ศิริราช เปิดตัว ‘วันสุขภาพกล้ามเนื้อไทย’ ส่งเสริมการดูแลตนเอง มุ่งสู่การสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

ศิริราช เปิดตัว ‘วันสุขภาพกล้ามเนื้อไทย’ ส่งเสริมการดูแลตนเอง มุ่งสู่การสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

ศิริราช เปิดตัว ‘วันสุขภาพกล้ามเนื้อไทย’ ส่งเสริมการดูแลตนเอง มุ่งสู่การสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.31 น.

24 กรกฎาคม 2568 – คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม และศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมาคมพฤฒาวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุไทย และ บริษัท แอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด (ประเทศไทย) จัดกิจกรรม “วันสุขภาพกล้ามเนื้อไทย – Thailand Muscle Health Day” เนื่องในวันส่งเสริมการดูแลตนเองสากล (International Self-Care Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 24 กรกฎาคมของทุกปี เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมีความตระหนักถึงความสำคัญในการใส่ใจตนเองให้มีสุขภาวะที่ดีนำไปสู่ชีวิตที่มีคุณภาพ จึงได้จัดกิจกรรมขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2568 ณ โถงอาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ชั้น 1 โดยมี ผศ. นพ.ธารา วงศ์วิริยางกูร รองคณบดี คนที่ 2 คณะเเพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นประธานเปิดงาน ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และ ศ.เกียรติคุณ ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ร่วมเป็นเกียรติด้วย ณ โถงอาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ชั้น 1 รพ.ศิริราช

“วันสุขภาพกล้ามเนื้อไทย” จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับสุขภาพของผู้สูงวัยไทย และมุ่งสร้างประเทศไทยให้เป็นต้นแบบของการสูงวัยอย่างมีคุณภาพในระดับภูมิภาคเอเชีย ภายใต้แนวคิด “สุขภาพกล้ามเนื้อและการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ: การดูแลตนเองแบบบูรณาการเพื่อการมีชีวิตที่แข็งแรง” ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการขับเคลื่อนประเด็น “สุขภาพกล้ามเนื้อ” ในระดับประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของกล้ามเนื้อในฐานะรากฐานของการมีสุขภาวะที่ดีและการป้องกันโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมตามวัย

ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เปิดเผยว่างานส่งเสริมสุขภาพในปีนี้ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มุ่งเน้นที่การสร้างความตระหนักรู้เรื่อง “กล้ามเนื้อที่แข็งแรง” ในฐานะเกราะคุ้มกันสุขภาพและภูมิคุ้มกันที่ดี “เราต้องการให้ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ มีความรู้ในการดูแลตนเองแบบองค์รวม กล้ามเนื้อที่แข็งแรงเป็นตัวชี้วัดสุขภาพที่สำคัญและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อสามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน ด้วยโภชนาการที่เหมาะสมและการออกกำลังกายที่ถูกวิธี” ศ. นพ.อภิชาติ กล่าว

ผศ. นพ.ธารา วงศ์วิริยางกูร รองคณบดี คนที่ 2 คณะเเพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวเสริมว่า “สุขภาพกล้ามเนื้อคือหัวใจของการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ภาวะสูญเสียกล้ามเนื้อหรือมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) และภาวะเปราะบาง (Frailty) เป็นภัยเงียบที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มและลดทอนคุณภาพชีวิต งานในวันนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สร้างการรับรู้ในวงกว้าง และผลักดันให้สุขภาพกล้ามเนื้อเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุข พร้อมเดินหน้าวิจัย พัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติ และจัดตั้งเครือข่ายคลินิกผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง”

ศ. นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ประธานศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged society) อย่างรวดเร็ว ภาวะสูญเสียกล้ามเนื้อหรือมวลกล้ามเนื้อน้อย เป็นภัยเงียบที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงและไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวและเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการหกล้ม การนอนโรงพยาบาล รวมถึงผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ไม่ดี การค้นหาและแก้ไขภาวะนี้ ไม่เพียงช่วยยืดอายุขัย แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิต ลดการพึ่งพิงและลดภาระต่อระบบสาธารณสุขในระยะยาว”

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย นายกสมาคมพฤฒาวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า “สมาคมฯ ได้ร่วมมือกับภาครัฐและบุคลากรทางการแพทย์ในการพัฒนาแนวทางการวินิจฉัยและดูแลภาวะสูญเสียกล้ามเนื้อหรือมวลกล้ามเนื้อน้อย ให้เหมาะสมกับบริบทของคนไทย โดยเน้นการฝึกอบรมให้สามารถประเมินสุขภาพกล้ามเนื้ออย่างแม่นยำ รวมถึงส่งเสริมการดูแลตนเองด้วยโภชนาการและการออกกำลังกายที่เหมาะสม หวังว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับสุขภาพกล้ามเนื้อให้เป็นมาตรฐานใหม่ของการดูแลผู้สูงวัยทั่วประเทศ”

ทันตแพทย์หญิง ดร. อรุณี ลายธีระพงศ์ ผู้อำนวยการการแพทย์ด้านโภชนาการ บริษัท แอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “กล้ามเนื้อมีผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกัน โภชนาการที่เหมาะสม โดยเฉพาะสารอาหารเฉพาะทางบางชนิด เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้สูงวัยเคลื่อนไหวได้ดี รับมือกับโรคได้ดีขึ้นและฟื้นตัวได้เร็ว แอ๊บบอตฯ จึงมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโปรตีน วิตามิน และพลังงานอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ”

นายแพททย์วันฉัตร ชินสุวาเทย์ ผู้อำนวยการกองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าในส่วนของกรมอนามัยได้จัดทำแนวทางการส่งเสริมสุขภาพกล้ามเนื้อในผู้สูงวัย โดยออกแบบกิจกรรมที่สามารถปฏิบัติได้จริง เช่น การทดสอบลุก-นั่ง 5 ครั้ง และแบบฝึก “ยืน เดิน ยกขา” พร้อมเผยแพร่ผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขและอาสาสมัคร  อสม. ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ภายในงานมีกิจกรรมให้ประชาชนได้ร่วมกิจกรรมากมาย อาทิ การเสวนาด้านสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น คู่มือกล้ามเนื้อแข็งแรง: การคัดกรองและการดูแลกล้ามเนื้อด้วยตนเอง วิธีออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้ออย่างถูกต้อง…ป้องกันภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย การจัดสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัย… สูงวัยไม่ล้ม เป็นต้น การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กิจกรรมสาธิต การออกบูธ การคัดกรองภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย พร้อมคำแนะนำการดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อจากภาคีเครือข่าย ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ในระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2568 ณ โถงอาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ชั้น 1 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-419-7287 และสามารถรับชมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook : Sirirajpr หรือ Facebook : เครือข่ายผู้สนใจและผู้ดูแลฯ 

ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นมา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และภาคีเครือข่ายได้ดำเนินการประชุมผู้เชี่ยวชาญภายใต้บันทึกความร่วมมือด้านการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ (ICOPE Thailand) เพื่อพัฒนาแนวทางส่งเสริมการดูแลตนเองในการป้องกันภาวะสูญเสียกล้ามเนื้อ หรือ มวลกล้ามเนื้อน้อย โดยมีข้อเสนอสำคัญในระดับชาติ ได้แก่ ส่งเสริมการประเมินกล้ามเนื้อที่เหมาะสมทั้งในเขตเมืองและชนบท , ขยายองค์ความรู้เรื่องสุขภาพกล้ามเนื้อไปยังบุคลากรสาธารณสุขและประชาชน , พัฒนาและผลักดันแนวทางเวชปฏิบัติระดับประเทศ และสนับสนุนงบประมาณเฉพาะด้านการป้องกันและดูแลภาวะสูญเสียกล้ามเนื้อ หรือ มวลกล้ามเนื้อน้อย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-419-7287 ข้อมูลเพิ่มเติม Facebook : Sirirajpr หรือ Facebook : เครือข่ายผู้สนใจและผู้ดูแลฯ

พม. ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ แถลงข่าวงานวันสตรีไทย 2568 ชู “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน”

พม. ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ แถลงข่าวงานวันสตรีไทย 2568 ชู “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน”

พม. ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ แถลงข่าวงานวันสตรีไทย 2568 ชู “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน”

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.05 น.

นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) และนางสาวสุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมเป็นประธานงานแถลงข่าวงาน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีนางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวคณะผู้บริหารของกระทรวง พม. และสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ  สื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพฯ

นายอนุกูล กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดงานวันสตรีไทย ตั้งแต่ปี 2548 อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาที่คุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้วันที่ 1 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันสตรีไทย รวมทั้งได้พระราชทานแนวพระราชดำริหน้าที่สำคัญเบื้องต้นของสตรีไทย 4 ประการ คือ พึงทำหน้าที่ของแม่ให้สมบูรณ์ พึงทำหน้าที่ของแม่บ้านให้ดี พึงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นสตรีไทย และพึงฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น นอกจากแนวพระราชดำริแล้ว ยังพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ “ดอกกล้วยไม้ คัทลียา ควีนสิริกิติ์” เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำวันสตรีไทย 

ทั้งนี้ กระทรวง พม. โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันเครอบครัว , สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ จึงร่วมกันจัดงาน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 93 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 47 พรรษา ในวันที่ 3 มิถุนายน 2568 ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568” ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยพระองค์ท่านจะพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ และเข็มเชิดชูเกียรติแก่สตรีไทยดีเด่น จำนวน 154 ราย

นอกจากนี้ ภายในงาน มีการจัดนิทรรศการสำคัญของกระทรวง พม. ได้แก่ การนำเสนอภารกิจและนโยบายสำคัญที่มีการต่อยอดพระราชปณิธานด้านสตรี , ครอบครัว , การเสริมพลังสตรี และการส่งเสริมความเสมอภาค อาทิ นโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร และ พันธกิจสำคัญ (Flagship Projects) 9 ด้าน เพื่อให้สตรีไทยและคนไทยทุกคนมีความมั่นคงในชีวิตและสวัสดิการที่เหมาะสม ซึ่งครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทั้งเด็ก สตรี ครอบครัว ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเปราะบาง ,  การจำลองการทำงานของสายด่วน พม. โทร. 1300 มีทุกข์ พบปัญหา โทรมาที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม ที่เป็นศูนย์กลางการดูแลช่วยเหลือรอบด้านอย่างต่อเนื่องของศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) หรือ HuSEC พร้อมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) ของทีมสหวิชาชีพ , การจำลองการทำงานของศูนย์บริหารการดูแลกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ (ศบปภ.) ในสถานการณ์ภัยพิบัติ เพื่อเข้าไปดูแล ช่วยเหลือ และเยียวยากลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติเชิงรุกและครอบคลุมทุกมิติ ภายใต้หลักการ “พม. หนึ่งเดียว” , การจำลองการทำงานของ Family Line ระบบเพื่อนครอบครัว แพลตฟอร์มที่ให้คำปรึกษาแก่ประชาชนและครอบครัว โดยผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงระบบกับภาคีเครือข่าย อีกทั้งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้สำหรับครอบครัวบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และ โครงการเพื่อสตรีโดยเฉพาะโครงการ “Pink Box ของขวัญสร้างแรงบันดาลใจ แทนความห่วงใย เพื่อสตรีไทยมั่นคง” เป็นกล่องของขวัญที่บรรจุด้วยสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันและการดูแลสุขอนามัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับสตรีกลุ่มผู้เปราะบาง 

นางสาวสุกัญญา กล่าวว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงวิริยะอุตสาหะ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ หลากหลายด้าน ทรงเป็นต้นแบบให้กับสตรีไทยทั่วประเทศ ทั้งด้านการศึกษา การส่งเสริมอาชีพ ศิลปวัฒนธรรม และด้านอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อพสกนิกรไทยมาโดยตลอด สตรีไทยทุกคนจึงพร้อมใจที่จะน้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้ในการดำเนินชีวิต และพร้อมใจร่วมสืบสาน รักษา และต่อยอดสิ่งที่พระองค์ท่านได้ริเริ่มไว้ จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568” ซึ่งมีการคัดเลือกสตรีไทยดีเด่นเหมือนเช่นทุกปี เป็นสตรีไทยที่มีความพร้อมตามเกณฑ์คุณสมบัติ อาทิ ต้องเป็นสตรีไทยที่มีอายุ 40 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีความสำเร็จในอาชีพหน้าที่การงาน สร้างชื่อเสียงเกียรติคุณ เป็นที่ยอมรับในสังคมโดยรวม มีจิตอาสา ช่วยเหลือผู้อื่นจนเป็นที่ประจักษ์ เป็นผู้นำ ผู้ริเริ่มในการจัดโครงการหรือกิจกรรมใดๆ ที่ส่งเสริมองค์กรสตรี ซึ่งต้องมีคุณสมบัติที่ประกอบกันครบถ้วนทุกด้าน และในปี 2568 มีสตรีไทยดีเด่นจำนวน 154 ท่าน แบ่งเป็นประเภทสรรหา 10 ท่าน ประเภทองค์กร 89 ท่าน และประเภทจังหวัด 55 ท่าน

นางสาวสุกัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานวันสตรีไทยแล้ว ยังมีริ้วขบวนอัญเชิญเทียนที่สวยงาม และพระองค์ท่านจะทรงจุดเทียนเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568 รวมถึงพระราชทานพระราชดำรัสเนื่องในวันสตรีไทย ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ นอกจากนี้ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ยังจัดนิทรรศการสำคัญ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เกี่ยวกับแนวพระราชดำริหน้าที่สำคัญของสตรีไทย 4 ประการ และชุดไทยพระราชนิยม 8 ชุด ซึ่งทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ยื่นเรื่องไปยังยูเนสโก้ เพื่อขอให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ,  นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เกี่ยวกับพระปรีชาสามารถรอบด้านที่ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงบ่าเคียงไหล่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นต้นแบบให้กับสตรีไทยยุคใหม่ และการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง , นิทรรศการสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2568 , นิทรรศการจากตัวแทนเครือข่ายสตรี 4 ภาค โดยจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสมัยใหม่ และ นิทรรศการมีชีวิต ด้วยการจำลองบรรยากาศให้เสมือนอยู่ในบ้านเรือนไทยที่มีวิถีชีวิตของหญิงไทย ประกอบด้วย 1) เรือนครัว สืบสานอาหารของหวานไทย 2)  ใต้ถุนเรือน สืบสานการทอผ้าไทย มีการสาธิตการทอผ้าจากกลุ่มผ้าไหมบ้านนาหว้า จังหวัดนครพนม และกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นหนึ่งในครูช่างทอ “4 ทหารเสือราชินี” แห่งวงการผ้าไหม 3) ชานแดด จำลองการแสดงโขนผู้หญิง 4) เรือนนอน สาธิตการแกะสลักงานจากสตรี  5) ชานร่ม ต่อยอดหัตถกรรมไทย “หัตถกรรมสตรีรักษ์โลก ECO LADY” และ  6) หน้าต่างเรือน นำเสนอหน้าต่างเปิดสู่อนาคตของสตรีไทยยุคใหม่ 

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมรับชมบรรยากาศ “วันสตรีไทย ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน” ผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

ลูกเสือมอบจอบเสียมให้ทหารชายแดน ทำ “สนามเพลาะสวนครัว”

ลูกเสือมอบจอบเสียมให้ทหารชายแดน ทำ

ลูกเสือมอบจอบเสียมให้ทหารชายแดน ทำ “สนามเพลาะสวนครัว”

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

พันโท สามารถ แก้วสีไว ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 23 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี  อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์  รับมอบจอบ เสียม และเมล็ดพันธ์พืช จาก ดร.อาทร จันทวิมล  ประธาน มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย เพื่อจัดทำ“สนามเพลาะสวนครัว“ สำหรับใช้เป็นเสบียงรบยามจำเป็น

ศูนย์คุณธรรม ปิดโครงการ “ผู้นำหัวใจคุณธรรม รุ่นที่ 2” ดันสังคมไทยสู่ความยั่งยืน ด้วยพลังความดีจาก 5 เครือข่ายภาคส่วน

ศูนย์คุณธรรม ปิดโครงการ “ผู้นำหัวใจคุณธรรม รุ่นที่ 2”  ดันสังคมไทยสู่ความยั่งยืน ด้วยพลังความดีจาก 5 เครือข่ายภาคส่วน

ศูนย์คุณธรรม ปิดโครงการ “ผู้นำหัวใจคุณธรรม รุ่นที่ 2” ดันสังคมไทยสู่ความยั่งยืน ด้วยพลังความดีจาก 5 เครือข่ายภาคส่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โดยสถาบันวิทยาการคุณธรรม (Moral Academy) จัดพิธีปิดโครงการ “พัฒนาเครือข่ายคุณธรรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รุ่นที่ 2 (MLC2)” ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สีลม กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวให้โอวาท และมอบเกียรติบัตรแก่ผู้นำทั้ง 31 ท่าน จาก 31 องค์กรชั้นนำของประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า โครงการ MLC2 มุ่งพัฒนา “ชุมชนผู้นำหัวใจคุณธรรม” จาก 5 เครือข่ายภาคส่วน ได้แก่ 1) ภาครัฐ/ รัฐวิสาหกิจ 2) ภาคธุรกิจเอกชน 3) ภาคชุมชน/ ประชาสังคม 4) ภาคสื่อมวลชน และ 5) ภาคสถาบันการศึกษา โดยใช้แนวทางการทำงานข้ามเครือข่าย เพื่อร่วมกันออกแบบนวัตกรรมทางสังคมบนฐานของคุณธรรม น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิด “Reduction of Inequalities in Thai Society” หรือ “ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย” เป็นกรอบแนวทางการพัฒนา โดยโครงการฯ ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม ถึง 23 กรกฎาคม 2568 รวมกิจกรรมการเรียนรู้ 9 ครั้ง ทั้งการบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องปฏิบัติการ (Moral Innovation Lab) การศึกษาดูงาน และการระดมสมองร่วมกันออกแบบแนวทางส่งเสริมคุณธรรมที่จับต้องได้ เพื่อขับเคลื่อนคุณธรรมในระดับพื้นที่และเชิงนโยบาย และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่สังคม

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อผู้เข้าร่วมอบรม พร้อมย้ำถึงพลังของความสามัคคีในการสร้างสรรค์งาน และเน้นย้ำบทบาทของ “ผู้นำคุณธรรม” ที่เป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยกล่าวว่า “แม้ระยะเวลาในโครงการจะสั้น แต่ความตั้งใจร่วมกันของทุกท่านคือแรงผลักดันสำคัญ ที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายแห่งความยั่งยืน”

ด้าน คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม ได้กล่าวแสดงความชื่นชมต่อความทุ่มเทของผู้นำทั้ง 31 คน และขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมผลักดันโครงการให้บรรลุเป้าหมาย พร้อมหวังว่าแนวคิดและผลงานจากโครงการนี้ จะสามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาเชิงนโยบาย และเป็นต้นแบบของความดีที่ขยายผลได้ในวงกว้าง

“โครงการพัฒนาเครือข่ายคุณธรรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รุ่นที่ 2” หรือ MLC2 จัดโดย สถาบันวิทยาการคุณธรรม ศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) ถือเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนสังคมด้วยพลังคุณธรรมในรูปแบบ Cross-Sector Collaboration ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติด้วยกระบวนการพัฒนาทักษะเชิงคุณธรรมควบคู่ความรู้ร่วมสมัย เสริมสร้างผู้นำยุคใหม่ที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมสร้างเครือข่าย Cross-Sector Alliance ที่ยั่งยืน ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เข้าร่วมจะได้รับการพัฒนาศักยภาพผ่านกิจกรรมเชิงลึกในประเด็น “เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม” พร้อมเป้าหมายสร้าง “นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ” ที่สามารถขยายผลได้จริงในระดับนโยบายและพื้นที่ เพื่อมุ่งสู่สังคมไทยที่มีคุณธรรมและความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยเกิดนวัตกรรมที่เป็นผลิตผลของ MLC รุ่นที่ 2 คือ“โครงการ 60+ มีงานทำ” สร้างงาน สร้างคุณค่า สู่เศรษฐกิจใหม่ เพราะประสบการณ์มีค่า ไม่ควรปล่อยให้สูญเปล่า ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวโครงการฯ ในเดือนตุลาคม 2568 นี้

ศูนย์คุณธรรมคาดหวังว่า ชุมชนผู้นำคุณธรรมวิถียั่งยืนที่เกิดขึ้นจากโครงการ MLC2 นี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และเปี่ยมด้วยคุณธรรม ส่งต่อแนวทางแห่งความดีจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป

คุณแหน : 24 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 24 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 24 กรกฎาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568  “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน” พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  จัดโดย สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ  ที่มี สุกัญญา ประจวบเหมาะ เป็นประธานฯ ร่วมกับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วันที่  1 ส.ค.16.00 น. ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ..
  • ยินดีกับ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ประเภทบุคคล จากศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)..๐๐
  • กฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล  บินไปร่วมงานรับปริญญาตรีของลูกสาวคนเล็ก  ภูริษา มหาดำรงค์กุล สวยด้วย เก่งด้วย รับปริญญาตรีเกียรตินิยม ด้าน Media Communications ที่ University of the Arts London..
  • ข่าวดี ศ.ดร.ดาราพร ถิระวัฒน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการผู้เชี่ยวชาญ (ด้านกฎหมายการแพทย์) ในคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 4 ของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล..๐๐
  • สภาสังคมสงเคราะห์ฯ โดย ร.ต.ท. ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาฯ และคณะกรรมการ จัดพิธีสถาปนา “มูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อแม่ของแผ่นดิน” ตามเจตนารมณ์ของ พลตรีหญิง คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ อดีตประธานสภาฯ  พร้อมงาน Congratulation Party แสดงความยินดีกับ แม่ลูกผูกพัน พร้อมชมการแสดงจากศิลปินลูกกตัญญูและแม่ดีเด่นแห่งชาติ นันทิดา แก้วบัวสาย,บีม-กวี(D2B), หนึ่ง จักรวาล,น้าโย่ง-น้าพวง-น้านงค์,แซ็ค ชุมแพ,ชาล็อต ออสติน,น้ำเพชร นางเอกลิเก,ป๊ายปาย โอริโอ้,อ้อน ลัคนา,นนทิยา จิวบางป่า,ผิงผิง สรวีย์ 12 ส.ค.13.30 น.ห้องรอยัลจูบิลี่ อิมแพค เมืองทองธานี สอบถาม  โทร.085-4122462..
  • สุนันต์ อรุณนพรัตน์ นายกสมาพันธ์สมาคมศิษย์เก่าคณะเซนต์คาเบรียลฯ และคณะ เสียใจในจากไปของ ภราดา ดร.ศักดา สกนธวัฒน์ อธิการเจ้าคณะเซนต์คาเบรียลแขวงประเทศไทย ประธานมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย..
  • “สมัยพุทธกาล นักบวชต่างศาสนา สูญเสียลาภสักการะ จึงใช้แผน  นารีพิฆาต ทำลายความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธองค์ ปัจจุบัน นารีไม่ได้รับงานใครมาทำลายศาสนา แต่เข้าหานักบวชรวย เป้าหมายรีดทรัพย์…” เป็นส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยายเรื่อง “นารีพิฆาต จากพุทธกาลถึงรัตนโกสินทร์” โดย พระอาจารย์ชายกลาง อภิญโณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก  จัดโดย  ศปท.โครงการปฎิบัติธรรมนำสุข ทุกวันพุธ..

น้อง

‘ฟูจิฟิล์ม’ ยกระดับการผ่าตัดด้วยนวัตกรรมระบบส่องกล้องทางเดินอาหารยุคใหม่

‘ฟูจิฟิล์ม’ ยกระดับการผ่าตัดด้วยนวัตกรรมระบบส่องกล้องทางเดินอาหารยุคใหม่

‘ฟูจิฟิล์ม’ ยกระดับการผ่าตัดด้วยนวัตกรรมระบบส่องกล้องทางเดินอาหารยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ายกระดับการวินิจฉัยของแพทย์และรักษาผู้ป่วยด้วยนวัตกรรมสุขภาพครบวงจรอย่างต่อเนื่อง  เปิดตัวเครื่องประมวลสัญญาณภาพและกำเนิดแสงระบบวิดีทัศน์แบบคมชัดสูง ELUXEO® 8000 และกล้องส่องกระเพาะอาหารรุ่น 800 Series ครั้งแรกในประเทศไทย ในงานประชุมวิชาการราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 50 (RCST 2025) โดยจัดขึ้นร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้หัวข้อ “RCST Half Century: The Changing Landscape of Surgery” เพื่อชูนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการแพทย์ศัลยกรรม สะท้อนการพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยี การรักษา และวิชาชีพศัลยแพทย์ พร้อมเฉลิมฉลองครบรอบครึ่งศตวรรษของการก่อตั้งราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย

นวัตกรรมทั้งสองของฟูจิฟิล์ม ออกแบบมาเพื่อยกระดับศักยภาพของศัลยแพทย์และแพทย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหารและตับทั่วประเทศ ทั้งในด้านการวินิจฉัยและการส่องกล้องเพื่อรักษาขั้นสูง (Advanced Therapeutic Endoscopy) โดย ELUXEO® 8000 จะยกระดับการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารและตับให้แม่นยำยิ่งกว่าเดิม ขยายขีดความสามารถด้าน Therapeutic Endoscopy ด้วยโหมด ACI (Amber-Red Color Imaging) ใหม่ที่ช่วยให้การทำหัตถการมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น อีกทั้ง ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยรอยโรคหรือความผิดปกติได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีของผู้ป่วยโรคทางเดินอาหารซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบเยื่อบุภายในอย่างละเอียด เช่น กลุ่มผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อ, รอยโรคก่อนพัฒนาเป็นมะเร็ง หรือ มะเร็งระยะเริ่มต้นที่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ และไส้ตรง

นอกจากนี้ ยังมีโหมด ACI (Amber-Red Color Imaging) ใหม่ ช่วยให้มองเห็น Blood Flow ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพิ่มความแม่นยำในการห้ามเลือด โดยเฉพาะการรักษาแบบ Third-Space Endoscopy เช่น การตัดเลาะติ่งเนื้อขนาดใหญ่ในระบบทางเดินอาหาร หรือ ESD (Endoscopic Submucosal Dissection) ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการรักษามะเร็งระยะเริ่มต้นโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เนื่องจาก ACI ช่วยเพิ่มความแตกต่างระหว่างชั้น Submucosa, Muscularis และ Blood Vessel ได้อย่างชัดเจน จึงลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากหัตถการ เช่น ภาวะเลือดออก ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมากทั้งในแง่ของผลลัพธ์ทางคลินิกและความปลอดภัยของผู้ป่วย

นอกจากนี้ ฟูจิฟิล์ม ยังได้เสริมประสิทธิภาพการทำงานให้สมบูรณ์แบบด้วยการเปิดตัวกล้องส่องกระเพาะอาหารรุ่น 800 Series ที่มาพร้อมนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานในหัตถการอันท้าทายของแพทย์ ด้วยเซนเซอร์ CMOS รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ช่วยเพิ่มความละเอียดและลดสัญญาณรบกวน ทำให้ได้คุณภาพภาพที่เหนือกว่า และเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นในตำแหน่งที่เข้าถึงยาก เช่น Duodenum และ Stomach-cardia ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ปลายกล้อ ยังมีช่องสำหรับใส่อุปกรณ์ในการทำหัตถการขนาดใหญ่ขึ้นจาก 2.8 มิลลิเมตรเป็น 3.2 มิลลิเมตร ทำให้รองรับการทำหัตถการที่ต้องใช้อุปกรณ์เพื่อใช้ในการรักษาได้ดียิ่งขึ้น เมื่อ ELUXEO® 8000 ทำงานร่วมกับ 800 Series จึงมอบภาพที่คมชัด และสว่างที่สุดที่ฟูจิฟิล์มเคยมีมา ที่สำคัญคือลดขั้นตอนในการต้องเปลี่ยนกล้องจากขั้นตอนวินิจฉัยไปเป็นการรักษา เนื่องจากเทคโนโลยีของกล้องรุ่นใหม่สามารถทำการวินิจฉัยและทำหัตถการเพื่อการรักษาได้โดยกล้องตัวเดียวกัน

มร. โซ มารูโอะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว ELUXEO® 8000 และกล้องส่องกระเพาะอาหารรุ่น 800 Series ในงาน RCST 2025 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของฟูจิฟิล์ม ในการสนับสนุนศัลยแพทย์ไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยีส่องกล้องระดับโลก พร้อมเสริมศักยภาพโรงพยาบาลในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคทางเดินอาหารอย่างแม่นยำ และปลอดภัย นอกจากการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ ฟูจิฟิล์ม ยังเดินหน้าพันธกิจเพื่อสังคมภายใต้จุดมุ่งหมาย ‘แต่งแต้มรอยยิ้มให้โลกของเรา’ พร้อมมุ่งมั่นทำให้ประชาชนได้เข้าถึงระบบสุขภาพคุณภาพสูงอย่างทั่วถึง ผ่านนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษา ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพ”

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าอย่างเร่งด่วน ‘เด็กไทย (ไม่) ไร้ตัวตน’ เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและความเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐาน

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าอย่างเร่งด่วน ‘เด็กไทย (ไม่) ไร้ตัวตน’  เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและความเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐาน

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าอย่างเร่งด่วน ‘เด็กไทย (ไม่) ไร้ตัวตน’ เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและความเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มีข้อมูลจาก องค์การสหประชาชาติ (UN) ชี้ให้เห็นว่า ประชากรโลกมีกว่า 8,000 ล้านคน ในปัจจุบัน แต่ยังมีอีกนับล้านที่ “ไม่มีสถานะทางกฎหมาย” โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน และเช่นเดียวกัน สถานการณ์ในประเทศไทย ก็มีข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย ณ ปี 2567 ที่ระบุว่า จำนวนมากกว่า 587,000 คน ที่ประสบปัญหาไร้สัญชาติ และที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร โดยในจำนวนนี้เป็น เด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง กว่า 300,000 คน ที่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ ซึ่งตัวเลขนี้สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจากบังกลาเทศและไอวอรี่โคสต์)

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลถึงจุดยืนและการดำเนินงานตามแผนนโยบายของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ว่า  “ในฐานะที่เราเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงาน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนที่ยากไร้ เราตระหนักถึงปัญหา พร้อมเร่งดำเนินงานอย่างต่อเนื่องกับกลุ่มเด็กเปราะบาง กลุ่มชาติพันธุ์ชายขอบในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและตะวันตก เช่น เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรกลุ่มเปราะบางจำนวนมาก ด้วยปณิธานและพันธกิจของมูลนิธิศุภนิมิตฯ กับบทบาทในการปกป้องคุ้มครองเด็ก ด้านสุขภาพและสิทธิ ในกลุ่มประชากรข้ามชาติและชาติพันธุ์  ให้ได้มีโอกาสและสิทธิเท่าเทียมเช่นเดียวกับเด็กไทยคนอื่นๆ เราจึงเดินหน้าพร้อมมีเป้าหมายที่ปรารถนาให้เด็กทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ได้รับการศึกษา ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ตามหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กลุ่มนักเรียนรหัส G (Guest หรือ Group without nationality) น้องๆ สามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ตามกฎหมาย แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานหรือบริการอื่นๆ ของรัฐได้ เช่น สิทธิการรักษาพยาบาล การเข้าถึงกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)  เป็นต้น

รสลิน โกแวร์

ในปี 2567 เราขยายการทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก ภายใต้ โครงการนำร่องเด็กไร้สัญชาติให้เข้าถึงสถานะทางกฎหมายและระบบบริการของรัฐ เราจึงริเริ่มพัฒนาภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน จิตอาสาและภาคประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มนักเรียนรหัส G ในอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประชุม เพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนาแผนการทำงานกับภาคีเครือข่าย การอบรมพัฒนาศักยภาพ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในประเด็นนี้ แนวทางแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมาย การฝึกปฏิบัติกรอกแบบสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือ(แบบ 89) และ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์อื่น ๆ อีกมากมาย รวมไปถึง การจัดหน่วยบริการเชิงรุกในสถานศึกษา โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อจัดกระบวนการสืบข้อเท็จจริงและหารือแนวทางแก้ไขสถานะบุคคลของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสนับสนุนการยื่นคำขอสถานะทางทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนดได้อย่างถูกต้อง พร้อมถอดบทเรียน สะท้อนการทำงาน และพัฒนาการทำงานร่วมกันให้เข้มแข็งขึ้น 

หลินฟ้า อุปัชฌาย์

ผลจากการดำเนินโครงการนำร่องฯ ดังกล่าว สามารถสนับสนุนการคัดกรองเด็ก จำนวน 127 คน ซึ่งส่งผลให้เด็ก 3 คนได้รับสถานะทางกฎหมาย รวมถึงเด็ก 4 คนและผู้ใหญ่ 1 คนได้รับสัญชาติไทย ความสำเร็จที่ได้รับมานี้ สะท้อนให้เห็นความร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดีของมูลนิธิศุภนิมิตฯ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ที่ให้ความสำคัญกับเด็กกลุ่มเปราะบางกลุ่มนี้    อย่างไรก็ตาม เราไม่เพียงแต่มุ่งให้เด็กได้รับสิทธิที่พึงจะได้รับตามกฎหมาย แต่รวมถึงโอกาสการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะได้รับ รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาการตามช่วงวัยเพื่อการเจริญเติบโตและการเรียนรู้ของเด็กในทุกด้าน ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของเด็กทุกคน ทั้งนี้ เรายังคงมุ่งมั่นต่อยอดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อคุณภาพชีวิตของเด็กกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปอีกด้วย”

ขณะเดียวกัน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ก็ยังคงเดินหน้าขยายผลอย่างต่อเนื่องในปี 2568 กับ โครงการพัฒนาสถานะบุคคลและสิทธิสำหรับเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อสนับสนุนเด็กเปราะบางในอีก 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ (พื้นที่ อ.ฝาง อ.เวียงแหง อ.แม่อาย)  จังหวัดแม่ฮ่องสอน (พื้นที่ อ.ปาย อ.ปางมะผ้า อ.เมือง อ.ขุนยวม) จังหวัดสระแก้ว (พื้นที่ อ.อรัญประเทศ อ.ตาพระยา อ.โคกสูง) ซึ่ง นางสาวหลินฟ้า อุปัชฌาย์ ผู้จัดการด้านผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายถิ่นฐาน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ขยายความถึงเป้าหมายและเหตุผลที่เลือกดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าว

 “เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีกลุ่มเครือข่าย หรือมีการดำเนินงานเกี่ยวกับปัญหาคนไร้สัญชาติน้อย ทีมงานของเราจะเข้าไปโดยมีเป้าหมายในการให้ความช่วยเด็กที่มีสถานะรหัส G ให้ได้รับหมายเลขประจำตัว 13 หลัก โดยตั้งเป้าว่าจะมีผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้เข้าถึงผ่านโครงการนี้ ประมาณ 5,000 คน ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ 3,000 คน แม่ฮ่องสอน 1,000 คน และสระแก้ว 1,000 คน ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก คือ สรรหาอาสาสมัคร เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ส่งเสริมความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการแจ้งเกิดและการพัฒนาสถานะทางกฎหมายให้กับสมาชิกในชุมชน แสวงหาและพัฒนาความร่วมมือ ในรูปแบบของหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม การอาศัยทีมลงทะเบียนเคลื่อนที่แบบ บูรณาการ เพื่อลดภาระงานของเจ้าหน้าที่อำเภอ รวมถึงบรรเทาอุปสรรคด้านการเดินทาง เพื่อเร่งกระบวนการ ให้ได้รับการแก้ไขปัญหาของเด็กที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางอย่างเร่งด่วนที่สุด ซึ่งโครงการดังกล่าว เราได้เริ่มดำเนินการไปแล้วกว่า 40%” นางสาวหลินฟ้า กล่าว.

แม้เศรษฐกิจ หรือเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลเพียงใด แต่ยังมี “เด็กไทยกลุ่มเปราะบางอีกจำนวนไม่น้อย” ที่ยังต้องการโอกาส เพียงเพราะพวกเขาถูกจำกัดด้วยคำว่า “ไม่มี” ใน “สิทธิ์” ที่เด็กไทยทุกคนพึงมีอย่างเท่าเทียมกัน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ในฐานะองค์กรภาคประชาสังคม จึงมุ่งมั่นต่อยอดความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับทุกภาคส่วน เพื่อเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวที่เปราะบาง เพราะเด็กทุกคนควรมีสิทธิในสัญชาติ ได้รับการคุ้มครอง และเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง และสามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่

อัพเดตความเคลื่อนไหวการทำงานของมูลนิธิศุภนิมิตได้ที่ http://www.worldvision.or.th, FB: https://www.facebook.com/worldvisionthailand,   IG: https://www.instagram.com/worldvision_thailand และ

Youtube: https://www.youtube.com/@worldvisionthailand-wvft

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย มอบกล้องวงจรปิดให้ทหารพรานที่ 12

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย มอบกล้องวงจรปิดให้ทหารพรานที่ 12

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย มอบกล้องวงจรปิดให้ทหารพรานที่ 12

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.40 น.

พันเอกเมธี คำเต็ม ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 12 อรัญญประเทศ รับมอบกล้องวงจรปิด cctv ชนิดไร้สายโซล่ารเซลล์ 4G 64 GB. จำนวน 3 ชุด จาก ดร. อาทร จันทวิมล ประธานมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย  เพื่อติดตั้งบริเวณเส้นทางธรรมชาติสู่กรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 22 ก.ค 2568  

พิธีบวงสรวงเทพยดาครูอาจารย์และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ การจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

พิธีบวงสรวงเทพยดาครูอาจารย์และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ การจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

พิธีบวงสรวงเทพยดาครูอาจารย์และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ การจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

พันโท สมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวัง และรองประธานกรรมการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธีบวงสรวงเทพยดาครูอาจารย์และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ณ อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดย​เมื่อเวลา 08.45 น. วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2568 ณ อาคารเรียนรู้เรื่องโขน ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พันโท สมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวังและรองประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธีบวงสรวงเทพยดา ครูอาจารย์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อบอกกล่าวขออนุญาตเทพยดาครูอาจารย์ให้ช่วยเปิดทาง ปกป้องคุ้มครองและอำนวยพรให้การจัดสร้างฉากโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอนสัตยาพาลี เป็นไปอย่างราบรื่นอย่างสม บูรณ์แบบ จากนั้นเวลา 10.00 น. เริ่มพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อคณะดำเนินงาน นักแสดงและผู้เข้าร่วมพิธีด้วย

ในปี 2568 นี้ นับเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยอีกวาระหนึ่ง เนื่องในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระ ชนมพรรษา 93 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2568 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงร่วมเฉลิมฉลองโอกาสมหามงคลนี้ ด้วยการจัดการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ขึ้น ในระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

 “สัตยาพาลี” เป็นเรื่องราวของพญาพาลีกษัตริย์วานรเมืองขีดขิน ที่เสียสัจจะเพราะความหลงผิด แต่ภายหลังมีความสำนึกผิดในสัจจะ ผลของการเสียสัตย์ของพาลีนำพาเข้าสู่เรื่องราวมากมาย ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ความพิเศษของฉากจะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหนนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” เริ่มเปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ที่ไทยทิคเก็ตเม เจอร์

สำหรับอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน เป็นแหล่งรวมเรื่องราวของโขน นาฏกรรมชั้นสูงของไทย ที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก ภายในจัดแสดงอย่างครอบคลุมตั้งแต่ประวัติความเป็นมาอันยาวนานไปจนถึงขั้นตอนการจัดสร้างเครื่องแต่งกายและหัวโขนที่สะท้อนความประณีตของช่างฝีมือไทย นอกจากนี้ยังมีจุดไฮไลท์สำคัญของนิทรรศการแสดงโขน ฉากจำลองการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ถูกจัดแสดงขึ้นอย่างงดงามและสมจริงซึ่งเป็นฉากสำคัญไม่ว่าจะเป็นฉากท้องพระโรงกรุงลงกา สำหรับฉากที่จะเห็นได้ชัด ของท้องพระโรงกรุงลงกา คือ ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ เป็นต้น ฉากต่อมาคือฉากหนุมานอมพลับพลา ซึ่งอยู่ในตอนศึกมัยราพณ์ และฉากหนุมานเนรมิตกาย ตอนสืบมรรคา ทำให้ผู้เข้าชมสามารถจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่และความสง่างามของการแสดงโขนที่จัดขึ้นในวาระพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ศิลปะโขน ให้กลับมารุ่งเรืองและเป็นมรดกอันล้ำค่าให้ยังคงอยู่สืบไป อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมโดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำบรรยายและพาเที่ยวชมตามจุดต่างๆ ในระหว่างวันพุธ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.30 น.- 16.00 น. โทร.035-352-991 

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้จัดการแสดงโขนเพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ชื่นชมความงดงามของศิลปะดั้งเดิมของไทยหลากหลายแขนงในการแสดงโขน โดยสิ่งที่เป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงาน คือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน” นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระ ทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์ อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดอยู่อีกนานเท่านาน

ความพิเศษของโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้รวบรวมองค์ความรู้จากครูผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา ทั้งโขน ละคร ดนตรี คีตศิลป์ ร่วมกันทำงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ ทุกขั้นตอนทำด้วยความประณีต การแสดงจึงออกมางดงาม โดยนักแสดงที่ผ่านการคัดเลือกและได้ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญจากครูผู้เชี่ยวชาญ เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสฝึกฝีมือและได้มีโอกาสแสดงความสามารถตามที่ถนัด อีกทั้งเพื่อเป็น การส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้ร่วมรักษาและสืบสานศิลปะการแสดงโขน สมดังพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงสืบไป 

สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สัตยาพาลี กำหนดเปิดการแสดงในระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เริ่มเปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ สอบถามรายละ เอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : Khon Performance โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในปลายทางสำคัญสำหรับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน และ แรงงานกัมพูชา ถือเป็นกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลายภาคส่วน บทความนี้จะเจาะลึกสถานการณ์แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจถึงจำนวน อาชีพ ถิ่นที่อยู่ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากแรงงานกลุ่มนี้เดินทางกลับประเทศ

จำนวนและสถานะของแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

ในปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2567-2568) มีแรงงานกัมพูชาที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยประมาณ 1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังไม่รวมแรงงานที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจมีจำนวนใกล้เคียงกัน ทำให้คาดการณ์ได้ว่า มีแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยรวมกันไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน แรงงานเหล่านี้เข้ามาในไทยหลายรูปแบบ ทั้งแบบใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 64 หรือผู้ติดตามครอบครัว

อาชีพและแหล่งที่อยู่อาศัยหลัก

แรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานที่คนไทยไม่นิยมทำ อาชีพหลักที่พบได้แก่:

ภาคก่อสร้าง: เป็นภาคที่พึ่งพาแรงงานกัมพูชาอย่างมาก ตั้งแต่การก่อสร้างอาคารสูง ที่พักอาศัย ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

ภาคเกษตรกรรม: โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง เช่น การปลูกผัก ผลไม้ และการทำประมง

ภาคบริการ: เช่น งานบ้าน ผู้ช่วยร้านอาหาร หรือพนักงานในธุรกิจขนาดเล็ก

ภาคอุตสาหกรรม: เช่น โรงงานแปรรูปอาหาร โรงงานผลิตเสื้อผ้า และโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

แรงงานเหล่านี้มักอาศัยอยู่ในแหล่งชุมชนใกล้สถานประกอบการ หรือตามแคมป์คนงานที่นายจ้างจัดหาให้ จังหวัดที่มีแรงงานกัมพูชาหนาแน่น ได้แก่ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ผลกระทบต่อไทยหากแรงงานกัมพูชากลับประเทศ

เมื่อไม่นานมานี้ มีกระแสข่าวเรื่องการเรียกร้องให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศโดยผู้นำกัมพูชา หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบเช่น

ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน: โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างและเกษตรกรรม ซึ่งจะส่งผลให้โครงการต่างๆ ชะลอตัวหรือหยุดชะงัก ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

การชะลอตัวของเศรษฐกิจ: ภาคการผลิตและบริการที่ต้องพึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบโดยตรง ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสังคม: หลายครอบครัวในไทยที่พึ่งพาแรงงานกัมพูชาในครัวเรือน หรือในธุรกิจขนาดเล็กจะต้องปรับตัว

หากแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่วนใหญ่จะกลับไปประกอบอาชีพเดิมในประเทศ เช่น การเกษตรกรรม หรือทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่กำลังเติบโตในกัมพูชา

แนวทางการรับมือและทดแทน

แม้ว่าการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ  เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แต่การเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลและผู้ประกอบการควรพิจารณาแนวทางดังนี้:

ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรทดแทนแรงงาน: โดยเฉพาะในงานที่ใช้แรงงานเข้มข้น เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคนในระยะยาว

พัฒนาทักษะแรงงานไทย: ส่งเสริมให้แรงงานไทยเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ตลาดต้องการ เพื่อให้สามารถเข้ามาทดแทนตำแหน่งงานที่แรงงานข้ามชาติเคยทำได้

ปรับปรุงสภาพการจ้างงานและสวัสดิการ: เพื่อดึงดูดและรักษาแรงงานไทยให้เข้ามาทำงานในภาคส่วนที่ยังขาดแคลน

ทบทวนนโยบายการนำเข้าแรงงาน: วางแผนการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้รัดกุมและยั่งยืนยิ่งขึ้น  โดยอาจหาแรงงานจาก ลาว พม่า หรือบังคลาเทศมาทดแทนแรงงานกัมพูชา

การทำความเข้าใจสถานการณ์แรงงานกัมพูชาอย่างรอบด้าน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถวางแผนและรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

โดย สุริยพงศ์