ญาติวีรชน 35 เรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภา เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข

ญาติวีรชน 35 เรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภา เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข

ญาติวีรชน 35 เรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภา เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.05 น.

26 เมษายน 2569 คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ออกแถลงการณ์เรียกร้อง “รัฐบาล-รัฐสภา” ร่วมใจเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข ยึดกรอบ 60 วัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ด้วยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 มีมติแสดงจุดยืนที่มากว่า 30 ปี ต่อห้วงเวลาวิกฤตสำคัญภายหลังจากที่ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และการพูดคุยหารือกันในหมู่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่องด้วยมติเป็นเอกฉันท์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภาในรายละเอียดเหลือเพียงบางมาตรา แต่ต้องชะงักลงจากการ “ยุบสภา”

ด้วยเหตุดังกล่าว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 จึงเรียกร้องทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ดังนี้

เร่งรัดการนำร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข กลับเข้าสู่การพิจารณา ในกรอบ 60 วันตามรัฐธรรมนูญ นับแต่วันเปิดสมัยประชุมสภา (ภายใน 12 พ.ค.2569 ) คณะกรรมการญาติวีรชนฯ เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว มีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติเป็นเอกฉันท์ อันสะท้อนถึงฉันทามติร่วมของตัวแทนประชาชนจากทุกฝ่าย

เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการนิติบัญญัติ และแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ยืนยันหลักการ ความสามัคคีสมานฉันท์บนพื้นฐานความยุติธรรม ไม่ใช่การลืมความผิด โดยปราศจากเงื่อนไข

บทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 สอนให้สังคมไทยตระหนักว่า “การปรองดองที่แท้จริง” ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมทุกกรณีโดยไม่แยกแยะ หากแต่ต้องตั้งอยู่บนหลักการของความรับผิดชอบและความเป็นธรรมการกำหนดกรอบดังกล่าวเป็นการรักษาสมดุลระหว่าง “การให้อภัย” กับ “ความยุติธรรม” ไม่ให้สังคมไทยต้องกลับไปเผชิญกับวงจรความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อนึ่งร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข เป็นร่างกฎหมายที่มีความชัดเจนทั้งในด้านที่มาและความชอบธรรมทางการเมือง ของทุกพรรคการเมือง กล่าวคือ เป็นร่างที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเสนอร่างในนามฝ่ายบริหารด้วยตัวท่านเอง อีกทั้งร่างดังกล่าวได้รับการยอมรับให้เป็น “ร่างหลัก” ในกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และได้ผ่านการลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในทุกมาตรา ซึ่งสะท้อนฉันทามติร่วมกันของทุกพรรคการเมืองในสภาอย่างแท้จริง

ดังนั้น การเร่งนำร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง จึงเป็นการเดินหน้าต่อจากฉันทามติเดิมของรัฐสภา มิใช่การเริ่มต้นใหม่ ควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในฐานะกลไกสำคัญของการสร้างความปรองดองในสังคมไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันได้เกิดวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก ประชาชนทุกชาติต่างผนึกกำลังสู้วิกฤต แต่สังคมไทยยังแบ่งแยกกันหลายฝ่าย ถึงเวลาที่ต้องสร้างความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่นรวมกันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ขอเน้นย้ำว่า การสร้างความสามัคคีสมานฉันท์ ตามคำสอนสั่งของพ่อหลวง ร.9 และในหลวง ร.10 นำเป็นภารกิจทางศีลธรรมของสังคมไทย ร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุขจึงต้องเร่งดำเนินไปอย่างรอบคอบ ยึดหลักการ และเคารพต่อความทรงจำของวีรชนผู้ที่เคยเสียสละเพื่อประชาธิปไตย

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ขอเรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภา ไม่ควรปล่อยให้โอกาสในการคลี่คลายความขัดแย้งของประเทศต้องสูญเปล่า และอาจเกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้งโดยไม่จำเป็น

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35
26 เมษายน 2569

เท้ง นำ พรรคส้ม ต่อ ลั่นเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ ตั้ง ครม.เงา

เท้ง นำ พรรคส้ม ต่อ ลั่นเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ ตั้ง ครม.เงา

เท้ง นำ พรรคส้ม ต่อ ลั่นเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ ตั้ง ครม.เงา

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.38 น.

“ณัฐพงษ์”ประกาศ 3 ความชัดเจน 4 หมุดหมายพรรคประชาชน ยืนหยัดทำงานความคิดควบคู่งานพื้นที่ เดินหน้าการเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลง-เตรียมเปิด ครม.เงา ทำหน้าที่ตรวจสอบ-เสนอแนะรัฐบาล พร้อมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก. ต้นพฤษภาคมนี้

26 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา กรุงเทพฯ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของพรรคประชาชน โดยชี้แจงถึงการปรับโครงสร้างใหม่ รวมถึงทิศทางการทำงานตรวจสอบรัฐบาลและทิศทางการขับเคลื่อนพรรคในอนาคต

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ช่วง 3 วันที่ผ่านมา เราไม่ได้พูดคุยกันเพียงปัญหาภายในพรรค แต่เราพูดคุยถึงปัญหาของประเทศและอนาคตของประเทศ สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้พรรคประชาชนเป็นยานพาหนะที่นำมาซึ่งการสร้างการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่สังคมไทยที่ดีกว่านี้

ทั้งนี้ ต้องยอมรับกันตามตรงว่าตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง หลายอย่างเกิดความไม่ชัดเจนขึ้นในสังคม ซึ่งเราได้ตกผลึกทางความคิดว่า เราสามารถสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นได้ ทั้งภายในองคาพยพของพรรค และความชัดเจนของพรรคที่จะนำเสนอสู่สังคมไทย โดย 3 ความชัดเจน ประกอบด้วย บุคลากร ทิศทางของพรรค และอุปสรรคของประเทศนี้ รวมถึง 4 หมุดหมายสำคัญที่เราจะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชนเร็วๆ นี้

ความชัดเจนแรก คือ เรื่องของบุคลากร จากคำสั่งของศาลฎีกา 10 สส. ของพรรคประชาชนจะเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ส่วนคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะมีการเสนอในระเบียบวาระการประชุมอย่างเป็นทางการ

ความชัดเจนที่สอง คือ ทิศทางของพรรค ที่ผ่านมาเราถูกตั้งคำถามว่าตกลงแล้วพรรคประชาชน จะเป็นพรรคที่เน้นทำงานทางความคิดระดับชาติหรือจะเป็นพรรคที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปทำงานการเมืองในพื้นที่ ตนเชื่อว่าการตกผลึกจากเพื่อนๆ สมาชิกทุกคน ทำให้เห็นว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถเลือกทางใดทางหนึ่งได้ เราจำเป็นที่จะต้องทำทั้งสองอย่างให้ดีที่สุดไปพร้อมกัน

“ตนให้คำสัญญาว่า หลังจากนี้คณะกรรมการบริหารพรรคจะเน้นทำงานทางความคิดให้เข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งภายในพรรคและภายนอกพรรค แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานทางความคิดอย่างเดียวย่อมไม่สามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงได้ เราจำเป็นต้องมีแกนนำต่างๆ ในชุมชนเพื่อปลูกเมล็ดพันธุ์ทางความคิดว่าการสร้างสังคมที่ดีกว่า จำเป็นจะต้องชวนพวกเขามาร่วมกันทำการเมืองใหม่ไปพร้อมกับพวกเรา ขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”

ความชัดเจนที่สาม คือ อุปสรรคของประเทศ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น ไม่ว่าวิกฤตภายนอกจะร้ายแรงแค่ไหน ประชาชนคนไทยก็ยังสามารถคาดหวังอนาคตที่ดีกว่านี้ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เราเห็นได้จากกรณีวิกฤตน้ำมันที่ผ่านมา ว่าใครที่มีเส้นสายยึดโยงกับบ้านใหญ่ กลุ่มพลังงาน ก็อาจจะเข้าถึงการจัดสรรทรัพยากรหรือเข้าถึงผลประโยชน์ได้เร็วกว่าประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย

ดังนั้น ตอนนี้เราต้องชี้ให้ประชาชนทั้งประเทศเห็นภาพร่วมกับเรา ว่าอุปสรรคที่สำคัญ ศัตรูของประชาชน ไม่ใช่วิกฤตพลังงานเฉพาะหน้า ไม่ใช่วิกฤตต่อๆ ไปที่จะถาโถมเข้ามาในประเทศไทย แต่คือวิกฤตภายในประเทศของพวกเราเอง เราจะต่อสู้กับระบบการเมืองอุปถัมภ์ การเมืองมุ้งใหญ่ องค์กรอิสระ สว.หรือระบบราชการที่ไม่มีความโปร่งใส ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนอย่างไร ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนในองคาพยพของพรรค ที่ทุกการสื่อสารหลังจากนี้ต้องชี้เป้าให้ชัดเจนว่าอุปสรรคที่ชัดเจนของประเทศไทยคือระบบกินรวบที่กำลังกัดกินประเทศนี้อยู่

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับหมุดหมายในการทำงานของพรรค ซึ่งเราจะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชนคนไทยเร็วๆ นี้ หมุดหมายแรก คือ เราจะเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ และทำงานให้มากกว่าเดิม ให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนพร้อมที่จะบริหารประเทศในการเลือกตั้งครั้งหน้า เราเตรียมที่จะเปิด ครม.เงา ทีมทำงานที่พร้อมจะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาล

หมุดหมายที่สอง คือ การทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ขับเคลื่อนวาระของประชาชน ผ่านกลไกกรรมาธิการทั้ง 35 คณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะ 9 คณะ ที่มี สส. พรรคประชาชนเป็นประธาน

หมุดหมายที่สาม คือเรื่องยุทธศาสตร์ในการทำงานพื้นที่ เรามีการปรับโครงสร้างของพรรค ตั้งทีมทำงานขึ้นมาเพื่อมีเป้าหมายในการเอาชนะการเลือกตั้ง เราเตรียมพร้อมที่จะเคาะผู้สมัครให้เร็ว วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ จะมีการเคาะผู้สมัครชุดแรกลงไปทำงานในพื้นที่ เพื่อให้พวกเขามีโอกาสและมีเวลาได้นำเสนอชุดความคิดของพรรคประชาชนในพื้นที่มากขึ้น ส่วนเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร หากเราเคาะผู้สมัครได้เร็ว ประชาชนในพื้นที่ก็จะมีโอกาสเข้ามาตรวจสอบผู้สมัครของพวกเราได้เร็วยิ่งขึ้นเช่นกัน

หมุดหมายที่สี่ คือเร็วๆ นี้เราจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น เรามีลำพูนโมเดลที่แสดงให้เห็นแล้วว่า การชนะการเมืองระดับท้องถิ่นผ่านการทำงานให้ประชาชนเห็น สามารถส่งผลต่อการเมืองในระดับประเทศได้อย่างไร ซึ่งพวกตนเตรียมพร้อม นอกจากสนามการเลือกตั้งในพัทยาแล้ว ในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีการเปิดตัวผู้สมัครทีมบริหารกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน ที่มีทั้งผู้สมัครผู้ว่าฯ และผู้สมัคร ส.ก.ครบทั้ง 50 เขต ซึ่งตนเชื่อว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ แน่นอน

นายณัฐพงษ์ กล่าวปิดท้ายว่า ตนขอขอบคุณทุกคนที่เชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคมวลชน ที่ทุกคนในฐานะสมาชิกพรรคเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง

สำหรับรายชื่อกรรมการบริหารพรรคประชาชน จากที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569

1. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค

2. พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค

3. ชุติมา คชพันธ์ เหรัญญิกพรรค

4. ณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนสมาชิกพรรค

5. สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา กรรมการบริหารพรรค

โฆษกพรรค คือ ภคมน หนุนอนันต์

ไผ่ จตุภัทร์ วืดประกัน! ศาลยกคำร้องขอประกันตัว คดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

ไผ่ จตุภัทร์ วืดประกัน! ศาลยกคำร้องขอประกันตัว คดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

ไผ่ จตุภัทร์ วืดประกัน! ศาลยกคำร้องขอประกันตัว คดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.24 น.

26 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอประกันตัว “ไผ่ จตุภัทร์“ ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร หลังครอบครัวยื่นอุทธรณ์คำสั่งอีกครั้ง แม้คดีนี้ยังอยู่ระหว่างสืบพยานในศาลชั้นต้น”

พร้อมทั้งโพสต์รายละเอียดในคอมเมนต์ ระบุว่า 26 เม.ย. 2569 ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอประกันตัว “ไผ่ จตุภัทร์” ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร หลังครอบครัวยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวของศาลอาญาไปเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา

คำสั่งศาลอุทธรณ์ระบุ “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำของจำเลยที่เจ็ดกับพวกตามฟ้องอาจก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบเป็นวงกว้าง นำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งโจทก์คัดค้านการปล่อยชั่วคราว

“หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยที่เจ็ดจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่เจ็ดในระหว่างพิจารณามาแล้ว และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”

ทั้งนี้คดีชุมนุม 19-20 ก.ย. 2563 นี้ ยังอยู่ระหว่างสืบพยาน ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และเหลือเป็นเพียงคดีเดียวที่ไผ่ยังไม่ได้ประกันตัว

ย้อนอ่านข่าวการยื่นประกันก่อนหน้านี้ tlhr2014.com/archives/82770

ลุยกวาดล้างนอมินีเต็มรูปแบบ เดินหน้าตัดวงจรธุรกิจอำพราง หลังมาตรการเข้มเห็นผลชัด

ลุยกวาดล้างนอมินีเต็มรูปแบบ เดินหน้าตัดวงจรธุรกิจอำพราง หลังมาตรการเข้มเห็นผลชัด

ลุยกวาดล้างนอมินีเต็มรูปแบบ เดินหน้าตัดวงจรธุรกิจอำพราง หลังมาตรการเข้มเห็นผลชัด

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.25 น.

ลุยกวาดล้างนอมินีเต็มรูปแบบ เดินหน้าตัดวงจรธุรกิจอำพราง หลังมาตรการเข้มเห็นผลชัด ลดกลุ่มเสี่ยงกว่า 60%

26 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล ขยายผลเชิงรุก และเพิ่มความรัดกุมของกฎหมาย เพื่อสกัดการนำนิติบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ ทั้งการฟอกเงินและการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย

การดำเนินการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากมาตรการภายใต้นโยบาย Quick Big Win ที่เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งมีการกำหนดให้กลุ่มเสี่ยงต้องยื่นหลักฐานทางการเงินเพิ่มเติมก่อนจดทะเบียน ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลง 60% เหลือ 1,373 บริษัท จาก 3,511 บริษัทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่มาตรการยืนยันการลงทุนที่เริ่มใช้เมื่อ 1 เมษายน 2569 ยังช่วยลดความเสี่ยงได้ต่อเนื่อง โดยช่วงวันที่ 1–23 เมษายน 2569 พบบริษัทกลุ่มเสี่ยงเพียง 175 บริษัท ลดลง 75% จาก 658 บริษัทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

จากนี้ ภาครัฐจะเร่งดำเนินการใน 3 ด้าน ได้แก่ การสืบสวนเชิงลึกเครือข่ายนอมินี การลงพื้นที่ตรวจสอบและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อปิดช่องทางการกระทำผิดอย่างรอบด้าน โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 23 เมษายน 2569

1. ตรวจสอบพบกลุ่มเสี่ยง 11 ราย เชื่อมโยงกับนิติบุคคลกว่า 300 ราย ก่อนส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อขยายผลและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

2. ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 27 พื้นที่ ครอบคลุม 10 จังหวัด พร้อมส่งต่อข้อมูลไปยัง 9 หน่วยงานเพื่อขยายผลและดำเนินคดี

3. ตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าว รวม 4,372 ราย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมยกระดับความร่วมมือผ่านการลงนามระหว่าง 21 หน่วยงาน ในวันที่ 29 เมษายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล สร้างกลไกการทำงานร่วมกันด้านเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปราม เสริมความรัดกุมของมาตรการทางกฎหมาย และเสริมความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี

“รัฐบาลได้เดินหน้ายกระดับการปราบปรามธุรกิจนอมินีในทุกมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การเชื่อมโยงข้อมูล และการปิดช่องทางการกระทำผิด เพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใสและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมในระยะยาว” โฆษกรัฐบาล กล่าว

พาณิชย์คุมเข้ม! วัดความชื้นข้าวโพด ลดข้อโต้แย้ง-กดราคารับซื้อ

พาณิชย์คุมเข้ม! วัดความชื้นข้าวโพด ลดข้อโต้แย้ง-กดราคารับซื้อ

พาณิชย์คุมเข้ม! วัดความชื้นข้าวโพด ลดข้อโต้แย้ง-กดราคารับซื้อ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.18 น.

พาณิชย์คุมเข้ม “วัดความชื้นข้าวโพด” ต้องใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้รับการรับรองจากเจ้าหน้าที่ และต้องวัดค่าความชื้นทุกครั้งในการซื้อขาย เริ่มใช้ 8 พ.ค.นี้ เพื่อลดข้อโต้แย้งและกดราคารับซื้อ

26 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ “เครื่องวัดความชื้นข้าวโพด” ในการซื้อขายหรือจำหน่าย เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

สาระสำคัญของประกาศ กำหนดให้ผู้ประกอบการที่รับซื้อหรือจำหน่ายข้าวโพด ต้องใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้รับการรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องทำการวัดค่าความชื้นทุกครั้งในการซื้อขาย เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลาง ลดข้อโต้แย้งและปัญหาการกดราคารับซื้อ

พร้อมกันนี้ ได้กำหนดขั้นตอนการวัดอย่างเป็นระบบ อาทิ การสุ่มตัวอย่างจากหลายจุด การปฏิบัติตามคู่มือเครื่องวัดอย่างเคร่งครัด และการจัดวางเครื่องวัดในจุดที่คู่ค้าทุกฝ่ายสามารถมองเห็นขั้นตอนการวัดได้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยยกระดับมาตรฐานการค้าข้าวโพดทั้งระบบ สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด และคุ้มครองเกษตรกรจากการถูกเอาเปรียบ

ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการบังคับใช้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อให้การซื้อขายเป็นธรรม และไม่กระทบต่อรายได้ของพี่น้องเกษตรกร

“รัฐบาลเดินหน้าดูแลความเป็นธรรมทางการค้าในภาคเกษตรอย่างจริงจัง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

นันทิวัฒน์ ฮึ่ม!ชาติต้องมาก่อน ชูนโยบายความมั่นคงพึ่งตนเอง-ถ่วงดุลมหาอำนาจ

นันทิวัฒน์ ฮึ่ม!ชาติต้องมาก่อน ชูนโยบายความมั่นคงพึ่งตนเอง-ถ่วงดุลมหาอำนาจ

นันทิวัฒน์ ฮึ่ม!ชาติต้องมาก่อน ชูนโยบายความมั่นคงพึ่งตนเอง-ถ่วงดุลมหาอำนาจ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.33 น.

26 เมษายน 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ชาติต้องมาก่อนเสมอ

นายหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเดินทางมาไทยหลังจากแวะเยือนกัมพูชา​ ก็มีขบวนการบ่อนแซะว่า จีนให้ความสำคัญกับเพื่อนบ้านมากกว่าไทย​ เพราะคณะที่ไปข้างบ้านมีรัฐมนตรีกลาโหมไปด้วย

การต่อสู้ระหว่างไทยกับเพื่อนข้างบ้าน​ รวมทั้งสงครามระหว่างอิหร่านกับอเมริกา/อิสราเอลที่ผ่านมา​ ทำให้คำพูดของนักการเมืองที่ว่า​ เดี๋ยวนี้ทุกประเทศเค้าเลิกรบกันแล้ว​ เป็นวาทะกรรมที่ห่วยแตก​ เพราะผู้นำอเมริกันที่พวกนี้เทิดทูนก็ทำสงคราม

นักการเมืองต้องไม่กลัวทหารจนไม่พัฒนากองทัพให้แข็งแกร่ง​ อนาคตไทยต้องเดินตามรอยอิหร่านที่พัฒนาและผลิตอาวุธชั้นดีด้วยนโยบายพึ่งตนเอง​ ไม่ยืมจมูกต่างชาติ​ ถึงได้ยืนซดกับมหาอำนาจได้อย่างสมศักดิ์ศรี​ ปราศจากความเกรงกลัว​

นโยบายต่างประเทศที่ดีต้องไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความกลัวและหวังพึ่งต่างชาติมากเกินไป

ที่สำคัญ​ ทุกประเทศต้องสะสมอาวุธ​ หากไม่มีอาวุธ​ อิหร่านคงย่อยยับไปนานแล้ว​ ไม่ยืนหยัดเผชิญหน้ามหาอำนาจอเมริกาได้เช่นนี้

ดังนั้น​ ทุกประเทศต้องซื้ออาวุธเพื่อป้องกันประเทศ​ ไม่สามารถเอาไม้และหนังสติ๊กไปต่อสู้ได้​ ไม่มีประเทศใดเอาเรือประมงไปสู้กับเรือรบ

ไม่น่าแปลกใจที่ข้างบ้านจะสั่งซื้อเรือรบจากจีน​ และจีนก็ไม่มีความลับอะไรที่ขายเรือรบให้คนข้างบ้าน​ เรือรบเป็นสินค้าที่ใครก็สั่งซื้อได้​ ด้วยราคาที่พอใจกันทั้งสองฝ่าย​ ประเทศผู้ผลิตต้องขายเรือรบที่ดีได้มาตรฐาน​ ไม่ใช่ของห่วยๆให้เสียชื่อเสียยี่ห้อ

ไทยเราเองก็สั่งซื้อเรือรบจากจีนเช่นกัน​ ของซื้อของขาย​ ใครมีสตางค์ก็มาเอาไป​ ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง

อาเซียนเปรียบเหมือนหลังบ้านของจีน​ ที่จีนต้องให้ความสนใจให้ความเป็นมิตรกับทุกประเทศ​ จะให้ใครมากกว่าใครเป็นเรื่องของจีนและเรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน​ mutual interest และยังขึ้นอยู่กับระดับของความไว้วางใจและความเชื่อใจที่มีต่อกัน​ หน้าฉากอาจจะกอดกันแน่น​ แต่หลังฉากอาจจะแอบเบ้หน้าก็ได้​ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่แนบแน่นหรือไม่ระหว่างกัน

ไทยไม่ต้องระแวงจีนว่า​ จีนจะรักไทยน้อยกว่าชาติอื่น​ ไม่มีใครรักใครอย่างดูดดื่มจนลืมผลประโยชน์และความมั่นคงแห่งชาติของตนเอง​ ไทยก็เช่นกัน​ ต้องไม่รักจีนจนทิ้งมหาอำนาจชาติอื่น​ ไทยต้องถ่วงดุลทุกมหาอำนาจ​ เพื่อผลประโยชน์ของไทย

เทพไท กาง 3 เหตุผลหลัก ทำพรรคการเมืองขาดเอกภาพ

เทพไท กาง 3 เหตุผลหลัก ทำพรรคการเมืองขาดเอกภาพ

เทพไท กาง 3 เหตุผลหลัก ทำพรรคการเมืองขาดเอกภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.09 น.

26 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 3 เหตุผลหลัก ทำพรรคการเมืองขาดเอกภาพ

ในช่วงเดือนเมษายนนี้ จะมีพรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ตามพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีพรรคการเมืองใหญ่หลายพรรค นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ในช่วงที่ผ่านมาบางพรรค ได้ใช้โอกาสประชุมใหญ่ เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ บางพรรคมีการสัมมนาจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค บางพรรคมีการประชุมตามระเบียบวาระที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด

แต่ที่เห็นได้ชัดคือ การประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคได้ประกาศต่อที่ประชุมพรรค คือยืนยันสามัคคีภายในพรรค ในการประชุมใหญ่ประจำปี 2569 โดยประกาศยุบรวมกลุ่มก๊วน หรือมุ้งการเมืองต่างๆภายในพรรคภูมิใจไทย ให้เหลือ“มุ้งอนุทิน” เพียงกลุ่มเดียว เพื่อให้การทำงานเป็นปึกแผ่นรับใช้ประชาชน

ช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า มีพรรคการเมืองหลายพรรค มีปัญหาความเป็นเอกภาพภายในพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ที่มีปัญหาเรื่องกลุ่มส.ส.รุ่นกลาง ส.ส.อาวุโส ที่อกหักทางการเมืองในการรับตำแหน่งรัฐมนตรี หรือในพรรคประชาชนที่มีความขัดแย้งเรื่องแนวทางอุดมการณ์กัน เป็นการขัดแย้งทางความคิด และบทบาทของส.ส.พรรคประชาชน ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน รวมไปถึงในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีแนวความคิดของคนบางกลุ่ม หรือส.ส.บางส่วนที่ได้มาด้วยการใช้ทุน ก็หวังจะเข้าร่วมรัฐบาลให้ได้ พยายามล็อบบี้วิ่งเต้น ซึ่งขัดกับแนวทางของหัวหน้าพรรค

นับว่าเป็นธรรมดาของพรรคการเมือง หรือนักการเมืองยุคนี้ ที่มีความขัดแย้งทางความคิด มีความแตกต่างในวิธีการ หรือแนวทางทางการเมืองให้เห็นอยู่ เนื่องจากองค์ประกอบของการเมืองยุคนี้ มีอยู่3ประการ คือ

1.สถานการณ์การเมืองในยุคที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยเงินสดหรือมันนี่โพลิติก” การเลือกตั้งใช้กระสุนนำกระแส ใช้การซื้อเสียงเป็นตัวชี้ขาด ใช้เงินทุน มีการทุ่มทุนกันอย่างมหาศาลในเขตเลือกตั้ง เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็หวังจะถอนทุนคืน หวังจะหาพรรคการเมืองที่มีเงินทุนสนับสนุน และมีเงินดูแลในการทำพื้นที่ จึงเห็นภาพส.ส.งูเห่าเพ่นพ่าน หรือนักการเมืองบางคนบางกลุ่ม หาพรรคที่สามารถสนับสนุนเงินทุนทำการเมืองได้

2.เกิดจากการเมืองที่มีการควบรวมพรรคการเมือง ดูดกลุ่มส.ส.บ้านใหญ่ กลุ่มก๊วน มุ้งต่างๆเข้ามาอยู่ในพรรคเดียวกัน จึงทำให้เห็นบทบาทการต่อรองภายในพรรคเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี เมื่อหัวหน้าก๊วน หัวหน้ามุ้งไม่ได้รับการปูมบำเหน็จให้ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ก็สร้างความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในพรรค จึงทำให้เห็นร่องรอยความขัดแย้ง ความแปลกแยกทางการเมือง ในพรรคการเมืองต่างๆอย่างเห็นได้ชัด

3.เกิดจากเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่เปิดโอกาสให้ส.ส.ฝ่าฝืนมติพรรคได้ ใช้เอกสิทธิ์ความเป็นส.ส.ในการลงมติ จึงเห็นความเปลี่ยนแปลงของนักการเมืองในยุคใหม่ ตัดสินใจโดยไม่แคร์มติพรรค และพร้อมให้ขับออกจากพรรคเพื่อไปหาพรรคการเมืองใหม่สังกัด ซึ่งแตกต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่เมื่อส.ส.ถูกขับออกจากพรรค ก็ต้องพ้นสมาชิกภาพไป แต่ยุคนี้เมื่อถูกขับออกจากพรรค ก็สามารถหาพรรคสังกัดได้ จึงเห็นปรากฏการณ์นักการเมืองท้าทายพรรค และเรียกร้องให้พรรคขับออกจากพรรค เพื่อไปหาพรรคการเมืองที่ถูกใจ หรือมีข้อตกลงกันไว้ล่วงหน้า

จากเหตุผล3ข้อนี้ จึงทำให้เห็นปรากฏการณ์นักการเมืองยุคนี้ไม่แคร์พรรคการเมือง ไม่แคร์กระแส หรือความนิยมใดๆ เพราะปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่เงินทุน จึงทำทุกอย่างเพื่อให้มีเงินทุนไปใช้ในเขตเลือกตั้ง ไปใช้ซื้อเสียงในวันเลือกตั้ง เพื่อจะได้กลับมาเป็นส.ส.อีกครั้งหนึ่ง

เพราะฉะนั้นการเรียกร้องความเป็นเอกภาพให้เกิดขึ้นในพรรคการเมืองต่างๆ จึงอยู่ที่เงื่อนไขและปัจจัยเงินทุนเป็นตัวชี้ขาด พรรคใดไม่มีเงินทุนดูแลสมาชิก ภายในพรรคก็อาจจะเกิดปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยกเกิดขึ้นในพรรค และถึงตอนเลือกตั้งในครั้งต่อไป เกิดสภาพต่างคนต่างไป แล้วแต่ใครจะไปสังกัดพรรคไหน จึงเป็นการไปสู่ที่ชอบที่ชอบของส.ส.แต่ละคนในการตัดสินใจ

ผลโพลสะท้อนวิกฤต คนไทยโอดร้อนจัดทนไม่ไหว กังวลค่าไฟพุ่ง เอลนีโญจ่อซ้ำเติมยาวถึงปี 70

ผลโพลสะท้อนวิกฤต คนไทยโอดร้อนจัดทนไม่ไหว กังวลค่าไฟพุ่ง เอลนีโญจ่อซ้ำเติมยาวถึงปี 70

ผลโพลสะท้อนวิกฤต คนไทยโอดร้อนจัดทนไม่ไหว กังวลค่าไฟพุ่ง เอลนีโญจ่อซ้ำเติมยาวถึงปี 70

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.33 น.

26 เมษายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับอากาศร้อน”กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,306 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21-24 เมษายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่าจากอากาศร้อนในช่วงนี้กลุ่มตัวอย่างรู้สึกได้ว่าร้อนมากจนทนแทบไม่ไหว ร้อยละ 68.22 ขณะเดียวกันมีวิธีรับมือกับอากาศร้อนด้วยการดื่มน้ำเย็นมากขึ้น ร้อยละ 82.01 ประเด็นที่กังวลจากอากาศร้อนในช่วงนี้ คือค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 85.22 ในภาพรวมมองว่าคนไทยควรปรับวิถีชีวิตประจำวันเพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างจริงจัง ร้อยละ 72.13นอกจากนี้ยังเห็นว่าภาครัฐควรดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในช่วงอากาศร้อนจัดด้วยการลดหรือตรึงค่าไฟฟ้า ร้อยละ 77.95

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า อากาศร้อนกลายเป็นปัญหาใกล้ตัวที่กระทบชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างรุนแรง
โดยไม่ใช่เพียงความไม่สบายตัวแต่เชื่อมโยงไปถึงภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่กังวลอย่างมาก
สะท้อนว่าการรับมือของประชาชนต้องแลกมากับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายควบคู่กับการวางแผนระยะยาวเพื่อเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ดร.พรธิดา เทพประสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญ ไม่ใช่เพียงแค่ “อากาศร้อน” ตามฤดูกาล แต่กำลังเข้าสู่สภาวะ “Extreme Heat” หรือสภาพอากาศสุดขั้วรวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2569 และอาจลากยาวถึงปี 2570 ผลสำรวจสะท้อนชัดถึงวิกฤตความร้อนที่คนไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่าพุ่งสูงจนเกือบถึงขีดจำกัดซึ่งไม่ได้เพียงสร้างความวิตกกังวลต่อภาระค่าไฟ แต่ยังพ่วงมาด้วยความกังวลต่อสุขภาพและในเชิงสิ่งแวดล้อมความร้อนจะเกิดขึ้นควบคู่กับสภาวะอากาศที่กักขังฝุ่น PM 2.5 ให้สะสมตัวจนเป็นอันตราย กลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตที่ทำให้ประชาชนต้องปรับวิถีชีวิตเพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป

ขณะเดียวกันสภาพอากาศสุดขั้วนี้ยังส่งสัญญาณไปถึงภาครัฐให้เร่งบริหารจัดการน้ำและพลังงานเพื่อรับมือกับภัยแล้งที่ยาวนานกว่าปกติ การปรับตัวของคนไทยในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ “การซื้อน้ำแข็งหรือเปิดแอร์” แต่คือการปรับวิถีชีวิตสู่การเป็นพลเมืองที่พร้อมรับมือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปการที่ผลโพลชี้ว่าประชาชนต้องการเห็นการจัดการจากภาครัฐ สะท้อนว่านี่คือ “วาระแห่งชาติ”ที่ต้องบูรณาการทั้งเรื่องพลังงาน สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

อนุทินติวเข้มลูกพรรคภท. ลุยแลนด์บริดจ์ ขยายเครือข่ายทั่วไทย สามัคคีรับใช้ประชาชน เข้มห้ามแบ่งพวกตั้งมุ้ง

อนุทินติวเข้มลูกพรรคภท. ลุยแลนด์บริดจ์ ขยายเครือข่ายทั่วไทย สามัคคีรับใช้ประชาชน เข้มห้ามแบ่งพวกตั้งมุ้ง

อนุทินติวเข้มลูกพรรคภท. ลุยแลนด์บริดจ์ ขยายเครือข่ายทั่วไทย สามัคคีรับใช้ประชาชน เข้มห้ามแบ่งพวกตั้งมุ้ง

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินติวเข้มลูกพรรคภท. ลุยแลนด์บริดจ์ ขยายเครือข่ายทั่วไทย สามัคคีรับใช้ประชาชน เข้มห้ามแบ่งพวกตั้งมุ้ง

“อนุทิน” ประชุมใหญ่สามัญภูมิใจไทย ย้ำพูดแล้วทำ ปลุกใจลูกพรรคเร่งทำงานให้ประชาชน ขยายเครือข่ายห้ามมีมุ้งมีก๊ก พร้อมปัดฝุ่นเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้วงเงิน1ล้านล้าน เชื่อมทะเลอันดามัน-อ่าวไทย ให้ต่างชาติสัมปทาน ดึงเงินเข้าประเทศ อุ่นเครื่องถก ครม.สัญจรนัดแรกที่หาดใหญ่ ขณะที่ อภิสิทธิ์ กำชับสส.ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มกำลัง

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางถึงที่ทำการพรรคเป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรค รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

จากนั้น นายอนุทินเดินเข้าไปยังห้องประชุม โดยทันทีที่เดินเข้าห้องประได้เปิดเพลง“พูดแล้วทำ”ต้อนรับนายอนุทิน ก่อนที่นายอนุทินจะชูมือขึ้นโยกตามจังหวะเพลง และร้องเพลงตามอย่างอารมณ์ด้วย ก่อนจะปิดท้ายทำท่าพลัสตามนโยบายพรรคภูมิใจไทย สร้างบรรยากาศคึกคักก่อนเริ่มการประชุม

โดยนายอนุทินกล่าวเปิดการประชุมใหญ่สามัญว่าวันนี้เป็นการประชุมใหญ่สามัญของพรรคภูมิใจไทยประจำปี2569นี้ ซึ่งเราได้จัดให้มีการประชุมที่ห้องประชุมชั้น4ของสำนักงานพรรคภูมิใจไทย ก่อนอื่นตนต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้เสียสละเวลาเดินทางมาเพื่อประชุมใหญ่สามัญในครั้งนี้ทั้งๆที่เป็นวันหยุดราชการ ขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีรวมถึงสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกท่านจริงๆ

ปลุกเป็นปึกแผ่น-สามัคคีรับใช้ปชช.

“เพราะว่าการที่เรามาอยู่ด้วยความพร้อมเพรียงในครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยที่มีความเป็นปึกแผ่น ความสามัคคี และพลังที่พวกเรามีที่จะไปรับใช้พี่น้องประชาชนความก้าวหน้าให้กับประเทศไทย ขณะนี้ เราได้ทราบมาว่ามีผู้เข้าประชุมครบองค์ประชุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามข้อบังคับของพรรค ตนจึงขอเปิดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโดยวาระการประชุมมีวาระสำคัญ อาทิ เรื่องรับทราบรายงานการดำเนินกิจการของพรรคภูมิใจไทยปี 2568 ,งบการเงินของพรรคภูมิใจไทยปี 2568 และร่างข้อบังคับพรรคภูมิใจไทยพ.ศ. 2561 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 4 )พ.ศ. 2569

อนุทินยํ้าภท.เป็นปึกแผ่น ลั่นไร้มุ้ง

เวลา11.55น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปี2569 ของพรรคภูมิใจไทยว่ามีการรับรองรายงานการประชุมและมีการเปลี่ยนระเบียบข้อบังคับพรรคเล็กน้อย

เมื่อถามว่าเห็นนายกฯย้ำในที่ประชุมถึงความเป็นปึกแผ่นภายในพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว เราก็ต้องเน้นย้ำ เพราะพรรคภูมิใจไทย ขยายตัวมากขึ้น มีสมาชิกเพิ่มขึ้น สมาชิกใหม่ก็มีเพิ่มมาก็ต้องเน้นให้ทุกคนรับทราบ และรักษาเอกลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย คือ ความเป็นปึกแผ่นในพรรคและความตั้งใจทำงานให้กับประเทศและประชาชน

เมื่อถามว่ามุ้งภายในพรรค ยังมีอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า“มุ้งในพรรคภูมิใจไทย มีมุ้งผมนี่แหละ”

เคาะครม.สัญจรนัดแรกหาดใหญ่

ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคมกล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร)ว่า ตนได้เสนอพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งขณะนี้พื้นที่มีความพร้อมแล้วหลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะจัดประชุมครม.สัญจรได้ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนยุทธศาสตร์ทางภาคใต้ได้มีการวางไว้แล้วในการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการพัฒนาในเรื่องอาชีพ โดยโครงการที่เป็นเรือธงในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้จะเป็นเรื่องนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งจะมีเรื่องของฮาลาลด้วย และในส่วนของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะทำเรื่องพืชพลังงาน ในการขอให้มีโรงไฟฟ้าชีวมวลลงในพื้นที่ ซึ่งมีนักลงทุนที่ให้การสนับสนุน ซึ่งจะเป็นการสร้างอาชีพด้วย โดยทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้มีการสำรวจพื้นที่ไปบางส่วนแล้วในพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ แต่ทั้งนี้เราจะทำให้ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัดชายแดน

ลั่นเดินหน้าโครงการ‘แลนด์บริดจ์’

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคมยังกล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยได้ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์ ควรจะเดินหน้าพิจารณาต่อว่าถูกต้อง เพราะเหตุการณ์ช่องแคบฮอร์มุซอาจจะมีปัญหาในอนาคต ดังนั้น ควรเป็นโอกาสของประเทศไทยในการสร้างท่าเรือสองฝั่งทะเล ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยเพื่อเป็นการเชื่อมโลกทั้งสองฝั่งมหาสมุทร

นายพิพัฒน์กล่าวอีกว่าที่มีการวิจารณ์ว่าเราจะไม่ได้ประโยชน์เพราะการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ขึ้นๆลงๆทำให้เสียเวลา ก็ขอให้ไปช่วยกันหาข้อมูลมาว่าจริงหรือไม่ แต่จากที่ตนหาข้อมูลเรือที่ขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นสินค้าถ่ายลำ หมายความว่าไม่ใช่การนำสินค้าจากประเทศหนึ่งไปสู่ปลายทางทั้งหมด 100% แต่เป็นการรวมสินค้าจากแต่ละท่าเรือ และทำการถ่ายลำแยกสินค้าเพื่อไปประเทศต่างๆ ดังนั้น ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ประโยชน์เรื่องเวลาจากการขนถ่ายแลนด์บริดจ์ หากเขาถ่ายสินค้าที่ชายฝั่งไทย เขาก็ต้องไปถ่ายสินค้าที่สิงคโปร์ด้วย ซึ่งขณะนี้เรากำลังเชิญชวนให้มีการนำสินค้าถ่ายลำเข้ามามากขึ้น

เร่งดันนับหนึ่งภายในปีนี้

เมื่อถามว่า โครงการนี้จะเริ่มได้เมื่อไหร่นายพิพัฒน์กล่าวว่าเราจะเริ่มภายในปีนี้ซึ่งขณะนี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)สำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว และตนจะไปลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนจะเริ่มสร้างที่จุดใดนั้นเราต้องสอบถามผู้ลงทุนก่อน โดยจะเป็นการเรียกประมูลทั้งต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งเราจะให้โอกาสเท่ากัน แต่ก็อยู่ที่เขาจะไปลงทุนในจุดใดก่อน ซึ่งก่อนจะดำเนินการในเรื่องนี้ ก็ต้องขอมติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก่อน

ชงครม.มิ.ย.-ก.ค./มูลค่า1ล้านล้าน

เมื่อถามว่า กระทรวงคมนาคมจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เมื่อใด นายพิพัฒน์ กล่าวว่า น่าจะช่วงเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะเร่งนับหนึ่งให้ได้ภายในปีนี้ สำหรับโครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณจำนวนเท่าไหร่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เขาตั้งไว้ว่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท แต่ประเทศไทยไม่ได้ลงทุน เราจะให้แค่สัมปทานจัดสรรที่ดินอย่างเดียวแล้วให้เขามาลงทุน

ส่วนจะต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ต้องทำ ซึ่งก็มีปัญหาอยู่ ก็ต้องไปเจรจากับคนในพื้นที่ว่า สิ่งที่เขาต่อต้านเป็นข้อมูลที่แท้จริงกี่เปอร์เซ็นต์เราก็ต้องไปชี้แจงว่าข้อมูลที่เขาได้รับอาจจะไม่ใช่NGO เขาก็ตั้งท่าอยู่แล้ว โดยตนจะลงพื้นที่เพื่อดูแลนด์บริดจ์ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้และจะเปิดให้นักลงทุนเริ่มลงทุนในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้

นายกเร่งแลนด์บริดจ์ดึงเงินเข้าปท.

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ถึงที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคมให้สัมภาษณ์ถึงโครงการแลนด์บริดจ์ระบุจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาช่วง มิ.ย.-ก.ค.ว่าแลนด์บริดจ์ เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทย ตั้งใจผลักดัน เราศึกษาและปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด ทั้งเรื่องเทคโนโลยี ต้นทุนการก่อสร้าง รูปแบบที่ทำให้เกิดขึ้น วันนี้มีเหตุผลต้องนำขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้นเพราะมีการพูดถึงกันว่าใครจะแสดงความเป็นผู้ครอบครองช่องทางขนส่งโดยมีแนวคิดการจัดเก็บค่าผ่านทางช่องแคบนั้นช่องแคบนี้ ดังนั้น ในส่วนของประเทศไทยหากเรามีสิ่งที่สามารถพึ่งพาได้เกิดประโยชน์และรายได้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เราก็ต้องเร่งพิจารณา เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันเป็นเรื่องของส่วนรวม

‘ปชป.’จัดประชุมใหญ่สามัญคึกคัก

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์จัดการประชุมใหญ่สามัญ ประจําปี 2569 โดยมีบรรดาคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงกัน นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ นายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค ขณะเดียวกันได้มีการประชุมผ่านระบบออนไลน์ สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤตน้ำมันในปัจจุบัน

การประชุมใหญ่สามัญ ตามกฎหมายพรรคการเมืองตามข้อบังคับของพรรคจะต้องมีการจัดประชุมสามัญอย่างน้อยปีละ 1ครั้ง ภายในเดือนเมษายนของทุกปี สำหรับองค์ประชุม ตามกฎหมายและตามข้อบังคับขณะนี้ครบองค์ประชุมแล้ว คือ มีผู้ที่เข้าร่วมการประชุมทั้งสิ้น 299คน อยู่ในที่นี้51คนและอยู่ในระบบออนไลน์ 248 คน

‘มาร์ค’ขอบคุณสมาชิกหลังสู้ศึกลต.

โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวเปิดประชุมว่าต้องขอบคุณทุกคนอีกครั้ง ในการเลือกตั้งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดี จากทุกฝ่ายด้วยข้อจำกัดหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเวลาที่ทำให้ อาจเกิดความไม่พร้อมในการบริหารจัดการและเรื่องกระบวนการสรรหาผู้สมัครทุกคนคงเข้าใจในข้อจำกัดนี้ดี ส่วนผลการเลือกตั้งที่ออกมา คิดว่าในส่วนระบบบัญชีรายชื่อนั้น ไม่ได้ห่างจากเป้าหมายและความคาดหมาย หากดูคะแนนบัญชีรายชื่อกลับไปอยู่สูงกว่า หากคิดเป็นสัดส่วนเมื่อปี2562เล็กน้อย ถือว่าเป็นฐานที่เราจะสามารถใช้ในการขยายไปสู่การเติบโตในวันข้างหน้าได้ ต้องยอมรับว่าในระบบเขตเลือกตั้งยังไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง ตนได้รับฟังหลังการเลือกตั้งจากทุกภาค ในประเทศนี้ที่มาพูดถึงเงื่อนไขต่างๆที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้

เดินหน้าวางรากฐานพรรคใหม่

ทั้งหมดนี้ก็นำมาสู่การปรับแผนการดำเนินการทั้งหมด เรามั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป มีเวลาในการเตรียมตัว ตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จมาและได้เดินหน้าในการวางรากฐานหลายอย่างรวมถึงการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านซึ่งที่ผ่านมาพรรคมีเพียงแค่ 21เสียง แต่เสียงของเราก็เป็นสิ่งที่ดังพอสมควร สส.ทุกคน ตั้งใจในการใช้ทุกโอกาสในสภาไม่ว่าจะเป็นการเสนอญัตติ ต่อไปคือการเสนอกฎหมายควบคู่กับการอภิปรายเช่นการอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เห็นถึงการทำงานในฐานะฝ่ายตรวจสอบที่เข้มแข็ง มีเหตุและผลมีความพร้อมความสร้างสรรค์และมีข้อเสนอแนะรวมไปถึงฉายภาพให้เห็นถึงแนวคิดของพรรคเกี่ยวกับประเด็นต่างๆของสังคมเศรษฐกิจการเมืองในทุกๆเรื่อง

ดึงเทคโนฯเชื่อมทำงาน

“การทำงานในสภาไม่เพียงพอ แต่ขณะนี้เรากำลังวางแผนในการทำงานให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้นในนอกสภาเพิ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นในช่วงปิดสมัยประชุมเป็นต้นไป คือช่วงเดือนกรกฎาคม แต่ขณะนี้สิ่งที่ผู้บริหารพรรคทำก็มีเรื่องความพยายามจะใช้เทคโนโลยีและการเชื่อมโยงเข้าหากันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งการเข้ามายืนยันตัวตนในการประชุมใหญ่วันนี้และต่อไปคือการเชื่อมโยงกับสมาชิกทั้งประเทศที่ใช้มีแอพพลิเคชันและระบบที่ทำให้สื่อสารภายในรับรู้รับทราบประเด็นข้อห่วงใย ความคิดเห็นของสมาชิกควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวในการทำงานของพรรคไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารสส.สาขาตัวแทนจังหวัดและอื่นๆ”นายอภิสิทธิ์ ย้ำ

จัดทัพเสริมช่วยงาน2ปธ.กมธ.สภา

ขณะที่การระดมความช่วยเหลือเพิ่มเติม คือขณะนี้สภาได้ข้อยุติแล้วในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา มีทั้งสิ้น 35คณะแต่เรามีสส.จำนวน ที่ 22ที่นั่ง เราไม่ได้เป็นกรรมาธิการครบทุกคณะ แต่จะพยายามประสานกับทุกกรรมธิการว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะขอให้มีตำแหน่งของกรรมาธิการเป็นที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการหรือไม่ เป็นทางการ ผู้ชำนาญการหรือเลขาฯอะไรก็แล้วแต่ ตามระเบียบของสภา ซึ่งตนอยากให้สภาโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีประสบการณ์ อดีตรัฐมนตรี อดีตสส. ที่ประสงค์จะเข้ามาทำงานในส่วนของกรรมาธิการเหล่านี้ เร่งแจ้งเข้ามาถึงความสนใจ ถึงได้ให้คนในกรรมาธิการหรือในพรรคร่วมฝ่ายค้านในกรรมาธิการที่เราไม่มีกรรมาธิการช่วยนำเสนอว่าจะสามารถเข้าไปมีบทบาท หรือส่วนร่วมในกรรมาธิการต่างๆได้มากน้อยเพียงใด

สำหรับประธานกรรมาธิการ ได้มา 2 คณะ คือ คณะกรรมาธิการสาธารณสุข และกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด เพราะฉะนั้น 2 คณะนี้อย่างน้อย เราน่าจะมีโอกาสในการที่จะคัดสรรบุคคลหรือบุคลากรเข้าไปเสริมได้ดียิ่งขึ้น

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่าโดยการประชุมในวันนี้ จะเป็นการรายงานผลการดําเนินงานของพรรคในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมา รวมไปถึงรับรองงบการเงิน ประจําปี 2568 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือพรป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 แต่จะไม่แต่งตั้งรองหัวหน้าพรรค แทนนายวีระพงษ์ ประภา ที่ลาออกไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล

‘อภิสิทธิ์’แย้มคนสนใจลงผู้ว่ากทม.

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการส่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการทาบทามผู้ที่เสนอตัวและสนใจ หรือคนที่เราไปทาบทาม การเปิดตัวอย่างไรต้องทำโดยเร็วที่สุดเพราะผู้ว่าฯ คนปัจจุบันใกล้จะครบวาระแล้ว ซึ่งตอนนี้มีทั้งคนที่ติดต่อมาและเราติดต่อไปหลายคน

เมื่อถามว่าจะสามารถเปิดตัวได้ต้นเดือน พ.ค.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะพยายามทำให้ได้เพราะจะสมัครในช่วงกลางเดือน พ.ค.แล้ว ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า บุคคลดังกล่าว เป็นคนภายในพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวพร้อมหัวเราะว่า “เดี๋ยวมาก็เป็นคนภายในพรรคแล้ว”

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ในวันที่โลกพลังงานกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ไทยควรใช้ช่วงเวลานี้เร่งคิด เร่งลงทุน และเร่งเปลี่ยนผ่าน เพราะยิ่งช้า เราจะยิ่งจ่ายแพงขึ้น แต่ถ้าเดินทัน เราอาจเปลี่ยนวิกฤตพลังงานโลกให้กลายเป็นโอกาสของประเทศได้เหมือนกัน”

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

อดีต รมว.พลังงาน

อดีต รมว.พาณิชย์