กมธ.ไฟป่า-ฝุ่น ถกนัดแรกเดือด! ‘ภูมิใจไทย-ประชาชน’แย่งเก้าอี้ประธาน จนต้องลงมติแบบลับ

กมธ.ไฟป่า-ฝุ่น ถกนัดแรกเดือด! 'ภูมิใจไทย-ประชาชน'แย่งเก้าอี้ประธาน จนต้องลงมติแบบลับ

กมธ.ไฟป่า-ฝุ่น ถกนัดแรกเดือด! ‘ภูมิใจไทย-ประชาชน’แย่งเก้าอี้ประธาน จนต้องลงมติแบบลับ

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.58 น.

‘กมธ.วิสามัญฯสางไฟป่าและฝุ่นPM 2.5’ ถกนัดแรก ‘ภท.-พรรคส้ม’ เดือดชิงแย่งเก้าอี้ประธาน ก่อนโหวตลับ ‘พิมพ์ภัทรา’ ซิวปธ.กมธ. ขณะที่ ’ภัทรพงษ์‘ รองฯคนที่2

วันที่ 22 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.00น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษามาตราและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามปัญหาวิกฤติฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) นัดแรก เพื่อเลือกประธานกรรมาธิการฯ และตำแหน่งสำคัญ โดยมีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราว ก่อนจะเข้าสู่วาระการประชุมโดยเปิดให้สมาชิกเสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมาธิการฯ 

โดยนายสมบัติ ยะสินธุ์ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราข พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกรรมาธิการ 

ขณะที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เสนอชื่อตัวเองเป็นประธานกรรมาธิการพร้อมเสนอให้ประธานเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อได้แสดงวิสัยทัศน์ เนื่องจากคณะกรรมาธิการชุดนี้มีเวลาทำงานเพียงไม่กี่เดือน ก่อนจะต้องสรุปข้อคิดเห็นเสนอต่อสภา ก่อนวันที่ 11 ก.ค.นี้ เพื่อให้ทันการพิจารณางบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2570 

ทั้งนี้ กรรมาธิการหลายคนเห็นด้วย โดยนายคริษฐ์ ปานเนียม อดีต สส.ตาก พรรคประชาชน ได้สนับสนุนให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ก่อนที่นายสมบัติ จะแสดงความเห็นว่า ประธานกรรมาธิการควรเป็นคนของฝ่ายรัฐบาล เพราะเวลาประสานงาน หรือทำหน้าที่ ถ้าเป็นรัฐบาล ส่วนราชการจะเกรงใจและประสานงานได้ดีกว่า 

ด้านนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ อดีตผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า  เราไม่ควรมาเถียงกันว่าประธานควรเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมา เพื่อติดตามการทำงานของรัฐบาล จากนั้นนายสมบัติได้เริ่มให้ผู้ถูกเสนอชื่อ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์

โดยน.ส.พิมพ์ภัทรา ได้แสดงวิสัยทัศน์เป็นคนแรก พร้อมระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ไม่ควรแบ่งแยกตั้งแต่ต้นว่าเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ เป็นการทำงานให้ประชาชน และการตั้งคณะกรรมาธิการฯ ก็ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เป็นการตั้งมาในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งในช่วงต้นเข้าใจดีว่าจะเป็นการติดตามการทำงานของรัฐบาล การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายกระทรวง เบื้องต้นจึงต้องกลับไปดูว่าแต่ละกระทรวงได้วางแผนการทำงานอย่างไร และนำมาเปรียบเทียบว่าปีที่แล้วกับปีนี้แตกต่างกันอย่างไร และนำผลของคณะกรรมาธิการทุกชุดที่เคยพิจารณาเอาไว้แล้วเข้าสู่คณะกรรมาธิการชุดนี้ เพื่อดำเนินการได้เลย เนื่องจากมีเวลาจำกัด และ สส. ในพื้นที่จะต้องทำงานร่วมกันเป็นมิติสุดท้าย ที่สำคัญจะประชุมแต่ในห้องไม่ได้ ต้องลงพื้นที่ไปติดตามผลการปฏิบัติงานด้วย

ด้านนายภัทรพงษ์ ได้แสดงวิสัยทัศน์สนับสนุนเห็นด้วย ว่า ไม่ควรมีฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่ต้องเป็นคณะกรรมาธิการฯ ที่ทำงานร่วมกัน และต้องทำการบ้านจากรายงานของคณะกรรมาธิการไฟป่าชุดก่อน รวมถึงรายงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้เคลื่อนตัวได้เลย โดยจุดเริ่มต้นเห็นว่า ควรต้องตรวจสอบสิ่งที่เคยทำพลาดจากการทำรายจ่ายในงบประมาณปี 2569 ว่ามีอะไรที่ยังขาดแคลน หรือมีจุดไหนที่ไม่เหมาะสม จนถูกตัดงบประมาณเหล่านั้นทิ้ง เช่น การทำแผนพื้นที่ควบคุมมลพิษในพื้นที่ภาคเหนือ แต่สุดท้ายกลับไม่มีการทำตามแผนเหล่านั้น อีกทั้งมีการของบประมาณไป แต่กลับไม่มีการจัดสรรและไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งต้องไปดูว่าติดขัดที่ตรงไหน ที่จังหวัดหรือว่าที่กระทรวง และการติดขัดเรื่องการใช้เงินสำรองราชการ ที่จังหวัดกังวลมาก ว่า จะถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบมากๆ แต่ไม่เคยกลัวว่าลมหายใจของประชาชนจะเป็นอย่างไร ซึ่งหลังจากตรวจสอบภูมิภาคมาแล้วก็จะต้องช่วยรัฐบาลทำงาน เช่น ตอนนี้ที่อยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 

โดยเชื่อว่าถ้าคณะกรรมาธิการฯ ทำงานร่วมกัน ไม่ล่าช้าไม่ศึกษาอะไรที่เคยศึกษามาแล้ว จะช่วยเติมเต็มการจัดทำงบประมาณได้ รวมถึงการจัดทำแผนรับมือกับฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชนกับหน่วยงานของรัฐให้ทำงานร่วมกันได้ สามารถจัดการปัญหาไฟป่า ซึ่งต้องมีการวางแผนการทำงานให้ละเอียด เพื่อให้ทันต่อการเสนอเข้าสภาก่อน 11 กรกฎาคม ซึ่งจะคาบเกี่ยวกับช่วงที่พิจารณางบประมาณด้วย

จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่การลงมติ เลือกประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งสำคัญต่างๆ โดยเป็นการลงมติแบบลับ ผลการโหวตคือ น.ส.พิมพ์ภัทรา เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ขณะที่รองประธานคณะกรรมาธิการประกอบด้วย นายสมบัติ ยะสินธุ สส. แม่ฮ่องสอน พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานคณะ กรรมาธิการคนที่หนึ่ง นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการคนที่สอง  ส่วนเลขานุการ คณะกรรมาธิการคือนางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย 

สีหศักดิ์ เยือนเมียนมา เตรียมหารือ ประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ถกแก้ฝุ่นพิษ-อาชญากรรมข้ามชาติ

สีหศักดิ์ เยือนเมียนมา เตรียมหารือ ประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ถกแก้ฝุ่นพิษ-อาชญากรรมข้ามชาติ

สีหศักดิ์ เยือนเมียนมา เตรียมหารือ ประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ถกแก้ฝุ่นพิษ-อาชญากรรมข้ามชาติ

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.54 น.

“สีหศักดิ์”เยือนเมียมาแสดงความยินดีประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ไทยหวังเกิดสันติภาพในเมียนมา พร้อมหารือความร่วมมือความมั่นคงทางชายแดน อาชญากรรมข้ามชาติ มลพิษทางน้ำทางอากาศ การเปิดการค้าชายแดน

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเดินทางไปเยือนประเทศเมียนมา ระหว่างวันที่ 21-22 เม.ย.2569 เพื่อไปคารวะ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา โดยมีประเด็นที่จะพบปะพูดคุยกับ พลเอกอาวุโส มิน อองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา 3 เรื่อง โดยเรื่องแรก เพื่อไปแสดงความยินดีที่ พลเอกอาวุโส มิน อองไลง์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของเมียนมาและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

เรื่องที่ 2 เราหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญและนำไปสู่ขบวนการสันติภาพ ขบวนการปรองดองพูดคุยระหว่างกลุ่มต่างๆในเมียนมา เพราะเราต้องการเห็นสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา และเราในฐานะประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาเราก็อยากเสริมสร้างความสัมพันธ์เรียกว่าเปิดโหมดใหม่ของความสัมพันธ์ ในเรื่องของความสัมพันธ์ก็อยากจะมีความร่วมมือในเรื่องของความมั่นคงทางชายแดน และอีกหลายเรื่อง เช่น ความร่วมมือกันในเรื่องของการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะสแกมทั้งหลาย  เรื่องยาเสพติดที่เราเป็นห่วงเพราะมียาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น  และเรื่องมลภาวะ ไม่ว่าจะในน้ำหรือในอากาศก็อยากจะร่วมมือกัน ที่สำคัญคือการอยากให้มีการเปิดการค้าชายแดนอีกครั้งหนึ่ง เพราะการค้าชายแดนมีความสำคัญกับทั้งสองประเทศโดยเฉพาะการค้าชายแดน 80% ของการค้าทั้งหมดที่ไทย-เมียนมา

และเรื่องที่ 3 อยากจะสนับสนุนให้เมียนมา กลับสู่อาเซียน เรามีนโยบายที่จะมีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อนำเมียนมากลับมาสู่อาเซียน คืออาเซียนมีฉันทะลามติ 5 ข้อ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการปฏิบัติ เราตึงอยากมีบทบาทนำในเรื่องนี้ แต่แน่นอนการที่เมียนมาจะกลับมาสู่อาเซียน ก็ต้องมีการดำเนินการที่ตอบสนองข้อกังวลของอาเซียนด้วย เราก็ยินดีที่ผ่านมาหลังจากที่เมียนมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วก็มีการประกาศอภัยโทษ กับนักโทษทางการเมืองโดยเฉพาะอดีตประธานาธิบดีเมียนมา เราก็หวังว่าการดำเนินการอย่างนี้จะมีอีกต่อไป โดยเฉพาะทำอย่างไรที่จะลดความรุนแรงตามแนวชายแดน การสู้รบตามแนวชายแดนของเรา ก็รู้ว่าทางเมียนมามีความต้องการทางด้านมนุษยธรรมอย่างมาก ทำอย่างไรจะเปิดพื้นที่เพื่อให้อาเซียนหรือองค์การระหว่างประเทศสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือตามมนุษยธรรมที่มีความต้องการ

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับ ชายแดนที่มีการสู้รบกัน ไทยเราจะพยายามมีการพูดคุยกับเมียนมาเพื่อให้ลดการใช้ความรุนแรงบริเวณชายแดน เราอยากให้ลดระดับการสู้รบจริงๆแล้วถ้ายุตติได้ก็ดี ตรงนี้เป็นความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างฝ่ายทหาร ที่ผ่านมาก็มีการเยือนของผู้บัญชาการทหารสูงสุด  และเราก็มีการประชุมฝ่ายทหารเป็นการประชุมระดับสูง ครั้งต่อไปฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ ก็คงจะมีการพูดคุยในเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดนระหว่างฝ่ายทหาร

นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เรื่องมลภาวะทั้งในน้ำและอากาศ ก็จะคุยกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 เพราะเราต้องร่วมมือกัน 3 ประเทศ คือ เมียนมา ไทย และลาว ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่เราจะต้องคุยกับประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาด้วย
 

ยุทธพร ชี้เสถียรภาพการเมือง-นโยบายต่อเนื่อง ปัจจัยหลักดัน Moody’s ปรับมุมมองไทยเชิงบวก

ยุทธพร ชี้เสถียรภาพการเมือง-นโยบายต่อเนื่อง ปัจจัยหลักดัน Moody’s ปรับมุมมองไทยเชิงบวก

ยุทธพร ชี้เสถียรภาพการเมือง-นโยบายต่อเนื่อง ปัจจัยหลักดัน Moody’s ปรับมุมมองไทยเชิงบวก

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.49 น.

“ยุทธพร” ชี้ Moody’s ปรับ Outlook ไทยเป็น Stable เปรียบเหมือนให้ใบรับรองเศรษฐกิจ สะท้อนเสถียรภาพ-นโยบายต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงประเทศ

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.69 รศ.ดร.ยุทธพร อิสระชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เปิดเผยความเห็นกรณี Moody’s Investors Service ประกาศปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับเครดิตที่ระดับ Baa1 ว่า ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำคัญ เปรียบเสมือน “ใบรับรองความเชื่อมั่น” ของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

ทั้งนี้ การปรับ Outlook ดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงสถิติ แต่สะท้อนถึงความสำเร็จของการดำเนินนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล โดยเฉพาะในมิติของ เสถียรภาพทางการเมือง และ ความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่ง Moody’s ให้ความสำคัญในฐานะปัจจัยหลักในการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศ

รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่า ในอดีตประเทศไทยมักเผชิญปัญหาความไม่ต่อเนื่องของนโยบายจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่รัฐบาลปัจจุบันสามารถผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) และการเปิดเสรีในภาคพลังงาน ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านจากนโยบายระยะสั้นไปสู่การวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน

ในประเด็นหนี้สาธารณะ แม้มีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้ต่อ GDP อาจเพิ่มขึ้นแตะร้อยละ 62 ในปี 2571 แต่หากพิจารณาเชิงคุณภาพ พบว่าเป็น การขาดดุลเพื่อการลงทุน มากกว่าการบริโภค โดยโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาทและมีอายุยาว ช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาลอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับประเทศในระดับเดียวกัน สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารหนี้ของภาครัฐ

นอกจากนี้ กลไก “Thailand Fast Pass” ที่ช่วยลดขั้นตอนการอนุมัติและอุปสรรคทางราชการ ยังเป็นตัวอย่างของนวัตกรรมนโยบายที่ตอบโจทย์ภาคเอกชน ทำให้การลงทุนเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง และมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในระยะยาว หากสามารถขยายผลได้ในวงกว้าง

ด้านปัจจัยต่างประเทศ รศ.ดร.ยุทธพร เห็นว่า ไทยยังมีความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ครอบคลุมการนำเข้าได้ถึงประมาณ 7 เดือน รวมถึงสัดส่วนหนี้ระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำ ช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนจากภายนอก เช่น นโยบายกำแพงภาษีของประเทศมหาอำนาจ

อย่างไรก็ตาม แม้การปรับ Outlook เป็น “Stable” จะเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่รัฐบาลยังมีความท้าทายสำคัญในระยะถัดไป โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ (Policy Execution) อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการดำเนินมาตรการการคลังแบบเจาะจง (Targeted Fiscal Support) ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ เพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกระจายตัวอย่างทั่วถึง

“การยอมรับจากสถาบันระดับโลกในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยต้องเร่งต่อยอด หากยังสามารถรักษาวินัยทางการคลังและจังหวะการดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง โอกาสในการปรับเพิ่มอันดับเครดิตในอนาคตก็มีความเป็นไปได้” รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว. 

กระปุกอุดมการณ์ร่อยหรอ! พรรคส้มในยุค ‘ซ้ายสุขโข-สส.สายอินฟลูฯ’

กระปุกอุดมการณ์ร่อยหรอ! พรรคส้มในยุค ‘ซ้ายสุขโข-สส.สายอินฟลูฯ’

กระปุกอุดมการณ์ร่อยหรอ! พรรคส้มในยุค ‘ซ้ายสุขโข-สส.สายอินฟลูฯ’

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.43 น.

บรรยากาศภายในพรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” เวลานี้ ดูไม่ปกตินัก เมื่อคนระดับหัวขบวนทางความคิดอย่าง “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ออกมาพูดแรงว่า พรรคซึ่งเคยถูกสร้างให้เป็น “ยานพาหนะ” แห่งความเปลี่ยนแปลง วันนี้กลับมีบางคนใช้พรรคเป็นเพียงทางผ่านสู่ตำแหน่ง สส. มากกว่าจะใช้ขับเคลื่อน “อุดมการณ์”

ถัดมาไม่นาน “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” หนึ่งใน 44 อดีต สส. ที่กำลังเผชิญคดีจริยธรรมจากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไข “มาตรา 112” ก็โพสต์ข้อความยาวราวกับฝากถ้อยคำไว้ล่วงหน้า ก่อนวันที่ 24 เมษายน ซึ่งศาลฎีกาจะพิจารณาว่าจะ “รับคำร้อง” หรือไม่

ใจความสำคัญของวิโรจน์ ไม่ได้พูดถึงชะตากรรมของตัวเองมากนัก แต่หันไปเตือนคนในพรรคมากกว่า เขาตำหนิพฤติกรรม สส. รุ่นปัจจุบันที่หมกกับการสร้าง “คอนเทนต์” ทำตัวเป็น “อินฟลู” ถ่ายรูป เช็กอิน อัปเดตชีวิตประจำวัน มากกว่าทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร

เมื่อสองคนที่อยู่ต้นสายของพรรคพูดตรงกัน ปัญหานี้ย่อมไม่ใช่เสียงเมาท์จากคนนอก แต่เป็นรอยร้าวที่คนในเห็นเต็มตา พรรคส้มวันนี้จึงไม่ได้ขาดคนดัง หากกำลังมีคนดังมากกว่าคนทำงาน

พรรคส้มเคยขายภาพ “การเมืองแบบใหม่” ใช้ภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ใช้ถ้อยคำเรื่องความหวัง การเปลี่ยนแปลง และความต่างจากพรรคการเมืองเดิมเป็นแรงขับสำคัญ แต่เวลาผ่านไป หลายภาพกลับย้อนมาหาตัวเองอย่างเจ็บแสบ

สส.บางส่วนใช้ตำแหน่งเป็นฐานสร้างชื่อ ใช้ทุกประเด็นร้อนเป็นเวทีโชว์ตัว ใช้กล้องมือถือเป็นเครื่องมือหลัก และใช้ยอดแชร์เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ พูดเก่งไม่ได้แปลว่าทำงานเก่ง คลิปดังไม่ได้แปลว่าช่วยประชาชนได้จริง ผู้ติดตามมากไม่ได้แปลว่าผลงานมากตามไปด้วย

หน้าที่ของ สส. คือออกกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหาร รับเรื่องร้องทุกข์ และตามงานให้เกิดผล แต่ภาพที่เห็นบ่อยขึ้นกลับเป็นการทุ่มเวลาไปกับ “คอนเทนต์” เพื่อรักษากระแสของตัวเอง

คำเตือนของวิโรจน์จึงสะท้อนปัญหาภายในพรรคอย่างชัดเจน ว่า สส.บางส่วนอาจให้เวลากับการสร้างภาพลักษณ์ มากกว่างานผู้แทนที่ประชาชนคาดหวัง

หลักฐานที่เห็นชัด คือทริปดูงานต่างประเทศล่าสุด ซึ่งมี “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” “ศิริกัญญา ตันสกุล” และ “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” ร่วมเดินทาง

จะเดินทางในนามพรรค หรือใช้งบจากช่องทางใด สายตาประชาชนมองไม่ต่างกัน เพราะผู้เดินทางคือผู้แทนราษฎร ผู้ถือสถานะสาธารณะ

แต่ภาพที่สื่อสารออกมากลับหนักไปทางกิน เที่ยว ถ่ายรูป ปั่นจักรยาน เดินชมเมือง และกินไอศกรีมเย็นฉ่ำ มากกว่าสาระของการดูงาน

ช่วงเวลาเดียวกัน คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญอากาศร้อนทะลุ 40 องศา ค่าไฟสูง ค่าน้ำมันแพง ค่าครองชีพบีบรายได้ คนหาเช้ากินค่ำจำนวนมากยังต้องตากแดดทำงาน ภาพนักการเมืองกินไอติมในต่างแดนจึงติดตาคนดูได้ง่าย เพราะสะท้อนความห่างระหว่างชีวิตผู้แทน กับชีวิตประชาชน

ภาพเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำว่า สส.บางส่วนกำลังให้ความสำคัญกับ “คอนเทนต์” มากกว่าความรู้สึกของคนที่กำลังรับภาระค่าครองชีพทุกวัน

คนที่พูดเรื่องประชาชนทุกวัน ควรรู้ว่าภาพบางภาพทำลาย “เครดิต” ได้มากกว่าคำชี้แจงหลายรอบ พรรคที่เคยโจมตีคนอื่นเรื่องดูงานไร้สาระ วันนี้กำลังเจอคำถามแบบเดียวกันย้อนกลับมาใส่ตัวเอง

แก่นของเรื่องนี้ไม่ใช่เที่ยวหรือไม่เที่ยว แต่อยู่ที่ความย้อนแย้งทางการเมือง ปากพูดเรื่องปากท้องประชาชน แต่ภาพที่ออกมากลับเป็นชีวิตสบาย ๆ ไกลจากความจริงของคนส่วนใหญ่

พรรคส้มตั้งแต่อนาคตใหม่ มาถึงก้าวไกล และมาถึงพรรคประชาชน มักวางตัวอยู่ในแนวคิดแบบ “ซ้ายสมัยใหม่” พูดเรื่องรัฐสวัสดิการ ความเท่าเทียม สิทธิพลเมือง การกระจายอำนาจ และวิจารณ์โครงสร้างชนชั้นอยู่เสมอ

แต่เมื่อภาพที่ออกมากลับเป็นการเมืองแบบ “ซ้ายสุขโข” พูดเรื่องชนชั้นอย่างเคร่งเครียด แต่ใช้ชีวิตสาธารณะอย่างสำราญ ความน่าเชื่อถือก็ย่อมลดลงเอง

ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ติดใจว่าผู้แทนจะกินอะไร แต่มองว่าผู้แทนรู้จักจังหวะชีวิตคนธรรมดาหรือไม่ เมื่อคนส่วนใหญ่กำลังรัดเข็มขัด ภาพผู้แทนเพลิดเพลินย่อมบาดตาเป็นธรรมดา

วิโรจน์ใช้คำว่า “กระปุกอุดมการณ์” เปรียบว่า คนรุ่นก่อนช่วยกันหยอดสะสมไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังนำไปใช้และต่อยอด หากใช้แต่ไม่เติม สุดท้ายก็ร่อยหรอ

คำเปรียบนี้ตรงกับสภาพพรรคส้มอย่างเจ็บแสบ พรรคยังใช้ “ทุนทางการเมืองจากอดีต” ใช้ภาพจำเรื่องความต่างจากพรรคเดิม และใช้ชื่อของผู้นำรุ่นก่อนเป็นแรงส่งอยู่เสมอ

แต่ สส. รุ่นปัจจุบันบางส่วนกลับนำทุนนั้นไปสร้างชื่อให้ตัวเอง มากกว่าสร้างผลงานใหม่ให้พรรค ขณะเดียวกันกลับใช้เวลาหมกอยู่กับยอดไลก์ ยอดแชร์ และภาพลักษณ์ส่วนตัวมากเกินไป

ความลักลั่นจึงเห็นชัด พรรคกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองรอบด้าน แต่ สส.บางส่วนกลับส่งภาพความสบาย เดินสายสร้างคอนเทนต์ และใช้ชีวิตราวกับไม่รับรู้ว่าพรรคกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

พรรคการเมืองอยู่ได้ด้วย “ผลงาน” ไม่ใช่กระแสชั่วคราว อยู่ได้ด้วย “ความเชื่อมั่น” ไม่ใช่ยอดวิวรายวัน อยู่ได้ด้วยคนลงมือทำไม่ใช่คนเก่งสร้างภาพ

“กระปุกอุดมการณ์” ของพรรคส้มจึงไม่ได้ร่อยหรอเพราะศัตรูภายนอก หากร่อยหรอเพราะคนในพรรคบางส่วนกำลังควักมันไปแลกชื่อเสียงให้ตัวเองทุกวัน.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

วราวุธ กางโรดแมป ONE MIND พลิกอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ ปั้น 4 เสาหลัก

วราวุธ กางโรดแมป ONE MIND พลิกอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ ปั้น 4 เสาหลัก

วราวุธ กางโรดแมป ONE MIND พลิกอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ ปั้น 4 เสาหลัก

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.43 น.

“วราวุธ” กางโรดแมป “ONE MIND” พลิกอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ ปั้น 4 เสาหลัก ดันเศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัลเชื่อมโลก คุณภาพชีวิต ยกระดับเอสเอ็มอีสู่ Global Value Chain เล็งรื้อกฎหมาย 2 ฉบับ พร้อมตั้ง “กองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม” รับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม และสังคมสูงวัย

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบนโยบายการบริหารงานอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนด้วยหลักการ “ONE MIND” หรือการรวมพลังทุกหน่วยงานในกระทรวงให้สื่อสาร และทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาของประชาชนอย่างบูรณาการผ่าน 4 เสาหลัก (4 Pillars) ที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจโลก และคุณภาพชีวิตของคนไทย

รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลักการบริหาร 4 เสาหลัก (4 Pillars) ต้องการพลิกโฉมกระทรวงอุตสาหกรรม โดยวางโครงสร้างการทำงานใหม่ กล่าวคือ เสาแรก People Engagement การฟังเสียงประชาชน ยุติความเดือดร้อนด้วยระบบช่องทางรวมทุกปัญหาอุตสาหกรรมไว้ที่เดียว พร้อมระบบติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาแบบรายเดือน

ส่วนเสาที่ 2 Policy Execution วางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ขานรับนโยบายรัฐบาลสู่กระทรวงอุตสาหกรรม เป้าหมายเดินหน้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้งดิจิทัล AI, เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ EV การแพทย์และสุขภาพ ผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร พัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตเกษตรในพื้นที่ชุมชน พร้อมสร้างอาชีพ และสร้างสะพานเชื่อมทักษะให้กับคนไทย โดยเฉพาะนักศึกษา ผู้สูงอายุ คนพิการ วิสาหกิจชุมชน SME

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีแผนผลักดัน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมอัจฉริยะ “New Engine” ที่จะผลักดันให้เป็นพรีเมียม สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ ครอบคลุม เกษตรและอาหาร จะเปลี่ยนข้าว-ยาง-มัน เป็นสินค้าพรีเมียม ดันไทยเป็น Medical Food Hub ของเอเชีย เช่นเดียวกับสมุนไพรและสุขภาพ ยกระดับสมุนไพรสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เจาะตลาดสุขภาพทั่วโลก 

ส่วนหัตถกรรมอัจฉริยะ จะผลักดันผ้าไทยและงานคราฟต์สู่แบรนด์สากล รวมถึงดิจิทัลเทคโนโลยี จะดึงเม็ดเงินลงทุน Data Center & Cloud Services ระดับโลก สุดท้ายอุตสาหกรรมสีเขียวเร่งสร้างระบบนิเวศ ของ EV และระบบซื้อขายคาร์บอน

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับเสาที่ 3 Legal Reform ที่เรียกว่าราชการทันใจ เป้าหมายคือจะต้องพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน มุ่งเป้ามาตรฐาน OECD โดยมีกฎหมาย 2 ฉบับแรก คือ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม และ พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ เบื้องต้นจัดตั้งคณะทำงานกฎหมายของกระทรวง ให้ประชุมทุกสัปดาห์ และรายงานความก้าวหน้าให้รัฐมนตรี และที่ประชุมผู้บริหารของกระทรวงทุกเดือน

ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ สมุดพกคาร์บอนของแต่ละโรงงาน โดยจะร่วมองค์การจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะการควบคุมมลพิษผ่านระบบ CEMS ตรวจวัดจากปล่องแบบเรียลไทม์ การสนับสนุนโซลาร์รูปทอปชุมชน การส่งเสริมการผลิตสินค้าเพื่อผู้สูงอายุ และคนพิการ พร้อมส่งเสริมการจ้างงานกลุ่มเปราะบางเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของ SME

สุดท้าย Minister’s Passion คือโจทย์สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติทางธรรมชาติ นโยบายผู้สูงอายุ และคนพิการ รวมถึงการเชื่อมโยงกับโลก และสืบสานต่อยอดจากฐานเดิมที่นายบรรหาร ศิลปอาชา เคยวางฐานรากไว้ เช่น จากอิสเทิร์นซีบอร์ดสู่โครงการ EEC 

ส่วนกลไกใหม่สำคัญที่จะผลักดัน คือการตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไทย ร่วมกับสภาพัฒน์ฯ และ BOI พร้อมผลักดัน กองทุนจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนทุนอุดหนุนการสร้างนวัตกรรมให้ SME รวมทั้งการรีสกิล และอับสกิลแรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ และตลาดคาร์บอนเครดิต รองรับมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) จากต่างประเทศ
“Passion ของผมคือการตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป เราจะเปลี่ยนความท้าทายเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมสูงวัย ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ของคนไทยทุกคน” นายวราวุธ กล่าวทิ้งท้าย

อนุทิน ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น เมิน พรรคประชาชน มอง 2 มาตรฐาน

อนุทิน ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น เมิน พรรคประชาชน มอง 2 มาตรฐาน

อนุทิน ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น เมิน พรรคประชาชน มอง 2 มาตรฐาน

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

อนุทิน ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมินพรรคประชาชน มอง 2 มาตรฐาน 

วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.05 น. ที่กระทรวงมหาดไทย ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ 

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม นายอนุทิน ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้อง ในคดีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยนายอนุทิน ได้หันมาฟังคำถามและยิ้ม ไม่ตอบคำถาม 

เมื่อถามต่อว่า กรณณีนี้มีการตั้งข้อสังเกต จากพรรคประชาชน เปรียบเทียบกับคดี 44 ส.ส. ว่าเป็นการสองมาตรฐาน หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า “เราตกลงกันแล้ว ว่าจะไม่เดินถาม” ก่อนจะเดินทางออกจากกระทรวงมหาดไทยทันที 

อนุทิน พยักหน้ารับ วางตัว หัวหน้าคณะคุยสันติสุขใต้ คนใหม่แล้ว ปัดตอบเปลี่ยน ผอ.รมน.ภาค4

อนุทิน พยักหน้ารับ วางตัว หัวหน้าคณะคุยสันติสุขใต้ คนใหม่แล้ว ปัดตอบเปลี่ยน ผอ.รมน.ภาค4

อนุทิน พยักหน้ารับ วางตัว หัวหน้าคณะคุยสันติสุขใต้ คนใหม่แล้ว ปัดตอบเปลี่ยน ผอ.รมน.ภาค4

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.13 น.

”อนุทิน“ห่วงปชช.ชายแดนไทย-เมียนมา หลังสู้รบกระสุนตก ทำเดือดร้อน  เตือนอย่าทำให้บ้านเราได้รับผลกระทบ พยักหน้ารับวางตัวหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข จชต. ชี้เป็นตอนขั้นตอน ปัดตอบพื้นที่กดดันเปลี่ยนตัว “ผอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า” แทน

วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.05 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงข้อสั่งการในที่ประชุมเกี่ยวกับดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะสถานการณ์สู้รบในเมียนมา ว่า วันนี้ถือเป็นการประชุมกลางของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีข้อสั่งการหลายอย่าง โดยยอมรับว่า เป็นห่วงในทุกเรื่อง

ส่วนที่ประชาชนไทยได้รับความเดือดร้อนจากกระสุนที่ตกข้ามแดนมาฝั่งเรา นายอนุทิน กล่าวว่า ได้มีการดำเนินการทุกวิถีทาง ทั้งเรื่องทางการทูตและการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน จึงต้องมีการพูดคุยกัน ซึ่งเขายืนยันว่า เป็นการสู้รบ   ไม่ได้มีเจตนารุกล้ำข้ามมาฝั่งไทย โดยเราไม่ได้ยอม หากจะสู้รบก็สู้รบในส่วนของเขา อย่าให้บ้านเราได้รับผลกระทบ 

ขณะที่การประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีการหารือใน การตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนภาคใต้หรือไม่ เนื่องจากในรัฐบาลนี้ยังไม่มี นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องเป็นไปตามขั้น 

เมื่อถามว่า ได้วางตัวผู้ที่จะเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ไว้แล้วหรือไม่ นายอนุทิน ได้พยักหน้า และตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ครับ” ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าเป็นใคร นายอนุทิน ได้ตอบว่า ประชุมให้เสร็จก่อน

ส่วนจะเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า (ผอ.รมน. ภาค 4 สน.) ที่ไม่ต้องให้ แม่ทัพภาคที่ 4  เป็นโดยตำแหน่ง หรือไม่ หลังพื้นที่มีการกดดัน ซึ่งนายอนุทิน ฟัง แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว 

สภาฯ เต็มคณะ 500 คน 5 สส.ใหม่ ภูมิใจไทย ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง

สภาฯ เต็มคณะ 500 คน 5 สส.ใหม่ ภูมิใจไทย ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง

สภาฯ เต็มคณะ 500 คน 5 สส.ใหม่ ภูมิใจไทย ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.11 น.

‘สภาฯ’ ให้ ‘5 สส.ใหม่’ จาก ‘ภูมิใจไทย’ ปฏิญาณตนก่อนทำหน้าที่ ส่งผลให้ยอดผู้แทนฯครบ 500 คน

วันนี้ 22 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ ได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. รับรองผลการเลือกตั้ง จ.สุพรรณบุรี ให้นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.

รัฐสภา

จากนั้นนายโสภณ ได้แจ้งประกาศประธานสภาฯ ถึงการ ลาออกของ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดั นายวราวุธ ศิลปอาชา และ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จึงถือว่าสมาชิกภาพความเป็นสส.สิ้นสุดลง จึงประกาศเลื่อน สส.ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทน ได้แก่  นายปิติ ปิตุเตชะ นายพงศกร อรรณนพพร นายพิบูลย์ รัชกิจปรระการ และ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เป็น สส.บัญชีรายชื่อ จากนั้นได้ให้ สส.ทั้ง 5 คน กล่าวปฏิญาณตนก่อนทำหน้าที่ พร้อมกับแจ้งว่าจำนวน สส.ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 500 คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่า 250 คน

ทัวร์ลงยับ ‘รอมฎอน ปันจอร์’ หลังโพสต์หยุดเลือดทุกฝ่าย ปมไฟใต้

ทัวร์ลงยับ ‘รอมฎอน ปันจอร์’ หลังโพสต์หยุดเลือดทุกฝ่าย ปมไฟใต้

ทัวร์ลงยับ ‘รอมฎอน ปันจอร์’ หลังโพสต์หยุดเลือดทุกฝ่าย ปมไฟใต้

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.56 น.

วันที่ 22 เมษายน 2569  นาย รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ขอยืนยันอีกครั้งครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้ #ความรุนแรง ไม่ว่าจะจากฝ่ายใด ผมทำงานการเมืองเพราะเชื่อว่าเรามี #ทางเลือก เพื่อคลี่คลาย #ความขัดแย้ง ได้ เราหยุดเลือดทุกคน/ทุกฝ่ายได้ครับ

หลังจากข้อความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ทำเอาคนเข้ามาคอมเมนต์สนั่น ในเฟซบุ๊กของ รอมฎอน ปันจอร์ อาธิ เช่น สิ่งที่คุณต้องทำนะครับ เพราะคุณเป็นส.สของประเทศไทย คุณต้องเอาความจริงทั้งสองฝ่ายมาพูดครับ BRN ทำอะไรไว้กับคนไทยทำอะไรไว้กับประชาชน ทำอะไรไว้กับผู้หญิง ระเบิดที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร คุณเอามาลงให้หมดครับ และสิ่งที่ 2 ที่ทำ คุณจะต้องเอาความคิดที่ผิดพลาดที่คุณคิดว่าผิดของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ไปว่าโรงเรียนปอเนาะ ว่าความจริงมันคืออะไรคุณต้องออกมาเปิดเผยว่าไม่ใช่อย่างที่แม่ทัพพูด แต่นี่คุณไม่ได้ทำอะไรเลย คุณกินภาษีพวกผมเงินเดือนหลักแสนนะครับ แต่คุณพูดเป็นกลางๆเหมารวมว่า ต้องไม่ใช้ความรุนแรง โอเคนี่มันถูกในฐานะที่ไม่ต้องทำงานอะไร พูดง่ายๆครับ พูดแล้วตัวเองดี แต่สิ่งที่คุณเห็นว่ามันผิด เกิดความรุนแรงกับประเทศไทย แม้แต่เป็นศาสนาเดียวกับคุณ คุณก็จำเป็นต้อง เอาออกมาให้ประชาชนคนไทย รู้ครับเพราะคุณเป็นสส แต่นี่คุณเคยทำไหม  สิ่งที่คุณทำก็คือพูดแบบเป็นคนดี พูดกว้างๆแต่ไม่เจาะจง ดูเหมือนคุณเป็นคนดีมาก แต่ไม่คุ้มกับเงินเดือนที่จ่ายครับหลักแสน

ทำไมไม่เห็นมา เรียกร้องให้ จนท ละ ท่าน สส ทำไมเรียกร้องให้ BRN , ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง แต่ไม่เคยห้ามปราม ในสิ่งที่brnทำ , ตอน BRN ยิงทหาร ตำรวจ ชาวบ้าน แบบนี้ถือว่าเป็นความรุนแรงไหมครับ แล้วโจรพวกนี้นี่คนดีเหรอครับอันนี้ผมก็สงสัยนะครับ !!! , คุณต้องเอาความจริงมาพูดกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะเราสูญเสียชีวิตมามากพอแล้ว มันจะต้องจบให้ได้

ตอนยังไม่ประกาศกฎอัยการศึก ทหารไทยบาดเจ็บ ล้มตาย ทำไมคุณไม่ออกมายืนหยัดเพื่อทหารบ้าง , ของอย่างนี้ดูที่การกระทำ ไม่ใช่การโพสต์ค่ะ , คาบ้าน  พอเถอะ ประชาชน เค้ารู้ทันหมดแล้ว 

คลี่คลายอะไร ปัจจุบันตรงนั้นเป็นอธิปไตยไทย100%ไม่ใช่พื้นที่พิพาทที่ปักปันไม่ลงตัวจนเป็นปัญหาถึงปัจจุบันแบบตามเขตแนวชายแดนนะ ขนาดล้านนาล้านช้างเขายังหล่อรวมเป็นไทยได้ , ฉันเป็นติ่งส้มเลือกส้มมาตลอด คุณกำลังทำให้ฉันหวั่นไหว อย่าลืมว่าคุณเป็นสสของคนไทยคุณต้องยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก , ไม่เห็นด้วยกับการแบ่งแยกดินแดน

ผมไม่มั่นใจเกี่ยวกับงบประมาณที่ลงไปในสามจังหวัดภาคใต้ อันนั้นมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นจริงหรือไม่ไม่จริงก็ได้ แต่ที่มั่นใจคือ BRN ไม่ได้หวังดีกับประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ต่างศาสนาแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นครูทหารตำรวจ หรือแม้กระทั่งพระสงฆ์ก็ตาม ในฐานะที่เป็น สส คุณควรนำเสนอข้อมูลทุกด้าน และรอบด้าน นำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงครับ

ชัยชนะ จิกแรง ซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงานเหมือนทำทรงผม

ชัยชนะ จิกแรง ซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงานเหมือนทำทรงผม

ชัยชนะ จิกแรง ซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงานเหมือนทำทรงผม

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.41 น.

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงประเด็นค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังคงสวนทางพลังงาน

นายชัยชนะ ระบุว่า “ท่านซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงาน ให้เหมือนทำทรงผมนะครับ”