กรมอาเซียนมอบห้องสมุดโรงเรียนโป่งวังแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/316673

กรมอาเซียนมอบห้องสมุดโรงเรียนโป่งวังแดง

กรมอาเซียนมอบห้องสมุดโรงเรียนโป่งวังแดง หวังยกระดับศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับอาเซียนสำหรับชุมชน

               โรงเรียนบ้านโป่งวัวแดง โรงเรียนไกลปืนเที่ยงในชนบท จ.พิจิตร พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ-เวียดนาม-จีน โรงเรียนลำดับที่ 36 ที่ได้รับมอบห้องสมุดจากกรมอาเซียน โดยนายชัยศิริ อนะมาน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีมอบและเปิดห้องสมุด นายพยนต์ อัศวพิชยนต์ ปลัดจังหวัดพิจิตร,นายมงคล วิศิษฏ์สตัมภ์ รองอธิบดีกรมอาเซียน,นายสาโรช ยกให้ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 และนายสว่าง สิงหะคเชนทร์ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโป่งวัวแดง ร่วมพิธี
นายชัยศิริ อนะมานกล่าวว่า กรมอาเซียน ได้ดำเนินโครงการห้องสมุดอาเซียนเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนไปข้างหน้า สร้างความตะหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนในระดับเยาวชน เป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับอาเซียนสำหรับชุมชนในพื้นที่ รวมทั้งจะเป็นโรงเรียนต้นแบบให้โรงเรียนต่างๆในจังหวัด ได้พิจารณานำไปประยุกต์ให้เหมาะสมในพื้นที่ต่อไป โดยโครงการนี้ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 จนขณะนี้ได้มีการจัดสร้างและส่งมอบห้องสมุดอาเซียนให้แก่โรงเรียนต่างๆมาแล้ว 30 โรงเรียนทั่วประเทศ
ในปีนี้กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศจึงได้สานต่อโครงการของขวัญปีใหม่สำหรับประชาชนตามนโยบายรัฐบาล โดยจะจัดสร้างและมอบห้องสมุดอาเซียน เพื่อขยายโอกาสให้กับโรงเรียนที่ยังไม่ได้รับห้องสมุดอาเซียน จึงได้คัดเลือกโรงเรียนระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาที่มีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับอาเซียนจำนวน  14 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน ลำปาง แพร่ นครศรีธรรมราช พัทลุง พิจิตร กำแพงเพชร สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ระยอง และจันทบุรี รวมทั้งสิ้น 14 โรงเรียนทั่วประเทศ ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการสร้างเครือข่ายการตะหนักรู้และการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับอาเซียนอย่างเป็นระบบ และเสริมสร้างศักยภาพของโรงเรียนในการมีปฏิสัมพันธ์กับภาคส่วนต่างๆในกระบวนการขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนต่อไป
นายสว่าง สิงหะคเชนทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโป่งวัวแดงกล่าวว่าทางโรงเรียนขอขอบคุณกรมอาเซียนที่มองเห็นความสำคัญเพราะโรงเรียนเป็นโรงเรียนไกลปืนเที่ยงในชนบทห่างไกล มีระดับการศึกษาตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ม.3 พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ-เวียดนาม-จีน เผยทำมาตั้งแต่ปี 50 ดึงคู่สมรสชาวต่างชาติช่วยปูพื้นฐานก่อนดึงทุกภาคส่วนช่วยหนุน จ้างครูต่างประเทศอาทิ องค์การบริหาส่วนตำบลแหลมรัง ผู้ปกครองบางส่วนและรับครูอาสาทั่วโลกช่วยฟรีอีกทาง

ออเจ้ารู้ยัง !! เปลี่ยนรพ.ประกันสังคมได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/316644

ออเจ้ารู้ยัง !! เปลี่ยนรพ.ประกันสังคมได้

ประกันสังคม,เปลี่ยนโรงพยาลาล,ผู้ประกันตน,ออเจ้า,เลขาธิการประกันสังคม

ประกันตนสนใจเปลี่ยน รพ. ภายใน 31 มี.ค.นี้ เลขาธิการ สปส.แนะตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่ตัวเองสนใจเปลี่ยนได้ที่ http://www.sso.go.th หรือสายด่วน 1506 ให้บริการ 24 ชม.

          15 มีนาคม 2561- นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนสามารถขอเปลี่ยนสถานพยาบาลใหม่ ได้ทุกๆ ปีๆ ละ 1 ครั้ง โดยในปี 2561 นี้ ได้ เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนที่สนใจเปลี่ยนสถานพยาบาล ตั้งแต่มกราคมที่ผ่านมาจนถึง 31 มีนาคม 2561

สำหรับสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการประกันสังคมทั่วประเทศขณะนี้มีอยู่จำนวน 237 แห่ง แบ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล 159 แห่ง สถานพยาบาลเอกชน 78 แห่ง อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันกรณีที่ผู้ประกันตนไม่สามารถเลือกสถานพยาบาลที่ต้องการได้ เนื่องจากสถานพยาบาลบางแห่งรับผู้ประกันตนเต็มจำนวนศักยภาพแล้ว จึงขอให้ผู้ประกันตน ตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่ตนเองต้องการได้ที่ http://www.sso.go.th หรือที่สายด่วนประกันสังคม 1506 บริการตลอด 24 ชั่วโมง และรีบดำเนินการยื่นแบบเลือกสถานพยาบาล สปส. 9-02 ได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขาทุกแห่งทั่วประเทศ หรือยื่นแบบฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน http://www.sso.go.th ได้โดยด่วนจนถึง 31 มีนาคม 2561 นี้เท่านั้น

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า การใช้สิทธิการรักษาพยาบาลในระบบประกันสังคมนั้น ผู้ประกันตนมีสิทธิเข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ตนเองเลือกได้ไม่จำกัดจำนวนค่าใช้จ่าย และไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เข้ารับบริการจนสิ้นสุดการรักษา และมีสิทธิได้รับยาที่มีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าบัญชียาหลักแห่งชาติ รวมถึงการรักษาและยาที่มีราคาสูงตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

โดยเฉพาะการสั่งจ่ายยาที่ใช้สำหรับผู้ประกันตนจะต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานบัญชียาหลักแห่งชาติ และจะต้องจัดให้ผู้ประกันตนโดยไม่เรียกเก็บเงินเพิ่มแต่อย่างใด ทั้งนี้ ขอให้ผู้ประกันตนเชื่อมั่นในศักยภาพของสำนักงานประกันสังคมที่มุ่งมั่นพัฒนาปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของวิทยาการทางการแพทย์ รวมถึงต้องปฏิรูประบบให้บริการทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมมีคุณภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมของประเทศอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลได้ที่ http://www.sso.go.th หรือโทรสายด่วน 1506 ตลอด24 ชั่วโมง

14ปีบ้านพิราบขาว“เด็กไทย”ท่ามกลางไฟใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/316550

14ปีบ้านพิราบขาว“เด็กไทย”ท่ามกลางไฟใต้

14ปีบ้่านพิราบขาว,เด็ก-เยาวชน,นความไม่สงบชายแดนใต้,บาเรน-อับราน มอสู,รองประธานบ้านพิราบขาวเครือข่ายเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้,มัง-สาหะซูไลมัน,เด็กออกกลางครัน,ป2-3

14ปีบ้านพิราบขาว “เด็ก-เยาวชน”ลูกหลานไทย ในความไม่สงบชายแดนใต้ ยังน่าเป็นห่วงอนาคตเพราะยังมีเด็กเด็กป.2-ป.3 ออกจากร.ร. ติดตามชีวิตพวกเขากับ”คมชัดลึกออนไลน์ “

       *********************************

     “จาก 14 ปีที่ผ่านมา ถึง ณ วันนี้ เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบโดยเฉพาะต่อสถาบันครอบครัว เด็กและเยาวชน”

      คำบอกเล่าจาก บาเรน-อับราน มอสู รองประธานบ้านพิราบขาวเครือข่ายเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางพื้นที่ในจังหวัดสงขลา ทำงานขับเคลื่อนร่วมกับกลุ่มเด็กเปราะบางและเด็กนอกระบบเพื่อสร้างคุณค่า สอนจิตอาสาและปรับทัศนคติ

         โดยนำทรัพยากรในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้   เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้พวกเขา ร่วมกับผู้ใหญ่ในพื้นที่  และเป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายการขับเคลื่อนและดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนกลุ่มภาวะเปราะบาง ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

            อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจและย้ำให้ชัดก่อนว่า ปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดจำนวนเด็กนอกระบบเพิ่มมากขึ้น

           เพราะความทับซ้อนเชิงมิติของปัญหาเด็กเปราะบางในพื้นที่แห่งนี้ ประกอบไปด้วยหลากหลายเหตุผลเข้าด้วยกัน กล่าวคือ เด็กหลุดนอกระบบหนึ่งคนจะพกพาปัญหามากกว่าหนึ่งอย่างไปกับเขาด้วย เช่น ความยากจนหรือความรุนแรงในครอบครัว

            แต่ที่แตกต่างกว่าเด็กเปราะบางในพื้นที่อื่น คือ ระบบการศึกษาสามัญ ด้วยหลักศาสนาที่แตกต่างส่งผลให้พวกเขารู้สึกแปลกแยก ทั้งจากครอบครัวพวกเขาเองที่เน้นไปที่ระบบการศึกษาตามหลักศาสนาและจากภาครัฐเองที่เหมารวมให้เด็กที่เรียนโรงเรียนศาสนาเท่ากับเด็กนอกระบบ

             เส้นทางที่เด็กกลุ่มดังกล่าวจะเลือกเดินจึงเหลือไม่กี่ทาง บางคนต้องใช้แรงงานแลกเงินเพื่อปากท้องของตัวเองและครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก บ้างต้องละทิ้งบ้านเกิดไปเป็นแรงงานที่อื่นแทน ต้องใช้ชีวิตแบบวัฏจักรดังกล่าวไม่จบไม่สิ้น รุ่นต่อรุ่น จึงเป็นโจทย์ใหญ่สำคัญที่บ้านพิราบขาวต้องขับเคลื่อน และต้องไปให้ไกลกว่าการเยียวยาคือ การปลูกฝังและเปลี่ยนค่านิยมของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา

14ปีบ้านพิราบขาว“เด็กไทย"ท่ามกลางไฟใต้“บาเรน” อับราน  มอสู

            อย่างเช่น ชุมชนบ้านบางมะรวด อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ที่ครั้งหนึ่งเคยเผชิญกับปัญหาดังกล่าวอย่างรุนแรง แต่หลังจากได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุน โดยเฉพาะองค์ความรู้ต่างๆ จากบ้านพิราบขาว พวกเขาก็สามารถพัฒนาเป็นชุมชนเข้มแข็งจัดการกับปัญหาเด็กและเยาวชนด้วยตนเองได้ในที่สุด ด้วยแนวคิดที่ว่าการพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องของทุกคนในสังคม

        +ต้นสาย ปลายเหตุ

       จากโครงการการศึกษาสภาวการณ์และแนวทางการพัฒนาเด็กนอกระบบจาก 45 หมู่บ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และบางพื้นที่ในสงขลา ซึ่งเป็นโครงการที่บ้านพิราบขาวได้วิจัยร่วมกับสถาบันรามจิตติ และค้นพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีมิติความหลากหลายและการทับซ้อนกันของปัญหาสูง ส่งผลให้อำนาจทางการเมือง นโยบายและแนวทางของรัฐบางอย่างได้กลายเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่เข้าไปกดทับชุมชนอย่างไม่ได้ตั้งใจจนเกิดรอยร้าว

         จากความไม่มั่นคงที่ครอบงำหลายพื้นที่ เมื่อปากท้องเป็นเรื่องสำคัญแต่บ้านเกิดพวกเขาไม่สามารถทำมาหากินได้ หลายคนตัดสินใจมุ่งหน้าย้ายถิ่นฐานมองหาพื้นที่ใหม่เพื่อหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว บางคนจำต้องทิ้งครอบครัวย้ายไปทำงานในต่างประเทศหรือกรุงเทพฯ เพื่อเข้าสู่วงจรชีวิตมนุษย์แรงงานเหมือนคนเมืองทั่วไป

           ตามมาด้วยภาวะที่ครอบครัวส่วนใหญ่ขาดความพร้อมในการดูแลและส่งเสริมเด็กและเยาวชน ผู้ปกครองไม่เห็นถึงความจำเป็นของการศึกษาสามัญ เน้นการหารายได้มากกว่า ส่งผลให้เด็กบางคนต้องหลุดออกจากระบบกลางคัน และบางคนอาจหันไปหาเพื่อนที่ชื่อยาเสพติด โดยเฉพาะกระท่อมและสี่คูณร้อย

             “เด็กนอกระบบสำหรับบ้านพิราบขาวไม่ใช่แค่หลุดออกจากการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่มีความเปราะบางทางด้านสังคมรวมอยู่ด้วย เด็กที่ไม่ได้เรียน เด็กที่เรียนปอเนาะ เด็กที่เรียน กศน. หรือเด็กที่ไม่มีความพร้อมและไม่ได้รับโอกาสทางสังคม” อับรานกล่าว

          อับราน  เล่าต่อว่า เด็กแทบทุกช่วงอายุสามารถหลุดออกจากระบบการศึกษาได้ แต่ที่มากที่สุดคือช่วงประถมศึกษาปี 6 หรืออายุ 12 ปี ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างประถมและมัธยมพอดี และหากหลุดแล้วมีโอกาสน้อยมากที่พวกเขาจะได้กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง

           “ปัญหาของเด็กนอกระบบมีหลากหลายประเด็นและถูกสะสมกดทับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต้องแยกเป็นประเด็นๆ ไปถึงจะเห็นชัด การที่เด็กหลุดจากการศึกษา ส่วนหนึ่งมาจากความไม่สงบในพื้นที่ การไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

            อำนาจของสถาบันการเมืองยังส่งผลต่อเนื่องมายังสถาบันครอบครัวและขยับมาอีกขั้นคือศาสนา เกิดความหวาดระแวงทั้งชุมชนพุทธ จีน และมุสลิม ส่งผลให้ปัจจุบันคือ ต่างคนต่างอยู่ ต่างมองกันด้วยสายตาหวาดระแวงและไม่เป็นมิตร จนต้องสานความสัมพันธ์ร่วมกันใหม่อีกครั้ง” อับรานอธิบาย

             เช่นเดียวกับที่ชุมชนบ้านบางมะรวด อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี หนึ่งในพื้นที่ที่บ้านพิราบขาวเข้ามาทำวิจัยและดูแล

14ปีบ้านพิราบขาว“เด็กไทย"ท่ามกลางไฟใต้

“มัง” สาหะซูไลมัน  อันอดับ

           มัง-สาหะซูไลมัน อันอตับ  ประธานพิราบขาวจูเนียร์และประธานกลุ่มบ้านรักษ์กะลา ชุมชนบ้านบางมะรวด อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เล่าให้ฟังถึงบริบทชุมชนที่นี่ว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างและทำประมงกันเป็นหลัก ความยากจนสูงส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่จน  ทำให้เด็กต้องหลุดออกจากนอกระบบการศึกษา

           “เด็กบางคนหลุดตั้งแต่ ป. 2-3 ก็มี และเมื่อหลุดออกนอกระบบแล้ว หนทางจะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาสามัญแทบจะเป็นไปได้น้อยมาก ส่งผลให้พวกเขาจำเป็นต้องประกอบอาชีพแรงงานพื้นฐานทั่วไป วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จากรุ่นสู่รุ่น” สาหะซูไลมัน ฉายภาพ

          อย่างไรก็ตาม สาหะซูไลมันชี้ว่า บริบทรูปแบบนี้ไม่ได้เป็นเพียงชุมชนบ้านบางมะรวดที่เดียว แต่เป็นทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

              และนั่น… กลายเป็นเป้าหมายและความฝันสูงสุดของบ้านพิราบขาวที่ต้องการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ให้มีพื้นที่ในสังคมพร้อมกับปลูกฝังให้พวกเขารู้รักบ้านเกิดและประกอบอาชีพในที่แห่งนี้ด้วยตนเองอย่างเข้มแข็งได้อีกครั้ง

           + บ้านพิราบขาว: สร้างสันติสุขแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง

          เมื่อมิติของปัญหามีหลากหลายทั้งยังมีความทับซ้อนสูง เครื่องมือแรกที่บ้านพิราบขาวทำเพื่อออกแบบการทำงานให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่มากที่สุดคือ การจำแนกแต่ละพื้นที่ออกเป็นสามสี ได้แก่ สีแดงหมายถึงพื้นที่ที่ชุมชนมีความเปราะบางในประเด็นเด็กและเยาวชนสูง สีเหลืองคือพื้นที่ชุมชนพอดูแลเด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้ และสุดท้ายสีเขียวหมายถึง ชุมชนเข้มแข็ง ภาพรวมมีปัญหาไม่มาก

            แต่หากเด็กหลุดออกจากระบบไปแล้วล่ะ พวกเขาจะทำอย่างไรที่จะดึงให้เด็กกลับมาหาชุมชนอีกครั้ง อับรานตอบว่า การสร้างความเชื่อใจระหว่างกัน ตั้งแต่เด็ก ครอบครัว และผู้ใหญ่ในชุมชนเพื่อให้พวกเขากลับมาเดินอยู่ในลู่ที่ถูกต้องตามหลักสังคมอีกครั้ง เป็นสิ่งที่ทุกคนในชุมชนต้องร่วมมือกัน

           โดยเฉพาะกับสถาบันครอบครัวของกลุ่มดังกล่าว เพราะถือเป็นกลไกสำคัญที่จะคอยปลูกฝังหลักการทางสังคม ศาสนาและวัฒนธรรมในการขัดเกลาให้เด็กปฏิบัติในสิ่งที่ดี การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกภายในครอบครัว หรือการมีกระบวนการชุมชนในการถ่ายทอดทักษะการเลี้ยงดูบุตรจากคนรุ่นก่อน เพื่อเสริมพลังครอบครัวคือ พลังภูมิคุ้มกันสำคัญในการป้องกันเด็กและเยาวชนจากพฤติกรรมเสี่ยง

           บ้านพิราบขาวจึงเป็นเหมือนคนกลางคอยเชื่อมประสานรอยร้าวในชุมชน แต่หลักสำคัญในการดำเนินการทั้งหมดคือ การพูดคุย ซึ่งอับรานมองว่าเป็นหัวใจของการแก้ไขทุกปัญหา

            “เรานำหลักศาสนามาใช้ กระบวนการเชิงสมานฉันท์ การประชุมเพื่อหาข้อยุติ ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจใหม่เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหา เพราะการมีเวทีร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ใหญ่จะทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้ถูกกดทับจากผู้ใหญ่จริงๆ เป็นการปรับความเข้าใจกัน” อับราน กล่าว

           พร้อมกันนั้นยังสร้าง กระบวนการสี่เสาหลักในแต่ละชุมชน ประกอบด้วย ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชนและผู้นำเยาวชน เพื่อเป็นกลไกหลักสำหรับการแก้ไขปัญหาและเข้าไปใกล้ชิดกับสภาพปัญหาและตัวเด็กมากที่สุด ขณะเดียวกันยังเป็นการเรียนรู้ระหว่างกัน

            โดยสี่เสาของแต่ละชุมชมนั้นจะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีบ้านพิราบขาวเป็นตัวกลาง

            อับราน  มองว่า พวกเขาทำหน้าที่เหมือนเป็นกระบอกเสียงในการส่งต่อความคิดหรือเล่าถึงปัญหาให้กับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด โดยมีผู้อยู่เบื้องหลังอย่าง สสส. เข้ามามีบทบาทหนุนเสริมการทำงานของบ้านพิราบขาวตั้งแต่แรกเริ่มที่พวกเขาก่อตั้งองค์กร จากองค์ความรู้ไปถึงด้านงบประมาณ

            ส่วนวิธีการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ อับรานเสนอว่า ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้ความรู้ และแนวทางการปฏิบัติตนตลอดจนความรู้เรื่องการดูแลลูกหลาน เช่น ให้มีการคุตะเบาะห์ (บรรยายหลังละหมาด) หรือเวทีประชาคม ซึ่งเป็นกระบวนการสื่อสารให้ความรู้ชุมชนที่เหมาะสมที่สุด

           “เมื่อผู้ใหญ่ในชุมชนต้องการเขา เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับ การพัฒนาเด็กและเยาวชนนอกระบบในพื้นที่ ไม่ได้ยากถ้าเราเข้าใจเขา เขาเข้าใจเรา ผู้นำมีพลังมีการทำงานร่วมกัน เปิดโอกาสให้แก่เด็กในหมู่บ้าน เปิดโอกาสให้พื้นที่ในการร่วมกันพัฒนาชุมชน ปักษ์ใต้อาจเกิดสันติสุขอย่างที่เราหวังไว้” อับรานกล่าว

            แต่ที่สำคัญคือการพัฒนาทักษะทางอาชีพผ่านการถ่ายทอดความรู้ของปราชญ์ชุมชน การส่งเสริมพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน และ กระบวนการส่งเสริมทักษะชีวิตสำหรับเยาวชน ซึ่งทั้งหมดนี้ อับรานย้ำว่า ชุมชนต้องทำด้วยตัวเอง บ้านพิราบขาวมีหน้าที่เพียงเป็นโค้ชคอยแนะนำเท่านั้น

            “บ้านพิราบขาวเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการนำเครื่องมือหรือให้ความช่วยเหลือในชุมชน แต่ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นด้วยฝีมือพวกเขาเอง ถ้าต้องการพลังบ้านพิราบขาวยินดีช่วยเหลือเสมอ”

           +บ้านบางมะรวด: จากพื้นที่สีแดง สู่พื้นที่สีเขียว ชุมชนเข้มแข็ง

           ที่ชุมชนบ้านบางมะรวด ผู้นำเยาวชนนำโดยสาหะซูไลมัน อันอตับ ที่พยายามสร้างพื้นที่เชิงกิจกรรมโดยเริ่มจากเปิดบ้านตัวเองเป็นศูนย์หัตถกรรมกะลามะพร้าวที่ชื่อว่า ‘กลุ่มบ้านรักษ์กะลา’ หน้างานเหมือนเป็นสถานที่เพื่อสอนสัมมาอาชีพให้คนในชุมชน แต่เบื้องหลังยังมีแนวคิดที่สำคัญกว่าซ่อนเอาไว้คือ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกจิตอาสา ความรู้สึกรักบ้านเกิดและความภาคภูมิใจในชุมชนไปในตัว

           เขามองว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเริ่มจากการปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อป้องกันเด็กจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ หากเด็กคนไหนหลุดนอกระบบไปแล้วการทำหัตถกรรมกะลามะพร้าวก็จะเป็นสัมมาอาชีพให้พวกเขาสามารถหาเลี้ยงปากท้องได้ โดยไม่ต้องละทิ้งบ้านเกิดไปทำงานต่างถิ่น

14ปีบ้านพิราบขาว“เด็กไทย"ท่ามกลางไฟใต้

          จาก 15 ปีที่แล้ว ที่บ้านบางมะรวดเคยเป็นพื้นที่สีแดง มีปัญหาเรื่องความไม่มั่นคง แม้ทุกวันนี้จะไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว แต่อุปสรรคการทำงานของผู้นำเยาวชนในช่วงเริ่มต้นยังคงเป็นสายตาของความหวาดระแวงจากคนในชุมชนที่มองว่าเขาอาจมาปลุกระดม และเพื่อลดความรู้สึกดังกล่าวนั้น สิ่งที่ทำคือ

     “เราต้องไม่ข้ามหัวผู้ใหญ่” สาหะซูไลมัน บอก

        “บางทีเรารวมตัวกลุ่มเด็ก รวมตัวกลุ่มเยาวชน ผู้นำชุมชนคิดว่าเราไปปลุกระดม ซึ่งในทางกลับกันเราก็เชิญเขามาให้เขารับรู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่เราจะขับเคลื่อนไปด้วยกันระหว่างกลุ่มเป้าหมายของเรากับผู้นำหรือคนในชุมชนเอง เพราะเราไม่ได้ชี้ชัดว่าต้องเป็นเด็กเท่านั้น ต้องเป็นกลุ่มเยาวชน ต้องเป็นเด็กนอกระบบหรือในระบบ จะเป็นใครก็ได้ คนในชุมชนก็ได้” สาหะซูไลมันกล่าว

           ปัจจุบันกลุ่มบ้านรักษ์กะลา   ผลิตออร์เดอร์ป้อนทั้งภาคธุรกิจ เช่น โรงแรม หรือหน่วยงานภาครัฐในจังหวัด ออร์เดอร์แต่ละครั้งมากถึง 200-300 ชิ้นต่อครั้ง และไม่ได้มีเพียงเด็กและเยาวชนที่เข้ามาแวะเวียนเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่ในชุมชนและสี่เสาหลักต่างก็แวะเวียนเข้ามา รวมถึงให้การยอมรับกับกลุ่มดังกล่าว จนกลายเป็นพื้นที่สีเขียวในที่สุด

           “การพัฒนาชุมชนต้องมีหลายภาคีเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่แกนนำเดียวหรือกลุ่มเป้าหมายแค่อย่างเดียว ต้องไปด้วยกันทั้งชุมชน โดยเฉพาะสี่เสาหลัก ต้องสร้างความรู้และความเข้าใจกับผู้ปกครองของเด็ก ทุกคนต้องพัฒนาไปด้วยกัน ต้องไปในหลายๆ มิติถึงจะทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง” สาหะซูไลมัน ให้แง่คิด

กสร.จับมือ ILO เพิ่มคุ้มครองลูกจ้างประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/316484

กสร.จับมือ ILO เพิ่มคุ้มครองลูกจ้างประมง

ลูกเรือประมง,กระตุ้นอุตฯประมง,กสร,คุ้มครองแรงงานประมง,นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ,อธิบดี กสร,ILO ติวเข้ม

กสร.จับมือ ILO ติวเข้ม“สิทธิจากเรือสู่ฝั่ง”เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน -แก้ไขการใช้แรงงานไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่องประมงทะเล

         14 มีนาคม 2561 – นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน เป็นนโยบายสำคัญประการหนึ่งของ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในส่วนของการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิแรงงานในอุตสาหกรรมประมงทะเลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องประมงทะเล

           “ซึ่ง กสร.ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการสร้างความรู้ ความเข้าใจกับนายจ้าง ลูกจ้างในเรื่องสิทธิหน้าที่และการปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานรวมถึงการตรวจบังคับใช้กฎหมาย” นายอนันต์ชัย ระบุ

          นายอนันต์ชัย  กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2560 ได้ร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)จัดฝึกอบรมการตรวจแรงงานประมงทะเลว่าด้วยการพัฒนาระบบและกลไกการตรวจแรงงานของโครงการ“สิทธิจากเรือสู่ฝั่ง”(Ship to Shore RightsProject)ให้กับพนักงานตรวจแรงงานใน 22 จังหวัดชายทะเลและกรุงเทพมหานคร จำนวน 90 คน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการดังกล่าวด้วย และเพื่อให้การพัฒนาประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ 2561 กสร.ได้ร่วมกับILOจัดโครงการอบรมพนักงานตรวจแรงงานระดับสูง ภายใต้โครงการ“สิทธิจากเรือสู่ฝั่ง” (Ship to Shore Rights Project)

          “โดยต่อยอดการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพการตรวจแรงงานในอุตสาหกรรมประมงให้กับพนักงานตรวจแรงงานทั้ง 90 คน ที่ผ่านการอบรมในปีที่แล้วเพื่อให้มีความรอบรู้ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและมีความรู้เฉพาะด้าน ในการให้คำปรึกษาเพื่อนร่วมงานให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล บรรลุภารกิจของกระทรวงแรงงาน รวมทั้งได้รับการยอมรับจากนายจ้าง ลูกจ้างและผู้ที่เกี่ยวข้อง” นายอนันต์ชัย กล่าว

           อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวต่อไปว่า โครงการอบรมพนักงานตรวจแรงงานระดับสูง ภายใต้โครงการ“สิทธิจากเรือสู่ฝั่ง” (Ship to Shore Rights Project)จะดำเนินการจำนวน 3 รุ่น โดยรุ่นที่ 1 ได้ดำเนินการเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 ที่จังหวัดชลบุรี ผู้เข้าร่วมโครงการประกอบด้วย พนักงานตรวจแรงงานจากส่วนกลาง สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ทุกพื้นที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเล รวม 30 คน รุ่นที่ 2 ในเดือนเมษายน และรุ่นที่ 3 ในเดือน พฤษภาคม 2561

“รมว.สธ.”สั่งเชือด จนท.รับรับสินบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/316481

“รมว.สธ.”สั่งเชือด จนท.รับรับสินบน

รมวสธ,รพปากพนัง,ก่อสร้างรพ,ศคลินิก เกียรติคุณ นพปิยะสกล สกลสัตยาทร,ปลัดสธ,นพณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์,นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข

รมว.สธ.ให้จัดการเด็ดขาด หากพบเจ้าหน้าที่รัฐ ทำผิดเรียกรับสินบน กรณี ก่อสร้างอาคาร รพ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ขณะที่พบผู้รับเหมาทิ้งงานจนถูกบอกเลิกสัญญาจ้าง

         14 มีนาคม 2561 – นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 11 ให้สัมภาษณ์ ว่า นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก-อุบัติเหตุ 5 ชั้น โรงพยาบาลปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ทั้งความล่าช้าและการเรียกรับสินบน

          “เบื้องต้นได้รับรายงานจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ได้ทำสัญญาจ้างเพื่อก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก-อุบัติเหตุ 5 ชั้น โรงพยาบาลปากพนัง ในวงเงิน 50.6 ล้านบาทระยะเวลาก่อสร้าง 375 วัน ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2558 กำหนดแล้วเสร็จ 1 กรกฎาคม 2560 โดยเมื่อครบกำหนด งานก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ การตรวจรับงานงวดสุดท้ายจึงไม่สามารถดำเนินการได้”นพ.ณัฐวุฒิ  กล่าว

          นพ.ณัฐวุฒิ  กล่าวอีกว่า คณะกรรมการตรวจรับการจ้างได้ร่วมกันพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะความล่าช้าจากการก่อสร้างที่เกิดขึ้นทำให้รัฐเสียประโยชน์ กระทบต่อการจัดบริการประชาชน โดยรายงานจากช่างผู้ควบคุมงานและคณะกรรมการตรวจการจ้างเข้าไปตรวจสอบเอง ก็พบว่าก่อสร้างล่าช้ามาก ไม่มีคนงานและวัสดุที่เพียงพอ ไม่น่าจะแล้วเสร็จได้ จึงได้ส่งหนังสือเร่งรัดให้ผู้รับจ้างให้ทำแผนงานการก่อสร้างและแจ้งค่าปรับตามสัญญา เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2560

         “ซึ่งผู้รับจ้างไม่สามารถจัดทำแผนการก่อสร้างได้ และยังได้มีการเจรจากันอีกหลายครั้ง แต่การก่อสร้างก็ไม่คืบหน้า คณะกรรมการจึงมีมติให้บอกเลิกสัญญาจ้างเมื่อ 12 มกราคม 2561 ส่วนการขอเข้าใช้พื้นที่อาคารที่กำลังก่อสร้างนั้น ได้มีการทำข้อตกลงร่วมกันกับผู้รับจ้างก่อนเข้าใช้พื้นที่แล้ว”นพ.ณัฐวุฒิ ระบุ

          นพ.ณัฐวุฒิ  กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกรณีอ้างมีเจ้าหน้าที่เรียกรับสินบนนั้น ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข จะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้กำชับให้เร่งดำเนินการและหากพบเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดเรียกรับสินบนจริงตามที่ผู้รับจ้างกล่าวอ้าง จะให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

“หมอแสง”แจงไม่เคยชักจูงใครให้หลงเชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/316383

“หมอแสง”แจงไม่เคยชักจูงใครให้หลงเชื่อ

หมอแสง,สมุนไพร,เพจ DrDark

“หมอแสง” แจงไม่เคยชักจูงใครให้หลงเชื่อ หลังถูกเพจแฉภาพ คนที่รับยาสมุนไพร ผ่านไป 6 เดือน มีสภาพแย่!!

          จากกรณีที่มีเพจ Dr>Dark แฉ หมอแผนปัจจุบันโพสต์ “รูปคนไข้ป่วยมะเร็งเต้านม ผ่านไปหกเดือนคนไข้ที่รับยาหมอแสงเริ่มทยอยมาในสภาพนี้ เศร้าครับ” มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างมากมาย

          ในเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบนายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือหมอแสง กรณีที่มีการลงเพจดังกล่าว โดยนายแสงชัย กล่าวว่า จริงแล้วเพจ Dr.Dark เป็นเพจของใคร เราก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพจของหมอไหม และรูปที่เอามาลงเอมาจากไหนก็ไม่รู้ หมอก็มีจรรยาบรรณอยู่แล้ว มีจิตสำนึกมีวิจารณญาณ ก็คงไม่ลงไปแบบนี้

        “เราเองก็ไม่เคยบอกว่าให้กินสมุนไพรของเราอย่างเดียว ทุกครั้งกี่ครั้งกี่ปีเราก็พูดอยู่เสมอว่าให้รักษาควบคู่กันไปอยู่แล้ว ส่วนคนไหนที่หมอปฏิเสธการรักษา เรายังมีการเพิ่มสมุนไพรให้ ตรงนี้ผมไม่ซีเรียส เขาไม่หายจริงก็ดี เราจะได้ผลิตให้น้อยลงไม่ต้องเหนื่อย เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร คนที่มารับสมุนไพรนี้ มาทุกวงการ หมอก็มาขอกินยาผม แพทย์ก็มา ทหาร ตำรวจ ตุลาการ มีทุกหน่วยงานแหละ ถ้าไปบอกว่าเขาเชื่อ หรืองมงายก็ต้องไปว่าพวกเขา ไม่ใช่มาว่าผม เพราะคนมีความรู้ทั้งนั้นที่มา ตุลาการมีมากที่มากินยา และมาช่วยผมแจกยาด้วยซ้ำ เยอะแยะ”นายแสงชัยระบุ

          นายแสงชัย กล่าวอีกว่า ถ้าถามว่ากินแล้วดีไหม อุปทานหมู่ไหม หายจริง ๆ ไหม เรามีใบรับรองแพทย์ คนที่ไม่มีใบรับรองแพทย์ว่าเป็นมะเร็ง เราก็ไม่เคยให้ใคร คนที่เป็นมะเร็งทั้งนั้นแหละที่มาขอ กินแล้วดีขึ้นหรือไม่ดี ใบรับรองแพทย์ที่ตรวจมาแล้วดีขึ้น เราก็เพิ่มพิเศษยาให้ ในระบบเก็บข้อมูลเราก็มีอยู่แล้วว่าคุณเคยเป็น รับยาแล้วกี่ครั้ง บางคนก็สิบกว่าครั้ง บางคนก็กินมา 3 ปีแล้ว เรามีประวัติ มีค่ามะเร็ง

         “ผู้ป่วยที่ร่วมโครงการประมาณ 400-500 คน ที่กล้าเปิดเผยตัว มีทุกระดับชั้น เขียนข้อมูลด้วยลายมือตัวเอง หรือพิมพ์มาว่าได้กินสมุนไพรแล้วรักษาควบคู่กับทางแพทย์แผนปัจจุบัน หรือไม่รักษาก็แล้วแต่ ก็เรื่องของเขา เพราะเราไม่มีสิทธิ์ห้ามและคนอย่างผมจะไปชักจูงให้คนหลงเชื่อก็คงจะลำบาก เขามีค่าเลือดลงลงก็ดี ค่าเลือดก็หมอตามโรงพยาบาลนั่นแหละตรวจมา เราคงไม่ได้รักษาใครหรอก เขายืนยันและดิ้นรนมากันเอง อยู่ที่ผู้ป่วยเขาตัดสินใจเอง”นายแสงชัย กล่าวในที่สุด

“เตรียมอุดมฯ”แชมป์เรียงความภาษาอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/316347

“เตรียมอุดมฯ”แชมป์เรียงความภาษาอังกฤษ

เตรียมอุดมศึุกษา,ดรสิริกร มณีรินทร์,Junior Dublin Literary Awards for Thailand,เดอะเนชั่น,นางสาวรมิตา หงส์หาญณรงค์,นางสาวโรซานน่า มาร์ชแมน,คุณพนา จันทรวิโรจน์,บรรณาธิการ NJ Digital,คุณพิมพิมล คงเกรียงไกร,ดรสิริกร มณ

นักเรียน”เตรียมอุดมศึกษา” สุดเจ๋ง! คว้าแชมป์การประกวดเรียงความภาษาอังกฤษ พร้อมรับรางวัลตั๋วเครื่องบินดูงาน ณ ประเทศไอร์แลนด์

หลังจากการประชันผลงานของเหล่านักเรียนผู้มีความสามารถทางทักษะภาษาอังกฤษในการส่งเรียงความเข้าร่วมโครงการ Junior Dublin Literary Awards for Thailand ประจำปี 2561 ในธีม “Moving Forward” กว่า 1,000 คน เราก็ได้ทราบผลผู้ชนะเลิศกันแล้ว เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแรมแบรนดท์ สุขุมวิท นั่นคือ นางสาวรมิตา หงส์หาญณรงค์  จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร นักเรียนคนเก่งที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศในโครงการประกวด เรียงความภาษาอังกฤษสำหรับเยาวชนไทย Junior Dublin Literary Awards for Thailand ครั้งที่ 13 พร้อมเตรียมบินร่วมงานประกาศผลรางวัลการประกวดเรียงความระดับโลก International Dublin Literary Award 2018 ณ เมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์

“เตรียมอุดมฯ”แชมป์เรียงความภาษาอังกฤษ

       นางสาวรมิตา หงส์หาญณรงค์   กล่าวว่า “รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ได้รับรางวัล เพราะไม่ได้คิดเลยว่าจะมีคนชอบงานของหนูหนูไม่ได้ตั้งใจเขียนให้คนอื่นชอบ เพราะถ้าตั้งใจเขียนให้คนอื่นๆรู้สึกชื่นชอบในเรียงความ งานมันคงจะออกมาแตกต่างไปจากนี้ แต่อย่างไรหนูก็รู้สึกดีใจมากนะคะที่ทุกคนชอบงานนี้ในแบบที่มันเป็น เพราะมันคือตัวตนของหนูจริงๆค่ะ”

       โครงการ Junior Dublin Literary Awards for Thailand ได้ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเดอะเนชั่นและ NJ Digital ร่วมกับสถานทูตไอร์แลนด์ ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก ซิตี้ไลฟ์เชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนจาก OCS Group, Emerald Cultural Institute, Irish-Thai Chamber of Commerce, LawtonAsia Insurance Brokers และ Saint Patrick’s Society Bangkok Thailand

“เตรียมอุดมฯ”แชมป์เรียงความภาษาอังกฤษ

       โดยการแข่งขันจะแบ่งออก เป็นระดับภาค 4 ภาค เพื่อค้นหาตัวแทนในแต่ละภาคมาแข่งขันระดับประเทศ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสนับสนุนและกระตุ้นให้เยาวชนไทยทั่วประเทศได้มีการพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความคิดและจินตนาการ และในงานประกาศผลและมอบรางวัลประจำปี 2561 ยังได้รับเกียรติจาก นางสาวโรซานน่า มาร์ชแมน มาเป็นวิทยากรพิเศษเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และเป็นแรงบันดาลใจแก่เยาวชนไทยอีกด้วย

“เตรียมอุดมฯ”แชมป์เรียงความภาษาอังกฤษ

          นางสาวโรซานน่า มาร์ชแมน ได้กล่าวถึงงาน The 13th Junior Dublin Literary Awards for Thailand 2018 ในครั้งนี้ว่า

        “หลังจากที่ได้อ่านงานเขียนของผู้เข้าแข่งขันแล้ว โรสซี่รู้สึกตกใจจริงๆ ค่ะที่งานเขียนเหล่านั้นมีมาตรฐานสูงมาก จริงๆ แล้วโรสซี่ไม่เคยคิดว่าคนไทยจะสามารถเขียนได้ ตัวโรสซี่เองก็ไม่สามารถเขียนอะไรแบบนั้นได้ และคนอังกฤษส่วนใหญ่ก็เขียนไม่ได้เช่นกัน และโรสซี่ก็ประทับใจมากๆ ที่ระดับความสามารถภาษาอังกฤษของนักเรียนไทยสูงอย่างไม่น่าเชื่อ โรสซี่หวังว่าคนไทยคนอื่นจะมองนักเรียนเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดี และจะสนใจภาษาอังกฤษให้มากเท่าพวกเขานะคะ”

“เตรียมอุดมฯ”แชมป์เรียงความภาษาอังกฤษ

        โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลชนะเลิศแห่งประเทศไทยครั้งนี้ประกอบด้วย Brendan Rogers เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย, คุณ Philomena Murnaghan อดีตเอกอัคราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศลิทัวเนียและประเทศอาร์เจนตินา, ดร.สิริกร มณีรินทร์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, รศ. สุชาดา นิมมานนิตย์ อดีตนายกสมาคมครูผู้สอนภาษาอังกฤษแห่งประเทศไทยและผู้อำนวยการสถาบันภาษาอังกฤษมหาวิทยาลัยรังสิต, อาจารย์อัจฉรา ประดิษฐ์ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, คุณพนา จันทรวิโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการ เดอะ เนชั่น และคุณพิมพิมล คงเกรียงไกร บรรณาธิการ NJ Digital

         สำหรับผู้ที่สนใจโครงการประกวดเรียงความภาษาอังกฤษสำหรับเยาวชนไทย Junior Dublin Literary Awards for Thailand สามารถอ่านเรียงความผู้ชนะเลิศระดับภาคและระดับประเทศได้ที่ http://www.njdigital.net/dublin

วธ.ปลื้ม!! ละคร“บุพเพสันนิวาส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/316265

วธ.ปลื้ม!! ละคร“บุพเพสันนิวาส”

วีระ,ท่องเที่ยว,บุพเพสันนิวาส,ละครดัง,ปลื้ม

วธ.ปลื้ม!! ละคร “บุพเพสันนิวาส” ปลุกกระแสคนไทยสนใจประวัติศาสตร์“วีระ”เผยวธ.สานต่อกระแสแต่งไทยไปสงกรานต์ ด้านกรมศิลปากร จัดอบรมมัคคุเทศก์นำท่องเที่ยวตามละครดัง

          นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับผู้บริหาร วธ. และผู้แทนหน่วยงานในสังกัด วธ. อาทิ กรมศิลปากร (ศก.) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ว่า ในการประชุมได้มีการหยิบยกประเด็นละครโทรทัศน์ เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” มาหารือถึงกระแสละคร ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลามในขณะนี้ โดยเฉพาะการร้อยเรียงเรื่องราวเพื่อให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์ความเป็นไทย ทั้งวัฒนธรรม อาหารไทย การแต่งกาย ภาษาไทย ตลอดจนการสื่อให้เห็นถึงความสำคัญของมรดกของชาติ โดยเฉพาะแหล่งโบราณสถานภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา อาทิ พระราชวังโบราณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม และวิหารวัดพระมงคลบพิตร รวมถึงวัดไชยวัฒนาราม เป็นต้น

         รมว.วัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า กระทรวงวัฒนธรรมขอชื่นชมทางผู้สร้าง ผู้จัดละครและทีมงานทุกคน ที่สร้างสรรค์ละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ให้เป็นละครที่สร้างสรรค์ มีเนื้อหาละครที่ดี อีกทั้งยังช่วยปลุกกระแสและส่งเสริมให้คน  ไทยได้มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติ และหันมาสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลประวัติศาสตร์เพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั้งหนังสือ ตำรา สื่อโซเชียล ตลอดจนเดินทางตามรอยละครไปสัมผัสกับสถานที่จริงด้วย

       นายวีระ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังได้มีความเห็นร่วมกัน ในการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการและต่อยอดในการถ่ายทอดความรู้ทางประวัติศาสตร์ให้แก่เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องนี้ โดยวันที่ 15 มีนาคมนี้ เวลา 10.00 น. ที่หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วธ.ร่วมกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดและทีมสร้างละคร บุพเพสันนิวาส รวมถึงผู้สร้างละครส่งเสริมการเรียนประวัติศาสตร์ จัดสัมมนาวิชาการ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ที่สำคัญต่อการส่งเสริมให้คนเข้าใจประวัติศาสตร์มากยิ่งขึ้น รวมถึงจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องอาหารไทย มรดกภูมิปัญญา เรื่องผ้าไทย การแต่งกายของคนไทยด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนที่จะมาร่วมกันอนุรักษ์ และรักษามรดกทางภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีต รวมถึงมีมุมมองสู่การพัฒนาในอนาคต เพื่อให้เกิดการต่อยอดการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมสู่การพัฒนามรดกไทย ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อรองรับประเทศไทย 4.0 ด้วย

        “ผมได้ติดตามละครเรื่องบุพเพสันนิวาสมาหลายตอน ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่า มีการสร้างสรรค์เรื่องราวได้ดี มีการให้ความรู้ ควบคู่ไปกับการสอดแทรกความสนุกสนานของตัวละคร ทำให้มีความเข้าใจประวัติศาสตร์ได้ง่าย ไม่น่าเบื่อ อีกทั้งยังเพิ่มอรรถรสการรับชมละครได้อย่างดี ซึ่งต้องชื่นชมทั้งผู้ประพันธ์บทละคร ผู้จัดสร้าง ทีมงาน และนักแสดงทุกคนทุกฝ่าย ขณะเดียวกัน วธ.ยินดีที่จะสนับสนุนให้มีการสร้างสรรค์สื่อต่างๆที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรม ความเป็นไทยทุกด้าน ไปเผยแพร่สู่สาธารณชน ซึ่งจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยด้วย” นายวีระ กล่าว

       อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทางกรมศิลปากร ได้แจ้งว่า พร้อมจะจัดเส้นทาง ตามรอยละคร บุพเพสันนิวาส ในวันที่ 17-18 มีนาคม 2561นี้ เพื่อนำมัคคุเทศก์หรือไกด์ที่สนใจไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในสถานที่จริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ มาบรรยายและถ่ายทอดความรู้ เพื่อนำไปในการอธิบายให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบและเข้าใจอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่จะส่งเสริมให้คนไทยเข้าพิพิธภัณฑ์และอุทยานประวัติศาสตร์ เพิ่มมากขึ้น

        ที่ผ่านมา ทางวธ. และกรมศิลปากร ได้ปรับปรุงระบบนำชมโดยนำเทคโนโลยี คิวอาร์โค๊ด เออาร์โค๊ด และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้พัฒนาระบบนำชมและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชมในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ โบราณถานและพิพิธภัณฑ์ ทั่วประเทศ ที่สำคัญจากกระแสที่คนรุ่นใหม่และคนไทยสนใจเรียนรู้ประวัติศาสตร์ จะเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้คนหันมาการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น

       ซึ่งหลังจากนี้ วธ. ก็จะร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการส่งเสริมทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเมืองรองและการเชื่อมโยงแหล่งทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และส่งเสริมการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งที่ผ่านมาอย่างกรณีประเทศเกาหลีใต้ ประสบความสำเร็จเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และการส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในทุกมิติ โดยการส่งเสริมให้ผลิตภาพยนตร์ส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

      ทั้งนี้ การดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและทางประวัติศาสตร์ ในเมืองรอง ตามข้อสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและตาม มติที่ประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ วธ.จะร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการส่งเสริมเรื่องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้กับเด็กและเยาวชนด้วย

       “นายกฯ ฝากให้วธ.รณรงค์แจ่งชุดไทย ในแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้วยการจัดให้เชาชุดไทยในแต่ละวัด เพื่อให้นักท่องเที่ยวไ้ด้มีโอกาสแต่งชุดไทยถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก อีกทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากกระแสแต่งไทย ซึ่งในส่วนของวธ.เดินหน้ารณรงค์แต่งไทยไปวัดและแต่งไทยไปสงกรานต์”นายวีระ กล่าวในที่สุด

ขอบคุภาพจากinstagram :broadcastthaitv

“ม.รามคำแหง” ไม่อนุญาตให้จอดรถ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/316262

“ม.รามคำแหง” ไม่อนุญาตให้จอดรถ!!

มหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่อนุญาตให้ นศ.- บัณฑิต จอดรถใน ม.ร. ช่วงสอบไล่ และ ซ้อมรับปริญญาระหว่างวันที่ 12-23 มี.ค.นี้

          ตามที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จะมีการฝึกซ้อมและรับพระราชทานปริญญาบัตร ระหว่างวันที่ 12 – 23 มีนาคม 2561 นั้น ช่วงเวลาดังกล่าวคาบเกี่ยวกับช่วงการสอบไล่ ภาค 2/2560 เพื่อให้การจัดระเบียบการจราจรและความเป็นระเบียบเรียบร้อยเสมือนวันพระราชทานปริญญาบัตรจริง มหาวิทยาลัย จึงไม่อนุญาตให้นักศึกษา และบัณฑิต นำรถยนต์เข้ามาจอดภายในบริเวณ ม.ร. (หัวหมาก) ทั้งในช่วงเวลาสอบระหว่างวันที่ 12 – 15 มีนาคม 2561 และช่วงซ้อมใหญ่ รวมทั้งช่วงรับพระราชทานปริญญาบัตร ระหว่างวันที่ 12 – 23 มีนาคม 2561

           มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงมีประกาศไม่อนุญาตให้นักศึกษาที่จะมาสอบและบัณฑิต รวมทั้งญาติมิตรที่จะมาฝึกซ้อมและรับพระราชทานปริญญาบัตร นำรถยนต์เข้ามาจอดภายในบริเวณ ม.ร. (หัวหมาก) ขอให้นักศึกษาใช้บริการรถรับจ้างสาธารณะ

         หากมีความจำเป็นต้องใช้รถส่วนตัว ขอให้นำไปจอด ณ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) รวมทั้ง ขอให้นักศึกษาและบัณฑิต เผื่อเวลาการเดินทางล่วงหน้า เพื่อจะได้ทันเวลาที่กำหนด เนื่องจากขณะนี้การจราจรบนถนนรามคำแหงติดขัดมาก เพราะมีการปิดช่องทางการจราจรเพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม

ศิลปิน พาเหรด!! เข้ารับพระราชทานปริญญา ที่ม.รามฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/316259

ศิลปิน พาเหรด!! เข้ารับพระราชทานปริญญา ที่ม.รามฯ

ศิลปิน ดารา นักแสดง พาเหรด เข้ารับพระราชทานปริญญาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ระหว่าง 19-23 มีนาคม นี้

สยม สังวรบุตร  มิกค์ ทองระย้า เปาวลี พรพิมล เฟื่องฟุ้ง นำทีมศิลปิน นักร้อง นักแสดง และคนในแวดวงบันเทิง เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในงานพิธีฯครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 19-23 มีนาคม 2561 ณ หอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประกอบด้วย
มิกค์ ทองระย้า นักแสดง ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาสื่อสารมวลชน (ซ้อมใหญ่ 13 มี.ค.2561 คาบเช้า รับจริง 20 มี.ค.61 คาบเช้า

 

ศิลปิน พาเหรด!! เข้ารับพระราชทานปริญญา ที่ม.รามฯ

มิก  ทองระย้า

 

ศิลปิน พาเหรด!! เข้ารับพระราชทานปริญญา ที่ม.รามฯ

 

มิกค์_ทองระย้า บัณฑิตคณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยรามคำแหง  บอกว่า ‘ภูมิใจมากครับ และขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ทุกคนด้วย รวมทั้งขอขอบคุณมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ให้โอกาสคนทำงานได้ศึกษาหาความรู้ และครอบครัว รวมทั้งพี่ๆเจ้าหน้าที่ม.รามฯทุกคนที่คอยให้กำลังใจ และดูแลในหลายๆเรื่อง ผมตั้งใจจะนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใจกับการทำงานในวงการบันเทิงอย่างเต็มที่ และจะกลับมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทแน่นอน’

เปาวลี พรพิมล เฟื่องฟุ้ง นักร้อง นักแสดง ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาสื่อสารมวลชน (ซ้อมใหญ่ 13 มี.ค.2561 คาบบ่าย รับจริง 20 มี.ค.2561 (คาบบ่าย)

 

ศิลปิน พาเหรด!! เข้ารับพระราชทานปริญญา ที่ม.รามฯ

เปาวลี  พรพิมล  เฟื่องฟุ้ง

คาบบ่ายวันเดียวกันนี้  เปาวลี_พรพิมล_เฟื่องฟุ้ง เข้าฝึกซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตร ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาสื่อสารมวลชน  เปิดใจกับแอดมินว่า “ดีใจและภาคภูมิใจมากที่สำเร็จการศึกษา และตื่นเต้นเป็นที่สุดที่จะเข้าฝึกซ้อมในวันนี้ อีกทั้งจะได้เจอเพื่อนๆบัณฑิตคณะเดียวกัน เพราะตนเองไม่มีเวลาเข้าเรียน อ่านหนังสือและมาสอบ ขอขอบคุณครอบครัวที่คอยเป็นกำลังใจและคอยดูแลในทุกๆ เรื่อง รวมทั้งพี่ๆ เจ้าหน้าที่ทั้งที่ สวป.และฝ่ายประชาสัมพันธ์ ที่คอยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆด้วย ทำให้สำเร็จการศึกษาได้ในวันนี้

มหาวิทยาลัยให้โอกาสกับทุกคนค่ะ ตั้งใจว่าหลังจากนี้จะมุ่งเรียนปริญญาโทในสาขาวิชาที่หลากหลายออกไป ที่มองไว้น่าจะเป็นคณะบริหารธุรกิจ เพราะชื่อมั่นว่าการเรียนหลากหลายสาขาวิชาจะช่วยให้เราสามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ได้รอบด้านด้วย”

“ลอดร์ด” สยม สังวริบุตร ผู้กำกับการแสดง ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาสื่อสารมวลชน (ซ้อมใหญ่ 13 มี.ค.2561 คาบบ่าย รับจริง 20 มี.ค.2561 คาบบ่าย)

 

ศิลปิน พาเหรด!! เข้ารับพระราชทานปริญญา ที่ม.รามฯ

ลอร์ด สยม  สังวริบุตร

 

‘ลอร์ด’ สยม สังวริบุตร ผู้จัดละครโทรทัศน์  กล่าวว่า  ภูมิใจจบปริญญาตรี คณะสื่อสารมวลชน ม.รามคำแหง เผยจบปริญญาตรีในวัย 54 ปี ยิ่งอายุมาก ยิ่งต้องเติมเต็ม

แนะคนเรา ‘จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต’ เพิ่มเติมวิชาความรู้จากครูอาจารย์อยู่เสมอ

ปลื้มใจปริญญาใบนี้ มีแรงบันดาลใจมาจากพ่อ เราทำเพื่อพ่อได้แล้ว

แถมเป็นบทพิสูจน์ศักยภาพในตนเองเพื่อสร้างงานคุณภาพในวงการบันเทิงต่อไป

พรสุดา ฮาวานี่ ต่ายเนาว์คง นักแสดงและผู้จัดละครโทรทัศน์ รัฐศาสตรบัณฑิต (ซ้อมใหญ่ 15 มี.ค.2561 คาบบ่าย รับจริง 22 มี.ค.2561 คาบบ่าย)
ทับทิม มัลลิกา จงวัฒนา พิธีกร รัฐศาสตรบัณฑิต (ซ้อมใหญ่ 16 มี.ค.2561 คาบบ่าย รับจริง 23 มี.ค.2561 คาบบ่าย)
ณรงค์ฤทธิ์ รัตนภักดี นักแสดง รัฐศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรการจัดการงานสาธารณะ (ซ้อมใหญ่ 16 มี.ค.2561 คาบบ่าย รับจริง 23 มี.ค.2561 คาบบ่าย)

 

ศิลปิน พาเหรด!! เข้ารับพระราชทานปริญญา ที่ม.รามฯ
พรสวรรค์ มะทะโจทย์ นักแสดง รัฐศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรการจัดการงานสาธารณะ (ซ้อมใหญ่ 16 มี.ค.2561 คาบบ่าย รับจริง 23 มี.ค.2561 คาบบ่าย)
ไพศาล ขุนหนู ศิลปินโนราห์ รัฐศาสตรบัณฑิต (ซ้อมใหญ่ 16 มี.ค.2561 คาบบ่าย รับจริง 23 มี.ค.2561 คาบบ่าย)
นันทวัน เรืองฤทธิ์ รองอันดับ 2 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2015 บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการบัญชีการเงิน (ซ้อมใหญ่ 12 มี.ค.2561 คาบบ่าย รับจริง 19 มี.ค.2661 คาบบ่าย)

นอกจานี้ สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังได้อนุมัติปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาดนตรีสมัยนิยม แก่นายสมนึก ทองมา หรือครูเพลงชลธี ธารทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ด้านการประพันธ์เพลงลูกทุ่ง ที่มีผลงานการแต่งเพลงให้นักร้องลูกทุ่งหลายคน เช่น สายัณฆ์ สัญญา ยอดรัก สลักใจ สุนารี ราชสีมา จนมีชื่อเสียงโด่งดัง อีกด้วย โดยจะเข้ารับพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์ในวันที่ 20 มีนาคม 2561(คาบบ่าย)