สธ.ตั้งคณะทำงานศึกษาใช้ ‘กัญชา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/319587

สธ.ตั้งคณะทำงานศึกษาใช้ ‘กัญชา’

กัญชา,ทางการแพทย์,รักษามะเร็ง,นพโสภณ เมฆธน,ปิยะสกล สกลสัตยาทร,ตั้งคกกศึกษา,รมวสธ

รมว.สธ.ตั้งคณะทำงานศึกษา “กัญชา” ใช้ทางการแพทย์ เชื่อเมืองไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเรื่องนี้

 

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ว่า จะตั้งคณะทำงานอย่างเป็นทางการเพื่อศึกษาในเรื่องนี้ โดยจะดึงภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักวิชาการ ทั้งคณะวิจัยของมหาวิทยาลัยรังสิต รวมทั้ง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาช่วยทำในเรื่องนี้ ซึ่งประธานคณะทำงานฯ คาดว่าจะขอให้นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม(บอร์ดอภ.) เป็นประธาน

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องปรับเพื่อพิจารณาว่า สิ่งใดที่จะเกิดประโยชน์กับคนไทย กับทางการแพทย์ ซึ่งการวิจัยพัฒนาควรจะทำ เพราะศักยภาพเหมือนสมุนไพรทั่วไป แต่มีกฎหมายคุมไว้เพราะเป็นสารเสพติด การปรับกฎหมายก็เพื่อให้วิจัยพัฒนา และทดลองในคน นำไปสู่การสกัดมาใช้ทางการแพทย์ได้ เชื่อว่าไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเรื่องนี้”รมว.สธ.กล่าว

ด้าน นพ.โสภณ กล่าวว่า โลกตะวันตกมีการใช้สารสกัดของกัญชาทางการแพทย์ ใน 2 ประเด็น คือด้านการแพทย์ และด้านผ่อนคลาย แต่ประเทศไทยจะใช้เฉพาะด้านการแพทย์เป็นหลัก ซึ่งนักวิชาการต้องช่วยว่ามีข้อบ่งชี้ที่จะใช้กัญชาทางการแพทย์มากน้อยเพียงใด ในการวิจัยพัฒนาทางแพทย์แผนปัจจุบัน จะมุ่งไปที่การรักษาโรค เช่น การรักษาโรคลมชัก โดยเฉพาะในเด็ก ยาที่มีอยู่บางครั้งไม่สามารถคุมการชักได้ แต่กัญชามีบทบาทที่คุมได้ดี และโรคทางสมองอื่นๆ เช่น โรคพาร์กินสัน เมื่อได้ยาแผนปัจจุบันก็จะเกร็งจะแข็งไปหมด โรคมะเร็ง ว่าจะใช้กัญชามาช่วยอย่างไร ทั้งเรื่องลดการปวด ความอยากอาหาร และลดความเจ็บปวดแทนการใช้มอร์ฟีน ซึ่งก็จะมีการทำงานผ่านคณะทำงานวิชาการ

“กฎหมายยาเสพติดมี 5 ประเภท โดยประเภทที่ 2 สามารถนำมาทำเป็นยาได้ แต่ต้องมีข้อบ่งชี้ทางวิชาการ ปัจจุบันกัญชา อยู่ในประเภท 5 ที่ห้ามเด็ดขาด จึงไม่อาจนำมาศึกษวิจัยในคนได้ ที่อธิการบดีม.รังสิตเสนอปลดล็อกน่าจะเป็นประเด็นนี้ ซึ่งกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)พยายามปรับปรุงพรบ.ยาเสพติดอยู่ ให้เป็นประมวลกฎหมายยาเสพติด ก็จะแก้ในประเด็นนี้ หากจะวิจัยขณะนี้ทำได้เพียงปลูกและสกัดสารออกมาเพื่อทดลองในสัตว์ แต่ในคนยังไม่ได้”นพ.โสภณกล่าว

 

 

สธ.ตั้งคณะทำงานศึกษาใช้ 'กัญชา'

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อธก. ม.รังสิต เรียกร้องรัฐบาลใช้ม.44 หนุนกัญชารักษามะเร็ง

  อย. ชี้การนำ “กัญชา” มาใช้รักษาโรค ยังอยู่ระหว่างศึกษาวิจัย

อย. ชี้การนำ “กัญชา” มาใช้รักษาโรค ยังอยู่ระหว่างศึกษาวิจัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/319482

อย. ชี้การนำ “กัญชา” มาใช้รักษาโรค ยังอยู่ระหว่างศึกษาวิจัย

กัญชา,รองเลขาฯอย,รักษามะเร็ง,่ สหรัฐ

ชี้สหรัฐฯ ยังไม่รับรองการนำ “กัญชา” มาใช้รักษามะเร็ง เนื่องจากข้อมูลศึกษาวิจัยในคนยังไม่เพียงพอ

         จากกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการใช้กัญชารักษาโรคมะเร็ง อย. ขอชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่มียาจากกัญชาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยทางคลินิกในคน เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในการใช้รักษาโรคมะเร็ง

         เภสัชกรสมชาย ปรีชาทวีกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการใช้กัญชารักษาโรคมะเร็งนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ขอชี้แจงว่ากัญชาจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษในประเภท5ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะอนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ

          โดยในปัจจุบันยังไม่มียาจากกัญชาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยทางวิชาการในคนยืนยันว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้

          อย่างไรก็ตามอย. ได้ตระหนักถึงประโยชน์ของกัญชาและสารสกัดจากกัญชา ในการนำมาใช้ในการบำบัดรักษาทางการแพทย์ จึงได้เสนอให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522เปิดให้สามารถนำกัญชารวมถึงสารสกัดจากกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ตามคำสั่งของผู้ประกอบการวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบการวิชาชีพการแพทย์แผนไทยสาขาเวชกรรมไทย หรือผู้ประกอบการวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ซึ่งร่างประมวลกฎหมายนี้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบกับหลักการของร่างฯ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2559 ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

           ปัจจุบันมีการใช้กัญชาในทางการแพทย์ของต่างประเทศ โดยมีข้อบ่งใช้ของยา ได้แก่ บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากการใช้เคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยโรคเอดส์ รักษาภาวะปวดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง รักษาอาการปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็ง แต่ข้อมูลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการนำกัญชามาใช้ในการรักษาโรค

          ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย เช่น การศึกษาวิจัยในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่าง ๆ เป็นต้น และในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ก็ยังไม่มีการรับรองให้มีการนำพืชกัญชามาใช้ ในการรักษาโรคมะเร็ง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยทางคลินิกในคนเพียงพอ ที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัย

อธก. ม.รังสิต เรียกร้องรัฐบาลใช้ม.44 หนุนกัญชารักษามะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/319471

อธก. ม.รังสิต เรียกร้องรัฐบาลใช้ม.44 หนุนกัญชารักษามะเร็ง

ดรอาทิตย์ อุไรรัตน์,อะิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต,มาตารา44,พลอประยุทะ์  จันทร์โอชา,หนุนกัญชารักษามะเร็ง

อธิการบดี ม.รังสิต แถลงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง ที่สกัดจากกัญชา บรรเทาอาการแพ้คีโมบำบัดจากการรักษามะเร็งได้ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลใช้ม.44 หนุนกัญชารักษามะเร็ง

         ความคืบหน้าภายหลัง ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Arthit Ourairat” ว่า มีข้อความว่าคณบดีและคณาจารย์นักวิจัยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้นำยาสเปรย์ Cannabis กัญชา บรรเทารักษาอาการเจ็บปวดและอาเจียน จากการรักษาทางเคมีบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งได้สำเร็จแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างขอจดทะเบียน อย.ให้ใช้สำหรับผู้ป่วยได้ต่อไป

         สำหรับที่มาของงานวิจัยชิ้นนี้ คำนึงถึงประโยชน์ของผู้ป่วยมะเร็งเป็นหลัก ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถช่วยลดอาการปวดจากภาวะโรค และเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งได้เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์รูปแบบสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปาก สกัดจากพืชกัญชาที่จำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา

อธก. ม.รังสิต เรียกร้องรัฐบาลใช้ม.44 หนุนกัญชารักษามะเร็ง

         และผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ไม่มีใช้ภายในประเทศไทย เนื่องจากกัญชา จัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และไม่อนุญาตให้นำมาใช้ในทางการแพทย์ เบื้องต้นหวังผลเกี่ยวกับอาการปวดจากโรคมะเร็ง ซึ่งมีส่วนช่วยในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาแผนปัจจุบัน โดยมหาวิทยาลัยรังสิตจะจัดแถลงข่าวในเร็วๆนี้

         ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2561-มหาวิทยาลัยรังสิต แถลงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง ที่สกัดจากกัญชา เป็นสเปรย์พ่นที่ช่วยบรรเทาอาการแพ้คีโมบำบัดจากการรักษามะเร็ง

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สเปรย์สำหรับพ่นช่องปากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยคณะเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิต คิดค้นขึ้นมาด้วยการสกัดสารจากกัญชา เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ป่วยมะเร็งในการบรรเทาอาการแพ้เคมีบำบัด เบื้องต้นของการทดลองสเปรย์นี้ได้ผลในขั้นหลอดทดลอง โดยพบว่ากัญชามีสารช่วย ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และอาการปวดได้ และทีมวิจัยเตรียมที่จะพัฒนาไปทดลองในสัตว์และคน แต่ยังติดข้อกฎหมาย พระราชบัญญัติยาเสพติด เพราะกัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5

         นอกจากสเปรย์ชนิดพ่นบรรเท่าอาการแพ้เคมีบำบัด ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยรังสิต ยังพบว่าสารสกัดจากกัญชาสามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง ถุงน้ำดี และตับได้อย่างดี แต่การทดลองยังอยู่ในขั้นทดลองในหลอดทดลองเช่นกัน ส่วนกัญชาที่นำมาใช้ เป็นกัญชาของกลางที่ขออนุญาตจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่องานวิจัยเพราะไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้

อธก. ม.รังสิต เรียกร้องรัฐบาลใช้ม.44 หนุนกัญชารักษามะเร็ง

         ทีมวิจัย ได้เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติด เพื่อเอื้อประโยชน์ให้สามารถปลูกและใช้กัญชาในงานวิจัยทางการแพทย์ได้ เป็นกรณีพิเศษ ขณะนี้กระทรวงยุติธรรมอยู่ระหว่างเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา คาดว่าหากสามารถแก้ไขได้จะเป็นประโยชน์กับการพัฒนางานวิจัยให้สามารถทดลองใช้สารสกัดจากกัญชากับผู้ป่วยมะเร็งได้

         ทั้งนี้ อธิการบดี ม.รังสิต เรียกร้องรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ใช้ิำนาจตามม.44 หนุนกัญชารักษามะเร็ง

        ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ก “Arthit Ourairat”

วอนนายจ้าง ให้”ลูกจ้าง”กลับบ้านสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/319449

วอนนายจ้าง ให้”ลูกจ้าง”กลับบ้านสงกรานต์

กลับบ้าน,สงกรานต์,ขอนายจ้าง,ให้ลูกจ้างกลับบ้าน,ปลอดภัย

กสร.ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ขอความร่วมมือนายจ้าง ส่ง “ลูกจ้าง”กลับบ้าน เพื่อร่วมงาานเทศกาลสงกรานต์อย่างปลอดภัย

        4 เม.ย.2561-นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า ตามที่พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้เป็นประธานในการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อประสานความร่วมมือในการส่งพี่น้องแรงงานกลับบ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างปลอดภัยเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมานั้น ในส่วนของกสร.ได้จัดทำประกาศของความร่วมมือนายจ้างให้ลูกจ้างหยุดงานระหว่างวันที่ 12 ถึง 16 เมษายน 2561

        “เพื่อให้ลูกจ้างสามารถวางแผนเดินทางกลับภูมิลำเนาและร่วมกิจกรรมประเพณีสงกรานต์ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย นอกจากนี้ได้ส่งเจ้าหน้าลงพื้นที่เพื่อขอความร่วมมือนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับลูกจ้าง พนักงานเช่น การจัดรถรับ – ส่งไปยังสถานีขนส่งหรือสถานีรถไฟ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทาง เป็นต้น รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ลูกจ้าง พนักงาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเดินทางโดยเฉพาะ การเตรียมเอกสารที่ต้องจำเป็นต้องใช้กรณีที่เป็นลูกจ้างต่างด้าวรวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับวินัยจราจร แก่ลูกจ้าง พนักงานด้วย”อธิบดีกสร.กล่าว

        อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกิจการประเภทขนส่งขอให้ปฏิบัติและกำกับดูแลให้ลูกจ้างปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งในเรื่องของการกำหนดชั่วโมงทำงานของลูกจ้าง การกำหนดเวลาพักและการทำงานล่วงเวลา

       “สำหรับลูกจ้างที่จะเดินทางขอให้เตรียมตัวทั้งในเรื่องการพักผ่อน การไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และวางแผนการเดินเพื่อให้สามารถเดินทางด้วยความปลอดภัย และกลับมาทำงานได้ตามกำหนด ไม่ขาดงานโดยไม่จำเป็นซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้ถูกลงโทษทางวินัยได้”อธิบดีกสร. กล่าวในที่สุด

ม.เกษตร เปิดแล้ว!! หลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/319417

ม.เกษตร เปิดแล้ว!! หลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดิน

ศาสตร์แห่งแผ่นดิน

ม.เกษตร เปิดแล้ว!! หลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning)

            ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดเผยว่าขณะนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พัฒนาหลักสูตรที่บูรณาการข้ามศาสตร์ หรือหลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะเปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นแรกในเดือกพฤษภาคม 2561 นี้ โดยมีจุดเด่นคือ เป็นบูรณาการข้ามคณะ สาขา และ ศาสตร์ต่างๆ
เป็นหลักสูตรที่ สามารถ เรียนรู้ได้ทั้ง นิสิต จบ ม 6 ผู้ที่กำลังเรียน ปริญญา คนในวัยทำงาน และผู้สูงวัย ในการเรียนเป็นชุดวิชา. (Module) เน้นการเรียนรู้นอกห้องเรียน รู้จัก ฝึกจริง ทำจริง ใช้ จริง ขายจริง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้. ทั้ง active learning project base learning digital base leaning. Work integrated base learning เป็นสำคัญ
นอกจากนี้เป็น หลักสูตรที่เป็นบัณฑิต สั่งตัด. (tailor made student) ผู้เรียนสามารถ วางแผนการเรียนได้ด้วยตนเอง ตามความต้องการ ความชอบ และสามารถใช้งานได้จริง
เป็นการสร้างคนไทยแบบใหม่ให้ ก้าวทันเทคโนโลยี คิดเก่ง ทำเก่ง สร้างสรรค์ โดยหลักสูตรดังกล่าวจะเริ่มเปิดสอนในเดือน พฤษภาคม 2561 นี้  ถือเป็นโฉมใหม่ของ มก ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ของประเทศ และของโลก #หลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน #เริ่มดำเนินการเต็มรูปแบบทั้งแบบ degree และ non degree. ตั้งแต่ พค 61 เป็นต้นไป

มจพ.รับป.โท-เอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/319414

มจพ.รับป.โท-เอก

มจพ,รับปโท-เอก,บัณฑิตวิทยาลัย,ภาคเรียนที่12561,สอบคัดเลือก,รับถึง 30เมยนี้

บัณฑิตวิทยาลัย มจพ.รับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษารับป.โท-เอก ภาคเรียนที่1/2561 ถึง30 เม.ย.นี้

          บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) รับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ ระดับปริญญาโท – เอก ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2561 เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2560

มจพ.รับป.โท-เอก

          ดังรายละเอียดต่อไปนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์พลังงานและสิ่งแวดล้อม คณะบริหารธุรกิจ คณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ การรับสมัคร สมัครได้เพียง 1 สาขาวิชาเท่านั้น

          ผู้สมัครสามารถดําเนินการได้ ดังนี้ สมัครออนไลน์ได้ที่ http://grad.admission.kmutnb.ac.th และสมัครด้วยตนเองที่บัณฑิตวิทยาลัย ชั้น 12 อาคารนวมินทรราชินี มจพ.

มจพ.รับป.โท-เอก

          สอบถามได้ที่ บัณฑิตวิทยาลัย โทร. 02-555-2000 ต่อ 2428 หรือ http://www.facebook.com/grad.kmutnb/

อะไรกันละหว่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/319377

อะไรกันละหว่า?

ดรสุเมธ ตันติเวชกุล,อะไรกันละหว่า,คุณเขมนิจ จามิกรณ์ แพนเค้ก,เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา,งานสัปดาห์หนังสือฯ,คุณทรงยศ สามกษัตริย์

อะไรกันละหว่า? เสี้ยวชีวิตที่ยังเป็นปริศนา ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล…ติดตามกับ”คมชัดลึกออนไลน์”

         เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย คุณทรงยศ สามกษัตริย์ กรรมการผู้จัดการจัดงานเสวนาเปิดตัวหนังสือ “อะไรกันละหว่า? เสี้ยวชีวิตที่ยังเป็นปริศนา ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ขึ้น ณ เวทีเอเทรียม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 46 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 16

         ภายในงาน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าว ได้พูดเกี่ยวกับผลงานหนังสือเล่มใหม่ โดยมี คุณเขมนิจ จามิกรณ์ (แพนเค้ก) นักแสดงชื่อดัง เป็นผู้ดำเนินรายการ ภายในงานมีผู้มาร่วมแสดงความยินดี เช่น รศ.จินตนา บุญบงการ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี และ ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี กริม เป็นต้น

       พ็อคเก็ตบุ๊คเล่มนี้ ดร.สุเมธ เล่าเรื่องแนวอินวิสสิเบิล สิ่งที่มองไม่เห็น วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้แต่ทุกเรื่องเป็นปรากฎการณ์จริง โดยเล่าแบบสบายๆ เป็นกันเอง

อะไรกันละหว่า? 

       ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ว่า “ก่อนอื่นผมขอเล่าถึงประวัติของตัวผมเองก่อน ผมเป็นคนจังหวัดเพชรบุรี ตอนเล็กๆ ทวดของผมจะให้ผมตักบาตรทุกเช้า มีพระมารับบาตรที่บ้านนับร้อยรูป การใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก นอกจากจะก่อให้เกิดความเรียบง่ายในครอบครัวแล้ว ยังนำคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่าด้วยเรื่องของเหตุและผล ได้ถูกบรรจุเข้ามาในชีวิตของผมตั้งแต่เด็ก ไปด้วย”

       “แม้จะมีหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเป็นหลักยึด กอปรกับการศึกษาทางวิทยาการสมัยใหม่ที่ ร่ำเรียนมาทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ผมก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เราเรียกว่าสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น บางครั้งก็เป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้

อะไรกันละหว่า? 

       จนเกิดคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “นี่มัน…อะไรกัน?” แต่ในฐานะที่เป็นชาวพุทธ ผมก็พยายามหาเหตุผลเพราะพระพุทธองค์ท่านสอนไม่ให้เชื่องมงาย เรื่องราวที่ผมเล่าในหนังสือเล่มนี้ แม้จะไม่ได้ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหลัง แต่ผมเชื่อว่าผู้อ่านจะได้อรรถรสจากการอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างแน่นอน”

       เริ่มที่เรื่องของการโดนผีอำ สมัยเด็กที่เรียนอยู่ต่างประเทศ “ผีอำเกิดขึ้นกับผมตอนกำลังนอน รู้สึกเหมือนมีคนหรืออะไรสักอย่างมานั่งทับบนตัว จึงตื่นขึ้น ตอนนั้นแน่ใจว่าตื่น มีสติ จึงเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเงาดำทะมึนเป็นรูปคนนั่งคร่อมเราอยู่ ผมเองพยายามจะดิ้น แต่ก็ดิ้นไม่ออก จึงค่อยๆ ขยับมือออกมาจากผ้าห่ม ตั้งใจเหวี่ยงกำปั้นเต็มเหนี่ยวไปโดนเงาทะมึน แต่ปรากฎว่ากำปั้นที่เหวี่ยงไปนั้น วืดหมด ไม่โดนอะไรเลยนอกจากอากาศ เรื่องนี้ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลย แต่วันนี้ทุกท่านคงรู้กันหมดแล้ว”

อะไรกันละหว่า? 

       นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างเหตุการณ์ที่ผมรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดคือ ตอนที่ได้ไปดูนิทรรศการเครื่องมือแพทย์ซึ่งขณะนั้นคุณหมอได้เชิญผมตรวจ เมื่อไปตรวจดูผลคือ เส้นเลือดเส้นหนึ่งอุดตันไป 90% (สามารถ Drop Dead) ทีไหนก็ได้ จนแพทย์เอ่ยว่าเก็บมาขนาดนี้ได้อย่างไร พอถึงวันรักษาก็ไปเจออีกเส้นหนึ่งตันเท่าๆ กัน ถึงสองเส้น และจนถึงวันนี้หมอก็ยังถามหยอกเย้าอยู่ว่า “อยู่มาได้อย่างไรเนี่ย…?”

       ใน 19 ตอนของหนังสือเล่มนี้ มีเรื่องวัดญาณสังวร จ.ชลบุรี ที่เลื่องลือ “แรง” มากถึง 4 ตอน เช่น ขณะที่พวกเรานั่งสมาธิ ทำวัตรอยู่ในโบสถ์นั้น บางครั้งบางคราวโบสถ์เกิดการสั่นไหวเหมือนมีขบวนรถไฟวิ่งผ่านใต้โบสถ์ ทุกคนได้ยินกันหมด เป็นต้น

อะไรกันละหว่า? 

       จากเหตุการณ์ที่ ดร.สุเมธ ประสบมานั้น ทำให้เกิดความเชื่อว่า เป็นผลมาจากการทำกุศลมามาก จึงทำให้รอดพ้นจากอันตรายต่างๆ มาได้ตลอด จึงขอฝากกับผู้อ่านว่า “อย่านึกว่าบุญกุศลไม่มีผลอะไร” เพราะเวลาเราทุกข์หรือประสบเคราะห์กรรม หรือต้องเจออะไรไม่ได้ บุญกุศลที่เคยสร้างไว้จะช่วยให้มีสิ่งที่ดีงามมาช่วยให้เราหลุดพ้นจากวิกฤติต่างๆ เหล่านั้นได้

อะไรกันละหว่า? 

       สำหรับ คุณเขมนิจ จามิกรณ์ (แพนเค้ก) นักแสดงรางวัลพระราชทาน “บันเทิงเทิดธรรม” ผู้ดำเนินรายการ บอกว่า “เป็นเกียรติและโชคดีมากๆ วันนี้แพนได้มีโอกาสพูดคุยสัมภาษณ์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล แบบใกล้ๆ ครั้งแรก ในงานเปิดตัวหนังสือ อะไรกันละหว่า? เสี้ยวชีวิตที่ยังเป็นปริศนา ของท่านหลากหลายเรื่องราวที่เรามองไม่เห็น พิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็มีคำตอบในตัวของมัน ผ่านประสบการณ์ ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ซึ่งสนุก ตื่นเต้น ประทับใจมากๆ อ่านเพลิน แล้วได้ข้อคิดดีๆมากมาย เข้าใจง่าย ฝึกใจและสติได้ดีทีเดียวค่ะ”

อะไรกันละหว่า? 

       พบกับหนังสือ “อะไรกันละหว่า? เสี้ยวชีวิตที่ยังเป็นปริศนา ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ได้ที่บูธศูนย์หนังสือจุฬาฯ บูธ P25 โซน C1ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 46 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 16 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ทุกสาขา ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดโทร. 0-2255-4433 และ http://www.chulabook.com

หัวใจหยุดเต้น เฉียบพลัน!! 1ชม.6 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/319271

หัวใจหยุดเต้น เฉียบพลัน!! 1ชม.6 คน

หัวใจหยุดเต้น,เฉียบพลัน,รัชกาลที่10,จัดอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานอาสา,ตาย54000คน

“นพ.เจษฏา”เผยเฉลี่ย1ชม.คนไทยหัวใจหยุดเต้นเฉัยบพลัน 6 คน ตายปีละ54,000คน สธ.รุกจัดอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานอาสา เฉลืมพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่10

           เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2561 – ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี นายแพทย์เจษฎา  โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน สำหรับจิตอาสาและประชาชนทั่วไป เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 66 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เพื่อให้อาสาสมัครสาธารณสุข จิตอาสาและประชาชนที่เข้ารับการอบรมจำนวน 500 คน มีความรู้ที่ถูกต้อง สามารถนำความรู้ไปช่วยชีวิตผู้อื่นได้ เป็นการแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

 

 

หัวใจหยุดเต้น เฉียบพลัน!! 1ชม.6 คน

นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ต้องการให้ประชาชนมีความรู้การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานอย่างถูกวิธี รวดเร็ว ทันท่วงที เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน ซึ่งอาจเกิดได้กับทุกคน ทุกที่ และทุกเวลาในแต่ละปี มีคนไทยเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันกว่า54,000คน หรือเฉลี่ย1ชั่วโมง ๆ ละ6คน

 

 

หัวใจหยุดเต้น เฉียบพลัน!! 1ชม.6 คน

แต่ละนาทีที่ผ่านไปหลังจากหัวใจหยุดเต้น จะทำให้โอกาสการรอดชีวิตลดลงร้อยละ 7-10 แต่หากผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลือด้วยการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR)อย่างถูกต้อง และใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ(AED)ภายในระยะเวลา4นาที หลังจากหัวใจหยุดเต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้

 

 

หัวใจหยุดเต้น เฉียบพลัน!! 1ชม.6 คน

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำโครงการอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน สำหรับจิตอาสาและประชาชนทั่วไป เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 66 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จิตอาสา และประชาชนทั่วไป ที่จังหวัดสงขลา นนทบุรี และปัตตานี ในระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน 2561

ย้ำต่างด้าวลงทะเบียนออนไลน์ขออนุญาตทำงานภายใน30มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/319219

ย้ำต่างด้าวลงทะเบียนออนไลน์ขออนุญาตทำงานภายใน30มิ.ย.นี้

่ แรงงานต่างด้าว,กรมการจดัหางาน,ลงทะเบียนออนไลน์,ต้องเสร็จภายใน 30 มิย2561,นายอนุรักษ์ ทศรัตน์

ก.แรงงาน ย้ำ ! แรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนทางออนไลน์ สามารถจัดทำทะเบียนและขออนุญาตทำงานได้ภายใน 30 มิ.ย. นี้

         เมื่อวันที่ 3 เมษยน 2561-นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่แรงงานต่างด้าวไม่สามารถลงทะเบียนดำเนินการที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จได้ทันเวลาว่า จากการดำเนินการที่ผ่านมากระทรวงแรงงานได้มีมาตรการเพื่อให้กระบวนการดำเนินการในศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ทันเวลา โดยมีการวางแผนการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้มีการปรับกระบวนการทำงานเป็น 3 ระยะคือ

 

ระยะแรก กำหนดให้แรงงานนำใบเสร็จรับเงินค่าตรวจสุขภาพและค่าประกันสุขภาพเป็นหลักฐานแทนใบรับรองแพทย์ เมื่อผลตรวจออกมาแล้วให้ใช้ใบรับรองแพทย์ ระยะที่ 2 ลดขั้นตอนโดยให้แรงงานตีวีซ่าและขออนุญาตทำงานก่อน แล้วจึงนัดไปจัดทำใบอนุญาตทำงาน (บัตรสีชมพู) ในภายหลัง รวมทั้งเพิ่มเวลาการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงในจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก

 

ระยะที่ 3 เพิ่มช่องทางโดยรับลงทะเบียนกลุ่มที่ยังตกค้างไม่สามารถดำเนินการภายในศูนย์ฯ ได้ทันเวลาที่กำหนดทางระบบออนไลน์เว็บไซต์กรมการจัดหางาน http://www.doe.go.th หรือทางเอกสารที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในส่วนภูมิภาค

 

 

ย้ำต่างด้าวลงทะเบียนออนไลน์ขออนุญาตทำงานภายใน30มิ.ย.นี้ 

นายอนุรักษ์   ทศรัตน์

ทั้งยังมีการออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ไปยังสถานประกอบการเพื่อรับลงทะเบียนออนไลน์ ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 เวลา 24.00 น. แล้วจึงมาจัดทำทะเบียนภายหลัง โดยกระทรวงแรงงานจะส่ง SMS กำหนดวัน เวลานัดหมายไปให้นายจ้างเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่างๆให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 มีผลการดำเนินงานคือ แรงงานต่างด้าวมาดำเนินการทั้งหมด จำนวน 1,320,035 คน คิดเป็นร้อยละ 96 คงเหลือที่ไม่มาดำเนินการเพียง 59,217 คน คิดเป็นร้อยละ 4 เท่านั้น และมีการลงทะเบียนทางออนไลน์ จำนวน 190,056 คน

 

ทั้งนี้ ผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนก็ไม่สามารถอยู่ต่อหรือทำงานต่อไปได้ แต่หากประสงค์จะทำงานต่อไปก็ต้องเดินทางกลับออกไปก่อนและกลับเข้ามาใหม่ตามระบบ MOU

 

อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานได้มีการประสานงานกับประเทศต้นทางเพื่อให้การนำเข้าแรงงานต่างด้าวตามระบบ MOU สามารถรองรับความต้องการแรงงานของนายจ้างและสถานประกอบการได้อย่างเพียงพอ โดยปรับลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่ายให้มีความเหมาะสม เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ประหยัด คุ้มค่า ซึ่งสามารถดำเนินการได้ 2 กรณีคือ 1. นายจ้างเป็นผู้ดำเนินการเอง 2. นายจ้างมอบอำนาจให้ ผู้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศดำเนินการ

 

โดยนายจ้างที่ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวทำงานแต่ยังไม่มีแรงงานต่างด้าว สามารถดำเนินการได้โดยยื่นคำร้องขอนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ในเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ การนำเข้าตามระบบ MOU เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายจะทำให้แรงงานได้รับความคุ้มครองและดูแลเหมือนเช่นคนไทย และเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล

“ไทย-สปป.ลาว”ร่วมจัดระบบแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/319187

“ไทย-สปป.ลาว”ร่วมจัดระบบแรงงาน

สปปลาว,รมวแรงงาน,เยือนไทย,บิ๊กอู่,นางเพชรรัตน์ สินอวย,โฆษกกระทรวงแรงงาน,ดรคำแพง ไซสมแพง,พลตออดุลย์ แสงสิงแก้ว

โฆษกแรงงาน เผย “บิ๊กอู่” เตรียมต้อนรับ รมว.แรงงานสปป.ลาว เยือนไทย 3-5 เม.ย.นี้ เพื่อกระชับความร่วมมือจัดระบบแรงงาน ทั้งเพิ่มทักษะ-สิทธิประโยชน์-กลับสงกรานต์

เมื่อวันที่ 3  เมษายน 2561-นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ดร.คำแพง ไซสมแพง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม แห่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และคณะ มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2561 เพื่อหารือข้อราชการกับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน

    โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า ประเด็นสำคัญที่จะเจรจาหารือในครั้งนี้ อาทิ สถานการณ์การปรับสถานภาพแรงงานลาวในประเทศไทย การจัดทำทะเบียนประวัติแรงงานสัญชาติลาว การอนุญาตให้แรงงานลาวเดินทางกลับช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 5 – 30 เม.ย.2561

       โดยกระทรวงแรงงานขอให้ฝั่งลาวยกเว้นค่าธรรมเนียมการเข้าประเทศ การเปิดศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้างจังหวัดมุกดาหาร เพื่อรองรับแรงงานลาวเข้ามาทำงานในประเทศไทยตามระบบ MOU รวมทั้งความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการฝึกทักษะฝีมือแรงงาน

      โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันแรงงานลาวที่ต้องดำเนินการจัดทำทะเบียนประวัติราว 21,000 คน ซึ่งการหารือของทั้งสองฝ่ายในครั้งนี้จะสามารถทำให้เกิดความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

        ในความร่วมมือสนับสนุนด้านเครื่องมือและเจ้าหน้าที่ตามจำนวนที่เหมาะสม เพื่อให้กระบวนการจัดทำทะเบียนประวัติแรงงานลาวทั้งหมดสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่กำหนดและแล้วเสร็จทันเวลาภายใน 30 มิถุนายน 2561 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชาวลาวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยให้ได้รับความคุ้มครอง

         “ตามหลักกฎหมายไทย สามารถเดินทางเข้าออกประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์และการถูกเอารัดเอาเปรียบต่างๆ ได้อีกด้วย”โฆษกกระทรวงแรงงาน  กล่าวในที่สุด