มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดเวทีระดมความคิดรับมือวิกฤตโลก ชวนภาคธุรกิจหาทางออกด้านความยั่งยืน เดินหน้าสู่ Net Zero ใน MFLF Sustainability Forum 2025

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดเวทีระดมความคิดรับมือวิกฤตโลก ชวนภาคธุรกิจหาทางออกด้านความยั่งยืน เดินหน้าสู่ Net Zero ใน MFLF Sustainability Forum 2025

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดเวทีระดมความคิดรับมือวิกฤตโลก ชวนภาคธุรกิจหาทางออกด้านความยั่งยืน เดินหน้าสู่ Net Zero ใน MFLF Sustainability Forum 2025

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.33 น.

ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนคือทางรอด มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน MFLF Sustainability Forum 2025 เวทีถกประเด็นร้อนด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้ธีม “วิกฤตโลก ทางออกไทย” ในวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ชญานันทน์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการปาฐกถาพิเศษ ทางรอดประ เทศไทยต่อวิกฤต Climate Change และ Nature Loss ผ่านนโยบาย คำมั่นสัญญาระดับโลก และศักยภาพไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีเสวนาจากกูรูด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจมาร่วมหาทางออกใหม่ในเกมโลกร้อนผ่าน 2 เวทีหลัก ได้แก่ เสวนาเรื่อง “วิกฤติโลก ทางออกไทย” โดย ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานร่วม BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และ เสวนาเรื่อง “กุญแจสู่การอยู่รอดของคนและธรรมชาติ” โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นิรันดร์ นิรันดร์นุต Country Project Manager, UNDP Biodiversity Finance Initiative (BIOFIN) ประเทศไทย ทวิโรจน์ ทรงกำพล ประธานเจ้าหน้าที่สายกลยุทธ์องค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ สมิทธิ หาเรือนพืชน์ หัวหน้าสายงาน Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

สนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ https://www.facebook.com/MaeFahLuangFoundation หรือลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://forms.office.com/r/3XE57nxaCz

คุณแหน : 8 กันยายน 2568

คุณแหน : 8 กันยายน 2568

คุณแหน : 8 กันยายน 2568

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.46 น.

๐๐ คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานกก.มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ นำคณะกก.ร่วมยินดีกับ นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ ในโอกาสได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ โดย คุณหญิงทรงสมร คชเสนี เป็นผู้จัดหาเค้กของมูลนิธิฯ แต่เจ้าตัวมาร่วมมอบไม่ทันเพราะติดนัดแพทย์ประจำตัว..๐๐

๐๐ สร้างความปลื้มปีติให้ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล  เป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้รับเกียรติจากรัฐบาลจีน เชิญให้เข้าร่วมในงาน “พิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี ชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2” หรือ “สงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น” และแน่นอนว่าต้องอลังการตามสไตล์ชาวมังกร ทั้งขบวนพาเหรดเดินสวนสนามอันยิ่งใหญ่ของทหารหลักล้านนาย มาพร้อมกับการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย โดยมี ฯพณฯ สี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นผู้ตรวจแถว ท่ามกลางผู้นำ ประมุขแห่งรัฐ และบุคคลสำคัญจาก 25 ประเทศทั่วโลก ..๐๐

๐๐ ผศ.ดร.ภัทเรก ศรโชติ เข้ารับพระราชทานประกาศเกียรติคุณ เข็มที่ระลึกผู้บริจาคโลหิตครบ 108 ครั้ง ประจำปี 2566-2567 ..โดยเจ้าตัวมีข้ออ้าง(ขำๆ )ว่าชอบทานโอวัลตินเย็นหวานอร่อยหลังบริจาคโลหิต แต่หลังโควิด โอวัลตินแสนอร่อยก็หายไป แว่วว่าจะกลับมาเติมเต็มให้ผู้บริจาคโลหิตอีกครั้ง..๐๐

๐๐ เพื่อนๆ ปธพ.3 ยินดีกับ พล.อ.นพ.ไตรโรจน์ ครุธเวโช ที่ได้รับรางวัล คนดีศรีแพทย์ทหารครั้งที่ 8 ประจำปี 2568 สาขาการบริหารจัดการ จากสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์..๐๐

๐๐ ฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รักษาการ รอง ผอ.ใหญ่ สนง.ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) มอบสัมฤทธิบัตรผู้จบการศึกษาหลักสูตร Digital CEO รุ่น Avantgarde Studies โดยมี ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ให้การต้อนรับ..๐๐

๐๐ เพื่อนๆยินดีกับ ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ที่ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ในกลุ่มธุรกิจการเกษตร จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2568 โดยสถาบันไทยพัฒน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สะท้อนการสร้างคุณค่าที่มากกว่ายาง..๐๐
๐๐สมาคมศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ได้จัดตั้ง “กองทุน 100 ปี อ.สสี” ขึ้นโดยได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 29 ทุน ให้คณะเภสัชศาสตร์ มช. เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และสืบสานเจตนารมณ์ของ ศ.ดร.ภญ.อาจารย์สสี ปันยารชุน ให้คงอยู่ต่อไป..๐๐

๐๐ ขอแสดงความยินดีกับ อนุทิน ชาญวีรกูร นายกรัฐมนตรีคนที่ 32  แม้ช่วงนี้จะเหลือเวลาบริหารเพียง 4 เดือนแต่ขอให้ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ   ทราบว่าจะนำทีมผู้บริหารมืออาชีพ (ครม.คนนอก) เข้ามาเป็น  รมว.พลังงาน : อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต CEO และกก.ผจก.ใหญ่ ปตท. รมว.คลัง: ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์  รวม.ต่างประเทศ :สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ  เพื่อเดินหน้าไปในทางที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้านและขอให้ได้รับเลือกให้กลับมาบริหารประเทศอย่างเป็นเอกฉันท์ต่อไป..๐๐

คุณแหน

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เตรียมเปิดม่านโขนรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’ สะท้อนการรักษาสัจจะ ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ เริ่ม 6 พฤศจิกายน ศกนี้

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เตรียมเปิดม่านโขนรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’ สะท้อนการรักษาสัจจะ ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ เริ่ม 6 พฤศจิกายน ศกนี้

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เตรียมเปิดม่านโขนรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’ สะท้อนการรักษาสัจจะ ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ เริ่ม 6 พฤศจิกายน ศกนี้

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.10 น.

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แถลงข่าวเปิดตัว การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ณ โรงละคร สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า เขตดุสิต โดยมี นฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ, ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, ประเมษฐ์ บุณยะชัย (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้ประพันธ์บท, รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้กำกับการแสดง, สุดสาคร ชายเสม (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้ออกแบบฉากและอุปกรณ์ประกอบการแสดง และ ผศ.ดร.สุรัตน์ จงดา อนุกรรมการด้านการจัดแสดง ร่วมแถลงข่าว พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ รวมถึงผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานร่วมงาน เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ณ โรงละคร สนามเสือป่า สำนักพระราชวัง

พิธาน เหี้ยมโท้ กรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และประธานอนุกรรมการด้านการจัดแสดงโขนฯ, พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ ประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ฯ, ไพศาล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ, พล.อ.ต. จักรพงศ์ หอมไกรลาศ กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และประธานอนุกรรมการด้านการสนุบสนุนโขนฯ, คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ, พล.อ.ต.หญิง คุณหญิงสุชาดา วรทรัชต์ ประธานอนุกรรมการด้านการแพทย์โขนฯ, ท่านผู้หญิงอินทิรา พลธร กรรมการด้านการจัดแสดงโขนฯ, พล.ท.จักรกฤษณ์ ศรีนนท์ กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ, พ.ท. ชัยรัตน์ ภัทรธีรังกูร กรรมการและผู้ช่วยเหรัญญิก มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ, นฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ พร้อมด้วย ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, ผศ.ดร.สุรัตน์ จงดา อนุกรรมการด้านการจัดแสดงฯ, สุดสาคร ชายเสม (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้ออกแบบฉากและอุปกรณ์ประกอบฉากประกอบการแสดง, รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้กำกับการแสดง และ ประเมษฐ์ บุณยะชัย (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้ประพันธ์บท

นฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อโขน ทรงทำให้โขนได้รับการยกย่องจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) ในปี 2561 ว่าเป็น ‘มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ’ ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยรายการแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อศิลปวัฒนธรรมของชาติ ด้วยพระองค์ได้พระราชทานพระราชเสาวนีย์ และแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ศิลปกรรม งานหัตถศิลป์ หัตถกรรม มาอย่างยาวนาน เป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

“สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในปีนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 18 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ด้วยทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานด้านการจัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โดยมี พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานกรรมการอำนวยการโขนฯ พ.ท.สมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธานกรรมการดำเนินงานโขนฯ นายพิธาน เหี้ยมโท้ เป็นประธานอนุกรรมการด้านการจัดแสดง  พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ เป็นประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์  พล.อ.ต.หญิง คุณหญิงสุชาดา วรทรัชต์ เป็นประธานอนุกรรมการด้านการแพทย์ พล.อ.ต. จักรพงษ์ หอมไกรลาศ เป็นประธานอนุกรรมการด้านการสนับสนุน เป็นต้น ซึ่งทุกท่านล้วนเป็นแรงสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานโขนฯ มาอย่างต่อเนื่องตลอดโครงการ”

พิธาน เหี้ยมโท้ กรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และประธานอนุกรรมการด้านการจัดแสดงโขนฯ , นฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ผู้สนับสนุนการจัดการแสดง วิรัช เมฆสัมพันธ์ และ นิติกร กรัยวิเชียร จาก บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ, นอ.นพ.ยุวัฒน์ ชนังกุล รอง ผอ.รพ.มะเร็งกรุงเทพวัฒโนส, พล.ต.สุรชัย รัศมีจิวานนท์ รองเจ้ากรมแพทย์ทหารบก ผู้แทน เจ้ากรมแพทย์ทหารบก, วิภาดา เดือนรัตน์ รอง ปธ.กก.บริหาร กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผอ.อาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์, ชยชัย แสงอินทร์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และ จาตุรนต์ โกมลมิศร์ กก.บริหารและ ปธ.จนท.ปฎิบัติการ สายกิจกรรมพิเศษ บมจ.กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล

ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทำให้โขนซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงของไทยได้รับความสนใจจากเยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาเรียนรู้และชมโขมมากขึ้น เห็นได้จากในแต่ละปีมีนักแสดงโขนที่เป็นคนรุ่นใหม่สนใจเข้าร่วมคัดเลือกนักแสดงในโขนมุลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ทั้งตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ ตัวลิง เป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี ส่วนผู้ชมนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่พาเพื่อนและครอบครัวชมโขนกันมากขึ้น”

ประเมษฐ์ บุณยะชัย ศิลปินแห่งชาติ ผู้ประพันธ์บท กล่าวถึงการจัดทำบท และคำพากย์ เจรจา การแสดงโขนในปีนี้ว่า “ในแต่ละปีของการแสดงนั้น โดยเฉพาะบทประพันธ์คณะกรรมการทุกท่านได้ร่วมกันคัดสรรอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ชมได้รับชมอย่างมีอรรถรส โดยได้นำบทราชสวัสดิ์ที่ทรงสอนข้าราชบริพารนำมาสอดแทรกลงในบทการแสดง เพื่อให้ทุกคนยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ อยากให้ทุกท่านที่ได้มาชมไม่เพียงแต่ชมการแสดง แต่ยังจะได้เรียนรู้คำบทพากย์ เจรจา โดยเฉพาะบทเพลงปีพาทย์ที่นำมาประกอบ ซึ่งเพลงบางบทเป็นบทโบราณจึงได้คัดเลือกมาเพื่อให้คนรุ่นใหม่รับชมรับฟัง”

รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ ศิลปินแห่งชาติ ในฐานะผู้กำกับการแสดง กล่าวถึงความพิเศษและภาพรวมของการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” ในปีนี้กล่าวว่า “เป็นโจทย์ยากทุกปี เพราะโขนเป็นการศิลปะการแสดงชั้นสูงที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งแรกต้องคิดว่าจะทำอย่างไรในการนำศิลปะชั้นสูงมาผสมผสานกับสิ่งใหม่ๆให้คนดูได้คล้อยตามไปด้วย ให้ได้ทั้งความงดงาม ความอลังการ ความสมจริง และความสนุกสนาน ซึ่งการแสดงชุดนี้เน้นเรื่องความกตัญญู ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี ในปีนี้ผู้ชมจะได้รับชมสิ่งใหม่ๆ ในตอนสัตยาพาลี อาทิ ขบวนลงทรง กระบวนทัพระหว่างองคตและทศกัณฑ์ ซึ่งปีนี้ผู้ชมจะได้เห็นความแตกต่างของขบวนการรบของทั้งสองฝ่าย เป็นต้น” 

สุดสาคร ชายเสม ศิลปินแห่งชาติ ผู้ออกแบบฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก ประกอบการแสดง กล่าวถึงความพิเศษของการแสดงในครั้งนี้ว่า “รูปแบบศิลปกรรมที่ใช้ในโขนหลวง จะนำศิลปกรรมชั้นสูงมาทำเครื่องประกอบฉาก โดยเฉพาะ ตอน สัตยพาลี เป็นตอนที่สนุกมาก น่าสนใจ เช่น วิมานของพระอิศวร ต่อเนื่องไปจนถึงการได้เห็นช้างทรงของทศกัณฐ์ที่ทรงเครื่องได้อย่างสวยงาม และราชรถของพระราม พระลักษมณ์ ที่มีความงดงาม นอกจากนี้ยังมีอีกหลายฉากที่มีความอลังการตระการตา”  

ปิดท้ายด้วย ผศ.ดร.สุรัตน์ จงดา อนุกรรมการด้านการแสดง กล่าวถึง พัสตราภรณ์และการออกแบบการแต่งกายโขน กล่าวว่า “ในตอนสัตยาพาลี ซึ่งเป็นเป็นตอนใหม่ จึงต้องมีการสร้างสรรค์ชุดเครื่องแต่งกายตามตัวละครที่เพิ่มขึ้นมา รวมถึงทดแทนชุดเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งได้พัฒนาเครื่องแต่งกายด้วยความประณีตและมีความวิจิตรงดงามมากยิ่งขึ้นทุกปี ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีต่อโขน ทำให้ในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมานี้ มีอาชีพที่เกี่ยวกับการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนทั้งงานทอผ้า งานปัก งานเครื่องประดับ การทำหัวโขน ซึ่งล้วนเป็นงานช่างฝีมือชั้นสูง กล่าวได้ว่าสิ่งเหล่านี้สมดังพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงนี้ให้คงอยู่และยังสร้างงานสร้างอาชีพได้”

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 18 ในปีนี้ นำเสนอ โขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” จับตอนตั้งแต่ทศกัณฐ์แปลงกายเป็นปูยักษ์หมายทำลายพิธีโสกันต์องคตกุมาร แต่พาลีผู้ได้พรจากพระอิศวรปราบได้ ต่อมาเกิดเหตุการณ์ทรพีบุตรทรพาโอหังไม่กตัญญูจนถูกพาลีฆ่าตายในถ้ำ และทำให้พาลีกับสุครีพ น้องชายเข้าใจผิดแตกกัน สุครีพจึงไปพึ่งพระรามและร่วมต่อสู้จนพาลีต้องยอมมรณภาพ โดยฝากฝังบ้านเมืองไว้กับพระราม เรื่องราวดำเนินต่อด้วยทศกัณฐ์ให้นางมณโฑหุงน้ำทิพย์ชุบชีวิตพลยักษ์ แต่พระรามส่งหนุมานและเหล่าวานรไปทำลายพิธีได้สำเร็จ ก่อนที่กองทัพอธรรมจะพ่ายแพ้และทศกัณฐ์ต้องล่าถอย เรื่องราวความสนุกจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี”ที่จะให้ความบันเทิงครบทุกอรรถรส และได้ข้อคิดเรื่องการรักษาสัจจะ ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ เป็นต้น

พบกับความพิเศษของสุดยอดฉากการแสดงที่ยิ่งใหญ่ตระการตาของ “สัตยาพาลี” ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อการแสดงโขนที่ยิ่งใหญ่แห่งปี นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์ อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดอยู่อีกนานเท่านาน เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาท และ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท)

ตาโปน ตาแห้ง อย่ามองข้าม ‘ไทรอยด์ขึ้นตา’ โรคอันตรายของเบ้าตาที่ควรรู้

ตาโปน ตาแห้ง อย่ามองข้าม ‘ไทรอยด์ขึ้นตา’ โรคอันตรายของเบ้าตาที่ควรรู้

ตาโปน ตาแห้ง อย่ามองข้าม ‘ไทรอยด์ขึ้นตา’ โรคอันตรายของเบ้าตาที่ควรรู้

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจรู้จัก “โรคไทรอยด์” จากอาการน้ำหนักขึ้นลงผิดปกติ หัวใจเต้นแรง หรือเหนื่อยง่าย แต่รู้หรือไม่ว่า ไทรอยด์ยังส่งผลต่อดวงตาได้เช่นกัน โดยเฉพาะอาการตาโปน หนังตาบวม หรือแม้กระทั่งการมองเห็นเปลี่ยนไป โรคตาโปนจากไทรอยด์ หรือ Thyroid Eye Disease (TED) คือปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะส่งผลต่อภาพลักษณ์แล้ว ยังส่งผลกระทบชีวิตประจำวันได้

ไทรอยด์ขึ้นตาคืออะไร

แพทย์หญิง ภาวินี อมรพันธางค์ แพทย์ผู้ชำนาญการพิเศษ สาขาจักษุวิทยาTED โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ และไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรอบลูกตาและเนื้อเยื่อในเบ้าตาเกิดการอักเสบ บวม และมีพังผืดตามมา จนเกิดอาการ “ตาโปน” หรือ “ตาอักเสบ” ซึ่งสัมพันธ์กับโรคไทรอยด์ โดยเฉพาะไทรอยด์เป็นพิษ (Graves’ disease)

สาเหตุของไทรอยด์ขึ้นตา

แม้ยังไม่เป็นที่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่อาการไทรอยด์ขึ้นตา สามารถเกิดจากปัจจัยดังนี้ เกิดร่วมกับโรคไทรอยด์เป็นพิษ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง พันธุกรรม คนในครอบครัวมีประวัติไทรอยด์ขึ้นตา มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และการสูบบุหรี่

อาการของโรค

เปลือกตาบวม แดง แสบตา ตาแห้งผิดปกติ น้ำตาไหลตลอดเวลา เห็นภาพซ้อน ตามัว ตาเข ตาเหล่ ในรายที่อาการรุนแรงมาก อาจสูญเสียการมองเห็น

แนวทางการรักษา

การรักษาไทรอยด์ขึ้นตามักรักษาควบคู่กับไทรอยด์เป็นพิษ โดยมีวิธีการรักษาดังต่อไปนี้ 1.รักษาแบบประคับประคองอาการ  ใช้น้ำตาเทียม น้ำยาหยอดตา หรือเจลเพื่อบรรเทาอาการตาแห้ง แสบเคือง 2.การใช้ยาในระยะอักเสบ  ยากลุ่มสเตียรอยด์ ใช้ในช่วงที่มีการอักเสบรุนแรง เพื่อลดอาการบวมและกดภูมิคุ้มกัน   3.การผ่าตัดในระยะโรคคงที่ เช่น ผ่าตัดลดความดันในเบ้าตา (orbital decompression) สำหรับผู้ที่ตาโปนมากหรือเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น ทั้งนี้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต้องอยู่ในเกณฑ์ปกติ และการผ่าตัดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ควบคุมปัจจัยที่กระตุ้นอาการของโรค งดการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ การรักษาไทรอยด์ขึ้นตาไม่ใช่แค่เรื่องของยา หรือการผ่าตัด แต่เป็นการจัดการโรคอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การควบคุมระดับฮอร์โมน ดูแลสุขภาพดวงตา ไปจนถึงการปรับพฤติกรรม หากตรวจพบเร็วและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยส่วนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติและมองเห็นได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง

สงสัยหรือต้องการปรึกษาอาการทางสายตา สามารถติดต่อนัดหมายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์จักษุวิทยาเฉพาะทาง ชั้น 3 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร. 02 836 9999 ต่อ *3621-2

‘ฟันผุ’ ยังเป็นปัญหาสุขภาพช่องปากอันดับหนึ่งที่น่ากังวล ทันตแพทย์กระตุ้นคนไทยใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปากเชิงป้องกัน

‘ฟันผุ’ ยังเป็นปัญหาสุขภาพช่องปากอันดับหนึ่งที่น่ากังวล ทันตแพทย์กระตุ้นคนไทยใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปากเชิงป้องกัน

‘ฟันผุ’ ยังเป็นปัญหาสุขภาพช่องปากอันดับหนึ่งที่น่ากังวล ทันตแพทย์กระตุ้นคนไทยใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปากเชิงป้องกัน

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Fluocaril (ฟลูโอคารีล) กับพันธมิตรคลินิกทันตกรรมในกิจกรรม “ฟันผุบ๊ายบาย ใช้ชีวิตสบายๆ กับฟลูโอคารีล” เผยข้อมูลปัญหา ‘โรคฟันผุ’ ถือเป็นปัญหาสุขภาพฟันอันดับ 1 หรือนับเป็นอัตรามากกว่า 70% ของกลุ่มคนไข้ที่เข้ารับการรักษา เน้นย้ำความสำคัญของการสร้างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเชิงป้องกันด้วยการ “แปรงฟันอย่างถูกต้อง-พบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน”

สาเหตุหลักของฟันผุจากคนไข้

จากข้อมูลของคลินิกทันตกรรมที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ อาทิ คลินิกทันตกรรมโมลาร์โมลาร์ นครอินทร์, คลินิกทันตกรรมสไมล์ออน บางแค และ คลินิกทันตกรรมสไมล์แท็ก รามคำแหง พบว่า คนไข้ที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคฟันผุ มีการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นประจำแต่มักมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุโดยไม่รู้ตัว เช่น การแปรงฟันในระยะเวลาที่สั้นเกินไป การเลือกใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์น้อยหรือไม่มีฟลูออไรด์เลย รวมไปถึงการเลือกใช้อุปกรณ์การแปรงฟันที่ไม่เหมาะสมกับโครงสร้างฟันของตนเองและรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นประจำ นอกจากนี้ ยังเน้นการดูแลเชิงรักษามากกว่าการป้องกัน ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลให้เกิดโรคฟันผุและค่าใช้จ่ายในการรักษาฟันที่สูงขึ้น

ทญ.ภาวิดา ภัทรประสิทธิ์ ทันตแพทย์ประจำคลินิกทันตกรรม สไมล์แท็ก รามคำแหง

ทางคลินิกฯ ได้ชี้ว่าคนไข้ส่วนมากยังไม่ทราบถึงวิธีการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเองที่ถูกต้อง รวมถึงมีลักษณะการแปรงฟันที่อาจก่อให้เกิดฟันผุ กล่าวคือ การแปรงฟันในแต่ละครั้งของคนไข้มักเป็นการแปรงฟันเพียงผิวหน้าฟันซึ่งซอกซอนไม่ถึงแนวซี่ฟัน ทำให้ทิ้งคราบหรือเศษอาหารระหว่างซี่ฟันและเหงือกไว้ รวมถึงมักบ้วนน้ำหลังแปรงฟันเกิน 1 ครั้ง ส่งผลให้สารฟลูโอไรด์ในยาสีฟันที่เป็นสารสำคัญในการเคลือบผิวฟันเพื่อป้องกันฟันผุถูกชะล้างออกไปเกิน 50% ทำให้ประสิทธิภาพทำงานของฟลูโอไรด์ลดลง ด้วยเหตุนี้จึงสะท้อนออกมาสู่อัตราการเกิดฟันผุในกลุ่มคนไทยที่มีเปอร์เซ็นต์สูงในทุก ๆ ปี

ทญ.ภาวิดา ภัทรประสิทธิ์ ทันตแพทย์ประจำคลินิกทันตกรรม สไมล์แท็ก รามคำแหง เผยว่า พฤติกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดฟันผุที่เชื่อว่าหลายคนทราบอยู่แล้วแต่อาจทำอยู่โดยไม่รู้ตัว คือ การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มจุบจิบตลอดทั้งวัน เช่น การดื่มน้ำหวานแบบจิบดื่มระหว่างมื้ออาหาร การบริโภคน้ำตาลเป็นประจำจะทำให้สภาพน้ำลายในช่องปากเป็นกรดตลอดเวลาซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการกัดกร่อนผิวฟันจนเกิดเป็นฟันผุ ดังนั้น แนะนำว่า การรับประทานของหวานสามารถทำได้ แต่ควรจำกัดในมื้อหลักเท่านั้น เพื่อลดโอกาสการเกิดฟันผุ และหลังจากนั้น เมื่อแปรงฟันทุกครั้งในตอนเช้าและก่อนนอน ควรเลือกใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ แปรงอย่างถูกวิธี ไม่รีบเร่ง และไม่บ้วนน้ำมากเกินไป เพื่อให้สารฟลูออไรด์เคลือบฟัน ช่วยคืนแร่ธาตุและป้องกันฟันผุอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจะมีบางกรณีที่แม้ว่าสุขภาพเหงือกจะแข็งแรงก็ตามแต่เกิดฟันผุตามซอกฟันซึ่งเป็นจุดที่มองไม่เห็น และหากไม่ได้เข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดและรับการรักษา จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้ฟันที่ผุแล้วเกิดการติดต่อไปยังฟันซี่อื่น ๆ ให้ผุต่ออีกด้วย

ผลกระทบที่เกิดจากโรคฟันผุ

ทางคลินิกฯ เปิดเผยว่า ในกลุ่มคนไข้ที่มีปัญหาฟันผุในระยะเริ่มต้นนั้น ส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวเนื่องจากเป็นโรคที่ไม่มี อาการในช่วงแรก และมักเป็นในส่วนซอกฟันที่ยากจะมองเห็นด้วยตนเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฟันผุจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมอย่างทวีคูณ เนื่องจากเป็นการที่เปิดโอกาสให้ร่างกายรับเชื้อโรคที่สะสมในช่องปากได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการปวดหรือเสียวฟัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวอาหารของคนไข้ลดลง รวมถึงทำให้มีกลิ่นปากที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจในการใช้ชีวิต ซึ่งระยะที่มีอาการนี้เป็นระยะที่คนไข้เข้ามารับบริการรักษาเพื่ออุดฟันกับทางคลินิกมากที่สุด

ทญ. อรณิช ลิขิตอรุณรัตน์ ทันตแพทย์ประจำคลินิกทันตกรรมสไมล์ออน บางแค

ทญ. อรณิช ลิขิตอรุณรัตน์ ทันตแพทย์ประจำคลินิกทันตกรรมสไมล์ออน บางแค อธิบายว่า ถ้าฟันผุทะลุถึงโพรงประสาทฟันแล้ว เชื้อโรคจะเข้าไปตามรากฟัน ลึกเข้าไปในเหงือกก็จะทำให้เกิดเป็นหนองขึ้นมา ในระยะหนองช่วงแรกๆ ก็จะเป็นตุ่มหนองและจะบวมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นบริเวณฟันบนจะทำให้หน้าบวม พอบวมมากขึ้น อาจทำให้ตาปิดจนลืมตาไม่ขึ้น แล้วถ้าฟันผุติดต่อไปอีก ก็สามารถลุกลามการติดเชื้อโรคเข้าไปในกระแสเลือดหรือว่าสมองได้ จึงถือว่าอันตรายมากและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม คนไข้ควรป้องกันฟันผุตั้งแต่เริ่มแรกเพื่อลดความเสี่ยงนี้ลง

วิธีการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ
ทันตแพทย์แนะนำให้ผู้บริโภคเริ่มจากการแปรงฟันตนเองที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพและเข้าพบทันตแพทย์เพื่อเข้ารับ

ทญ.ปานทิพย์ พจน์ทวีเกียรติ

การตรวจสุขภาพและรับคำปรึกษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลเป็นประจำ โดย ทญ.ปานทิพย์ พจน์ทวีเกียรติ แนะว่า เนื่องจากแต่ละบุคคลมีลักษณะช่องปาก การเรียงตัวของฟัน และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ส่งผลให้วิธีการดูแลสุขภาพฟันย่อมแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม การเรียนรู้วิธีการดูแลสุขภาพช่องปากผ่านการสอนแบบตัวต่อตัวกับทันตแพทย์และการรับคำแนะนำที่เหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญจึงสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการแปรงฟันที่ถูกต้อง การใช้ไหมขัดฟัน หรือการเลือกใช้อุปกรณ์และยาสีฟันที่เหมาะสม เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองได้

การเข้ามาพบทันตแพทย์ จึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมความมั่นใจและปรับพฤติกรรมของคนไข้ให้เกิดผลจริงและเป็นการเริ่มต้นให้ดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน โดย ทญ.ปานทิพย์ เสริมว่า เมื่อคนไข้ได้ลองทำด้วยตัวเองและเห็นผลลัพธ์ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทันที และสามารถนำแนวทางนี้ไปสอนสมาชิกในครอบครัวได้ด้วย โดยเฉพาะในเด็กที่ต้องอาศัยพ่อแม่เป็นตัวอย่างและสนับสนุน ทำให้กลายเป็นวงจรการป้องกันฟันผุที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ทุกคนสามารถเริ่มต้นดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มต้นจากการเข้าใจหลักการการแปรงฟันที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการป้องกันโรคฟันผุและโรคเหงือก ดังนี้

เลือกอุปกรณ์การแปรงฟันและยาสีฟันให้เหมาะสม: ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม ปลายเรียว หน้าตัดตรง เพื่อทำความสะอาดได้ทั่วถึงซอกซอนได้ลึกถึงซอกฟัน การเลือกยาสีฟันควรเลือกที่มีฟลูออไรด์ปริมาณ 1,000 – 1,500 ppm และเลือกสูตรที่ตอบโจทย์ปัญหาฟันของตนเอง เช่น สูตรสำหรับจัดฟัน หรือดูแลเหงือก เป็นต้น และบีบยาสีฟันเต็มแปรง (กรณีผู้ใหญ่)

วิธีการแปรงฟันที่ถูกต้อง: วางแปรงทำมุม 45 องศา เข้ากับแนวเหงือก ขยับแปรงสั้น ๆ ทีละซี่ ฟันล่างปัดขึ้น ฟันบนปัดลง เพื่อกำจัดเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ที่อยู่ในซอกฟัน ทำวนให้ครบทุกซี่อย่างทั่วถึง

การใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อกำจัดเศษอาหารระหว่างซี่ฟัน เช่น ไหมขัดฟัน: ควรทำทุกซี่เพื่อกำจัดคราบอาหารหรือเศษอาหารที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง

ระยะเวลาในการแปรงฟัน: ใช้เวลาอย่างน้อย 2 – 3 นาทีต่อการแปรงแต่ละครั้ง และหลังแปรงฟันไม่ควรบ้วนน้ำมากเกินไป เพื่อให้ฟลูออไรด์เคลือบผิวฟันและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน: เข้าพบผู้เชี่ยวชาญตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ เนื่องจากการตรวจเช็กฟันผุต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละกรณี เช่น เครื่องเอกซเรย์ หากพบปัญหา เช่น ฟันผุ หรือโรคเหงือก จะสามารถรักษาให้หายได้ในช่วงระยะเริ่มต้น พร้อมได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมจากทันตแพทย์

ทั้งนี้ Fluocaril (ฟลูโอคารีล) ได้ร่วมมือกับพันธมิตรคลินิกทันตกรรมชั้นนำ 74 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคชาวไทยเข้าถึงบริการทันตกรรมได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการให้บริการตรวจเช็กสุขภาพฟันฟรีและสนับสนุนส่วนลดค่าบริการอุดฟัน 300 บาท ภายใต้กิจกรรม “ฟันผุบ๊ายบาย ใช้ชีวิตสบาย ๆ กับฟลูโอคารีล” ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการสำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อตัดวงจรฟันผุตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพียงซื้อสินค้าฟลูโอคารีลชนิดหรือขนาดใดก็ได้และสแกน QR CODE หน้ากล่องเพื่อลุ้นรับสิทธิ์ (จำกัด 500 สิทธิ์แรกต่อเดือนเท่านั้น) สามารถร่วมกิจกรรมได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 ธันวาคม 2568 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Fluocaril Thailand 

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง และมะเร็งที่พบบ่อย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง และมะเร็งที่พบบ่อย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง และมะเร็งที่พบบ่อย

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคมะเร็งคือหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ของคนทั่วโลก เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ต้องดูแลตัวเองและคนที่เรารักเกี่ยวกับมะเร็ง และทำความรู้จักสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งที่พบบ่อย เพราะจะช่วยให้เราสามารถตรวจพบและรักษาได้ในระยะเริ่มต้น จะทำให้เพิ่มโอกาสรอด และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
สำหรับประเทศไทยพบว่ามีมะเร็ง 3 อันดับต้นที่พบบ่อยที่สุด คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทั้งสามชนิดนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับกรรมพันธุ์ และอายุที่มากขึ้น ถ้ามีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเคยเป็นมะเร็งเหล่านี้ แสดงว่าเรามีความเสี่ยง และเมื่อเราแก่ลง ร่างกายทำงานมานานก็มีโอกาสเกิดมะเร็งทั้งสามนี้มากขึ้น
มะเร็งเต้านมเป็นโรคร้ายของผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไปมีโอกาสเสี่ยง เป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะหลังอายุ 40 ปี ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มะเร็งเต้านมสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนมีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ผู้หญิงมีประจำเดือนครั้งแรกเร็วมาก เช่น ก่อนอายุ 12 ปี หรือหมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี หรือใช้ฮอร์โมนทดแทนเป็นเวลานาน ผู้หญิงไม่มีบุตร หรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี แล้วไม่ได้ให้นมบุตรด้วยนมตัวเอง และยังมีปัจจัยจากโรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ล้วนเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
 สัญญาณที่ต้องสังเกต คือถ้าคลำพบก้อนที่บริเวณเต้านม หรือใต้รักแร้ โดยทั่วไปมักไม่เจ็บ และเปลี่ยนแปลงรูปร่างของก้อนเนื้อ ลักษณะเต้านมเปลี่ยนไปจากเดิมเช่น หัวนมบุ๋มลงไป หรือมีแผลเรื้อรัง ผิวของเต้านมหยาบคล้ายเปลือกส้มและมีรอยบุ๋ม มีผื่นแดงที่รักษาไม่หาย มีอาการปวดที่เต้านม หรือปวดรักแร้ตลอดเวลา หากมีอาการเหล่านี้ต้องไปพบแพทย์ทันที
มะเร็งปอด เกิดจากปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งคือ การสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะสูบเอง หรือเป็นผู้รับควันบุหรี่มือสอง นอกจากนี้ การสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง เช่น แร่ใยหิน หรือสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม มลภาวะทางอากาศ เช่น PM 2.5 ก็เป็นสาเหตุของมะเร็งปอดเช่นกัน และต้องไม่ลืมเรื่องพันธุกรรมด้วย ยิ่งถ้ามีคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งปอด รวมถึงปัจจัยเรื่องอายุที่มากขึ้นก็เสี่ยงมากขึ้น 
สัญญาณเตือนของโรค คือ ไอติดต่อเป็นเวลานาน เช่น นานเกินสองถึงสามสัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจได้สั้น หรือหายใจมีเสียงหวีด เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หรือเจ็บขณะหายใจลึก อ่อนเพลีย เสียงแหบเรื้อรัง ปอดอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบบ่อยครั้ง หากมีอาการเหล่านี้ต้องไปพบแพทย์ทันที
มะเร็งลำไส้ใหญ่ พบมากในผู้มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และผู้ที่ชอบรับประทานอาหารไขมันสูง เนื้อแดง อาหารแปรรูป แต่รับประทานอาหารส่วนที่เป็นกากใยผักผลไม้น้อย จะมีความเสี่ยงเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังพบในกลุ่มคนมีประวัติลำไส้อักเสบเรื้อรังหรือมีติ่งเนื้อที่ลำไส้ รวมถึงมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมีปัญหาโรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ เหล่านี้คือปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
 อาการที่สังเกตพบเบื้องต้นคือ การขับถ่ายผิดปกติ ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายไม่สุด ถ่ายบ่อย หรือถ่ายบ่อยผิดปกติ ลักษณะอุจจาระเปลี่ยนไปหรือผิดปกติ เช่น อุจจาระมีลักษณะเป็นลำเล็กลง มีเลือดปน อาจจะสีสดหรือสีคล้ำก็ได้ มีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดเกร็งในช่องท้องบ่อย มีภาวะโลหิตจาง เช่น ซีด อ่อนเพลียง่าย หน้ามืด
และยังมีสัญญาณเตือนที่ไม่จำเพาะเจาะจงกับโรค แต่จะรู้อีกทีเมื่อมะเร็งลุกลามแล้ว คือ น้ำหนักลดรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ หากน้ำหนักลดมากกว่า 10 % ในเวลา 6 เดือน โดยไม่ได้ควบคุมอาหาร หรือออกกำลังกายหนัก มีอาการเหนื่อยอ่อนเพลียอย่างผิดปกติ แม้จะพักผ่อนเพียงพอก็ไม่ดีขึ้น มีไข้เรื้อรัง โดยเฉพาะไข้ที่ไม่ทราบสาเหตุและเป็นยาวนาน มีการเจ็บปวดเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองการรักษาทั่วไป เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น ไฝเปลี่ยนสี ขนาด รูปร่าง หรือแผลที่รักษาไม่หาย หากมีสิ่งเหล่านี้ต้องไปพบแพทย์โดยเร็ว
ส่วนประเด็นเกี่ยวข้องกับยาที่พบบ่อย ๆ คือ ผู้ป่วยมักไปขอซื้อยาบรรเทาอาการไอเรื้อรัง ยารักษาอาการท้องผูกสลับกับท้องเสียที่เกิดกับตัวเองเป็นเวลานาน แล้วรักษาไม่หายขาด แล้วกินยาบรรเทาปวดเป็นประจำ อาการเหล่านี้ดูเหมือนอาการของโรคทั่วไปที่ไม่เฉพาะเจาะจง ครั้นเมื่อใช้ยาบรรเทาแล้วอาการก็อาจดีขึ้น 
อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวข้างต้น ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็ง รวมถึงมีอาการอื่นร่วมด้วย เภสัชกรแนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีโรคร้ายแรงซ่อนอยู่ ขอย้ำว่า การรักษาโรคมะเร็งนั้น หากรู้เร็วก็สามารถรักษาให้หายขาดได้

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การบินไทย เปิดเวที ‘THAI Talk’ ชวนกูรู – อินฟลูฯ เผยอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2568

การบินไทย เปิดเวที ‘THAI Talk’ ชวนกูรู - อินฟลูฯ เผยอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2568

การบินไทย เปิดเวที ‘THAI Talk’ ชวนกูรู – อินฟลูฯ เผยอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2568

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยสายการพาณิชย์ ร่วมกับ Mastercard จัดเวทีทอล์กครั้งใหญ่ “THAI Talk: Travel Trend and Priceless Experience” เปิดอินไซต์เทรนด์ท่องเที่ยวล่าสุดของคนไทยปี 2568 สู่ตลาดในเอเชีย เจาะลึกสถิติเส้นทางยอดนิยม หมุดหมายใหม่น่าจับตา และพฤติกรรมผู้โดยสารยุคใหม่ มุ่งต่อยอดผลตอบรับที่ดีในหลายเส้นทางด้วยบริการเหนือระดับที่รองรับดีมานด์ได้ตรงจุด  โดยมีผู้บริหารจากพันธมิตรทางธุรกิจระดับแนวหน้า อาทิ Mastercard, YouTrip, ดอยตุง และกานเวลา ช็อกโกแลต รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ได้แก่ เพจ “ไปไงมาไง” และช่อง “Loi Story” มาร่วมแชร์ประสบการณ์การเดินทางทั่วเอเชีย พร้อมปักหมุดหมายใหม่ที่น่าสนใจ และเผยเคล็ดลับการเตรียมความพร้อมก่อนเที่ยวที่จะทำให้คนไทยท่องเที่ยวได้อย่างสนุกและอุ่นใจยิ่งขึ้น

กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 

ในงานยังเปิดตัวแคมเปญ “Good Taste for a Good Cause” ภายใต้กลยุทธ์การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อสร้างคุณค่าและความยั่งยืนให้สังคม ทั้งยังผนึก Mastercard กระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงไตรมาสสุดท้ายกับโปรโมชันสุดพิเศษ บินคุ้มทั่วเอเชียกับการบินไทย รับส่วนลดทันที 2,000 บาทต่อที่นั่ง เมื่อจองบัตรโดยสารไป-กลับผ่าน thaiairways.com หรือแอปพลิเคชัน Thai Airways และชำระด้วยบัตร Mastercard พร้อมใส่โค้ด “MCTHASIA” โดยจองตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2568 เดินทางได้ถึงสิ้นปี 2568

โตเกียว-สิงคโปร์-เซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเมืองยอดฮิตปี 2568

นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า “จากสถิติผู้โดยสารคนไทยของการบินไทยช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม 2567 เส้นทางยอดนิยม 5 อันดับแรกจากกรุงเทพฯ สู่เอเชีย ได้แก่ โตเกียว (นาริตะ), ฮ่องกง, โอซาก้า, สิงคโปร์ และเกาหลี (โซล) แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้ขยับขึ้นมาเป็นที่ 2 และ 3 แทนที่ฮ่องกงและโอซาก้า ส่วนโซล เกาหลีใต้ ยังติดท็อป 10

ส่วนเส้นทางที่มีอัตราการเติบโตน่าสนใจคือ เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100% ด้านเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนก็มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 80% เช่นกัน โดยในปี 2568 การบินไทยเพิ่มเที่ยวบินในหลายเส้นทางเพื่อรอบรับความต้องการใหม่ ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ โคลัมโบ และเดนปาซาร์ (บาหลี) เป็นต้น”

“กวางโจว” เป็นอีกหนึ่งเมืองที่กำลังมาแรง ปี 2568

นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ เผยต่อว่า “ที่น่าจับตาคือ กวางโจว ประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน คนไทยไม่เพียงแต่ไปชอปปิ้ง แต่ยังสนใจพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ ชมเมือง และชิมสตรีตฟูดที่มีให้เลือกหลากหลาย ความนิยมนี้ยิ่งเพิ่มขึ้นภายหลังมาตรการฟรีวีซ่าของประเทศจีน ที่ทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น

ประเทศจีนถือเป็น Hidden Gem ของนักเดินทางไทย ที่ครบเครื่องทั้งค่าใช้จ่ายที่จับต้องได้และแหล่งท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ตั้งแต่ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ไปจนถึงสวนสนุกชื่อดังอย่าง Disneyland ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการประสบการณ์แปลกใหม่แตกต่างจากญี่ปุ่นหรือเกาหลี อีกทั้ง การบินไทยยังให้บริการครอบคลุมเมืองใหญ่ทั่วประเทศจีน เพื่อมอบความสะดวกสบายและประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดแก่ผู้โดยสาร”

นักท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ หันมาเลือก “ฟูลเซอร์วิส”

นักเดินทางไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากขึ้น นิยมบินฟูลเซอร์วิสที่จ่ายครั้งเดียวแล้วครบทุกความต้องการ การบินไทยตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารเพื่อความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้วยเครื่องบินลำใหญ่ ห้องโดยสารกว้าง มาพร้อมกับระบบ In-flight Entertainment ที่ทันสมัย และอาหารระดับพรีเมียมที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกชั้นโดยสาร

YouTrip เผยนักเดินทางยุคใหม่ เน้น “หั่นเที่ยว ไม่หั่นทริป”

จุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย

นางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย เผยว่า “ในครึ่งปีแรกของปี 2568 คนไทยเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าการเที่ยวต่างประเทศกลายเป็นอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์สำคัญ แต่จะเน้นการเที่ยวอย่างชาญฉลาดมากขึ้นตามแนวคิด ‘หั่นเที่ยว ไม่หั่นทริป’ คือเปลี่ยนจุดหมายให้อยู่ในเอเชียแปซิฟิก แต่ยังคุ้มค่าคุ้มประสบการณ์ นอกจากนี้ อีกเทรนด์ที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของ ‘นักเดินทางยุคดิจิทัล’ ที่ใช้ AI เป็นตัวช่วยในการวางแผนทริป และใช้ดิจิทัลวอลเล็ตที่รองรับเงินหลายสกุล (Multi-Currency Wallet) อย่าง YouTrip เพื่อการจ่ายเงินที่คล่องตัวและคุ้มค่าที่สุด

ที่น่าสนใจคือ นักท่องเที่ยวไทยเริ่มเชี่ยวชาญเรื่องอัตราการแลกเปลี่ยนและวางแผนการใช้จ่ายก่อนเดินทางมากขึ้น โดย YouTrip พบว่าการแลกเปลี่ยนเงินล่วงหน้ามีอัตราเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ ยังพบว่าคนยุคนี้ใช้สมาร์ตโฟนช่วยจัดการทุกเรื่องเกี่ยวกับทริป รวมถึงการใช้จ่ายและต้องการประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและการควบคุมที่ง่ายดาย ฟีเจอร์อย่างการแจ้งเตือนการใช้จ่ายทันที และการล็อก/ปลดล็อกบัตรผ่านแอปจึงไม่ใช่เพียงฟังก์ชันเสริม แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ทุกการเดินทางมั่นใจและสะดวกขึ้น เรียกได้ว่าสมาร์ตโฟนได้กลายเป็น ‘พาสปอร์ตใบใหม่’ ของนักเดินทางยุคดิจิทัล”

SACIT ปลุกกระแสความยั่งยืน รับรองมาตรฐานหัตถกรรมรักษ์โลก : Conscious Craft

SACIT ปลุกกระแสความยั่งยืน รับรองมาตรฐานหัตถกรรมรักษ์โลก : Conscious Craft

SACIT ปลุกกระแสความยั่งยืน รับรองมาตรฐานหัตถกรรมรักษ์โลก : Conscious Craft

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้าภารกิจการเฟ้นหาดาวดวงใหม่ในวงการหัตถกรรมไทย เพื่อรับการรับรองมาตรฐานตราสัญลักษณ์ SACIT Collection ประเภท “หัตถกรรมรักษ์โลก” (Conscious Craft)  ในโครงการ  “SACIT Craft Collection 2025” เผยโฉมตัวอย่างแบรนด์หัตถกรรมรักษ์โลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้มาตรฐาน Conscious Craft  กระเป๋าเชือกถัก – ห่วงดึงกระป๋อง แบรนด์อาร์มาดา และกระเป๋าหนังวีแกนกาบกล้วย”จากแบรนด์ตานีสยาม ปลุกกระแสความยั่งยืน ควบคู่การออกแบบด้วยดีไซน์สร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่แบรนด์ผู้ประกอบการ ส่งต่อคุณค่างานหัตถศิลป์สร้างการยอมรับในเวทีสากล

ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT

ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยบนพื้นฐานของความยั่งยืนที่กำลังเป็นกระแสของโลก โดยทิศทางของ SACIT ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 จะไม่ได้มุ่งเพียงการเชิดชูผลงานอันทรงคุณค่าและกลุ่มครู     ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยเท่านั้น แต่ยังมุ่งบทบาทของการเป็น “นักปั้น” ที่จะผลักดันช่างหัตถศิลป์ไทยรุ่นใหม่ในทุกแขนง ที่สามารถผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับมิติของความยั่งยืนที่มีการปรับประยุกต์ความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ซึ่งการรับรองมาตรฐาน SACIT Craft Collection ภายใต้มาตรฐานหัตถกรรมรักษ์โลก Conscious Craft จะเป็นอีกหนึ่งบทบาทของ SACIT ในการเป็น Trend Sector ที่สนับสนุนช่างหัตถกรรมไทยให้ปรับตัวเข้ากับเทรนด์ของโลกได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงผลิตชิ้นงาน prototype แต่ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่โดนใจกลุ่มลูกค้า เพื่อให้ชิ้นงานจำหน่ายได้ และช่างหัตถกรรมมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และนำมาสู่ความยั่งยืนในงานศิลปหัตถกรรม

กระเป๋าอัปไซคลิ่งเชือกถัก-กระเป๋าจากกาบกล้วย ผ่านการรับรองมาตรฐานรักษ์โลก 
ผลงานกระเป๋าจากวัสดุรีไซเคิลผสานเทคนิคงานหัตถกรรมของ นางสาววิภาดา โลเปซ จากแบรนด์อาร์มาดา(Armada) และผลิตภัณฑ์กระเป๋าจากกาบกล้วย แบรนด์ตานี สยาม (TANEE SIAM) โดย นายธนกร สดใส ผู้ก่อตั้งแบรนด์-ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรี และสมาชิก SACIT ซึ่งล่าสุดได้รับตราสัญลักษณ์ SACIT Collection ประเภท ‘หัตถกรรมรักษ์โลก’ (Conscious Craft) อันเป็นเครื่องหมายการันตีผลงานที่โดดเด่นทั้งในด้านการเลือกใช้วัสดุ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแนวคิดการสร้างสรรค์คุณค่าแก่งานหัตถกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างมีศักยภาพ

นางสาววิภาดา โลเปซ เจ้าของแบรนด์อาร์มาดา สมาชิก SACIT

นางสาววิภาดา โลเปซ เจ้าของแบรนด์อาร์มาดา สมาชิก SACIT กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นร่วมส่วนหนึ่งของ “SACIT Craft Collection – Conscious Craft” ในการร่วมเป็นพลังเล็กๆ ที่จะสามารถขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านกระบวนการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมรักษ์โลก โดยขานรับนโยบายของ SACIT ในการเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรม ซึ่งปัจจุบันแบรนด์อาร์มาดามีแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานโดยยึดหลักการสร้างคุณค่าแก่งานหัตถกรรมเป็นสำคัญ อีกทั้ง ยังมุ่งเน้นสานต่อประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคม ผ่านการถ่ายทอดทักษะองค์ความรู้ด้านงานหัตถกรรมประเภทงานเชือก ‘มาคราเม่ต์’ (Macramé) โดยเปิดเวิร์คชอป “Craft  Mindfulness”  ซึ่งจัดขึ้นภายในพื้นที่บริเวณบ้านของตนเอง ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

“สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตราสัญลักษณ์รับรอง SACIT Conscious Craft คืองานสร้างสรรค์กระเป๋าอัปไซคลิ่งที่ผสมผสานกับหัตถกรรมงานเชือกถักโครเชต์ ซึ่งเป็นชิ้นงานที่มีน้ำหนักเบา ประณีต โดยมีวัสดุหลักเพียงเชือกที่ใช้ถัก และห่วงดึงเปิดกระป๋องอะลูมีเนียมรีไซเคิล ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานทำให้มีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างยาวนาน ตอบโจทย์กระบวนการจัดการขยะอย่างถูกวิธีและสร้างสรรค์ โดยร่วมกับกลุ่ม ‘Art Crew’ ธนาคารขยะและเจ้าหน้าที่เทศบาลนครปากเกร็ดซึ่งเป็นพลังสำคัญ โดยไม่เพียงทำหน้าที่เก็บคัดแยกขยะอลูมีเนียมสำหรับนำมาใช้เป็นวัสดุตั้งต้นในการสร้างสรรค์ชิ้นงานของแบรนด์อาร์มาดาเท่านั้น แต่ยังอาศัยความร่วมแรงร่วมใจในการสร้างสรรค์ผลงานฝีมือจากกลุ่มผู้สูงวัยที่ว่างงาน และผู้พิการจากบ้านเอื้ออาทรในการร่วมถักทอและสร้างสรรค์ผลงานของแบรนด์อาร์มาดา”

ธนกร สดใส ผู้ก่อตั้งแบรนด์ TANEE SIAM ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรี และ สมาชิก SACIT

ด้าน นายธนกร สดใส ผู้ก่อตั้งแบรนด์ TANEE SIAM ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรี และ สมาชิก SACIT กล่าวว่า แบรนด์ “ตานี สยาม” เติบโตขึ้นจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรี ต.เจ็ดเสมียน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ที่เชื่อมโยงเกษตรกรช่างฝีมือและผู้มีใจรักในงานหัตถกรรมมากกว่า 30 ครัวเรือนที่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำตลอดจนถึงปลายน้ำ เราให้ความสำคัญกับการปลูกต้นกล้วยตานี ซึ่งเป็นวัสดุพื้นบ้านที่มีคุณสมบัติแข็งแรงและทนทาน ทั้งยังมีความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับวิถีชีวิตของคนไทย โดยได้นำเอากาบกล้วยตานีมาผ่านนวัตกรรมการแปรรูปจนเป็น “หนังกาบกล้วย” ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นคือ เป็นวัสดุหนังทางเลือกที่ไม่ผ่านกระบวนการฟอกย้อม รักษาความเป็นธรรมชาติ และใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการรังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มไลฟ์สไตล์ต่างๆ ที่ผสมผสานดีไซน์การออกแบบร่วมสมัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน อาทิ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์ หมวก ตลอดจนกระเป๋าเป้สะพายหลัง และกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ โดยปัจจุบันฐานลูกค้าของแบรนด์ตานี สยาม ส่วนใหญ่เป็นชาววีแกน (Vegan) ทั้งคนไทย-ชาวต่างชาติ ที่คำนึงถึงการละเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์และมองเห็นถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ 100%  

“รู้สึกภาคภุมิใจที่ได้รับโอกาสจาก SACIT ทั้งด้านการต่อยอดช่องทางการขายเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านการออกงานแฟร์ระดับประเทศอย่างงาน ‘Craft Bangkok 2025ง’ ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดี และล่าสุดยังได้รับตราสัญลักษณ์ SACIT Conscious Craft ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายการันตีแบรนด์หัตถกรรมรักษ์โลก ทั้งนี้ เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจะสามารถเป็นสื่อกลางที่ช่วยสะท้อนตัวตนของผลิตภัณฑ์แบรนด์ตานี สยาม ซึ่งเป็นมากกว่าสินค้าแฟชั่นแต่คือตัวแทนของแนวคิด ‘Slow Fashion’ ที่ผสานทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ Eco-Design ซึ่งเน้นกระบวนการผลิตอย่างใส่ใจในทุกกระบวนขั้น ทำให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมากกว่าเพียงแค่กระเป๋าธรรมดา ตามแนวคิดของของแบรนด์ ‘ถือไว้…แล้วให้ตานีพูดแทนคุณ’ ครับ”

ติดตามการประกาศรายชื่อผลการคัดสรรผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่ผ่านการรับรอง SACIT Craft Collection และติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th  หรือเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมอัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่างๆ ที่น่าสนใจได้ทาง เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/sacitofficial  TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

เปิดม่าน ‘Bangkok Festivals’ ต้อนรับผู้ชมทุกวัยด้วยการแสดงสุดตื่นตาระดับโลก

เปิดม่าน ‘Bangkok Festivals’ ต้อนรับผู้ชมทุกวัยด้วยการแสดงสุดตื่นตาระดับโลก

เปิดม่าน ‘Bangkok Festivals’ ต้อนรับผู้ชมทุกวัยด้วยการแสดงสุดตื่นตาระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอาใจทุกเจนเนอเรชันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมสร้างเวลาคุณภาพร่วมกันในครอบครัวด้วยโชว์สุดพิเศษระดับโลกที่งาน Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ที่ปีนี้คัดสรรโชว์ระดับโลกมาแบบจัดเต็ม ให้ทุกคนในครอบครัวได้สัมผัสโมเมนต์แห่งความสุขและเข้าถึงศิลปะการแสดงที่หาชมได้ยากจากหลากหลายประเทศ พร้อมคัดสรรรวม 3 โชว์เด็ดห้ามพลาดสำหรับครอบครัวที่มองหากิจกรรมที่มีความหมายร่วมกันในงานนี้ที่เดียว ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สัมผัสเวทมนตร์คริสต์มาสในโลกของ The Nutcracker 

บัลเลต์อมตะที่ครองใจผู้ชมทั่วโลกอย่าง The Nutcracker พร้อมกลับมาเสกคืนมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นอีกครั้งกลางกรุงเทพฯ กับเรื่องราวสุดแฟนตาซีของ “คลาร่า” เด็กหญิงผู้ได้รับของขวัญคริสต์มาสเป็นตุ๊กตานัทแครกเกอร์ ก่อนจะพาเธอผจญภัยสู่โลกแห่งเวทมนตร์ ป่าหิมะ และอาณาจักรขนมหวานสุดตระการตาที่จะทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต้องหลงรัก ผ่านฝีมือการแสดงชั้นยอดจากนักแสดงกว่า 100 ชีวิต จากคณะ Samara Opera & Ballet Theatre ประเทศรัสเซีย และออร์เคสตราสดเต็มวงจากคณะ Royal Bangkok Symphony Orchestra ที่จะบรรเลงบทเพลงอันเลื่องชื่อของ Tchaikovsky ให้มีชีวิตอีกครั้ง พร้อมเตรียมพบเซอร์ไพรส์เพลงสุดพิเศษที่เตรียมมาสำหรับผู้ชมชาวไทยโดยเฉพาะ และโปรดักชันสุดอลังการที่เหมือนยกโลกเวทมนตร์มาไว้บนเวที เพื่อเป็นของขวัญล้ำค่าสำหรับทุกคนในครอบครัวรับเทศกาลปลายปี

กายกรรมผาดโผนจาก China National Acrobatic Troupe 

เปิดประสบการณ์ชวนลุ้นไปกับ China National Acrobatic Troupe หนึ่งในคณะกายกรรมระดับโลกจากประเทศจีน เจ้าของรางวัลระดับโลกกว่า 74 เหรียญทอง ที่จะมาสร้างความตื่นตะลึงให้ผู้ชมทุกวัยด้วยโชว์กายกรรมผาดโผนสุดตื่นตา พร้อมผสานเทคนิคการแสดงที่มีทั้งความแข็งแกร่ง ความแม่นยำ ความยืดหยุ่น และความอ่อนช้อยของนักกายกรรมมากประสบการณ์กว่า 50 ชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ประกอบเข้ากับการออกแบบฉาก แสง สี และเสียงสุดเร้าใจที่เข้าถึงง่ายทุกเพศทุกวัย ให้ทุกคนในครอบครัวได้สัมผัสวัฒนธรรมจีนผ่านการแสดงที่สนุกและทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นโชว์โยนลูกข่าง กระโดดลอดห่วง การซ้อนชาม และการทรงตัวบนจักรยานแบบกลุ่ม 

Prague Philharmonia  ซิมโฟนีจากรุงปราก

ปล่อยใจดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีสุดคลาสสิกจาก Prague Philharmonia วงออร์เคสตราชั้นนำจากสาธารณรัฐเช็ก ที่จะพาผู้ชมทุกวัยเดินทางทัวร์ยุโรปผ่านบทเพลงสุดยิ่งใหญ่ระดับโลก โดยวาทยกรมากฝีมืออย่าง Leoš Svárovský ร่วมด้วยนักเปียโนดาวรุ่งระดับโลก George Li เจ้าของรางวัลเหรียญเงินจาก Tchaikovsky Competition ที่ได้รับการยกย่องทั้งในด้านเทคนิคและอารมณ์สุดแพรวพราว โดยมีเพลงน่าสนใจมากมายจากคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่แห่งเช็ก อาทิ Vltava (The Moldau) จาก Má Vlast ของ Smetana และ Symphony No. 9 “From the New World” ของ Dvořák พร้อม Piano Concerto No. 2 ของ Rachmaninoff หนึ่งในบทเพลงคอนแชร์โตที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่รักมากที่สุดในโลก ทำให้การแสดงนี้ทั้งโดดเด่น ทรงพลัง และฟังง่าย เหมาะกับผู้ชมที่อยากเริ่มต้นสัมผัสความงามของดนตรีคลาสสิกด้วยกันกับครอบครัว 

จองบัตรได้แล้ววันนี้ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา หรือผ่านทางช่องทางออนไลน์ ดังนี้ The Nutcracker โดย Samara Opera & Ballet Theatre (รัสเซีย) วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 19.00 น. และ วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 15.00 น. ได้ทาง https://www.thaiticketmajor.com/performance/the-nutcracker-by-samara-opera-and-ballet-theatre China National Acrobatic Troupe (จีน) วันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2568 เวลา 19.00 น.วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2568 เวลา 14.30 น. จองบัตรได้ทาง https://www.thaiticketmajor.com/performance/china-national-acrobatic-troupe Prague Philharmonia วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 19.00 น. จองบัตรได้ทาง https://www.thaiticketmajor.com/performance/prague-philharmonia 

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงอีกกว่า 14 โชว์จากทั่วโลก ทั้งโอเปรา บัลเลต์ กายกรรมจีน ไปจนถึงโชว์ครั้งประวัติศาสตร์ของ Plácido Domingo พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่จอง “Platinum Package” รับส่วนลด ของที่ระลึก และที่นั่งพิเศษเฉพาะคุณ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bangkokfestivals.com

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.28 น.

ในช่วง 20 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2518 ถึง 2538 ประเทศไทยได้กลายเป็นที่พักพิงสำคัญของชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีภัยสงครามกลางเมืองและความโหดร้ายจากระบอบเขมรแดง รวมถึงสงครามกัมพูชา-เวียดนาม ศูนย์อพยพหลายแห่ง เช่น หนองจาน เขาอีด่าง หนองเสม็ด Site 2, และ Site 3 ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

การหลั่งไหลของผู้ลี้ภัย : จากสงครามสู่การพลัดถิ่น

ใน พ.ศ. 2518 สถานการณ์ทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะในหลายประเทศ ทั้งกัมพูชา (17 เมษายน 2518), เวียดนาม (30 เมษายน 2518) และลาว (4 ธันวาคม 2518) ที่กัมพูชา พล พต และเขียว สัมพัน ได้นำกองกำลังเขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญ และเริ่มต้นการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ ผู้คนกว่า 2 ล้านคนเสียชีวิตจากการใช้แรงงานหนัก การขาดแคลนอาหาร และการสังหารหมู่ ทำให้ชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องหลบหนีข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย โดยระหว่าง พ.ศ. 2518-2522 มีผู้ลี้ภัยเข้ามาในไทยราว 200,000 คน

พ.ศ. 2522 เวียดนาม เฮงสัมริน ส่งทหารเข้ากวาดล้างกองกำลังเขมรแดงในกัมพูชา ทำให้มีผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามาในไทยอีกกว่า 300,000 คน   เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2523 กองทัพเวียดนามบุกเข้าโจมตีเผาค่ายอพยพหนองจาน เพื่อไล่ล่ากองกำลังเขมรแดงที่แฝงตัวอยู่ ทำให้เกิดการปะทะกับทหารไทยเป็นเวลากว่า 3 วัน บริเวณบ้านโนนหมากมุ่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่รู้จักกันในนาม “ยุทธการโนนหมากมุ่น” การโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้ลี้ภัยราว 400 คนเสียชีวิต ผู้ที่รอดชีวิตส่วนหนึ่งถูกย้ายไปยังค่ายอ่างศิลา และบางส่วนได้ย้ายไปสร้างที่พักพิงใหม่ในบริเวณใกล้เคียงปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งต่อมาคือ ค่ายหนองเสม็ด    

ศูนย์อพยพสำคัญ: ที่พักพิงแห่งความหวัง

ในบรรดาค่ายอพยพมากมายตามแนวชายแดน มีสามแห่งที่โดดเด่นและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ได้แก่ 1.ศูนย์อพยพหนองจาน (Nong Chan Refugee Camp) หรือแคมป์ 511  ตั้งอยู่ที่ ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ระหว่างหลักเขตที่ 46 และ 47  เป็นค่ายแรกๆที่เปิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2519 ตอนแรกเป็นพื้นที่ที่กองกำลังเขมรเสรีใช้ต่อต้านเจ้าสีหนุ ต่อมาเป็นที่ซึ่งเขมรแดงใช้สะสมกำลังต่อต้านเวียดนาม โดยมีผู้อพยพราว 30,000 คน ใน พ.ศ.2523 จึงเปิดเป็นศูนย์ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ด้วยการสนับสนุนของสหประชาชาติ UNHCR , CARE , UNBRO โดยแจกจ่ายอาหารและเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่ผู้อพยพ กว่า 340,000 ราย

ค่ายหนองจานนี้ถูกโจมตีและเผาทำลายโดยกลุ่มโจรและกองทัพเวียดนามหลายครั้งเพื่อกำจัดกองกำลังเขมรแดงที่แฝงตัวอยู่ ในที่สุดค่ายนี้ต้องปิดตัวทิ้งร้างลงหลังจากการถูกโจมตีครั้งใหญ่ เมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2527 ประชากรในค่าย 30,000 คนถูกอพยพไปยังพื้นที่อพยพที่ 3 (อ่างศิลา) ซึ่งเป็นเหมืองหินลูกรังที่อยู่ห่างออกไปประมาณสี่กิโลเมตรทางทิศตะวันตก ค่ายใหม่ถูกจัดตั้งขึ้นที่พื้นที่อพยพที่ 6 (เปรยจัน) ผู้ลี้ภัยจำนวนมากไปลงเอยที่ศูนย์ฯเขาอีด่าง และที่เหลือถูกย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในพื้นที่อพยพที่ 2 ในกลางปี พ.ศ. 2528

2.ศูนย์อพยพเขาอีด่าง (Khao-I-Dang) : ตั้งอยู่ที่ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ศูนย์แห่งนี้เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2522 เพื่อรองรับผู้ลี้ภัยจากสงครามกัมพูชา-เวียดนาม ด้วยพื้นที่ 2.3 ตารางกิโลเมตร ทำให้เป็นหนึ่งในศูนย์อพยพที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรหนาแน่นที่สุด โดยเคยมีประชากรสูงถึง 160,000 คนในเดือนมีนาคม พ.ศ.2523 ผู้ลี้ภัยได้รับที่พัก อาหาร การศึกษา และการรักษาพยาบาลจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNICEF, ICRC, และ UNBRO โรงพยาบาลของ ICRC ที่นี่ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง The Killing Fields ในปี พ.ศ.2526 เขาอีด่างปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2536 โดยเซอร์จิโอ วิเอรา เดอ เมลโล ผู้แทนพิเศษของ UNHCR ได้กล่าวถึงค่ายนี้ว่าเป็น สัญลักษณ์ที่ทรงพลังและน่าเศร้า ของการอพยพและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

3.ค่ายผู้อพยพ ที่ 2 (Site 2) ตั้งอยู่ที่พื้นที่ตำบลทัพไทย อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ห่างจากชายแดนไทย กัมพูชา ราว 4 กม. เป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งโดยรัฐบาลไทยร่วมกับหน่วยบรรเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ (UNBRO) และหน่วยงานสหประชาชาติอื่นๆขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ.2528 ประกอบด้วยประชากรของค่ายผู้อพยพหนองเสม็ด (ฤทธิเสน), ค่ายผู้อพยพบางปู, ค่ายผู้อพยพหนองจาน, ค่ายผู้อพยพน้ำยืน จ.อุบลราชธานี (ค่ายที่ตั้งอยู่บนชายแดนไทย-กัมพูชาทางตะวันออก ใกล้กับลาว[6]) ค่ายซานโร (ค่ายซานโรชางอัน), ค่ายผู้อพยพโอบก จังหวัดบุรีรัมย์, ค่ายบานซังแก (ค่ายอัมพิล) และค่ายผู้อพยพพนมดงรัก  ซึ่งทั้งหมดถูกขับไล่จากการสู้รบระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2527 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2528 ค่ายเหล่านี้สนับสนุนการต่อต้านที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร (KPNLF) ของซอน ซาน  พื้นที่อพยพที่ 2 นั้นมีความตั้งใจที่จะให้เป็นค่ายผู้ลี้ภัยสำหรับพลเรือนและต้องการให้กองกำลังของแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร (KPNLAF) ไปตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่สถานที่อื่น[9]

4.ศูนย์อพยพหนองเสม็ด (Site 3): ตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทสด๊กก๊อกธม จ.สระแก้ว ศูนย์แห่งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยที่หนีจากการทำลายค่ายหนองจาน อย่างไรก็ตาม การใช้พื้นที่ใกล้โบราณสถานทำให้เกิดความเสียหาย ชาวกัมพูชาบางส่วนได้ขุดหลุมเพื่อรองน้ำฝนและใช้ศิลาแลงจากปราสาทเป็นก้อนเส้าสำหรับก่อไฟ แม้จะเป็นศูนย์ชั่วคราวแต่ก็ให้บริการขั้นพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการศูนย์อพยพในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์

นโยบาย “เปิดประตู” และบทเรียนจากอดีต

ศูนย์อพยพเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “เปิดประตู” ของรัฐบาลไทยในสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนได้อย่างปลอดภัย รัฐบาลไทยร่วมมือกับ UNHCR และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อจัดหาที่พัก อาหาร และการรักษาพยาบาล แม้ประเทศไทยจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่ก็สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในหลักมนุษยธรรม

ในวันนี้ ศูนย์อพยพเหล่านี้ได้ปิดตัวลงแล้ว ผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้เดินทางกลับกัมพูชา หรือไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศที่สาม แต่ยังคงมีชาวกัมพูชาที่ยังหลงเหลืออยู่ที่บ้านหนองจานจำนวนหนึ่ง  ซึ่งต่อมาได้สร้างปัญหาเรียกร้องว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนของไทย

โดย  สุริยพงศ์

ภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา