“คิม จองอึน” ได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดสมัยที่ 3 จับตาปรับทีมอำนาจ-แก้รธน.

“คิม จองอึน” ได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดสมัยที่ 3 จับตาปรับทีมอำนาจ-แก้รธน.

23 มี.ค. 2569 10:59 น.

“คิม จองอึน” ได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดสมัยที่ 3 จับตาปรับทีมอำนาจ-แก้รธน.

สภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือเลือก “คิม จองอึน” ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการรัฐต่อเป็นสมัยที่ 3 พร้อมปรับคณะผู้นำครั้งใหญ่ จับตาแก้รัฐธรรมนูญท่าทีต่อเกาหลีใต้

วันที่ 23 มีนาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้รับการแต่งตั้งกลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการรัฐอีกครั้ง ในการประชุมสมัยแรกของสภาประชาชนสูงสุด ชุดที่ 15 ภายหลังการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเมื่อเดือนก่อน

การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้นายคิมดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน นับตั้งแต่มีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการรัฐขึ้นในปี 2559  ซึ่งถือเป็นองค์กรกำหนดนโยบายสูงสุดของเกาหลีเหนือ

นายรี อิลฮวาน เลขาธิการพรรค กล่าวยกย่องผู้นำว่าความยิ่งใหญ่ของสหายคิม คือพลังแห่งชาติที่แข็งแกร่งที่สุดพร้อมระบุว่าประชาชนให้ความเคารพและศรัทธานายคิมอย่างสูง

ในการประชุมครั้งเดียวกัน โจ ยงวอน หนึ่งในผู้ใกล้ชิดนายคิม ได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมาธิการถาวรของสภาประชาชนสูงสุด ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายนิติบัญญัติ แทน ชเว รยงแฮ  นอกจากนี้ นายพัก แทซอง  ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ส่วนอดีตนายกรัฐมนตรี คิม ท็อกฮุน ถูกแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่ง ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่

ในด้านโครงสร้างอำนาจ โจ ยงวอน ยังได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานคณะกรรมการกิจการรัฐ ขณะที่ คิม โยจอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของผู้นำ ถูกปลดออกจากตำแหน่งกรรมการในคณะนี้

การประชุมยังหารือถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรการดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี และงบประมาณของรัฐประจำปี 2569 อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ส่วนประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด คือความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะปรับเปลี่ยนแนวทางความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังนายคิมเคยประกาศว่าทั้งสองเกาหลีเป็นรัฐศัตรูต่อกัน ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่า เกาหลีเหนืออาจยกเลิกหลักการ รวมชาติอย่างสันติ  ออกจากรัฐธรรมนูญ เพื่อสะท้อนท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีใต้ แม้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดผ่านสื่อทางการหรือไม่.

ที่มา Yonhap

อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้ออีกหลายสัปดาห์ รับระบบสกัดกั้นไม่สมบูรณ์ 100%

อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้ออีกหลายสัปดาห์ รับระบบสกัดกั้นไม่สมบูรณ์ 100%

23 มี.ค. 2569 09:35 น.

อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้ออีกหลายสัปดาห์ รับระบบสกัดกั้นไม่สมบูรณ์ 100%

โฆษกกองทัพอิสราเอลเผย การสู้รบกวาดล้างอิหร่านและฮิซบอลเลาะห์ยังดำเนินต่ออีกหลายสัปดาห์ ยอมรับสกัดขีปนาวุธได้ 90% เพราะระบบไม่ครอบคลุมทั้งหมด

วันที่ 23 มีนาคม 2569 พลจัตวา เอฟฟี เดฟริน โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอล (Israel Defense Forces-IDF) เปิดเผยว่า การสู้รบกับอิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน มีแนวโน้มยืดเยื้อออกไปอีกหลายสัปดาห์ พร้อมย้ำว่าในแต่ละวัน กองทัพกำลังบ่อนทำลายระบอบก่อการร้ายและเครือข่ายตัวแทนลงอย่างต่อเนื่อง และจะไม่ยอมให้เป็นภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอล ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงทวีความรุนแรง

โฆษกของ IDF กล่าวถึงประสิทธิภาพของระบบป้องกันทางอากาศว่า กองทัพอากาศสามารถสกัดกั้นการโจมตีได้ประมาณ 90% แต่ยอมรับว่าระบบป้องกันไม่สามารถปิดช่องโหว่ได้ทั้งหมด โดยความล้มเหลวในการสกัดกั้นในพื้นที่ดิโมนา และอารัด เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เขายังอธิบายว่า การป้องกันภัยทางอากาศในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นการต่อสู้ที่ซับซ้อน ซึ่งยังคงต้องรับมือกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายตรงข้าม 

อย่างไรก็ตาม การแถลงนี้สะท้อนว่า สถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยังไม่มีแนวโน้มยุติในเร็ววัน และอาจขยายระยะเวลาออกไปอีกหลายสัปดาห์ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง.

ที่มา BBC

อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ

อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ

23 มี.ค. 2569 05:25 น.

อิสราเอลเร่งตรวจสอบ อาจยิงพวกเดียวกันเอง จนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ

กองทัพอิสราเอลกำลังดำเนินการตรวจสอบ ว่าเหตุโจมตีพื้นที่ทางเหนือของประเทศจนมีพลเมืองเสียชีวิต 1 ศพ อาจเป็นผลจากการโจมตีพวกเดียวกันเอง ไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างที่เชื่อในตอนแรก

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางกองทัพกำลังดำเนินการตรวจสอบว่าเหตุพลเรือน 1 รายเสียชีวิตในชุมชนมิสกาฟ อัม (Misgav Am) ทางตอนเหนือของประเทศนั้น เกิดจากการยิงกันเองของฝ่ายเดียวกัน (Friendly Fire) หรือไม่

ก่อนหน้านี้ IDF และหน่วยกู้ชีพของอิสราเอลระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นฝีมือของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จะถือเป็นพลเรือนรายแรกที่ถูกสังหารโดยกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มสงครามกับอิหร่าน อย่างไรก็ตามยังไม่แน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้ IDF หันมาตรวจสอบว่าอาจเป็นการยิงกันเอง

“IDF กำลังดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต่อเหตุการณ์ยิงถล่มไปยังมิสกาฟ อัม เมื่อเช้านี้ ซึ่งส่งผลให้พลเรือนอิสราเอลเสียชีวิตหนึ่งราย โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการยิงที่มาจากทหารของ IDF เอง” แถลงการณ์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้ว่าฮาวายเผย น้ำท่วมหนักสุดรอบ 20 ปี เสียหายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ผู้ว่าฮาวายเผย น้ำท่วมหนักสุดรอบ 20 ปี เสียหายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

23 มี.ค. 2569 05:10 น.

ผู้ว่าฮาวายเผย น้ำท่วมหนักสุดรอบ 20 ปี เสียหายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ผู้ว่าการรัฐฮาวายระบุว่า เหตุน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 20 ปีซึ่งกำลังเกิดขึ้นในรัฐของเขา สร้างความเสียหายแล้วกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะมีฝนตกในบางพื้นที่ต่อไปอีกหลายวัน

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 นายจอช กรีน ผู้ว่าการรัฐฮาวายเปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า พายุตามฤดูกาลที่พัดถล่มหมู่เกาะแห่งนี้ สร้างความเสียหายไปแล้วประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากทำให้มีฝนตกหนักสูงถึง 50 นิ้วในบางพื้นที่ และก่อให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่หลายส่วนบนเกาะโออาฮู จนทำให้มีผู้ต้องอพยพหลายพันคนและติดค้างอีกจำนวนหนึ่ง

นายกรีนระบุว่า มีผู้ได้รับการช่วยเหลือแล้วกว่า 230 ราย และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

“มีค่ายพักแรมหลายแห่งที่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยเหลือ ผู้คนติดค้างเพราะน้ำท่วม” นายกรีนกล่าว “นอกจากนี้ หน่วยยามฝั่งยังได้เข้าช่วยผู้ประสบภัยหลายคนที่ลอยคออยู่บนซากปรักหักพังกลางมหาสมุทรอีกด้วย”

นายกรีนระบุเพิ่มเติมว่าทางทำเนียบขาวได้ติดต่อมายังสำนักงานของเขาแล้ว และกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ในกรุงวอชิงตันให้การ “สนับสนุนเป็นอย่างดี”

ทั้งนี้ นายกรีนกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า นี่เป็นเหตุน้ำท่วมรุนแรงที่สุดที่รัฐฮาวายเคยเผชิญนับตั้งแต่ปี 2567 อย่างไรก็ตาม วันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่เริ่มสามารถยกเลิกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน และคำสั่งอพยพในบางพื้นที่ของเกาะโออาฮูได้แล้ว แต่พื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของรัฐยังคงตกอยู่ในความเสี่ยง

กรมการขนส่งฮาวายโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า พื้นที่ส่วนหนึ่งของทางหลวงคูอิเฮลานี (Kuihelani Highway) บนเกาะเมาอิ (Maui) ถูกสั่งปิดชั่วคราวตลอดคืนที่ผ่านมาเนื่องจาก “กระแสน้ำไหลเชี่ยว” แต่ได้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งในวันอาทิตย์

นายกรีนกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินขอบเขตความเสียหายทั้งหมดได้ และเตือนให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่อง “ยังมีน้ำท่วมขังรุนแรงอยู่ในหลายพื้นที่ อย่าพยายามขับรถฝ่าบริเวณที่มีน้ำลึก” เขากล่าว

ผู้ว่าฯ รัฐฮาวายระบุอีกว่า ในเขตเมาอิ เคาน์ตี คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกเพิ่มอีก 8 ถึง 10 นิ้วในช่วงสองสามวันข้างหน้า พร้อมทั้งเตือนประชาชนไม่ให้นำเรือออกเดินทางระหว่างเกาะในขณะที่พายุกำลังเคลื่อนตัวผ่าน

ด้านกองกำลังพิทักษ์ชาติประจำรัฐฮาวายยังคงประจำการอยู่ที่เขื่อนวาเฮียวา (Wahiawa Dam) ที่มีอายุกว่า 120 ปี เพื่อเฝ้าระวังระดับน้ำ หลังจากที่เจ้าหน้าที่เกรงว่าน้ำอาจล้นตลิ่งจนต้องสั่งอพยพผู้อยู่อาศัยในละแวกใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำที่เขื่อนเริ่มคงที่แล้วตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

อนึ่ง รัฐฮาวายเผชิญกับพายุ “โคนา โลว์” (Kona Low) ลูกที่ 2 ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ

พายุโคนา โลว์ เป็นพายุตามฤดูกาลที่ก่อตัวขึ้นในช่วงฤดูหนาวทางตะวันตกของหมู่เกาะฮาวาย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ลมกระโชกแรง และหิมะตกบนยอดเขาสูง มักเกิดขึ้น 1-3 ครั้งต่อปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้

23 มี.ค. 2569 04:43 น.

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะส่งเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) ไปประจำการที่สนามบินต่างๆ ในวันจันทร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) เพื่อรับมือปัญหาเจ้าหน้าที่ขาดแคลน เนื่องจากไม่มีงบประมาณ

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) จะเริ่มเข้าประจำการในสนามบินในวันจันทร์นี้ เพื่อช่วยรับมือกับแถวรอคิวที่ยาวขึ้นเรื่อย ๆ บริเวณจุดตรวจความปลอดภัย อันเป็นผลจากภาวะขาดงบประมาณ จนไม่มีเงินจ่ายเงินเจ้าหน้าที่

ทางด้านสหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยด้านการขนส่ง (TSA) ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวนี้ โดยระบุว่าพนักงาน “ควรได้รับค่าจ้าง ไม่ใช่ถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ติดอาวุธที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมด้านนี้มาโดยเฉพาะ”

อนึ่ง ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นักเดินทางต้องเผชิญกับการเข้าแถวรอคิวตรวจความปลอดภัยนานหลายชั่วโมง เนื่องจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) อยู่ในสภาวะขาดงบประมาณมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากสภาคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณได้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ TSA ไม่ได้รับค่าจ้าง

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า: “ในวันจันทร์นี้ เจ้าหน้าที่ ICE จะเดินทางไปยังสนามบินต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ TSA ที่แสนวิเศษของเราซึ่งยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่”

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่เขาขู่ว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ ICE ไปประจำการในสนามบินต่างๆ เพื่อจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย โดยเฉพาะชาวโซมาเลีย หากพรรคเดโมแครตไม่ตกลงอนุมัติงบประมาณให้ DHS โดยทันที

ด้านนาย ทอม โฮแมน “ผู้คุมชายแดน” (Border Czar) ของนายทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ State of the Union ของช่อง CNN ว่า เจ้าหน้าที่ ICE จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตรวจค้นผู้โดยสาร แต่พวกเขาจะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ TSA สามารถไปทำหน้าที่ตรวจคัดกรองตามที่พวกเขาได้รับการฝึกฝนมาได้อย่างเต็มที่

โฮแมนเสนอแนะว่า เจ้าหน้าที่ ICE จะช่วยดูแลจุดเข้าและออก เพื่อให้ “เป็นการปลดภาระเจ้าหน้าที่ TSA ให้ไปทำหน้าที่ตรวจคัดกรองและช่วยลดแถวรอคิวเหล่านั้น” และเขายังคงทำงานร่วมกับ TSA และ ICE เพื่อเก็บรายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงจำนวนเจ้าหน้าที่ที่จะต้องใช้ แต่ยืนยันว่าแผนการนี้จะเสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ในวันจันทร์

ทั้งนี้ ภาวะชัตดาวน์บางส่วนของ DHS บีบให้เจ้าหน้าที่ TSA ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้รับค่าจ้างมานานกว่าหนึ่งเดือน ซึ่งนำไปสู่การขาดงานของเจ้าหน้าที่ที่พุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ ทางทำเนียบขาวยังระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ลาออกไปแล้วกว่า 400 ราย นับตั้งแต่การชัตดาวน์เริ่มขึ้น

“สมาชิก TSA ของเรามาทำงานทุกวันโดยไม่มีเช็คเงินเดือน เพราะพวกเขามีความเชื่อมั่นในภารกิจที่จะรักษาความปลอดภัยให้แก่สาธารณชนที่เดินทางโดยเครื่องบิน” เอเวอเรตต์ เคลลีย์ ประธานสหพันธ์พนักงานรัฐแห่งอเมริกา (AFGE) ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงาน TSA กล่าว

“พวกเขาควรได้รับค่าจ้าง ไม่ใช่ถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ติดอาวุธที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรม ซึ่งเคยแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถสร้างอันตรายได้เพียงใด” เคลลีย์ระบุในแถลงการณ์ โดยสื่อถึงการปราบปรามผู้อพยพในรัฐมินนิโซตา ซึ่งเจ้าหน้าที่ชายแดนสังหารชาวอเมริกาไป 2 ศพ จนทำให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรง

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว พรรคเดโมแครตได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปหน่วยงาน ICE โดยร้องขอให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) สั่งห้ามเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า ให้มีการระบุตัวตนของเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และเพิ่มความเข้มงวดในกฎระเบียบการขอหมายศาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีเตือน สงครามอิหร่านยิ่งยืดเยื้อ จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อปูติน

เซเลนสกีเตือน สงครามอิหร่านยิ่งยืดเยื้อ จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อปูติน

23 มี.ค. 2569 01:48 น.

เซเลนสกีเตือน สงครามอิหร่านยิ่งยืดเยื้อ จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อปูติน

ประธานาธิบดียูเครนออกมาแสดงความกังวลว่า สงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อจะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อรัสเซีย หลังการเจรจาต่างๆ เกี่ยวกับสงครามยูเครนถูกเลื่อนออกไปหมด และรัสเซียก็เริ่มการโจมตีรอบใหม่แล้ว

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนออกมากล่าวว่า เขามีสังหรณ์ไม่ดีเลยเกี่ยวกับผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่จะมีต่อประเทศของเขา ในขณะที่กองทัพรัสเซียเริ่มเปิดฉากบุกโจมตีในช่วงฤดูใบไม้ผลิแล้ว ในพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครน

“คุณจะเห็นว่าการประชุมทางการทูต หรือการประชุมไตรภาคีของเราถูกเลื่อนออกไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันมีสาเหตุเดียวเท่านั้น คือสงครามในอิหร่าน” เซเลนสกีให้สัมภาษณ์กับ BBC ในวันอาทิตย์

เขากล่าวเสริมว่า “ปูติน ต้องการให้สงครามยืดเยื้อ สำหรับปูตินแล้ว สงครามที่ยาวนานในอิหร่านคือผลกำไร” เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและการระงับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อน้ำมันดิบของรัสเซียบางส่วน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของรัสเซีย

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว รัสเซียกำลังเร่งการโจมตีพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครนมากขึ้น โดย โอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า “ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ผู้รุกรานชาวรัสเซียได้เพิ่มแรงกดดันในหลายภาคส่วนของพื้นที่แนวหน้า”

ทางด้าน สถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (ISW) ในกรุงวอชิงตัน ตั้งข้อสังเกตว่า “การบุกโจมตีในระดับกองพันครั้งนี้ มีขนาดใหญ่กว่าการรุกคืบด้วยยานยนต์ของรัสเซียเกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โป๊ปเลโอประณามสงครามตะวันออกกลาง คือ “ความอัปยศ” ของมนุษยชาติ

โป๊ปเลโอประณามสงครามตะวันออกกลาง คือ "ความอัปยศ" ของมนุษยชาติ

23 มี.ค. 2569 01:22 น.

โป๊ปเลโอประณามสงครามตะวันออกกลาง คือ “ความอัปยศ” ของมนุษยชาติ

โป๊ปเลโอทรงประณามสงครามในตะวันออกกลางว่าเป็นความอัปยศของมนุษยชาติ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการต่อสู้แล้วแก้ปัญหาด้วยการเจรจา

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงประณามสงครามในตะวันออกกลางว่าเป็น “ความอัปยศต่อมวลมนุษยชาติและเป็นเสียงร่ำไห้ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า” ในระหว่างการสวดภาวนาประจำสัปดาห์ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ในนครรัฐวาติกัน

ตามรายงานจาก Vatican News สื่อทางการของวาติกัน ระบุว่า โป๊ปเลโอทรงสนับสนุนให้ผู้ที่มารวมตัวกันร่วมกันสวดภาวนาเพื่อให้ “การสู้รบยุติลง” และให้หนทางแห่งสันติภาพที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเจรจาอย่างจริงใจและการเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคนได้เปิดออกเสียที

พระองค์ยังทรงแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงส่วนอื่นๆ ของโลก โดยตรัสว่า “เราไม่อาจนิ่งเฉยต่อความทุกข์ทรมานของผู้คนจำนวนมาก ที่ต้องตกเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์ของความขัดแย้งเหล่านี้ได้”

ทั้งนี้ พระดำรัสของโป๊ปเลโอมีขึ้นในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ และยอดผู้เสียชีวิตทั่วทั้งภูมิภาคยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมากกว่า 4,300 ศพแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลทำลาย สะพานหลักของเลบานอน สั่งรื้อบ้านติดชายแดน

อิสราเอลทำลาย สะพานหลักของเลบานอน สั่งรื้อบ้านติดชายแดน

23 มี.ค. 2569 00:19 น.

อิสราเอลทำลาย สะพานหลักของเลบานอน สั่งรื้อบ้านติดชายแดน

กองทัพอิสราเอลทำลายสะพานสายหลักที่เชื่อมโยงภาคใต้ของเลบานอนกับภูมิภาคอื่นๆ และกำลังเร่งรื้อบ้านของชาวเลบานอนบริเวณชายแดน อ้างเพื่อกำจัดภัยคุกคามต่อชุมชนต่างๆ ของอิสราเอล

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลโจมตีสะพานหลักที่เชื่อมต่อพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนกับส่วนอื่นๆ ของประเทศแล้ว หลังจากได้รับคำสั่งให้ทำลายจุดข้ามแม่น้ำลิตานี (Litani River) ทั้งหมด และให้ยกระดับการรื้อถอนบ้านเรือนบริเวณใกล้ชายแดนทางตอนใต้ของเลบานอนด้วย

การทำลายสะพานและบ้านเรือนในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนครั้งสำคัญ หลังจากเลบานอนถูกดึงเข้าสู่สงครามระดับภูมิภาคเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ยิงมิสไซล์เข้าไปในดินแดนของอิสราเอล เพื่อแสดงการสนับสนุนอิหร่าน ที่ถูกสหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีไปก่อนหน้านั้น

ตามปกติแล้ว กฎหมายระหว่างประเทศสั่งห้ามกองทัพโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ซึ่งหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของอิสราเอลในเลบานอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อำนาจสั่งอพยพผู้คนในเลบานอนเป็นวงกว้าง

การโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ได้ทำลายจุดข้ามบนทางหลวงเลียบชายฝั่งของเลบานอนซึ่งตัดผ่านพื้นที่เกษตรกรรม และถือเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักที่เชื่อมระหว่างภาคใต้และภาคกลางของเลบานอนจนแหลกละเอียด

ทั้งนี้ โฆษกกองทัพอิสราเอลได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า กองทัพจะดำเนินการโจมตีสะพานดังกล่าว

ด้านนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กองทัพได้รับคำสั่งให้ทำลายสะพานข้ามแม่น้ำลิตานีทุกแห่งที่ถูกใช้สำหรับ “กิจกรรมก่อการร้าย” เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์และอาวุธต่างๆ เคลื่อนย้ายลงมาทางใต้ได้

ก่อนหน้านี้ กองทัพอิสราเอลได้ทำลายสะพานในตอนใต้ของเลบานอนไปแล้ว 3 แห่งในช่วง 10 วันที่ผ่านมา

คัตซ์ยังระบุว่า กองทัพได้รับคำสั่งให้เร่งรัดการรื้อถอนบ้านเรือนของชาวเลบานอนใน “หมู่บ้านแนวหน้า” เพื่อกำจัดภัยคุกคามต่อชุมชนต่างๆ ของอิสราเอลด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน

ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน

22 มี.ค. 2569 23:00 น.

ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน

ประชาชนในหลายประเทศออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านการทำสงครามกับอิหร่านของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ซึ่งตอนนี้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประชาชนในหลายประเทศทั่วโลกที่ออกมาเดินขบวนเพื่อแสดงพลังประท้วงต่อต้านการทำสงครามกับอิหร่านของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ที่ดำเนินมานานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว และกำลังทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน และมีทีท่าว่าจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต

ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน ในกรุงเทลอาวิฟ ของอิสราเอล
ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน ในกรุงเทลอาวิฟ ของอิสราเอล

หนึ่งในผู้ที่ออกมาประท้วงคือชาวอิสราเอล โดยพวกเขาเดินขบวนในกรุงเทลอาวีฟ ผู้ประท้วงบางส่วนทาสีแดงลงบนฝ่ามือ ขณะที่คนอื่นๆ ชูป้ายข้อความมากมาย รวมถึงป้ายที่เขียนว่า “หยุดสงคราม” และ “ระงับการส่งอาวุธเดี๋ยวนี้” นอกจากนั้น ยังมีผู้ถือป้ายที่ทำเองพร้อมข้อความต่างๆ เช่น “สหรัฐฯ และอิสราเอล = กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย”

ที่สหราชอาณาจักร มีผู้ออกมาเดินขบวนประท้วงตามท้องถนนในกรุงลอนดอนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มี.ค.) พร้อมชูป้ายข้อความว่า “หยุดสงครามของทรัมป์” และ “หยุดทิ้งระเบิดอิหร่าน” โดยบางส่วนได้รวมตัวกันที่หน้าบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ซึ่งเป็นทำเนียบพักอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี

กลุ่มผู้ชุมนุมถือป้ายประท้วงที่หน้าฐานทัพอากาศ “แฟร์ฟอร์ด”ของอังกฤษ
กลุ่มผู้ชุมนุมถือป้ายประท้วงที่หน้าฐานทัพอากาศ “แฟร์ฟอร์ด”ของอังกฤษ

ส่วนที่ฐานทัพอากาศ “แฟร์ฟอร์ด” (Fairford) ในกลอสเตอร์เชอร์ ซึ่งเป็นฐานทัพที่เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ใช้งานด้วยนั้น กลุ่มผู้ประท้วงได้ถือโปสเตอร์ที่มีข้อความว่า “อย่าแตะต้องอิหร่าน”, “หยุดฆ่าคนได้แล้ว” และ “วันนี้คุณช่วยฆ่าเด็กไปกี่คนแล้ว?” มารวมตัวกันอยู่

ที่เยอรมนี มีฝูงชนจำนวนมากออกมาประท้วงในกรุงเบอร์ลินเมื่อวานนี้ ณ จุดรำลึกถึงเหยื่อผู้เสียชีวิตจากการโจมตีโรงเรียนประถมในอิหร่านในช่วงเริ่มสงคราม มีป้ายข้อความระบุว่า “เด็กหญิงตัวน้อย 168 คน ถูกสังหารโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล”

ผู้ประท้วงรายหนึ่งกล่าวว่า “พวกเขาไม่ได้เล่นตามกติกา เหมือนกับที่เคยทำในช่วงสงครามอิรัก สหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศมานานแล้ว และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสถานการณ์มีแต่จะแย่ลง ตัวอย่างล่าสุดเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านี่คือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างหน้าไม่อาย”

ผู้คนรวมตัวในกรุงมาดริดของสเปน เพื่อประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน
ผู้คนรวมตัวในกรุงมาดริดของสเปน เพื่อประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน

ที่สเปน มีผู้ประท้วงมารวมตัวกันในกรุงมาดริด โดยถือป้ายแบนเนอร์ที่มีข้อความว่า “ไม่เอาสงคราม” และ “สันติภาพ” โดยมีผู้คนจำนวนมากโบกธงปาเลสไตน์ร่วมด้วย

ขณะที่ในอินเดีย ก็มีชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ออกมาชุมนุมกันตามท้องถนนในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียบริหาร พร้อมถือภาพเหมือนของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับของอิหร่าน และต่างสวมชุดสีดำเพื่อเป็นการไว้อาลัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านลั่น จะทำลายโครงสร้างพื้นฐาน “อย่างไม่อาจฟื้นคืน” หากทรัมป์ทำตามคำขู่

อิหร่านลั่น จะทำลายโครงสร้างพื้นฐาน “อย่างไม่อาจฟื้นคืน” หากทรัมป์ทำตามคำขู่

22 มี.ค. 2569 22:17 น.

อิหร่านลั่น จะทำลายโครงสร้างพื้นฐาน “อย่างไม่อาจฟื้นคืน” หากทรัมป์ทำตามคำขู่

อิหร่านประกาศลั่น จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลางอย่างไม่อาจฟื้นคืน หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านตามคำขู่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยื่นคำขาดให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชม.

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่และสื่อของรัฐบาลอิหร่านออกมาประกาศกร้าวว่า อิหร่านจะดำเนินการตอบโต้ทั่วทั้งภูมิภาค หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน ตามที่ตัวเขาพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้

ความเคลื่อนไหวของอิหร่านเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มี.ค.) ทรัมป์ยื่นคำขาดว่า เขาจะสั่งให้กองทัพทิ้งระเบิดทำลายโรงไฟฟ้าของอิหร่าน หากช่องแคบฮอร์มุซไม่เปิดให้เรือขนส่งผ่านได้อย่างเต็มที่ภายใน 48 ชั่วโมง

แม้เมื่อวันศุกร์ (20 มี.ค.) ประธานาธิบดีทรัมป์จะบอกว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเริ่มลดระดับลงแล้ว แต่คำขู่ของเขาและการตอบโต้จากอิหร่านบ่งชี้ว่า สิ่งอำนวยความสะดวกภาคพลเรือนทั่วตะวันออกกลาง อาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมากขึ้นในสัปดาห์หน้า

นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ว่า โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานในตะวันออกกลางอาจถูก “ทำลายอย่างไม่อาจฟื้นคืนได้” หากโรงไฟฟ้าของอิหร่านตกเป็นเป้าหมาย

นายกาลิบาฟบอกอีกว่า โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคจะกลายเป็น “เป้าหมายที่ชอบธรรม” ทันทีหากฐานที่มั่นของอิหร่านถูกโจมตี และการตอบโต้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นเวลานาน

ด้านสำนักข่าว “เมห์ร” (Mehr) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน เผยแพร่แผนที่โรงไฟฟ้าในอ่าวเปอร์เซียพร้อมคำเตือนว่า “เตรียมบอกลาไฟฟ้าได้เลย” หากทรัมป์ทำตามคำขู่

“ในกรณีที่มีการโจมตีเพียงเล็กน้อยต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าของอิหร่าน ทั้งภูมิภาคจะตกอยู่ในความมืดมิด… โรงไฟฟ้าหลัก 70% ถึง 80% ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย… ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระยะการป้องปรามของอิหร่าน”

ทางด้านสำนักข่าว Nour news ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน ระบุว่าคำขู่ของทรัมป์ไม่ใช่การแสดงความแข็งแกร่ง แต่เป็นการเปิดเผยจุดอ่อนของสหรัฐฯ แม้จะมีการกล่าวอ้างเรื่องความเป็นอิสระทางพลังงานก็ตาม

Nour news เสริมอีกว่า “การยกระดับความรุนแรงใดๆ จะกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้แบบหลายชั้นจากอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่ทรัพย์สินในภูมิภาค และก่อให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง”

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกองทัพอิหร่านยังได้แสดงท่าทีท้าทายว่า “หลักการของกองทัพเราได้เปลี่ยนจาก ‘เชิงรับ’ เป็น ‘เชิงรุก’ แล้ว และกำลังจะมีเซอร์ไพรส์ใหม่ๆ ตามมา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn