ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจฯ ชงศาลรธน. วินิจฉัย ปม ป.ป.ช.ปล่อยผี ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น

ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจฯ ชงศาลรธน. วินิจฉัย ปม ป.ป.ช.ปล่อยผี ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น

ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจฯ ชงศาลรธน. วินิจฉัย ปม ป.ป.ช.ปล่อยผี ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.16 น.

ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจฯ ชงศาลรธน. วินิจฉัย ปม ป.ป.ช.ชี้ ศักดิ์สยาม ไม่จงใจ ซุกหุ้น ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยศาลฯหรือไม่

เมื่อวันที่ วันที่ 27 เม.ย.2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ  นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการขอให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าไม่ได้จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 211 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 5 หรือไม่

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สืบเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.67 ว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของ หจก.ดังกล่าว เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 มาตรา 4(1) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นวันที่ 19 ม.ค.67 ตนได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นว่านาย
ศักดิ์สยาม  ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ปกปิดหุ้น ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรม นูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ 

หลังจากนั้น วันที่ 8 ก.ย.68 ป.ป.ช.มีคำวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามไม่จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จแต่อย่างใด แต่มิได้แถลงให้สาธารณชนทราบ กระทั่งมาแถลงให้ทราบเมื่อ 23 เม.ย.69 ที่ผ่านมา ซึ่งรายละเอียดในคำแถลงล้วนมีพิรุธมากมาย อันส่อขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 โดยตรง ทั้งนี้ จากเหตุดังกล่าวตนจึงนำความทั้งหมดมาร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อทำความเห็นเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรม นูญเพื่อวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ในเรื่องดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 5 หรือไม่ หรือทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครอง เพื่อพิจารณาไต่สวนและมีคำพิพากษาตามกฎหมายของศาลปกครองต่อไป

ทรัมป์ในวันถูกลอบยิง กับมรดกความแตกแยกที่ยังตามหลอนสหรัฐฯ

ทรัมป์ในวันถูกลอบยิง กับมรดกความแตกแยกที่ยังตามหลอนสหรัฐฯ

ทรัมป์ในวันถูกลอบยิง กับมรดกความแตกแยกที่ยังตามหลอนสหรัฐฯ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.38 น.

เหตุลอบยิง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กลายเป็นข่าวใหญ่ของโลกทันที เพราะไม่ว่าผู้ตกเป็นเป้าจะเป็นใคร การใช้ความรุนแรงกับนักการเมืองย่อมสะเทือนต่อภาพลักษณ์ “ประชาธิปไตยสหรัฐฯ” และทำให้คำถามเรื่องความปลอดภัยกลับมาอีกครั้ง

แต่เหตุการณ์นี้ไม่ได้มีความหมายแค่เรื่องการอารักขาบุคคลสำคัญ หากยังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือสหรัฐฯ ยังติดอยู่กับ “ความแตกแยกทางการเมือง” อย่างหนัก และชื่อของทรัมป์คือส่วนหนึ่งของรอยแผลนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทรัมป์ไม่ได้เป็นเพียงนักการเมืองคนหนึ่งในระบบ หากเป็นบุคคลที่เปลี่ยนวิธีเล่น “การเมืองอเมริกัน” อย่างชัดเจน การเผชิญหน้าถูกใช้แทนการประนีประนอม การโจมตีฝ่ายตรงข้ามถูกใช้แทนการถกเถียงเชิงนโยบาย และความโกรธของมวลชนถูกเปลี่ยนเป็น “พลังเลือกตั้ง”

ทรัมป์เข้าใจเร็วว่า ความไม่พอใจของประชาชนจำนวนมากสามารถนำมาใช้ได้ หากทำให้พวกเขาเชื่อว่ามีคนบางกลุ่มกำลังแย่งงาน แย่งประเทศ หรือทำลายวิถีชีวิตเดิมของอเมริกันชน จากนั้นความไม่พอใจเหล่านั้นก็ถูกส่งกลับมาเป็นคะแนนเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ

รูปแบบการเมืองเช่นนี้ทำให้สหรัฐฯ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คนเห็นต่างถูกมองเป็นศัตรูมากกว่าคู่แข่ง สื่อมวลชนถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง “กระบวนการยุติธรรม” ถูกตั้งคำถามเมื่อผลไม่เป็นใจ และการประนีประนอมถูกมองเป็นความอ่อนแอ

ทรัมป์ไม่ได้เป็นผู้สร้างความแตกแยกขึ้นมาคนเดียว เพราะปัญหานี้สะสมมานานหลายสิบปี ทั้ง “ความเหลื่อมล้ำ” เศรษฐกิจที่คนชั้นกลางไม่มั่นคง ความไม่พอใจชนชั้นนำในวอชิงตัน และความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่รวดเร็วเกินรับมือ

แต่ทรัมป์คือผู้ใช้ปัญหาเหล่านี้ได้เก่งที่สุด เขาไม่ได้รักษาแผล หากใช้แผลนั้นเป็นเวทีทางการเมือง ยิ่งสังคมโกรธ ยิ่งเป็นประโยชน์ ยิ่งคนรู้สึกถูกทอดทิ้ง ยิ่งรวมตัวอยู่รอบตัวบุคคลได้ง่าย

เมื่อการเมืองเดินมาถึงจุดที่อีกฝ่ายถูกมองว่าเป็นภัยต่อชาติ “ความรุนแรง” ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม เพราะความเป็นคู่แข่งถูกแทนที่ด้วยความเป็นศัตรูไปแล้ว

ผลกระทบจากทรัมป์ไม่ได้หยุดอยู่ภายในประเทศ หลายนโยบายส่งแรงสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะใน “ตะวันออกกลาง” และ “ตลาดพลังงานโลก”

กรณีอิหร่านเป็นตัวอย่างสำคัญ การถอนสหรัฐฯ ออกจาก “ข้อตกลงนิวเคลียร์” ในยุคทรัมป์ แล้วกลับไปใช้นโยบายกดดันอย่างหนัก เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน เครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านยังปะทะกับฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นระยะ ขณะที่โลกยังต้องจับตา “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ ทุกครั้งที่สถานการณ์ร้อนขึ้น

เมื่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้น “ราคาพลังงาน” ย่อมแกว่งตามทันที ประเทศที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรงยังได้รับผลผ่านค่าน้ำมัน ค่าไฟ ต้นทุนขนส่ง และ “ค่าครองชีพ” ที่สูงขึ้น นี่คือผลของการเมืองมหาอำนาจที่คนธรรมดาต้องร่วมรับภาระ

ภายในสหรัฐฯ เอง ทรัมป์ยังทำให้การยอมรับ “ผลเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตยสั่นคลอนอย่างหนัก หลังการเลือกตั้งปี 2020 ข้อกล่าวหาเรื่องโกงถูกพูดซ้ำต่อเนื่อง แม้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ตามกฎหมาย ก่อนนำไปสู่เหตุบุก “อาคารรัฐสภา” 6 มกราคม 2021 ซึ่งกลายเป็นบาดแผลใหญ่ของประเทศ

เหตุลอบยิงทรัมป์จึงไม่ควรถูกมองแค่เรื่องความปลอดภัยของนักการเมืองคนหนึ่ง หากควรถูกมองเป็น “สัญญาณเตือน” ว่าสหรัฐฯ ยังไม่สามารถออกจากวงจรความเกลียดชังทางการเมืองได้

หลักการพื้นฐานยังคงชัดเจน “ความรุนแรง” ไม่ควรเกิดกับใคร ไม่ว่าผู้นั้นจะชื่ออะไร แต่การยืนยันหลักการนี้ ไม่ได้แปลว่าต้องลืมบทบาทของทรัมป์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

บุคคลรายนี้มีส่วนทำให้การเมืองอเมริกันหยาบขึ้น แข็งกร้าวขึ้น และพร้อมเชื่อเรื่องศัตรูมากกว่าเชื่อเรื่องกติกา ทำให้การโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้ขอบเขตกลายเป็นเรื่องธรรมดา และทำให้ “คำกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐาน” ถูกใช้ซ้ำจนผู้คนชาชิน

วันนี้ทรัมป์อาจอยู่ในฐานะผู้ถูกลอบยิง แต่ในภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ชื่อของทรัมป์ยังผูกอยู่กับยุคแห่ง “ความแตกแยก” ที่ลึกและยืดเยื้อ

กระสุนอาจพุ่งใส่ตัวบุคคลเพียงชั่วขณะ แต่รอยแผลจาก “การเมืองแบบทรัมป์” ยังตามหลอนสหรัฐฯ ต่อไปอีกนาน.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โฆษกรัฐบาล เผย สิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ ซัดฝ่ายค้านอย่าด้อยค่า ชี้ รบ.ประเมินรอบคอบ

โฆษกรัฐบาล เผย สิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ ซัดฝ่ายค้านอย่าด้อยค่า ชี้ รบ.ประเมินรอบคอบ

โฆษกรัฐบาล เผย สิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ ซัดฝ่ายค้านอย่าด้อยค่า ชี้ รบ.ประเมินรอบคอบ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.04 น.

โฆษกรัฐบาล เผย วงคุย นายกฯ-รมว.กลาโหมสิงคโปร์ ชื่นมื่น ระบุ สิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ ซัดฝ่ายค้านอย่าด้อยค่า ชี้ รบ.ประเมินคุ้มทุนทางศก.รอบคอบ ลั่น ไม่เสนอกระดาษเปล่าเข้า ครม.แน่นอน 

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเมื่อเดินทางมาถึงนายกฯได้ขึ้นไปสักการะองค์นรสิงห์

จากนั้นเวลา 10.00 น. นายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ เนื่องในโอกาสเยือนประเทศไทยเพื่อแนะนำตนเอง โดยมีพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เข้าร่วมด้วย ทันทีที่มาถึงนายอนุทิน ได้ลงมาให้การต้อนรับ พร้อมกับจับมือ และกล่าวทักทาย ก่อนจะแนะนำพล.ท.อดุลย์ 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สาธารณรัฐสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเองอย่างมาก เพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ มีมาอย่างยาวนานและแน่นแฟ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ก็ได้โทรศัพท์แสดงความยินดีกับนายอนุทิน ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังได้รับการแต่งตั้ง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า มีการหารือประเด็นสำคัญหลายประเด็น อาทิ ความร่วมมือด้านความมั่นคง ด้านการทหาร ซึ่งสิงคโปร์ได้ขอบคุณประเทศไทย ที่มีบทบาทในการฝึกคอบร้าโกลด์ ประจำปี 2569 ซึ่งเรื่องนี้จะดำเนินต่อไป เพราะถือเป็นพันธกิจระหว่างประเทศไทยกับสิงคโปร์ร่วมกัน 

นอกจากนี้ นายอนุทินยังเสนอเรื่องความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมทางทะเล เพราะทั้งสองประเทศมีความได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ และในเรื่องการบิน สิงคโปร์มีความทันสมัย เป็นที่ยอมรับ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ยังมีพื้นที่รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมทางทะเล ซึ่งรัฐมนตรีสิงคโปร์ก็เห็นด้วย ในการร่วมผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อไป

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ยังมีการหารือถึงประเด็นความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องว่า เราควรจับมือผลักดัน การสร้างความพอเพียงในภูมิภาค ทางด้านพลังงานฟอสซิล และพลังงานแสงอาทิตย์ 

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องโครงการแลนด์บริจด์ รัฐมนตรีสิงคโปร์ให้ความสนใจ เพราะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และหากมีความชัดเจนและสามารถผลักดันได้ ก็จะมีนักลงทุนจากสิงคโปร์ รวมถึงชาติอื่นๆ มาร่วมพัฒนาโครงการนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า สิงคโปร์จะมาช่วยสนับสนุนนักลงทุน หรือมาช่วยเรื่องอะไร น.ส.รัชดา กล่าวว่า ยังไม่คุยลงลึกในรายละเอียด แต่เขารับทราบความน่าสนใจของโครงการนี้ และเห็นโอกาสว่าถ้าทำได้จริง โครงการนี้จะสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยและภูมิภาค

เมื่อถามว่า สิงคโปร์พร้อมร่วมมือผลักดันโครงการนี้กับไทยใช่หรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ยังไม่ได้ลงรายละเอียด แต่รัฐมนตรีของสิงคโปร์กำลังติดตามโครงการนี้อยู่ เพราะเรื่องนี้ต้องผลักดัน และมีความชัดเจนจากรัฐบาลในระดับต่อๆ ไป ถึงจะค่อยมีการพูดถึงการลงทุน 

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านระบุว่า ยังไม่มีการแสดงตัวเลขความคุ้มทุน แต่รัฐบาลพยายามผลักดันโครงการนี้แล้ว น.ส.รัชดา กล่าวว่า เรื่องนี้มีการผลักดันมาหลายปีแล้ว และโครงการใหญ่ๆ จะต้องมีการวิเคราะห์ความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะฉะนั้นขอบคุณฝ่ายค้านที่มีความกังวลในเรื่องนี้ แต่ขอให้มั่นใจว่า ไม่มีทางที่รัฐบาลจะอนุมัติโครงการกระดาษเปล่าได้หรอก และไม่สามารถอยู่ๆ จะซุกแล้วทำเลย โดยที่ไม่ให้ประชาชนรู้ ดังนั้นอย่าได้กังวล ทุกอย่างโปร่งใส และย้ำว่าโครงการนี้ เป็นการนำเงินจากเอกชนมาลงทุน

เมื่อถามว่า จะทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อย่างไร เพราะเหมือนยังมีแรงต้าน น.ส.รัชดา กล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ทุกโครงการขนาดใหญ่ ต้อง ทำความเข้าใจกับประชาชน ทุกความกังวลเราต้องรับฟัง และเราต้องสื่อสารเรื่อยๆ เพราะขณะนี้การสื่อสารกับประชาชนไม่ง่าย ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ครั้งเดียว ซึ่งนายกฯ เน้นย้ำอยู่แล้วว่า จะทำอะไรต้องเข้าใจหัวอกประชาชน และสื่อสารให้เข้าใจว่าเราทำอะไร เพื่ออะไร

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าโครงการนี้จะสำเร็จและเกิดขึ้นจริง น.ส.รัชดา กล่าวว่า เป็นความตั้งใจที่ดีของรัฐบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน และหวังว่าประชาชนจะเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

เมื่อถามว่าดูเหมือนหลายประเทศให้ความสนใจประเทศไทย ทั้งประเทศจีนและสิงคโปร์ ยังมีประเทศอื่นอีกหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ขออย่าด้อยค่าศักยภาพของประเทศไทยว่าคนโน้นก็ไม่สนใจคนนี้ก็ไม่สนใจ ซึ่งไม่ได้เป็นความจริง เรามีความน่าเชื่อถือทางด้านการเงินการคลัง ซึ่งในรอบ2ปีที่ผ่านมาไทยกลับมาอยู่ในอันดับประเทศที่นักลงทุนสนใจอยากลงทุน และประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนน้ำมัน แต่เรามีปัญหาเรื่องราคาน้ำมันซึ่งทั่วโลกเป็นหมด มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นความมั่นคงและมีความน่าสนใจที่ประเทศอื่นไม่มี แต่ทำไมยังมีคนบางกลุ่มคิดด้อยค่าทำลายความน่าเชื่อถือ 

“อย่าคิดว่าพวกคุณพูดกันเองเพื่อที่จะสร้างประเด็นทางการเมืองแค่ในประเทศ ทุกคำพูดที่คุณด้อยค่าประเทศไทยต่างชาติก็ฟังอยู่ และยิ่งคนที่มีตำแหน่งทางการเมืองออกมาพูดในลักษณะดูว่าประเทศไทยไม่น่าเชื่อถือแบบนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นขอให้โฟกัสการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ความเหมาะสม ความกังวล ขอให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ประเด็นที่คิดว่าประเทศไทยไม่มีศักยภาพ นั่นไม่ใช่ประเทศไทย” น.ส.รัชดา กล่าว

ศุภจี แจงกระทู้ถามสว. ยันใช้การตลาดแบบใหม่ เกษตรกร ไม่ต้องเร่ขายสินค้าริมถนน ดึงอินฟลูฯ ช่วย

ศุภจี แจงกระทู้ถามสว. ยันใช้การตลาดแบบใหม่ เกษตรกร ไม่ต้องเร่ขายสินค้าริมถนน ดึงอินฟลูฯ ช่วย

ศุภจี แจงกระทู้ถามสว. ยันใช้การตลาดแบบใหม่ เกษตรกร ไม่ต้องเร่ขายสินค้าริมถนน ดึงอินฟลูฯ ช่วย

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.40 น.

ศุภจี แจงกระทู้ถามสว. ยันใช้การตลาดแบบใหม่ เกษตรกร ไม่ต้องเร่ขายสินค้าริมถนน ดึงอินฟลูฯ ทั้งไทย-จีน ช่วยผลักดันสินค้า

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามเป็นหนังสือ โดยนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ตั้งกระทู้ถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กรณีการดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครงวงจร จ.จันทบุรี  ที่พบถูกเลื่อนการทำโครงการดังกล่าวทั้งที่มีการอนุมัติจากรัฐบาลถึง 2 ครั้ง และผ่านการทำประชาพิจารณ์จากคนในพื้นที่ซึ่งได้รับความเห็นชอบ ทำให้ชาวสวนในพื้นที่ขาดโอกาสในการขายสินค้าและเสียโอกาสให้กับกลุ่มทุนต่างชาติที่ชิงขายสินค้าตัดหน้าและพบการกดราคาสินค้าผลไม้ของชาวสวนไทย ทั้งนี้โครงการศึกษามากว่า 20 ปีและมีความพร้อมทุกอย่าง ดังนั้นขอถามถึงความชัดเจนว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเดินหน้าและนำเข้าที่ประชุม ครม. เมื่อใด 

โดยนางศุภจี ชี้แจงว่า การจัดการพืชเกษตร รัฐบาลสนใจมุ่งมั่นทำให้ดี เกษตรกรทำรายได้ตั้งต้น 6% ของจีดีพี แต่มีแรงงาน 30% ถือไม่มีความสมดุล หากแก้ไขได้ จะทำให้คนใประเทศกินดีอยู่ดี เป็นความตั้งใจของรัฐบาลให้สินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ดีการดูแลสินค้าเกษตรต้องบูรณาการการแก้ปัญหาทุกภาคส่วน ขณะที่ในพื้นที่ จ.จันทบุรี  ตนได้ลงพื้นที่ได้เห็นล้งที่ทำถูกต้อง ทั้งนี้มีล้งจำนวมากที่ให้ทีมงานตรวจดูแล  หากไม่ดีต้องจัดการรวมถึงดูแลเรื่องคุณภาพ 

“ที่คุยกันไม่เฉพาะตลาดกลาง แต่คือศูนย์บริหารผลไม้องค์รวม รวมถึงการแปรรูปสินค้าเกษตร สำหรับทุเรียนที่มีผลผลิตจำนวนมาก ได้ดูห้องเย็นเพื่อยืดอายุของผลไม้ อย่างไรก็ดีเรื่องที่ตั้งคำถามจะขอรับไปดูแล ไม่เฉพาะตลาดกลางแต่ดูเรื่องแปรรูปเพื่อให้สินค้าเกษตรเพิ่มมูลค่าและเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น” นายศุภจี กล่าว 

นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้เตรียมทำการตลาดแบบใหม่และต่อเนื่อง โดยจะให้อินฟลูเอนเซอร์จากประเทศจีนมาไลฟ์ที่ล้งไทย และให้อินฟลูเอนเซอร์ภายในประเทศช่วยกันผลักดัน เพราะมีสินค้าที่ต้องผลักดันจำนวนมาก ดังนั้นเกษตรกรไม่ต้องนำผลไม้เร่ขายริมถนนอีกต่อไป

โสภณ วอนวางการเมืองไว้ก่อน ผนึกกำลังแก้กฎหมาย ปลดล็อกประเทศโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

โสภณ วอนวางการเมืองไว้ก่อน ผนึกกำลังแก้กฎหมาย ปลดล็อกประเทศโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

โสภณ วอนวางการเมืองไว้ก่อน ผนึกกำลังแก้กฎหมาย ปลดล็อกประเทศโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.

โสภณ เปิดงานสภาฯ พบประชาชน ร่วมแก้ปัญหายาเสพติด ชี้ ต้องบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ภายใต้งบประมาณที่กระจัดกระจาย บอก วางการเมืองไว้ก่อน ผนึกกำลังแก้กม. ปลดล็อกประเทศโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่ม

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดโครงการสภาผู้แทนราษฎรพบปะประชาชน กิจกรรมส่งเสริมบทบาทสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวปาฐกถา พิเศษหัวข้อความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ว่า ปัญหายังคงมีเพิ่มขึ้นที่จะสร้างความรุนแรงให้กับสังคมไทย ตลอดจนขนาดนี้สังคมกำลังเกิดวิกฤตการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งวิกฤตการณ์ การแข่งขันทางการค้าวิกฤตการณ์ โรคอุบัติใหม่ รุมโหมกระหน่ำมายังโลกนี้ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบ และผลกระทบที่สำคัญคือวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง ที่กระทบต่อเศรษฐกิจมหาศาล ในฐานะนิติบัญญัติได้ฟังฝ่ายบริหารและความเดือดร้อนของประชาชน

นายโซภณ กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ที่ได้ต่อสู้กับยาเสพติดมาตลอด3ปี เมื่อครั้งได้เป็นรองนายกฯ ก็ได้สัมผัสกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และได้เห็นปัญหาคือหน่วยงานของยาเสพติดมีภารกิจทุกกระทรวง ทุกกรม งบประมาณกระจัดกระจาย แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือ ต่างคนต่างทำ ดังนั้นจึงเห็นว่าควรเน้นไปที่การบูรณาการ ซึ่งครั้งนี้เรามีโอกาสได้ระดมสมองกันจากหลายๆจังหวัด ถ้าประสบความสำเร็จได้จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศ เพราะคำว่าบูรณาการเป็นยาของราชการมาโดยตลอด ถ้าวันนี้ได้ข้อสรุปแล้วนำไปสู่การปฏิบัติในช่วงที่ประเทศกำลังเจอวิกฤตกับงบประมาณที่มีอย่างจำกัด วันนี้จึงอยากเห็นการบูรณาการในการใช้เงินร่วมกันของแต่ละภาคส่วน 

“เราต้องไปเอกซเรย์กฎหมาย ว่ากฎหมายเพียงพอแล้วหรือยัง ผมในฐานะประธานรัฐสภา สิ่งที่มีความตั้งใจคือสถาบันนิติบัญญัติจะต้องเป็นสถาบันหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศนี้ พร้อมกับฝ่ายบริหาร นั่นคือใช้กฎหมายแก้ปัญหาของประเทศ ฉะนั้น ผมอยากเห็นสมาชิกรัฐสภา ต้องร่วมมือมีการแก้ปัญหา กฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆที่เป็นอุปสรรคต่างๆทั้งเรื่องการลงทุนหรือเรื่องการเสพติดให้เร็วที่สุด เป็นกฎหมาย ที่อยากใช้คำว่าวางการเมืองไว้ก่อนได้หรือไม่ เรามาร่วมกันทำงานจริงๆ เพราะอยากเห็นประเทศนี้ที่ไม่ต้องลงทุนด้วยงบประมาณ การแก้กฎหมายที่อำนวยความสะดวกและผลักดันให้ประเทศนี้เดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องลงทุน เราไม่อยากเห็นกฎหมายบางกฎหมายหมดอายุผู้แทนแล้วยังประกาศใช้ไม่ได้ ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องร่วมกันจริงๆคือบางเรื่องต้องลดคำว่าการเมืองออก ถ้าเห็นพ้องต้องกันในการขับเคลื่อนประเทศนี้ ”นายโสภณ กล่าว

รองเลขาฯ นายกฯ ยันเดินหน้าแลนด์บริดจ์รองรับสู้รบตะวันออกกลาง เชื่อคนไทยได้ประโยชน์

รองเลขาฯ นายกฯ ยันเดินหน้าแลนด์บริดจ์รองรับสู้รบตะวันออกกลาง เชื่อคนไทยได้ประโยชน์

รองเลขาฯ นายกฯ ยันเดินหน้าแลนด์บริดจ์รองรับสู้รบตะวันออกกลาง เชื่อคนไทยได้ประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.56 น.

รองเลขาฯ นายกฯ ไหว้ศาลตายายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ก่อนประเดิมทำงานช่วย พิพัฒน์ ยันเดินหน้าแลนด์บริดจ์รองรับสู้รบตะวันออกกลาง เชื่อคนไทยได้ประโยชน์ แย้มมีข่าวดี ลดค่าทางด่วน รอรายละเอียดในเร็วๆ นี้ 

เมื่อเวลา 08.20 น.วันที่ 27 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาโรจน์ สามารถ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ประจำรองนายกฯ (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล โดยมีการวางพวงมาลัยดอกดาวเรือง ที่ศาลตายาย หลังได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ 

นายสาโรจน์ เปิดเผยความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ภายหลังนายพิพัฒน์ เตรียมผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นในรัฐบาล ว่า เป็นความตั้งใจที่จะทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพราะมีการศึกษามาอย่างยาวนานแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็มีนโยบายที่จะผลักดัน ในช่วงที่ไม่รู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น และเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาก็เจอเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายไม่คาดคิด ดังนั้นถ้าโครงการนี้เกิดขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ ทั้งในวันนี้และอนาคต 

นายสาโรจน์ กล่าวว่า แม้โครงการนี้จะใช้งบประมาณมาก แต่สิ่งที่จะได้รับนั้น สามารถที่จะเชื่อมทะเลทั้งสองฟากฝั่ง รวมถึงเป็นการไม่ประมาทจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคตด้วย 

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคิดและศึกษา ดำเนินการ และริเริ่ม ดังนั้นส่วนตัวคิดว่านายพิพัฒน์ น่าจะผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้ และตั้งใจว่าหากทำเสร็จทุกอย่างจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน 

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสต่อต้านในพื้นที่ นายสาโรจน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องว่ากันไปตามความจริง เพราะความต่างย่อมมีในสังคมอยู่แล้ว แต่ต้องเอาเหตุเอาผลมาฟังกัน ซึ่งเรื่องนี้นายพิพัฒน์ ได้กำชับและพร้อมที่จะรับฟัง และต้องยึดความคิดเห็นของประชาชนเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่นายพิพัฒน์ เคยมีแนวคิดลดค่าทางด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน โครงการนี้มีคืบหน้าอย่างไรบ้าง นายสาโรจน์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเป้าหมายที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน ส่วนตัวเห็นว่านายพิพัฒน์ ในฐานะนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีการพูดจาตรงไปตรงมา และสิ่งสำคัญคือเป็นคนคิดดี และมองประชาชนเป็นที่ตั้ง เชื่อว่าโครงการนี้จะเกิด จบ และเสร็จอย่างแน่นอน ซึ่งมีอยู่ในแผนของทีมงานเรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร นายพิพัฒน์ จะเป็นคนเปิดเผยเอง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

พิพัฒน์ เผยยังไม่เคาะนโยบายลดค่าทางด่วน ย้ำ ลงพื้นที่สำรวจแลนด์บริดจ์ พ.ค.นี้

พิพัฒน์ เผยยังไม่เคาะนโยบายลดค่าทางด่วน ย้ำ ลงพื้นที่สำรวจแลนด์บริดจ์ พ.ค.นี้

พิพัฒน์ เผยยังไม่เคาะนโยบายลดค่าทางด่วน ย้ำ ลงพื้นที่สำรวจแลนด์บริดจ์ พ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.46 น.

พิพัฒน์ เผยยังไม่เคาะนโยบายลดค่าทางด่วน ย้ำ ลงพื้นที่สำรวจแลนด์บริดจ์ พ.ค.นี้  ชี้แค่ระดมความเห็น ยังไม่ทําประชาพิจารณ์

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงแนวคิดการผลักดันนโยบายลดค่าทางด่วนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เหลือไม่เกิน 50 บาท ตลอดสายทุกเส้นทาง จะดําเนินการเมื่อใด ว่า ขณะนี้ยังไม่ดำเนินการ และยังไม่มีอะไรเลย ก่อนถามกลับสื่อมวลชนว่าเอาข่าวมาจากไหน ใครเอาข่าวมาพูด ตนไม่รู้ และยังไม่ทราบเลย 

ผู้สื่อข่าวถามกรณีมีข่าวว่านายกรัฐมนตรีจะเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจวันนี้ นายพิพัฒน์ ปฏิเสธว่า ตนไม่ทราบ 

เมื่อถามถึงการลงพื้นที่เพื่อติดตามโครงการแลนด์บริดจ์ในพื้นที่ภาคใต้ ช่วงเดือนพฤษภาคม นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องขอหารือวิธีระดมความคิดเห็นก่อน พร้อมย้ำว่ายังไม่มีการทําประชาพิจารณ์ใดๆ

รมว.กห.ไทย ต้อนรับสิงคโปร์ ถกแผนเสริมทัพ-ไซเบอร์-อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

รมว.กห.ไทย ต้อนรับสิงคโปร์ ถกแผนเสริมทัพ-ไซเบอร์-อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

รมว.กห.ไทย ต้อนรับสิงคโปร์ ถกแผนเสริมทัพ-ไซเบอร์-อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.40 น.

รมว.กห.ไทย- สิงคโปร์ ถกยกระดับความมั่นคง ดันร่วมมือทหาร-ไซเบอร์ ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเล

27 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 08.45 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้การต้อนรับนาย Chan Chun Sing รมว.กลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่ง ณ ห้องรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสิงคโปร์ บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน

การหารือครอบคลุมแนวทางการยกระดับความร่วมมือทางทหารในหลายมิติ ได้แก่ การฝึกร่วม การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และความมั่นคงทางไซเบอร์ ตลอดจนการเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนผ่านกรอบ ASEAN Defence Ministers’ Meeting และ ASEAN Defence Ministers’ Meeting-Plus รวมถึงประเด็นความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญใต้ทะเล (Critical Underwater Infrastructure: CUI) ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญ และพร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือร่วมกัน โดยฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างเอกสารที่เกี่ยวข้อง

การหารือครั้งนี้สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ และนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือทางทหารให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

ทร. จัดเพิ่ม AWAV 8×8 สะเทินน้ำสะเทินบก ฝีมือคนไทย เสริมทัพชายแดนตะวันออก

ทร. จัดเพิ่ม AWAV 8x8 สะเทินน้ำสะเทินบก ฝีมือคนไทย เสริมทัพชายแดนตะวันออก

ทร. จัดเพิ่ม AWAV 8×8 สะเทินน้ำสะเทินบก ฝีมือคนไทย เสริมทัพชายแดนตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.16 น.

ทร.แจงจัดหา AWAV 8×8 สะเทินน้ำสะเทินบก เพิ่ม เสริมเขี้ยวเล็บชายแดนตะวันออก ดันอุตฯป้องกันประเทศฝีมือคนไทย ลดนำเข้า

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดหารถยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกแบบ AWAV 8×8 เพิ่มเติม จากบริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ว่าเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกในปัจจุบัน การป้องกันอธิปไตยทางทะเล และการตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ยานเกราะ AWAV 8×8 ได้รับการออกแบบโดยทีมวิศวกรคนไทย และผลิตโดยแรงงาน รวมถึงเครื่องมือเครื่องจักรภายในประเทศ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการใช้วัสดุภายในประเทศในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าการผลิต อันเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว ตัวรถเป็นระบบขับเคลื่อน 8×8 มีความคล่องตัวสูง สามารถปฏิบัติการได้ในทุกภูมิประเทศ รองรับการปฏิบัติการร่วมกับเรือยกพลขึ้นบก (LPD) ของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ด้านการป้องกันและอำนาจการยิง AWAV มีมาตรฐานการป้องกันกระสุนและแรงระเบิดตามเกณฑ์ STANAG พร้อมติดตั้งปืนกลและระบบควบคุม อีกทั้งยังติดตั้งระบบสื่อสารซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายสื่อสารทางทหารของกองทัพเรือได้อย่างสมบูรณ์ ยานเกราะดังกล่าวยังผ่านมาตรฐานด้านความคงทนต่อสภาพแวดล้อมตาม MIL-STD ซึ่งเป็นมาตรฐานทางทหารสากล สะท้อนถึงความพร้อมในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อมการรบ ทั้งในทะเลและบนบก

กองทัพเรือได้จัดหารถ AWAV เข้าประจำการแล้วจำนวน 7 คัน และจากผลการใช้งานพบว่าสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมรบสูง และตอบสนองต่อภารกิจได้ตรงตามความต้องการของหน่วยปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นในการจัดหาเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดกำลังและรองรับแผนการปฏิบัติการในอนาคต

การจัดหา AWAV เพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติทั้งในมิติทางทหารและเศรษฐกิจ

โสภณ เตรียมนำรายชื่อ ณัฐพงษ์ ทูลเกล้าฯ นั่งผู้นำฝ่ายค้านวันนี้

โสภณ เตรียมนำรายชื่อ ณัฐพงษ์ ทูลเกล้าฯ นั่งผู้นำฝ่ายค้านวันนี้

โสภณ เตรียมนำรายชื่อ ณัฐพงษ์ ทูลเกล้าฯ นั่งผู้นำฝ่ายค้านวันนี้

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.12 น.

โสภณ เตรียมนำรายชื่อ ณัฐพงษ์ ทูลเกล้าฯ นั่งผู้นำฝ่ายค้านวันนี้

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 เวลา 08.30 น.ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ภายหลังพรรคประชาชน ยังคงให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นหัวหน้าพรรคประชาชน และเป็นพรรคอันดับหนึ่งฝั่งฝ่ายค้าน และตามรัฐธรรมนูญ จะดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านว่า เมื่อกระบวนการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว สามารถยื่นทูลเกล้าฯ ได้ตามขั้นตอน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการทูลเกล้าฯ รายชื่อผ้นำฝ่ายค้าน เรื่องดำเนินการอยู่ในขั้นของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวันนี้จะนำเอกสารให้ประธานลงนาม จากนั้นจะส่งให้สำนักพระราชวังดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป