“ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น

"ลูคาเชนโก" เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก "คิม จองอึน" ต้อนรับอบอุ่น

26 มี.ค. 2569 11:05 น.

“ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น

นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรก ร่วมรำลึกอดีตทหารโซเวียตและกระชับมิตรภาพทวิภาคี ท่ามกลางการจับตามองของชาติตะวันตกถึงการขยายอิทธิพลของกลุ่มประเทศพันธมิตรรัสเซีย และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่านายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้เดินทางถึงกรุงเปียงยางเพื่อเริ่มต้นการเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ณ จัตุรัสคิมอิลซุง เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา

ในระหว่างการเยือน นายลูคาเชนโกได้เดินทางไปยังวังสุริยะกึมซูซาน เพื่อเคารพศพของนายคิม อิล ซุง และ คิม จอง อิล อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ พร้อมวางช่อดอกไม้ในนามของประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังได้ร่วมวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ปลดแอก เพื่อรำลึกถึงทหารกองทัพโซเวียตที่เสียชีวิตในสงครามปลดแอกเกาหลีจากการปกครองของญี่ปุ่นในปี 1945

การพบกันครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นของกลุ่มประเทศที่สนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน โดยที่ผ่านมาเกาหลีเหนือถูกระบุว่าส่งกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงขีปนาวุธและลูกปืนใหญ่จำนวนมากไปยังรัสเซีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเคิร์สก์ ส่วนเบลารุสยอมให้รัสเซียใช้พื้นที่ประเทศเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเปิดฉากบุกยูเครนเมื่อปี 2022

นักวิเคราะห์มองว่า ความช่วยเหลือทวิภาคีนี้ช่วยให้เกาหลีเหนือลดการพึ่งพาจีน โดยแลกกับความช่วยเหลือด้านการเงิน เทคโนโลยีทหาร อาหาร และพลังงานจากรัสเซีย หลังจากที่นายปูตินเคยเดินทางเยือนเปียงยางไปเมื่อปี 2024

เสียงวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนและการคว่ำบาตรอย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังคงเผชิญกับการคว่ำบาตรอย่างหนักจากชาติตะวันตก โดยเกาหลีเหนือถูกกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ทั้งการทรมานและการบังคับใช้แรงงาน ขณะที่นายลูคาเชนโกถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2020 แม้ว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเบลารุสจะยอมปล่อยตัวนักโทษการเมืองไปแล้วกว่า 250 ราย ตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ แต่ยังคงมีผู้ถูกคุมขังอยู่อีกเป็นจำนวนมาก.

ที่มา AFP

คริสตจักรอังกฤษตั้งผู้หญิงเป็น “อาร์คบิชอฟแห่งแคนเทอร์เบอรี” คนแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปี

คริสตจักรอังกฤษตั้งผู้หญิงเป็น “อาร์คบิชอฟแห่งแคนเทอร์เบอรี” คนแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปี

26 มี.ค. 2569 10:22 น.

คริสตจักรอังกฤษตั้งผู้หญิงเป็น “อาร์คบิชอฟแห่งแคนเทอร์เบอรี” คนแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปี

คริสตจักรแห่งอังกฤษ ประกาศแต่งตั้ง “ซาราห์ มัลลัลลี” เป็นสตรีคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งอัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรี ถือเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ก่อตั้งคริสตจักรเมื่อปี ค.ศ. 1534 

วันที่ 26 มีนาคม 2569 คริสตจักรแห่งอังกฤษประกอบพิธีแต่งตั้งอัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรีคนใหม่ ที่มหาวิหารแคนเทอร์เบอรี โดยมีนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ พร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ พร้อมด้วยแคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์พระชายา และเข้าร่วมในพิธี

ในการกล่าวสุนทรพจน์สาธุคุณมัลลัลลี ซึ่งเคยเป็นพยาบาลในระบบสาธารณสุขแห่งชาติให้คำมั่นว่าจะยืนหยัดเพื่อผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดในอดีต และให้ความสำคัญกับมาตรการคุ้มครองและความรับผิดชอบในองค์กรศาสนา โดยต้องไม่มองข้ามหรือทำให้ความเจ็บปวดของผู้ที่ถูกกระทำลดความสำคัญลง

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากจัสติน เวลบี้ส์ ลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีการจัดการคดีปกปิดการล่วงละเมิดทางเพศ อย่างไรก็ตาม มัลลัลลีเองก็เผชิญเสียงวิจารณ์เช่นกัน จากกรณีแสดงจุดยืนต่อร่างกฎหมายในสภาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกความผิดทางอาญาในการขอทำแท้งระยะท้าย โดยเธอระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการเอาผิดผู้หญิง แต่ก็ไม่ต้องการให้มีการเพิ่มจำนวนการทำแท้งในระยะท้ายของการตั้งครรภ์ ขณะที่ปัจจุบัน กฎหมายอังกฤษอนุญาตให้ทำแท้งได้ถึงอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ขณะที่ร่างกฎหมายยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาขุนนาง 

ทั้งนี้ แม้บทบาททางการเมืองของอัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรีจะลดลงจากอดีต แต่ยังคงมีอิทธิพลในระดับหนึ่ง โดยสามารถนั่งในสภาขุนนางร่วมกับบิชอประดับสูง และมีส่วนร่วมในกระบวนการออกกฎหมายของประเทศ การแต่งตั้งครั้งนี้จึงถือว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้านเพศสภาพ และบททดสอบสำคัญของผู้นำศาสนาในยุคที่ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งสังคมและการเมือง.

ทรัมป์เผยอิหร่าน “อยากทำข้อตกลงใจจะขาด” เพียงแต่ไม่กล้าพูด

ทรัมป์เผยอิหร่าน “อยากทำข้อตกลงใจจะขาด” เพียงแต่ไม่กล้าพูด

26 มี.ค. 2569 10:13 น.

ทรัมป์เผยอิหร่าน “อยากทำข้อตกลงใจจะขาด” เพียงแต่ไม่กล้าพูด

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุอิหร่านต้องการเจรจาข้อตกลง แต่หวาดกลัวทั้งฝ่ายในประเทศและสหรัฐ ขณะทำเนียบขาวยืนยันการเจรจายังไม่ล้ม แม้อิหร่านยังไม่รับแผน 15 ข้อ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยว่า อิหร่านต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก แต่ไม่กล้าแสดงออก เนื่องจากเกรงว่าจะถูกสังหารโดยฝ่ายของตัวเอง หรือโดยฝีมือของสหรัฐฯ

โดยทรัมป์กล่าวระหว่างงานระดมทุนของพรรครีพับลิกันในกรุงวอชิงตันว่า อิหร่านกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากแรงกดดันในตะวันออกกลาง และแม้จะมีการติดต่อเจรจา แต่ฝ่ายอิหร่านไม่กล้าเปิดเผยความต้องการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ ทำเนียบขาวระบุว่า การเจรจากับอิหหร่าน ยังไม่ถึงทางตัน แม้อิหร่านยังไม่ตอบรับแผน 15 ข้อเพื่อยุติสงครามในทันที โดยสหรัฐกำลังดำเนินการจัดการประชุมในปากีสถาน เพื่อหารือแนวทางลดความตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยอมรับว่ามีการส่งสารถึงกันระหว่างสองประเทศผ่านตัวกลาง แต่ย้ำว่าการติดต่อดังกล่าวยังไม่ถือเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : BBC

ออสเตรเลียแบนผู้เดินทางจากอิหร่าน 6 เดือน เหตุสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงอยู่เกินวีซ่า

ออสเตรเลียแบนผู้เดินทางจากอิหร่าน 6 เดือน เหตุสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงอยู่เกินวีซ่า

26 มี.ค. 2569 09:06 น.

ออสเตรเลียแบนผู้เดินทางจากอิหร่าน 6 เดือน เหตุสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงอยู่เกินวีซ่า

ออสเตรเลียสั่งห้ามนักท่องเที่ยวและแรงงานจากอิหร่านเข้าประเทศชั่วคราว 6 เดือน หลังความขัดแย้งรุนแรง หวั่นอยู่เกินวีซ่า พร้อมเปิดข้อยกเว้นบางกรณี

รัฐบาลออสเตรเลีย ประกาศมาตรการเข้ม สั่งห้ามผู้ถือหนังสือเดินทางอิหร่านเดินทางเข้าประเทศเป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ท่ามกลางความตึงเครียดจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

กระทรวงมหาดไทยออสเตรเลียระบุในแถลงการณ์ว่า ความขัดแย้งในอิหร่าน ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ผู้ถือวีซ่าระยะสั้นบางรายอาจไม่สามารถหรือไม่ต้องการเดินทางออกจากออสเตรเลีย เมื่อวีซ่าหมดอายุ

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมผู้ที่เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวและทำงาน โดยจะไม่อนุญาตให้เข้าประเทศในช่วง 6 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ทางการยืนยันว่าจะมีการพิจารณายกเว้นเป็นรายกรณี เช่น บิดามารดาของพลเมืองออสเตรเลีย

ด้านโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีมหาดไทยของออสเตรเลีย ระบุว่า วีซ่าท่องเที่ยวจำนวนมากที่ออกให้ก่อนเกิดความขัดแย้ง อาจจะไม่ได้รับการอนุมัติ หากยื่นขอในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยระบุว่าการตัดสินใจให้ใครอยู่ในออสเตรเลียอย่างถาวร ควรเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่ผลลัพธ์โดยบังเอิญจากการจองทริปท่องเที่ยว

ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า มีชาวออสเตรเลียมากกว่า 85,000 คนที่เกิดในอิหร่าน โดยมีชุมชนขนาดใหญ่กระจายอยู่ในเมืองสำคัญ เช่น ซิดนีย์ และเมลเบิร์น

ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลีย และ อิหร่าน เริ่มตึงเครียด หลังออสเตรเลียให้สถานะลี้ภัยแก่ผู้เล่นและเจ้าหน้าที่ 7 คนจากทีมฟุตบอลหญิงของอิหร่าน

นักเตะกลุ่มดังกล่าวถูกตราหน้าว่าทรยศ ในประเทศบ้านเกิด หลังปฏิเสธร้องเพลงชาติ ก่อนการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแสดงออกเชิงต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา มีผู้เล่น 5 คนจากทั้งหมด 7 คน เปลี่ยนใจถอนคำขอลี้ภัยในออสเตรเลีย ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยว่าครอบครัวของพวกเขาอาจเผชิญแรงกดดันหรือการคุกคาม.

ที่มา : channelnewsasia

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง 14-15 พ.ค. พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง 14-15 พ.ค.  พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

26 มี.ค. 2569 07:44 น.

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง 14-15 พ.ค. พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์จะเดินทางเยือนจีนระหว่าง 14-15 พ.ค. เลื่อนมาจากช่วงปลายมี.ค.เนื่องจากสงครามโจมตีอิหร่านยังไม่จบ พร้อมระบุว่าเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ช่วงปลายปีนี้ด้วย 

วันที่ 26 มีนาคม 2568 แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯเตรียมเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ของจีน ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม เพื่อพบกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน หลังต้องเลื่อนกำหนดการเดิมออกไปจากช่วงปลายเดือนมีนาคม เนื่องจากสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยังยืดเยื้อ

โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า การเลื่อนกำหนดการไม่ได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการยุติสงคราม แต่เป็นเพราะผู้นำสหรัฐฯ จำเป็นต้องอยู่บริหารสถานการณ์การสู้รบในช่วงเวลาสำคัญ นอกกจากนี้ยังระบุว่า ประธานาธิบดีของจีนยังมีแผนจะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงปลายปีนี้เช่นกัน

โดยคาดว่าการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน จะครอบคลุมทั้งประเด็นสงครามอิหร่าน และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังส่งผลกระทบต่อการค้าพลังงานและความมั่นคงในระดับโลก โดยจีนได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบโดยเร็ว ขณะเดียวกันทรัมป์ได้ขอให้จีนช่วยผลักดันการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่จีนยังไม่ตอบรับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ.

ที่มา Aljazeera

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

26 มี.ค. 2569 05:45 น.

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเผย มีการแลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ย้ำว่านี่ไม่ใช่การเจรจา พร้อมเย้ยสหรัฐฯ ว่า กำลังยอมรับความล้มเหลว หลังจากตอนแรกบอกว่าอิหร่านต้องยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาตั้งคำถามต่อการเรียกร้องให้มีการเจรจาของสหรัฐฯ โดยระบุว่าการที่วอชิงตันเปลี่ยนท่าทีนั้น เท่ากับเป็นการยอมรับความล้มเหลว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเรียกร้องให้อิหร่าน “ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข”

นายอารักชีบอกอีกว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ ส่งข้อความมาหาเตหะรานหลายฉบับโดยส่งผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า “ประเทศที่เป็นมิตร” แต่เขาเน้นย้ำว่าการติดต่อสื่อสารดังกล่าวยังไม่ถือว่าเป็นการเจรจา

“พวกอเมริกันไม่ได้พูดว่า “ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข” หรอกหรือ?” อารักชีกล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ผ่านเครือข่าย IRIB ของรัฐบาลเมื่อวันพุธ “แล้วทำไมตอนนี้พวกเขาถึงมาพูดเรื่องการเจรจาล่ะ?”

เขากล่าวเสริมว่า “ความจริงที่ว่าตอนนี้พวกเขาพูดเรื่องการเจรจา คือการยอมรับความพ่ายแพ้โดยตรง” และย้ำว่า “การส่งข้อความมาและเราตอบกลับด้วยคำเตือน หรือการระบุจุดยืนของเรานั้น ไม่ได้เรียกว่าการเจรจาหรือการหารือ แต่มันคือ “การแลกเปลี่ยนข้อความ””

“ในข้อความเหล่านี้ มีการเสนอแนวคิดต่างๆ ซึ่งได้ถูกส่งต่อไปยังผู้มีอำนาจระดับสูงแล้ว และหากจำเป็นต้องมีการกำหนดจุดยืนใดๆ พวกเขาจะเป็นผู้ประกาศเอง” นายอารักชีกล่าว

ในส่วนของทำเนียบขาวได้ระบุว่า การพูดคุยกับอิหร่านยังคงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเตหะรานจะยังไม่ตอบรับแผน 15 ประเด็นเพื่อยุติสงครามในทันทีก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

Meta – YouTube ถูกตัดสินว่า “มีความผิด” ในคดี “เสพติดโซเชียลมีเดีย”

Meta - YouTube ถูกตัดสินว่า “มีความผิด” ในคดี “เสพติดโซเชียลมีเดีย”

26 มี.ค. 2569 05:24 น.

Meta – YouTube ถูกตัดสินว่า “มีความผิด” ในคดี “เสพติดโซเชียลมีเดีย”

บริษัท Meta กับ YouTube ถูกคณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินให้มีความผิดฐานทำให้หญิงคนหนึ่งเสพติดโซเชียลมีเดียตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ในคดีประวัติศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินคดีอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 คณะลูกขุนศาลลอสแอนเจลิส มีคำตัดสินให้หญิงสาวรายหนึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หลังจากที่เธอตัดสินใจฟ้องร้องบริษัท “เมตา” (Meta) และ “ยูทูป” (YouTube) ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียรายใหญ่ของโลก เกี่ยวกับอาการเสพติดโซเชียลมีเดียในช่วงวัยเด็กของเธอ

คณะลูกขุนพบว่า Meta (เจ้าของ Instagram, Facebook และ WhatsApp) และ Google (เจ้าของ YouTube) จงใจสร้างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้มีลักษณะที่ทำให้เกิดการเสพติด ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของหญิงสาววัย 20 ปีรายนี้ ซึ่งเปิดเผยชื่อเพียงว่า “เคลีย์”

คณะลูกขุนยังตัดสินให้ เคลีย์ ได้รับค่าเสียหายจำนวน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 98 ล้านบาท) ซึ่งผลการตัดสินนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อคดีที่คล้ายคลึงกันอีกหลายร้อยคดีที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลของสหรัฐฯ

ทางด้าน Meta และ Google ต่างออกแถลงการณ์เป็นของตัวเองว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินและจะยื่นอุทธรณ์ โดย Meta ระบุว่า “สุขภาพจิตของวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างมาก และไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับแอปพลิเคชันเพียงแอปเดียวได้”

“เราจะเดินหน้าปกป้องตัวเองอย่างเต็มที่ เนื่องจากแต่ละกรณีมีความแตกต่างกัน และเรายังคงมั่นใจในประวัติการทำงานของเราในการปกป้องเยาวชนบนโลกออนไลน์” Meta ระบุเสริม

ขณะที่โฆษกของ Google กล่าวว่า “คดีนี้มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ YouTube ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่เว็บไซต์โซเชียลมีเดีย”

คณะลูกขุนพิจารณาว่า Meta ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโจทก์ 70% ส่วน YouTube รับผิดชอบ 30% ซึ่งหมายความว่า Meta จะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนใหญ่ให้กับเคลีย์

นอกจากนี้ ยังมีค่าเสียหายอีกรูปแบบหนึ่งคือ “ค่าเสียหายเชิงลงโทษ” (Punitive damages) ที่ศาลยังต้องพิจารณาต่อไป ซึ่งตามกฎหมายของรัฐ ค่าเสียหายส่วนนี้อาจพุ่งสูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 982 ล้านบาท)

คำพิพากษาในลอสแอนเจลิสนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่คณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโก ตัดสินให้ Meta มีความผิด ในกรณีที่แพลตฟอร์มของบริษัททำให้เด็กตกอยู่ในอันตราย และปล่อยให้เด็กเผชิญกับเนื้อหาทางเพศที่ลามกอนาจาร รวมถึงการถูกคุกคามจากอาชญากรทางเพศ

นายไมค์ พรูลซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Forrester กล่าวว่า คำพิพากษาที่เกิดขึ้นติดต่อกันนี้เป็นการย้ำถึง “จุดแตกหัก” ระหว่างบริษัทโซเชียลมีเดียกับสาธารณชน “กระแสความรู้สึกเชิงลบต่อโซเชียลมีเดียได้ก่อตัวมานานหลายปี และในที่สุดวันนี้มันก็ได้ปะทุออกมาแล้ว”

อนึ่ง แม้ว่า Google ในฐานะเจ้าของ YouTube ซึ่งเป็นเว็บไซต์แบ่งปันวิดีโอจะเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย แต่กระบวนการพิจารณาคดีส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ Instagram และ Meta เป็นหลัก

เดิมที Snap และ TikTok ก็ตกเป็นจำเลยด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองบริษัทได้บรรลุข้อตกลงประนีประนอมยอมความกับเคลีย์โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดก่อนที่จะมีการพิจารณาคดี

มาร์ก ลาเนียร์ ทนายความของ
มาร์ก ลาเนียร์ ทนายความของ “เคลีย์” ผู้เป็นโจทก์ในคดีนี้

ทั้งนี้ เคลีย์ระบุว่าเธอเริ่มใช้งาน Instagram ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และใช้งาน YouTube ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ โดยไม่พบความพยายามใดๆ ที่จะปิดกั้นการเข้าถึงของเธอเนื่องจากข้อจำกัดด้านอายุเลย

“ฉันเลิกมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว เพราะฉันใช้เวลาทั้งหมดไปกับโซเชียลมีเดีย” เคลีย์กล่าวในระหว่างการให้การ

เธอกล่าวว่าเธอเริ่มมีความรู้สึกวิตกกังวลและซึมเศร้าตั้งแต่อายุเพียง 10 ปี ซึ่งเป็นอาการผิดปกติที่นักบำบัดได้วินิจฉัยอย่างเป็นทางการในหลายปีต่อมา นอกจากนี้ เธอยังเริ่มหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง และเริ่มใช้ฟิลเตอร์ใน Instagram เพื่อเปลี่ยนใบหน้าให้ดูต่างไปจากเดิม เช่น ทำให้จมูกเล็กลงและดวงตากลมโตขึ้น แทบจะทันทีที่เธอเริ่มใช้งานแพลตฟอร์มนี้ในฐานะเด็กคนหนึ่ง

ต่อมาเคลีย์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคคิดว่าตนเองมีความผิดปกติของรูปร่างหน้าตา (Body Dysmorphia) ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตนเองมากจนเกินไป และทำให้พวกเขาไม่สามารถมองเห็นตัวเองตามความเป็นจริงอย่างที่คนอื่นเห็นได้

ทนายความของเคลีย์กล่าวหา Meta และ YouTube ว่า ได้สร้าง “เครื่องจักรผลิตอาการเสพติด” และล้มเหลวที่จะรับผิดชอบในเรื่องการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงแพลตฟอร์มของพวกเขา และโจมตีฟีเจอร์ต่างๆ ของ Instagram เช่น “การเลื่อนดูหน้าจอที่ไม่มีวันสิ้นสุด” ว่า ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดอาการเสพติด

ทนายความของเคลีย์ระบุอีกว่า เป้าหมายการเติบโตของ Meta มุ่งเน้นไปที่การดึงดูดให้เยาวชนมาใช้งานแพลตฟอร์มของตน โดยอ้างอิงจากคำให้การของผู้เชี่ยวชาญและอดีตผู้บริหารของ Meta และว่าบริษัทต้องการผู้ใช้งานอายุน้อย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะ “ติดหนึบ” อยู่กับแพลตฟอร์มได้ยาวนานกว่าในระยะยาว

ในตอนที่ทนายความของเคลีย์แจ้งต่อ อดัม มอสเซอรี หัวหน้าทีม Instagram ว่า สถิติการใช้งานแพลตฟอร์มที่นานที่สุดต่อวันของเธอพุ่งสูงถึง 16 ชั่วโมง มอสเซอรีกลับปฏิเสธว่านั่นคือหลักฐานของอาการเสพติด ในทางกลับกัน เขากล่าวว่าการที่วัยรุ่นใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่บน Instagram นั้นเป็นเรื่องที่ “น่าหนักใจ” เท่านั้น

ทนายความของเคลีย์กล่าวเมื่อวันพุธว่า คำพิพากษาของคณะลูกขุนในครั้งนี้ “เป็นการส่งสารที่ชัดเจนว่า ไม่มีบริษัทใดอยู่เหนือความรับผิดชอบ เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลูกหลานของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

26 มี.ค. 2569 04:46 น.

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

อิหร่านออกโรงเตือนว่า จะเปิดแนวรบเพิ่มในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ รวมถึงบริเวณช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ มีปฏิบัติการภาคพื้นดินบนเกาะของอิหร่าน

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 แหล่งข่าวทางทหารของอิหร่านออกมาเตือนว่า เตหะรานอาจเปิดแนวรบเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มเติม รวมถึงบริเวณช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” (Bab el-Mandeb) หากสหรัฐฯ และอิสราเอลดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อเกาะต่างๆ ของอิหร่าน หรือพยายามกดดันประเทศผ่านปฏิบัติการทางเรือ

ช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งถือเป็น “คอคอด” สำคัญสำหรับการค้าโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

“หากศัตรูพยายามใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดินต่อเกาะต่างๆ ของอิหร่าน หรือส่วนใดก็ตามในดินแดนของเรา หรือพยายามสร้างความเสียหายแก่เราผ่านการเคลื่อนไหวทางเรือในอ่าวเปอร์เซียหรือทะเลโอมาน เราจะเปิดแนวรบอื่นๆ เป็น “เซอร์ไพรส์” ตอบโต้” แหล่งข่าวระบุตามการอ้างอิงของสำนักข่าว “ทัสนิม” (Tasnim) ของอิหร่าน

แหล่งข่าวทางทหารรายนี้เจาะจงเอ่ยชื่อช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” ต่อสำนักข่าว “ทัสนิม” โดยยืนยันว่า อิหร่านมีทั้งขีดความสามารถและความมุ่งมั่นที่จะสร้างภัยคุกคามอย่างแท้จริงในพื้นที่นั้นหากสถานการณ์บานปลาย

“หากชาวอเมริกันคิดจะดำเนินการอย่างไม่ยั้งคิดเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ พวกเขาควรระวังให้ดีว่าจะไม่มี “ช่องแคบอื่น” เพิ่มเข้ามาในรายการความท้าทายของพวกเขา” แหล่งข่าวกล่าวเสริม

ทั้งนี้ ประมาณ 12% ของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางเรือทั่วโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวนมหาศาลต้องผ่านช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” ในแต่ละปี

ทางด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ก็ออกมาเตือนเมื่อวันพุธเช่นกันว่า เตหะรานมีข้อมูลข่าวกรองว่า “ศัตรู” กำลังเตรียมการยึดเกาะแห่งหนึ่งของอิหร่านโดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศในภูมิภาค

“กองกำลังของเรากำลังเฝ้าติดตามทุกการเคลื่อนไหวของศัตรู และหากพวกเขาก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งหมดของรัฐในภูมิภาคแห่งนั้นจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง” กาลีบาฟระบุผ่านข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยไม่ได้ระบุชื่อประเทศดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน

26 มี.ค. 2569 02:48 น.

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน

โฆษกทำเนียบขาวยืนยันว่า รัฐบาลทรัมป์ยังคงเจรจากับอิหร่าน แม้เตหะรานจะปฏิเสธ ขณะที่บอกด้วยว่า เรื่องแผนการ 15 ข้อที่รายงานกันบนโลกออนไลน์ เป็นการคาดเดาที่มีความจริงปนอยู่บ้าง

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวจัดการแถลงข่าวประจำวัน ซึ่งเธอพูดถึงประเด็นเรื่องสงครามกับอิหร่านอย่างกว้างๆ และดูเหมือนว่าเธอกำลังพยายามลดความสำคัญของข่าวลือเรื่องแผน 15 ประเด็น ที่มีรายงานว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอให้อิหร่านพิจารณาเพื่อยุติสงคราม

ในเรื่องสถานะการเจรจา ลีวิตต์อ้างว่าประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงอยู่ระหว่างการ “หารืออย่างมีประสิทธิผล” กับอิหร่าน แม้ว่าทางเตหะรานจะมีแถลงการณ์ปฏิเสธแผนสันติภาพจากสหรัฐฯ ไปก่อนหน้านี้ก็ตาม

ส่วนรายงานเรื่องแผน 15 ข้อที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย ลีวิตต์กล่าวว่าเป็นข้อมูลที่ “เป็นการคาดเดา” แต่ก็มี “องค์ประกอบที่เป็นความจริงปนอยู่บ้าง” โดยเธอปฏิเสธที่จะลงลึกในรายละเอียดปลีกย่อย ว่าการพูดคุยคืบหน้าไปอย่างไรบ้าง

เรื่องราคาน้ำมัน ลีวิตต์ให้ความมั่นใจว่าทรัมป์กำลังพยายามรักษาให้ราคา “ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้” ในช่วงระหว่างสงคราม ท่ามกลางเสียงร้องเรียนจากผู้บริโภคในสหรัฐฯ เรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน โฆษกทำเนียบขาวปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการส่งทหารราบเข้าสู่อิหร่าน แต่เธอระบุว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องขออนุมัติอย่างเป็นทางการจากสภาคองเกรส หากจะดำเนินการดังกล่าว

เมื่อถูกนักข่าวถามว่า เราใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของสงครามมากเพียงใด ลีวิตต์ยังคงย้ำจุดยืนเดิมของทำเนียบขาวว่า สถานการณ์กำลังดำเนินไป “เร็วกว่ากำหนดการ” และกล่าวชื่นชมสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่าเป็นปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายหนึ่งตั้งคำถามว่า มีการกำหนดกรอบเวลาหรือไม่ว่าน้ำมันจะสามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรีเมื่อใด ซึ่ง น.ส.ลีวิตต์ ตอบว่า “ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจง” แต่รัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์กำลัง “พยายามดำเนินการ” เพื่อให้เกิดขึ้น “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

26 มี.ค. 2569 01:44 น.

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยืนยัน การทำสงครามกับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป แม้สหรัฐฯ จะบอกว่ากำลังเจรจากับอิหร่าน นอกจากนั้นอิสราเอลยังมุ่งขยายเขตกันชนในเลบานอนด้วย

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกมากล่าวว่า “ปฏิบัติการวงกว้างเพื่อต่อต้านอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีรายงานข่าวออกมาอย่างไรก็ตาม” ในขณะที่สหรัฐฯ ออกมาระบุว่ากำลังมีการเจรจากับอิหร่าน เพื่อหาทางยุติความขัดแย้ง

เนทันยาฮูยังพูดถึงปฏิบัติการทางทหารต่อต้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งมีอิทธิพลในเลบานอน โดยระบุว่า “การทำลายล้างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก” และว่า “เราตั้งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในเลบานอนอย่างถอนรากถอนโคน”

เนทันยาฮูบอกกับเหล่านายกเทศมนตรีและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจากชุมชนชายแดนทางเหนือของอิสราเอลด้วยว่า อิสราเอลกำลังขยายกำลังทางทหารในพื้นที่ที่เขาเรียกว่า “เขตกันชน” (Buffer zone) ในเลบานอนตอนใต้ โดยระบุว่าเขตนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลักดันกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ให้ออกห่างจากชายแดน และเพื่อปกป้องชุมชนชาวอิสราเอล

“เราได้สร้างเขตกันชนด้านความมั่นคงของจริง ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการรุกรานทางบกเข้าสู่ภูมิภาคกาลิลีและชายแดนทางเหนือของเรา” เขากล่าว “โดยเนื้อแท้แล้ว เรากำลังสร้างแนวเข็มขัดนิรภัยที่กว้างขึ้น”

เนทันยาฮูระบุอีกว่า อิสราเอลได้กำจัด “ภัยคุกคามจากขีปนาวุธส่วนใหญ่ของฮิซบอลเลาะห์ไปแล้ว” แต่ยอมรับว่า “ยังมีงานที่ต้องทำต่อ” และเสริมว่า กองทัพอิสราเอลได้ “ขจัด” ภัยคุกคามจากการบุกโจมตีทางบกของนักรบหน่วยรัดวาน (Radwan) ซึ่งเป็นหน่วยพิเศษของฮิซบอลเลาะห์ได้แล้ว

“เราได้กำจัดภัยคุกคามนั้นไปแล้ว” เนทันยาฮูกล่าว “มันไม่มีอยู่อีกต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn