ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันอิสราเอล รอบ 2 ในเดือนเดียว ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ปะทุหนัก

ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันอิสราเอล รอบ 2 ในเดือนเดียว ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ปะทุหนัก

31 มี.ค. 2569 08:45 น.

ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันอิสราเอล รอบ 2 ในเดือนเดียว ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ปะทุหนัก

เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงกลั่นน้ำมันในเมืองไฮฟา ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเดือน ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อกับอิหร่าน แต่ยังไม่ยืนยันสาเหตุที่แน่ชัด

ภาพจากจุดเกิดเหตุเผยให้เห็นเปลวไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงจากถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ พร้อมกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยของอิสราเอลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุที่แท้จริงของเพลิงไหม้ได้ว่า เกิดจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธโดยตรง หรือเป็นผลจากเศษซากของระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ยิงสกัด

อิสราเอลซึ่งมีโรงกลั่นน้ำมันเพียง 2 แห่ง ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานเพิ่มขึ้น ขณะที่กองทัพอิสราเอลยังคงเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน โดยเฉพาะแหล่งก๊าซธรรมชาติ “เซาท์พาร์ส” (South Pars) หนึ่งในแหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างพื้นฐานด้านปิโตรเคมีของอิหร่านก็ได้รับความเสียหายจากการโจมตีหลายครั้งเช่นกัน สะท้อนถึงการตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องระหว่างทั้งสองประเทศ

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งยังลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย โดยซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดขีปนาวุธได้อย่างน้อย 5 ลูกที่มุ่งเป้าไปยังพื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันสำคัญของประเทศ

ด้านบาห์เรน ประกาศเตือนภัยขีปนาวุธ ขณะที่นครดูไบในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีรายงานลูกไฟระเบิดบนท้องฟ้า หลังระบบป้องกันภัยสามารถยิงสกัดขีปนาวุธที่พุ่งเข้ามาได้สำเร็จ.

ที่มา : AP

คูเวตแฉ ถูกอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันกลางท่าเรือดูไบ เตือนเสี่ยงน้ำมันรั่วกระทบสิ่งแวดล้อม

คูเวตแฉ ถูกอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันกลางท่าเรือดูไบ เตือนเสี่ยงน้ำมันรั่วกระทบสิ่งแวดล้อม

31 มี.ค. 2569 08:17 น.

คูเวตแฉ ถูกอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันกลางท่าเรือดูไบ เตือนเสี่ยงน้ำมันรั่วกระทบสิ่งแวดล้อม

คูเวตเผยเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ของประเทศ ถูกโจมตีระหว่างจอดเทียบท่าในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยระบุว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำมันรั่วไหลในทะเลโดยรอบ

สำนักข่าวทางการคูเวต รายงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคมว่า บริษัทน้ำมันแห่งชาติคูเวต (Kuwait Petroleum Corporation) ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมัน “อัล ซัลมี” (Al Salmi) ซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบเต็มลำ ถูกโจมตีโดยตรง ส่งผลให้ตัวเรือได้รับความเสียหายและเกิดเพลิงไหม้บนเรือ

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะสร้างความเสียหายต่อเรือ แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ โดยทางบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายอย่างละเอียด ขณะเดียวกันยังเตือนว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำมันรั่วไหล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลในพื้นที่ใกล้เคียง

ด้านสำนักงานสื่อของนครดูไบ ยืนยันผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เจ้าหน้าที่กำลังรับมือกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเรือบรรทุกน้ำมันของคูเวตในน่านน้ำดูไบ โดยยืนยันว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ ลูกเรือทั้ง 24 คนได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย ขณะที่ทีมดับเพลิงทางทะเลกำลังเร่งควบคุมเพลิงไหม้และจัดการสถานการณ์ตามขั้นตอนความปลอดภัย

ในเวลาเดียวกัน กองทัพคูเวตยังเปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศกำลังตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนที่เป็นภัยคุกคาม ซึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา : channelnewsasia

ส่องท่าทีนานาชาติ รับมือวิกฤตพลังงานอย่างไร?

ส่องท่าทีนานาชาติ รับมือวิกฤตพลังงานอย่างไร?

31 มี.ค. 2569 05:41 น.

ส่องท่าทีนานาชาติ รับมือวิกฤตพลังงานอย่างไร?

หลายประเทศกำลังเริ่มใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานในประเทศของตัวเอง หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อ 1 เดือนก่อน จนส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายประเทศกำลังเริ่มใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานในประเทศของตัวเองที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ธนาคาร “เจพีมอร์แกน” (JPMorgan) เตือนในรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ภูมิภาคเอเชียจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ และแรงสั่นสะเทือนนี้จะขยายวงกว้างไปทางชาติตะวันตก

โปแลนด์เป็นประเทศล่าสุดต่อจาก เกาหลีใต้จีนโครเอเชีย และฮังการี ที่ประกาศใช้มาตรการกำหนดเพดานราคาน้ำมัน

ส่วนที่ฝรั่งเศส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแถลงเมื่อวันศุกร์ว่า กำลังใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันแบบเฉพาะกลุ่มสำหรับภาคการขนส่ง เกษตรกรรม และการประมง รวมถึงนโยบายช่วยเหลือครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในการจ่ายค่าพลังงาน

ที่ประเทศจอร์แดน นายกรัฐมนตรีประกาศมาตรการประหยัดพลังงานหลายอย่างในวันจันทร์ (30 มี.ค. 2569) อาทิ การสั่งห้ามใช้เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความร้อนในหน่วยงานรัฐและสถาบันสาธารณะ, ห้ามใช้รถยนต์หลวงยกเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และระงับการเดินทางทั้งหมดของคณะตัวแทนจากภาครัฐ

ขณะที่อิตาลีออสเตรเลีย และไอร์แลนด์ ใช้มาตรการประกาศลดภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซลในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อพยายามตรึงราคาให้ต่ำลง

ด้านสหราชอาณาจักรเตรียมงบประมาณ 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,124 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยที่ใช้เครื่องทำความร้อนด้วยน้ำมันก๊าด เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้มาตรการเพดานราคาพลังงานที่มีอยู่เดิมเหมือนครัวเรือนส่วนใหญ่ในอังกฤษ

ที่ญี่ปุ่น รัฐบาลเริ่มระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาใช้ในปริมาณเท่ากับการบริโภค 30 วันเมื่อสัปดาห์ก่อน และได้อนุมัติเงินอุดหนุนเพื่อพยายามรักษาค่าน้ำมันให้อยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ 170 เยน (ราว 34.9 บาท) ต่อลิตร

ขณะที่ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศแรกที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติอันเนื่องมาจากวิกฤตพลังงานเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีการนำมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันและมาตรการอื่น ๆ มาใช้เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง รวมถึงดำเนินขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อลดการฉวยโอกาสทำกำไรเกินควรและการกักตุนสินค้าด้วย

และที่อียิปต์ นายกรัฐมนตรีประกาศมาตรการชั่วคราวต่างๆ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อลดการใช้พลังงาน เช่น การให้พนักงานบางส่วนสามารถทำงานทางไกลได้, การชะลอโครงการของรัฐที่ใช้เชื้อเพลิงสูง และการสั่งปิดร้านค้าเร็วขึ้น โดยปัจจุบันร้านค้าและคาเฟ่ต้องปิดในเวลา 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับกรุงไคโรที่ปกติธุรกิจต่าง ๆ จะเปิดให้บริการจนดึกดื่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รัสเซียสั่งเนรเทศนักการทูตอังกฤษ ข้อหาจารกรรมข้อมูล

รัสเซียสั่งเนรเทศนักการทูตอังกฤษ ข้อหาจารกรรมข้อมูล

31 มี.ค. 2569 05:12 น.

รัสเซียสั่งเนรเทศนักการทูตอังกฤษ ข้อหาจารกรรมข้อมูล

รัสเซียสั่งให้นักการทูตอังกฤษรายหนึ่งออกจากประเทศในข้อหาจารกรรมข้อมูล อ้างให้ข้อมูลเท็จในการยื่นเอกสาร และพยายามรวบรวมข้อมูลอ่อนไหว

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 หน่วยงานความมั่นคงรัฐบาลกลางรัสเซีย (FSB) ระบุว่า นักการทูตอังกฤษรายหนึ่งได้ให้ข้อมูลเท็จในการยื่นขอเข้าประเทศ รวมถึงพยายามรวบรวมข้อมูลอ่อนไหวระหว่างการประชุมทางเศรษฐกิจซึ่งจัดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ นักการทูตรายนี้จึงถูกเพิกถอนสถานะ และได้รับคำสั่งให้ออกจากประเทศภายใน 2 สัปดาห์

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง พร้อมกล่าวหารัสเซียว่ากำลังดำเนินแคมเปญคุกคามนักการทูตอังกฤษอย่างก้าวร้าวและเป็นระบบ

“รัสเซียได้ปั้นแต่งข้อกล่าวหาที่เป็นอันตรายและไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับงานของพวกเขา” โฆษกระบุในแถลงการณ์ “สหราชอาณาจักรจะไม่ยอมให้มีการข่มขู่เจ้าหน้าที่สถานทูตอังกฤษและครอบครัวของพวกเขา”

สำนักข่าว Tass ของรัฐบาลรัสเซียรายงานว่า FSB อ้างว่านักการทูตรายนี้ “เจตนาให้ข้อมูลเท็จ” ขณะขออนุญาตเข้าเมือง และตรวจพบ “สัญญาณของการก่อจารกรรม” นอกจากนี้ ชื่อของเขายังถูกเปิดเผยผ่านสื่อของรัฐบาลรัสเซียด้วย

ภายหลังการเนรเทศดังกล่าว นางดาแน โดลาเกีย (Danae Dholakia) อุปทูตสหราชอาณาจักรประจำรัสเซีย ก็ถูกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเรียกตัวเข้าพบ ก่อนที่เธอจะกลับออกมาโดยไม่ได้ให้ความเห็นใด ๆ

เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในมาตรการตอบโต้แบบ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” ครั้งล่าสุดระหว่างสหราชอาณาจักรกับรัสเซีย หลังความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้ง 2 ประเทศย่ำแย่ลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยต่างฝ่ายต่างเนรเทศนักการทูตของกันและกันจำนวนมาก นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกรุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2565

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่งเนรเทศนักการทูตอังกฤษรายหนึ่งออกนอกประเทศจากข้อหาจารกรรม โดยก่อนหน้านั้นในเดือนมีนาคม 2568 รัสเซียก็เนรเทศเจ้าหน้าที่อังกฤษ 2 นาย ด้วยข้อหาจารกรรมเช่นกัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรได้กล่าวหามอสโกว่า “สร้างข้อกล่าวหาที่มุ่งร้ายและไร้มูลความจริง” ต่อเจ้าหน้าที่ของตน

ด้านสหราชอาณาจักรตอบโต้ด้วยการเพิกถอนการรับรองสถานะของนักการทูตรัสเซียและคู่สมรส โดยระบุว่าจะ “ไม่ยอมให้มีการข่มขู่เจ้าหน้าที่สถานทูตอังกฤษและครอบครัวของพวกเขาเป็นอันขาด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สภาอิหร่านอนุมัติ แผนเก็บค่าผ่านทาง เรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ

สภาอิหร่านอนุมัติ แผนเก็บค่าผ่านทาง เรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ

31 มี.ค. 2569 04:37 น.

สภาอิหร่านอนุมัติ แผนเก็บค่าผ่านทาง เรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ

คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนฯ อิหร่าน อนุมัติแผนการจัดเก็บค่าผ่านทางสำหรับเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว โดยจะจัดเก็บเป็นเงินเรียล และจะห้ามเรือของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลสัญจรผ่าน

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งสภาผู้แทนราษฎรอิหร่าน อนุมัติแผนการควบคุมและจัดเก็บค่าผ่านทางสำหรับเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำทางยุทธศาสตร์ที่มีน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลกถูกขนส่งผ่านแล้ว ตามการเปิดเผยของสมาชิกคณะกรรมาธิการรายหนึ่ง

สำนักข่าว IRIB ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า แผนการของคณะกรรมาธิการชุดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับใช้ “บทบาทอธิปไตยของอิหร่านและกองทัพของประเทศ”

แผนดังกล่าวกำหนดองค์ประกอบหลักหลายประการเพื่อเสริมสร้างการควบคุมและการกำกับดูแลช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึง การจัดการด้านความมั่นคงเพื่อปกป้องเส้นทางน้ำ, มาตรการเพื่อรับรองความปลอดภัยในการเดินเรือ, กฎระเบียบทางการเงินและการ “จัดเก็บค่าผ่านทางในสกุลเงินเรียล” สำหรับเรือที่สัญจรผ่าน และการสั่งห้ามเรือของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลสัญจรผ่าน

ปัจจุบัน อิหร่านกำลังปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ในการยุติสงครามซึ่งปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. การปิดช่องแคบแห่งนี้ส่งผลให้น้ำมันดิบประมาณ 15 ล้านบาร์เรลต่อวันต้องตกค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทำเนียบขาวยืนยัน สหรัฐฯ จะทำตามกฎหมาย หลังทรัมป์ขู่ถล่มพลังงานอิหร่าน

ทำเนียบขาวยืนยัน สหรัฐฯ จะทำตามกฎหมาย หลังทรัมป์ขู่ถล่มพลังงานอิหร่าน

31 มี.ค. 2569 01:45 น.

ทำเนียบขาวยืนยัน สหรัฐฯ จะทำตามกฎหมาย หลังทรัมป์ขู่ถล่มพลังงานอิหร่าน

โฆษกทำเนียบขาวยืนยันว่า สหรัฐฯ จะปฏิบัติตามกฎหมาย หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะทำลายแหล่งพลังงานของอิหร่าน หากเตหะรานไม่ยอมทำข้อตกลง และยืนยันด้วยว่า การเจรจากำลังเป็นไปด้วยดี

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวประจำวัน โดยเธอพูดถึงความคืบหน้าหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งช่วงหนึ่ง เธอยืนยันว่า การเจรจากับอิหร่านมีความคืบหน้าด้วยดี แม้รัฐบาลเตหะรานจะแสดงท่าทีในเชิงลบก็ตาม

ทำเนียบขาวพยายามนำเสนอภาพลักษณ์เชิงบวกเรื่องการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยระบุว่า ความเห็นเชิงลบที่รัฐบาลเตหะรานแสดงออกต่อสาธารณะนั้น ไม่ได้สะท้อนถึงข้อความส่วนตัวที่มีการส่งถึงกันระหว่างทั้งสองฝ่าย

“ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เราเห็นกลุ่มอำนาจที่ยังหลงเหลืออยู่ของระบอบนี้ เริ่มมีความกระตือรือร้นมากขึ้นที่จะยุติการทำลายล้าง และยอมก้าวเข้าสู่โต๊ะเจรจาในขณะที่พวกเขายังสามารถทำได้” น.ส.ลีวิตต์กล่าว

“แม้จะมีการแสดงท่าทีต่อสาธารณะอย่างที่เราได้ยินจากระบอบนี้ รวมถึงการรายงานข่าวที่ไม่เป็นความจริง แต่การเจรจายังคงดำเนินต่อไปและเป็นไปด้วยดี” เธอกล่าวเสริม “แน่นอนว่าสิ่งที่ถูกพูดออกสื่อนั้น แตกต่างจากสิ่งที่ถูกสื่อสารมายังเราเป็นการส่วนตัวอย่างมาก”

ก่อนหน้านี้ นายอิสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่ารายการข้อเสนอ 15 ประการของสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งนั้น ประกอบไปด้วย “ข้อเรียกร้องที่เกินกว่าเหตุ ไม่เป็นจริง และไม่สมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง” ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ว่าอิหร่านได้เห็นชอบกับข้อเรียกร้อง “ส่วนใหญ่” ในรายการดังกล่าวแล้ว

ลีวิตต์ระบุอีกว่า หากอิหร่านปฏิเสธข้อตกลงกับสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็มีทางเลือกเตรียมไว้แล้ว เพื่อ “ทำให้มั่นใจว่าระบอบนี้จะต้องชดใช้อย่างสาสมไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม”

เมื่อถูกนักข่าวถามจี้เรื่องที่โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะทำลายล้างแหล่งพลังงานและอาจรวมถึงโรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเลของอิหร่าน หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยอมทำข้อตกลงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ น.ส.ลีวิตต์กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ จะปฏิบัติการภายใต้ขอบเขตของกฎหมายเสมอ

การมุ่งเป้าโจมตีสถานที่ของพลเรือน เช่น โรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเล อาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม น.ส.ลีวิตต์กล่าวว่า ทรัมป์เพียงต้องการกดดันให้อิหร่านยอมทำข้อตกลง

“ในตอนนี้ ประธานาธิบดีได้แสดงท่าทีที่ค่อนข้างชัดเจนถึงรัฐบาลอิหร่าน… ว่าทางเลือกที่ดีที่สุดของพวกเขาคือการทำข้อตกลง มิฉะนั้น พวกเขาจะได้รู้ว่ากองทัพสหรัฐฯ มีศักยภาพที่เกินกว่าพวกเขาจะจินตนาการได้ และประธานาธิบดีก็ไม่เกรงกลัวที่จะใช้งานมัน”

“แน่นอนว่าฝ่ายบริหารชุดนี้และกองทัพสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามขอบเขตของกฎหมายเสมอ แต่เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมดของปฏิบัติการ Epic Fury ประธานาธิบดีทรัมป์จะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ลดละ และเขาคาดหวัง—ย้ำว่าคาดหวัง—ให้ระบอบอิหร่านยอมบรรลุข้อตกลงกับฝ่ายบริหารชุดนี้”

เมื่อถูกจี้ถามถึงความย้อนแย้งระหว่างการที่ประธานาธิบดีทรัมป์บอกว่า ต้องการเจรจากับอิหร่าน แต่กลับส่งกองกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ลีวิตต์ระบุว่าการทูตยังคงเป็น “ทางเลือกอันดับหนึ่งและสิ่งที่สำคัญที่สุด” ของทรัมป์

ลีวิตต์ย้อนความถึงความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการทำข้อตกลงก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้น โดยอ้างว่า ความพยายามเหล่านั้นล้มเหลวเนื่องจากระบอบการปกครองชุดก่อนของอิหร่าน

“หากมีโอกาสที่จะทำข้อตกลงกันได้อีกครั้ง ประธานาธิบดีก็พร้อมที่จะรับฟัง แต่นั่นไม่ได้ขัดขวางเขาจากการทำตามวัตถุประสงค์ทางทหารที่เขากำหนดไว้เมื่อ 30 วันก่อน และกองทัพของเราก็ยังคงดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้มากขึ้นในทุกๆ วัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เจ้าหน้าที่ UN 2 นาย ถูกสังหารในเลบานอน หลังรถลาดตระเวนโดนระเบิด

เจ้าหน้าที่ UN 2 นาย ถูกสังหารในเลบานอน หลังรถลาดตระเวนโดนระเบิด

31 มี.ค. 2569 01:11 น.

เจ้าหน้าที่ UN 2 นาย ถูกสังหารในเลบานอน หลังรถลาดตระเวนโดนระเบิด

เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ 2 นายเสียชีวิตในเลบานอน หลังจากรถลาดตระเวนของพวกเขาโดนระเบิดไม่ทราบฝ่าย และมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นายด้วย

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 กองกำลังชั่วคราวของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) ออกแถลงการณ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ 2 นายเสียชีวิตในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุระเบิดที่ไม่ทราบที่มาทำลายรถพาหนะของพวกเขาจนพังยับเยิน ขณะลาดตระเวนใกล้กับหมู่บ้านบานี ฮายัน (Bani Hayyan)

UNIFIL ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพอีก 2 นายได้รับบาดเจ็บ โดยหนึ่งในนั้นมีอาการสาหัส พร้อมอธิบายว่านี่เป็นเหตุการณ์ความสูญเสียถึงแก่ชีวิตครั้งที่ 2 ที่เกิดกับหน่วยงานในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากเมื่อคืนวันเสาร์ มีวัตถุระเบิดตกใส่ตำแหน่งที่ตั้งของ UNIFIL ในพื้นที่ทางใต้ของเลบานอน ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 1 นาย

นายฌอง-ปิแอร์ ลาครัวซ์ รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายปฏิบัติการสันติภาพ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล UNIFIL ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพที่เสียชีวิตทั้ง 2 นายเป็นชาวอินโดนีเซีย

“ไม่ควรมีใครต้องมาเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อสันติภาพ” UNIFIL ระบุ พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิต และขอให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว

UNIFIL ระบุอีกว่า เริ่มดำเนินการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยในแถลงการณ์ไม่ได้ระบุว่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ UNIFIL ยังเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และรับรองความปลอดภัยของบุคลากรและทรัพย์สินของสหประชาชาติ พร้อมเตือนว่าการจงใจโจมตีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ 1701 อย่างร้ายแรง และอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

“ความสูญเสียของมนุษย์ในความขัดแย้งครั้งนี้สูงเกินไปแล้ว ความรุนแรงจะต้องยุติลง ดังที่เราเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้” UNIFIL ระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ฝนถล่มอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน คร่าแล้ว 45 ศพ บ้านพังนับร้อยหลัง

ฝนถล่มอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน คร่าแล้ว 45 ศพ บ้านพังนับร้อยหลัง

30 มี.ค. 2569 23:48 น.

ฝนถล่มอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน คร่าแล้ว 45 ศพ บ้านพังนับร้อยหลัง

หลายพื้นที่ในอัฟกานิสถานกับปากีสถานเผชิญฝนตกหนัก 5 วันติดต่อกัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 45 ศพ บ้านเรือนถูกทำลายอีกนับร้อยหลัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 มี.ค. 2569 ว่า หลายพื้นที่ในประเทศอัฟกานิสถานกับปากีสถานเผชิญฝนตกหนักมาตลอดช่วง 5 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงซึ่งล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 45 ศพ และบาดเจ็บอีก 74 ราย โดยที่อัฟกานิสถานยังคงประกาศเตือนสภาพอากาศเลวร้ายอยู่

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (NDMA) ของอัฟกานิสถานระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ในอัฟกานิสถานซึ่งบอบช้ำจากสงคราม อยู่ในจังหวัดแถบภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ ปาร์วาน, ไมดัน วาร์ดัก, ดายกุนดี และโลการ์ โดยฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่ม ทำลายบ้านเรือนพังเสียหายยับเยินไปถึง 130 หลัง

“สภาพอากาศในหลายพื้นที่ของประเทศยังคง ‘ไม่มั่นคง’ ในวันจันทร์ โดยยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดฝนตกและน้ำท่วมเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ทั้งนี้มีครอบครัวที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 1,140 ครัวเรือน” NDMA ระบุในแถลงการณ์

อีกด้านหนึ่ง หน่วยงานจัดการภัยพิบัติประจำจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ของปากีสถาน ซึ่งมีพรมแดนติดกับอัฟกานิสถานรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 14 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 25 ราย หลังฝนที่ตกหนักส่งผลให้หลังคาและกำแพงบ้านพังถล่มลงมาทับพวกเขา

ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติระบุว่าทั้งปากีสถานและอัฟกานิสถานจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เปราะบางที่สุดต่อสภาพอากาศสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยฤดูมรสุมที่รุนแรงเมื่อปีที่แล้วได้สร้างความเสียหายอย่างหนักในปากีสถาน คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 1,000 ราย รวมถึงทำลายพืชผล ปศุสัตว์ และบ้านเรือนจำนวนมาก

รายงานจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เมื่อเดือนพฤศจิกายนระบุว่า เหตุแผ่นดินไหว น้ำท่วม และภัยแล้ง ได้ทำลายบ้านเรือนในอัฟกานิสถานไปกว่า 8,000 หลังในปี 2568 และทำให้บริการสาธารณะต่าง ๆ ต้องแบกรับภาระ “เกินขีดจำกัด”

ยิ่งไปกว่านั้น อัฟกานิสถานยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในการรับมือกับวิกฤต เนื่องจากความช่วยเหลือจากนานาชาติ ซึ่งเคยเป็นกระดูกสันหลังหลักทางการเงินของรัฐบาลอัฟกัน ได้ถูกตัดลดลงอย่างมากนับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันเข้ายึดอำนาจในปี 2564

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เซเลนสกีเผย พันธมิตรบางรายขอให้เคียฟหยุดโจมตีน้ำมันรัสเซีย

เซเลนสกีเผย พันธมิตรบางรายขอให้เคียฟหยุดโจมตีน้ำมันรัสเซีย

30 มี.ค. 2569 22:36 น.

เซเลนสกีเผย พันธมิตรบางรายขอให้เคียฟหยุดโจมตีน้ำมันรัสเซีย

เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเผยว่า ชาติพันธมิตรบางรายพยายามขอให้ยูเครนหยุดโจมตีแหล่งพลังงานของรัสเซีย ซึ่งเซเลนสกียืนยันว่า พวกเขาพร้อมหยุดโจมตีหากรัสเซียหยุดด้วยเช่นกัน

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ชาติพันธมิตรบางรายของยูเครนขอให้พวกเขาลดระดับการโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานของรัสเซียลง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง

“เมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากเกิดวิกฤตพลังงานโลก เราได้รับสัญญาณจากพันธมิตรบางรายเกี่ยวกับการลดระดับการตอบโต้ที่มุ่งเป้าไปยังภาคส่วนน้ำมันและพลังงานของสหพันธรัฐรัสเซียจริงๆ” เซเลนสกีกล่าวในข้อความเสียงที่ส่งถึงผู้สื่อข่าว

ผู้นำยูเครนไม่ได้ระบุเจาะจงว่าใครเป็นผู้ยื่นข้อเสนอดังกล่าว แต่เขาได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าเคียฟไม่น่าจะปฏิบัติตามคำขอนั้น

“ผมขอย้ำอีกครั้งว่า หากรัสเซียพร้อมที่จะหยุดโจมตีภาคพลังงานของยูเครน เราก็จะไม่ตอบโต้ภาคพลังงานของพวกเขา” เซเลนสกีกล่าว พร้อมเสริมว่ายูเครน “พร้อมสำหรับการหยุดยิงทุกรูปแบบ”

ทั้งนี้ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา รัสเซียได้สร้างความหวาดกลัวในหลายเมืองทั่วยูเครนด้วยการทิ้งระเบิดโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานอย่างหนัก ส่งผลให้พลเรือนหลายล้านคนต้องขาดแคลนไฟฟ้าและความร้อนในช่วงฤดูหนาวที่ครั้งนี้หนาวเย็นผิดปกติ

ในขณะที่ฝ่ายยูเครนยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามในตะวันออกกลาง เพื่อพยายามขัดขวางไม่ให้รัสเซียฉกฉวยกำไรจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียว โดรนของยูเครนได้โจมตีโรงกลั่นและสถานีส่งออกน้ำมันของรัสเซียไปแล้วหลายแห่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ขู่ทำลายแหล่งพลังงานอิหร่าน “ให้สิ้นซาก” หากบรรลุข้อตกลงไม่ได้

ทรัมป์ขู่ทำลายแหล่งพลังงานอิหร่าน “ให้สิ้นซาก” หากบรรลุข้อตกลงไม่ได้

30 มี.ค. 2569 22:01 น.

ทรัมป์ขู่ทำลายแหล่งพลังงานอิหร่าน “ให้สิ้นซาก” หากบรรลุข้อตกลงไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะทำลายแหล่งพลังงานและโรงไฟฟ้าของอิหร่านให้สิ้นซาก หากอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ และไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โดยขู่ว่า หากอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ และไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ จะปิดฉากการปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคด้วยการ “ระเบิดและทำลายล้าง” โรงไฟฟ้าและบ่อน้ำมันในประเทศให้สิ้นซาก

“สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ระหว่างการหารืออย่างจริงจังกับ ‘ระบอบการปกครองใหม่ที่สมเหตุสมผลกว่าเดิม’ เพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารของเราในอิหร่าน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก แต่หากด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในเร็วๆ นี้ (ซึ่งก็น่าจะตกลงกันได้) และหากช่องแคบฮอร์มุซไม่ถูกเปิดเพื่อ ‘ทำการค้า’ ในทันที เราจะปิดฉาก ‘การมาเยือน’ อันแสนวิเศษของเราในอิหร่าน ด้วยการระเบิดและทำลายล้างโรงไฟฟ้า บ่อน้ำมัน และเกาะคาร์ก (และอาจรวมถึงโรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเลทั้งหมด!) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจงใจยังไม่ ‘แตะต้อง’ ในตอนนี้”

คำขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ อาจเข้ายึดน้ำมันของอิหร่าน ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อ Financial Times เมื่อคืนที่ผ่านมา

ทรัมป์บอกกับ Financial Times ว่า “ทางเลือกที่เขาพอใจคือการยึดน้ำมันมา” ในขณะที่เขากำลังพิจารณาว่าจะเข้ายึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกเชื้อเพลิงหลักของอิหร่านหรือไม่

ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์ โดยน้ำมันดิบเบรนท์ ทะลุระดับ 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวของโดนัลด์ ทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn