คุยกัน 7 วันหน : จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อโลกเผชิญ ‘สุญญากาศนิวเคลียร์’

คุยกัน 7 วันหน : จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อโลกเผชิญ ‘สุญญากาศนิวเคลียร์’

คุยกัน 7 วันหน : จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อโลกเผชิญ ‘สุญญากาศนิวเคลียร์’

วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบกว่า 50 ปี เพราะนับตั้งแต่เที่ยงคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 ก.พ.) ตามเวลามาตรฐานสากล หรือ 19.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เป็นต้นไป สนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ หรือ NEW START (Strategic Arms Reduction Treaty) ซึ่งเป็นเหมือนปราการด่านสุดท้ายของการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย จะหมดอายุสิ้นสุดการบังคับใช้อย่างเป็นทางการ พูดง่ายๆ ก็คือ สหรัฐฯ และรัสเซีย สองประเทศมหาอำนาจที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์กว่า 80% ของโลก จะไม่มีข้อจำกัดใดๆ เหลืออยู่อีกต่อไป

ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 โลกได้รับรู้ถึงอานุภาพทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์สองลูก ที่เมืองฮิโรชิมะ และนางาซากิ จนญี่ปุ่นต้องขอยอมแพ้จากการทำลายล้างที่สุดแสนจะบรรยาย หากเกิดขึ้นซ้ำอีก คงเป็นครั้งสิ้นสุดมนุษยชาติ

จนเมื่อปี 1969 หรือกว่า 50 ปีก่อน สหรัฐกับสหภาพโซเวียต คู่ศัตรูในยุคสงครามเย็นที่ครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอยู่เกือบทั้งโลก ได้เริ่มเจรจาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์กันหลายรอบ นำไปทำข้อตกลงจำกัดอาวุธเป็นครั้งแรกในปี 1972 ต่อมาได้พัฒนามาเป็น สนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ หรือ START

ปี 2010 บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น และ ดมิทรี เม็ดเวเดฟ ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ร่วมลงนามสนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ใหม่ หรือ New START โลกต่างสรรเสริญกลไกควบคุมอาวุธนิวเคลียร์  ที่มีเนื้อหาหลักให้สองฝ่ายจำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายละ 1,550 หัวรบ และจำกัดระบบส่ง อันหมายถึงขีปนาวุธข้ามทวีป  เรือดำน้ำ และเครื่องบินทิ้งระเบิดไว้ที่ 800 ชุด พร้อมกับมีกลไกตรวจสอบและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ช่วยลดความหวาดระแวงและความเข้าใจผิดเชิงยุทธศาสตร์ New START จึงเรียกได้ว่าเป็นเสาหลักความมั่นคง ช่วยรักษาเสถียรภาพและป้องกันการเผชิญหน้าที่อาจลุกลามเป็นสงครามนิวเคลียร์ จากจุดสูงสุดที่มีอาวุธนิวเคลียร์หลายหมื่นหัวรบลดลงเหลือหลักพัน

สหรัฐฯ และรัสเซียต่ออายุสนธิสัญญา New START ครั้งสุดท้ายในปี 2021 ตามด้วยรัสเซียทำสงครามรุกรานยูเครนในปีถัดมา ทำให้ที่ผ่านมา New START อยู่ในสภาพลูกผีลูกคน เพราะกลไกตรวจสอบหยุดชะงักลง จนกระทั่งผ่านเส้นตายโดยไม่มีการต่ออายุหรือดำเนินการใดๆ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1972 ที่สหรัฐฯ และรัสเซีย ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมายใดๆ ในการจำกัดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ ในเวลาที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงในเวลานี้ แถมด้วยผู้นำที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ อาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธขึ้นอีก เพราะหัวใจของ New START ไม่ใช่แค่การลดจำนวนอาวุธ แต่คือการแลกเปลี่ยนข้อมูล การที่ต่างฝ่ายต่างส่งคนไปตรวจบ้านอีกฝ่ายได้ ช่วยลดความระแวง หากไม่มีระบบนี้ แต่ละประเทศจะเริ่มวางแผนรับมือด้วย  Worst-case scenarios ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดสงครามจากความเข้าใจผิดได้ อย่าลืมว่าในประวัติศาสตร์ ความเข้าใจผิด คือสิ่งที่เกือบทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์มาแล้วหลายครั้ง

ที่ผ่านมา มีสัญญาณบวกของสองฝ่ายออกมาเช่นกัน แต่ยังไม่สอดประสานกัน เมื่อเดือนกันยนยนปีที่แล้ว ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้เสนอขยายเวลา New Start ออกไปอีก 1 ปี แต่ดูเหมือน โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะไม่ตอบรับ เขากล่าวว่าต้องการสนธิสัญญาใหม่ที่ดีกว่าเดิม โดยน่าจะรวมจีนเข้ามาเป็นไตรภาคี เพราะจีนกำลังขยายลังนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาคือ จีนปฏิเสธการเจรจาแบบ 3 ฝ่ายมาโดยตลอด ชี้ว่าป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล เพราะคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีนยังเล็กกว่าสหรัฐฯ และรัสเซียมาก เชื่อว่าจีนมีหัวรบนิวเคลียร์ราว 600 ลูกเท่านั้น เทียบกับสหรัฐฯ และรัสเซียที่มีอยู่ฝ่ายละกว่า 4,000 ลูก

นั่นทำให้รัฐบาลมอสโกประกาศชัดว่า เมื่อสนธิสัญญา New Start  หมดอายุ รัสเซียจะไม่ถูกผูกมัดด้วยข้อจำกัดใดๆ อีกต่อไป แม้จะย้ำว่าจะดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ แต่ก็เตือนว่า พร้อมใช้มาตรการเด็ดขาด หากความมั่นคงของตัวเองถูกคุกคาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในต่างประเทศเตือนว่า รัสเซียมีความได้เปรียบเชิงอุตสาหกรรมกว่าสหรัฐฯ ด้วยสายการผลิตหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้งาน สามารถเพิ่มอาวุธได้เร็วกว่า ขณะที่สหรัฐฯ ยังต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อม

ความเสี่ยง ‘สงครามเย็น’ รูปแบบใหม่

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า โลกมีแนวโน้มเข้าสู่ “สงครามเย็นมิติใหม่ ในโลกหลายขั้ว” โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความขัดแย้งระดับภูมิภาค ซึ่งอาจมีมหาอำนาจนิวเคลียร์ประจำภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้อง การไม่มี NEW START ยังอาจเป็นข้ออ้างให้ประเทศอื่นๆ เร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตัวเองบ้าง เพราะเมื่อมหาอำนาจยังไม่มีกติกาผูกมัด ก็ยากจะคาดหวังให้ประเทศอื่นยับยั้งตัวเอง นั่นหมายถึงอาจทำให้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หรือ NPT สั่นคลอน

นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า หากเกิดการสะสมอาวุธรอบใหม่ในยุค 2026 นี้ รูปแบบความขัดแย้งจะเปลี่ยนไปจากยุคสงครามเย็นอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้สู้กันที่จำนวนหัวรบเพียงอย่างเดียว แต่สู้กันที่ความเร็วและการหลบหลีกด้วย เพราะในยุคสงครามเย็น ขีปนาวุธข้ามทวีปจะบินเป็นเส้นโค้งออกไปนอกอวกาศ ซึ่งเรดาร์สามารถคำนวณทิศทางและส่งขีปนาวุธไปดักสกัดได้ แต่ตอนนี้ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก เช่น Avangard ของรัสเซีย หรือ DF-17 ของจีนสามารถบินเร็วมากกว่า 5 เท่าของเสียง แถมยังร่อนในชั้นบรรยากาศได้เหมือนเครื่องบิน ระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่ในปัจจุบันเกือบทั้งหมดสกัดไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่ามันจะเลี้ยวไปทางไหน ทำให้เวลาในการตัดสินใจของผู้นำประเทศลดลงจาก 30 นาที เหลือเพียงไม่กี่นาที

เมื่ออาวุธเร็วขึ้นจนมนุษย์ตอบโต้ไม่ทัน กองทัพจึงเริ่มนำ AI เข้ามาช่วยตัดสินใจ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง เพราะหากระบบ AI ตรวจจับผิดพลาดและตัดสินใจยิงสวนกลับอัตโนมัติ อาจทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นมาในทันที นั่นแปลว่า การแข่งขันสะสมอาวุธรอบนี้อาจกลายเป็นการแข่งกันพัฒนา ‘AI ทางทหาร’ ที่ฉลาดและรวดเร็วที่สุด ซึ่งควบคุมยากกว่าการนับจำนวนหัวรบแบบเดิมหลายเท่า

ภาวะสุญญากาศทางนิวเคลียร์ จากการหมดอายุของ New START จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเปิดทางให้สร้างหัวรบเพิ่ม แต่เป็นการเปิดประตูสู่การนำเทคโนโลยีอันตรายเหล่านี้มาติดตั้งบนหัวรบนิวเคลียร์ได้อย่างเสรี ซึ่งจะทำให้โลกเข้าสู่ภาวะที่เปราะบางและซับซ้อนกว่ายุคสงครามเย็นหลายเท่า

ถึงเวลาใช้ ‘กติกาใหม่’ คุมนิวเคลียร์

ก่อนหน้าที่ New START จะหมดอายุ ผู้สันทัดกรณีหลายคนเสนอรูปแบบใหม่ของ ‘สัญญาประชาคมโลกด้านนิวเคลียร์’ ที่กติกาเดิมมีแค่สหรัฐฯ กับรัสเซีย เปลี่ยนไปเป็นบังคับใช้กับทุกรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear-Armed States) ประเทศในกลุ่มมหาอำนาจเก่า อย่าง สหรัฐฯ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ต้องมีเพดานการถือครองที่ชัดเจนและสัมพันธ์ โดยดึงประเทศอย่างอินเดีย ปากีสถาน เกาหลีเหนือ หรืออิสราเอล เข้ามาในระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันการคำนวณพลาดในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ ยังต้องกำหนดกติกาอย่างชัดเจนเป็นกฎหมายระหว่างประเทศว่า ห้ามใช้ AI ตัดสินใจยิงนิวเคลียร์โดยอัตโนมัติ ต้องมีมนุษย์ในฐานะผู้นำระดับสูงเป็นผู้ยืนยันในขั้นตอนสุดท้ายเสมอ มีการแบ่งปันข้อมูลเบื้องต้นเพื่อป้องกันไม่ให้ AI ของประเทศหนึ่ง เข้าใจผิดว่าการทดสอบทางทหารปกติของอีกประเทศหนึ่งคือการโจมตี

ภาพรวมในเนื้อหาอาจดูเข้าที แต่ในความเป็นจริง กติกานี้คงเกิดได้ยาก จากการที่แต่ละประเทศยังไม่ไว้วางใจกันและกัน อีกทั้งกลัวตนเองเสียประโยชน์ในช่วงที่กำลังเร่งแข่งขันกันเพื่อหวังเป็นเจ้าโลก

หรือเราต้องรอให้เกิดเหตุการณ์ที่เกือบจะเกิดสงครามก่อน โลกถึงจะยอมหันหน้ามาคุยกัน ?

โดย ดาโน โทนาลี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาดาวหนึ่งตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาดาวหนึ่งตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาดาวหนึ่งตัว

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ในโลกที่เต็มไปด้วยปัญหาที่เหมือนจะใหญ่เกินแก้ หลายคนมักตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ลำพังกำลังตัวเราตัวเล็กนิดเดียวเพียงคนเดียว จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้?” คำถามนี้มักทำให้คนจำนวนมากท้อแท้จนเลือกที่จะอยู่เฉยๆ แต่มีนิทานอเมริกัน เรื่องหนึ่งที่ถูกเล่าขานกันมาหลายสิบปี เพื่อเตือนสติว่า “ไม่มีความดีใดที่เล็กเกินไป”

                    เช้าวันหนึ่งหลังพายุใหญ่สงบลง ชายชราชาวอเมริกันคนหนึ่ง  เดินไปตามชายหาด  ที่มีปลาดาวทะเล (Starfish)สีส้มแดง    นับหมื่นตัวที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยตื้น   ด้วยแสงแดดที่แผดเผา  กำลังจะทำให้พวกมันแห้งตายเพราะขาดน้ำ ในไม่ช้า

                     ไกลออกไป เขาเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังก้มหยิบปลาดาวขึ้นมา แล้วโยนปลาดาวกลับลงไปในทะเลทีละตัว อย่างตั้งใจ ชายชราผู้นั้นเดินเข้าไปหาแล้วพูดด้วยความสงสัย เชิงสมเพชว่า     “หนูน้อย ทำอะไรอยู่น่ะ? ปลาดาวบนหาดนี้มีเป็นหมื่นเป็นแสนตัว หนูไม่มีทางช่วยได้ทั้งหมดหรอก สิ่งที่หนูทำน่ะ มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยนะ ทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์คุ้มค่า”

                     เด็กชายไม่ตอบอะไร   แต่ก้มลงหยิบปลาดาวอีกตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วขว้างมันกลับลงสู่ความเย็นฉ่ำของทะเลกว้าง ก่อนจะหันมาบอกชายคนนั้นว่า…

                     “แต่สำหรับปลาดาวตัวนี้  ได้รับประโยชน์  คือสามารถกลับสู่บ้านในทะเล  รอดตายไปอีกหนึ่งชีวิตแล้วครับ”

                     คำพูดสั้นๆ ของเด็กชายทำให้ชายผู้นั้นตระหนักได้ว่า แม้เขาจะเปลี่ยนโลกทั้งใบไม่ได้ แต่เขาสามารถเปลี่ยน “ชีวิตของปลาดาว”ตัวนั้นได้

                     การกระทำของเด็กชายที่โยนปลาดาวลงทะเล เป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3  การตั้งใจมั่น แน่วแน่  เพียรพยายาม (ภาวนามัย) ที่ไม่ต้องไปนั่งสมาธิหรือสวดมนต์ข้ามปี

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ อย่าละทิ้งเป้าหมาย  เพียงเพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาของโลกได้ทั้งหมด”

                    เรียบเรียงจาก นิทานเรื่อง ปลาดาว”The Starfish Story” หรือ “The Star Thrower” ของชาวอเมริกันชื่อ  Loren Euseley (1969) ซึ่งไม่ใช่นิทานพื้นบ้านโบราณ แต่มีที่มาจากงานเขียนสมัยใหม่ ที่เป็น “นิทานสอนใจ” ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลกในเรื่องการทำความดีและการมีจิตอาสา    นิทานเรื่องนี้ถูกนำไปใช้ในองค์กรการกุศล โรงเรียน และการฝึกอบรมผู้นำ เพื่อส่งเสริมแนวคิดเรื่อง พลังของบุคคลตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้

อาทร  จันทวิมล

คุณแหน : 7 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 7 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 7 กุมภาพันธ์ 2569

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • วันพรุ่งนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2569) ช่วงเวลา 8.00-17.00 น. เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ.2569 ขอให้พี่น้องอย่าลืมพกบัตรประจำตัวประชาชนไปใช้สิทธิ์ ใช้เสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรตามครรลองประชาธิปไตย โดยเลือกคนที่รัก และ พรรคที่ชอบ…พร้อมกันกับการออกเสียงประชามติประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” โดยให้เลือกกาเครื่องหมายกากบาท x เพียงเครื่องหมายเดียวว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” …ขอคุณพระสยามเทวาธิราชได้โปรดปกปักษ์รักษาบ้านเมือง เพื่อให้คนดีๆเดินเข้าสภาอย่างสง่าผ่าเผย และช่วยกันบริหารจัดการให้ประเทศชาติของเราได้เจริญรุ่งเรืองในทุกๆด้านเป็นกาลต่อไปเถิด สาธุ…
  • พ.อ.สันดุษิต ดีบุกคำ คณะทำงานเครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่า ขอขอบคุณการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเหมืองแม่เมาะลำปางที่สนับสนุนการออกแบบภูมิทัศน์บริเวณพระราชานุสาวรีย์พระเจ้าอนันตยศปฐมกษัตริย์เขลางค์นคร (ลำปาง) (พ.ศ.1223) ณ วัดพระเจ้าทันใจ อ.เมือง ลำปาง (เวียงอาลัมพางค์โบราณ ที่พระเจ้าอนันตยศทรงสร้างให้เสด็จแม่พระนางจามเทวีเสด็จจากหริภุญชัย(ลำพูน) มาประทับปฏิบัติธรรมเป็นเวลา 6 ปี…โดยชาวลำปางจะรวมพลังรวมใจกันอัญเชิญพระรูปพระเจ้าอนันตยศขึ้นประดิษฐานเป็นการถาวร ณ สถานที่แห่งนี้ ในวันที่ 14 มี.ค.นี้…
  • คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยินดีต้อนรับ อาจารย์ใหม่ อ.ดร.โศภนิศ อังศุสิงห์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งมาประจำทำงานที่คณะฯแล้ว อาจารย์มีดีกรี Ph. D. In History (Middle East & North Africa),Georgetown University , 2025 โดยเข้ามาเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ และร่วมพัฒนาการเรียนการสอนให้มีความหลากหลายและทันสมัยมากยิ่งขึ้น…อ.ดร.โศภนิศ เป็นอดีตนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ผู้ไปใช้ชีวิตเรียนปริญญาตรี โท และเอก ที่ต่างประเทศมากกว่า 10 ปี…ขอแสดงความยินดีด้วยกับนักศึกษาไทย ที่มีอาจารย์เก่งมากๆมาถ่ายทอดวิชาการให้ดั่งนี้…
  • ยินดีด้วยกับ พชฏ (บิงโก) ลูกชายของ ชาญยุทธ นันทะสุขเกษม สอบเข้าเรียน ม.1 ที่ สาธิตปทุมวัน ในปีการศึกษา 2569 จากผู้สมัครสอบกว่า 1,800 คน…เก่งจริงค่ะ…
  • ช่วงเวลานี้ ดร.มณทิพย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน บินไปเยี่ยมพี่สาว ท.พญ.ปทุม ประเสริฐสุนทราศัย กับลูกชาย 2 คน ซึ่งเป็นนายแพทย์อยู่ที่เท็กซัส…เห็นชัดเลยว่า คุณน้าปลื้มหลานอย่างที่สุด…
  • กลับจากTripเวียดนาม 18 วัน พิมลพรรณ กาญจนกุญชร เกิดอาการขาเดี้ยงต้องใช้บริการรีแฮปแคร์คลีนิคของ คุณหมออภิพร กาญจนกุญชร ซึ่งบัดนี้อาการดีขึ้นโดยลำดับแล้ว…
  • ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล นอกจากดูแลหลานชาย ไทกะ แบบยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมแล้ว ที่ผ่านมาก็ยังพอเจียดเวลาไปร่วมกิจกรรมจิตอาสากับกลุ่ม เบญจมาศ รุจิรวงศ์ , ดร.ทิพย์ อมาตยกุล และเหล่าเมมเบอร์โปโลคลับบ้าง …แต่ทว่าช่วงนี้ต้องขอยึดภารกิจหลักดูแลหลานรักอย่างเดียวก่อน ขอผลัดนัดกับเพื่อนๆ แบบ See you again หลังตรุษจีนก็แล้วกัน !!…

บารอนเนส

สทน. เพื่อเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

สทน. เพื่อเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

สทน. เพื่อเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.15 น.

สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน. – Association of Domestic Travel: ADT) นำโดย ชัยพฤกษ์ ทองคำ นายก สทน. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้ามอบเงินจำนวน 37,412 บาท ให้แก่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารมหินทรเดชานุวัตน์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานเข็ม “พุ่มเพชร” สัญลักษณ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานเข็ม “พุ่มเพชร”  สัญลักษณ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานเข็ม “พุ่มเพชร” สัญลักษณ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.02 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานที่ปรึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้า ฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเข็ม “พุ่มเพชร” สัญลักษณ์ของมูลนิธิฯ แก่ผู้เป็นกำลังสำคัญในการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ในการนี้มีคณะกรรมการมูลนิธิฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ อาทิ จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย รองประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิฯ และประธานจัดงานฯ ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ รองประธาน ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย ดร.ประวิช รัตนเพียร ทิพวิภา สุวรรณรัฐ ดร.พรชัย มงคลวนิช และ ชัยวัฒน์ บุญชวลิต  รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ณ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ 

ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ รอง ปธ.อำนวยการมูลนิธิฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายของที่ระลึก

ทั้งนี้ผู้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเข็ม “พุ่มเพชร” ได้แก่ผู้ทำงานให้กับมูลนิธิฯ ในจังหวัดต่างๆ ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ดำรงตำแหน่งเป็นครั้งแรก ในฐานะประธานคณะกรรมการทุนการศึกษาของมูลนิธิฯ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ที่ดำรงตำแหน่งเป็นครั้งแรก ในฐานะประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำจังหวัดของมูลนิธิฯ ประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้ทำคุณประโยชน์ให้มูลนิธิฯ จาก  49 จังหวัด รวม 89 คน  และผู้บริจาคเงินสมทบกองทุน “น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” 58 ราย  รับพระราชทานเข็มที่ระลึกประดับอักษรพระนามาภิไธย “ส.ธ.” 

อรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ปรึกษาการจัดงานฯ  เข้ารับพระราชทานเข็ม “พุ่มเพชร

เข็ม “พุ่มเพชร”  นี้ตกแต่งมาจาก “พุ่มเพชร” เครื่องหมายของการจัดงาน “นาฏลีลาน้อมเกล้า ฯ” เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นปีที่ 36 เมื่อ พ.ศ. 2524

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีพระราชทานเข็ม “พุ่มเพชร” มูลนิธิฯได้จัดประชุมประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำจังหวัด และประจำกรุงเทพมหานครทุกจังหวัด และผ่านระบบซูม  โดยมี ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในที่ประชุม  นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย  เป็นประธานจัดการประชุม  โดยมีกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมประชุมเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในการพัฒนาเยาวชนผู้เป็นทรัพยากรอันล้ำค่าของชาติ  เพื่อให้โอกาสแก่เยาวชนในทุกจังหวัด ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และติดตามดูแล และพัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน อันเป็นการสืบสานพระราชปณิธานด้านการพัฒนาเยาวชนและการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศชาติ 

คณะกรรมการมูลนิธิฯ  ม.ร.ว.พร้อมฉัตร  สวัสดิวัตน์, ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุก, จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประธานจัดงาน, ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย, ทิพวิภา สุวรรณรัฐ, ดร.พรชัย มงคลวนิช ดร.ปราศรัย ประวัติรุ่งเรือง, พรทิพย์  ห่านตระกูล, วิไล  ตั้งสิน วิทยฐานกรณ์, พนัส  อัสสรัตนกุล และ กรรณภรณ์  วงศ์ปิยะกุล

ปัจจุบันมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้า ฯ เพื่อเยาวชน ฯ ได้รับเงินบริจาคจากประชาชนทั่วประเทศ สำหรับให้เป็นทุนการศึกษาอบรมแก่เยาวชนทุกอำเภอทุกสังกัด ทุกระดับการศึกษา จำนวนทั้งสิ้นเกือบ 3 พันคน เป็นเงินประมาณ 12 ล้านบาท และตลอด 42 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ให้ทุนการศึกษาอบรมแก่เยาวชนไปแล้วรวมทั้งสิ้นประมาณ 33,000 ทุน เป็นเงินทุนทั้งสิ้นกว่าเกือบ 300 ล้านบาท

          ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมชุบชีวิต ให้โอกาสเยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องติดต่อบริจาคเงินได้ที่ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ไลน์ไอดี 08-0404-2439  และ 085-114-8900  โทร. 08-0404-2439 ใบเสร็จรับเงินนำไปลดหย่อนภาษีได้ และติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ในการพัฒนาเยาวชนฯ ได้ที่ Facebook มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯเพื่อเยาวชนฯ และ www.ruamchit-normkla.org

ผู้ว่าราชการจังหวัด 8 จังหวัดเข้ารับพระราชทานเข็มพุ่มเพชร วิวัฒน์  อินทร์ไทยวงศ์ จ.ลำปาง, เอกวิทย์ มีเพียร จ.ปทุมธานี, ชาญชัย  ศรศรีวิชัย จ.ยโสธร, ชุมพิชญ์  เดชะรัฐ จ.มหาสารคาม, เธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ จ.ชุมพร, สมชาย  สีหล้าน้อย จ.นครศรีธรรมราช, คณิต  คงช่วย จ.สตูล และ เสนีย์  ส้มเขียวหวาน จ.อำนาจเจริญ

คณะประธานแม่บ้านมหาดไทย 6 0 จังหวัด ฟารีดา จันทราช จ.ยะลา, ฐิติมา สุภาพันธ์ จ.แพร่, กุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร จ.ภูเก็ต, อุบล เดชะรัฐ จ.มหาสารคาม, สรัญญา เพชรยวน จ.พังงา และ วิมลมาศ วาจากิจ จ.พัทลุง

พงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาฯ พร้อมด้วย ทิพวิภา สุวรรณรัฐ ประธานฝ่ายทุนการศึกษามูลนิธิฯ, อัญชลี ชววนิชย์  นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร, เกษร แก้วทิพย์ นายกสมาคมภริยาอัยการ, พรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้บริหาร ธปท. และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล ผอ.บริหารมูลนิธิฯ

ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์, ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก, ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย, ดร.ปราศรัย ประวัติรุ่งเรือง, ดร.ประวิช  รัตนเพียร, พนัส  อัสสรัตนกุล, ดร.วิชุดา  รัตนเพียร และ กรรณภรณ์  วงศ์ปิยะกุล

ส่วนหนึ่งของผู้มาเข้าเฝ้าฯ อาทิ อัญชลี   ชวนิชย์, ดร.พรชัย มงคลวนิช, อนงค์ เวชารัตนา, ณัฐพร ศรีบรรทม, วิรัช สุทธิโรจน์พัฒนา, ชโนตม์ ชวนิชย์ และณัฐภัสสร กนกไผท

อรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ และ จิณณารัชช์  สัมพันธรัตน์

กรรมการมูลนิธิฯ ร่วมประชุม ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข เลขาธิการมูลนิธิฯ, ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย เหรัญญิก  และ ทิพวิภา  สุวรรณรัฐ  ประธานฝ่ายทุนการศึกษา

ชัยวัฒน์  บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์, ทิพวิภา  สุวรรณรัฐ และ กรรณภรณ์  วงศ์ปิยะกุล 

ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิฯ มอบของที่ระลึกแก่ ดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง) และชุติมา จันทร์อี่ ประธานชมรมแม่บ้านการไฟฟ้านครหลวง

‘อวานี พลัส เกาะลันตา’ร่วมฉลอง ‘วันรักนกเงือก’ชวนสัมผัสธรรมชาติอันสมบูรณ์

'อวานี พลัส เกาะลันตา'ร่วมฉลอง 'วันรักนกเงือก'ชวนสัมผัสธรรมชาติอันสมบูรณ์

‘อวานี พลัส เกาะลันตา’ร่วมฉลอง ‘วันรักนกเงือก’ชวนสัมผัสธรรมชาติอันสมบูรณ์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.21 น.

เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง วันรักนกเงือก (Love Hornbills Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ อวานี พลัส เกาะลันตา กระบี่ รีสอร์ท (Avani+ Koh Lanta Krabi Resort) ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรักและความผูกพัน ผ่าน “ก๊อก” และ “แก๊ก” คู่รักนกเงือกที่เข้ามาอาศัยท่ามกลางพื้นที่สีเขียวอันอุดมสมบูรณ์ของรีสอร์ทตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการปรากฏตัวของนกเงือกคู่นี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทางอวานี สร้างสรรค์กิจกรรมและประสบการณ์แบบอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อฉลองวันรักนกเงือกตลอดทั้งเดือนนี้ โดยเปิดโอกาสให้แขกผู้เข้าพักได้เรียนรู้ เชื่อมโยง และร่วมสัมผัสความงดงามของระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์บนเกาะลันตาอย่างใกล้ชิด

นกเงือกคู่ดังกล่าวสร้างรังอยู่บนต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านเหนือโซนวิลล่าสระว่ายน้ำวิวทะเลอันงดงามของรีสอร์ท โดยทีมงานของอวานีได้ตั้งชื่อพื้นที่แห่งนี้ว่า “โรงแรมนกเงือก (Hornbill Hotel)” ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรีสอร์ทในการอนุรักษ์สัตว์ป่า การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ด้วยสภาพแวดล้อมที่ได้รับการดูแลอย่างจริงจังตลอดหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างธรรมชาติและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการมีอยู่ของนกแก๊ก หรือนกแกง (Oriental Pied Hornbill) นกเงือกขนาดเล็กที่สุดที่พบในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับมนุษย์ได้ดี จนคุ้นเคยกับการอยู่อาศัยภายในรีสอร์ทร่วมกับแขกผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี

เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันรักนกเงือก อวานี พลัส เกาะลันตา ขอเชิญชวนแขกผู้เข้าพักทุกช่วงวัยร่วมสัมผัสความงดงามของสัตว์ป่าท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมสุดพิเศษสำหรับแขกผู้เข้าพัก โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ประกอบด้วย:

Hornbill Heroes Adventure Booklet

วันที่: 13 – 28 กุมภาพันธ์ 2569

กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับนักสำรวจตัวน้อย พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ค้นพบและเรียนรู้ธรรมชาติอย่างสนุกสนาน ผ่านภารกิจตามหานกเงือก “ก๊อก” และ “แก๊ก” ในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ รวมถึงเรียนรู้บทบาทสำคัญของนกเงือกในการช่วยรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าไม้


G&G Stories

วันที่: 13 – 28 กุมภาพันธ์ 2569

ร่วมฟังเรื่องราวสุดอบอุ่นเกี่ยวกับ “ก๊อก” และ “เก๊ก” คู่นกเงือกประจำรีสอร์ท ณ บริเวณล็อบบี้ โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรม ลักษณะนิสัย และความสำคัญของนกเงือกต่อระบบนิเวศ ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจและความผูกพันระหว่างผู้เข้าพักกับธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง


• Tree-Planting for Wildlife

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2569

กิจกรรมปลูกต้นไม้ที่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าท้องถิ่น อาทิ มะเดื่อฝรั่ง (Fig), ลูกไหน (Black Plum), มังคุด และขนุน โดยกิจกรรมเชิงปฏิบัตินี้ช่วยสนับสนุนการดำรงชีวิตของนกเงือกและสัตว์พื้นถิ่น พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


• Hornbill Art Workshop with Loy Lay

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2569 | เปิดให้ผู้เข้าพักและแขกทั่วไปสามารถเข้าร่วมได้

เวิร์กช็อปศิลปะสุดสร้างสรรค์ ณ The Rock Bar & Restaurant ห้องอาหารและบาร์ริมชายหาดโฉมใหม่ล่าสุดของรีสอร์ท นำโดย “ลอยเล” ศิลปินท้องถิ่นจากเกาะลันตา ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนกเงือก โดยใช้เศษวัสดุจากท้องทะเลมาเปลี่ยนเป็นผลงานที่เปี่ยมความหมาย สะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืน การรีไซเคิล และการอนุรักษ์ท้องทะเล พร้อมเครื่องดื่มต้อนรับสุดพิเศษจากทางร้าน

ระหว่างร่วมสัมผัสประสบการณ์ท่ามกลางธรรมชาติที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ สมาชิกในครอบครัวยังสามารถเพลิดเพลินกับการเข้าพักใน Avani Sea View Pool Villa ที่พักสุดเอ็กซ์คลูซีฟบนหน้าผาที่มาพร้อมกับทัศนียภาพของท้องทะเลแบบพาโนรามาอันงดงาม โดดเด่นด้วยสระว่ายน้ำส่วนตัวและพื้นที่พักผ่อนอันกว้างขวาง ให้ผู้ปกครองได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ขณะที่นักสำรวจตัวน้อยสามารถเฝ้าชมนกเงือกประจำรีสอร์ท

ได้อย่างใกล้ชิดและสะดวกสบายภายในวิลล่า

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาประสบการณ์การพักผ่อนที่ทั้งน่าประทับใจและมีความหมายบนเกาะลันตา ขอเชิญร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ของ “โรงแรมนกเงือก” ได้ที่ อวานี พลัส เกาะลันตา กระบี่ รีสอร์ท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพักได้ที่ www.avanihotels.com/en/koh-lanta-krabi อีเมล avaniplus.krabi@avanihotels.com หรือโทร +66 075 626 999

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.46 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเพียร เกษมทรัพย์ อดีตรองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ นายวารินทร์ ศิริเวช ในฐานะ ประธานนิสิตเก่า รุ่น 17 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยตัวแทนนิสิตเก่า รุ่น 17 ร่วมมอบเงินบริจาค จำนวน 262,000 บาท เพื่อคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ โดยมี ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัย

การมอบเงินบริจาคครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสังคมของนิสิตเก่า รุ่น 17 ที่ต้องการมีส่วนในการสนับสนุนให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ เป็นศูนย์การเรียนการสอน วิจัย เพื่อการผลิตแพทย์ และให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้

แพทย์ไทยสร้างประวัติศาสตร์ ร่วมผ่าตัดส่องกล้องแก้อกบุ๋มครั้งแรกในบังกลาเทศ

แพทย์ไทยสร้างประวัติศาสตร์ ร่วมผ่าตัดส่องกล้องแก้อกบุ๋มครั้งแรกในบังกลาเทศ

แพทย์ไทยสร้างประวัติศาสตร์ ร่วมผ่าตัดส่องกล้องแก้อกบุ๋มครั้งแรกในบังกลาเทศ

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.43 น.

วงการแพทย์ไทยสร้างชื่อเสียงในเวทีนานาชาติอีกครั้ง เมื่อ รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ ทรวงอกชั้นนำจากประเทศไทย ได้รับเชิญเข้าร่วมและมีบทบาทสำคัญในการผ่าตัดแก้ไขภาวะอกบุ๋มด้วยเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งนับเป็นการผ่าตัดแก้อกบุ๋มด้วยวิธีส่องกล้องครั้งแรกของประเทศบังกลาเทศ โดยการผ่าตัดครั้งประวัติศาสตร์นี้จัดขึ้น ณ Green Life Hospital โดยเป็นความร่วมมือระหว่างทีมแพทย์นานาชาติ นำโดย Dr. Tajdit Raman แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทรวงอกของบังกลาเทศ และ รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย จากประเทศไทย

รายงานระบุว่า การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่น มีผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดจำนวน 2 ราย ซึ่งทั้งหมดใช้เทคนิคการผ่าตัดส่องกล้องที่ทันสมัย ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัด และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็ว ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคอกบุ๋มในบังกลาเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย เปิดเผยว่า การถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการผ่าตัดส่องกล้องขั้นสูงให้กับแพทย์ในต่างประเทศ เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของแพทย์ไทยในยุคปัจจุบัน เพื่อช่วยขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพให้กับผู้ป่วยในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก โดยความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของแพทย์ไทยในระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือทางการแพทย์ระหว่างประเทศไทยและบังกลาเทศ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาระบบการรักษาและการผ่าตัดขั้นสูงในอนาคต

EGCO Group รับสมัครเยาวชนหัวใจกรีน ร่วมถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์ กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า” รุ่นที่ 62

EGCO Group รับสมัครเยาวชนหัวใจกรีน ร่วมถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์ กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า” รุ่นที่ 62

EGCO Group รับสมัครเยาวชนหัวใจกรีน ร่วมถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์ กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า” รุ่นที่ 62

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.38 น.

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group และมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศลซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดย EGCO Group ร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ชวนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าจากทั่วประเทศ มาร่วมภารกิจไขรหัสลับของธรรมชาติ ผ่านการสัมผัสป่าต้นน้ำด้วยตนเอง กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 62” ภายใต้แนวคิด “Nature Decoded: ถอดรหัสป่าต้นน้ำ อินทนนท์” ระหว่างวันที่ 21 – 27 มีนาคม 2569 ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปลูกจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เยาวชนหัวใจกรีนที่สนใจ สามารถส่งผลงานเป็น “เรียงความ” หรือ “คลิปวิดีโอสั้น” เพื่อสมัครร่วมค่ายเยาวชนฯ ได้ตั้งแต่ วันนี้ – 23 กุมภาพันธ์ 2569

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า “EGCO Group มุ่งปลูกจิตสำนึก การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในใจเยาวชน ซึ่งเป็นวัยต้นทางแห่งการเรียนรู้และเป็นอนาคตของชาติ ตามความเชื่อขององค์กรที่ว่า “ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี” ผ่านการจัดโครงการค่ายเยาวชน เอ็กโกไทยรักษ์ป่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 รวมระยะเวลากว่า 28 ปี สร้างเครือข่ายเยาวชนรักษ์ป่าไปแล้ว 61 รุ่น จำนวนกว่า 3,600 คน สำหรับปี 2569 บริษัทได้จัดค่ายเยาวชนฯ เป็นรุ่นที่ 62 เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้และสัมผัสกับธรรมชาติด้วยตนเอง ณ ดอยอินทนนท์ ป่าต้นน้ำที่สูงที่สุดของประเทศ ซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพทั้งด้านพืชพรรณ สัตว์ป่า และระบบนิเวศเฉพาะถิ่น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าใจถึงคุณค่าของป่าต้นน้ำที่เชื่อมโยงกับการดำรงชีวิตประจำวัน จนเกิดจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและมีพฤติกรรมที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต”

“ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 62” จะนำเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากทุกภูมิภาค จำนวน 70 คน เดินทางด้วยรถไฟจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ กรุงเทพฯ ไปใช้ชีวิตแบบชาวค่ายที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลา 7 วัน 6 คืน เยาวชนจะได้ร่วมทำกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ตรงในห้องเรียนธรรมชาติ ทั้งการเดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานที่มีความหลากหลายด้านภูมิประเทศ ธรณีวิทยา และพืชพรรณ พร้อมสำรวจระบบนิเวศป่าพุน้ำจืดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาและเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอย เรียนรู้ระบบนิเวศในป่า 6 คนโอบ รวมถึงได้สร้างมิตรภาพกับเพื่อนใหม่ทั่วประเทศ โดย EGCO Group จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตลอดการจัดกิจกรรม (ยกเว้นค่าเดินทางไป-กลับของเยาวชนระหว่างที่พักและสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์)

เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าที่สนใจ สามารถสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ภายในเวลา 12.00 น. ผ่าน 2 วิธีการ ได้แก่ การส่ง “เรียงความเขียนด้วยลายมือ” 1 หน้ากระดาษ A4 หรือการบันทึก “คลิปวีดิโอสั้น” ไม่เกิน 2 นาที (เลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่ง) ในหัวข้อ “ธรรมชาติ และตัวฉัน สัมพันธ์กันอย่างไร” โดยกรอกใบสมัครได้ที่ https://forms.gle/U3EmCuCSwPe1viGw5 หรือสแกน QR Code ด้านล่าง  

ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่าเพิ่มเติมทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิไทยรักษ์ป่า” https://www.facebook.com/thairakpaofficial โดย EGCO Group จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทั้ง 70 คน ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิไทยรักษ์ป่า” 

ซีพีผนึกกำลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาและพันธมิตร เปิด “CP IP Service Center” ปั้นทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพลังเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง

ซีพีผนึกกำลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาและพันธมิตร เปิด “CP IP Service Center”  ปั้นทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพลังเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง

ซีพีผนึกกำลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาและพันธมิตร เปิด “CP IP Service Center” ปั้นทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพลังเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.12 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีความเป็นเลิศ (CP COE) ผนึกกำลัง กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) พร้อมประกาศเปิดตัว “CP IP Service Center” ศูนย์บริการแบบ One Stop Service ด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ครอบคลุมการจดทะเบียน การให้คำปรึกษา การวางกลยุทธ์ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเร่ง “แปลงองค์ความรู้ และนวัตกรรม” ให้กลายเป็น “มูลค่าเศรษฐกิจ” และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทยบนเวทีโลก การเปิดตัว CP IP Service Center สะท้อนทิศทางการทรานส์ฟอร์มของเครือซีพีสู่การเป็น Tech-Driven Company โดยมองว่า IP ไม่ใช่เพียงประเด็นเชิงกฎหมาย แต่เป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยสร้างรายได้ สร้างความแตกต่างเชิงนวัตกรรม และยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของทั้งองค์กรและประเทศ ผ่านความร่วมมือเชิงระบบภาครัฐ เอกชน และพันธมิตร โดยได้รับเกียรติจาก ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถานำ พร้อมด้วย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ นายพลกฤต กิจวชรโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด ดร.ปิยาภรณ์ ภาสกานนท์ Head of Corporate Innovation Strategy เครือเจริญโภคภัณฑ์ ตลอดจนคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์และผู้แทนจากกลุ่มธุรกิจในเครือฯ เข้าร่วมลงนาม และเป็นสักขีพยานในพิธีดังกล่าว

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถานำว่า “ประเทศไทยตั้งเป้าก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2580 ตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยย้ำว่าประเทศไทยซึ่งปัจจุบันอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ไม่อาจยืนอยู่ในสถานะเดิมต่อไป มิฉะนั้นจะเผชิญกับภาวะ “กับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่งทางออกสำคัญคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นกลไกหลักในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มมูลค่าและพาประเทศกระโดดสู่ระดับประเทศพัฒนาแล้ว พร้อมระบุว่าในบริบทโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะยุค AI ภาคธุรกิจไม่อาจก้าวสู่การเป็นองค์กรชั้นนำได้ หากไม่ปรับตัวสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งการที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะภาคเอกชนขนาดใหญ่ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Tech-Driven Company) ผ่านการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีความเป็นเลิศ (CP COE) และการพัฒนา “CP IP Service Center” ให้เป็น One Stop Service ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อยกระดับการคุ้มครอง ต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเชิงพาณิชย์ จึงนับเป็นบทบาทสำคัญของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย และเป็นพลังสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดบนเวทีโลก”

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ในการนี้ ภายในพิธีดังกล่าวยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการแข่งขันประเทศ” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม ว่าด้วยบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะกลไกสำคัญในการแปลงองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอนาคตอย่างยั่งยืน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “ระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย (Value Chain) ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสรรค์ การจดทะเบียนคุ้มครอง ไปจนถึงการปกป้องไม่ให้เกิดการละเมิด  โดยปัจจุบันมีการจดทะเบียนสิทธิบัตรสะสมกว่า 97,000 รายการ และเครื่องหมายการค้ากว่า 600,000 รายการ อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างสำคัญในด้านการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ ภาครัฐจึงมุ่งปรับปรุงกระบวนการและงานบริการให้สอดรับกับการทำงานของภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศและขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัย โดยการนำผลงานนวัตกรรมเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนจะช่วยสร้างการคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ” 

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์

ขณะที่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัจจัยจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในยุคที่เศรษฐกิจต้องเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมแบบเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะเมื่อองค์ความคิด ความรู้ และผลงานสร้างสรรค์ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดสังคมแห่งภูมิปัญญา (Sustainable Intelligence) ตามแนวคิดของนายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ทั้งนี้ สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในระบบเศรษฐกิจโลก โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 143% และมีมูลค่ารวมราว 7.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ 14% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก สะท้อนว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เพียงเรื่องกฎหมาย แต่เป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ พัฒนาโมเดล IP Financing และเสริมศักยภาพในการดึงดูดบุคลากรคุณภาพ โดยเครือซีพีคาดหวังว่า “CP IP Service Center” ในฐานะ One Stop Service จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการคุ้มครอง การบริหารจัดการ และการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปสร้างคุณค่าเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม”

นายพลกฤต กิจวชรโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด

นายพลกฤต กิจวชรโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด ย้ำว่า “การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทรัพย์สินที่เป็นรูปแบบทางการเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงทรัพย์สินที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งผู้ประกอบการควรเลือกแนวทางการคุ้มครองให้เหมาะสมกับลักษณะของทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง และควรดำเนินการจดทะเบียนให้รวดเร็ว เนื่องจากการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเอทีพีเซิร์ฟได้นำทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานของ “CP IP Service Center” เพื่อช่วยคู่ค้าและลูกค้าในการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้องและเป็นระบบ พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงคุณค่าในการคุ้มครองและการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์กายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ อาทิ ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นสินทรัพย์ใหม่ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจยุคใหม่”

ฝั่งอุตสาหกรรมดิจิทัล นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การพัฒนาระบบ IP ต้องสร้างสมดุลระหว่างสิทธิผู้สร้างสรรค์และการเข้าถึงของผู้บริโภค โดย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขับเคลื่อนงาน IP ผ่าน 4 แกนหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี AI/บิ๊กดาต้า, ความร่วมมือบังคับใช้สิทธิ, ระบบนิเวศพันธมิตร และ สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้บริโภค และย้ำว่า IP คือสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจดิจิทัล แพลตฟอร์มอีโคโนมี และซอฟต์พาวเวอร์ของไทย”

ด้านการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมในองค์กร นางสาวมาลี อุทัยกิตติศัพท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซีพี ออลล์ มุ่งปลูกฝังวัฒนธรรมคิดสร้างสรรค์ให้พนักงาน “สังเกต เห็นโอกาส และต่อยอด” จนกลายเป็นนวัตกรรมที่จดทะเบียนคุ้มครองได้ พร้อมมีหน่วยงานดูแล IP โดยเฉพาะ นำเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด” 

ในส่วนมิติอุตสาหกรรมอาหารและความยั่งยืน นายสหัส ไชยโย ผู้บริหารสูงสุด ด้านวิศวกรรมเพื่อความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซีพีเอฟใช้นวัตกรรมทั้งชีวเทคโนโลยีและวิศวกรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต ความปลอดภัยทางอาหาร และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ควบคู่การจดสิทธิบัตร คุ้มครอง IP เพื่อรักษาคุณค่าของนวัตกรรม เสริมการแข่งขัน และต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม”

ขณะที่ภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นายพอล สิริสันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์ อีเลฟเว่น จำกัด ระบุว่า “บริษัท คลาวด์ อีเลฟเว่น จำกัด มุ่งทำให้ความรู้ด้าน IP เข้าถึงนักสร้างสรรค์รายย่อยและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผ่านเนื้อหาที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริง รวมถึงบูรณาการความรู้ IP ในหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์เห็นคุณค่าการปกป้องผลงานและนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน”

พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ มุ่งเชื่อม “งานวิจัยและนวัตกรรม” สู่ “การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” อย่างเป็นรูปธรรม  โดยส่งเสริมการคุ้มครองและการต่อยอดผลงานวิจัยของซีพี รีเสิร์ช โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่บุคลากร นักวิจัย และผู้ประกอบการในเครือข่าย พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน เพื่อใช้องค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐานในการผลักดันนวัตกรรม เศรษฐกิจ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน เครือซีพีมีสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสะสม 4,592 ฉบับ ตอกย้ำบทบาทองค์กรนวัตกรรม ที่จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน และปูทางสู่ “สังคมแห่งภูมิปัญญาที่ยั่งยืน” (Sustainable Intelligence)  โดยภายในงาน ยังมีการนำนวัตกรรมตัวอย่างที่ได้รับการจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และคำขอ แล้วมาจัดแสดง ซึ่งประกอบด้วย 1. ชุดตรวจหาเชื้อ Vibrio parahaemolyticus สายพันธุ์ก่อโรค AHPND ด้วยเทคนิค Real-time PCR นวัตกรรมตรวจเชื้อก่อโรคกุ้งได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเสริมการเฝ้าระวัง ป้องกันการระบาด และยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์มกุ้ง จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 2. BiFiO Probiotic (บิฟิโอ โพรไบโอติก) โพรไบโอติก–พรีไบโอติกสูตรเฉพาะ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลลำไส้ และลดอาการภูมิแพ้ในระยะยาว จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 3. อุปกรณ์สำหรับบรรจุสินค้า-อุปกรณ์แท่งเหล็กช่วยลดเวลา ลดขั้นตอนการทำงานของพนักงานในการเติมสินค้าแบบแขวนให้เร็วขึ้น 40 นาทีต่อวันต่อสาขา จาก บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 4. สมอบก-เสาป้องกันอุบัติเหตุบริเวณลานจอดรถหน้าร้านสะดวกซื้อ โดยหากรถชน จะทำหน้าที่พับ และล๊อคไม่ให้รถเคลื่อนตัว จาก บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 5. ระบบแก้คำผิดอัตโนมัติด้วย Phonetic BK-Tree สำหรับ E-Commerce นวัตกรรมแก้คำพิมพ์ผิดหลายภาษา ช่วยให้ค้นหาสินค้าที่ “ใช่” ได้เร็วขึ้น ลดเวลาหาสินค้าลงกว่า 50% จาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)  6. ระบบแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคลสำหรับ E-Commerce นวัตกรรมแนะนำสินค้าได้ตรงใจรายบุคคล ช่วยเพิ่มมูลค่าตะกร้าสินค้าเฉลี่ยกว่า 35% จาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) 7. Automatic Speech Recognition (ASR): ระบบกระบวนการตอบโต้ผู้ใช้ด้วยการรู้จำเสียงพูดภาษาไทย นวัตกรรมแพลตฟอร์ม Call Center อัจฉริยะ แปลงเสียงเป็นข้อความความแม่นยำสูง ช่วยลดเวลารอสาย ลดภาระงาน และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า จากบริษัท ทรู คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) 8. Wong-WAI: นวัตกรรม AI–NLP วิเคราะห์กระแสโซเชียลแบบเกือบเรียลไทม์ ทำงานอัตโนมัติ 24 ชม. ช่วยองค์กรรับมือคอมเมนต์เชิงลบได้ทันท่วงที จากบริษัท ทรู  คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน)

การเปิดตัว “CP IP Service Center” สะท้อนบทบาทของ CP COE ในการยกระดับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของเครือซีพีอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำขององค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม ไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในโลกธุรกิจจริง พร้อมตอกย้ำมุมมองว่า “ทรัพย์สินทางปัญญา” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจดสิทธิบัตร แต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยแปลงความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ เสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งองค์กรและประเทศ ผ่านความร่วมมือเชิงระบบกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาและพันธมิตรภาคธุรกิจอย่าง ATP SERVE เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยในการสร้างความแตกต่างเชิงนวัตกรรมและนำไปสู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม