รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์ร่วมงานเมืองคานส์ ประสบความสำเร็จ

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์ร่วมงานเมืองคานส์ ประสบความสำเร็จ

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์ร่วมงานเมืองคานส์ ประสบความสำเร็จ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.47 น.

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์ร่วมงานเมืองคานส์ ประสบความสำเร็จ สร้างรายได้เข้าประเทศกว่าพันล้านบาท สะท้อนศักยภาพผู้ประกอบการภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และบริการเกี่ยวข้องของไทย ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

27 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง ผลสำเร็จของทีมไทยเลนด์ ในการเข้าร่วมงาน Marché du Film-Cannes Film Festival 2026 ระหว่างวันที่ 12 – 20 พ.ค.2569 ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า การเข้าร่วมงานปีนี้มีการนัดหมายเจรจาการค้ารวม 296 นัดหมาย สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และคอนเทนต์ไทยที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก โดยสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 1,082 ล้านบาท แยกเป็นการซื้อขายทันที 27.89 ล้านบาท มูลค่าคาดการณ์ภายใน 1 ปี จำนวน 202.06 ล้านบาท และมูลค่าคาดการณ์ภายใน 2 – 5 ปี จำนวน 852.23 ล้านบาท โดยประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ อินเดีย ไต้หวัน เวียดนาม และรัสเซีย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า งาน Marché du Film ถือเป็นตลาดภาพยนตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้านการซื้อขายลิขสิทธิ์ การร่วมผลิต และการลงทุนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยในปี 2569 มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 16,000 คน จากกว่า 140 ประเทศ และมีผู้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์รวมกว่า 40,000 คน และภายในงานยังมีผู้ซื้อกว่า 1,700 ราย บริษัทจัดแสดงกว่า 600 บริษัท การฉายภาพยนตร์และโปรเจกต์กว่า 1,500 รายการ และกิจกรรมในอุตสาหกรรมกว่า 250 กิจกรรม รวมถึงการประชุมสัมมนากว่า 100 หัวข้อ สะท้อนบทบาทของงานในฐานะศูนย์กลางสำคัญขออุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการสร้างเครือข่ายธุรกิจระดับนานาชาติ

“รัฐบาลชื่นชมความสำเร็จของทีมไทยแลนด์ในการเข้าร่วมงานดังกล่าว สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 1,082 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และบริการที่เกี่ยวเนื่อง ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดโลกได้ทั้งในด้านคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และมาตรฐานการผลิต รวมถึงแสดงให้เห็นถึงโอกาสของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและบริการภาพยนตร์ของภูมิภาค” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

นายกฯพร้อมคณะถึงไทย บ่ายสองลุยเปิดงานสินค้าอาหาร THAIFEX 2026

นายกฯพร้อมคณะถึงไทย บ่ายสองลุยเปิดงานสินค้าอาหาร THAIFEX 2026

นายกฯพร้อมคณะถึงไทย บ่ายสองลุยเปิดงานสินค้าอาหาร THAIFEX 2026

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.33 น.

27 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 05.00 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยในเวลา 14.00 น.นายกฯ มีกำหนดการเป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดงานแสดงสินค้าอาหาร 2569 (THAIFEX – ANUGA ASIA 2026) ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

– 006

โฆษก รบ. เผย ปธน.เวียดนาม พร้อมภริยา เยือนไทย 27-28 พ.ค.นี้ ร่วมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์

โฆษก รบ. เผย ปธน.เวียดนาม พร้อมภริยา เยือนไทย 27-28 พ.ค.นี้ ร่วมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์

โฆษก รบ. เผย ปธน.เวียดนาม พร้อมภริยา เยือนไทย 27-28 พ.ค.นี้ ร่วมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.41 น.

โฆษกรัฐบาล เผย ปธน.เวียดนาม พร้อมภริยา เยือนไทยอย่างเป็นทางการประเทศแรกในอาเซียน 27 – 28 พ.ค.นี้ ร่วมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (His Excellency Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Repubilc of Viet Nam) และนางโง เฟือง ลี ภริยา มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (Official Visit) ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2569 โดยนับเป็นการเยือนประเทศไทยครั้งแรกของนายโต เลิม ภายหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม  และประเทศไทยยังเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ผู้นำเวียดนามเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการในฐานะประธานาธิบดีเวียดนาม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากตรงกับโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “New Chapter of the 50th Thailand – Viet Nam Diplomatic Relations: Enhancing Comprehensive Strategic Partnership” เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP)  ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและการค้า ผ่านการดำเนินยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง 3 ด้าน (Three Connects) ตลอดจนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน

สำหรับกำหนดการในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีจะให้การต้อนรับนายโต เลิม และนางโง เฟือง ลี ภริยา อย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และการหารือข้อราชการทั้งในวงเล็กและเต็มคณะ เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง และความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ภายหลังการหารือ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างหน่วยงานของไทยและเวียดนาม รวมทั้งร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม และการแถลงข่าวร่วม ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและนายโต เลิม จะร่วมเป็นประธานเปิดงาน Thailand – Viet Nam Business Forum ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่ลงทุนในเวียดนามได้หารือโดยตรงกับผู้นำเวียดนาม เพื่อสะท้อนข้อเสนอแนะ รับฟังแนวทางสนับสนุน และร่วมกันแก้ไขอุปสรรคทางธุรกิจ อันจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบ win-win partnership ระหว่างไทยและเวียดนามในระยะยาว

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและภริยาจะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำเวียดนามและภริยา ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

“การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำเวียดนามครั้งนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระดับสูงระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกมิติ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้งสองประเทศและภูมิภาคอาเซียนในอนาคต” นางสาวรัชดา กล่าวย้ำ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“วันนี้มีสมาชิกวุฒิสภา 89 คน ยืนยันว่าไม่อยู่ในเครือข่าย หรือระบอบที่ถูกกล่าวหาไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติใครคนใดคนหนึ่ง เป็นอิสระ 100 เปอร์เซ็นต์”

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์

สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

กมธ.วุฒิลากไส้พรรคส้ม จี้ยุติก้าวล่วง เตือนเข้าข่ายผิดม.112

กมธ.วุฒิลากไส้พรรคส้ม จี้ยุติก้าวล่วง เตือนเข้าข่ายผิดม.112

กมธ.วุฒิลากไส้พรรคส้ม จี้ยุติก้าวล่วง เตือนเข้าข่ายผิดม.112

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กมธ.วุฒิลากไส้พรรคส้ม จี้ยุติก้าวล่วง เตือนเข้าข่ายผิดม.112 ชี้คำพูดเท้งหมายถึงใคร ไอติมปลุกปั่น21ล้านเสียง

กมธ.พิทักษ์สถาบันฯสว.เดือด จวกยับพรรคส้ม-เท้ง-ปิยบุตรปั้นวาทกรรม ก้าวล่วงองคมนตรี กระทบชิ่งลามสถาบันฯ ฉะพฤติกรรมตีวัวกระทบคราด” หวังสั่นคลอนความเชื่อมั่น ขู่เตือนเข้าข่ายผิด ม.112ซ้ำซาก ขณะที่ไอติมอ้าง ปลุก 21ล้านเสียงลุกขึ้นสู้ลุยแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนภราดรตอกเจ็บยันมีแต่พรรคสีน้ำเงินที่โตมาจากพรรคส้ม ยันเป็นเอเจนท์ของประชาชน สิริพงศ์เย้ยแค่หากิมมิกทางการเมือง

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญการพิทักษ์ และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำกมธ.แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับข้อความที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าเสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะองคมนตรีภายหลังปรากฏภาพ 9 องคมนตรีประชุมร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ(บกปภ.ช.)ที่เห็นว่าเป็นการขัดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และผิดประเพณีการปกครองของประเทศไทย

กมธ.พิทักษ์สถาบันฯสว.ซัดเท้ง-ปิยบุตร

โดยพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร ในฐานะรองประธานกมธ.ฯกล่าวประกาศจุดยืนของกมธ.ว่าจากกรณีที่พรรคประชาชนมีการนำภาพองคมนตรี 9 คนที่เข้าร่วมประชุมฯ กับบกปภ.ช.พร้อมกับโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กพรรคฯว่ารัฐบาลกำลังกำลังทำการมิบังควรและละเมิดหลักประชาประชาธิปไตยฯนอกจากนั้นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ยังให้สัมภาษณ์ว่าบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีนอกจากจะไม่ควรห้อยโหน หรือดึงฟ้าต่ำแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางเพื่อดันฟ้าให้สูงขึ้นรวมถึงกรณีของนายปิยบุตรที่ให้ยกเลิกคณะองคมนตรีพร้อมระบุอีกว่าเรื่องทั้งหมดขัดต่อหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 10 ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรีและมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ และอ้างถึงมาตรา 11 การเลือก การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยและมาตรา 12 องคมนตรีจะต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และข้าราชการในพระองค์ และองคมนตรียังปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆและติดตามความคืบหน้าโครงการที่พระมหากษัตริย์ช่วยเหลือพสกนิกร เพื่อรายงานต่อพระมหากษัตริย์ และองคมนตรีเป็นโบราณราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ

ปั้นวาทกรรมก้าวล่วงองคมนตรี

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า การประชุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการประชุมติดตามการรับมือสาธารณภัย โดยมีคณะองคมนตรีเข้าร่วมสังเกตการณ์ และดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมดังกล่าวของพรรคประชาชน และแกนนำ เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทขององคมนตรี มีเจตนา หรือประสงค์ต่อผลที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเป็นพฤติกรรมเดิมต่อเนื่อง ตั้งแต่พรรคก้าวไกล ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีว่าเป็นการลดสถานะและการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ และชี้ว่า เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ

ไล่บี้พรรคส้มแสดงความรับผิดชอบ

“ดังนั้นกมธ.พิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาชน ให้แสดงความรับผิดชอบไม่นำสถาบันมาโจมตี หรือใช้ทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกระหว่างประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ กมธ.จะพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวข้างต้นและพรรคประชาชนต่อไปเพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและศูนย์รวมของชาติไทยสืบไป“ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

กล่าวหาระบอบสีน้ำเงินปชช.รู้หมายถึงใคร

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษกล่าวอีกว่าภายหลังจากที่คณะองคมนตรีได้ร่วมประชุมกับบกปภ.ช.มีการกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ภายใต้การชี้นำขององคมนตรี ไม่ใช่การปรึกษาหารือหรือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และอ้างถึงโพสต์เฟซบุ๊กของนายณัฐพงษ์ที่โพสต์รำลึก 12ปีเหตุการณ์รัฐประหารปี2557ซึ่งมีข้อความที่ระบุว่า “ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระและวุฒิสภา พร้อมที่จะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลบิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนไม่ได้ ผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินไม่จำเป็นต้องตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่เพราะไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่มีความมุ่งหมายกินร่วมประเทศทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ“ข้อความดังกล่าว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษระบุอีกว่าตนในฐานะประธานกมธ.องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เห็นว่ามีการเน้นย้ำเรื่องระบอบสีน้ำเงิน กินรวบประเทศไทยซึ่งแสดงภายหลังหลังจากที่คณะองคมนตรีร่วมประชุมกับ บกปภ.ช.หากตีความแล้วคำว่า ระบอบหมายถึงการคงมีอยู่ และการอยู่ต่อไป สีน้ำเงินคือ สีแถบธงชาติไทย ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปทราบอย่างดีว่าหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ และการกล่าวว่า กินรวบประเทศไทยหมายถึงพฤติกรรมการผูกขาด หรือการใช้โอกาสเอามาเป็นผลประโยชน์ของตนทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ เข้าใจได้ว่าเป็นความพยายามสร้างวาทกรรม พยายามทำให้สถาบันฯ ดูสั่นคลอนในสายประชาชนใช่หรือไม่

ขู่เตือนเข้าข่ายผิดม.112ซ้ำซาก

“การนำการทำหน้าที่ขององคมนตรีที่อยู่ในพระบรมราชวินิจฉัย ตามโครงการของพระมหากษัตริย์ การโจมตีกล่าวหา ไม่มีมูลค่าซ้ำซ้อน การบริหารงานของรัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณหรือไม่ เป็นการตีวัวกระทบคราดหรือไม่ว่า ต้องการสื่อถึงใคร วิญญูชนย่อมเข้าใจได้โดยรู้ดีว่า วาทกรรมนั้น อาจกระทบกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นความพยายามใช้วาทกรรมทำให้สถาบันสั่นคลอนในสายตาประชาชน ต้องการให้บ้านเมืองปั่นป่วนหรือไม่ ทำให้คนไทยแตกแยกต่อไปหรือไม่” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ระบถ

พฤติกรรมตีวัวกระทบคราด

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การวิจารณ์ตามปกติ แต่เป็นความพยายามในการลดความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเสาหลักของบ้านเมืองและการโยงสี โยงคนรอบสถาบัน ปล่อยให้สังคมตีความกันเอง แบบมีนัยยะซ่อนเร้น เชื่อได้ว่าเป็นการหมิ่นสถาบันหรือไม่ เป็นการ ตีวัวกระทบคราด เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดมาตรา112โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจผิดต่อองคมนตรีว่ามีการเข้าแทรกแซง สั่งการรัฐบาลการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการแสดงความเห็นนำไปสู่การสร้างกระแสสังคมที่วิจารณ์องคมนตรี เพื่อให้ประชาชนไม่ยอมรับองคมนตรีนำไปสู่การเสนอข้อเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรีเป็นการเสนอที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงเจตนาที่ส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน เรียกร้องให้องค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

“พฤติการณ์ดังกล่าวของแกนนำพรรคประชาชน อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี 44สส.ที่อยู่ในชั้นศาลฎีกาและศาลฯไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งศาลฯมีคำสั่งเงื่อนไขข้อห้ามการกระทำซ้ำเอาไว้”พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

พริษฐ์กางชำแหละระบอบสีน้ำเงิน

ที่รัฐสภา นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน)ให้สัมภาษณ์ถึงความหมายของ”ระบอบสีน้ำเงิน”ว่าหมายถึงกลุ่มการเมืองที่อาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งเปิดช่องให้กระบวนการเลือก สว.เป็นการเลือกกันเองและไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้กลุ่มการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้เมื่อสามารถควบคุมวุฒิสภาได้ กลุ่มการเมืองดังกล่าวจะสามารถควบคุมการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหมดนำไปสู่การผูกขาดอำนาจครอบคลุมทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรอิสระ

ปลุก21ล้านเสียงลุกขึ้นสู้ทำรธน.ใหม่

เมื่อถามว่าระบอบสีน้ำเงินจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากขึ้นหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีความท้าทายแน่นอน และตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้สำเร็จได้ก็คือประชาชน ทั้ง 21 ล้านเสียงจากการทำประชามติ ที่ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะต้องการหลุดจากกลุ่มการเมืองที่เกิดจากการฮั้วกันทั้งกระดานแบบนี้ และต้องการจะหลุดจากกลไกการตรวจสอบที่อ่อนแอ จึงหวังว่าเสียงของประชาชนจะเป็นแรงส่ง ให้เราสามารถนำพาประเทศหลุดออกจากรัฐธรรมนูญ 60 และการเมืองแบบนี้ได้

เมื่อถามว่า เสียงของประชาชน 21ล้านเสียงจะสามารถสู้กับระบอบสีน้ำเงินในรัฐสภาได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเสียงของประชาชนจะแปลมาเป็น 3 ด้านคือ1.ทำให้มีตัวแทนของพรรคประชาชนมาอยู่ในสภา และทำให้ตนมายืนในสภาในฐานะฝ่ายค้านเราจะตอบแทนสิ่งที่ประชาชนให้ด้วยการตรวจสอบกระบวนการดังกล่าว 2.เชื่อว่าเสียงประชามติ 21ล้านเสียงจะผูกมัดทุกฝ่ายว่าจะต้องเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ 3. เสียงประชาชน 21ล้านเสียงยังมี ความหมายต่อการทำประชามติรอบ2 เพราะหากพรรคภูมิใจไทย จะอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256ให้เป็นไปตามร่างของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเราได้วิจารณ์ไปแล้วว่าร่างดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะผูกขาดและกินรวบ ทำให้อำนาจในการชี้ขาดเนื้อหาไปตกอยู่กับ สว.

ท้าหนูรับผิดชอบถ้าร่างภท.ถูกคว่ำ

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่าหากเป็นแบบนั้นจนรัฐสภาให้ความเห็นชอบและเข้าสู่กระบวนการทำประชามติ แล้วประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่เห็นด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะรับผิดชอบอย่างไรเพราะหากดูตามหลักมาตรฐานสากล เมื่อใดก็ตามที่มีการจัดทำประชามติ แล้วรัฐบาลประกาศชัดเจนว่าอยู่ข้างไหน เมื่อผลประชามติออกมาไม่ตามนั้น เราก็มักจะเห็นนายกฯแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เช่นการทำประชามติในประเทศอังกฤษว่าจะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ซึ่งผลออกมาตรงกันข้ามกับรัฐบาลไม่เกิน 3 วันนายกฯก็ลาออก แสดงความรับผิดชอบ

เมื่อถามว่าหากในอนาคตเป็นเช่นนั้นจะมีโอกาสได้เห็นการทำประชามติรอบ2 และการรณรงค์ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นายพริษฐ์กล่าวว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปเรื่องนั้น เพราะขณะนี้เราเตรียมการเข้าสู่การแก้ไขในวาระที่1เป้าหมายคือทำอย่างไรให้ร่างมีความสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรคประชาชนและผ่านความเห็นชอบในวาระ 1 เพื่อไปหาข้อสรุปร่วมกันในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งตนยืนยันว่าเสียงของประชาชนมีความหมาย

“ถ้าหากพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจว่าจะใช้เสียงข้างมากในรัฐสภา เพื่อให้ร่างปลายทางเหมือนกับร่างของพรรคภูมิใจไทยทุกประการ ผมคิดว่าพรรคประชาชนเห็นด้วยกับร่างนั้นได้ยาก แล้วผมคิดว่าหากประชาชนโหวตไม่เห็นชอบ คาดหวังว่ารัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน” นายพริษฐ์ กล่าว

ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน/มีแต่พรรคน้ำเงิน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเย่นต์ของระบอบสีน้ำเงินว่าการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมาล้วนเป็นเอเย่นต์ทั้งนั้น เป็นเอเย่นต์ของพี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจเลือกเข้ามาและพรรคภูมิใจไทยก็เป็นเอเย่นต์ของพี่น้องประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง นำเสนอนโยบายและถูกใจจนได้รับเลือกเข้ามา เป็นเอเย่นต์ของพวกเขาเช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนก็เป็นเอเย่นต์ของคนที่กากบาทเลือกเข้ามา เพื่อทำภารกิจตามที่ได้สัญญากับประชาชน

นายภราดรยังกล่าวถึงระบอบสีน้ำเงินว่าตนไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร แต่พรรคภูมิใจไทยมีสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์และพวกเราก็ถูกเรียกว่า พรรค สีน้ำเงิน ดังนั้นยอมรับว่าเป็นพรรคสีน้ำเงิน เติบโตขึ้นจากการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.

โตจากพรรคส้มหนุนตั้งรัฐบาล

“ก่อนหน้านั้นพรรคสีน้ำเงินโตขึ้นจากพรรคสีส้ม พรรคภูมิใจไทยมีเพียง 70 เสียง ไม่สามารถที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งเกิดขึ้นจากการสนับสนุนของพรรคสีส้ม ทำให้พวกผมได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้บริหารประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 4 เดือน ตามMOA โดยใช้ทุกวินาทีขับเคลื่อนนโยบายที่ได้สัญญากับประชาชน ทั้งกับพรรคประชาชน และพี่น้องประชาชน โดยใช้ระยะเวลาสองเดือนกว่าๆ จนกระทั่งสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. จนเกิดการเติบโตขึ้นของพรรคสีน้ำเงิน จนได้รับเสียงสนับสนุน 192 เสียง”

ลั่นเป็นเอเจนท์ของประชาชน

เมื่อถามว่า การที่พรรคประชาชนเคลื่อนไหวเช่นนี้ต้องการอะไร นายภราดรกล่าวว่า เป็นการสร้างวาทกรรม และดิสเครดิตรัฐบาล ตนจึงอยากเชิญชวนให้กลับมาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้าง วาทกรรม ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ท้วงติงอย่างมีเหตุมีผลโดยใช้กลไกของสภา มาท้วงติง ไม่ใช่จู่ๆ มาสร้างวาทกรรมใหม่ เป็นระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าระบอบสีน้ำเงินคืออะไร ดังนั้น ตนขอย้ำอีกครั้งว่าขณะนี้มีแต่ พรรคสีน้ำเงิน

เมื่อถามว่า จะเรียกร้องให้หัวหน้าพรรคประชาชนออกมาระบุให้ชัดหรือไม่ว่าใครคือตัวการของระบอบสีน้ำเงิน นายภราดรกล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบ และได้ย้ำแล้วว่า เอเย่นต์ของพรรคการเมืองคือพี่น้องประชาชน เพื่อขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จตามเจตนาที่พวกเขาได้เลือกเราเข้ามา

สิริพงศ์เย้ยเท้งแค่กิมมิกทางการเมือง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)ผู้นำฝ่ายค้านฯระบุว่าสังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินจะกระทบกับรัฐบาลหรือไม่ว่า ตนก็ไม่คิดที่เขาพูดอย่างนี้ปกติอยู่แล้ว คิดว่าก็น่าจะเป็นกิมมิกทางการเมือง เพราะเป็นปกติที่ฝ่ายค้านก็ต้องค้านและต้องหากิมมิกอะไรมา กลไกต่อสู้ทางความคิดก็เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนที่บอกว่าระบอบสีน้ำเงินครองประเทศนั้น ไม่ได้จะทำให้พรรคภท.รู้สึกเสียหายเพราะพรรคภท.รอบนี้มาจากการเลือกตั้งและประชาชนเลือกเรามาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนเขาจะตีความแบบไหนก็แล้วแต่ เป็นธรรมดาที่คนชอบ ถ้าสมมุติว่าเขาชนะ เขาก็บอกว่าประชาชนเลือกเขามา ถ้าคนอื่นชนะเขาก็บอกว่าโกงเขามา มันก็ธรรมดา

เมื่อถามว่าพรรคภท.มองว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีนัยอะไรใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่าไม่ได้มีนัยอะไร ซึ่งตนคิดว่าเรื่องที่เขาเอามาพูดเอามาโยงกันเยอะไปหน่อยเพราะบางเรื่องเป็นเรื่องที่เขาปฏิบัติกันมาเป็นปกติ ไม่ได้มีเรื่องอะไรที่จะต้องเอามาเป็นประเด็น ส่วนตัวตน

อนุชาชู5นโยบายสู้ศึกชิงผู้ว่ากทม.

บ่ายวันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวเปิดตัววิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานคร ภายใต้แคมเปญ“เมืองฟ้าอมร… and more”ว่าวันนี้คือกรุงเทพฯ 50 เขต ซึ่งพื้นที่กายภาพ ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจไม่เหมือนกันเลย กรุงเทพฯ ชั้นในก็จะมีปัญหาแบบหนึ่งจึงต้องการชีวิตอีกแบบหนึ่ง เราจึงพยายามออกแบบเพื่อให้ครอบคลุมให้มากที่สุด จากพูดคุยกันมาทั้งหมดเราเห็นปัญหาและเราเห็นในสิ่งที่คิดว่าเราสามารถเดินหน้า เพื่อรณรงค์จากนี้ไปเพื่อให้ชาวกรุงเทพฯพิจารณาพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอตัวเข้ามาทำงาน ผ่านแนวคิด “And More” ที่วางนโยบาย 5 ด้าน คือ

เดินทางสะดวก-เมืองสะอาด

1.การเดินทางสะดวก โดยมุ่งแก้ปัญหาการเดินทางที่ขาดความเชื่อมโยง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รถเมล์ขสมก.โอนย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกทม.โดยตรงเพื่อให้การออกแบบเส้นทางเดินรถและรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด พร้อมจัดทำระบบ Feeder อย่างเป็นรูปธรรม นำรถ Shuttle Bus พลังงานไฟฟ้า (EV)มาใช้รับส่งประชาชนจากตรอกซอกซอยหรือหมู่บ้านเข้าสู่ระบบขนส่งหลัก2. เมืองสะอาด โดยปรับเปลี่ยนระบบกำจัดขยะของ กทม.โดยศูนย์กำจัดขยะหลักเช่นอ่อนนุช หนองแขม สายไหม) จะต้องถูกยกระดับเป็นระบบปิด100% ควบคุมกลิ่นและน้ำเสียได้มาตรฐาน พร้อมผลักดันเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) เพื่อลดการฝังกลบและกระจายศูนย์จัดการขยะไปยังโซนกรุงเทพฯเหนือและตะวันออก

ใช้ชีวิตสบาย-มีรายได้เพิ่ม-ตรวจสอบได้

3. ใช้ชีวิตสบายทั้งร่างกายและจิตใจ โดยจะเพิ่มบ้านพักผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้น และต่อยอดระบบ Fast Track ที่ให้สิทธิการทำฟันสำหรับผู้สูงอายุใช้บริการได้เร็วขึ้น ปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.ให้เป็นคลินิกชุมชนที่รักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้จริง นำระบบ Telemedicine และการส่งยาถึงบ้านมาใช้เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่4. มีรายได้มากขึ้น คือผลักดันการเพิ่มรายได้ให้แก่ กทม. เพื่อนำมาพัฒนาเมือง เช่น การจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมทั้งสร้างโครงการจ้างงานทุกช่วงวัยโดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณกลับเข้ามาทำงานในฐานะอาสาสมัครเพื่อสร้างรายได้เสริม พร้อมยกระดับกทม.สู่ Smart City ปรับปรุงระเบียบการขออนุญาตต่างๆให้รวดเร็วเอื้อต่อการประกอบธุรกิจสนับสนุนเกษตรชานเมืองสร้างรายได้และ 5.ตรวจสอบได้หมด คือ ยึดมั่นในอุดมการณ์การเมืองสุจริตของพรรคประชาธิปัตย์โดยจะนำแพลตฟอร์ม“ส่องรัฐ”มาประยุกต์ใช้กับกทม.เพื่อเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณของท้องถิ่นให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมทั้งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติฝุ่น PM 2.5 และสภาพการจราจรแบบ Real-time

พระปกเกล้าเปิดชื่อเรียนTopFrom001

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถาบันพระปกเกล้าได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการเมืองเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต รุ่นที่ 1 (TopFrom001) จำนวน 63 คน พร้อมรายชื่อสำรอง 17 คน ซึ่งมีชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์หลายรายที่น่าสนใจ เริ่มต้นในส่วนของทายาทนักการเมืองและนักการเมือง

นักการเมือง-ลูกคนดังพาเหรดพรึ่บ

อาทิ นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ หรือ เอิง ที่ปรึกษาทางการเมืองพรรคเพื่อไทย เพื่อนสนิท“อดีตนายกฯอิงค์”แพทองธาร ชินวัตร นายกุลเชษฐ์ เสงี่ยมพงษ์ นักวิเคราะห์ บริษัทบีซีพีจี จำกัด(มหาชน) บุตรชายของนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรมว.ต่างประเทศ สมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯและรัฐบาลน.ส.แพทองธาร นายจุติพันธุ์ มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด(มหาชน) บุตรชายของ นายสุพันธฺ มงคลสุธี อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอดีตประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจของพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.)

โดยยังมีชื่อนายสรวง สิทธิสมาน ที่ปรึกษาสมาคมนักเรียนไทยจีน บุตรชายของนายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสว. นายอาชวิน อยู่บำรุง หรือ กาโม่ บุตรชายนายวัน อยู่บำรุง อดีตสส.กทม. นายสกลภัทร ประยูรรัตน์ กรรมการบริหารบริษัทกฎหมายและธุรกิจอินเตอร์คอนซัลแตนท์จำกัดบุตรชายพ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาธิการป.ป.ง.,น.ส.สุจิตรา พรหมเลิศ ปลัดอำเภอปากเกร็ดจ.นนทบุรี บุตรสาวของนายฉัตรชัย พรหมเลิศ หรือ ‘ปลัดฉิ่ง’อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนพรรคประชาชน ว่าที่พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ กลิ่นเกษร สารวัตรกองกำกับการ4 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บุตรชายของพล.ต.ท.เรวัตร กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดและอดีตรักษาการผบช.น.เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีในส่วนคนดังวงการบันเทิง อาทิ“เต”ตะวัน วิหครัตน์ ศิลปินนักแสดง บริษัทจีเอ็มเอ็มทีวี จำกัด รายต่อมาคือ“สกาย”วงศ์รวี นทีธร นักแสดงและนายแบบชาวไทย อดีตสังกัดจีทีเอชและนาดาวบางกอก ปัจจุบันเป็นนักแสดง บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัดและชนิตา ศรีดาเกษเครธอร์น เจ้าของมุงกุฎ Mrs.World 2025

2ผู้นำถกชื่นมื่น ‘หนู-มาครง’ยกระดับ การค้ากับความมั่นคง

2ผู้นำถกชื่นมื่น ‘หนู-มาครง’ยกระดับ การค้ากับความมั่นคง

2ผู้นำถกชื่นมื่น ‘หนู-มาครง’ยกระดับ การค้ากับความมั่นคง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

2ผู้นำถกชื่นมื่น ‘หนู-มาครง’ยกระดับ การค้ากับความมั่นคง

นายกฯอนุทิน หารือ ประธานาธิบดีมาครง แห่งฝรั่งเศส เดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์ 2 ชาติ สู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ–ความมั่นคง พร้อมผลักดัน FTAไทย–สหภาพยุโรป ยันคุยเขมรใช้ UNCLOS เลิก MOU 44

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Palais de l’Elysée) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายเอมานูว์แอล มาครง (H.E. Mr. Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่น

ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุป ประเด็นสำคัญของการหารือร่วมกัน ได้แก่ 1.การส่งเสริมการค้าและการลงทุน ทั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสและนายกรัฐมนตรีเห็นพ้องร่วมกันผลักดันมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ พลังงานทางเลือก อวกาศและการบิน สายส่งไฟฟ้าอัฉริยะ รวมไปภึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI DATA Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ภาคเอกชนฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญและศักยภาพสูง

ซึ่งภายหลังการหารือกับ MEDEF International และภาคเอกชนชั้นนำของฝรั่งเศส หลายบริษัทแสดงความสนใจลงทุนหรือขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติม ขณะเดียวกันฝรั่งเศสชื่นชมการลงทุนจากภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศส และอยากเห็นการลงทุนของภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศสเพิ่มมากขึ้น

2.การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย และมุ่งมั่นจะสรุปการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยนายกรัฐมนตรีขอบคุณฝรั่งเศสที่สนับสนุนกระบวนการเจรจามาอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าความตกลงฉบับนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ

3. ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง สู่ความปลอดภัยทางไซเบอร์ จากการที่ทั้งสองฝายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก คอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) จะมีการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่แสวงหาความร่วมมือทั่วโลกในการปราบปรามแสกรมเมอร์และภัยออนไลน์ ประสบผลสามารถดำเนินคดีส่งกลับผู้ตัวผู้ต้องหา รวมทั้งจับหารยึดทรัพย์สินผิดกฏหมายได้เป็นจำนวนมาก

4. สถานการณ์ไทย-กัมพูชา และเมียนมาร์ นายกรัฐมนตรียืนยันไทยยึดหมั่นเคารพในหลักอธิปไตยสันติภาพ และกฏหมายสากล การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เนื่องจากตลอดระยะเวลาเกือบ 25 ปี ไม่มีความคืบหน้า ไทยจึงเลือกที่จะใช้กฏหมายสากล คือ UNCLOS ภายใต้การพูดคุยของสองประเทศ สำหรับปัญหาชายแดนทางบก ก็จะยึดการดำเนินการตาม joint statement ที่ได้มีการลงนามปลายปีที่ผ่านมา และต้องพิสูจน์ความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาด้วย

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 2026-2028 (Joint Action Plan to strengthen the Thai-French Partnership 2026-2028) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ฝรั่งเศส สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

อนึ่ง ผู้เข้าร่วมฝ่ายฝรั่งเศส ได้แก่ Jean-Noël Barrot รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุโรปและการต่างประเทศ, Éléonore Caroit รัฐมนตรีช่วยว่าการด้านประชาคมภาษาฝรั่งเศสและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศ, Benoît Guidée อธิบดีกรมเอเชียและโอเชียเนีย, Jean-Claude Poimboeuf เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย, Emmanuel Bonne ที่ปรึกษาด้านการทูตประจำประธานาธิบดีฝรั่งเศส, Julie Le Saos ที่ปรึกษาด้านกิจการเอเชีย, Jean-Noël Ladois ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารระหว่างประเทศ, Victoire Vandeville ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และ General Vincent Giraud ที่ปรึกษาด้านการทหารประจำประธานาธิบดีฝรั่งเศส

มฟล. ยกระดับบริการนวัตกรรมครบวงจร ดันไอเดียท้องถิ่นสู่เวทีระดับประเทศ ขับเคลื่อน SDGs

มฟล. ยกระดับบริการนวัตกรรมครบวงจร ดันไอเดียท้องถิ่นสู่เวทีระดับประเทศ ขับเคลื่อน SDGs

มฟล. ยกระดับบริการนวัตกรรมครบวงจร ดันไอเดียท้องถิ่นสู่เวทีระดับประเทศ ขับเคลื่อน SDGs

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม เดินหน้าพัฒนาการให้บริการด้านนวัตกรรมและการพัฒนาธุรกิจแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนนักศึกษา อาจารย์ บุคลากร และผู้ประกอบการ ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม บริการครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจาก บริการออกแบบนวัตกรรม (Design) ที่ช่วยพัฒนาแนวคิดสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งานและความต้องการของตลาด โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับ บริการจัดการด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่ให้คำแนะนำตั้งแต่การสืบค้นสิทธิบัตร การยื่นจดทะเบียน การคุ้มครองผลงาน ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

อีกหนึ่งจุดเด่นคือ โรงงานต้นแบบเครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (MFU Cosmetic Pilot Plant) ซึ่งรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม ตั้งแต่การทดลองสูตร การผลิตต้นแบบ ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงนอกจากนี้ ยังมี บริการพื้นที่สร้างสรรค์ธุรกิจและนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาพัฒนาไอเดีย ทดลองสร้างต้นแบบ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

หนึ่งในเรื่องราวความสำเร็จที่สะท้อนศักยภาพของระบบสนับสนุน คือกลุ่มนักศึกษาที่เริ่มต้นจากแนวคิดพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “ไข่ผำ” โดยร่วมพัฒนากับ วิสาหกิจชุมชนมีชีวาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ตำบลเวียงชัย จังหวัดเชียงราย และได้รับการบ่มเพาะอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการพัฒนาสูตรและผลิตต้นแบบในโรงงาน

ผลงานดังกล่าวสามารถยกระดับสู่เวทีการแข่งขันระดับประเทศ และคว้ารางวัล ชนะเลิศ ประเภท “ใช้ดี” (Best of the Best) ในโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ประจำปี 2568 ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นจากผู้เข้าร่วมกว่า 67 สถาบันการศึกษา และ 342 ชุมชนทั่วประเทศ ตอกย้ำศักยภาพและความโดดเด่นของผลงานในระดับประเทศ โดยผลิตภัณฑ์จาก “ไข่ผำ” ภายใต้แบรนด์ “พาโมริ (Pamori)” ได้รับการพัฒนาอย่างครบวงจร ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และการเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างโดดเด่น สะท้อนถึงการผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ จนสามารถต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจได้จริง โดยความสำเร็จดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้แก่ SDG 8: Decent Work and Economic Growth สนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และการเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานนวัตกรรม  และSDG 9: Industry, Innovation and Infrastructure ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม การวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์จริง

ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงแสดงถึงศักยภาพของนักศึกษา แต่ยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยสู่ตลาดในอนาคตอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage: ส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หรือที่ E-Mail: mfii@mfu.ac.th และโทรศัพท์: 0-5391-7003 เพื่อร่วมเปลี่ยน “ไอเดีย” ให้กลายเป็น “นวัตกรรมที่มีมูลค่า” และก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ม.เนชั่น เปิด ‘คณะแพทยศาสตร์’ ยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ม.เนชั่น เปิด ‘คณะแพทยศาสตร์’ ยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ม.เนชั่น เปิด ‘คณะแพทยศาสตร์’ ยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเนชั่น เดินหน้ายกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เตรียมเปิด “คณะแพทยศาสตร์” และหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2569 มุ่งผลิตแพทย์รุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะทางการแพทย์ และจริยธรรมวิชาชีพ เพื่อรองรับความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศในอนาคต

หลักสูตรดังกล่าวได้รับการประเมินคุณภาพจากสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ ภายใต้การกำกับของคณะอนุกรรมการประเมินและรับรองสถาบันผลิตแพทย์ (สมพ.) ของแพทยสภา โดยใช้ “ศูนย์แพทยศาสตร์ โรงพยาบาลสมุทรปราการ” เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติทางคลินิกสำหรับนักศึกษาแพทย์ ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาอนุมัติจากแพทยสภาอย่างเป็นทางการ

สำหรับหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต จะเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกจำนวน 32 คนต่อปี ใช้ระยะเวลาศึกษา 6 ปี โดยในช่วง 3 ปีแรก นักศึกษาจะเรียนในระดับปรีคลินิก ณ มหาวิทยาลัยเนชั่น วิทยาเขตเชียงใหม่ ก่อนเข้าสู่การเรียนในระดับคลินิกอีก 3 ปี ณ โรงพยาบาลสมุทรปราการ

แนวทางการเรียนการสอนของหลักสูตร มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์ การบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ และการพัฒนาทักษะการดูแลผู้ป่วยควบคู่กับจริยธรรมวิชาชีพ โดยใช้ระบบประเมินผลแบบ “ผ่าน/ไม่ผ่าน” เพื่อลดแรงกดดันด้านการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดหลักสูตร เพื่อสร้างแพทย์รุ่นใหม่ที่พร้อมทั้งด้านวิชาการ การปฏิบัติงานจริง และความเข้าใจต่อบริบทของระบบสาธารณสุขไทย

ทั้งนี้ การเปิดคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเนชั่น ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ และก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนลำดับที่ 6 ของประเทศไทย ที่เปิดการเรียนการสอนด้านแพทยศาสตร์อย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงความพร้อมในการพัฒนาการศึกษาแพทยศาสตร์สู่มาตรฐานระดับสากล

Pro Chef มวล. ส่งนศ.บินลัดฟ้า ฝึกทักษะอาหารสากลกับเชฟมิชลินที่ไต้หวัน

Pro Chef มวล. ส่งนศ.บินลัดฟ้า ฝึกทักษะอาหารสากลกับเชฟมิชลินที่ไต้หวัน

Pro Chef มวล. ส่งนศ.บินลัดฟ้า ฝึกทักษะอาหารสากลกับเชฟมิชลินที่ไต้หวัน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รศ.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักวิชาการจัดการ ได้ส่งนักศึกษาหลักสูตร Pro Chef จำนวน 28 คนและอาจารย์ 2 คน บินลัดฟ้าไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์และฝึกทักษะวิชาชีพ ณ Hungkuang University ประเทศไต้หวัน ระหว่างวันที่ 17-28 พฤษภาคม 2569 เพื่อเรียนรู้นวัตกรรมอาหารกับเชฟระดับ Michelin Star พร้อมเสริมทักษะภาษาจีน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการระดับนานาชาติ

“ไต้หวันเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว และการบริการ โดยเฉพาะเอกลักษณ์ด้านนวัตกรรมและสภาพแวดล้อมที่เป็นสากล โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการสอนให้ “ทำอาหารเป็น” แต่เป็นการฝึกให้นักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์ สามารถใช้นวัตกรรมในการออกแบบเมนูอาหาร และปรับตัวให้ทันต่อพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป” คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. กล่าว

นายชนะชัย ภู่สุด นักศึกษาตัวแทนโครงการฯ เปิดเผยถึงความรู้สึกในการเดินทางครั้งนี้ว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนไปศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติที่ไต้หวัน ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคการจัดการครัวระดับสากล ศิลปะการจัดจาน และการบริหารจัดการวัตถุดิบให้เกิดมูลค่าสูงสุด ซึ่งการได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานจริงในครัวระดับมืออาชีพ ทำให้ตนเองตระหนักว่า ความละเอียด ความรวดเร็ว และการทำงานเป็นทีมคือหัวใจสำคัญ ประสบการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มทักษะและความมั่นใจ แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่ช่วยให้ผมเข้าใกล้ความฝันในการเป็นโปรเชฟได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ด้าน น.ส.นลิสา โชติทอง อีกหนึ่งตัวแทนนักศึกษา กล่าวเสริมว่า การได้มาแลกเปลี่ยนที่ไต้หวันถือเป็นโอกาสทองในการเรียนรู้เทคนิคการทำอาหารจีนจากเชฟผู้เชี่ยวชาญโดยตรง สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือการได้เห็นระบบการทำงานที่เป็นระเบียบและฉับไว ซึ่งแตกต่างจากการเรียนในภาคทฤษฎี ประสบการณ์นี้ช่วยให้เห็นแนวทางในการพัฒนาตนเองเพื่อต่อยอดวิชาชีพในอนาคต

สจล.ก้าวสู่ปีที่ 66 จัด ‘KMITL EXPO 2026’ เปิดพาวิลเลียน โชว์นวัตกรรมใช้งานได้จริง

สจล.ก้าวสู่ปีที่ 66 จัด ‘KMITL EXPO 2026’ เปิดพาวิลเลียน โชว์นวัตกรรมใช้งานได้จริง

สจล.ก้าวสู่ปีที่ 66 จัด ‘KMITL EXPO 2026’ เปิดพาวิลเลียน โชว์นวัตกรรมใช้งานได้จริง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เตรียมสร้างปรากฏการณ์ ครั้งสำคัญ เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 66 กับการจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 69” (KMITL EXPO 2026) มหกรรมนวัตกรรม เทคโนโลยี และการศึกษาระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้จริงในชีวิต ที่จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิจัย ภาคธุรกิจ นักลงทุน และเครือข่ายจากนานาประเทศ ได้สัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังเปลี่ยนโลก ห้ามพลาด ระหว่างวันที่ 1-6 กันยายน 2569 ณ สจล.

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ สจล. ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 66 และเป็นการสานต่อประวัติศาสตร์ “ลาดกระบังนิทรรศน์” ที่เคยเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” ที่ต้องการผลักดันงานวิจัยและองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคม โดยการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการทางวิชาการ แต่เป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่รวบรวมเครือข่ายมหาวิทยาลัย องค์กรวิจัย หน่วยงานด้านนวัตกรรม และภาคอุตสาหกรรมจากหลายประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ อวกาศ พลังงานสะอาด เมืองอัจฉริยะ เกษตรแห่งอนาคต และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคตของภูมิภาค

ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ ทั้งด้านพลังงาน สังคมสูงวัย ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีอวกาศ ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการผลิตบัณฑิต แต่ต้องเป็นศูนย์กลางการสร้างนวัตกรรมและระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ที่สามารถเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยภายในงานจะถูกเนรมิตเป็น “Innovation Pavilion” ขนาดใหญ่ ที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสเทคโนโลยีจริงในรูปแบบ Immersive และ Interactive พร้อมนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีโลกจากเครือข่ายพันธมิตรนานาชาติตลอดทั้ง 6 วัน

โดย นวัตกรรมที่โดดเด่นถูกจัดแสดงใน 9 Pavilion ดังนี้ 1.พาวิลเลียนเทคโนโลยีอวกาศ (SpaceTech Pavilion) , 2. พาวิลเลียนเทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech Pavilion) , 3.พาวิลเลียนเทคโนโลยีพลังงาน (EnergyTech Pavilion) , 4.พาวิลเลียนสุขภาพและคุณภาพชีวิต (Health & Wellness Pavilion) , 5.พาวิลเลียนอาหารแห่งอนาคต (NextGen Food Pavilion) , 6.พาวิลเลียนเทคโนโลยีควอนตัมและนาโน (Quantum & Nanotech Pavilion) , 7.พาวิลเลียนนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยอัจฉริยะ (Smart Living Pavilion) , 8.พาวิลเลียนปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (AI-IoT Pavilion) , 9.พาวิลเลียนองค์ความรู้และการเรียนรู้แห่งอนาคต (Knowledge Pavilion)

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ “AI & Semiconductor Pavilion” ที่รวบรวมเทคโนโลยี AI ระบบอัจฉริยะ การประมวลผลยุคใหม่ และการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์แห่งอนาคต พร้อมนำเสนอความร่วมมือด้าน AI และ Coding จากเครือข่ายระดับโลก อาทิ 42 Bangkok สถาบันสอนโค้ดดิ้งสัญชาติฝรั่งเศส และเครือข่ายด้านเทคโนโลยีดิจิทัลจากญี่ปุ่นและเอเชีย ที่จะร่วมเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม AI Infrastructure Economy ซึ่งกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกในอนาคต

อีกหนึ่งโซนห้ามพลาด คือ “Space & Aerospace Pavilion” ที่จะเปิดโลกเทคโนโลยีอวกาศ การบิน และระบบดาวเทียม ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายวิจัยจากต่างประเทศ พร้อมจัดแสดงงานวิจัยด้าน GNSS และสภาวะอวกาศ เทคโนโลยีวิเคราะห์ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ และนวัตกรรม UAV รุ่นใหม่ที่สามารถรองรับภารกิจกู้ภัยและการลำเลียงในอนาคต รวมถึงการจำลองเทคโนโลยีอวกาศที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ในอนาคต

ด้าน “Green Energy & Future Mobility Pavilion” จะนำเสนอเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ตั้งแต่แบตเตอรี่โซลิดสเตทกราฟีนควอนตัมดอท ระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยี Digital Twin ไปจนถึงแนวคิด Smart Campus และ Smart City ที่ สจล. กำลังพัฒนา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และมหาวิทยาลัยสีเขียวแห่งอนาคต ขณะที่ “Future Food & Sustainable Agriculture Pavilion” อีกหนึ่งโซนที่เป็นความร่วมมือด้านเกษตรและความยั่งยืนจากเครือข่ายวิจัยระดับโลก โดยผู้เข้าร่วมจะได้เห็นนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ระบบตรวจวัดอัจฉริยะ และแนวทางพัฒนา Bio Material รวมถึงการต่อยอดงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง

นอกจากนี้ ยังมี “International Partnership Pavilion” ที่รวบรวมเครือข่ายมหาวิทยาลัยและองค์กรจากทั่วโลกมาเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การศึกษาต่อ ทุนวิจัย และโอกาสด้านนวัตกรรมระดับนานาชาติ พร้อมกิจกรรม Cultural Showcase และเวทีสร้างแรงบันดาลใจจากเครือข่ายต่างประเทศตลอดทั้ง 6 วัน

อีกหนึ่งความพิเศษของงานปีนี้ คือการเตรียมเปิดตัวนวัตกรรม Deep Tech และผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคม อาทิ แบตเตอรี่พลังงานสะอาดรุ่นใหม่ อุปกรณ์ Skin-on-a-chip เทคโนโลยีการแพทย์แห่งอนาคต แพลตฟอร์มเซนเซอร์อัจฉริยะ และระบบอากาศยานไร้คนขับรุ่นใหม่ รวมถึงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจผ่านโครงการ “Krungthai x KMITL Talent and Social Innovation Development” ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรศักยภาพสูงผ่านการเรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง การพัฒนา Future Skills และการสร้างนวัตกรรมรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต 

รวมทั้งภายในงานยังมีเวทีเสวนาระดับนานาชาติ กิจกรรม Business Matching เวทีด้าน AI และ Future Skills ตลอดจนการแข่งขันและกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน อาทิ การแข่งขันโต้วาทีภาษาอังกฤษ การประกวด KMITL Ambassador การประกวดชุดนานาชาติ KMITL Spectrum of Nations Costume Contest 2026 เทศกาล KMITL METAMORPHIX COSPLAY Contest 2026 และกิจกรรมด้านภาษาและวัฒนธรรมนานาชาติ เพื่อเปิดพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพเยาวชนรุ่นใหม่ และในส่วนของกิจกรรม Open House ยังคงเปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจ ได้เยี่ยมชมคณะ หลักสูตร ห้องปฏิบัติการ และผลงานวิจัยจากทุกคณะและวิทยาลัยของ สจล. อย่างใกล้ชิด พร้อม Workshop และกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่เน้นการลงมือทำจริง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการศึกษาและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 จะเป็นพื้นที่แห่งการต่อยอดความฝันของคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เยาวชน นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ได้ร่วมกันสร้างอนาคตผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริง พร้อมเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

ทั้งนี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมเปิดโลกแห่งนวัตกรรมและโอกาสระดับสากล ในงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” (KMITL EXPO 2026) ระหว่างวันที่ 1 – 6 กันยายน 2569 ณ สจล. โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีแห่งอนาคต เวทีเสวนานานาชาติ กิจกรรม Open House เวิร์กชอป และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนตลอดทั้ง 6 วัน พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/kmitlofficial    และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000