นิสิตศศินทร์ชนะเลิศการแข่งขัน Family Enterprise Case Competition – Asia Pacific 2025

นิสิตศศินทร์ชนะเลิศการแข่งขัน Family Enterprise Case Competition – Asia Pacific 2025

นิสิตศศินทร์ชนะเลิศการแข่งขัน Family Enterprise Case Competition – Asia Pacific 2025

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ขอแสดงความยินดีกับทีม “205 Advisory” นิสิตสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาฯ (Sasin School of Management) Mr. Pascal Gallina, ภัทริยา ปิยะวิโรจน์, อรรัมภา อมรเกษมวงศ์, ปาลิน สุนทรชัย นิสิต MBA 2025 ที่ชนะเลิศการแข่งขัน Family Enterprise Case Competition – Asia Pacific 2025 (FECC-AP) เป็นการแข่งขัน Case Competition ด้านธุรกิจครอบครัว (Family Enterprise)ระดับภูมิภาคที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับ ป.โทได้มีเวทีนำเสนอไอเดียและแผนธุรกิจครอบครัวซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย การแข่งขันจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14-16 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีทีมจาก Nagoya University of Commerce and Business จากญี่ปุ่น รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทั้งนี้ทีม “205 Advisory” จากศศินทร์จะได้เข้าร่วมแข่งขัน Schlesinger Global Family Enterprise Case Competition (SG-FECC) ระดับโลกที่เวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม 2569

ซัมซุงสร้างพลเมืองเท่าทันดิจิทัล ผ่าน Samsung Innovation Campus 2025

ซัมซุงสร้างพลเมืองเท่าทันดิจิทัล ผ่าน Samsung Innovation Campus 2025

ซัมซุงสร้างพลเมืองเท่าทันดิจิทัล ผ่าน Samsung Innovation Campus 2025

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซัมซุง เดินหน้ายกระดับทักษะดิจิทัลแก่เยาวชนไทยในโครงการ Samsung Innovation Campus 2025 จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และสร้างโอกาสสำหรับอนาคตที่ดีกว่า ผ่านโปรแกรมการเรียนการสอนที่เน้นการทำจริง เพื่อปู่ทางเยาวชนให้พร้อมก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน  โดยในปี 2568 มีจำนวนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาเข้าร่วมโครงการมากถึง 6,501 คน พร้อมเปิดมุมมองคุณครูและนักเรียนจากโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ผ่านเรื่องราวความประทับใจที่ได้นำความรู้จากโครงการไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 

สิทธิโชค นพชินบุตร President of Mobile Experience Division บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์

นายสิทธิโชค นพชินบุตร President of Mobile Experience Division บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า “โครงการ Samsung Innovation Campus สะท้อนความมุ่งมั่นของซัมซุงในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก ภายใต้พันธกิจเพื่อสังคม Together for Tomorrow, Enabling People – มุ่งสร้างพลังคน มุ่งสร้างอนาคตที่ดีร่วมกัน เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลให้เยาวชนไทยอย่างเท่าเทียม ผ่านการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และสร้างนวัตกรรมเพื่อผู้คนและสังคม โครงการนี้ดำเนินแล้วกว่า 40 ประเทศ เข้าถึงเยาวชนกว่า 35,000 คนทั่วโลก และในประเทศไทยได้ขยายสู่โรงเรียน 11 แห่ง ครอบคลุม 9 จังหวัด พัฒนานักเรียนกว่า 6,500 คนให้พร้อมก้าวสู่อนาคตดิจิทัลอย่างยั่งยืน”

หัวใจของการสอนยุคใหม่ คือให้เด็กได้ลงมือทำจริง

นางสาวประนอม ศุภศร ครูผู้สอนวิชาการคำนวณ โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย หรือ ครูน้อย มองว่า โครงการ SIC มีประโยชน์มาก จุดเด่นที่ชัดเจนคือ การส่งเสริมด้านการพัฒนาทักษะ การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ที่เน้นการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ (Hands-on Learning) ทำให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก ทำงานเป็นทีม และมีทัศนคติที่ดีต่อเทคโนโลยีมากขึ้น อีกทั้งตั้งเป้าหมายจะนำเทคโนโลยีไปใช้ในอนาคต หลังจากที่ครูได้นำความรู้จากการอบรม เช่น แนวคิดการคิดเชิงคำนวณมาประยุกต์ใช้ในการสอน โดยโครงการนี้ก็ช่วยเปิดโลกการสอนใหม่ๆ ให้ครูได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีมาช่วยออกแบบกิจกรรมกระตุ้นให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา และออกแบบบทเรียนที่ตอบโจทย์ผู้เรียนมากขึ้น ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนสนุก เด็กมีส่วนร่วม และรู้สึกภูมิใจที่ได้สร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง

“การได้เข้าร่วมโครงการจากซัมซุง ทำให้ครูได้พัฒนศักยภาพอย่างรอบด้าน นำความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้อย่างมั่นใจ ในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว มีทั้ง AI และเครื่องมือใหม่ ๆ อย่าง ChatGPT หรือ Gemini ซึ่งทำให้เด็กสามารถสร้างงาน เช่น สติกเกอร์หรือโมเดลได้เอง วันนี้เราไม่ได้สอนแค่ให้เด็กใช้โปรแกรม แต่สอนให้เขาคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง โดยหัวใจของการสอนยุคใหม่ คือ ให้เด็กได้ลงมือทำจริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การวางแผนเดินทาง การแก้ปัญหา หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาตนเอง โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การอบรม แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั้งครูและนักเรียนเติบโตไปพร้อมกัน” ครูน้อยกล่าว

เรียนรู้ AI อย่างรู้เท่าทัน ใช้เป็นประโยชน์ทั้งวันนี้และอนาคต

ด.ญ. ชิณาณา นิลคำ

ด้าน ด.ญ. ชิณาณา นิลคำ นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1  โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย บอกว่า การเรียนรู้ในโครงการ SIC เน้นการลงมือปฏิบัติจริง ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุก ช่วยให้มีความเข้าใจมากขึ้น ทั้งวิชาการคำนวณ การเขียนโปรแกรมภาษา Python และทักษะพื้นฐานการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่สามารถนำมาช่วยแบ่งเบาภาระในการเรียนและในชีวิตประจำวันได้หลายอย่าง เช่น การช่วยเขียนเรียงความ การสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม เป็นต้น แต่ AI ก็มีผลเสียแฝงอยู่ด้วย ดังนั้น หากจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ก็ต้องรู้จักข้อดีและข้อเสียอย่างละเอียด โดยสิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมคือ การแยก AI กับสิ่งที่เป็นจริง ทำให้รู้จักสังเกต และพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อไม่ให้ถูกหลอก อีกทั้งนำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังได้ทักษะในการพรีเซนต์เพิ่มเติมอีกด้วย

“หนูสนใจเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นผลดีต่อทั้งวันนี้และในอนาคต ตอนนี้ AI พัฒนาขึ้นทุกวัน คิดว่าต้องได้ใช้แน่ ๆ โดยเฉพาะในอาชีพทนายที่เป็นความฝันของหนู ซึ่งต้องมีการสืบค้นข้อมูล หรือข้อกฎหมายมากมาย แม้การก้าวสู่ยุคดิจิทัลจะมีข้อดี ทำให้เรามีเครื่องมืออำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่ก็มีข้อเสีย เช่น ทำให้เด็กติดจอและสมาธิสั้น มีการหลอกลวงทางออนไลน์ จึงอยากให้เพื่อน ๆ รู้จักใช้เทคโนโลยีในทิศทางที่ดีมีประโยชน์ต่อการเรียนและในชีวิตประจำวัน ต้องขอบคุณซัมซุงที่ทำโครงการดี ๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และก้าวทันเทคโนโลยีด้วยความสนุก ซึ่งอยากให้ทำโครงการต่อไปเรื่อย ๆ“

สร้างแรงบันดาลใจเด็กที่กลัวเทคโนโลยี อยากเป็นตำรวจไซเบอร์

ด.ช.กรณพัฒน์ เกิดนาวี

ปิดท้ายที่มุมมองของ ด.ช.กรณพัฒน์ เกิดนาวี นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1  โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย  บอกว่า ก่อนหน้านี้มองว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องยากและ ไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่ตอนนี้มีความสนใจและมองเห็นประโยชน์ของเครื่องมือดิจิทัลชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ในการเรียนและในชีวิตประจำวัน โดยใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูลและความรู้เพิ่มเติม เช่น เวลาเจอโจทย์ที่ไม่เข้าใจก็จะถาม AI ก่อน แล้วค่อยถามคุณครูอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ต้องแยกให้ได้ว่าอะไรจริงหรือถูกสร้างขึ้น ซึ่งการเรียนในโครงการ SIC ทำให้รู้วิธีสังเกต การรู้จักกลั่นกรองข้อมูล นอกจากนี้ ยังสอนการใช้งานเครื่องมืออย่าง Python รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ

“ขอขอบคุณซัมซุงที่ทำให้ผมชอบเทคโนโลยีมากขึ้น จากการเรียนที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ทำให้รู้สึกสนุกและเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้มากขึ้น ขอให้ทำโครงการต่อไปเรื่อย ๆ เพราะช่วยเสริมทักษะให้เด็กได้จริง ๆ ในอนาคตผมอยากเป็นทหารหรือตำรวจไซเบอร์ เพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้คนจากภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้จะมีการต่อยอดนำใช้ในอาชีพอย่างแน่นอน อยากฝากทุกคนว่าเทคโนโลยีมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ต้องใช้อย่างมีจริยธรรมและไม่เบียดเบียนผู้อื่น” 

โครงการ Samsung Innovation Campus 2025 ไม่เพียงมอบความรู้ด้านดิจิทัลให้กับเยาวชน แต่ยังปลูกฝังทักษะคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน เพื่อให้ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นใจ เสียงสะท้อนจากทั้งครูและนักเรียนคือหลักฐานที่แสดงถึงพลังของการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ซึ่งซัมซุงเชื่อมั่นว่าจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างพลเมืองดิจิทัลคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

คุณแหน: 30 สิงหาคม 2568

คุณแหน: 30 สิงหาคม 2568

คุณแหน: 30 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ประกาศเกียรติคุณมอบรางวัล โล่เกียรติยศ “บุคคลแห่งปี” ให้แก่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อเชิดชูเกียรติ ในฐานะผู้นำทหาร ผู้สร้างคุณูปการสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ โดยพิธีมอบรางวัลจะมีขึ้นใน วันที่ 5 ก.ย. ซึ่งตรงกับ วันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า…รางวัลอันทรงเกียรตินี้ ไม่ได้มีการมอบเป็นประจำทุกปี และครั้งนี้ พล.ท.บุญสิน เป็นบุคคลที่ 2 ที่ได้รับโล่เกียรติยศ ต่อจาก พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี…สมาคมฯให้เหตุผลในการคัดเลือก พล.ท.บุญสิน ว่า เป็นนายทหารผู้มีบทบาทโดดเด่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ที่เขาได้แสดงภาวะผู้นำอย่างเข้มแข็ง ทั้งในฐานะผู้เจรจา ผู้สั่งการ และผู้ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม อีกทั้งยังนำกองกำลังเข้ายึดคืนพื้นที่สำคัญ 11 จุดในเวลาเพียง 5 วัน 4 คืน ด้วยการสูญเสียน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ จนได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและนานาชาติ…นอกจากบทบาทในสนามรบ พล.ท. บุญสิน ยังมีผลงานโดดเด่นด้านการรักษาความมั่นคงภายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด การเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ด้านความมั่นคงในสถาบันการศึกษาและหน่วยงานรัฐ ตลอดจนการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดริมแม่น้ำโขง มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อประเทศชาติและประชาชน…ด้วยเหตุนี้ พล.ท.บุญสิน จึงได้รับการยกย่องให้เป็น บุคคลแห่งปี 2568 ของสมาคมพระปกเกล้า อันเป็นรางวัลที่ตอกย้ำถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความเป็นผู้นำที่ยึดมั่นในอุดมการณ์เพื่อชาติ…

ll ระหว่างนี้ สถาบันพัฒนาการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ นำผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร “นักบริหารงานประชาสัมพันธ์ระดับสูง” รุ่นที่ 62 เดินทางศึกษาดูงาน ณ เมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น นำโดย คเชนทร์ กรรณิกา รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมด้วย กุลปราณี ชาลีวงศ์ ผอ.สถาบันพัฒนาการประชาสัมพันธ์ ร่วมรับการฝึกอบรมได้เข้าศึกษาดูงานและรับฟังการบรรยายสรุปด้าน“Soft power Hokkaido Tourism” ณ มหาวิทยาลัยฮอกไกโด…

ll โรงพยาบาลนนทเวช จัดงาน มหกรรมสุขภาพดี NTV Health Expo2025 (ฉลองครบรอบ 44 ปี )วันที่ 1-7 ก.ย.68 เวลา 08.30-16.30 น.) ณ โถงด้านหน้าชั้น 1 พบกับกิจกรรมเสวนาแพทย์เฉพาะทาง, แพคเกจตรวจสุขภาพในราคาพิเศษ พร้อมกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย สอบถามเพิ่มเติม ที่แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร.02-596-7888 ต่อ 2155 …-0- หลังลาไปให้กำเนิดบุตรสาว พรสวรรค์ จารุพันธ์ กลับมาประจำทำงานตามปกติแล้ว…

ll ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวในการจากไปของ รุ่งนภา จันทร์อ่อน อดีตเลขาฯคู่ใจของอดีตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เตือนใจ สินธุวนิก งานพระราชทานเพลิงศพผ่านไปเรียบร้อยแล้ว…

ll เมื่อหลายวันก่อน ประสงค์ วงศ์หนองเตย ส่งขนมเต้าซ้อเปี๊ยะ จากร้านขนมศุภวัลย์ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง มาให้ พรทิพย์ สาริกบุตร คนกรุงเทพฯได้ลองชิมความอร่อยเป็นครั้งแรก…ผู้รับอิ่มเอมเปรมใจเป็นยิ่งนัก !!…

บารอนเนส

‘เที่ยว – ฟิน – กิน’ Thai SELECT ปี 2 หนุนร้านอาหารไทยรับตราสัญลักษณ์

‘เที่ยว - ฟิน – กิน’ Thai SELECT ปี 2 หนุนร้านอาหารไทยรับตราสัญลักษณ์

‘เที่ยว – ฟิน – กิน’ Thai SELECT ปี 2 หนุนร้านอาหารไทยรับตราสัญลักษณ์

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.50 น.

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดแคมเปญ ‘เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี2’ ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรชั้นนำ จัดแคมเปญ ‘เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 2’ สานต่อความสำเร็จและต่อยอดส่งเสริมผู้ประกอบการร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ โดยหน่วยงานพันธมิตรชั้นนำที่เข้าร่วมแคมเปญฯ มอบสิทธิพิเศษแก่ผู้บริโภคและร้านอาหาร

นายจตุพร กล่าวว่า อาหารไทยคือ Soft Power ที่สำคัญ เมื่อไปต่างประเทศ คนทั่วโลกนึกถึงความเป็นไทยก็มักนึกถึงอาหารไทยและมวยไทย Thai SELECT จึงเป็นเครื่องมือยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทยให้คนมั่นใจ ทั้งรสชาติ คุณภาพ ราคา และความซื่อสัตย์ อยากให้ Thai SELECT เป็นทูตวัฒนธรรม ช่วยประชาสัมพันธ์อาหารไทยให้กับต่างชาติ สิ่งสำคัญคือทำให้ผู้บริโภคเชื่อใจได้ และผู้ประกอบการอยู่ได้อย่างยั่งยืน

แคมเปญ เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT จะเป็นโอกาสที่นักท่องเที่ยว นักชิม นักรีวิวสายครีเอเตอร์ ได้ร่วมสนุกพร้อมลิ้มลองรสชาติอาหารไทยแท้ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทย และหลากหลายเมนูที่ได้รับความนิยมจากนักชิมต่างชาติ นอกจากจะได้อิ่มท้องอิ่มอร่อยแล้ว ยังมีโอกาสได้ลุ้นรับโชคมากมาย โดยแคมเปญเที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 2 เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 15 ตุลาคม 2568

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2568) มีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จำนวน 496 ร้าน แบ่งเป็น กรุงเทพมหานคร 82 ร้าน ภาคเหนือ 96 ร้าน ภาคกลาง 107 ร้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 87 ร้าน ภาคใต้ 87 ร้าน และ ภาคตะวันออก 37 ร้าน

ดูรายละเอียดแคมเปญฯ หรือค้นหาร้านอาหาร Thai SELECT ทั่วประเทศ พร้อมรับสิทธิประโยชน์อีกมากมายที่ LINE OA: @thaiselect และ Facebook: Thai SELECT Thailand หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 0 2547 5954 e-Mail : service@dbd.go.th, Call Center 1570 และ http://www.dbd.go.th

สธ.มอบรางวัลความเป็นเลิศโครงการลดความแออัด ทางห้องปฏิบัติการ ประจำปี 2568

สธ.มอบรางวัลความเป็นเลิศโครงการลดความแออัด ทางห้องปฏิบัติการ ประจำปี 2568

สธ.มอบรางวัลความเป็นเลิศโครงการลดความแออัด ทางห้องปฏิบัติการ ประจำปี 2568

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการสัมมนาสรุปผลการดำเนินงานและมอบรางวัลความเป็นเลิศโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อเชิดชูเกียรติ และประกาศเกียรติคุณหน่วยงานที่ขับเคลื่อนโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ และพัฒนาระบบการให้บริการห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน การขึ้นทะเบียนหน่วยบริการเจาะเลือด เก็บตัวอย่าง และนำส่งตัวอย่างนอกโรงพยาบาลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายแพทย์พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด บุคลากรโรงพยาบาล และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมงาน ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี

นายกิตติกร กล่าวว่า ที่มาของงานในวันนี้มาจากปัญหาปัจจุบันที่ผู้ป่วยและญาติต้องเสียเวลาในการรอคอยจากการรับบริการที่โรงพยาบาลทั้งหมดเฉลี่ย 3-5 ชั่วโมงต่อราย โดยใช้เวลารอคอยเพื่อใช้บริการห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ประมาณ 1-3 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าร้อยละ 50 ของเวลารอคอยทั้งหมด ดังนั้นการจัดระบบเพื่อลดเวลารอคอยการให้บริการ จึงมีความสำคัญที่ต้องจะลดความแออัดในโรงพยาบาลได้ โดยกระทรวงสาธารณสุขกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้กำหนดนโยบายลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ เมื่อปี พ.ศ. 2563 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความแออัดในกลุ่มเป้าหมายโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุข โดยมีโมเดลให้ผู้ป่วยไปใช้บริการเจาะเลือดนอกโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้าน เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ศูนย์อนามัย ศูนย์สุขภาพ ดำเนินการเจาะเลือด เก็บตัวอย่าง และนำส่งตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์ที่โรงพยาบาลแม่ข่าย หลังจากนั้นก็มาฟังผลพบแพทย์

นายกิตติกร กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข ขอมีนโยบายสนับสนุนการให้บริการสุขภาพที่มีคุณภาพ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ลดความเหลื่อมล้ำ ลดความแออัด ลดระยะเวลาการรอคอย และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เน้นเพิ่มศักยภาพการให้บริการของหน่วยบริการสาธารณสุขทุกระดับเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่เขตสุขภาพ ทั้งนี้ปัจจุบันมีจังหวัดที่ขับเคลื่อนการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 63 64 จังหวัด โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 120 240 แห่งทั่วประเทศ และมีหน่วยบริการปฐมภูมิที่ผ่านการขึ้นทะเบียนแล้ว จำนวนมากกว่า 2,000 2,370 แห่ง

นายแพทย์พิเชฐ กล่าวเติมเพิ่มว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้สนับสนุนโครงการลดความแออัดของกระทรวงสาธารณสุข โดยร่วมมือกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในการจัดระบบกระจายจุดเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจที่ได้มาตรฐาน นอกโรงพยาบาล ผู้ใช้บริการของโรงพยาบาลภาครัฐจะเกิดความพึงพอใจในการบริการที่สะดวก รวดเร็ว และผู้ให้บริการมีความสุข ส่งเสริมการให้บริการของหน่วยบริการภาครัฐได้มาตรฐานในระดับสากลต่อไปในอนาคต จึงได้จัดพิธีมอบรางวัลความเป็นเลิศโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ โดยมี 4 รางวัล ได้แก่ (1) รางวัลโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยไปใช้บริการเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลมากที่สุด ระดับประเทศ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลบ้านโป่ง โรงพยาบาลโพธารามโรงพยาบาลสวรรคโลก และโรงพยาบาลบ้านฉาง (2) รางวัลโรงพยาบาลที่มีเครือข่ายหน่วยเจาะเลือดมากที่สุด ระดับประเทศ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลกำแพงเพชร โรงพยาบาลบ้านหมี่ โรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย และโรงพยาบาลวัฒนานคร  (3) รางวัลสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่มีการขับเคลื่อนประสบผลสำเร็จ ระดับประเทศ จำนวน 18 แห่ง  และ (4) รางวัลเขตสุขภาพที่มีการขับเคลื่อนประสบผลสำเร็จ ระดับประเทศ จำนวน 5 เขต

“ทั้งนี้โรงพยาบาลที่สนใจเข้าร่วมโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทรศัพท์ 02951 0000 ต่อ 99961 หรือที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 15 แห่งทั่วประเทศ” นายแพทย์พิเชฐ กล่าว

-(016)

DKSH ส่งเสริมความเท่าเทียมในการดูแลสุขภาพผู้หญิงไทย ผ่านกิจกรรม ‘Patient Purpose Day 2025’

DKSH ส่งเสริมความเท่าเทียมในการดูแลสุขภาพผู้หญิงไทย ผ่านกิจกรรม 'Patient Purpose Day 2025'

DKSH ส่งเสริมความเท่าเทียมในการดูแลสุขภาพผู้หญิงไทย ผ่านกิจกรรม ‘Patient Purpose Day 2025’

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.28 น.

DKSH ประเทศไทยเตรียมจัดงานวิ่งการกุศล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “Patient Purpose Day: Run for Her Health” โดยมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนเพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมสำหรับผู้หญิงไทย  กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงพันธกิจและความมุ่งมั่นของ DKSH ในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมทั่วประเทศ “Patient Purpose Day” เป็นกิจกรรมประจำปีของ DKSH ซึ่งจัดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกในการดูแลสุขภาพ และให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพสตรีซึ่งเป็นหัวใจหลักของโครงการในปีนี้

หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านโซลูชันการดูแลสุขภาพและผู้นำด้านการขยายตลาด สำหรับบริษัทผู้ผลิตเวชภัณฑ์ยา บริษัท ผู้ผลิตยาจำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ (OTC) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และเครื่องมือแพทย์ ได้กำหนดจัดวิ่งการกุศล “Patient Purpose Day” ในวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2568 ณ สวนหลวง ร.9 กรุงเทพฯ เพื่อระดมทุนสนับสนุนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้หญิงไทยที่ขาดโอกาส ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะมอบให้กับสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ (The Thai Medical Women’s Association Under The Royal Patronage of Her Majesty The Queen)

กิจกรรมวิ่งการกุศลในประเทศไทยนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ‘Patient Purpose Day 2025’ ที่จัดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ DKSH ดำเนินธุรกิจอยู่ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน กัมพูชา ฮ่องกง เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน และเวียดนาม โดยปีนี้มุ่งเน้นการส่งเสริม “ความเท่าเทียมด้านสุขภาพสตรี” สอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ DKSH ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนด้วยการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคน

ส่งเสริมสุขภาพสตรีด้วยการตรวจคัดกรองป้องกันโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น 

มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในผู้หญิงไทย จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ HPV Information Centre (2023)[1] พบว่า ในแต่ละวันประเทศไทยมีผู้ป่วยที่ตรวจพบมะเร็งเต้านมประมาณ 59 ราย และตรวจพบมะเร็งปากมดลูก 25 ราย แม้การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้การรักษาผู้ป่วยโรคทั้งสองได้ผลดี  แต่ผู้หญิงจำนวนมากยังเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการดูแลป้องกันดังกล่าว จากข้อมูลของสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยฯ ระบุว่า ค่านิยมทางวัฒนธรรม ข้อจำกัดทางการเงิน และภาระหน้าที่การดูแลครอบครัวคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยละเลยการตรวจสุขภาพของตนเอง ส่งผลให้โอกาสในการตรวจพบและรักษาอย่างท่วงทีตั้งแต่ระยะเริ่มต้นลดน้อยลง 

เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการตรวจคัดกรองในวงกว้าง สมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยฯ ได้จัดตั้งคลินิก สมาคมแพทย์สตรี เพื่อให้บริการด้านนรีเวชพร้อมโปรแกรมการตรวจคัดกรองโรค ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด พบว่าประมาณร้อยละ 27 ของผู้หญิงที่เข้ารับการตรวจคัดกรองมีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเต้านมหรือปากมดลูก[2] ทั้งนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะส่งต่อผู้ป่วยที่ตรวจพบอาการผิดปกติเพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและดำเนินการรักษาต่อไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ร่วมวิ่งระดมทุนเพื่อสุขภาพของผู้หญิงไทย 

DKSH ประเทศไทย ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศล “Patient Purpose Day 2025” เพื่อระดมทุนส่งเสริมการเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยรายได้ทั้งหมดจากกิจกรรมจะนำไปสนับสนุนการตรวจคัดกรองฯ ที่ดำเนินการโดยสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งจะช่วยให้ผู้หญิงอย่างน้อย 1,000 คน ได้รับการวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที “ทุกก้าวที่วิ่ง ช่วยส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่ผู้หญิงไทย”

เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ จนถึง 5 กันยายน 2568 คลิกที่นี่เพื่อสมัครเข้าร่วมกิจกรรม https://bit.ly/4kJUfmz

ผู้เข้าร่วม สามารถเลือกสมัครได้ตามระยะวิ่ง ดังนี้ 

Micro Run ระยะทาง 2.5 กม. จำนวน 300 คน ค่าสมัคร 500 บาท 

Fun Run ระยะทาง 5 กม. จำนวน 500 คน ค่าสมัคร 500 บาท 

Mini Marathon ระยะทาง 10 กม.  จำนวน 700 คน ค่าสมัคร  600 บาท 

นายลารี่ เมอริซัลเด รองประธาน หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ที่ DKSH เราเชื่อว่าทุกคนควรเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพไม่ว่าจะอยู่ในบริบทใด ในปีนี้กิจกรรม‘Patient Purpose Day’ ได้ร่วมสนับสนุนบุคลากรของบริษัทฯ ประชาชนทั่วไป พันธมิตรและชุมชน ในการสร้างความแตกต่างที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพให้กับสตรี โดยมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ การเข้าถึงบริการ และการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น” 

พญ.มยุรา กุสุมภ์ นายกสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวเสริมว่า “ด้วยการสนับสนุนจากบริษัท DKSH ทางสมาคมฯ คาดว่าจะสามารถขยายการเข้าถึงและให้บริการตรวจคัดกรองที่สำคัญให้แก่ผู้หญิงไทยบางส่วนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานตรงนี้ได้ โครงการ Patient Purpose Day จึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้สตรีไทยได้รับความรู้ โอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ และเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งก่อให้เกิดการยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง” 

นางสาวไอรีล ไตรสารศรี รองประธานชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย (TBCC) อดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ดิฉันรับรู้เป็นอย่างดีว่า การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากผู้หญิงทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงดี ย่อมส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิต เช่น มีเวลาดูแลครอบครัว เป็นต้น ปัจจุบันผู้หญิงส่วนใหญ่มักตรวจพบโรคเมื่อถึงภาวะที่ลุกลามแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบในด้านอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น ภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา อุปสรรคในการดำเนินชีวิต การตรวจคัดกรองจึงมีบทบาทสำคัญสำหรับผู้หญิงทุกคนในการวางแผนดูแลรักษา ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนควรเข้าถึงโอกาสในการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียม” 

-(016)

Manao Software เตรียมขยายทีมตอบรับความต้องการระดับโลก เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยี

Manao Software เตรียมขยายทีมตอบรับความต้องการระดับโลก เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยี

Manao Software เตรียมขยายทีมตอบรับความต้องการระดับโลก เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยี

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

Manao Software บริษัทซอฟต์แวร์สัญชาติเดนมาร์กที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เดินหน้าขยายทีมงานและเพิ่มความแข็งแกร่งเปิดสำนัก งานในกรุงเทพฯ เพื่อตอบรับกับความต้องการด้านโซลูชันเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก ชูจุดแข็งด้วยการเป็นองค์กรที่เน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านไอทีในระยะยาว วางโครงสร้างทีมได้อย่างเป็นระบบ และมืออาชีพ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง และการส่งมอบงานที่ยึดคุณภาพเป็นหลัก ตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้ขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย เพื่อเสริมบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับสากล

Manao Software ก่อตั้งขึ้นในปี 2550 โดย คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ผู้ประกอบการชาวเดนมาร์ก ด้วยวิสัยทัศน์ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลก โดยไม่วิ่งตามผลประโยชน์ระยะสั้นหรือการขยายที่กระทบต่อเสถียรภาพในระยะยาว บริษัทจึงเลือกลงทุนกับ ‘คน กระบวนการ และวัฒนธรรม’ อันเป็นคุณค่าที่หยั่งรากมาจากหลักการบริหารแบบเดนมาร์ก ซึ่งให้ความสำคัญกับความประณีตในการทำงาน การใช้งานจริงเหนือรูปลักษณ์ และคุณภาพที่ยั่งยืน ปรัชญานี้ได้หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นมืออาชีพ โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ลูกค้าได้รับไม่เพียงแต่ซอฟต์แวร์ที่เสร็จสมบูรณ์ แต่ยังรวมถึงคุณค่าทางธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว

จากจุดเริ่มต้นด้วยทีมเล็กๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบัน Manao Software เติบโตขึ้นเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดกลางที่ได้รับความไว้วางใจ มีพนักงานมากกว่า 120 คน และมีชื่อเสียงในด้านความน่าเชื่อถือและคุณภาพการทำงานที่เป็นเลิศ ปัจจุบันบริษัทดำเนินงานจาก 2 สาขาหลัก โดยเชียงใหม่ยังคงเป็นรากฐานของวัฒนธรรมและนวัตกรรม ขณะที่สำนักงานกรุงเทพฯ จะช่วยเสริมศักยภาพให้บริษัทเข้าใกล้ลูกค้า พันธมิตร และชุมชนธุรกิจระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น โมเดลสำนักงาน 2 แห่งนี้ผสานจุดแข็งของ “ความคิดสร้างสรรค์และวิถีชีวิตที่สมดุลจากเชียงใหม่” เข้ากับ “การเชื่อมต่อระดับโลกของกรุงเทพฯ” มอบทั้งความคล่องตัวในการทำงานร่วมกับลูกค้า และโอกาสความก้าวหน้าที่หลากหลายสำหรับบุคลากรของบริษัท

โซลูชันซอฟต์แวร์แบบครบวงจร (End-to-End Software Solutions) Manao Software มอบบริการที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ AI-Driven Software & Consulting หรือ ซอฟต์แวร์และที่ปรึกษาด้าน AI – โซลูชัน AI ที่มุ่งเน้นธุรกิจ เพื่อการดำเนินงานที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น

Automation with n8n and AI หรือ การทำงานอัตโนมัติด้วย n8n และ AI – เพิ่มความคล่องตัวให้กับเวิร์กโฟลว์ ลดงานที่ต้องทำด้วยมือ และเชื่อมต่อระบบต่าง ๆ ด้วยโซลูชันอัตโนมัติที่คุ้มค่า ขับเคลื่อนด้วย AI

Outsourced Software Development Teams  หรือ ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์จากภายนอก – ทีมที่ขยายได้ตามความต้องการ เพื่อทำงานร่วมกับโครงการของลูกค้าได้อย่างลงตัว

Mobile App Development หรือ การพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือ – ครบทุกขั้นตอนตั้งแต่แนวคิดจนถึงการเปิดตัว ออกแบบเพื่อการใช้งานง่ายและประสิทธิภาพสูง

Web Application Development หรือ การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน – โซลูชันที่ปลอดภัยและขยายขนาดได้ ออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจ

Outsourced Software Testing (QA) หรือ บริการทดสอบซอฟต์แวร์ (QA) จากทีมภายนอก – ตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าซอฟต์แวร์เชื่อถือได้จริง

Web Application Penetration Testing หรือ บริการทดสอบความปลอดภัยเว็บแอป – ตรวจหาช่องโหว่ก่อนจะเกิดปัญหาด้านความเสี่ยง

ในฐานะพันธมิตรระดับ Gold รายแรกและรายเดียวของ ISTQB® ในประเทศไทย Manao Software แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบคุณภาพระดับโลกด้านการทดสอบและประกันคุณภาพซอฟต์แวร์ คุณภาพคือหัวใจสำคัญของการเติบโตของ Manao Software มาโดยตลอด นอกเหนือจากการส่งมอบซอฟต์แวร์แล้ว Manao Software ยังมีบทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูง การร่วมมือกับมหาวิทยา

ลัยเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านไอที และการสนับสนุนวิสัยทัศน์ระยะยาวของประเทศภายใต้โครงการ Thailand 4.0 ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทได้สร้างชื่อเสียงด้านการเติบโตอย่างยั่งยืนและความมั่นคงระยะยาว พร้อมก้าวขึ้นเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือของธุรกิจต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Manao Software กล่าวว่า “การขยายทีมในกรุงเทพฯ พร้อมกับการเปิดตัวบริการใหม่อย่าง Automation with n8n และ AI สะท้อนถึงความตั้งใจของเราที่จะก้าวไปข้างหน้าร่วมกับลูกค้าและพนักงานในระยะยาว ตลอดกว่า 18 ปีที่ทำงานกับทั้งธุรกิจไทยและต่างประเทศ เราเรียนรู้ดีว่าความมั่นคง ประสิทธิภาพ และการสื่อสารที่ชัดเจนคือหัวใจของความสำเร็จ”

ที่ Manao Software ทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใส ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรแบบครบวงจร โดยมีทีมงานที่พร้อมสนับสนุนลูกค้าในทุกด้าน และเปิดโอกาสให้ลูกค้ามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ผ่านกระบวนการแบบ Agile ที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น โปร่งใส จะไม่ปล่อยให้ลูกค้ารอคำตอบโดยไม่จำเป็น ทุกความท้าทายได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว พร้อมการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา และแม้ในกรณีที่เกิดปัญหา ก็เลือกที่จะบอกความจริงอย่างซื่อตรง พร้อมจัดการสถานการณ์ด้วยความเป็นมืออาชีพเสมอ

“แนวทางการทำงานนี้สะท้อนถึงรากฐานจากเดนมาร์กของเรา ที่ซึ่งคำว่า ‘คุณภาพ’ ไม่ได้หมายถึงเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่รวมถึงประโยชน์ใช้สอยอย่างแท้จริง การส่งมอบงานเพียงอย่างเดียวไม่เคยเพียงพอ เรามั่นใจได้ว่าสิ่งที่ทำจะสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้จริง นี่คือวิธีคิดที่เรานำมาใช้ในทุกโปรเจกต์ เพื่อให้มั่นใจว่าซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมีความน่าเชื่อถือ คงทนระยะยาว และตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจของลูกค้าอย่างแท้จริง” คริสโตเฟอร์ มอสซ์ กล่าวปิดท้าย

Manao Software ยังคงโดดเด่นในฐานะบริษัทที่ให้คุณค่าแก่ “คน” ไม่แพ้ “เทคโนโลยี” โดยผสานหลักการบริหารแบบตะวันตกเข้ากับความคุ้มค่าเชิงต้นทุนในแบบเอเชียอย่างลงตัว ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน วัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและการขยายตัวที่ครอบคลุมสองเมืองหลักของประเทศไทย บริษัทจึงอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมในการก้าวสู่บทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในระบบนิเวศเทคโนโลยีระดับโลก และสำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติม และทำความรู้จักกับเรื่องราวของ Manao Software ได้ที่ เว็บไซต์ภาษาไทย: https://manaosoftware.co.th  หรือ English Website: https://manaosoftware.com

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Manao Software

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Manao Software

‘วส.พุทธปัญญาฯ’ เปิดตัววิจัยเชิงนวัตกรรม ‘เงากรรม’ สะท้อนปัญหาสังคมชาวพุทธร่วมสมัย

'วส.พุทธปัญญาฯ' เปิดตัววิจัยเชิงนวัตกรรม ‘เงากรรม’ สะท้อนปัญหาสังคมชาวพุทธร่วมสมัย

‘วส.พุทธปัญญาฯ’ เปิดตัววิจัยเชิงนวัตกรรม ‘เงากรรม’ สะท้อนปัญหาสังคมชาวพุทธร่วมสมัย

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

ครั้งแรกในประเทศไทย ที่วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี (วส.พุทธปัญญา) ได้เปิดตัวงานวิจัยเชิงนวัตกรรมด้านพระพุทธศาสนา ผลงานของนางนพขวัญ นาคนวล นิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง

“การถอดบทเรียนผลของปาณาติบาตตามหลักกฎแห่งกรรมผ่านมุมมองคำสอนพระพุทธศาสนา”

สิ่งที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้แตกต่างและทรงพลัง คือการต่อยอดสู่การสร้าง ละครสั้น “เงากรรม” และ “มาตุฆาต” ที่ไม่เพียงยึดหลักพระไตรปิฎก หากยังหยิบยกเหตุ การณ์จริงในสังคมไทยมาถ่ายทอดให้คนดูได้เห็นผลกรรมอันเลี่ยงไม่พ้นของการฆ่าและการเบียดเบียน

งานวิจัยที่ไม่หยุดอยู่บนกระดาษ

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ใช้เวิร์กชอปและเทคนิค AIC สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีชีวิต

กรอบการวิจัยดำเนินไปครบ 5 ขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมการ วางแผน ปฏิบัติ สังเกตผล จนถึงการสะท้อนผล สุดท้ายได้ข้อค้นพบสำคัญว่า—ปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต) มีองค์ประกอบ 5 ประการ และให้ผลกรรมทั้งปัจจุบัน อนาคต และทางจิตวิญญาณ

การเว้นปาณาติบาต คือ รากฐานของ เมตตา กรุณา ศีล สมาธิ และปัญญา

การพัฒนาสื่อธรรมะผ่าน หนังสั้น แอนิเมชัน นิทานชาดก สื่อออนไลน์ ช่วยสื่อสารกฎแห่งกรรมได้ง่ายและเข้ากับสังคมยุคใหม่

การนำเสนอเชิงบวกช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น การลดละการฆ่าสัตว์ ปล่อยสัตว์ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เงากรรม” และ “มาตุฆาต”: เมื่อละครสั้นกลายเป็นกระจกสะท้อนสังคม

– เงากรรม

อ้างอิงเหตุการณ์จริงของ “ลูกทรพี” ที่วางแผนฆ่าพ่อแท้ ๆ เพื่อเงินประกันเพียง 70,000 บาท และถึงขั้นเผาบ้านตัวเอง สะท้อนให้เห็นว่า ความโลภเพียงเสี้ยววินาที สามารถทำลายทั้งครอบครัวและศรัทธาในความเป็นมนุษย์ได้

– มาตุฆาต

ถ่ายทอดบาปกรรม “อนันตริยกรรม” การติดยาเสพติด จนเกิดภาพหลอน และคลุ้มคลั่งฆ่ามารดา ซึ่งในพระไตรปิฎกถือว่าหนักที่สุด ละครสั้นเรื่องนี้มิใช่เพียงการเล่าเรื่องบาป หากคือการเปิดโปง ความทุกข์จริงของสังคม ที่ยังคงปรากฏและสร้างรอยแผลลึกในจิตใจผู้คน

สะท้อนใจสังคม: กรรมคือความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ

“กรรมไม่ว่าดีหรือชั่ว บางครั้งอาจให้ผลช้า แต่ยุติธรรมเสมอ เพราะกรรมให้ผลตามความจริง มิใช่ตามความเชื่อ”

บทเรียนจากงานวิจัยนี้ทำให้สังคมต้องหยุดคิด—การฆ่าและเบียดเบียนไม่ใช่เพียงผิดศีล แต่คือ การทำลายตัวเอง

กฎแห่งกรรมไม่เลือกเพศ วัย หรือชนชั้น

ทางออกของสังคมคือการเว้นปาณาติบาต และหันกลับมาพัฒนาจิตใจบนเส้นทางแห่ง เมตตาและปัญญา

ไม่ใช่แค่วิจัย แต่คือเสียงเตือนสติแห่งยุคสมัย

ผลงานของ นพขวัญ นาคนวล และการสนับสนุนจาก วส.พุทธปัญญาฯ คือการชี้ให้เห็นว่า การศึกษาที่แท้จริง ต้องกลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงสังคม

“นวัตกรรมพุทธปัญญา” ที่สะท้อนให้สังคมเห็นเงาของกรรมที่ติดตามมนุษย์ทุกคน และปลุกให้ผู้คนหันกลับมา หยุดเบียด เบียน สร้างเมตตา และร่วมกันพาสังคมไปสู่สันติสุข

ดังนั้น ผลงานวิจัยและนวัตกรรมพุทธปัญญาฯ เรื่อง “เงากรรม” และ “มาตุฆาต” จึงไม่ใช่เพียงสื่อสร้างสรรค์เพื่อความบันเทิง แต่คือ เครื่องเตือนสติของสังคมไทย ที่เชื่อมโยงคำสอนพระพุทธศาสนากับความจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น ผลงานชิ้นนี้ยังผ่านการ ตรวจสอบคุณภาพจากคณะผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ อาทิ รศ.ดร.วุฒินันท์ กันทะเตียน (มหาวิทยาลัยมหิดล), รศ.ดร.มานพ นักการเรียน (มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย), ผศ.ดร.ประครูปลัดประวิทย์ วรธมฺโม (ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี), ผศ.ดร.พระเจริญพงษ์ ธมฺมธีโป (ประธานหลักสูตร), ดร.พระมหาศุภวัฒน์ ฉายา ฐานวุฑโฒ, ผศ.ดร.โยตะ ชัยวรมันกุล และ ดร.ปัทมาวดี แสนเขื่อนแก้ว (อาจารย์ที่ปรึกษา)

ซึ่งการได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสถาบันเช่นนี้ คือ หลักฐานชัดเจนว่าผลงานวิจัยนี้ มีทั้งพลังทางวิชาการ และพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างแท้จริง

-(016)

“เปิดคลังซีเอ็ด แบ่งปันความรู้ มอบหนังสือร่วมแสนบาทแก่สมาคมนักลงทุนหุ้นไทย”

“เปิดคลังซีเอ็ด แบ่งปันความรู้  มอบหนังสือร่วมแสนบาทแก่สมาคมนักลงทุนหุ้นไทย”

“เปิดคลังซีเอ็ด แบ่งปันความรู้ มอบหนังสือร่วมแสนบาทแก่สมาคมนักลงทุนหุ้นไทย”

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้มอบหนังสือมูลค่ารวม 97,960 บาท ให้แก่สมาคมนักลงทุนหุ้นไทย เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมความรู้ด้านการลงทุนและการพัฒนาทักษะการอ่านของคนไทย

พิธีมอบจัดขึ้นภายในงาน “SE-ED Warehouse Sale โปรลดฟ้าผ่า เปิดคลังทุบราคา” ณ คลังซีเอ็ด บางนา กม.21 อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568

ในการนี้ซีเอ็ดได้รับเกียรติจาก นายศุภรัตน์ ตั้งศรีวงศ์ ผู้อำนวยการสายงานซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ร่วมด้วย นายนิวัฒน์ วัฒนสิริมนต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์และฝ่ายการตลาดองค์กร และ นางสาวนิตยา จันทร์ทอง ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร เป็นผู้แทนส่งมอบหนังสือให้แก่สมาคมนักลงทุนหุ้นไทย โดยมี นายชัชวนันท์ สันธิเดช นายกสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย พร้อมด้วย นายธนรัชต์ เจนธัญญารักษ์ เลขาธิการสมาคม และ นายพีรดนย์ จันทบาล กรรมการสมาคม ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ

การมอบหนังสือในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของซีเอ็ดในการส่งต่อองค์ความรู้สู่สังคม พร้อมสนับสนุนพันธกิจของสมาคมนักลงทุนหุ้นไทยในการสร้างนักลงทุนคุณภาพ ที่มีความรู้เท่าทัน พัฒนาตนเอง และสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างตลาดทุนไทยที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ส่งความช่วยเหลือสู่พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ส่งความช่วยเหลือสู่พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ส่งความช่วยเหลือสู่พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นกำลังสำคัญเพื่อสังคมไทย  ผนึกกำลังร่วมเป็นศูนย์กลางในการระดมความช่วยเหลือ ส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคและเครื่องใช้จำเป็นแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สุ รินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี และจันทบุรี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมกันนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมบริจาคโลหิตเพื่อเสริมคลังสำรองโลหิตให้เพียงพอรองรับสถาน การณ์ฉุกเฉินอีกด้วย

การให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของกลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า โรงแรม ร้านอาหาร ไทวัสดุ  ท็อปส์ โกโฮเซลล์ และ เพาเวอร์บาย เป็นต้น โดยได้มีการบริจาคอาหาร น้ำดื่มและเครื่องใช้อุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อนำส่งถึงมือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที  พร้อมจัดตั้งจุดรับบริจาคสิ่งของจำเป็นจากประชาชนทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อความช่วยเหลือ โดยสามารถนำสิ่งของ อาทิ น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม และของใช้ในชีวิตประจำวัน ไปบริจาคได้ที่  โรบินสันไลฟ์สไตล์ จังหวัดบุรีรัมย์ โรบินสันไลฟ์สไตล์ จังหวัดสุรินทร์ ไทวัสดุ จังหวัดศรีสะเกษ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล จังหวัดอุบลราชธานี และศูนย์การค้าเซ็นทรัล จังหวัดจันทบุรี โดยสิ่งของทั้งหมดจะถูกรวบรวมและกระจายสู่พื้นที่ที่มีความต้องการอย่างเร่งด่วน นอกจากรวบรวมภายในศูนย์ฯ แล้วยังผสานความร่วมมือกับมูลนิธิชัยพัฒนา และมูลนิธิเพชรเกษม ส่งต่อของใช้ที่จะเป็น ทั้งอุปโภค บริโภค ร่วมพันธกิจแก่กองทัพและศูนย์พักพิงที่เดือดร้อนในพื้นที่อีกด้วย

ในส่วนของการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน บริษัท เซ็นทรัล  เรสตอรองส์ กรุ๊ป จํากัด โดยแบรนด์มิส เตอร์โดนัท ได้จัดแคมเปญ “Hero Donut” ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 10 สิงหาคม 2568 โดยทุกการซื้อโดนัท 1 ชิ้น เท่ากับการร่วมบริ จาค 5 บาท สามารถรวบรวมยอดเงินบริจาคจากการจำหน่ายโดนัทฮีโร่ได้จำนวน 257,380 บาท และบริษัทฯ ร่วมสมทบเพิ่มเติมอีก 200,000 บาท รวมเป็นยอดเงินทั้งสิ้น 457,380 บาท ให้กับกรมกิจการพลเรือนทหารบก เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์บริเวณชาย แดนไทย-กัมพูชา รวมทั้ง โครงการส่งมื้อเติมพลังใจ ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ส่งมอบอาหารว่างจาก มิสเตอร์โดนัท อานตี้ แอนส์ และเคเอฟซีเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติภารกิจห่างไกลครอบครัว เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด บริจาคน้ำดื่มและสิ่งของจำเป็นรวมมูลค่ากว่า 100,070 บาท เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัย และยังจัดทำแคมเปญ “ไทวัสดุ : ส่งต่อกำลังใจ สู่ชายแดน”  ระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม – 15 กันยายน 2568 เชิญชวนประชาชน ลูกค้าและคู่ค้าร่วมสนับสนุนแคมเปญผ่านการซื้อสินค้าภายใต้แบรนด์ที่ร่วมรายการ ครบ 5,000 บาทขึ้นไป ต่อใบเสร็จ ทางไทวัสดุจะส่งมอบ 10 บาท ให้แก่สภาชาดไทย เพื่อใช้ในการสนับสนุนภารกิจในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากสิ่งของอุปโภคบริโภค เครื่องใช้จำเป็นและงบประมาณสนับสนุนแล้ว อีกหนึ่งกำลังใจสำคัญที่บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ส่งต่อความห่วงใยให้ทหารไทยที่ปฏิบัติภารกิจ ได้ดำเนินการส่งมอบเสื้อยืดจำนวน 1,000 ตัว สกรีนข้อความแทนคำขอบคุณและกำลังใจจากคนไทยถึงฮีโร่ของชาติ พร้อมเน้นย้ำบทบาท “Center of Life” เชิงสัญลักษณ์ ด้วยการแสดงธงชาติไทยขึ้นในทุกจอของศูนย์การค้าทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมบริจาคโลหิตเพื่อเสริมคลังสำรองโลหิตให้เพียงพอรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยสามารถบริจาคได้ที่จุดรับบริจาคโลหิตของสภากาชาดไทย รวมถึงหน่วยรับบริจาคโลหิตประจำและเคลื่อนที่ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เซ็นทรัล อุบลราชธานี (ทุกวันศุกร์ เวลา 12.00–16.00 น. และวันเสาร์–อาทิตย์ เวลา 12.00–17.00 น.) และเซ็นทรัล นครราชสีมา (ร่วมกับโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00–19.00 น.) รวมถึงจุดบริจาคเคลื่อนที่ในศูนย์การค้ากลุ่มเซ็นทรัลทั่วประเทศ (ติดตามข้อมูลและตารางหน่วยรับบริจาคได้ที่ Facebook CENTRAL GROUP หรือ Facebook CENTRAL Tham)

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “ในฐานะภาคเอกชนที่ยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม เราเล็งเห็นถึงความทุกข์ร้อนที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ติดชายแดนกัมพูชา การเข้าถึงสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ประสบภัยในสถานการณ์เช่นนี้ เราจึงต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการประสานความช่วยเหลือ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก”

กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ พร้อมส่งพลังใจ ฟื้นฟูชุมชนชายแดน ให้เดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือจะยังคงมุ่งมั่นเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือทั้งจากภาคธุรกิจ ภาครัฐและภาคประชาชนเพื่อร่วมกันฟื้นฟูและสร้างสังคมที่แข็งแรง ต่อไปอย่างยั่งยืน

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

ผู้บริหารส่งมอบเงินในแคมเปญ Hero Donut ให้กับ กรมกิจการพลเรือนทหารบก

ผู้บริหารส่งมอบเงินในแคมเปญ Hero Donut ให้กับ กรมกิจการพลเรือนทหารบก

มอบสิ่งของให้มูลนิธิชัยพัฒนา

มอบสิ่งของให้มูลนิธิชัยพัฒนา

จุดรับบริจาคสิ่งของ เซ็นทรัลอุบล

จุดรับบริจาคสิ่งของ เซ็นทรัลอุบล

จุดรับบริจาคสิ่งของ ไทวัสดุ

จุดรับบริจาคสิ่งของ ไทวัสดุ

จุดรับบริจาคสิ่งของ โรบินสันไลฟ์สไตล์

จุดรับบริจาคสิ่งของ โรบินสันไลฟ์สไตล์

ส่งมอบสิ่งของพื้นที่ชายแดนไทย จ.สุรินทร์

ส่งมอบสิ่งของพื้นที่ชายแดนไทย จ.สุรินทร์

ศูนย์บริจาคโลหิต ศูนย์การค้าเซ็นทรัลโคราช

ศูนย์บริจาคโลหิต ศูนย์การค้าเซ็นทรัลโคราช

โกโฮเซลล์ ส่องมอบของ จ.อุบลราชธานี

โกโฮเซลล์ ส่องมอบของ จ.อุบลราชธานี

ส่องมอบของ จ.อุบลราชธานี

ส่องมอบของ จ.อุบลราชธานี

บริจาคโลหิต ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี

บริจาคโลหิต ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี

จุดรับบริจาคสิ่งของ เซ็นทรัลจันทรบุรี

จุดรับบริจาคสิ่งของ เซ็นทรัลจันทรบุรี