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจุดบริการ แต่เป็นการวางรากฐานโมเดลใหม่ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสีและวัสดุก่อสร้างแบบครบวงจรในที่เดียว ตั้งแต่ปูน อิฐ เหล็ก กระเบื้องหลังคา ไปจนถึงวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ พร้อมทีมงานช่วยประเมินปริมาณและวางแผน การจัดส่งให้เหมาะกับหน้างานจริง”

“ในระยะแรกจะเริ่มให้บริการใน 5 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีแผนพัฒนาโมเดลนี้ต่อเนื่อง เพื่อให้ โฮมเพ้นท์ก้าวสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ด้านการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างสำหรับผู้รับเหมาในพื้นที่อย่างครบวงจร”

ผู้ที่สนใจสามารถแวะสัมผัสประสบการณ์การเลือกซื้อสีทาบ้านและวัสดุก่อสร้างแบบครบวงจร ภายใต้บริการ “รักเหมา Station x Homepaint” ได้แล้ววันนี้ ที่ร้านโฮมเพ้นท์ทั้ง 5 สาขาใกล้บ้านคุณ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ Facebook รักเหมา Station , Line OA @rakmaostation , Homepaint โฮมเพ้นท์ ศูนย์สีราคาขายส่ง สีทาบ้านส่งด่วนทั่วไทย , Website: https://www.homepaint.co.th/ , Facebook Homepaint โฮมเพ้นท์ ศูนย์สีราคาขายส่ง สีทาบ้านส่งด่วนทั่วไทย

ต่อมลูกหมากโต เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ชายวัย 50+ ไม่ควรมองข้าม

ต่อมลูกหมากโต เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ชายวัย 50+ ไม่ควรมองข้าม

ต่อมลูกหมากโต เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ชายวัย 50+ ไม่ควรมองข้าม

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

“ทำไมปัสสาวะบ่อย?”  หรือ “กลางคืนลุกไปเข้าห้องน้ำหลายรอบ แถมยังปัสสาวะไม่สุด…”

นายแพทย์ กริช ออประเสริฐ ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ศูนย์ศัลยกรรมเฉพาะทาง ชั้น 2  โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า  คำถามเหล่านี้ อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่มันอาจเป็นสัญญาณของ “ต่อมลูกหมากโต” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป และหากปล่อยไว้ อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตมากกว่าที่คิด

ต่อมลูกหมาก คืออะไร? ต่อมลูกหมาก (Prostate Gland) คืออวัยวะขนาดประมาณลูกเกาลัด อยู่บริเวณใต้กระเพาะปัสสาวะ และล้อมรอบท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่ผลิตน้ำเลี้ยงอสุจิ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ฮอร์โมนเพศชายที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้ “ต่อมลูกหมาก” ค่อย ๆ โตขึ้นตามธรรมชาติ แต่ถ้าโตเกินไปจนไปกดเบียดท่อปัสสาวะ ก็จะเกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ตามมา

อาการของต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน ปัสสาวะไม่พุ่ง  ปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ ต้องเบ่งปัสสาวะนาน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมลูกหมากโต ผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติ ครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย / น้ำหนักเกิน ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย และผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูง

การรักษาต่อมลูกหมากโต ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยมีวิธีการ ดังนี้

1. ปรับพฤติกรรม : ลดน้ำก่อนนอน งดชา กาแฟ แอลกอฮอล์ หมั่นออกกำลังกาย ทานอาหารเสริมสุขภาพต่อมลูกหมาก เช่น zinc, saw palmetto (ภายใต้คำแนะนำแพทย์) หลังปัสสาวะ ยืนรอเพื่อเบ่งซ้ำอีกรอบ  2. ใช้ยา : กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อท่อปัสสาวะ และกลุ่มยาลดขนาดต่อมลูกหมาก (ใช้ระยะยาว) 3. รักษาด้วยหัตถการหรือผ่าตัด : หากใช้ยาไม่ได้ผล หรือมีปัญหาแทรกซ้อน เช่น ปัสสาวะไม่ออกเลย มีการติดเชื้อซ้ำบ่อย หรือยังมีอาการหลังใช้ยา แพทย์อาจเลือกขูดลูกหมากบางส่วนออก ซึ่งเป็นวิธีรักษาตามมาตรฐานที่ใช้มาอย่างยาวนาน

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ไกลต่อมลูกหมากโต  ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 50 ปี  เลี่ยงอาหารไขมันสูง เนื้อแดง   รับประทานผักผลไม้สีแดง ส้ม เหลือง ที่มีไลโคปีน  งดบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์  ไม่กลั้นปัสสาวะนาน ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่ปล่อยให้ท้องผูก

ต่อมลูกหมากโต เป็นโรคที่สามารถป้องกัน ลดความเสี่ยงในการเกิดได้หากหมั่นดูแลสุขภาพและสังเกตสัญญาณต่างๆจากร่างกาย การหมั่นตรวจสุขภาพช่วยให้รู้ทันท่วงทีและรักษาได้ไว เพื่อให้ผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ ไกลโรค ไม่ต้องกังวลกับการเข้าห้องน้ำบ่อยอีกต่อไป

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของโรคต่อมลูกหมากโต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม/นัดหมายแพทย์เพื่อขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์ศัลยกรรมเฉพาะทาง ชั้น 2 โทรศัพท์ 02 836 9999 กด 4

ถึงเวลาของยุค ‘Work life intelligence’ รับมือวิกฤตแรงงานปี 2026 จาก AI Disruption

ถึงเวลาของยุค ‘Work life intelligence’  รับมือวิกฤตแรงงานปี 2026 จาก AI Disruption

ถึงเวลาของยุค ‘Work life intelligence’ รับมือวิกฤตแรงงานปี 2026 จาก AI Disruption

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเข้าสู่ วิกฤตแรงงานปี 2026 อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อ AI เร่งให้เกิดช่องว่างแบบ K-Shape ทิ้งคนทำงานกลุ่มใหญ่ไว้ข้างหลัง ข้อมูลจากสถาบันระดับโลกชี้ตรงกันว่า ทักษะงานส่วนใหญ่เปลี่ยนไปสูงถึง 70% ภายในปี 2030 ขณะที่สถานการณ์ในไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการเลิกจ้างในระบบที่อาจสูงถึง 40,000 คนต่อเดือน ผสานกับวิกฤตสุขภาพจิตจากการทำงานที่ WHO เตือนว่ากำลังบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโครงสร้าง

เพื่อรับมือกับวิกฤติครั้งนี้ Creative Talk, QGEN Consult และ AME Imaginative จึงจับมือร่วมกันจัดงาน People Performance Conference 2026 นำเสนอทางรอดผ่านแนวคิด “Work Life Intelligence” ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับคุณค่าของมนุษย์ให้เหนือกว่า AI และจัดการชีวิตให้สมดุลเพื่อประสิทธิภาพงานที่ยั่งยืน บนความเชื่อว่า “คน” คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจ ในวันที่ 1 เมษายน 2569 ณ Bhiraj Hall, BITEC บางนา

สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง RGB72 และ CREATIVE TALK  กล่าวว่า “ในปี 2026 เราไม่ได้มองว่า AI เป็นแค่เครื่องมืออีกต่อไป แต่มันคือ Digital Employee หรือพนักงานคนหนึ่งที่เข้ามานั่งทำงานกับเราอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือการเกิดช่องว่างแบบ K-Shape ที่ชัดเจนมาก คนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ AI เป็นที่ปรึกษา เพื่อขยายศักยภาพตัวเอง จะพุ่งทะยานขึ้นเป็นขาขึ้นของตัว K ในขณะที่คนที่ปรับตัวไม่ทัน หรือ ขาดทักษะในการใช้ AI อย่างเข้าใจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว อีกทั้ง การใช้ AI ในยุคนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาของการทดลองใช้ (Explore) อีกต่อไป แต่เป็นยุคของการวัดผลจริง (Evaluation) ผ่าน AI Agents ที่ทำงานแทนเราได้เกือบสมบูรณ์

“หน้าที่ของเรา จึงต้องรู้เท่าทันและสามารถควบคุมเครื่องมือเหล่านี้ได้ ดังนั้นโจทย์ของคนทำงานวันนี้ไม่ใช่แค่ต้องเก่งขึ้น แต่ต้องรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรเพื่อเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เพราะทั้งงานและการใช้ชีวิตมีความเชื่อมโยงกัน เมื่องานดี ชีวิตก็ดีไปด้วย เพราะชีวิตดี งานก็ดีตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราจัด People Performance Conference 2026 ขึ้นมา เพื่อนำเสนอแนวคิด Work life intelligence ที่คนทำงานต้องติดอาวุธทักษะการทำงานและทักษะการใช้ชีวิต”

อภิชาติ ขันธวิธิ Co-founder ของ QGEN Consult กล่าวว่า ความท้าทายขององค์กรในปีนี้ คือการมีเทคโนโลยีล้ำสมัยแต่พนักงานกลับวิ่งตามไม่ทัน ทำให้ผลลัพธ์ที่คาดหวังไม่เกิดขึ้นจริง เมื่อ AI เข้ามาจัดการเนื้องานส่วนใหญ่จนบางแผนกอาจเหลือคนทำงานลดลง พนักงานจึงต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบเดิมมาเป็นการทำงานเหนือ AI หรือ การควบคุม AI อย่างเข้าใจ จุดนี้เองที่บีบให้ต้องเร่ง Up-skill และ Re-skill เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติที่ AI ทำแทนไม่ได้ เพราะหากทักษะเดิมเริ่มหมดอายุแต่เราไม่รีบสร้างคุณค่าใหม่เพิ่มให้ทันความเร็วของโลก เราจะกลายเป็นส่วนเกินขององค์กรทันที ฃ

“นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเป็นผู้เรียนรู้เร็ว (Fast Learner) จึงเป็นทางรอดเดียวของคนทำงานยุคนี้ ขณะเดียวกันองค์กรยังต้องเผชิญกับความย้อนแย้งในการจัดการ (Management Paradox) ที่รุนแรงขึ้น เช่น องค์กรต้องเร่งสปีดแข่งกับตลาดแต่ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงได้ หรือการทำงานกับ Gen Z ที่ต้องการทั้งอิสระแต่องค์กรต้องการผลงานที่มีคุณภาพในเวลารวดเร็ว ความกดดันเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพจิตที่ทำให้เบิร์นเอาท์ องค์กรยุคใหม่จึงต้องสร้างวัฒนธรรมแห่งความเชื่อใจ และให้อำนาจพนักงานตัดสินใจเลือกเครื่องมือและเวลาด้วยตัวเอง แนวคิดเดิมอย่าง Work life integration ที่ว่าด้วยการหลอมรวมทั้งงานและชีวิตเข้าด้วยกันจึงไม่เพียงพอและเข้ากับบริบทปัจจุบัน แต่แนวคิดที่มาแทนที่คือ Work Life Intelligence ที่คนทำงานจะต้องเก่งทั้งงานและมีพลังในการใช้ชีวิตไปพร้อมกัน”

ขณะที่  เจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด กล่าวว่า องค์กรในอดีตอาจเติบโตด้วย Succession Plan แต่อนาคตต้องขับเคลื่อนด้วย Transition Plan เพราะโจทย์วันนี้ไม่ใช่แค่ ใครจะมาแทนใคร แต่คือการ ส่งต่อคุณค่า ความรู้ และความเชื่อมั่น ให้เติบโตข้ามรุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญคือการ ออกแบบความรู้สึก เพื่อเปลี่ยนความอึดอัดเป็นการทำงานร่วมกัน

“เริ่มจากคนรุ่นอาวุโสที่กังวลเรื่องกำลังถูกแทนที่ให้เปลี่ยนเป็น Mentor หรือผู้ส่งต่อประสบการณ์ ขณะที่คนรุ่นใหม่ซึ่งรู้สึกว่าโอกาสมาเร็วไปจนไม่มั่นใจ ก็จะได้ทดลองโดยไม่ต้องแบกคนเดียว และคนตรงกลาง (Sandwich Generation) หรือวัยเดอะแบกที่มักรู้สึกไม่มีที่ยืน เพราะต้องรับศึกหนักทั้งภาระครอบครัวและแรงกดดันในงานจนบั่นทอนสุขภาพจิตและต้องตามเทคโนโลยีให้ทัน ก็จะมีเส้นทางที่ชัดเจนขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรที่แข็งแรงไม่ใช่ที่ที่เปลี่ยนคนเร็วที่สุด แต่คือที่ที่ ‘ส่งต่อได้ดีที่สุด’ เพื่อให้ทุกคนมีบทบาทใหม่ในอนาคตร่วมกัน ซึ่งเวที Life Growth Stage จะเป็นพื้นที่ช่วยปรับ Mindset และดูแลหัวใจให้คนทำงานทุกรุ่นเติบโตไปพร้อมกับความสุขอย่างยั่งยืน”

งาน People Performance Conference 2026 พื้นที่ที่จะพาคุณไปค้นพบ Work Life Intelligence เพื่อจัดการชีวิตและพิชิตงานไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะกับ Leaders & Managers: ผู้นำที่ต้องการจัดการความย้อนแย้ง เร่งผลงานแต่ยังดูแลใจคนในทีมได้ HR Professionals: ผู้ที่ต้องการอัปเดตเทรนด์ People Tech และการสร้างวัฒนธรรมทีมแบบ AI-First คนทำงานสาย “เดอะแบก”: คนทำงานเก่งที่ต้องการทางรอดและวิธีฟื้นฟูจากภาวะ Burnout รวมทั้ง Business Owners: เจ้าของธุรกิจที่ต้องการ Transform องค์กร อุดรูรั่ว และสร้าง Performance ที่ยั่งยืน Individual Contributors: คนทำงานที่ต้องการ Upskill ทั้งด้าน AI, การสื่อสารต่าง Gen และการเงิน

บัตร EARLY BIRD: 1,290 บาท (จากราคาปกติ 3,000 บาท) ติดต่อซื้อบัตรได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/PPC2026   ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/PEOPLEPERFORMANCECONFERENCE

พร้อมเปิดแล้ว ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ มรดกแห่งแผ่นดิน จัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลคชันหุ่นกระบอกไทยอันวิจิตรงดงาม

พร้อมเปิดแล้ว ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ มรดกแห่งแผ่นดิน จัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลคชันหุ่นกระบอกไทยอันวิจิตรงดงาม

พร้อมเปิดแล้ว ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ มรดกแห่งแผ่นดิน จัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลคชันหุ่นกระบอกไทยอันวิจิตรงดงาม

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

หลังจากใช้เวลากว่า 10 ปี ในที่สุด “พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต” ที่จัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลคชันหุ่นกระบอกไทย ของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ประจำปี 2543 พร้อมเปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมโดยในเบื้องต้นทุกวันอาทิตย์ เริ่มอาทิตย์แรกในวันที่ 29 มีนาคม 2569 บนพื้นที่ขนาด 5 ไร่ ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 58 เขตสายไหม กรุงเทพฯ  นอกจากส่วนของพิพิธภัณฑ์แล้ว ด้านในยังมีโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศไทยขนาด 300 ที่นั่ง ครบถ้วนด้วยระบบเวที แสง สี เสียงเต็มรูปแบบ คาดว่าจะเปิดม่านการแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง ตะเลงพ่าย ได้ในช่วงต้นปี 2570

อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ต้องการสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทยและรวบรวมผลงานศิลปะหลากแขนงที่ตนเองได้สร้างสรรค์ไว้ ท่านจึงอุทิศแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ส่วนตัวด้วยงบประมาณราว 130 ล้านบาท สร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นมา เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ 3 ชั้น ประกอบด้วยโรงละครหุ่นกระบอกบริเวณชั้น 1 และชั้น 3 เป็นห้องจัดแสดงผลงานจำนวน 2 ห้อง

ในส่วนของพิพิธภัณฑ์จัดแสดงภาพสเกตซ์และภาพจิตรกรรมเรียงตามไทม์ไลน์ เช่น ภาพสเกตซ์บนกระดาษในวัย 7 ขวบ ภาพสีน้ำมันบนผ้าใบขณะเป็นนักศึกษาที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาพชุดสีน้ำรูปตัวละครในวรรณคดีไทย ภาพเหมือนหรือพอร์ทเทรตบุคคลต่างๆ ด้วยบรรยากาศและแสงเงาอันเป็นเอกลักษณ์ และ ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 และ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งต่อมาได้นำไปเป็นต้นแบบเพื่อขยายเป็นภาพขนาดใหญ่ประดับพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารในพระบรมมหาราชวัง โดยเอกลักษณ์ภาพเขียนของอาจารย์จักรพันธุ์นั้นมีส่วนผสมของภาพแบบเรียลลิสติก (Realistic) และ ไอเดียลลิสติก (Idealistic)  ด้วยการใช้สีที่สะอาด ลวดลายอ่อนช้อย องค์ประกอบและบรรยากาศมีลักษณะกึ่งฝันกึ่งจริงที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวจนได้รับการขนานนามว่าเป็นรูปแบบ “สกุลช่างจักรพันธุ์”

ห้องจัดแสดงแรกยังจัดแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพ ราว 50 ตัว และฉากที่อาจารย์จักรพันธุ์และทีมงานในนามมูลนิธิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ใช้เวลาสร้างสรรค์กว่า 12 ปี และเป็นการแสดงหุ่นกระบอกอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกของอาจารย์ในปี 2532 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยและประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ส่วนอีกห้องจัดแสดงหุ่นกระบอกราว 200 ตัวเรื่อง ตะเลงพ่าย เพื่อเล่าเหตุการณ์บ้านเมืองสมัยกรุงศรีอยุธยาหลังเสียกรุงให้แก่พม่าในปี 2112 เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและเหล่าบรรพชนในอดีต เรื่องตะเลงพ่ายนี้มีการเขียนบทและซ้อมการแสดงมาตั้งแต่ปี 2533 ที่บ้านของอาจารย์ในซอยเอกมัยและเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมการซ้อมทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนจนกระทั่งหยุดชะงักไปภายหลังอาจารย์ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรกในปี 2558 อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานของมูลนิธิเตรียมเปิดม่านการแสดงเรื่อง ตะเลงพ่าย อย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกในช่วงต้นปี 2570

หุ่นกระบอกที่อาจารย์จักรพันธุ์สร้างสรรค์นั้นมีสัดส่วนสวยงามสมจริงในทางกายวิภาค พร้อมเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่วิจิตรงดงาม อีกทั้งมือของหุ่นสามารถจีบ กำ และจับอุปกรณ์ได้อย่างสมบูรณ์โดยการร้อยเชือกไขว้สลับคล้ายหุ่นหลวง และกระเดื่องที่ข้อมือหุ่นยังเอื้อให้ข้อมือกระดกได้จึงทำให้ทำท่าทางต่างๆ ได้ดูสมจริง เช่น ฉากในเรื่อง ตะเลงพ่าย ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพด้วยการหลั่งน้ำทักษิโณทก มีการเทน้ำจริงจากภาชนะในมือหุ่น

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เปิดรอบให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมทุกวันอาทิตย์ เริ่มอาทิตย์แรกในวันที่ 29 มีนาคม 2569  ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 300 บาท นักศึกษา 150 บาท นักเรียน 100 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ไม่เสียค่าเข้าชม สำหรับหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถติดต่อมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่โทร: 02-392 7754 หรือ https://www.facebook.com/chakrabhand

‘วัฒนาวิทยาลัย’ โรงเรียนหญิงล้วนกับบทบาทสร้าง ‘ผู้นำหญิงแห่งอนาคต’

‘วัฒนาวิทยาลัย’ โรงเรียนหญิงล้วนกับบทบาทสร้าง ‘ผู้นำหญิงแห่งอนาคต’

‘วัฒนาวิทยาลัย’ โรงเรียนหญิงล้วนกับบทบาทสร้าง ‘ผู้นำหญิงแห่งอนาคต’

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

บรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจอบอวลทั่วหอประชุมของ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ในพิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุด (Diploma) รุ่นที่ 151 ประจำปีการศึกษา 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรณบุบผา เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่นักเรียนผู้สำเร็จการศึกษา จากวันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้ววัฒนา ด้วยความฝันและความหวัง วันนี้นักเรียนรุ่น 151 เติบโตอย่างงดงาม ทั้งในความรู้ ความคิด และหัวใจ ทุกก้าวแห่งความพยายาม ความเข้มแข็ง และรอยยิ้ม คือภาพสะท้อนของการบ่มเพาะศักยภาพสตรีรุ่นใหม่ให้พร้อมก้าวสู่โลกอนาคตอย่างมั่นใจ

ในปีนี้ นักเรียนสำเร็จการศึกษา และนักเรียนส่วนมากมีที่เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ตอกย้ำคุณภาพการจัดการศึกษาที่มุ่งพัฒนาศักยภาพรอบด้านของผู้เรียน

ความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนด้วย “ทุนทางคุณค่า”

ท่ามกลางการแข่งขันทางการศึกษาที่เข้มข้น โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ยืนหยัดบนหลักการพึ่งพา “ทุนทางคุณค่า” มากกว่าการตลาดเชิงราคา แนวคิด Mission Credibility ของโรงเรียน สะท้อนระดับความสอดคล้องระหว่างพันธกิจที่ประกาศไว้กับการรับรู้ พฤติกรรม และความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งในเชิงการรับรู้ (Perceptual Measures) และเชิงพฤติกรรม (Behavioral Indicators) ยึดมั่นในคุณค่าแม้เผชิญการแข่งขันสูง การสื่อสารสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของสถาบัน สร้างความภาคภูมิใจในสถาบัน (Institutional Pride) สืบสานรากเหง้าและประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น (Intergenerational Bond) สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของความยั่งยืนในระยะยาวที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยปลูกฝังมาแต่แรก

วิสัยทัศน์สู่การสร้าง Future-ready Women

ดร.สุภลักษณ์ ไชยสถาน ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวเสริมว่า วัฒนาวิทยาลัยไม่ได้มุ่งเพียงสร้างนักเรียนที่เก่งวิชาการ แต่เรามุ่งสร้างสตรีที่พร้อมรับมือโลกอนาคต มีความคิดสร้างสรรค์ มีภาวะผู้นำ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีหัวใจที่เข้มแข็ง เราเชื่อว่าผู้หญิงที่เติบโตบนรากฐานแห่งคุณค่า จะสามารถเปล่งประกายในทุกบทบาทของชีวิต”

3 เรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ จากนักเรียนรุ่น 151

เตชินี ชวลิตถิรคุณ​ หลักสูตร Learning Block อักษรศาสตร์​ นักร้องประสานเสียง Wattana Girls’ Chorus​ ได้ศึกษาต่อที่ คณะดุริยางคศาสตร์ สาขาธุรกิจดนตรีและบันเทิง​ มหาวิทยาลัยศิลปากร​ และคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการบริหารจัดการศิลปะ​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โรงเรียนให้ทั้งระเบียบวินัยและเรื่องของมิตรภาพ มีรูทีนที่ทำให้ตรงกัน เช่น ตื่นพร้อมกัน  อาบน้ำให้ทันทานข้าว เข้าเรียนให้ตรงเวลา และเรื่องมิตรภาพเนื่องจากเราเป็นเด็กหอต้องอยู่ด้วยกัน 24 ชม. ทำให้เราสนิทกันมากขึ้น ช่วงเวลาที่ยากที่สุด คือ ช่วงที่ต้องค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร อยากเรียนอะไร เพราะบางทีเราไม่รู้ว่าเราชอบทำอะไร เวลายื่นเข้ามหาวิทยาลัยก็ค่อนข้างยาก ถ้าไม่มีโรงเรียนวัฒนาหนูจะไม่เป็นแบบวันนี้

ณธิดา ปิยะรัตน์ (ประธานรุ่น ม.6)​ หลักสูตร Learning Block วิทยาศาสตร์สุขภาพ​ ได้ศึกษาต่อที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย​ กล่าวว่า สิ่งที่โรงเรียนให้มากกว่าความรู้ คือการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ได้ทักษะการใช้ชีวิต และความมีวินัยในตัวเอง ช่วงเวลาที่ยากที่สุด คือ ตอน ม.1 เพราะไม่เคยอยู่โรงเรียนประจำมาก่อน ช่วงแรก ๆ ยังปรับตัวไม่ได้บ้าง พอปรับตัวได้แล้ว ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ การได้เรียนรู้การมีความสัมพันธ์ที่ดี การใช้ชีวิต และทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ได้ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ฝึกความเป็นผู้นำ และนำสิ่งที่โรงเรียนสอนไปปรับใช้ในโลกอนาคตได้

วธูสิริ ลิ่มบริบูรณ์​ หลักสูตร Learning Block เศษฐศาสตร์ บัญชี และการบริหารธุรกิจ ได้ศึกษาต่อที่ คณะอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สาขาการจัดการโลจิสติกส์ ​สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง​, คณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดโลจิสติกส์และการจัดหาโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยบูรพา​, คณะวิทยาการจัดการ สาขาการจัดการโลจิสติกส์ ​ มหาลัยวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่โรงเรียนให้มากกว่าความรู้ คือประสบการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้องและคุณครูที่แน่นแฟ้นมาก เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำ ทำให้เราได้คุยกันเป็นประจำ ช่วงเวลาที่ยากที่สุด คือตอน ม.1 ที่เข้ามาใหม่ ๆ ต้องปรับตัวหลายๆ อย่าง เป็น Home Sick แต่พอเริ่มปรับตัวเข้าหาเพื่อนได้ ทำให้อยู่โรงเรียนอย่างสนุกขึ้นเยอะ ถ้าไม่มีโรงเรียนวัฒนาจะไม่ทำให้หนูเป็นแบบวันนี้ เพราะที่นี่ปลูกฝังให้หนูมีความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าทำ ถ้าไม่มีวัฒนาหนูคงไม่มีความกล้าในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้เท่าทุกวันนี้

แม้วันนี้นักเรียนรุ่น 151 จะก้าวออกจากรั้วโรงเรียน แต่บ้านหลังนี้จะยังคงโอบกอด ส่งแรงใจ และยินดีในทุกความสำเร็จเสมอเพราะบทบาทของโรงเรียนหญิงล้วน ไม่ได้จบลงที่วันรับประกาศนียบัตร แต่คือการเริ่มต้นของการสร้าง “ผู้นำหญิงแห่งอนาคต” อย่างแท้จริง

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ชวน ‘ชิมข้าวแช่ แลวังพญาไท’

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ชวน ‘ชิมข้าวแช่ แลวังพญาไท’

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ชวน ‘ชิมข้าวแช่ แลวังพญาไท’

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

1 ปีมีครั้ง มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท จัดกิจกรรม “ชิมข้าวแช่ แลวังพญาไท” ณ คาเฟ่นรสิงห์ พระราชวังพญาไท เพื่อให้ผู้สนใจสามารถมาร่วมกิจกรรมทั้งการชมพระราชวังพญาไท และการรับประทานข้าวแช่แบบโบราณ เฉพาะวันเสาร์ และ อาทิตย์  จนถึงวันอาทิตย์ที่ 29  มีนาคม  2569

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์อาหารโบราณ ดังนั้น จึงทำโครงการ “ชิมข้าวแช่ แลวัง” เพื่อให้ผู้สนใจสามารถมาร่วมกิจกรรมได้ ทั้งการชมพระราชวังพญาไท และการรับประทานข้าวแช่แบบโบราณ  ซึ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4  “ข้าวแช่” ได้กลายเป็นอาหารชาววัง โดยเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ผู้มีเชื้อสายมอญได้ทำถวาย เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้แปรพระราชฐานไปยังพระนครคีรี (เขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี 

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “ข้าวแช่” เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ ข้าหลวงในห้องเครื่อง ได้ถ่ายทอดตำรับ “ข้าวแช่” ออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชนมากขึ้น

สำรับ “ข้าวแช่ แลวัง” ประกอบด้วย ชุดรับรองชมวัง :เมี่ยงคำสมอกลีบบัว, ยำส้มฉุน, น้ำมะกรูดสมุนไพรหอม, สำรับข้าวแช่ : ลูกกะปิ ปลายี่สน ผัด ไชโป๊วผัดแก้วน้ำผึ้ง หัวหอมยัดไส้ปลาช่อน พริกหยวกยัดไส้หมูหอมพันไข่หรุ่ม กระทงหอมเครื่องน้ำพริกหวาน ปลาขาวเขื่อนสิริธรชุบทอด ไข่ห่อกระเทียมดอง กะพงพริกเหลือง พริกแห้งสอดไส้ ปลาผัดมะพร้าว กระฉีกงานหอม, สำรับเครื่องหวาน : ชมพู่ลอยเกล็ดแก้ว จีบกลีบดอกไม้ถั่วขาว ไส้ แมคคาเดเมีย กะทิสด ชาสาลี่หอมน้ำผึ้งดอกไม้ป่า

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไทฯ จัดกิจกรรม “ชิมข้าวแช่  แลวัง” เฉพาะในวันเสาร์ และ อาทิตย์  โดยครั้งสุดท้านในวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม  2569  ในราคาท่านละ 1,200   บาท  ผู้สนใจสามารถสั่งจอง และสำรองที่นั่งได้ที่ มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไทฯ  โทร. 02-3547987, 087-7081015, 081-6218761