โพลชี้ปชช.พอใจ มาตรการช่วยค่าครองชีพ

โพลชี้ปชช.พอใจ มาตรการช่วยค่าครองชีพ

โพลชี้ปชช.พอใจ มาตรการช่วยค่าครองชีพ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กางผลสำรวจ “นิด้าโพล”ประชาชนส่วนใหญ่พอใจมาตรการช่วยค่าครองชีพ ทั้งดอกเบี้ยคนละครึ่ง-อุดหนุนน้ำมัน ยกเว้นเติมเงินบัตรคนจนเพิ่ม 100 บาทน้อยไปไม่พอกินขณะที่โพล2สำนัก ชี้’เอกนัฏ’ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ในครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ–เชื่อมั่นมาตรการแก้ปัญหาพลังงาน ช่วยลดภาระค่าครองชีพ กลายเป็นหนึ่งในความหวังใหม่ของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น“นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 – 21 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ “มาตรการช่วยค่าครองชีพ” สำหรับประชาชนภาคการเกษตรและภาคการขนส่ง ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า1.โครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับภาคการเกษตร ไม่เกิน 100,000 บาท โดยประชาชน จ่ายดอกเบี้ย 3% และรัฐจ่ายให้ 3% ตัวอย่าง ร้อยละ 71.30 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.43 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.09 ระบุว่า มากเกินไปและร้อยละ 6.18 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถว ใน กทม./รถมินิบัส รถตู้โดยสารใน กทม. และจังหวัดต่อเนื่องเหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 68.78 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.27 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 10.92 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 6.03 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

3.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทมินิบัสหรือรถตู้โดยสาร เหมาจ่าย 3,600 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 66.87 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 16.49 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.78 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.86 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

4.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทรถบัสเหมาจ่าย 5,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.50 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.12 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 12.44 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 7.94 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

5.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก น้อยกว่า 10 ล้อ (รวมรถกระบะ) เหมาจ่าย 3,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.26 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.37 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 7.18 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 5.19 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

6. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถแท็กซี่ ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 64.12 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 15.73 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 13.20 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 6.95 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

7.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางระหว่างจังหวัด (กทม. – จังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 700 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 63.89 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.98 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.87 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 6.26 ระบุว่า มากเกินไป

8.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เหมาจ่าย 6,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.51 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 18.17 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 11.76 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.56 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

9.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะเหมาจ่าย 842 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.14 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.79 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.02 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 4.05 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

10.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางข้ามจังหวัด (ระหว่างจังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 500 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 59.85 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.63 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 5.80 ระบุว่า มากเกินไป

11.ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV ตัวอย่าง ร้อยละ 56.49 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 19.92 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 14.35 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 9.24 ระบุว่า น้อยเกินไป

12. เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. – 12 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 54.27 ระบุว่า น้อยเกินไป รองลงมา ร้อยละ 39.09 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 1.60 ระบุว่า มากเกินไป

ด้านผลสำรวจของ “ซูเปอร์โพล” พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นต่อการทำงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในระดับสูง โดยร้อยละ 67.9 ระบุว่า “เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด” และเมื่อรวมกับกลุ่มที่เชื่อมั่นในระดับปานกลาง ทำให้สัดส่วนความเชื่อมั่นโดยรวมอยู่ในระดับสูงกว่า 80%

ขณะเดียวกัน ประชาชนยังมีความคาดหวังต่อการแก้ไขปัญหาพลังงานในระดับสูง โดยร้อยละ 89.6 ต้องการให้มีการลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง และร้อยละ 84.3 ต้องการให้มีการเปิดเผยโครงสร้างราคาพลังงานอย่างโปร่งใส สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความเชื่อมั่นของประชาชน

ดร.ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวถึงผลสำรวจว่า สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างผลงานเชิงนโยบาย กับการรับรู้ของสาธารณะในบริบทของปัญหาพลังงานซึ่งเป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่มีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ต้องการการแก้ไขปัญหาพลังงานในระดับโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่องซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 89.6

ทางด้านผลสำรวจของ “สยามเทคโนโพล”โดยวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจต่อผลงานของรัฐมนตรีพลังงานในหลายมิติ โดยเฉพาะการลดค่าไฟและค่าน้ำมันซึ่งมีสัดส่วนความพึงพอใจร้อยละ 65.1 รวมถึงภาพลักษณ์การทำงานเชิงรุก กล้าคิด กล้าทำ และตัดสินใจรวดเร็วที่ได้รับการยอมรับในระดับสูง

นอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนจำนวนมากถึงร้อยละ 61.4 มีความต้องการผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว สะท้อนถึงแนวโน้มความต้องการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ผลโพลชี้ให้เห็นว่านายเอกนัฏ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจและความไว้วางใจจากประชาชน และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานซึ่งเป็นหัวใจของค่าครองชีพในปัจจุบันโดยหากสามารถแปลงความเชื่อมั่นดังกล่าวให้เป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนรับรู้ได้อย่างต่อเนื่องก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของรัฐบาลในระยะยาว

ทวี ซัดเดือดกลางปัตตานี แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่

ทวี ซัดเดือดกลางปัตตานี แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่

ทวี ซัดเดือดกลางปัตตานี แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.02 น.

ทวี ซัดเดือดกลางปัตตานี แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่ ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว หลังแจ้งจับ 2 นายทหารประจำการ ลั่นหลักฐานชัดเป็นวิทยาศาสตร์

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) พรรคประชาชาติ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 โดยมีแกนนำพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกพรรคเข้าร่วมอย่างหนาตา ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุและการจับตาถึงทิศทางของพรรคต่อสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวเปิดประชุมโดยให้น้ำหนักกับประเด็นการคุกคามสมาชิกพรรค โดยเฉพาะเหตุการณ์จ้างวานฆ่าหรือทำร้ายร่างกาย นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า แม้ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 5 ราย แต่จากการสืบสวนพบว่าเป็นเพียงกลุ่มผู้รับจ้างที่ทำหน้าที่ตามคำสั่งที่ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ

“ในคดีจ้างวานนั้น พยานหลักฐานหาได้ยากเพราะเป็นเรื่องลึกลับ แต่เราจะปล่อยให้เหตุการณ์นี้จบลงโดยไม่รู้ถึงผู้บงการหรือผู้ใช้จ้างวานไม่ได้ เพราะนี่คือการทำลายพรรคการเมือง ท่านกมลศักดิ์เป็น สส. ด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน หากพรรคไม่สามารถดำเนินการให้ถึงที่สุดได้ ประชาชนจะขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” หัวหน้าพรรคประชาชาติกล่าว

พ.ต.อ.ทวี ยังเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่า “มีผู้บงการ ที่ใหญ่กว่า 5 คน” ที่ถูกจับกุม โดยได้รับข้อมูลจากผู้กระทำผิดที่สื่อสารผ่านญาติและที่ปรึกษากฎหมายในระหว่างการควบคุมตัว พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบระบบการสื่อสารและเส้นทางการเงินอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เตรียมการมานาน

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ยังได้กล่าวถึง “ระบบคิด” ของหน่วยงานความมั่นคงบางกลุ่มที่ยังมองการรวมตัวทางการเมืองเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยระบุว่าความคิดดังกล่าวขัดต่อหลักประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ที่คุ้มครองเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง

“มีความคิดอีกกลุ่มหนึ่งที่มองว่าพรรคการเมืองที่เกิดจากการรวมตัวของคนในพื้นที่เป็นศัตรูกับความมั่นคง ความคิดนี้ใช้ไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด อะไรที่ขัดกับรัฐธรรมนูญย่อมตกไป ผมอยากฝากไปถึงหน่วยงานความมั่นคงว่า ใครก็ตามที่เดินเข้าสู่วิถีทางรัฐสภา ให้ประชาชนเลือกตั้งมา นั่นคือความงดงามของระบบ”

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีบุคคลออกมาให้ข่าวในเชิงบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่ออกมาให้ข่าวอาจมีความ “ร้อนตัว” หรือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้กระทำผิดหรือไม่ โดยเน้นย้ำว่าพยานหลักฐานทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และตรวจสอบได้

ด้าน นายกมลศักดิ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทีมงานไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ได้เร่งวิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด จนพบข้อบ่งชี้ว่าผู้ร่วมกระทำความผิดในคดีนี้อาจมีจำนวนมากกว่า 5 รายตามที่มีการระบุตัวตนไว้ในเบื้องต้น

“เราได้ข้อมูลมาและนำมาวิเคราะห์เกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ ในการก่อเหตุ หลายอย่างน่าเชื่อว่าคนที่ร่วมกระทำความผิดไม่ใช่แค่ 5 คนนี้ แต่สำคัญที่สุดคือเราไม่ต้องการกล่าวหาใครโดยปราศจากพยานหลักฐานที่ชัดเจน” นายกมลศักดิ์ระบุ

สส.นราธิวาส ยอมรับว่า คดีนี้มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากมีลักษณะเป็น “คดีจ้างวาน” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในวงการกฎหมายว่าการจะสาวไปให้ถึง “ตัวการใหญ่” หรือผู้บงการนั้นทำได้ยากยิ่ง หากไม่ได้ข้อมูลจากปากคำของผู้ร่วมขบวนการด้วยกันเอง

พยานหลักฐานชิ้นสำคัญจึงอยู่ที่การซักถามและคำให้การของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเริ่มมีการซัดทอดและให้ข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ประเด็นที่สร้างความฮือฮาที่สุดในการแถลงครั้งนี้ คือความคืบหน้าล่าสุดในการดำเนินคดีทางอาญา โดยนายกมลศักดิ์ยืนยันว่า ขณะนี้ได้มีการดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งเป็น นายทหารที่ยังรับราชการอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 2 นาย ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน

โดย นายกมลศักดิ์ ปฏิเสธที่จะระบุชื่อและสังกัดที่ชัดเจน โดยระบุสั้นๆ ว่า “ให้ไปสอบถามรายละเอียดจากทางฝ่ายพนักงานสอบสวนเอง”

ผบ.ทร.ไทย–ฟิลิปปินส์ กระชับความร่วมมือมั่นคงทางทะเล หนุนกลไกอาเซียนคลี่คลายตึงเครียดภูมิภาค

ผบ.ทร.ไทย–ฟิลิปปินส์ กระชับความร่วมมือมั่นคงทางทะเล หนุนกลไกอาเซียนคลี่คลายตึงเครียดภูมิภาค

ผบ.ทร.ไทย–ฟิลิปปินส์ กระชับความร่วมมือมั่นคงทางทะเล หนุนกลไกอาเซียนคลี่คลายตึงเครียดภูมิภาค

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.06 น.

ผบ.ทร.ไทย–ฟิลิปปินส์ กระชับความร่วมมือความมั่นคงทางทะเล หนุนกลไกอาเซียนคลี่คลายความตึงเครียดภูมิภาค

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 23–25 เมษายน 2569 ตามคำเชิญของผู้บัญชาการทหารเรือฟิลิปปินส์ เพื่อหารือข้อราชการกับผู้บัญชาการทหารเรือฟิลิปปินส์ และผู้แทนเสนาธิการทหารร่วม กองทัพฟิลิปปินส์ (Armed Forces of the Philippines: AFP) โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล และการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันกองทัพเรือทั้งสองประเทศได้แสดงความเชื่อมั่นร่วมกันว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งย้ำถึงความจำเป็นของการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน

ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือได้แสดงความขอบคุณต่อกองทัพเรือฟิลิปปินส์สำหรับไมตรีจิตในการเชิญเยือนอย่างเป็นทางการ และยืนยันเจตนารมณ์ของกองทัพเรือไทยในการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกันในทุกมิติ รวมถึงการสนับสนุนบทบาทของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในกรอบอาเซียน ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่กองทัพเรือฟิลิปปินส์ดำเนินการภายใต้กรอบดังกล่าว พร้อมกันนี้ได้เรียนเชิญผู้บัญชาการทหารเรือฟิลิปปินส์เข้าร่วมการประชุมผู้บัญชาการทหารเรืออาเซียน ซึ่งกองทัพเรือไทยจะเป็นเจ้าภาพในห้วงเดือนสิงหาคม 2569 โดยฝ่ายฟิลิปปินส์ได้ตอบรับคำเชิญดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังได้ชื่นชมความร่วมมือที่มีต่อกันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน อาทิ การแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้บังคับบัญชา การเยือนของเรือรบ การฝึกร่วม ตลอดจนการฝึก ศึกษาและอบรม ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ

ในโอกาสเดียวกัน กองทัพฟิลิปปินส์ได้แจ้งถึงความพร้อมในการรับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) โดยได้จัดกำลังพลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทั้งในส่วนกองบัญชาการ ณ ฟิลิปปินส์ รวมถึงการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ประจำประเทศไทย (AOT–Thailand) และประจำประเทศกัมพูชา (AOT–Cambodia) เรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดรับมอบหน้าที่อย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 นี้ เพื่อสังเกตุการณ์และรายงานข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างเป็นกลาง อันจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการรักษาสันติภาพในภูมิภาค โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือไทยได้แสดงความชื่นชมแนวทางดังกล่าว และพร้อมให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือ พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของกองทัพฟิลิปปินส์ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นกลาง โดยยึดข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อร่วมเป็นกลไกสำคัญของอาเซียนในการลดความตึงเครียดและสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือยังได้เดินทางเยี่ยมและให้แนวคิดแก่นายทหารนักเรียนจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ที่อยู่ระหว่างเข้ารับการศึกษาหลักสูตรเสนาธิทหารของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะศิษย์เก่าหลักสูตร Joint Command and Staff College เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์ด้านยุทธศาสตร์และการปฏิบัติการร่วมในระดับนานาชาติอีกด้วย

ทร.ย้ำจุดยืนเดิม ยึดมั่นความโปร่งใส ปมกำลังพลถูกกล่าวหาลอบยิงนักการเมือง

ทร.ย้ำจุดยืนเดิม ยึดมั่นความโปร่งใส ปมกำลังพลถูกกล่าวหาลอบยิงนักการเมือง

ทร.ย้ำจุดยืนเดิม ยึดมั่นความโปร่งใส ปมกำลังพลถูกกล่าวหาลอบยิงนักการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.48 น.

กองทัพเรือย้ำจุดยืนเดิม ยึดมั่นความโปร่งใส กรณีกำลังพลถูกกล่าวหาลอบยิงนักการเมือง พร้อมให้ความร่วมมือกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏข่าวว่ามีข้าราชการกองทัพเรือ จำนวน 2 นาย ถูกแจ้งความดำเนินคดีว่ามีส่วนพัวพันกับคดีลอบยิงนักการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ เพิ่มเติมนั้น กองทัพเรือได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอยืนยันจุดยืนตามที่เคยแถลงไว้เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมาอย่างชัดเจนว่า กองทัพเรือให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาวินัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือขององค์กร โดยจะไม่เพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาใด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชน ทั้งนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน หากพบว่ามีมูลความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีข้อยกเว้น

โฆษกกองทัพเรือขอเรียนว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าพนักงาน โดยกองทัพเรือพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน และยืนยันว่าจะดำเนินการทุกอย่างภายใต้หลักนิติธรรม ความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม

ทั้งนี้ กองทัพเรือขอย้ำว่า จะยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานทางจริยธรรมของกำลังพลอย่างเคร่งครัด เพื่อคงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนต่อไป

โมเดลส้มตั้งห้องนายกฯ ไม่จบ!! โบว์ ตอก พิชาย ‘ใครกันแน่ คือเด็กไม่รู้จักโต?’

โมเดลส้มตั้งห้องนายกฯ ไม่จบ!! โบว์ ตอก พิชาย 'ใครกันแน่ คือเด็กไม่รู้จักโต?'

โมเดลส้มตั้งห้องนายกฯ ไม่จบ!! โบว์ ตอก พิชาย ‘ใครกันแน่ คือเด็กไม่รู้จักโต?’

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.05 น.

โมเดลส้มตั้งห้องนายกฯ ไม่จบ!! โบว์ ตอก พิชาย ‘ใครกันแน่ คือเด็กไม่รู้จักโต?’

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้แชร์ภาพโพสต์ของ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการ ที่มีเนื้อหาระบุว่า “ทุกท่านคิดว่า “ส้มในกล่องบนโต๊ะอนุทินที่ทำเนียบ” เป็นเพื่อ ”เสริมดวง“ ความเชื่อสายมู หรือ ”ข่มขวัญ“ ตามความเชื่อแบบอำนาจ หรือ ”เยาะเย้ย“ ตามความเชื่อแบบเด็กที่ยังไม่โต หรือ… ?” พร้อมระบุข้อความว่า “ใครกันแน่ คือเด็กไม่รู้จักโต?

มีเพื่อนส่งโพสต์นี้มาถามในฐานะที่เป็นลูกหลานจีนคนหนึ่งว่า ส้มผลใหญ่ในกล่องใสๆ หน้าห้องทำงานนายกฯ ตามข่าวนั้นมีความหมายว่าอย่างไร

ในความเชื่อแบบจีน ส้มคือผลไม้มงคล หากอยู่ในกล่องใสแล้ววางในห้องทำงาน ก็คือสิ่งดึงดูดความเจริญรุ่งเรื่องที่โปร่งใสและมั่นคง เหมาะอย่างยิ่งที่จะอยู่ในห้องทำงานของผู้นำ เพราะความสำเร็จของผู้นำก็คือความสำเร็จขององค์กร ซึ่งในกรณีนี้เป็นผลใหญ่พิเศษ นัยว่าสมกับระดับความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง

การที่มีคนพยายามไปตีความให้เป็นเรื่องการเมืองในทางร้ายจึงน่าจะแสดงถึงความขาดวุฒิภาวะ หรือความเป็น “เด็กที่ยังไม่โต” ของบุคคลนั้นเอง

แต่นั่นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับเรื่องที่ว่าการหาเรื่องกันทุกเม็ดแบบนี้เป็นการบั่นทอนบรรยากาศของการทำงาน และเป็นการสร้างความเครียด ต่อเติมความขัดแย้งในสังคมโดยไม่จำเป็น
ในวันที่นายกฯ ลงใต้เดินสาย 3 จังหวัดเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งจนเกิดบรรยากาศของการขอโทษ-ให้อภัยกันนั้น วันรุ่งขึ้นก็ถูกกลบเรื่องดีๆที่ทำมาทั้งวันในพื้นที่สื่อ ด้วยเหตุการณ์พลั้งปากกับชาวบ้านเพียงเสี้ยววินาทีในการเปิดงานรื่นเริงในช่วงเย็น

ส่วนวันนี้ไม่มีเรื่องราวอะไรใหม่ ก็พยายามสร้างประเด็นจากส้มมงคล ให้กลายเป็นเรื่องอัปมงคล แบบนี้บ้านเมืองจะได้อะไร?

ยิ่งหากความพยายามแบบนี้มาจากปากของคนที่เรียกตัวเองว่านักวิชาการ ก็น่าหดหู่มาก เพราะเมื่อปัญญาชนผันตัวไปเป็นเครื่องด่าสะเปะสะปะเสียแล้ว จะหาใครมาร่วมสร้างสังคมอุดมปัญญา”

โสภณ ลุยรพ. แยกผู้ป่วย เคสสีแดง คลุ้มคลั่งออกจากผู้ป่วยทั่วไป ขับเคลื่อนนโยบายรวมพลังรักศรัทธา

โสภณ ลุยรพ. แยกผู้ป่วย เคสสีแดง คลุ้มคลั่งออกจากผู้ป่วยทั่วไป ขับเคลื่อนนโยบายรวมพลังรักศรัทธา

โสภณ ลุยรพ. แยกผู้ป่วย เคสสีแดง คลุ้มคลั่งออกจากผู้ป่วยทั่วไป ขับเคลื่อนนโยบายรวมพลังรักศรัทธา

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.36 น.

ประธานสภาฯ ลุยรพ. แยกผู้ป่วย เคสสีแดง คลุ้มคลั่งออกจากผู้ป่วยทั่วไปขับเคลื่อนนโยบายรวมพลังรักศรัทธา บำบัดยาเสพติดเชิงรุก เน้นเข้าถึงผู้เสพอย่างเข้าใจและเป็นระบบ 

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามการดำเนินโครงการ “รวมพลังรักศรัทธาแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” อำเภอหนองหงส์ และอำเภอลำปลายมาศ เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้เข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพทางสังคมแบบสมัครใจที่ค่ายบำบัดวัดใหม่กระสัง อ.หนองหงส์ และติดตามผลการดำเนินโครงการ รวมถึงให้กำลังใจบุคลากรที่ รพ.หนองหงส์ และ รพ.ลำปลายมาศ 

นายโสภณกล่าวว่า วันนี้ได้เน้นย้ำถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยทั่วไป โดยทำการแยกผู้ป่วยเสพที่มีอาการ “เคสสีแดง” ซึ่งมีอาการคลุ้มคลั่งออกจากผู้ป่วยทั่วไป ให้อยู่ในห้อง“รวมใจรักศรัทธา”ซึ่งจัดทำพิเศษที่มีความมั่นคงแข็งแรงโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ จัดให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัคร “รักศรัทธา” ซึ่งผ่านการอบรมเป็นผู้ช่วยดูแลความปลอดภัยของผู้เสพและผู้ป่วยทั่วไปรวมถึงดูแลรักษาความปลอดภัยให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานอีกด้วย มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ โดย พ.ต.อ.สยาม เกียรติบรรจง กรรมการมูลนิธิฯ ได้เป็นตัวแทนมอบเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ รพ.ลำปลายมาศ เพื่อสนับสนุนโครงการ “รวมพลังรักศรัทธา” บำบัดยาเสพติดเชิงรุก 

นายโสภณได้กล่าวเพื่อเสริมสร้างพลังใจ โดยขอให้ผู้รับการบำบัดเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง มีวินัยในการดำเนินชีวิต ใช้พลังรักของคนในครอบครัวเป็นแรงผลักดัน และเลือกคบเพื่อนที่ดี ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการกลับไปใช้ชีวิตในสังคม พร้อมกันนี้ได้มอบเงินส่วนตัวเพื่อสนับสนุนค่าอาหารกลางวันให้กับผู้รับการบำบัดและเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วน โดยย้ำว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้คือภาพสะท้อนความมุ่งมั่นของฝ่ายนิติบัญญัติในการขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาสังคมอย่างจริงจัง เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและสงบสุขอย่างยั่งยืนในระยะยาว
 

ปชน. จัดทัพใหม่ พิจารณ์ นั่งเลขาฯ พร้อมตั้ง ครม.เงา ณัฐพงษ์ ชี้รัฐบาลครบเทอม 4 ปีไม่ง่าย

ปชน. จัดทัพใหม่ พิจารณ์ นั่งเลขาฯ พร้อมตั้ง ครม.เงา ณัฐพงษ์ ชี้รัฐบาลครบเทอม 4 ปีไม่ง่าย

ปชน. จัดทัพใหม่ พิจารณ์ นั่งเลขาฯ พร้อมตั้ง ครม.เงา ณัฐพงษ์ ชี้รัฐบาลครบเทอม 4 ปีไม่ง่าย

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.26 น.

ปชน. จัดทัพใหม่ พิจารณ์ นั่งเลขาฯ พัฒนาองคาพยพ ขณะที่ วีระยุทธ ตั้ง ครม.เงา ณัฐพงษ์ ชี้รัฐบาลครบเทอม 4 ปีไม่ง่าย

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมกับนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคคนใหม่ และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน หลังจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของพรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมใหญ่ของพรรคให้ความเห็นชอบให้ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค และ นายสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค และมีการเสนอให้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่ จะมีทิศทางในการขับเคลื่อนพรรคเหมือนหรือแตกต่างกับเลขาธิการท่านก่อนอย่างไร

นายพิจารณ์ กล่าวว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่ เพื่อต่อยอดให้ภารกิจที่ประชุมร่วมกันเกิดขึ้นได้จริง ตนคิดว่าจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะทุกองคาพยพของพรรค ตนขอเรียนว่า ทุกภารกิจไม่ว่าเราจะทำอะไร สุดท้ายแล้วสิ่งที่พรรคประชาชนจะทำคือพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร ดังนั้นทุกองคาพยพของพรรคจำเป็นต้องทำงานอย่างสอดคล้องกันมากขึ้นไปอีก จำเป็นต้องติดอาวุธความรู้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกฎหมาย กลไกสภา เพื่อให้การทำงานทั้งในสภาและนอกสภาสามารถเชื่อมโยงกันได้แบบไร้รอยต่อ และตนคิดว่าภายใต้ความมุ่งหมายที่เราต้องการชนะการเลือกตั้ง สุดท้ายแล้วคือเราจะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในฐานะที่เรายังเป็นฝ่ายค้านได้อย่างไร เราจะใช้กลไกสภา ใช้การผลักดันรณรงค์กฎหมายต่าง ๆ ที่แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร เราจึงจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของทุกองคาพยพของเราไปด้วย

ผู้สื่อข่าวสอบถามต่อว่า สำหรับการเคาะผู้สมัครได้เร็วขึ้นนั้น จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของคุณสมบัติต่าง ๆได้ดีขึ้นอย่างไร

นายพิจารณ์ กล่าวว่า เวลาเราพูดว่าเป้าหมายคืออะไร วิธีการที่เราพูดคุยกันและเห็นตรงกัน คือการที่เรามีทั้งตัวแทน รวมถึงทีมงานของพรรคและเครือข่ายในพื้นที่ แต่ถ้าเราเพิ่มแคนดิเดตผู้สมัครที่เราสามารถรับรองได้เร็วขึ้น ก็จะมีทีมงานหรือพลังในการทำงานในพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะปูทางไปสู่การเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีความกดดันต่อตำแหน่งเลขาธิการหรือไม่ เพราะว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นเหมือนมันสมองของพรรค และมาในช่วงที่พรรคกำลังเติบโตอยู่ รวมถึงการเมืองภายในด้วย

นายพิจารณ์ กล่าวว่า ความกดดันหรือไม่นั้นไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าที่ประชุมให้ความไว้วางใจตน ตนก็มีหน้าที่ในการส่งมอบภารกิจให้บรรลุเป้าหมายที่ทั้งกรรมการบริหารพรรค ผู้บริหาร และองคาพยพของพรรคเห็นตรงกันว่าจะมุ่งไปทางไหน ตนจึงมีหน้าที่ในการบริหารจัดการ ภายใต้สถานการณ์นิติสงคราม ภายใต้สถานการณ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตนมองว่านี่คือโอกาสในวิกฤตที่จะขับเคลื่อนการทำงานของเราผ่าน 10 ส.ส. ที่ไม่ได้ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีพลัง ความกดดันหรือไม่นั้นจึงไม่ใช่ประเด็น แต่คือการทำอย่างไรให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีการล่ารายชื่อกับ ป.ป.ช. ในกรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่มองว่าอาจจะมีความสองมาตรฐานได้ และกรณีที่ไม่เห็นพรรคได้พูดถึงการทำงานร่วมกับฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆซึ่งมีความแตกต่างกัน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของ ป.ป.ช. ที่ตนได้ตั้งคำถามไปนั้น ว่า อาจจะมีประเด็นเรื่องสองมาตรฐาน ตัวประธานรัฐสภาเอง ในสภาชุดที่แล้ว อดีตประธานรัฐสภาได้ปัดตกที่ ส.ส. ของพรรคประชาชนได้มีการลงชื่อให้ตรวจสอบ ในสภาชุดนี้พวกตนก็พร้อมที่จะล่ารายชื่อ ส.ส. และ ส.ว. ที่เห็นด้วย ผ่านประธานรัฐสภาให้มีการตรวจสอบ ป.ป.ช. ในส่วนนี้ แต่ต้องยอมรับตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญว่า เฉพาะเสียงของ ส.ส. พรรคประชาชนชุดที่ 27 มีไม่เพียงพอ ดังนั้นตนเชื่อว่า พรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่พร้อมจะลงชื่อร่วมกับพวกตน ให้ครบทั้ง 140 เสียง เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้ทำงานแบบโดดเดี่ยว พวกตนทำงานร่วมกับเพื่อนสมาชิกในพรรคฝ่ายค้านและ ส.ว. ที่เห็นตรงกันในหลักการเดียวกัน ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าจะได้เสียงครบแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการตั้ง ครม.เงา จะมีธีมหรือรายละเอียดอย่างไรบ้าง

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ครม.เงา คือความตั้งใจของพรรคประชาชนที่จะมีกลไกขึ้นมาเป็นหัวหอกในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่ก็อยากเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้ประชาชนเห็น ครม.เงาจะมีการประชุมรายสัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้ ไม่อยากให้คนหมดความคาดหวังกับการเมืองและเศรษฐกิจไทย โดยจะมีการแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ด้าน คือ ความมั่นคง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการปฏิรูปรัฐ ปฏิรูปกฎหมายไปพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นการทำงานที่เชื่อมองคาพยพของพรรค และตนคิดว่าโครงสร้างรัฐไทยที่เป็นอยู่ 4 ด้านนี้ เป็นประโยชน์มากกว่าการแยกรายกระทรวง ดังนั้น การทำงานก็จะเป็นการเชื่อมโยง ส.ส. ของพรรค รวมถึงแกนนำพรรค โดยไม่ได้กำหนดตายตัว ยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐกิจ บางเรื่องที่สำคัญแต่ถูกทอดทิ้ง เช่น SME ก็จะมีทีม ครม.เงา ด้าน SME โดยเฉพาะ ดังนั้นเราจะเลือกให้สอดคล้องกับการบริหารรัฐในยุคใหม่ และสอดคล้องกับสภาพปัญหาหน้างาน ซึ่งการแบ่งทีมใหญ่ก็จะมีทีมย่อย ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้าน SME ด้านเศรษฐกิจใหม่ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ตอนนี้มีการประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอม 4 ปีหรือไม่ และอะไรจะเป็นกับดักที่ทำให้รัฐบาลนี้สะดุดลงได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากมองจากภายนอกก็เหมือนรัฐบาลเข้มแข็ง มีเสถียรภาพหลายด้าน หลายคนวิเคราะห์ว่าอาจจะมีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับ ส.ว. หรือองค์กรอิสระ แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ความเข้มแข็งตรงนั้นก็มีความเปราะบางคือ ทุกกลุ่มก้อนอำนาจที่ยึดโยงอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมุ้งใหญ่จากพรรคอื่น ๆ ที่ทางพรรคภูมิใจไทยได้ดึงเข้ามา รวมถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบขององค์กรอิสระ กลุ่มทุน นายทุนที่สนับสนุน และข้าราชการที่ได้รับประโยชน์อิงแอบจากรัฐบาลสีน้ำเงิน ทุกคนล้วนโยงใยกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ เราเห็นได้ชัดว่าจากวิกฤตราคาน้ำมันที่เกิดขึ้น จะเป็นวิกฤตที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้แสดงความเปราะบางออกมา ถึงแม้เราจะมีรัฐมนตรีที่เรียกว่าสายเทคโนแครต แต่บางประเด็นก็ไม่ได้กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาก ตนเชื่อว่าความเปราะบางภายในของรัฐบาลที่ยึดโยงกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ วิกฤตต่อไปในอนาคต ทุกวิกฤตจะทำให้รัฐบาลที่ดูเหมือนเข้มแข็ง แต่สุดท้ายจะมีความเปราะบางในตัวเอง และเป็นหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน เป็นหน้าที่ของพรรคประชาชนที่จะทำให้ประชาชนเห็นว่า ภายใต้รัฐบาลแบบนี้จะยิ่งทำให้สังคมไทยเปราะบาง และรัฐบาลเองก็อยู่ไม่ได้
 

ธนพร ชี้ผลนิด้าโพลสะท้อน รบ.มาถูกทาง มาตรการค่าครองชีพตรงเป้า แต่ต้องเร่งเติมงบ

ธนพร ชี้ผลนิด้าโพลสะท้อน รบ.มาถูกทาง มาตรการค่าครองชีพตรงเป้า แต่ต้องเร่งเติมงบ

ธนพร ชี้ผลนิด้าโพลสะท้อน รบ.มาถูกทาง มาตรการค่าครองชีพตรงเป้า แต่ต้องเร่งเติมงบ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.17 น.

ธนพร ชี้ผลนิด้าโพลสะท้อนรัฐบาลมาถูกทาง มาตรการค่าครองชีพตรงเป้า แต่ต้องเร่งเติมงบ–ดูแลกลุ่มเปราะบางเพิ่ม

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักรัฐศาสตร์ กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของ “นิด้าโพล” ภายใต้หัวข้อ “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ” ว่า  ภาพรวมของผลสำรวจสะท้อนทิศทางการทำงานของรัฐบาลได้อย่างชัดเจนว่า “มาถูกทาง” โดยเฉพาะการออกแบบมาตรการที่เน้นช่วยเหลือแบบ “เจาะกลุ่ม” มากกว่าการแจกแบบทั่วไป

ประการแรก รัฐบาลดำเนินนโยบายได้ ตรงเป้าและแม่นยำ โดยเลือกช่วยเหลือกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ภาคขนส่งและเกษตรกรรม ซึ่งสอดคล้องกับผลโพลที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า “เหมาะสม” ในหลายมาตรการ สะท้อนว่าการใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประการที่สอง ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนมีความเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ทั้งเรื่องต้นทุนพลังงานและข้อจำกัดของรัฐ ทำให้การออกมาตรการไม่ได้ถูกมองเพียงมิติการเมือง แต่เป็นเรื่องของการบริหารวิกฤตเชิงโครงสร้าง

ประการที่สาม แม้ทิศทางจะถูกต้อง แต่ รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมงบประมาณรองรับความไม่แน่นอน เนื่องจากสถานการณ์พลังงานโลกยังผันผวน โดยควรใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างรอบคอบ ทั้งการโอนงบประมาณ การจัดทำงบปี 2570 อย่างประหยัด รวมถึงการพิจารณาออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 500,000 ล้านบาท หากมีความจำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ประการที่สี่ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังเป็นจุดที่ต้อง “เติมน้ำหนักนโยบาย” เพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจากผลสำรวจในข้อสุดท้ายพบว่า ยังมีประชาชนจำนวนมากมองว่าน้อยเกินไป สะท้อนว่ารัฐต้องจัดสรรงบเพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางให้เพียงพอมากขึ้น

ประการที่ห้า ในระยะยาว รัฐบาลต้องเดินหน้า การเปลี่ยนผ่านพลังงานจากน้ำมันสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นมาตรการที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ก็ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะการสนับสนุนเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทดแทน

“ผลนิด้าโพลครั้งนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกต่อรัฐบาลว่ามาถูกทางแล้ว ในการแก้ปัญหาค่าครองชีพ แต่โจทย์สำคัญจากนี้ไปคือ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติ ว่าจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลจริงได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่สิ้นสุด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลสำรวจนิด้าโพล เปิดเผยว่า มาตรการที่ได้รับการยอมรับสูงสุด คือ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ “คนละครึ่ง” สำหรับภาคเกษตร โดยมีประชาชนเห็นว่า “เหมาะสม” สูงถึง 71.30% ในส่วนของกลุ่มมาตรการ อุดหนุนพลังงานให้ภาคขนส่ง ทั้งรถบรรทุก รถโดยสาร และแท็กซี่ มีสัดส่วนความเห็นว่า “เหมาะสม” อยู่ในระดับสูงกว่า 60%  ขณะที่มาตรการด้าน พลังงานสะอาดและสินเชื่อเพื่อ EV แม้จะเป็นนโยบายระยะยาว แต่ก็ยังมีผู้เห็นว่า “เหมาะสม” กว่า 56%  

พรรคไทยชนะ จัดประชุมใหญ่ ตั้ง ฐานวัฒน์ นั่งประธาน โกศล เลขาฯ ประสงค์ รองเลขาฯ

พรรคไทยชนะ จัดประชุมใหญ่ ตั้ง ฐานวัฒน์ นั่งประธาน โกศล เลขาฯ ประสงค์ รองเลขาฯ

พรรคไทยชนะ จัดประชุมใหญ่ ตั้ง ฐานวัฒน์ นั่งประธาน โกศล เลขาฯ ประสงค์ รองเลขาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.59 น.

พรรคไทยชนะ จัดประชุมใหญ่ ตั้ง ฐานวัฒน์ นั่งประธาน โกศล เลขาฯ ประสงค์ รองเลขาฯ ด้าน จักรพงศ์ ย้ำ เดินหน้าสร้างพรรคของประชาชน มุ่งสู่สถาบันการเมืองคุณภาพในอนาคต

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 นายจักรพงศ์  ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะและกรรมการบริหารพรรคไทยชนะ ตัวแทนสาขา ตัวแทนจังหวัด ดังมีรายชื่อต่อไปนี้ นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร, นายโกศล หกสุวรรณ, นายประสงค์ แก้ววิจิตร, นายธนากร เศรษฐพินิจ, ดต.เกษตร เสมอกิจ, นายเลือกพรหม, นายชัยวัฒน์ บุญษาศิริโชติ, น.ส.เกศมณี ไชยา, นายเจริญ สมปัญญา, น.ส.สุริยา สาโรวาท, นางสาวมุทิตา หิรัญ, นายณัฐกิตติ์ ฉัตรภรณ์ลักษมี ได้มีการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 1/2569 พรรคไทยชนะ ณ.บ้านท่าข้ามใต้ ตำบลบ้านกาศ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีวาระการประชุม คือ 

วาระที่ 1.ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ 

วาระที่ 2.การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค ไทยชนะพ.ศ 2569 

วาระที่ 3 เรื่อง ให้ความเห็นชอบรายงานการดำเนินกิจการของ พรรคไทยชนะประจำปีพ.ศ 2568 การให้ความเห็นชอบรายงานการเงิน การเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคและวาระอื่นๆ ในการเสนอแต่งตั้งประธานพรรคไทยชนะและรองเลขาธิการ พรรคไทยชนะ มีสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 280 คน มติที่ประชุมรับทราบและเห็นชอบการดำเนินงานของพรรคไทยชนะ ประจำปี 2568 

ในการประชุมดังกล่าว นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ ได้กล่าวว่า พรรคไทยชนะเป็นพรรคการเมืองที่มุ่งตั้งใจก่อตั้งเพื่อให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน อย่างแท้จริงโดยสมบูรณ์ และขอขอบคุณ หัวหน้าสาขา ตัวแทนจังหวัด ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านและโดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ได้ จัดการดำเนินการประชุมใหญ่ เพื่อให้ถูกต้องตาม พรบ.พรรคการเมือง 

โดยที่ประชุมได้มีการเสนอชื่อแต่งตั้งกรรมการบริหารและเสนอนายโกศล หกสุวรรณ เป็นเลขาธิการ และหัวหน้าพรรคได้แต่งตั้ง นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เป็นประธานพรรคไทยชนะ และนายประสงค์ แก้ววิจิตร เป็นรองเลขาธิการ

“พรรคไทยชนะผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นจากเดิม ดังนั้นจึงขอให้กำลังใจสมาชิกพรรคทุกท่าน สร้างพรรคให้มีความแข็งแรงมั่นคงเป็นพรรคการเมืองคุณภาพ เป็นสถาบันทางการเมือง เพื่อจะได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนในการเลือกสมาชิกพรรคไทยชนะเข้ามาเป็น สส.เป็นผู้แทนของประชาชนในอนาคตต่อไป”

อนุทิน รู้แล้ว เหตุคล้ายเสียงปืนทำเนียบขาว บอกต้องระวังกัน

อนุทิน รู้แล้ว เหตุคล้ายเสียงปืนทำเนียบขาว บอกต้องระวังกัน

อนุทิน รู้แล้ว เหตุคล้ายเสียงปืนทำเนียบขาว บอกต้องระวังกัน

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.53 น.

อนุทิน รู้แล้ว เหตุคล้ายเสียงปืนทำเนียบขาว บอกต้องระวังกัน

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 ที่หน้าที่ว่าการอำเภอพระประแดง ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดงานประเพณีสงกรานต์พระประแดงเสร็จสิ้น ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่ารับทราบเหตุการณ์มีเสียงคล้ายปืนที่งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวซึ่งมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการ่วมอยู่ในงานแล้วหรือยัง นายอนุทิน ตอบเพียงสั้นๆ ว่าเห็นแล้วจึงสอบถามต่อว่าได้รับรายงานความคืบหน้าแล้วหรือยังนายอนุทินตอบว่า ต้องระวังกัน จากนั้นนายอนุทินได้ขึ้นรถ เดินทางกลับทันที