อังกฤษส่งทหารไปตะวันออกกลางเพิ่ม ย้ำเพื่อช่วยปกป้องพันธมิตร

อังกฤษส่งทหารไปตะวันออกกลางเพิ่ม ย้ำเพื่อช่วยปกป้องพันธมิตร

31 มี.ค. 2569 23:14 น.

อังกฤษส่งทหารไปตะวันออกกลางเพิ่ม ย้ำเพื่อช่วยปกป้องพันธมิตร

สหราชอาณาจักรประกาศส่งทหารไปยังตะวันออกกลางเพิ่มเติม พร้อมด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อช่วยสนับสนุนชาติพันธมิตรในการรับมือกับการโจมตีจากอิหร่าน

เมื่อ 31 มี.ค. 2569 นายจอห์น ฮีลลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร กล่าวระหว่างการเดินทางเยือนกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับว่า จะมีการส่งทีมและระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติมไปยังซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และคูเวต ขณะเดียวกันจะมีการขยายระยะเวลาการประจำการของฝูงบินขับไล่ “ไต้ฝุ่น” ในกาตาร์ด้วย

นายฮีลลีย์กล่าวว่า ปัจจุบันมีบุคลากรทางทหารของอังกฤษประมาณ 1,000 นาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันพื้นที่แถบอ่าวอาหรับและไซปรัส “ข้อความของผมถึงพันธมิตรในอ่าวอาหรับคือ กองทัพที่ดีที่สุดของอังกฤษจะช่วยพวกคุณปกป้องน่านฟ้าเอง”

อนึ่ง จุดยืนของสหราชอาณาจักรต่อสงครามในตะวันออกกลางคือการมีส่วนร่วมใน “ปฏิบัติการเชิงรับ” อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์ท่าทีดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ด้าน เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า สหราชอาณาจักร “จะไม่ยอมถูกลากเข้าไปในสงครามครั้งนี้” แต่จะยังคงเดินหน้าปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและพันธมิตรในภูมิภาคต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ระบุว่า จะมีการส่งเครื่องบินเจ็ทเพิ่มเติมอีก 4 ลำไปยังกาตาร์ เพิ่มเติมจากฝูงบินขับไล่ “ไต้ฝุ่น” ที่ประจำการร่วมกับกองทัพของกาตาร์ไปแล้วเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้แจ้งต่อรัฐมนตรีกลาโหมของซาอุดีอาระเบียว่า สหราชอาณาจักรจะส่งมอบระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ “สกาย เซเบอร์” (Sky Sabre) ไปยังซาอุดีอาระเบียภายในสัปดาห์นี้ พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่สำหรับปฏิบัติการระบบดังกล่าว

กระทรวงกลาโหมระบุว่า ระบบนี้ประกอบด้วยเรดาร์ หน่วยควบคุม และฐานยิงขีปนาวุธ ซึ่งสามารถสกัดกั้นยุทโธปกรณ์และอากาศยานได้ โดยจะถูกนำไปบูรณาการเข้ากับโครงข่ายการป้องกันภัยทางอากาศในวงกว้างของภูมิภาค

ในขณะเดียวกัน ระบบฐานยิงขีปนาวุธอเนกประสงค์น้ำหนักเบา (LMM) ซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ของอังกฤษ ถูกส่งไปประจำการที่บาห์เรนแล้ว พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากอังกฤษที่จะเข้าไปช่วยบูรณาการระบบดังกล่าวเข้ากับระบบป้องกันของบาห์เรน

นอกจากนี้ ระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน “แรพิด เซนทรี” (Rapid Sentry) ก็ถูกส่งถึงประเทศคูเวตเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ฮีลลีย์กล่าวว่า “การโจมตีอย่างก้าวร้าวของอิหร่านยังคงเป็นภัยคุกคามต่อพันธมิตรและผลประโยชน์ของเราในตะวันออกกลาง”

“นั่นคือเหตุผลที่สหราชอาณาจักรได้ดำเนินภารกิจเชิงรับมาตั้งแต่วันแรกของความขัดแย้งนี้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และพันธมิตรของอังกฤษ และในวันนี้ เรากำลังส่งความช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วยการขยายเวลาประจำการเครื่องบินเจ็ทในกาตาร์ รวมถึงการวางกำลังทีมและระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติมในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และคูเวต”

นอกจากนี้ เขายังได้กล่าวสดุดีต่อ “ความพยายามที่กล้าหาญ” ของบรรดาพันธมิตรทั่วอ่าวอาหรับ และย้ำว่า “เราจะยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตรระยะยาวของเราในตะวันออกกลาง และจะผลักดันต่อไปเพื่อให้ความขัดแย้งนี้ยุติลงโดยเร็ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิงชาร์ลส์จ่อเยือนสหรัฐฯ 27-30 เม.ย. ทรัมป์ลั่นตั้งตารอได้พบ

คิงชาร์ลส์จ่อเยือนสหรัฐฯ 27-30 เม.ย. ทรัมป์ลั่นตั้งตารอได้พบ

31 มี.ค. 2569 22:03 น.

คิงชาร์ลส์จ่อเยือนสหรัฐฯ 27-30 เม.ย. ทรัมป์ลั่นตั้งตารอได้พบ

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาในวันที่ 27-30 เม.ย.นี้ โดย โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความแสดงความต้อนรับอย่างดี ไม่นานหลังจากเพิ่งตำหนิสหราชอาณาจักรที่ไม่ช่วยรบกับอิหร่าน

เมื่อ 31 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมการเสด็จพระราชดำเนินเยือนของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลาที่กำลังจะเกิดขึ้น เพียงไม่นานหลังจากที่เขาเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์สหราชอาณาจักรว่า ไม่มีส่วนร่วมในสงครามกับอิหร่านและความพยายามในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

“โอกาสสำคัญในครั้งนี้จะยิ่งพิเศษมากขึ้นไปอีกในปีนี้ เนื่องจากเรากำลังร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของประเทศที่ยิ่งใหญ่ของเรา ผมตั้งตารอที่จะได้ใช้เวลาร่วมกับองค์กษัตริย์ ผู้ซึ่งผมให้ความเคารพอย่างสูง มันจะต้องเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก!” ทรัมป์เขียนข้อความลงบน Truth Social

ทรัมป์ระบุอีกว่า “การเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการครั้งประวัติศาสตร์” นี้ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 เม.ย. โดยจะรวมถึง “งานเลี้ยงอาหารค่ำที่งดงาม” ณ ทำเนียบขาว ในวันที่ 28 เม.ย.ด้วย

ทั้งนี้ พระราชวังบักกิงแฮมได้ประกาศเรื่องการเสด็จพระราชดำเนินเยือนดังกล่าวเมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ในเช้าวันเดียวกัน ทรัมป์โพสต์ข้อความโจมตีชาติยุโรป โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรที่ปฏิเสธ “การเข้ามีส่วนร่วมในการกำจัดอิหร่าน” และกล่าวว่าสหราชอาณาจักรควรจะรวบรวม “ความกล้าที่มาช้าเกินไป” เพื่อช่วยนำเชื้อเพลิงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

“คุณต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะสู้เพื่อตัวเอง สหรัฐฯ จะไม่อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยคุณอีกต่อไป เหมือนกับที่คุณไม่ได้อยู่ข้างเราในตอนนั้น” ทรัมป์ระบุในข้อความดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์จวกยุโรป ไม่ช่วยรบอิหร่าน ลั่นไปเอาน้ำมันคืนมาเองแล้วกัน

ทรัมป์จวกยุโรป ไม่ช่วยรบอิหร่าน ลั่นไปเอาน้ำมันคืนมาเองแล้วกัน

31 มี.ค. 2569 21:25 น.

ทรัมป์จวกยุโรป ไม่ช่วยรบอิหร่าน ลั่นไปเอาน้ำมันคืนมาเองแล้วกัน

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโจมตีชาติยุโรปที่ไม่ช่วยเหลือในการโจมตีอิหร่าน พร้อมประกาศกร้าวให้ยุโรปไปเอาน้ำมันที่ติดอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซเอาเอง สหรัฐฯ จะไม่ช่วยอีกต่อไป

เมื่อ 31 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มประเทศยุโรปอีกครั้ง ที่ไม่ยอมยกระดับความช่วยเหลือในสงครามอิหร่านให้มากขึ้น และให้ไปเอาน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซด้วยตัวเอง สหรัฐฯ จะไม่ช่วยอีกต่อไป

“สำหรับบรรดาประเทศที่ไม่สามารถหาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินได้เพราะปัญหาที่ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเช่นสหราชอาณาจักร ซึ่งปฏิเสธที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการกับอิหร่าน ผมมีคำแนะนำให้พวกคุณ: ข้อ 1 ซื้อจากสหรัฐฯ ซะ เรามีเหลือเฟือ”

“และข้อ 2 รวบรวมความกล้าที่มาช้าเกินไปนั่นซะ แล้วไปที่ช่องแคบนั้น จากนั้นก็แค่ยึดมันมา คุณต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะสู้เพื่อตัวเอง สหรัฐฯ จะไม่อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยคุณอีกต่อไป เหมือนกับที่คุณไม่ได้อยู่ข้างเราในตอนนั้น ตอนนี้อิหร่านถูกทำลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดีแล้ว ส่วนที่ยากที่สุดมันจบลงแล้ว ไปหาน้ำมันของพวกคุณเอาเองเถอะ”

หลังจากนั้น ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อมา ทรัมป์ก็โพสต์ข้อความเพิ่มเติมอีก โดยคราวนี้ประณามฝรั่งเศสที่ไม่ยอมให้เครื่องบินขนยุทโธปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้าไปยังอิสราเอล

“ประเทศฝรั่งเศสไม่ยอมให้เครื่องบินที่มุ่งหน้าไปยังอิสราเอล ซึ่งบรรทุกยุทโธปกรณ์ทางทหารเต็มลำ บินผ่านน่านฟ้าของพวกเขา ฝรั่งเศส ไม่ให้ความร่วมมืออย่างมาก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ‘จอมเชือดแห่งอิหร่าน’ (Butcher of Iran) ซึ่งตอนนี้ถูกกำจัดไปแล้ว! สหรัฐอเมริกาจะ จดจำ เรื่องนี้ไว้!!! ประธานาธิบดี DJT”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

Grab ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันชั่วคราวในสิงคโปร์ เริ่ม 7 เม.ย. ช่วยไรเดอร์รับมือต้นทุนพุ่ง

Grab ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันชั่วคราวในสิงคโปร์ เริ่ม 7 เม.ย. ช่วยไรเดอร์รับมือต้นทุนพุ่ง

31 มี.ค. 2569 14:59 น.

Grab ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันชั่วคราวในสิงคโปร์ เริ่ม 7 เม.ย. ช่วยไรเดอร์รับมือต้นทุนพุ่ง

แพลตฟอร์มชื่อดัง Grab ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันชั่วคราวในประเทศสิงคโปร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อรับมือความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

Grab  แพลตฟอร์มชื่อดังปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน หรือ Fuel Surcharge ชั่วคราวในประเทศสิงคโปร์ เป็น 0.90 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเที่ยว เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อรับมือความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

การปรับขึ้นดังกล่าว เท่ากับเพิ่มค่าธรรมเนียมอีก 0.40 ดอลลาร์จากเดิม โดยจะมีผลกับบริการเรียกรถทั้งหมด ยกเว้นแท็กซี่มิเตอร์และบริการมาตรฐานบางประเภท

Grab ระบุว่า ค่าธรรมเนียม “Driver Fee” เดิมที่ 0.50 ดอลลาร์ จะถูกปรับชื่อเป็น “Fuel Surcharge” และรวมเป็นรายการเดียว ทำให้ผู้โดยสารจะเห็นค่าธรรมเนียมรวมเพิ่มเป็น 0.90 ดอลลาร์ต่อเที่ยว

บริษัทชี้แจงว่า เงินส่วนนี้ 100% จะถูกส่งต่อให้คนขับโดยตรง เพื่อช่วยชดเชยต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยจะแสดงแยกชัดเจนในใบเสร็จหลังจบทริป

Grab ระบุว่า แม้จะเข้าใจผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้ใช้ แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังคงสูงและคาดเดายาก ทำให้จำเป็นต้องมีการปรับตัวในระยะสั้น

นอกจากการขึ้นค่าธรรมเนียมแล้ว Grab ยังเปิดตัวแพ็กเกจช่วยเหลือคนขับมูลค่ารวมกว่า 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์โดยมาตรการประกอบด้วย คูปองส่วนลดน้ำมัน (Fuel vouchers) , โบนัสเงินสดรายเดือนเพิ่มขึ้น และโปรแกรมเงินคืน (cashback rebates)

โดยบริษัทระบุว่า มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบเพื่อช่วยลดภาระต้นทุนรายวันของคนขับ หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

การดำเนินการทั้งหมดพัฒนาร่วมกับ National Private Hire Vehicles Association ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนผู้ขับขี่

ไม่เพียงแต่ Grab เท่านั้น ผู้ให้บริการรายอื่นในสิงคโปร์ก็เริ่มออกมาตรการช่วยเหลือเช่นกัน อย่างบริษัท Strides Premier ในเครือ SMRT ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารเล็กน้อย พร้อมมอบเครดิตค่าน้ำมัน 50 ดอลลาร์ให้คนขับ

ขณะที่ ComfortDelGro ผู้ให้บริการแท็กซี่รายใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้เริ่มเก็บ “driver fee” ชั่วคราว และปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม

ด้านแอปเรียกรถ TADA ระบุว่า อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเพิ่มรายได้และสวัสดิการให้คนขับ.

ที่มา : channelnewsasia

Korean Air เข้าสู่โหมดฉุกเฉิน รับมือราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

 Korean Air เข้าสู่โหมดฉุกเฉิน รับมือราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

31 มี.ค. 2569 12:58 น.

Korean Air เข้าสู่โหมดฉุกเฉิน รับมือราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

สายการบิน Korean Air ประกาศเข้าสู่โหมดบริหารจัดการฉุกเฉิน หลังต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว จากผลกระทบของความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก

โฆษกของสายการบิน Korean Air ระบุว่า บริษัทจะดำเนินมาตรการลดต้นทุนภายในองค์กร เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยล่าสุดราคาทะลุระดับ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจาก International Air Transport Association ระบุว่า ราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ยพุ่งขึ้นเกือบแตะ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

นายวู คี-ฮง รองประธานของ Korean Air เปิดเผยผ่านบันทึกภายในถึงพนักงานว่า บริษัทมีแผนจะเปลี่ยนเข้าสู่ระบบบริหารฉุกเฉิน ตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ เพื่อเตรียมรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน พร้อมย้ำว่ามาตรการดังกล่าวไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่ายระยะสั้น แต่เป็นการเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างองค์กรในระยะยาว

นอกจาก Korean Air แล้ว สายการบิน Asiana Airlines และ Air Busan ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่ม Hanjin Group ก็ได้เริ่มใช้มาตรการบริหารฉุกเฉินเช่นกัน

ทั้งนี้ เกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อความผันผวนด้านพลังงาน เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นหลัก

นักวิเคราะห์มองว่า หากราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงต่อเนื่อง อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกอาจต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านต้นทุน การปรับราคาตั๋วโดยสาร และความต้องการเดินทางของผู้บริโภคในระยะถัดไป.

ที่มา : BBC

ท่อส่งก๊าซธรรมชาติระเบิดในปากีสถาน ใกล้พรมแดนอัฟกานิสถาน-อิหร่าน หวั่นเอี่ยวสงครามตะวันออกกลาง

ท่อส่งก๊าซธรรมชาติระเบิดในปากีสถาน ใกล้พรมแดนอัฟกานิสถาน-อิหร่าน หวั่นเอี่ยวสงครามตะวันออกกลาง

31 มี.ค. 2569 12:42 น.

ท่อส่งก๊าซธรรมชาติระเบิดในปากีสถาน ใกล้พรมแดนอัฟกานิสถาน-อิหร่าน หวั่นเอี่ยวสงครามตะวันออกกลาง

เกิดเหตุระเบิดท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นหลักทางตอนใต้ของปากีสถาน ใกล้พรมแดนอัฟกานิสถานและอิหร่าน ทำให้ต้องระงับการจ่ายก๊าซไปหลายพื้นที่โดยขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด

สื่อต่างประเทศรายงานว่าเกิดเหตุระเบิดท่อส่งก๊าซธรรมชาติทางตอนใต้ของประเทศปากีสถานเมื่อวานนี้ (30 มี.ค.)  ส่งผลให้ต้องระงับการจ่ายก๊าซไปยังหลายเขตพื้นที่ โดยในขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการโจมตีดังกล่าว

โฆษกบริษัท Sui Southern Gas Company (SSGC) เผยว่า ท่อส่งก๊าซหลักขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 นิ้ว บริเวณชานเมืองเควตตา เมืองหลวงของแคว้นบาลูจิสถาน ซึ่งมีพรมแดนอยู่ติดกับประเทศอัฟกานิสถานและอิหร่าน ถูกระเบิดทำลายโดยกลุ่มคนไม่ทราบฝ่าย โดยเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นส่งผลให้ระบบการจ่ายก๊าซในหลายพื้นที่ของเมืองและพื้นที่อื่น ๆ อีกอย่างน้อย 5 เขตต้องหยุดชะงักลงในทันที

โดยแคว้นบาลูจิสถานนี้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการของทั้งกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังติดอาวุธอิสลาม โดยเฉพาะกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่ต่อสู้กับภาครัฐมาเป็นเวลานานผ่านการมุ่งโจมตีรัฐบาลและกองทัพ พร้อมทั้งกล่าวโทษรัฐบาลกลางในกรุงอิสลามาบัดว่าพยายามริดรอนสิทธิของคนในท้องถิ่นเหนือทรัพยากรแร่ธาตุจำนวนมหาศาลในภูมิภาค ซึ่งควรจะเป็นผลประโยชน์ที่คนในพื้นที่ได้รับการแบ่งสรรปันส่วนอย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ทางโฆษกของ SSGC ยืนยันว่าในขณะนี้ทีมวิศวกรกำลังเร่งดำเนินการซ่อมแซมท่อส่งก๊าซเพื่อให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด.

ที่มา: Reuters

ชายเม็กซิกันเสียชีวิตในศูนย์กักกันของ ICE ศพที่ 14 ในปีนี้

ชายเม็กซิกันเสียชีวิตในศูนย์กักกันของ ICE ศพที่ 14 ในปีนี้

31 มี.ค. 2569 11:27 น.

ชายเม็กซิกันเสียชีวิตในศูนย์กักกันของ ICE ศพที่ 14 ในปีนี้

ชายเม็กซิกันเสียชีวิตในศูนย์กักกันของ ICE เป็นรายที่ 14 ของปีนี้ ด้านรัฐบาลเม็กซิโกเตรียมช่วยเหล่าผู้ถูกกักกันส่งฟ้อง พร้อมนำเรื่องเข้าหารือกับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างอเมริกา

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) แถลงในวานนี้ (30 มี.ค.) ว่ามีชายผู้อพยพชาวเม็กซิกันรายหนึ่งเสียชีวิตขณะอยู่ในการควบคุมตัวที่สถานกักกันในนครลอสแองเจลลิส เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ยอดรวมของจำนวนผู้เสียชีวิตขณะอยู่ในการควบคุมตัวของ ICE ในปี 2026 นี้ สูงถึงอย่างน้อย 14 ราย เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากรัฐบาลเม็กซิโก

ชายผู้เสียชีวิต นาย Jose Guadalupe Ramos-Solano วัย 52 ปี ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพบ บนเตียงนอนในศูนย์อาเดลันโต (Adelanto ICE Processing Center) ในสภาพหมดสติและไม่แสดงการตอบสนองใด ๆ  เจ้าหน้าที่จึงประสานแพทย์ประจำสถานกักกันเข้าให้ความช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนเขาจะเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา

การผลักดันมาตรการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายครั้งใหญ่เกิดขึ้นตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้ารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 เมื่อปี 2025 โดยเขาให้คำมั่นว่าว่าจะกักตัวและส่งผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายจำนวนหลายล้านคนกลับประเทศ ส่งผลให้จำนวนผู้ถูกจับกุมและส่งไปกักกันพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 68,000 ราย เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มผู้เห็นต่างมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุและเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยในปี 2025 มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกกักตัวอย่างน้อย 31 ราย นับเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบ 20 ปี และหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ยอดผู้เสียชีวิตในปีนี้อาจมีแนวโน้มพุ่งสูงเกินกว่าสถิติเดิม

นาย Jose Guadalupe Ramos-Solano ถูกจับกุมในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในเมืองทอร์รันซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2025 เขาเคยถูกจับกุมในความผิดฐานครอบครองสารควบคุมและลักทรัพย์ โดยผลการตรวจสุขภาพเบื้องต้นก่อนถูกคุมขังพบว่า เขามีโรคประจำตัวคือเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง และความดันโลหิตสูง

โดยนาย Jose Guadalupe Ramos-Solano เป็นผู้อพยพรายที่ 4 ที่เสียชีวิตระหว่างถูกกักตัว ณ ศูนย์กักกันอาเดลันโต นับตั้งแต่รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์เข้ามาบริหารประเทศ โดยผู้เสียชีวิตทั้งสี่รายนี้ล้วนเป็นชายชาวเม็กซิกัน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศเม็กซิโกแถลงว่าจะยื่นเอกสารเพื่อสนับสนุนการฟ้องร้องของกลุ่มผู้ถูกกักกัน ในข้อกล่าวหาด้านสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของสถานกักกัน การดูแลทางการแพทย์ที่ไม่ทั่วถึง สภาพสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการใช้มาตรการกักตัวแยกเพื่อเป็นการลงโทษ นอกจากนี้ทางกระทรวงฯ ยังจะนำประเด็นการเสียชีวิตของผู้อพยพเข้าหารือกับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกา (IACHR) ต่อไปอีกด้วย

ระหว่างการแถลงข่าว ณ สถานกงสุลเม็กซิโกในนครลอสแอนเจลิส นาง Vanessa Calva Ruiz นักการทูตเม็กซิโก กล่าวว่าการเสียชีวิตครั้งล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มตัวเลขที่น่ากังวลของเหตุการณ์ซึ่งไม่อาจยอมรับได้ ที่ได้เริ่มขึ้นในปี 2025 หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง โดยเธอระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบ ข้อบกพร่องในการดำเนินงาน และอาจรวมถึงความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่

ขณะที่โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ได้ออกมาโต้แย้งถึงสภาพความเป็นอยู่ภายในสถานกักกัน โดยยืนยันว่าสถานกักกันมีมาตรฐานการดูแลที่สูงกว่าเรือนจำส่วนใหญ่ที่ใช้คุมขังพลเมืองสหรัฐฯ และมีการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเหมาะสม โดยทางการกำลังเร่งขยายพื้นที่เพื่อรองรับผู้อพยพเพิ่มเติม พร้อมระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตถือเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ถูกกักตัวทั้งหมด

แม้ ICE จะยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนทั้งหมดของผู้ถูกกักตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม แต่แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามรายหนึ่งเปิดเผยว่าจำนวนผู้ถูกกักตัวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงมาอยู่ที่ราว 60,000 ราย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายงบประมาณซึ่งผ่านสภาในปี 2025 จากเสียงสนับสนุนท่วมท้นของพรรครีพลับบิกัน ได้ทำให้ ICE มีงบประมาณมหาศาลซึ่งมากเพียงพอที่จะสามารถกักตัวผู้อพยพได้กว่า 100,000 คน ในคราวเดียว.

ที่มา: Reuters

“เซลีน ดิออน” ประกาศคัมแบ็กยิ่งใหญ่ เปิดคอนเสิร์ตปารีส 10 รอบ หลังต่อสู้กับโรคหายาก

“เซลีน ดิออน” ประกาศคัมแบ็กยิ่งใหญ่ เปิดคอนเสิร์ตปารีส 10 รอบ หลังต่อสู้กับโรคหายาก

31 มี.ค. 2569 11:20 น.

“เซลีน ดิออน” ประกาศคัมแบ็กยิ่งใหญ่ เปิดคอนเสิร์ตปารีส 10 รอบ หลังต่อสู้กับโรคหายาก

เซลีน ดิออน นักร้องชื่อดังประกาศการกลับมาสู่เวทีอีกครั้งอย่างเป็นทางการ หลังต้องหยุดพักงานไปนานจากปัญหาสุขภาพ โดยเตรียมจัดคอนเสิร์ต 10 รอบในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เซลีน ดิออนนักร้องเสียงทรงพลังชาวแคนาดา ประกาศการกลับมาสู่เวทีอีกครั้งอย่างเป็นทางการ หลังต้องหยุดพักงานไปนานจากปัญหาสุขภาพ โดยเตรียมจัดคอนเสิร์ต 10 รอบในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 

เซลีน ดิออน วัย 58 ปี ระบุว่า ปีนี้เธอได้รับของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิต นั่นคือโอกาสได้กลับไปพบทุกคน และร้องเพลงให้ฟังอีกครั้งที่ปารีส โดยก่อนหน้านี้ กระแสการกลับมาของเธอเริ่มถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังมีการโปรโมตผ่านสื่อโฆษณาตามท้องถนนในกรุงปารีส รวมถึงการแสดงแสงไฟบนหอไอเฟลที่ช่วยยืนยันข่าวการคัมแบ็กครั้งสำคัญ รายงานข่าวระบุว่า ในส่วนของบัตรคอนเสิร์ต จะเปิดจำหน่ายล่วงหน้าในวันที่ 7 เมษายน และเปิดขายทั่วไปในวันที่ 10 เมษายน  

ทั้งนี้ เซลีน ดิออน เคยสร้างปรากฏการณ์จากการแสดงระยะยาวในลาสเวกัส สหรัฐฯ ระหว่างปี  2546-2550 และ 2554-2562 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโชว์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เธอต้องพักงานในปี 2565 ที่ผ่านมา หลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค Stiff-Person Syndrome ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาทที่ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งอย่างรุนแรง จนไม่สามารถร้องเพลงได้ และต้องเลื่อนก่อนจะยกเลิกทัวร์ “Courage World Tour”.

ญี่ปุ่นย้ำพันธมิตรไทย เสริมศักยภาพรับมือภัยพิบัติในวาระครบรอบ 1 ปีแผ่นดินไหว

ญี่ปุ่นย้ำพันธมิตรไทย เสริมศักยภาพรับมือภัยพิบัติในวาระครบรอบ 1 ปีแผ่นดินไหว

31 มี.ค. 2569 10:41 น.

ญี่ปุ่นย้ำพันธมิตรไทย เสริมศักยภาพรับมือภัยพิบัติในวาระครบรอบ 1 ปีแผ่นดินไหว

ในวาระครบรอบ 1 ปีเหตุแผ่นดินไหว ญี่ปุ่นย้ำบทบาทหุ้นส่วนที่ไว้วางใจได้ของไทย พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ในโอกาสครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งเกิดขึ้นบริเวณภาคกลางของประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ย้ำถึงบทบาทการเป็นพันธมิตรที่ดีของไทยเสมอมาโดยระบุว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ ได้ตอกย้ำถึงความเป็นจริงที่ว่า แผ่นดินไหวสามารถก่อให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรง แม้แต่ในประเทศไทยซึ่งมีความเสี่ยงต่ำโดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศ ในโอกาสนี้ ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งอีกครั้งต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และขอแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อความทุ่มเทของทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคาร การพัฒนาศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติ ตลอดจนการส่งเสริมและยกระดับการตระหนักรู้ด้านการป้องกันภัยพิบัติของประชาชน ซึ่งครอบคลุมในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งขยายตัวของเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ครั้งนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาปรับปรุงมาตรการรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะประเทศที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่เป็นประจำ ได้สั่งสมประสบการณ์และความรู้ด้านการจัดการภัยพิบัติมาอย่างยาวนาน เช่น การกำหนดมาตรฐานอาคารต้านทานแผ่นดินไหว การปรับปรุงโครงสร้างอาคารให้มีความทนทาน ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การให้การศึกษาด้านการป้องกันภัย ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในระดับพื้นที่ ความพยายามเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริม “การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า” อย่างรอบด้าน ซึ่งมิใช่เพียงมาตรการเชิงระบบหรือเชิงเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่เป็นการสร้างสังคมที่มีศักยภาพในการเผชิญและก้าวข้ามภัยพิบัติได้อย่างเข้มแข็ง

ภายหลังการเกิดเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนประเทศไทยอย่างเร่งด่วน โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้คำร้องขอของรัฐบาลไทย เช่น การส่งผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างและโยธา เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการประเมินและรับรองความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร ตลอดจนการดำเนินโครงการฝึกอบรมและการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการในด้านการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ผ่านองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย

ยิ่งไปกว่านั้น จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ประเทศญี่ปุ่นยังได้ให้การสนับสนุนด้านมนุษยธรรมผ่านการมอบสิ่งของช่วยเหลือฉุกเฉิน พร้อมทั้งเดินหน้าความร่วมมือในระยะกลางและระยะยาวเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและการเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันภัยพิบัติ โดยประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องความร่วมมือในลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การรับมือภัยพิบัติ การบูรณะฟื้นฟู  ตลอดจนการลดความเสี่ยงในอนาคตอย่างเป็นระบบอย่างไร้รอยต่อ

ในด้านความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญในสาขาการป้องกันภัยพิบัติและแผ่นดินไหวของทั้งสองประเทศ ได้แบ่งปันความรู้และแลกเปลี่ยนบุคลากร ซึ่งจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและมหาอุทกภัยในครั้งนี้ ได้ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือดังกล่าวให้ยิ่งแน่นแฟ้น การยกระดับความร่วมมือในด้านเฉพาะทางเช่นนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนทั้งการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ ซึ่งมุ่งหวังว่าจะสนับสนุนความพยายามในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติในอนาคต

ความร่วมมือดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หากแต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจที่ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสั่งสมมาอย่างยาวนาน ความร่วมมือในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเมือง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ผ่านมา ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้เกิดการประสานงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในยามที่เกิดภัยพิบัติ

นอกจากนี้ การป้องกันภัยพิบัติ ไม่ได้จำกัดแค่เพียงการรับมือกับภัยพิบัติเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ความต่อเนื่องของกิจกรรมทางธุรกิจมีความสัมพันธ์โดยตรงกับเสถียรภาพของสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาและเสริมสร้างบทบาทในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน การดำเนินมาตรการด้านการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ในโอกาสครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์ภัยพิบัติ  มิใช่เพียงโอกาสในการหวนรำลึกถึงอดีต หากยังเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนและยืนยันความพร้อมสำหรับอนาคต แม้ภัยธรรมชาติจะไม่อาจป้องกันได้โดยสิ้นเชิง แต่เราสามารถลดทอนความเสียหายให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดได้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความพยายามร่วมมือกันอย่างเป็นเอกภาพระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น และประชาคมระหว่างประเทศ

ประเทศญี่ปุ่น มุ่งมั่นที่จะเดินเคียงข้างประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนที่ไว้วางใจได้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่มีความยืดหยุ่นและเข้มแข็งต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญสู่การก้าวไปสู่สังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้นในอนาคต

                                                                                                    28 มีนาคม พ.ศ. 2569

                                                                                                     โอตากะ มาซาโตะ

                                                                              เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม

                                                                     สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์เล็งให้ชาติอาหรับช่วยกันจ่ายค่าทำสงครามอิหร่าน มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์เล็งให้ชาติอาหรับช่วยกันจ่ายค่าทำสงครามอิหร่าน มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

31 มี.ค. 2569 09:44 น.

ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์เล็งให้ชาติอาหรับช่วยกันจ่ายค่าทำสงครามอิหร่าน มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ทำเนียบขาวเผย โดนัลด์ ทรัมป์ สนใจแนวคิดให้ประเทศอาหรับร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในการทำสงครามกับอิหร่าน มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ เทียบโมเดลสงครามอ่าวปี 2533

วันที่ 30 มีนาคม 2569 โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีความสนใจในแนวคิดที่จะให้ประเทศอาหรับเข้ามามีส่วนร่วมในการรับภาระค่าใช้จ่ายจากสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งประเมินว่าอาจสูงถึงระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า แนวคิดนี้เป็นหนึ่งในไอเดียที่ทรัมป์กำลังพิจารณา หลังถูกตั้งคำถามว่าประเทศอาหรับควรมีบทบาทในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายสงครามหรือไม่ โดยคำถามนี้อ้างอิงถึงกรณีในอดีตช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง ได้ร่วมกันสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า แนวคิดนี้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่ หรือจะมีประเทศใดบ้างที่อาจถูกขอให้เข้าร่วมรับภาระค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ ท่าทีนี้สะท้อนแนวคิดของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ที่ต้องการกระจายภาระต้นทุนของสงครามไปยังพันธมิตรในภูมิภาค ท่ามกลางความขัดแย้งกับอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและความมั่นคงในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Aljazeera