บัวแก้ว เผย ครม.เคาะยกเลิกฟรีวีซ่าท่องเที่ยว 60 วัน ใน 93 ประเทศ

บัวแก้ว เผย ครม.เคาะยกเลิกฟรีวีซ่าท่องเที่ยว 60 วัน ใน 93 ประเทศ

บัวแก้ว เผย ครม.เคาะยกเลิกฟรีวีซ่าท่องเที่ยว 60 วัน ใน 93 ประเทศ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.06 น.

บัวแก้ว เผย ครม.เคาะยกเลิกฟรีวีซ่าท่องเที่ยว 60 วัน ใน 93 ประเทศ

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 นายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล กล่าวในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของกระทรวงการต่างปรพเทศ ว่า ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ เรื่องการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิ์การตรวจลงตราต่างๆ ของไทย ตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งสรุปสาระได้ ดังนี้  1. ให้หนึ่งประเทศ หรือหนึ่งดินแดนได้รับสิทธิ์ยกเว้นการตรวจลงตรา  2. ยกเลิก ผ. 60 ที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้ชาวต่างชาติทั้งหมด 93 ประเทศและดินแดน  3. ทบทวน ผ.30 หรือการตรวจลงตรา  “การผ่อนผันให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการท่องเที่ยว” จาก 57 ประเทศหรือดินแดน ลดลงเป็น 54 ประเทศหรือดินแดน  4. จัดทำ ผ.15 เพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 3 ประเทศหรือดินแดน  และ 5.ทบทวนการตรวจลงตรา (VOA) จาก 31 ประเทศหรือดินแดน ลดลงเป็น 4 ประเทศหรือดินแดน 

ทั้งนี้ รายละเอียดจะเป็นไปตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 3 ฉบับ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับ เมื่อผลกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

นายมังกร กล่าวต่อว่า การทบทวนมาตรการดังกล่าว เป็นผลมาจากการหารือของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ในคณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา โดยคำนึงถึงปัจจัยและเหตุผลต่างๆ ซึ่งได้แก่ 1. ความมั่นคง  2. การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ 3. หลักปฏิบัติต่างตอบแทน 4. ลดความซ้ำซ้อนของสิทธิการยกเว้นการตรวจลงตรา ซึ่งที่ผ่านมาทำให้ชาวต่างชาติสับสน และ 5. ความสะดวกของระบบอีวีซ่าของกระทรวงการต่างประเทศ 

สำหรับชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยแล้วด้วยสิทธิ์ยกเว้นการตรวจลงตราเดิม หรือที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือผู้ที่กำลังจะเดินมาทางมาประเทศไทย ก่อนที่มาตรการใหม่จะมีผลใช้บังคับ ยังได้รับสิทธิ์อยู่ในประเทศไทยจนกว่าระยะเวลาพำนักตามสิทธิเดิมจะสิ้นสุดลง และหลังจากมาตรการการตรวจลงตราใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว ชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาประเทศไทย จะต้องเข้ามาด้วย 1. สิทธิ์ใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ต่อไป  2. ความตกลงทวิภาคี หรือ 3. ขอรับการตรวจลงตราในระบบ อีวีซ่า ตามวัตถุประสงค์การเดินทาง 

อธิบดีกรมการกงสุล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันเดียวกันนี้ ครม. ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา ซึ่งมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานคณะกรรมการฯ ซึ่งในอนาคต คณะกรรมการนี้ก็จะมีการทบทวนมาตรการการตรวจตราเป็นระยะๆ เพื่อให้ครอบคลุมในทุกมิติและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบัน 

ผู้สื่อข่าวถามถึงขอบเกณฑ์สถานะของการประเมินว่าแต่ละประเทศจะมีการเปลี่ยนสถานะอย่างไรบ้าง เราใช้เกณฑ์ประเมินอย่างไรบ้าง

นายมังกร กล่าวว่า ในการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา ก่อนที่จะนำเสนอ ครม. เราได้กำหนดกฎเกณฑ์หลัก ๆ 4 ข้อ ที่กล่าวไปแล้ว ที่ว่าแต่ละประเทศหรือดินแดน ให้ได้รับหนึ่งสิทธิ์ในการยกเว้นการตรวจลงตรา และยกเลิก ผ.60 ทั้งหมด  และทบทวน ผ.30 โดยให้ความสำคัญ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างเดียว  และได้มีการจัดทำ ผ.15 ขึ้นมาใหม่  แล้วได้มีการทบทวน VOA เช่นเดียวกัน  ซึ่งการพิจารณาเรานำประเด็นด้านความมั่นคง เศรษฐกิจเพื่อการท่องเที่ยว หลักปฏิบัติต่างตอบแทน และความซ้ำซ้อนของสิทธิการยกเว้นการตรวจลงตรา  เพราะที่ผ่านมาหลายประเทศหรือหลายดินแดน มีหลายสิทธิ์ก็สร้างความสับสนให้กับผู้เดินทางชาวต่างชาติอยู่พอสมควร  โดยการพิจารณาหลักเกณฑ์เราไม่ได้มุ่งไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง

อนุทิน นำทีม ภท. ยื่นร่างแก้ รธน. ปธ.สภาฯ พรุ่งนี้ เปิดทางตั้ง สสร. 100 คน ยกร่างฉบับใหม่

อนุทิน นำทีม ภท. ยื่นร่างแก้ รธน. ปธ.สภาฯ พรุ่งนี้ เปิดทางตั้ง สสร. 100 คน ยกร่างฉบับใหม่

อนุทิน นำทีม ภท. ยื่นร่างแก้ รธน. ปธ.สภาฯ พรุ่งนี้ เปิดทางตั้ง สสร. 100 คน ยกร่างฉบับใหม่

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.32 น.

อนุทิน นำทีม 190 สส.ภูมิใจไทย ชงยื่นร่างแก้รธน. ต่อประธานรัฐสภา พรุ่งนี้ เปิดทางตั้ง สสร. 100 คน ยกร่างฉบับใหม่ ใช้เสียง สว.ผ่านร่างฯ เป็น 1 ใน 4 ปิดช่องลดขัดแย้ง ย้ำชัดไม่แตะหมวด 1-2 

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ที่ประชุมสส.ของพรรค มีมติ 190 เสียงสส. ร่วมกันลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย โดยเนื้อหาในร่างของพรรคภูมิใจไทย จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้เป็นไปตามผลการลงประชามติของประชาชน 21 ล้านเสียง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 โดยวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะนำทีมสส.ของพรรค ไปยื่นร่างแก้ไขฯต่อประธานรัฐสภา เวลาประมาณ 10.30 – 11.00 น. ที่รัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคภูมิใจไทย จะมีการแก้ไขสองเรื่อง คือเพิ่มเติมหน้าที่ และอำนาจของรัฐสภา แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 คือเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเพิ่มมาตรา 256/1 – มาตรา 256/23 กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จำนวน 100 คน ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นภายใน 360 วันนับตั้งแต่วันเปิดประชุม ส.ส.ร. นัดแรก โดยกำหนดให้ที่มาของ ส.ส.ร. มาจากการสมัครของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้สนใจจากจังหวัดต่างๆ คัดเลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน สำรอง 3 คน จากนั้น ส่งรายชื่อเข้ามาที่รัฐสภา เพื่อให้มีการคัดเลือกตามสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภา

ส่วนที่เป็นประเด็นขัดแย้ง จนเป็นเหตุให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมฉบับเก่าตกไปนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ได้มีการปรับแก้ไขแล้ว โดยปรับจากต้องมีเสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เห็นชอบวาระ 1 และวาระ 3 จาก 1 ใน 3 เป็น 1 ใน 4 ซึ่งคาดว่า จะมีความเป็นไปได้ที่เจรจาต่อรองกันในชั้นกรรมาธิการ 

ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคภูมิใจไทย จะไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2

จับตาพรุ่งนี้!!! ศาลนัดฟังคำพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ คดี ม.112

จับตาพรุ่งนี้!!! ศาลนัดฟังคำพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ คดี ม.112

จับตาพรุ่งนี้!!! ศาลนัดฟังคำพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ คดี ม.112

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

19 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า จับตา ฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดี ม.112 ของ “โตโต้ ปิยรัฐ” กรณีติดป้ายวิจารณ์ผูกขาดวัคซีนที่กาฬสินธุ์ หลังศาลชั้นต้นยกฟ้อง

พรุ่งนี้ (20 พ.ค. 2569) เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และอดีตนักกิจกรรมกลุ่ม WeVo ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกติดตั้งป้ายวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด ที่ริมถนนในจังหวัดกาฬสินธุ์ และโพสต์ภาพป้ายในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2564

ตำรวจเข้าแจ้งข้อหาในเรือนจำ แต่ถูกออกหมายจับอีก ก่อนศาลไม่ให้ประกันตัวชั้นสอบสวน ถูกคุมขัง 33 วัน

คดีนี้มี พ.ต.ท.แสงเพ็ชร หอมสมบัติ รองผู้กํากับการสืบสวน สภ.ยางตลาด เป็นผู้กล่าวหา โดยปิยรัฐถูกคณะพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้าแจ้งข้อกล่าวหาขณะถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีของทีม We Volunteer เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2564 ขณะสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2564 ยังเข้มข้น

ข้อกล่าวหาระบุว่าปิยรัฐได้ร่วมกับพวก จัดทำป้ายไวนิลเพื่อติดประกาศวิพากษ์วิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล แล้วใส่ข้อความที่เป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท รัชกาลที่ 10 ไปติดตั้งไว้ที่ต้นไม้และเสาไฟ รวมทั้งซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติบนเกาะกลางถนน บนถนนสายอำเภอยางตลาด-จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 7 แผ่นเรียงกัน ต่อมา มีการถ่ายภาพนำไปโพสต์ในเฟซบุ๊กชื่อ “โตโต้ ปิยรัฐ -Piyarat Chongthep” และทวิตเตอร์ชื่อ “We Volunteer”

ต่อมา หลังจากศาลอนุญาตให้ประกันตัวในคดีที่เขาถูกคุมขังอยู่เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2564 ปิยรัฐได้ถูกตำรวจเข้าอายัดตัวตามหมายจับของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ลงวันที่ 2 เม.ย. 2564 ก่อนส่งตัวไปยัง สภ.ยางตลาด เจ้าของคดี โดยมีข้อสังเกตว่าคณะพนักงานสอบสวนเข้าแจ้งข้อกล่าวหาปิยรัฐที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้ว ไม่น่าจะมีเหตุทางกฎหมายให้ตำรวจไปขอออกหมายจับ และไม่มีเหตุผลที่ศาลจะอนุญาตให้ออกหมายจับได้ อีกทั้งหมายจับดังกล่าวไม่มีการติ๊กระบุสาเหตุของการออกหมายจับใด ๆ

ต่อมาวันที่ 3 เม.ย. 2564 คณะพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำปิยรัฐอีกครั้ง อ้างว่ากระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำในวันที่ 30 มี.ค. 2564 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ปิยรัฐไม่ยอมรับและไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ พนักงานสอบสวนเกรงว่ากระบวนการจะไม่ชอบ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาอีกครั้ง

ปิยรัฐโต้แย้งว่า เหตุที่ไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ เนื่องจากหลังการสอบปากคำผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เจ้าหน้าที่ไม่ได้นำบันทึกคำให้การมาให้ตนอ่านและเซ็น แต่กลับนำแบบลายพิมพ์นิ้วมือมาและให้ตนพิมพ์ลายนิ้วมือโดยไม่แจ้งใด ๆ เมื่อตนแจ้งผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ว่า ขออ่านบันทึกคำให้การก่อน แต่เจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่า พนักงานสอบสวนนำเอกสารเดินทางกลับกาฬสินธุ์แล้ว ตนจึงไม่พิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารที่ไม่ทราบที่มาที่ไป

จากนั้น พนักงานสอบสวนได้ยื่นขอฝากขังปิยรัฐต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ขณะทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับ และคำร้องคัดค้านการขอฝากขัง ก่อนศาลให้มีการเบิกตัวปิยรัฐไปศาล และให้ไต่สวนคำร้องขอฝากขัง

หลังการไต่สวน ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง และไม่อนุญาตให้ประกันตัวปิยรัฐ โดยระบุว่า คดีที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญาร้ายแรง มีอัตราโทษสูง ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอื่นอีกหลายคดี ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา ทำให้ปิยรัฐถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์

หลังจากนั้น ทนายความยังพยายามยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้อง และพยายามยื่นประกันตัวอีก จนในการยื่นประกันตัวครั้งที่ 3 ศาลได้ให้ไต่สวนคำร้องขอประกันตัว จนวันที่ 5 พ.ค. 2564 ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยเห็นว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์จะหลบหนี และไม่มีพฤติกรรมยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน แต่ให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการติดตามตัว (กำไล EM) พร้อมกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ในการประกันตัว ทำให้ปิยรัฐได้รับการปล่อยตัวในคดีนี้ หลังถูกคุมขังไปรวม 33 วัน

ต่อมาวันที่ 25 มิ.ย. 2564 พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ยื่นฟ้องปิยรัฐต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยในการประกันตัว ศาลเห็นว่าจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ทั้งการใช้อุปกรณ์ EM เป็นภาระเกินสมควรแก่จำเลย จึงอนุญาตให้ปลด EM ได้ แต่เงื่อนไขอื่นในการปล่อยชั่วคราวให้คงเดิม รวมปิยรัฐต้องติดกำไล EM ไปทั้งหมด 52 วัน

ศาลชั้นต้นยกฟ้องคดี เห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยร่วมติดต่อป้าย-โพสต์ข้อความ

คดีนี้เริ่มสืบพยานตั้งแต่เดือน ก.ค. 2565 อัยการโจทก์นำพยานเข้าสืบรวม 21 ปาก ใช้เวลาสืบ 6 นัด แต่ฝ่ายจำเลยไม่มีพยานเข้าเบิกความเลยแม้แต่ปากเดียว เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้งดสืบพยานจําเลย หลังปิยรัฐขอเลื่อนสืบพยาน 6 ครั้ง จากเหตุติดภารกิจประชุมสภาฯ ไม่สามารถมาศาลได้ 4 ครั้ง และจากเหตุจำเป็นของทนายจำเลยอีกรวม 2 ครั้ง

แม้ต่อมา ปิยรัฐได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยยืนยันหลักฟังความสองฝ่าย ซึ่งควรให้โอกาสจําเลยได้นําพยานหลักฐานเข้าสืบต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ อันเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรม รวมถึงยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาประวิงคดี แต่ศาลก็ยกคำร้อง

โดยสรุปเนื้อหาการต่อสู้คดี จากการสืบสวนตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ทราบว่า ใครเป็นผู้ติดตั้งป้ายข้อความที่เกาะกลางถนน แต่รถที่บรรทุกป้ายมาติดตั้งลักษณะเหมือนรถที่ปิยรัฐใช้ ทั้งพบว่าเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ที่โพสต์ภาพป้าย มีความเชื่อมโยงกับปิยรัฐ จึงเชื่อว่าปิยรัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง

สำหรับความเห็นต่อข้อความบนป้ายนั้น พยานโจทก์มีความเห็นแตกต่างกัน ในส่วนประชาชนเห็นว่า เป็นเพียงข้อความไม่เหมาะสม ขณะพยานเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีลักษณะหมิ่นประมาทกษัตริย์

ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกฟ้อง โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดทำ ติดตั้ง และโพสต์ภาพป้าย อีกทั้งข้อความในป้ายไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 แต่ไม่สามารถนำพยานเข้าเบิกความได้ อย่างไรก็ตาม ทนายจำเลยได้ถามค้านพยานโจทก์ตามประเด็นดังกล่าวไว้

ต่อมาวันที่ 11 ต.ค. 2567 ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิพากษายกฟ้องคดี เห็นว่าไม่มีพยานโจทก์ยืนยันว่า เห็นจำเลยในที่เกิดเหตุหรือยืนยันว่าเห็นจำเลยเป็นคนติดตั้งแผ่นป้ายดังกล่าว การจะรับฟังพยานหลักฐานที่มีเพียงว่า รถที่บรรทุกป้ายมาติดตั้งเป็นรถที่จำเลยเคยใช้ โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่า จำเลยเดินทางมาร่วมติดตั้งป้ายในบริเวณที่เกิดเหตุ มาพิจารณาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยหาได้ไม่

ขณะเดียวกันก็ไม่มีพยานโจทก์ปากใดยืนยันว่า เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ตามฟ้องดังกล่าวเป็นของจำเลย และจำเลยเป็นผู้โพสต์ภาพดังกล่าวเอง รวมทั้งขณะที่จำเลยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำ เฟซบุ๊กดังกล่าวก็ยังมีการโพสต์ข้อความอยู่ แสดงว่าคนที่โพสต์ในเพจดังกล่าวอาจเป็นคนอื่นก็เป็นได้

พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเป็นผู้ติดตั้งป้ายและโพสต์ภาพป้ายตามฟ้องเองหรือไม่ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลางคือป้ายไวนิล 7 แผ่น และลวด 2 เส้น

ต่อมา อัยการศาลสูงจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษาด้วย ทำให้ยังต้องจับตาคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

ทั้งนี้ ปิยรัฐถูกกล่าวหาในคดีตามมาตรา 112 จำนวนทั้งหมด 3 คดี โดยในศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษา #ยกฟ้องทุกคดี นอกจากคดีที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ยังมีคดีจากการปราศรัยในการชุมนุม ” เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง” ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำพิพากษายกฟ้อง และคดีจากการโพสต์วิจารณ์ตำรวจสลายวีโว่ขายกุ้ง พาดพิงการใช้ภาษีของสถาบันกษัตริย์ ที่ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ยังต้องจับตาสถานการณ์คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/83639

คณะองคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์ ประชุมบกป.ภช.พร้อมให้คำแนะนำ.-ข้อห่วงใย รับมือภัยแล้ง ปี 69

คณะองคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์ ประชุมบกป.ภช.พร้อมให้คำแนะนำ.-ข้อห่วงใย รับมือภัยแล้ง ปี 69

คณะองคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์ ประชุมบกป.ภช.พร้อมให้คำแนะนำ.-ข้อห่วงใย รับมือภัยแล้ง ปี 69

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

คณะองคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์ ประชุมบกป.ภช.พร้อมให้คำแนะนำ.-ข้อห่วงใย รับมือภัยแล้ง ปี 69 บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน กําชับดูแลกลุ่มเปราะบางเยียวยาผลกระทบ สถานการณ์พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้  นายกฯ พร้อมน้อมนําพระราชกระแสรับสั่งในหลวง ยืนยันความร่วมมือบูรณาการ 

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ห้องประชุม 1 อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำ และข้อห่วงใย ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถามการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม โดยเป็นการประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เร้น ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด

ในการนี้ คณะองคมนตรีได้ให้คำแนะนำและข้อห่วงใยในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นกรอบในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ เพื่อชี้เป้าหมายและการสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์อย่างชัดเจนและทันท่วงที ทั้งยังได้กำชับการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรกลและอากาศยานในการทำฝนหลวง การหารือร่วมกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ป่าไม้เพื่อแก้ปัญหาเส้นทางในการจัดทำแหล่งกักเก็บน้ำบนพื้นที่สูง ตลอดจนการจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกภาคส่วน โดยคำนึงถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของน้ำเพื่อรองรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากมิติด้านการบริหารจัดการน้ำแล้ว ในด้านการเยียวยาและบรรเทาทุกข์ประชาชน คณะองคมนตรีได้ชื่นชมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นกำลังหลักด่านหน้าในการเข้าถึงพื้นที่ พร้อมกำชับให้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด และขยายผลการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ครอบคลุมถึงทายาท พร้อมทั้งได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่พัทลุงและนครศรีธรรมราชว่า “อย่าให้ลูกหลานประชาชนของเราอดข้าวแม้แต่มื้อเดียว” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรงครัวพระราชทาน มาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือ จัดเตรียมอาหาร ชดเชยค่าเสียหาย และดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤตภัยได้อย่างรวดเร็วและไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติในวันนี้ ได้รับเกียรติอย่างสูงยิ่งจากคณะองคมนตรี ซึ่งรัฐบาลได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและมีความถี่มากขึ้น และปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จากการคาดการณ์พบว่าปีนี้จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากแนวโน้มการเผชิญกับสภาวะเอลนีโญ ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2569 และอาจจะต่อเนื่องจนถึงปลายปี ซึ่งจะทำให้หลายจังหวัดมีพื้นที่เสี่ยงและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง

“ในการนี้ ทุกหน่วยงานของรัฐบาลได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานผ่านคณะองคมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2560 ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมสถานการณ์จากภัยต่าง ๆ รวมถึงภัยแล้ง ได้แก่ 1) ติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 2) ปรับแผนเผชิญเหตุเป็นประจำให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน และ 3) บูรณาการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็วทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปอีกว่า กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติงานภายใต้กฎหมายและแผนว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง ด้วยการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านการพยากรณ์ หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ รวมถึงหน่วยงานทางวิชาการ เพื่อเฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศ วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ในระดับพื้นที่ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เตรียมความพร้อมเรื่องการจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้ง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ สภาพความเสี่ยงภัยและความต้องการใช้น้ำต่างๆ ในพื้นที่ รวมถึงการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พร้อมช่วยเหลือประชาชน ทั้งเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร พร้อมทั้งการใช้กลไกฝ่ายปกครองท้องถิ่นและท้องที่ร่วมสอดส่องดูแล สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ แนวทางการให้ความช่วยเหลือ และช่องทางการขอรับการช่วยเหลือของภาครัฐ

นอกจากนี้ ในพื้นที่ที่ยังไม่เกิดสถานการณ์ ได้กำชับทุกจังหวัดดำเนินการป้องกันไว้ล่วงหน้า เช่น การสูบน้ำเข้าระบบประปาหมู่บ้าน การล้างบ่อบาดาล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเปิดทางน้ำ และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองในพื้นที่ให้เพียงพอ สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง รัฐบาลได้สั่งการให้จังหวัดดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ โดยให้ประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และเอกชน เพื่อเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร่งด่วน และให้ดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน 

“สาธารณภัยทั้งหมดที่กล่าว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวงรอบเป็นประจำทุกปี และได้มีการถอดบทเรียน มีการวางแผนและปรับแผนการดำเนินการมีการก่อสร้างโครงการต่างๆ เพื่อทำให้เกิดการระบายน้ำที่ดี และมีการกักเก็บน้ำที่ดีเพิ่มมากขึ้น ในกรณีที่มีการประสบภัย รัฐบาลได้เร่งดำเนินการเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยความรวดเร็ว ถึงแม้ว่าเงินที่เยียวยารายครัวเรือนจะเทียบไม่ได้กับความสูญเสียที่พี่น้องประชาชนได้รับ แต่รัฐบาลได้ให้การเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด ประกอบกับการนำบทเรียนและประสบการณ์ต่างๆ ในการเผชิญเหตุเหล่านี้มาปรับปรุงแก้ไขและวางแผนในปีงบประมาณถัดไป ขอเรียนว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาภัยพิบัติทุกประเภท ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และวิกฤตฝุ่น PM2.5 เป็นจำนวนเงินกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม การเยียวยาคือการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ รัฐบาลจึงได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณดังกล่าว มามุ่งเน้นการพัฒนาโครงการเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน อาทิ การสร้างทางระบายน้ำและแหล่งกักเก็บน้ำที่ถาวร เพื่อรองรับวัฏจักรของสาธารณภัยในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรี กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอยืนยันถึงความร่วมมือในการบูรณาการทำงานว่า ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือภัยใด ๆ ทุกภาคส่วนได้ร่วมแรงร่วมใจและระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ และในวันนี้ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านสาธารณภัย ตลอดจนการรับมือในภาวะวิกฤตอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่พี่น้องประชาชน โดยยึดหลักการสำคัญคือ ต้องดูแลประชาชนผู้ประสบภัยให้ได้รับความสะดวกสบาย มีอาหารและที่พักพิงอย่างเพียงพอ เสมือนได้พักอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนรู้สึกสิ้นหวังหรือถูกทอดทิ้ง ดังเช่นที่ได้แสดงให้เห็นแล้วจากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดสงขลา รัฐบาลได้ทุ่มเทแก้ไขปัญหาอย่างเต็มกำลัง จนสามารถนำพาพี่น้องประชาชนก้าวผ่านวิกฤตการณ์มาได้ ความสำเร็จนี้ล้วนเกิดจากการบูรณาการความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และขอนำคำแนะนำ ความห่วงใย และแนวทางการปฏิบัติงานของคณะองคมนตรี ไปเป็นแนวทางขับเคลื่อนงานต่าง ๆ ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมทำหน้าที่เพื่อ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

ด้าน นายธีรพัฒน์ ดัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า สำหรับการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากศูนย์ป้องกันฯ ทั้ง 18 เขตทั่วประเทศ ทั้งเครื่องสูบน้ำระยะไกล รถบรรทุกน้ำ รถขุดเจาะบ่อบาดาล รถขุดตักไฮดรอลิก และรถผลิตน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนภารกิจสูบน้ำเข้าแหล่งผลิตประปาหมู่บ้าน เจาะบ่อบาดาล แจกจ่ายน้ำให้ประชาชน กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนทำฝายเปียกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันไฟป่า พร้อมเดินหน้าโครงการ “มหาดไทยเติมน้ำ เติมสุข บำบัดทุกข์ คลายแล้ง ปี 2569” สูบน้ำกลับเข้าแหล่งน้ำใน 18 จังหวัด ปริมาณรวม 1,997,691 ลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมประชาชน 34,169 ครัวเรือน โดย ปภ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้บูรณาการข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์ และแจ้งให้ทั้ง 76 จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างครอบคลุมต่อไป

กล้าธรรม เสริมทัพใหญ่! แบ่งงานรองหัวหน้าพรรค-ตั้งทีมโฆษกชุดใหม่

กล้าธรรม เสริมทัพใหญ่! แบ่งงานรองหัวหน้าพรรค-ตั้งทีมโฆษกชุดใหม่

กล้าธรรม เสริมทัพใหญ่! แบ่งงานรองหัวหน้าพรรค-ตั้งทีมโฆษกชุดใหม่

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

“กล้าธรรม”เสริมทัพใหญ่ แบ่งงานรองหัวหน้าพรรคดูแลทุกภูมิภาค เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ดูแลคนไทยทั่วประเทศ พร้อมตั้งทีมโฆษกชุดใหม่ หวังสื่อสารเชิงรุก

19 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารที่ทำการพรรคกล้าธรรม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและ สส.พรรคกล้าธรรม ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ครั้งแรก ภายหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีการปรับโครงสร้างพรรคครั้งสำคัญ ทั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค นายทะเบียนพรรค รวมถึงรองหัวหน้าพรรค โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค เป็นผู้มอบหมายภารกิจอย่างเป็นทางการ

นายอรรถกร กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคช่วงเวลา 13.00 น. ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบหมายให้รองหัวหน้าพรรคทั้ง 12 คน รับผิดชอบภารกิจขับเคลื่อนงานของพรรค ทั้งด้านการดูแลประชาชนและการบริหารพื้นที่ทั่วประเทศ โดยแบ่งออกเป็นโซนภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลางและภาคตะวันตก ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีรองหัวหน้าพรรค 7 คน ดูแลในระดับพื้นที่

ขณะเดียวกัน ยังมีรองหัวหน้าพรรคอีก 5 คน รับผิดชอบงานในลักษณะ “คลัสเตอร์” ตามภารกิจสำคัญของประเทศ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านความมั่นคง และด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแบ่งเบาภารกิจการทำงานของพรรคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“เป้าหมายของพรรคกล้าธรรม คือการขยายจำนวนสมาชิกพรรคและเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พรรคสามารถทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น” นายอรรถกร กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบจัดตั้ง “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนประจำพรรคกล้าธรรม” ภายในอาคารที่ทำการพรรค เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถเข้ามาร้องเรียนปัญหาและสะท้อนความเดือดร้อนได้โดยตรง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเตรียมสถานที่และระบบการทำงานอย่างเป็นทางการ

นายอรรถกร ระบุว่า ศูนย์ดังกล่าวจะมี ดร.ธนินท์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ พร้อมทีมงานคอยรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เพื่อให้พรรคสามารถตอบสนองต่อปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

พร้อมกันนี้ พรรคกล้าธรรมยังมีการปรับทีมโฆษกพรรคชุดใหม่ ตามข้อเสนอของ นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการสื่อสารกับประชาชน และสะท้อนจุดยืนของพรรคในประเด็นต่างๆ อย่างรอบด้าน

สำหรับทีมโฆษกพรรคชุดใหม่ ประกอบด้วย นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส.นครนายก , น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู สส.ลำปาง , น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล สส.สกลนคร , นายยูนัยดี วาบา สส.ปัตตานี และ น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายอรรถกร กล่าวว่า ทีมโฆษกชุดใหม่จะร่วมกันสื่อสารจุดยืนของพรรคในประเด็นสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการ สิทธิสตรี และสถานการณ์ความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงจะทำหน้าที่สะท้อนเสียงของประชาชน และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในประเด็นที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง

“พรรคกล้าธรรมจะพยายามทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนพี่น้องประชาชน และสื่อสารสิ่งที่พรรคตั้งใจทำเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างเต็มที่” นายอรรถกร กล่าว

สิริพงศ์ เผยนายกฯ สั่งคมนาคม เร่งเคลียร์ทุกข้อสงสัยปมรถไฟชนรถเมล์

สิริพงศ์ เผยนายกฯ สั่งคมนาคม เร่งเคลียร์ทุกข้อสงสัยปมรถไฟชนรถเมล์

สิริพงศ์ เผยนายกฯ สั่งคมนาคม เร่งเคลียร์ทุกข้อสงสัยปมรถไฟชนรถเมล์

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.07 น.

“สิริพงศ์”เผย”นายกฯ”สั่ง”คมนาคม” เร่งเคลียร์ทุกข้อสงสัยปม”รถไฟชนรถเมล์” แจงไม่มีใบอนุญาตจาก”กรมรางฯ”ไม่ใช่ประเด็นเอาผิด”คนขับรถรถไฟ” เหตุเป็น”กฎหมายใหม่”อยู่ระหว่างดำเนินการ เผยเงินเยียวยาไม่ต้องเข้า ครม. เคาะผู้เสียชีวิตได้ 2.39 ล้าน บาดเจ็บ 1 ล้าน

19 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ ว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม คือกรณีเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น นายกรัฐมนตรีพูดในที่ประชุมว่าเป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก ขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย เนื่องจากแต่ละวันจะมีพยานหลักฐานใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีคำถามจากภาคสังคมเข้ามา จึงสั่งการให้กระทรวงคมนาคมรีบสรุปประเด็นต่างๆ เช่น พนักงานขับรถไฟอยู่ในห้องขับหรือไม่ การที่พนักงานขับรถไฟเสพยาเกิดความบกพร่องส่วนใดบ้าง เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติด ทั้งหมดนี้ขอให้ดำเนินการตรวจสอบให้ครบถ้วน

ทั้งนี้ ในส่วนของเงินเยียวยาไม่ต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะเป็นส่วนของกระทรวงคมนาคมที่จะดำเนินการ ซึ่งมีส่วนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่จะนำมาจากกองทุนต่างๆ โดยคดีนี้กรณีผู้เสียชีวิตจะอยู่ที่ประมาณ 2,390,000 บาท ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บวงเงินสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมได้รายงานนายกรัฐมนตรี ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว น่าจะสรุปผลได้ในวันนี้ และนำรายงานได้ไม่เกินวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค.)

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นเรื่องใบอนุญาตขับรถไฟนั้น ไม่ใช่ว่ากรมการขนส่งทางรางไม่ออกใบอนุญาต แต่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง เป็นกฎหมายใหม่ที่ต้องมีการดำเนินการซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา และมีเวลา 120 วัน ซึ่งจะทยอยทำเรื่อยๆ แต่หากเอาเฉพาะกรณีนี้ยังไม่มีการยืนยันตัวเองกับกรมราง และมีบางส่วนที่ทยอยทำ แต่ในทางปฎิบัติบุคคลนี้มีใบขับขี่ของการรถไฟฯที่ออกให้ อย่างไรก็ตาม ใบอนุญาตที่ออกจากกรมรางจะไม่ใช้เป็นส่วนในการพิจารณาโทษของกรณีนี้ หมายความว่าความผิดฐานไหนก็ดำเนินการในฐานนั้น แต่เรื่องที่กรมรางยังไม่ออกใบอนุญาตเพราะกฎหมายยังมีเวลาอีก 60 วัน จึงจะไม่นำเรื่องนี้มาร่วมพิจารณาด้วย

เมื่อถามถึงกรณีตรวจพบสารเสพติดของพนักงานขับรถไฟดังกล่าว รมช.คมนาคม กล่าวว่า ที่ผ่านมาอาจจะพูดเรื่องทักษะเป็นหลัก แต่ในอนาคตจะต้องมีการพูดคุยเรื่องสารเสพติดด้วย

เมื่อถามว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย บอกว่าอัตรากำลังน้อยจะต้องเพิ่มอัตรากำลังอย่างไรหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ต้องดูเรื่องโครงสร้าง เพราะน่าจะปี 2540 กว่าๆ ที่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การลดขนาดของภาครัฐ มีการกำหนดอัตราเกษียณ และอัตราทดแทน ซึ่งในอดีตอาจมองว่ามีอัตรามากเกินไปต่อภาระหน้าที่ หากดูในข้อเท็จจริงจะมีการตั้งคำถามเยอะแยะ แต่ถ้าดูว่าตรงไหนมีปัญหาหรือขาดอะไร ค่อยไปดูตรงนั้น ซึ่งผู้ว่ารฟท.มีการเสนอปรับโครงสร้างเข้ามาแล้ว ส่วนจะปรับปรุงหรือเพิ่มอัตราได้หรือไม่ต้องดูก่อน และต้องคุยกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ด้วย เพราะงบประมาณมีค่อนข้างจำกัด จึงต้องดูว่าจะใช้เป็นอัตรากำลัง อัตราจ้างเหมา หรือลักษณะของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยซึ่งมีหลายวิธี

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ทาสีใหม่แล้วตามจุดตัดทางเชื่อมต่างๆ โดยเฉพาะจุดตัดที่มีความเสี่ยงสูงอย่างจุดเกิดเหตุก็ทาสีเรียบร้อย การเช็คสภาพจราจรก็เรียบร้อยดี

นายสิริพงศ์ ยังกล่าวขยายความถึงกรณีที่ให้คำจำกัดความว่ารางรถไฟไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยจากกรณีว่ามีชายคนหนึ่งไปยืนปัสสาวะบนรางรถไฟจนถูกชนบาดเจ็บว่า รถไฟยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่รางรถไฟไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย

“ไม่ใช่ปวดปัสสาวะ แล้วจะสามารถเข้าไปปัสสาวะบนรางรถไฟได้ ไม่ใช่ว่าอยากเดินเล่น ก็เข้าไปเดินเล่นบนรางรถไฟ แบบนั้นไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะตรงที่ไม่ใช่ทางเชื่อม ซึ่งเป็นจุดที่รถไฟวิ่งตามปกติ จึงขอฝากประชาชนไว้ด้วย คำที่บอกว่ารางรถไฟรางรถไฟไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย ไม่ได้หมายความว่าไม่ปลอดภัยกับผู้โดยสาร แต่หมายความว่าไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่จะเข้าไป เหมือนกับการข้ามถนน เพราะถนนก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย สำหรับคนที่เดินข้ามแบบไม่ระวัง” รมช.คมนาคม กล่าว

เมื่อถามถึงการประสานงานกับตำรวจจราจรเรื่องการให้สัญญาณไฟจราจรบริเวณจุดตัดทางรถไฟที่ใกล้กับแยก จะต้องมีการหารือถึงการบริหารจัดการร่วมกันหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้ตำรวจก็มีความเข้มข้นเรื่องนี้อยู่แล้ว พร้อมยอมรับว่าความเข้มข้นอาจลดน้อยลงบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำเป็นปกติ คือช่วงที่การจราจรแออัด จะต้องทำให้เข้มข้นเป็นปกติ ล่าสุดทราบว่าบริเวณจุดตัดทางรถไฟหลายจุด รวมถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ ได้มีการทาสีสัญลักษณ์บนถนนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณจุดตัดที่มีความเสี่ยงสูง

เมื่อถามว่า จะต้องมีการเพิ่มขนาดของไม้กั้นและเสริมความแข็งแรง นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการพิจารณาอยู่ รวมทั้งจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบ แต่อาจจะยังไม่ใช่ในระยะเวลาอันใกล้ เพราะเป็นขั้นตอนตามระบบราชการ แต่ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือการบริหารจัดการบุคคล ซึ่งระหว่างที่กำลังรองบประมาณ ก็ยังมีสถาบันนวัตกรรมราง ที่ก่อนหน้านี้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด เชื่อมโยงกับ AI และสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการเชื่อมโยงกับสัญญาณไฟจราจร ส่วนเรื่องรางรถไฟที่จะต้องเป็นระบบอัตโนมัติ จะเป็นขั้นตอนการดำเนินการระยะกลาง อาจต้องใช้เวลา 1 – 2 ปี

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

19 พฤษภาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ดังนี้

1.การให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (Deputy Chief Executive Officer, DCEO) ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ แต่งตั้ง Mr. Izmir Kamarudin ที่รัฐบาลมาเลเซียเสนอให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (Deputy Chief Executive Officer, DCEO) ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย แทนรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารฯ เดิม ที่รัฐบาลมาเลเซียเสนอขอเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่ง โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 30 กันยายน 2571 ซึ่งเป็นการนับวาระต่อเนื่องตามกำหนดเดิม ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

2.การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จำนวน 2 ราย ดังนี้

1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ)

2.รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสุขสมรวย วันทนียกุล)

ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3.การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นางสาวปรานอม จันทร์ใหม่ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง นักวิชาการสหกรณ์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสหกรณ์ (นักวิชาการสหกรณ์ทรงคุณวุฒิ) กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

4.การเสนอชื่อผู้แทนประเทศไทยสมัครรับการคัดเลือกในตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ และผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้ 

1.เห็นชอบการเสนอชื่อ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ (Deputy Director General: DDG) และผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ (Assistance Director General: ADG) ของ WIPO

2.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำและส่งหนังสือแจ้งชื่อผู้สมัคร (Letter of Nomination) ถึง WIPO ตามช่องทางที่ WIPO กำหนด เพื่อเสนอชื่อ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่ง DDG และ ADG ของ WIPO ในนามประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

5.การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1.นางสาวเพ็ญโสม เลิศสิทธิชัย ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์

2.นายเสก นพไธสง ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 2 ราย ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

6.การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่งตั้ง นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง

7.การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ แต่งตั้ง นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

8.การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แต่งตั้งนางสาวพัชราภรณ์ สิทธิพงษ์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง

9.ขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2570 เพื่อให้การบริหารราชการของกรมการขนส่งทางรางเป็นไปด้วยความต่อเนื่องและเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของส่วนราชการ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

10.การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยแทน นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเข้าแทนนี้ย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

11.แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) ในคณะกรรมการสำนักงาน พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นายสถาพร ใจอารีย์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) ในคณะกรรมการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แทนนายรัตนะ สวามีชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

12.ผลการสรรหากรรมการในคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กระทรวงพาณิชย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการในคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าจำนวน 1 คน ได้แก่ นางวรวรรณ ชิตอรุณ ตามที่คณะกรรมการการสรรหาบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการฯ ได้คัดเลือกแล้ว เพื่อแต่งตั้งแทนกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ โดยให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

13.การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1.นายพินิตเมธ ทีฆธนานนท์ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี)

2.นางจิดาภา สุนทรธนากุล ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

14.การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 ราย ดังนี้

1.นายอริญชัย ซูสารอ

2.นายศาสตรา ศรีปาน

3.นายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

15.การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายบุญแก้ว สมวงศ์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

แรมโบ้ โผล่อวย สุชาติ คนจริง เป็นลูกผู้ชาย กล้ายอมรับ หลังรุดขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอก

แรมโบ้ โผล่อวย สุชาติ คนจริง เป็นลูกผู้ชาย กล้ายอมรับ หลังรุดขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอก

แรมโบ้ โผล่อวย สุชาติ คนจริง เป็นลูกผู้ชาย กล้ายอมรับ หลังรุดขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอก

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

แรมโบ้ โผล่อวย สุชาติ คนจริง เป็นลูกผู้ชาย หัวใจใหญ่กว่าตับ กล้ายอมรับ หลังรุดขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอก จากเหตุวิวาทะระหว่างสัมภาษณ์ กรณีข่าวคอร์รัปชันในหน่วยงานที่กำกับ 

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.นายเสกสกล อัตถาวงศ์”แรมโบ้ อิสาน” อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมนายสุชาติ กรณีที่ได้ไปพบสื่อทำเนียบรัฐบาล เพื่อทำความเข้าใจ และขอโทษสื่อ หลังจากให้สัมภาษณ์ประเด็น ผลโพล ของ กกร. โดยมองว่าการให้สัมภาษณ์ประเด็นดังกล่าวนายสุชาติ พูดในภาพรวมใหญ่ โดยไม่มีเจตนาที่จะไม่เห็นด้วยกับผลโพล หรือไม่มีเจตนาที่จะพูดไม่ดีกับสื่อมวลชน  

“รัฐมนตรี สุชาติ ถือเป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นจากคนอื่น รวมถึงผลโพล เพื่อนำไปปรับปรุงอยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังมีความตั้งใจในการทำงานสูง มีคาดหวังที่จะแก้ไขปัญหาในกระทรวง หรือแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนให้สำเร็จ”

นายเสกสกล กล่าวว่า ส่วนการที่พูดกับสื่อทำเนียบ ทันทีที่รู้ว่าคำพูดไม่เหมาะสมก็รีบลงไปขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอกทันที ทำให้เห็นว่านายสุชาติมีสปิริตสูง ดังนั้นไม่อยากให้พี่น้องสื่อมวลชนเข้าใจผิด คนที่ได้คบ รู้จัก หรือสัมผัสตัวตนที่แท้จริงจะรู้จักนิสัยใจคอว่ารมว.สุชาติ เป็นคนพึ่งพาอาศัยได้ ช่วยเหลือทุกปัญหาที่ประชาชนเดือดร้อน ไปพึ่งพาไม่มีผิดหวังถือเป็นรมต.ขวัญใจประขาชนคนหนึ่ง  จนคนทั่วไปและชาวชลบุรีตลอดจนเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกคนชื่นชมว่าคือ นักเลงตัวจริงเสียงจริง จนได้รับฉายาว่า “ลูกผู้ชาย หัวใจใหญ่กว่าตับ”เพราะมีความจริงใจกับทุกคน  การที่ออกมายอมรับและขอโทษสื่อ ท่านถูกต้องแล้วและต้องขอบคุณสื่อที่เข้าใจและให้อภัยรัฐมนตรี

นายกฯ มอบ ปกรณ์ ประสาน ป.ป.ช.จัดการทุจริตตามนโยบาย

นายกฯ มอบ ปกรณ์ ประสาน ป.ป.ช.จัดการทุจริตตามนโยบาย

นายกฯ มอบ ปกรณ์ ประสาน ป.ป.ช.จัดการทุจริตตามนโยบาย

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

นายกฯ มอบ ปกรณ์ ประสาน ป.ป.ช.จัดการทุจริตตามนโยบาย

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องการปราบปรามการทุจริต นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประสานกับสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ป.ป.ช.) โดยเรื่องนี้นายกฯยืนยันว่าเป็นนโยบายหลัก และการปราบปรามสแกมเมอร์ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก 

วุฒิสภาไฟเขียว ส่งข้อสังเกตจี้รัฐบาล แก้ปมรถไฟชนรถเมล์

วุฒิสภาไฟเขียว ส่งข้อสังเกตจี้รัฐบาล แก้ปมรถไฟชนรถเมล์

วุฒิสภาไฟเขียว ส่งข้อสังเกตจี้รัฐบาล แก้ปมรถไฟชนรถเมล์

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.57 น.

“วุฒิสภา”ไฟเขียว ชงข้อสังเกต-แนวทางแก้ปัญหา เหตุ”รถไฟชนรถเมล์” ให้”รัฐบาล”พิจารณา

19 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟ กับถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันนที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา โดย นายวุฒิชาติ กัลยานมิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้เสนอ และญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ ซึ่งเป็นวิกฤตความปลอดภัย และการเยียวยา โดย นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.เป็นผู้เสนอ เพื่อให้รัฐบาลนำไปแก้ไขต่อไป

โดย นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว.อภิปรายว่า โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น สื่อต่างชาติตีข่าวไปทั่วโลก ตั้งคำถามถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลัง หาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานไม่ได้ โดยวิจารณ์ความหละหลวมประเทศไทยอย่างหนัก ส่วนแนวคิดห้ามรถไฟวิ่งเข้า กทม.ชั้นในนั้น ตนขอคัดค้านอย่างหนัก เป็นนโยบายวัวหายล้อมคอก ผลักภาระให้ประชาชน 4 หมื่นคนที่ใช้รถไฟเดินทางมาทำงานใน กทม.ทุกวัน อย่าให้ความมักง่ายแก้ปัญหาของรัฐตัดตอนความต่อเนื่องการเดินทาง แล้วโยนความยากลำบากให้ประชาชน ขอให้ใช้การสูญเสีย 8 ชีวิต สร้างกำแพงความปลอดภัยทางวิศวกรรมที่ช่วยปกป้องชีวิตประชาชนได้จริง

ทั้งนี้ ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และผู้เสนอญัตติได้กล่างสรุปญัตติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบทั้ง 2 ญัตติ และส่งข้อสังเกตพร้อมข้อเสนอแนะให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป