กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

18 ก.พ. 2569 02:04 น.

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรืออีก 3 ลำในมหาสมุทรแปซิฟิกกับทะเลแคริบเบียน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ อ้างเป็นเรือของผู้ก่อการร้ายที่กำลังขนยาเสพติด

เมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้โจมตีเรือ 3 ลำซึ่งพวกเขากล่าวหาว่า กำลังลักลอบขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 11 ศพ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า ในบรรดา “ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด” เพศชายทั้ง 11 รายที่เสียชีวิตนั้น เป็นสมาชิกบนเรือลำแรก ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก 4 ราย สมาชิกเรือลำที่ 2 ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก 4 ราย และเป็นสมาชิกเรือลำที่ 3 ในทะเลแคริบเบียน 3 ราย

“ข่าวกรองยืนยันว่าเรือเหล่านี้กำลังสัญจรไปมาตามเส้นทางลักลอบขนยาเสพติดที่รู้จักกันดี และมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการลักลอบขนยาเสพติด” กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินการโจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อน โดยมีปฏิบัติการโจมตีแล้วมากกว่า 40 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130 ศพ

อย่างไรก็ตาม ความถี่ของการโจมตีลดลงอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่กองกำลังสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ของเวเนซเอลาถึงในกรุงการากัสเมื่อเดือนต้นมกราคม โดยสหรัฐฯ กล่าวหารัฐบาลมาดูโรว่า ร่วมมือกับแก๊งค้ายาเสพติด

ด้านพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ปฏิบัติการในภาพรวมมีเป้าหมายเพื่อกำจัด “ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติดออกจากซีกโลกของเรา” และคุ้มครองสหรัฐฯ จาก “ยาเสพติดที่กำลังฆ่าประชาชนของเรา”

แต่ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่าเรือที่ถูกโจมตีนั้นบรรทุกยาเสพติดอยู่

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางคนกล่าวด้วยว่า การโจมตีดังกล่าวอาจผิดกฎหมายและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นการมุ่งเป้าไปที่พลเรือนโดยไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทาริก เราะห์มาน สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ

ทาริก เราะห์มาน สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ

18 ก.พ. 2569 01:13 น.

ทาริก เราะห์มาน สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ

ทาริก เราะห์มาน สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศ หลังจากพรรคของเขาคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายทาริก เราะห์มาน หัวหน้าพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศแล้ว ในวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ นับตั้งแต่นักศึกษาลุกฮือโค่นอำนาจอดีตนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาซีนา เมื่อปี 2567

นายเราะห์มานวัย 60 ปี เป็นบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีคาเลดา เซีย และประธานาธิบดีเซียอูร์ เราะห์มาน ผู้ถูกลอบสังหาร โดยเขาเข้ารับตำแหน่งหลังจากพรรคของเขาคว้าชัยชนะการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างถล่มทลาย

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายเร่งด่วน ซึ่งรวมถึงการฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมือง การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการฟื้นฟูอุตสาหกรรมหลักของประเทศเช่น สิ่งทอ หลังจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการลุกฮือเมื่อปี 2567 จนทำให้ประเทศต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการมาตลอด

เพื่อเป็นการเปิดศักราชใหม่ของประเทศ พิธีสาบานตนกลางแจ้งถูกจัดขึ้นที่เซาท์พลาซา ของอาคารรัฐสภา แทนที่จะจัดที่บังกาบาบัน (Bangabhaban) ซึ่งเป็นทำเนียบประธานาธิบดี

นายโมฮัมเหม็ด ชาฮาบุดดิน ประธานาธิบดี เป็นประธานในพิธี โดยนายเราะห์มานและคณะรัฐมนตรีอีก 49 คน ได้สาบานตนรับตำแหน่งต่อหน้าบุคคลสำคัญทางการเมือง นักการทูต เจ้าหน้าที่พลเรือนและทหาร รวมถึงตัวแทนจากประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย และปากีสถาน

รัฐบาลชุดใหม่นี้ประกอบด้วยรัฐมนตรีทั้งระดับอาวุโสและรุ่นใหม่ เพื่อสะท้อนถึงความพยายามในการสร้างความสมดุลระหว่างประสบการณ์ทางการเมืองและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ กฎหมายและความสงบเรียบร้อย และการปฏิรูปธรรมาภิบาล

อามีร์ คาสรู มาห์มุด เชาว์ดรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และส่วน คาลิลูร์ เราะห์มาน ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติในรัฐบาลรักษาการ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

พรรค BNP ของนายเราะห์มานคว้าเสียงข้างมากได้ถึงสองในสาม กลับคืนสู่อำนาจหลังจากห่างหายไปเกือบสองทศวรรษ ส่วนพรรคอิสลามิสต์ “จามาต-เอ-อิสลามี” (Jamaat-e-Islami) ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่คำสั่งแบนในปี 2556 ถูกยกเลิกหลังรัฐบาลฮาซีนาถูกโค่นล้ม ได้เก้าอี้ในสภาถึง 68 ที่นั่ง

ส่วนพรรค “อวามี ลีก” (Awami League) ของชีค ฮาซีนา ถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งหลังจากถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งเพิกถอนการลงทะเบียน

พรรคจามาตฯ และพันธมิตร รวมถึง พรรคประชาชนแห่งชาติ (NCP) ซึ่งนำโดยนักกิจกรรมเยาวชนที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวที่โค่นล้มชีค ฮาซีนา จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

17 ก.พ. 2569 23:13 น.

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มการเจรจาทางอ้อมที่นครเจนีวา เพื่อหาทางออกเรื่องโครงการนิวเคลียร์แล้ว โดยโดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่า จะมีข้อตกลงเกิดขึ้นเพราะอิหร่านไม่อยากเผชิญผลที่ตามมา

เมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มการเจรจาทางอ้อมที่กรุงเจนีวาแล้ว เพื่อหาข้อยุติในกรณีพิพาทเรื่องโครงการนิวเคลียร์ซึ่งยืดเยื้อมานานแล้ว ในขณะที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาเตือนว่า ความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะโค่นล้มรัฐบาลของเขาจะประสบความล้มเหลว

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ ซึ่งเข้าร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีทางอากาศใส่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ส่งกองเรือรบไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเพื่อกดดันรัฐบาลอิหร่าน ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเปลี่ยนระบอบการปกครอง” ในอิหร่านอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้

ส่วนอิหร่านก็เพิ่งเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยช่องแคบดังกล่าวเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก และอิหร่านก็เคยขู่ว่าจะปิดเส้นทางเดินเรือนี้ หากสหรัฐฯ โจมตีพวกเขา

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส ซึ่งอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่มีความใกล้ชิดกับการเจรจา ระบุว่า นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ กับนายจาเรด คุชเนอร์ กำลังเข้าร่วมในการเจรจา ซึ่งมีโอมานเป็นคนกลาง ร่วมกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน

นายทรัมป์บอกกับสื่อก่อนหน้านี้ว่า เขาจะมีส่วนร่วม “โดยอ้อม” ในการเจรจาที่เจนีวา และเชื่อว่าเตหะรานต้องการทำข้อตกลง

“ผมไม่คิดว่าพวกเขาต้องการผลที่ตามมาจากการไม่ทำข้อตกลง” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันจันทร์ “เราอาจจะมีข้อตกลงได้ แทนที่จะต้องส่งเครื่องบิน B-2 ไปทำลายศักยภาพนิวเคลียร์ของพวกเขา และเราจำเป็นต้องส่งเครื่องบิน B-2 ไป”

แต่หลังจากที่การเจรจาเริ่มขึ้นไม่นาน สื่อของอิหร่านก็รายงานว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ประกาศกร้าวว่า วอชิงตันไม่สามารถขับไล่รัฐบาลของเขาได้ “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่ากองทัพของพวกเขาแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกบางครั้งก็อาจถูกตบหน้าแรงจนลุกไม่ขึ้น”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านบอกกับรอยเตอร์เมื่อวันอังคารว่า ความสำเร็จของการเจรจาที่เจนีวาขึ้นอยู่กับการที่สหรัฐฯ จะไม่ตั้งข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผล และความจริงจังในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออิหร่าน

อย่างไรก็ตาม วอชิงตันพยายามที่จะขยายขอบเขตของการเจรจาให้ครอบคลุมประเด็นที่ไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์ เช่น คลังขีปนาวุธของอิหร่าน ในขณะที่เตหะรานกล่าวว่ายินดีที่จะหารือเรื่องข้อจำกัดในโครงการนิวเคลียร์เท่านั้น และจะไม่ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง หรือหารือเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธ

เมื่อวันจันทร์ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงบูดาเปสต์ว่า เป็นเรื่องยากที่จะทำข้อตกลงกับอิหร่าน แต่สหรัฐฯ ยินดีที่จะพยายาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจสซี แจ็กสัน ตำนานนักสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 84 ปี

เจสซี แจ็กสัน ตำนานนักสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 84 ปี

17 ก.พ. 2569 22:19 น.

เจสซี แจ็กสัน ตำนานนักสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 84 ปี

สาธุคุณ เจสซี แจ็กสัน ผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งวิสัยทัศน์ทางศีลธรรมได้ปรับโฉมพรรคเดโมแครตและอเมริกาให้มีแนวคิดก้าวหน้ามากขึ้น ถึงแก่กรรมแล้วขณะมีอายุได้ 84 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สาธุคุณ เจสซี หลุยส์ แจ็กสัน ผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐอเมริกา และหนึ่งในกระบอกเสียงของคนผิวดำที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศ เสียชีวิตอย่างสงบแล้วเมื่อช่วงเช้าของวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ขณะมีอายุได้ 84 ปี

แจ็กสัน ซึ่งเป็นศาสนาจารย์นิกายแบปทิสต์ เป็นผู้นำการต่อสู้ด้านสิทธิพลเมืองมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 โดยเขาได้ร่วมเดินขบวนกับ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และช่วยระดมทุนเพื่อสนับสนุนอุดมการณ์ดังกล่าว

“พ่อของเราเป็นผู้นำที่รับใช้ผู้อื่น ไม่เพียงแค่กับครอบครัวของเรา แต่ยังรวมถึงผู้ถูกกดขี่ ผู้ไร้เสียง และผู้ถูกมองข้ามทั่วโลก” ครอบครัวของแจ็กสันระบุในแถลงการณ์ประกาศข่าวมรณกรรม

“ความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ของเขาในเรื่องความยุติธรรม ความเท่าเทียม และความรัก ได้ยกระดับจิตใจของผู้คนนับล้าน และเราขอให้พวกคุณช่วยกันรำลึกถึงเขาด้วยการต่อสู้เพื่อคุณค่าที่เขาได้ยึดมั่นในการดำเนินชีวิตต่อไป” แถลงการณ์ระบุ

ครอบครัวแจ็กสันไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตของเขา แต่สาธุคุณแจ็กสันเคยเปิดเผยเมื่อปี 2560 ว่าเขาป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาท

รายงานข่าวระบุว่า เขาเคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการของโรคอัมพาตเหนือแกนสมองชนิดลุกลาม (progressive supranuclear palsy) เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สาธุคุณแจ็กสัน เป็นนักพูดฝีปากกล้าและประสบความสำเร็จในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศมาแล้วมากมาย เขายังเป็นผู้ที่ช่วยขยายพื้นที่ให้กับชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันบนเวทีระดับชาติมานานกว่าหกทศวรรษด้วย

สาธุคุณแจ็กสันเคยเป็นคนผิวสีผู้โดดเด่นที่สุดที่ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการชิงตำแหน่งผู้แทนพรรคเดโมแครตทั้ง 2 ครั้งก็ตาม จนกระทั่งนาย บารัค โอบามา กลายเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของสหรัฐฯ ในปี 2552

สาธุคุณแจ็กสันต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติในสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน และอยู่ในเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง รวมถึงเหตุการณ์ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ถูกลอบสังหารที่เมืองเมมฟิสในปี 2511

อนึ่ง สาธุคุณแจ็กสัน เกิดเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2484 ที่เมืองกรีนวิลล์ รัฐเซาท์แคโรไลนา โดยใช้ชื่อเกิดว่า เจสซี หลุยส์ เบิร์นส์ เป็นบุตรของแม่วัยรุ่นกับอดีตนักมวยอาชีพผู้หนึ่งซึ่งไม่ได้สมรสกัน ก่อนที่ในเวลาต่อมา เขาจะเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของ ชาร์ลส์ แจ็กสัน พ่อเลี้ยงของเขา

แจ็กสันมีผลงานโดดเด่นในโรงเรียนมัธยมแบบแบ่งแยกเชื้อชาติที่เขาเรียนอยู่ และได้รับทุนการศึกษาสำหรับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ แต่ต่อมาได้ย้ายไปเรียนที่วิทยาลัยเกษตรและเทคนิคแห่งนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งเป็นสถาบันที่นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ และได้รับปริญญาด้านสังคมวิทยาที่นั่น

ในปี 2503 แจ็กสันได้เข้าร่วมการ “นั่งประท้วง” ครั้งแรกในเมืองกรีนวิลล์ และต่อมาได้เข้าร่วมการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิพลเมืองจากเซลมาไปยังมอนต์โกเมอรีในปี 2508 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ แกนนำนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองอเมริกันในขณะนั้นสังเกตเห็นเขา

ต่อมาแจ็กสันได้กลายเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและทูตในแนวหน้าของเหตุการณ์ระหว่างประเทศที่สำคัญหลายครั้ง รวมถึงเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญในการยุติการแบ่งแยกเชื้อชาติในแอฟริกาใต้ และในช่วงทศวรรษที่ 90 เขาได้ดำรงตำแหน่งทูตพิเศษประจำแอฟริกาภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี บิล คลินตัน

แจ็กสันยังเคยเดินทางไปยัง ซีเรีย อิรัก และเซอร์เบีย เพื่อทำภารกิจปล่อยตัวนักโทษชาวอเมริกัน

ในปี 2539 แจ็กสันก่อตั้งองค์กร Rainbow PUSH Coalition ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนผิวสี, คนผิวขาว, ชาวลาติน, ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย, ชนพื้นเมืองอเมริกัน และกลุ่ม LGBTQ โดยมุ่งเน้นเรื่องการสร้างความยุติธรรมทางสังคมและการเคลื่อนไหวทางการเมือง

“ธงชาติของเรามีสีแดง ขาว และน้ำเงิน แต่ชาติของเราคือสายรุ้ง—สีแดง, สีเหลือง, สีน้ำตาล, สีดำ และสีขาว—และเราทุกคนต่างมีค่าในสายตาของพระเจ้า” แจ็กสันเคยกล่าวไว้

หนึ่งในวลีที่เป็นเอกลักษณ์ของแจ็กสันคือ “จงรักษาความหวังให้คงอยู่ต่อไป” (Keep hope alive) เขากล่าววลีนี้ซ้ำบ่อยมากจนบางคนเริ่มนำไปล้อเลียน แต่สำหรับเขาความหมายของมันไม่เคยลดน้อยลงเลย เขาเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อความยุติธรรมทางสังคมตลอดสามยุคสมัย คือ ยุคจิมโครว์ (การแบ่งแยกสีผิว), ยุคสิทธิพลเมือง และยุคหลังสิทธิพลเมือง ที่มาถึงจุดสูงสุดด้วยการได้รับเลือกตั้งของโอบามา และขบวนการ Black Lives Matter

วิสัยทัศน์ของแจ็กสันได้ปรับโฉมพรรคเดโมแครตให้มีแนวคิดก้าวหน้ามากขึ้น เขาเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกที่ให้ความสำคัญกับเสียงของกลุ่มรักร่วมเพศในการหาเสียง และเขายังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะท้าทายการจัดลำดับความสำคัญของพรรคเดโมแครต ที่เคยมุ่งเน้นการหาเสียงจากคนผิวขาว, คนสายกลาง และชนชั้นกลางเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , cnn

ทรัมป์อ้าง “นายกฯ ทาคาอิจิ” ชนะถล่มทลาย เพราะผลพวงจากแรงหนุนของตน

ทรัมป์อ้าง "นายกฯ ทาคาอิจิ" ชนะถล่มทลาย เพราะผลพวงจากแรงหนุนของตน

17 ก.พ. 2569 17:08 น.

ทรัมป์อ้าง “นายกฯ ทาคาอิจิ” ชนะถล่มทลาย เพราะผลพวงจากแรงหนุนของตน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยรู้สึกเป็นเกียรติหลังพรรครัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” คว้าชัยเลือกตั้งครั้งใหญ่ เชื่อการประกาศสนับสนุนของตนมีส่วนช่วยผลักดันคะแนนเสียง เตรียมเปิดทำเนียบขาวต้อนรับมีนาคมนี้ ก่อนเดินสายเยือนปักกิ่งต่อ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยกล่าวชื่นชมนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นว่าเป็นผู้นำที่ “ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมระบุว่าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คว้าที่นั่งได้ถึง 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ถือเป็นสถิติคะแนนเสียงที่สูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์หลังสงครามของญี่ปุ่น

ทรัมป์ยังเผยด้วยว่า ทาคาอิจิได้ยกความดีความชอบให้กับการสนับสนุนจากเขาที่มีส่วนสำคัญต่อชัยชนะในครั้งนี้ โดยก่อนการเลือกตั้งเพียง 3 วัน ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียประกาศสนับสนุนทาคาอิจิและพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มตัว ซึ่งทางทาคาอิจิก็ได้โพสต์ตอบขอบคุณผ่านแพลตฟอร์ม X โดยยืนยันความพร้อมที่จะร่วมงานกับทรัมป์เพื่อสร้างความมั่งคั่งและสันติภาพระหว่างสองประเทศ

ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์มีกำหนดการต้อนรับทาคาอิจิที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ก่อนที่เขาจะเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนเมษายน เพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

นอกจากเรื่องญี่ปุ่นแล้ว ทรัมป์ยังได้ตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับจีนและกรณีการส่งอาวุธให้ไต้หวัน โดยระบุว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ สี จิ้นผิง และได้มีการหารือในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องการค้า ไต้หวัน และอิหร่าน ส่วนในประเด็นการส่งอาวุธให้ไต้หวันเพิ่มเติม ทรัมป์กล่าวเพียงว่า “กำลังคุยกับสี จิ้นผิงอยู่  และจะมีการตัดสินใจในเร็วๆ นี้”

อย่างไรก็ตาม ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนย้ำชัดว่า ประเด็นไต้หวันคือ “เส้นตาย” ที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดการเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยความระมัดระวัง หลังจากที่รัฐบาลทรัมป์เพิ่งอนุมัติมาตรการขายอาวุธชุดใหญ่ให้ไต้หวันไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จนสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับจีน.


ที่มา KYODO

“โธมัส พริตซ์เกอร์” ประธานเครือ รร. “ไฮแอท” ประกาศลาออก เซ่นปมพัวพัน “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

"โธมัส พริตซ์เกอร์" ประธานเครือ รร. "ไฮแอท" ประกาศลาออก เซ่นปมพัวพัน "เจฟฟรีย์ เอปสตีน"

17 ก.พ. 2569 16:09 น.

“โธมัส พริตซ์เกอร์” ประธานเครือ รร. “ไฮแอท” ประกาศลาออก เซ่นปมพัวพัน “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

มหาเศรษฐี “โธมัส พริตซ์เกอร์” ประกาศเกษียณตัวเองจากตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารเครือโรงแรมไฮแอท หลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารชุดใหม่ที่เผยให้เห็นสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” อาชญากรทางเพศชื่อดัง เจ้าตัวยอมรับ “ตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์” ที่ไม่ตัดความสัมพันธ์ให้เร็วกว่านี้

นายโธมัส พริตซ์เกอร์ มหาเศรษฐีผู้สืบทอดอาณาจักรโรงแรมระดับโลก ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานบริหารของ “ไฮแอท โฮเทลส์” เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ก.พ.) หลังจากชื่อของเขาปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับล่าสุดที่เผยแพร่โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งระบุถึงความเชื่อมโยงกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

นายพริตซ์เกอร์ระบุในแถลงการณ์ว่า เขาได้ใช้ “ดุลยพินิจที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง” ในการรักษาความสัมพันธ์กับเอปสตีน โดยเอกสารที่เพิ่งเปิดเผยแสดงให้เห็นว่า เขามีการติดต่อกับเอปสตีนอย่างสม่ำเสมอในช่วงหลายปีหลังจากที่เอปสตีนยอมรับสารภาพในคดีอาชญากรรมทางเพศเมื่อปี 2008

นายพริตซ์เกอร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานบริหารมาตั้งแต่ปี 2004 กล่าวว่าเขาตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งหลังการหารือกับคณะกรรมการบริษัท และจะไม่กลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

พริตซ์เกอร์ระบุว่า “หน้าที่และความรับผิดชอบของผมคือการเป็นผู้ดูแลที่ดี ซึ่งรวมถึงการดูแลให้เกิดการส่งต่อนำตำแหน่งที่เหมาะสม และการปกป้องแบรนด์ไฮแอท โดยเฉพาะในบริบทที่ผมมีความเกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน และ กิสเลน แมกซ์เวลล์ ซึ่งผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง” พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ สำหรับความล้มเหลวในการตัดขาดความสัมพันธ์กับคนทั้งคู่ให้เร็วกว่านี้

ทั้งนี้ กิสเลน แมกซ์เวลล์ ถูกตัดสินจำคุกในปี 2021 ฐานล่อลวงเด็กหญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาให้เอปสตีน ขณะที่เอปสตีนเองเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังในปี 2019 ขณะรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์ทางเพศ

คณะกรรมการของไฮแอทได้แต่งตั้งนายมาร์ค ฮอพลามาเซียน ประธานและซีอีโอคนปัจจุบัน ให้เข้ารับตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารต่อจากนายพริตซ์เกอร์ โดยนายฮอพลามาเซียนกล่าวว่า การตัดสินใจของพริตซ์เกอร์สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อบริษัทตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในจดหมายอย่างเป็นทางการถึงคณะกรรมการ นายพริตซ์เกอร์อ้างเพียงว่าเขาจะมีอายุครบ 76 ปีในปีนี้ และบริษัทมีความแข็งแกร่งและยั่งยืนเพียงพอที่จะเติบโตต่อไปได้ โดยไม่ได้ระบุถึงชื่อของเอปสตีนหรือแมกซ์เวลล์ไว้ในจดหมายฉบับดังกล่าว

การเปิดเผยเอกสารล่าสุดนี้ได้สร้างแรงกดดันต่อบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงการเมือง ธุรกิจ และวิชาการจำนวนมาก แม้ว่าการปรากฏชื่อในเอกสารจะไม่ได้หมายความว่ามีความผิดทางกฎหมายเสมอไปก็ตาม 

โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีผู้บริหารระดับสูงหลายรายที่ต้องก้าวลงจากตำแหน่ง เช่น แคธี รูมม์เลอร์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ Goldman Sachs ประกาศลาออกหลังพบอีเมลแสดงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเอปสตีน โดยเธอปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นกับการกระทำผิด รวมถึงนายแบรด คาร์ป ประธานบริษัทกฎหมาย Paul Weiss ประกาศลงจากตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ หลังพบอีเมลหารือเรื่องคดีของเอปสตีนเมื่อปี 2008

การลาออกของโธมัส พริตซ์เกอร์ ถือเป็นหนึ่งในกรณีที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจมากที่สุด เนื่องด้วยสถานะมหาเศรษฐีและบทบาทนำในหนึ่งในเครือโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก.

ที่มา BBC

พบนิ้วเท้าช้างโบราณ อาจยืนยันตำนาน “ฮันนิบาล” แม่ทัพแห่งคาร์เธจ นำช้างศึกข้ามเทือกเขาแอลป์

พบนิ้วเท้าช้างโบราณ อาจยืนยันตำนาน “ฮันนิบาล" แม่ทัพแห่งคาร์เธจ นำช้างศึกข้ามเทือกเขาแอลป์

17 ก.พ. 2569 15:11 น.

พบนิ้วเท้าช้างโบราณ อาจยืนยันตำนาน “ฮันนิบาล” แม่ทัพแห่งคาร์เธจ นำช้างศึกข้ามเทือกเขาแอลป์

นักโบราณคดีขุดพบกระดูกเท้าช้างในยุคเหล็กทางภาคใต้ของสเปน ซึ่งอาจเป็น “หลักฐานทางกายภาพ” ชิ้นแรกที่ยืนยันการมีอยู่จริงของกองทัพช้างศึกอันเกรียงไกรของ “ฮันนิบาล” แม่ทัพระดับตำนานแห่งคาร์เธจ ที่เคยนำทัพข้ามเทือกเขาแอลป์เพื่อบุกยุโรปหวังโค่นล้มจักรวรรดิโรมันเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน

การค้นพบชิ้นส่วนกระดูกเท้าช้างโดยทีมนักโบราณคดีในพื้นที่ภาคใต้ของสเปน กำลังกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่อาจยืนยันว่า กองทัพช้างศึกได้เคยยาตราทัพผ่านยุโรปโบราณจริง ซึ่งนักวิชาการระบุว่านี่อาจเป็นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชิ้นแรกที่เชื่อมโยงถึงกองทัพช้างของ “ฮันนิบาล” (Hannibal) แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรคาร์เธจ

แม้ว่าภาพวาดและบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการทำสงครามของฮันนิบาลกับโรมันจะระบุมานานว่ามีการใช้ช้างในการรบ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีหลักฐานทางกายภาพที่แข็งแรงพอจะสนับสนุนทฤษฎีนี้ จนกระทั่งมีการขุดพบซากกระดูกในแหล่งโบราณคดียุคเหล็ก ใกล้กับเมืองกอร์โดบา

คณะนักวิทยาศาสตร์ระบุในวารสาร Journal of Archaeological Science: Reports ว่า “หากไม่นับรวมงาช้าง การค้นพบซากโครงกระดูกช้างในบริบททางโบราณคดีของยุโรปนั้นถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง”

ฮันนิบาลได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการทหารที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุคคลาสสิก เขาผู้นำทัพจากคาร์เธจ (ปัจจุบันคือประเทศตูนีเซีย) เข้าสู่ยุโรปเพื่อชิงอำนาจเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเชื่อกันว่าในปี 218 ก่อนคริสตกาล เขาได้นำทหารและสัตว์ต่างๆ เดินทางผ่านสเปนและฝรั่งเศสเพื่อรุกรานอิตาลี โดยมีการนำช้างศึก 37 เชือกเดินทางข้ามเทือกเขาแอลป์ในช่วงสงครามพิวนิคครั้งที่สอง 

ซากกระดูกที่พบในสเปนครั้งนี้สันนิษฐานว่าเป็นของช้างที่ล้มลงก่อนที่จะเดินทางไปถึงเทือกเขาแอลป์ โดยทีมนักโบราณคดีที่นำโดยศาสตราจารย์ ราฟาเอล เอ็ม. มาร์ติเนซ ซานเชซ พบกระดูกชิ้นนี้อยู่ใต้กำแพงที่พังทลายในแหล่งโบราณคดีชื่อ Colina de los Quemados 

ทีมวิจัยได้ใช้เทคนิคการตรวจวัดอายุจากคาร์บอน เพื่อประเมินอายุของกระดูกรูปทรงลูกบาศก์ขนาด 10 เซนติเมตรชิ้นนี้ ซึ่งผลการตรวจทำให้เชื่อว่ามันมาจากยุคสงครามพิวนิคครั้งที่สองจริง นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบกระดูกกับช้างในยุคปัจจุบันและแมมมอธสเตปป์ (Steppe Mammoths) เพื่อระบุชนิดของสัตว์

ในการขุดค้นเมื่อปี 2020 ทีมงานยังพบอาวุธปืนใหญ่โบราณ เหรียญ และเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งเป็นเบาะแสสำคัญว่าพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นสมรภูมิรบมาก่อน “ในฐานะที่เป็นสัตว์ต่างถิ่นและเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สัตว์เหล่านี้น่าจะถูกขนส่งมาโดยเรือ” คณะวิจัยกล่าว พร้อมเสริมว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่กระดูกเหล่านี้จะถูกขนส่งมาในสภาพที่ตายแล้ว หรือถูกนำมาใช้เพื่อการตกแต่งหัตถกรรม เนื่องจากตัวกระดูกไม่มีความสวยงาม

แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะระบุสายพันธุ์ที่แน่ชัดของช้างเชือกนี้ แต่นักวิทยาศาสตร์สรุปในรายงานว่า “แม้กระดูกชิ้นนี้อาจไม่ได้เป็นตัวแทนของช้างศึกตัวที่เดินทางข้ามเทือกเขาแอลป์ แต่มันอาจเป็น “โบราณวัตถุชิ้นแรก” ที่เป็นตัวแทนของสัตว์ที่ถูกใช้ในสงครามพิวนิคเพื่อแย่งชิงอำนาจเหนือเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่านักวิชาการยุโรปยุคใหม่เสาะแสวงหามานาน”

ที่มา BBC

“จากนรกสู่การเยียวยา” จีเซล เปลิโกต์ เหยื่อข่มขืนหมู่ชาวฝรั่งเศสเผยชีวิตผ่านบันทึกความทรงจำ

"จากนรกสู่การเยียวยา" จีเซล เปลิโกต์ เหยื่อข่มขืนหมู่ชาวฝรั่งเศสเผยชีวิตผ่านบันทึกความทรงจำ

17 ก.พ. 2569 14:37 น.

“จากนรกสู่การเยียวยา” จีเซล เปลิโกต์ เหยื่อข่มขืนหมู่ชาวฝรั่งเศสเผยชีวิตผ่านบันทึกความทรงจำ

“จีเซล เปลิโกต์” หญิงแกร่งชาวฝรั่งเศสผู้ถูกอดีตสามีวางยาและเชื้อเชิญชายแปลกหน้ามาล่วงละเมิดทางเพศนับสิบปี เปิดตัวหนังสือบันทึกความทรงจำ “A Hymn to Life” บอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดที่ก้าวข้ามขีดจำกัดมนุษย์ เหตุผลที่ยอมเปิดเผยใบหน้าต่อสาธารณะ และการเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังผ่านพ้นนรกที่สามีแท้ๆ เป็นผู้หยิบยื่นให้

จีเซล เปลิโกต์ (Gisele Pelicot) สตรีผู้กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกในการต่อสู้กับความรุนแรงทางเพศ ได้เปิดตัวหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอในชื่อ “A Hymn to Life” (บทเพลงสรรเสริญชีวิต) เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ที่เธอต้องเผชิญจากการถูกสามีวางยาและปล่อยให้ชายแปลกหน้าหลายสิบคนรุมโทรมขณะที่เธอหมดสติ ซึ่งเป็นคดีความที่เขย่าขวัญคนทั่วโลกในปี 2024 และส่งผลให้ฝรั่งเศสต้องมีการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนครั้งใหญ่

เปลิโกต์ ในวัย 73 ปี เขียนอธิบายถึงการตัดสินใจสละสิทธิ์ในการปกปิดตัวตนว่า “หากฉันไม่เปิดเผยตัวตน ก็จะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาทำอะไรกับฉัน… และไม่มีใครนอกจากคนที่อยู่ในศาลที่จะได้เห็นหน้าค่าตาของคนเหล่านี้ เพื่อที่จะมองดูพวกเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า และตั้งคำถามว่าเราจะแยกแยะผู้ข่มขืนออกจากเพื่อนบ้านหรือเพื่อนร่วมงานได้อย่างไร”

ในบันทึกเล่มนี้ เธอเล่าถึงนาทีที่ได้รู้ความจริงจากตำรวจว่าสามีที่ครองคู่กันมานานแสนนานเป็นผู้วางยาและข่มขืนเธอมานานหลายปี ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ถามเธอว่าเธอและสามีเป็นพวก “สวิงเกอร์” (แลกเปลี่ยนคู่) หรือไม่ เมื่อเธอยืนยันว่าไม่ใช่ ตำรวจจึงแสดงภาพถ่ายที่เธอนอนหมดสติอยู่บนเตียงร่วมกับชายแปลกหน้าให้เธอเห็น

ข้อความในหนังสือระบุว่า “ตำรวจบอกตัวเลขออกมา… เขาบอกฉันว่ามีผู้ชาย 53 คนแวะเวียนมาที่บ้านเพื่อข่มขืนฉัน” เปลิโกต์บรรยายความรู้สึกสับสนในขณะนั้นว่า หลังจากรู้ความจริงเธอยังกลับบ้านไปตากผ้าให้สามีเหมือนปกติ “ฉันเป็นเหมือนสุนัขที่เฝ้ารอเจ้านายอยู่ตรงประตูรั้วสวน” นอกจากนี้ เธอยังเล่าถึงความยากลำบากในการบอกความจริงกับเพื่อนฝูงและลูกๆ โดยเฉพาะ “แคโรไลน์” ลูกสาวของเธอที่ต้องร่วมรับรู้ความจริงที่เหมือนกับ “การตกนรกและได้กลับมา” โดยในคดีนี้ นอกจาก โดมินิก เปลิโกต์ อดีตสามีแล้ว ยังมีชายอีก 50 คนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนจีเซล

แม้ตลอดการพิจารณาคดี จีเซลจะไม่เคยพูดคุยกับโดมินิกโดยตรง แต่ในหนังสือเธอระบุว่ามีแผนจะไปเยี่ยมเขาในเรือนจำเพื่อเค้นเอาคำตอบ “คุณเคยคิดไหมว่า ‘ฉันต้องหยุด’? คุณล่วงละเมิดลูกสาวของเราด้วยไหม? คุณรู้ไหมว่านรกที่เรากำลังอยู่นี้เป็นอย่างไร? … คุณเคยฆ่าคนไหม? … ฉันจะถามคำถามเหล่านี้ทั้งหมด ฉันต้องการคำตอบ และเขาติดค้างฉันมากพอที่จะต้องตอบ”

อย่างไรก็ตาม เปลิโกต์เผยว่าเธอได้รับพลังใจมหาศาลจากจดหมายนับพันฉบับที่ส่งมาจากผู้หญิงทั่วโลก และกลุ่มผู้หญิงที่มาเฝ้ารอให้กำลังใจหน้าศาลทุกวัน ซึ่งเธอเลือกอ่านจดหมายเหล่านั้นแทนการอ่านหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะช่วยให้เธอได้ยินเสียงของผู้หญิงด้วยกัน

ในช่วงท้ายของเล่ม เปลิโกต์ยังได้เปิดเผยข่าวดีว่าเธอได้พบรักครั้งใหม่กับชายที่รู้จักกันผ่านกลุ่มเพื่อน โดยในคืนที่พบเขาเธอเล่าว่า “รู้สึกหัวเบาไปด้วยความสุข”

“ฉันจำเป็นต้องรักอีกครั้ง ฉันไม่กลัวเลย… ฉันยังคงมีศรัทธาในผู้คน ครั้งหนึ่งนั่นเคยเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของฉัน แต่ตอนนี้มันคือจุดแข็ง และคือการแก้แค้นของฉัน” เปลิโกต์กล่าวทิ้งท้ายในบันทึกที่เปี่ยมไปด้วยพลัง.

ที่มา Reuters

นกบาดเจ็บเคาะกระจกหาหมอโรงพยาบาลด้วยตัวเอง (คลิป)

นกบาดเจ็บเคาะกระจกหาหมอโรงพยาบาลด้วยตัวเอง (คลิป)

17 ก.พ. 2569 14:15 น.

นกบาดเจ็บเคาะกระจกหาหมอโรงพยาบาลด้วยตัวเอง (คลิป)

กลายเป็นเรื่องฮือฮาในเยอรมนี เมื่อนกกาน้ำบาดเจ็บตัวหนึ่งตัดสินใจละทิ้งสัญชาตญาณความกลัวมนุษย์ บินไปจิกประตูห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในเมืองเบรเมินเพื่อขอความช่วยเหลือ หลังพบเบ็ดตกปลาขนาดใหญ่เกี่ยวคาจะงอยปาก เจ้าหน้าที่กู้ภัยเผย “มันคงสุดทางแล้วจริงๆ”

นกทะเลที่ได้รับบาดเจ็บตัวหนึ่งกลายเป็นที่สนใจไปทั่วโลก หลังมันพยายามหาทางรอดด้วยการใช้จะงอยปากจิกกระจกประตูห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนีอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งสัญญาณให้บุคลากรทางการแพทย์สังเกตเห็น จนนำไปสู่การประสานงานช่วยเหลือร่วมกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ทันเวลา

เหตุการณ์สุดแปลกนี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ.) ที่โรงพยาบาล Klinikum Links der Weser ในเมืองเบรเมิน ทางตอนเหนือของเยอรมนี โดยนกตัวดังกล่าวคือ “นกกาน้ำ” ซึ่งเป็นนกน้ำที่มีขนสีดำเงา จากการสังเกตของเจ้าหน้าที่พบว่ามันมีเบ็ดตกปลาแบบสามทาง ติดคาอยู่ที่บริเวณจะงอยปากของมัน

สำนักงานดับเพลิงเมืองเบรเมินระบุในแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และพนักงานดับเพลิงได้ร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจเฉพาะหน้าเพื่อช่วยเหลือนกตัวนี้ โดยสามารถถอดเบ็ดตกปลาออกได้สำเร็จและทำแผลให้จนเรียบร้อย ก่อนจะปล่อยมันคืนสู่ธรรมชาติในพื้นที่สวนของโรงพยาบาล

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า “โดยปกติแล้ว หากนกกาน้ำเข้าใกล้มนุษย์ นั่นหมายความว่ามันกำลังอยู่ในภาวะคับขันถึงขีดสุด จนยอมละทิ้งสัญชาตญาณความตื่นคนตามธรรมชาติไป” 

สำหรับนกกาน้ำ เป็นนกทะเลขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเด่นคือลำคอยาว หัวรูปทรงลิ่ม และมีจะงอยปากแหลมคมที่มีปลายโค้งงอ ซึ่งการมีเบ็ดตกปลาเกี่ยวคาอยู่ที่ปากนั้นถือเป็นอันตรายถึงชีวิตสำหรับพวกมัน เนื่องจากอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรง ความเจ็บปวดทรมาน และที่สำคัญที่สุดคือจะทำให้มันไม่สามารถหาอาหารได้จนอาจต้องอดตายในที่สุด.


ที่มา ABC News

จีนโชว์ล้ำ กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขโมยซีน งานกาล่าตรุษจีน 2026

จีนโชว์ล้ำ กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขโมยซีน งานกาล่าตรุษจีน 2026

17 ก.พ. 2569 12:18 น.

จีนโชว์ล้ำ กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขโมยซีน งานกาล่าตรุษจีน 2026

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ชั่วข้ามคืน เมื่อกองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อัจฉริยะก้าวขึ้นบนเวทีงานกาล่าเทศกาลฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ของจีน โชว์ทักษะทั้งศิลปะการต่อสู้ไปจนถึงงานบ้าน ตอกย้ำความสำเร็จของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และ AI ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในค่ำคืนเฉลิมฉลองการเข้าสู่ปีม้าอย่างยิ่งใหญ่

กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มนักแสดงที่สร้างความตื่นตาตื่นใจที่สุด ในงานกาล่าเทศกาลฤดูใบไม้ผลิประจำปี 2026 (Spring Festival Gala) ของประเทศจีน เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ก.พ.) โดยสร้างความตกตะลึงให้กับผู้ชมด้วยการนำเสนอที่แปลกใหม่และสมรรถภาพทางกายที่น่าทึ่ง

งานกาล่าครั้งนี้จัดโดย China Media Group (CMG) ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อฉายสปอตไลท์ไปที่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีล่าสุดของจีน โดยเฉพาะความสำเร็จในภาคส่วนหุ่นยนต์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งถูกนำมาสอดแทรกเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความบันเทิงตลอดหลายชั่วโมง

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ได้ร่วมแสดงในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการร่ายรำศิลปะการต่อสู้ การร่วมแสดงในบทตลก และการแสดงเชิงสร้างสรรค์อื่นๆ อีกมากมาย หนึ่งในฉากที่น่าจดจำที่สุดคือการที่กลุ่มหุ่นยนต์ร่วมแท็กทีมกับนักรบกังฟูรุ่นเยาว์ โชว์ทักษะการต่อสู้ที่ผ่านการจัดลำดับท่าทาง  อย่างแม่นยำและพร้อมเพรียง จนกลายเป็นโชว์ที่หยุดสายตาผู้ชมทั้งฮอลล์

นอกจากความแข็งแกร่งแล้ว หุ่นยนต์เหล่านี้ยังโชว์ความละเอียดอ่อนในทักษะชีวิตประจำวัน เช่น การพับเสื้อผ้า และการคลึงลูกวอลนัทบนฝ่ามือ ซึ่งเป็นท่าบริหารมือตามประเพณีจีนโบราณที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและความคล่องแคล่วของนิ้วมือ

มรดกทางวัฒนธรรมระดับโลกเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ หรือ วันตรุษจีน ถือเป็นวันหยุดประเพณีที่สำคัญที่สุดของชาวจีน และการรับชมงานกาล่าเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ชุนหวัน” (Chunwan) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองที่ได้รับความนิยมในครัวเรือนจีนหลายร้อยล้านแห่งทุกปี

นับตั้งแต่การออกอากาศครั้งแรกในปี 1983 งานกาล่านี้ได้รับการบันทึกโดย Guinness World Records ว่าเป็นรายการโทรทัศน์ประจำปีที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ เทศกาลฤดูใบไม้ผลิเองยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดยองค์การยูเนสโกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ที่ผ่านมา

สำหรับเทศกาลฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ตรงกับวันอังคารนี้ (17 ก.พ.) ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ “ปีมะเมีย” หรือ “ปีม้า” อย่างเป็นทางการ

บริษัทสตาร์ทอัพด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่กำลังมาแรง 4 แห่ง ได้แก่ ยูนิทรี โรโบติกส์, กัลบอต , โนเอทิกซ์ และ เมจิกแล็บ ได้นำผลิตภัณฑ์ของตนเข้าร่วมแสดงในงานนี้ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางวัฒนธรรมของจีนที่มีอิทธิพลเทียบเท่ากับการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ ของสหรัฐฯ 

จากข้อมูลของบริษัทวิจัยออมเดีย พบว่าจีนมีสัดส่วนการส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สูงถึงร้อยละ 90 ของจำนวนหุ่นยนต์ประมาณ 13,000 ตัวที่ส่งออกทั่วโลกในปีที่ผ่านมา ซึ่งทิ้งห่างคู่แข่งจากสหรัฐฯ รวมถึงหุ่นยนต์ออปติมัส ของเทสลา ขณะที่มอร์แกน สแตนลีย์คาดการณ์ว่ายอดขายหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 28,000 ตัวในปีนี้.