วิศวะเครื่องกล มจธ. ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302571

วิศวะเครื่องกล มจธ. ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก

ติดอันดับโลก, วิศวกรรมเครื่องกล, คณะวิศวกรรมศาสตร์, มจธ.

วิศวกรรมเครื่องกล มจธ. หนึ่งเดียวในไทยติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก จากการจัดอันดับโดย ARWU by Academic Subjects 2017

       การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดยองค์กรต่าง ๆ ระดับนานาชาติ ทำให้เห็นภาพรวมและศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทย ทำให้เกิดการพัฒนาเพื่อให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ ปัจจุบันมีสถาบันการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกที่มีชื่อเสียง ได้แก่ QS World University Rankings (QS) (สหราชอาณาจักร) Times Higher Education World University Rankings (THE) (สหราชอาณาจักร) และ Academic Ranking of World Universities (ARWU) (มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวถง สาธารณรัฐประชาชนจีน)
ล่าสุดปี 2017 ARWU มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก โดยจัดอันดับกลุ่มสาขาวิชา จำนวน 52 สาขาวิชาเป็นครั้งแรก สาขาวิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นหนึ่งเดียวของมหาวิทยาลัยไทย อยู่ในอับดับที่ 151-200 (จากมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลก 300 แห่ง) โดยวิศวกรรมเครื่องกล มจธ. มีความโดดเด่นด้านจำนวนการอ้างอิง (Citation) การจัดอันดับนี้ใช้เกณฑ์ 5 ด้าน ประกอบด้วย
1) The number of papers authored by an institution in an Academic Subject: จำนวนบทความตีพิมพ์ 5 ปีย้อนหลัง (2011-2015) ของแต่ละสาขาที่มีค่า Impact Factor จากฐานข้อมูลของ Thomson Reuter
2) Category Normalized Citation Impact: จำนวนการอ้างอิงซึ่งคิดเทียบกับจำนวนการอ้างอิงเฉลี่ยของโลกในแต่ละสาขา 5 ปีย้อนหลัง
3) International Collaboration: ความร่วมมือระหว่างประเทศโดยนับจากชื่อนักวิจัยต่างประเทศมากกว่า 2 ประเทศขึ้นไปที่อยู่ในบทความวิจัย
4) The Number of Papers Published in Top Journals: วารสารที่ตีพิมพ์อยู่ใน 20 เปอร์เซ็นต์แรกของฐานข้อมูลจากวารสารที่มีค่า Impact Factor ของแต่ละสาขา
5) Award: รางวัลระดับนานาชาติ จำนวนนักวิจัย/อาจารย์ในสถาบันที่ได้รับรางวัล ASME Medal และ Timoshenko Medal จากสมาคมวิศวกรเครื่องกลแห่งอเมริกา (American Society of Mechanical Engineers, ASME)

วิศวะเครื่องกล มจธ. ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก
ศ.ดร.สมชาย วงศ์วิเศษ

ศ.ดร.สมชาย วงศ์วิเศษ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. กล่าวว่า ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มจธ. เปิดสอนหลักสูตรตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก เน้นภารกิจด้านการเรียนการสอน การวิจัย การบริการสังคม การบริการอุตสาหกรรม การทำงานวิจัยที่มีคุณค่าให้กับสังคมตอบโจทย์และแก้ปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

มจธ. มีความโดดเด่นเรื่องงานวิจัยจะเห็นได้จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยวิจัยในหลายๆ ครั้ง การเรียนการสอนและงานวิจัยต้องมีความสอดคล้องกันต้องดำเนินการควบคู่กัน อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องสอนหนังสือและทำวิจัยควบคู่กันไป อาจารย์ควรทำงานร่วมกับนักศึกษาเพราะช่วยทำให้ได้ฝึกฝนคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ อาจารย์ที่ทำงานวิจัยจะเข้าใจศาสตร์ต่างๆ ได้ลึกซึ้งกว่าอาจารย์ที่สอนหนังสืออย่างเดียวทำให้สอนหนังสือสนุก มีความมั่นใจในตัวเอง ในขณะเดียวกันนักศึกษาก็ได้รับความรู้และประสบการณ์นอกเหนือกว่าที่ปรากฏในตำรา ถ้าทำได้อย่างนี้ท้ายที่สุดเราก็จะได้บัณฑิตและผลงานที่มีคุณภาพ

วิศวะเครื่องกล มจธ. ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก
ทั้งนี้ จากการจัดอันดับ ARWU by Academic Subjects 2017 ในครั้งนี้ วิศวกรรมเครื่องกล มจธ. มีคะแนนด้าน Category Normalized Citation Impact สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยมีคะแนนถึง 66.5 คะแนน จึงทำให้ มจธ. อยู่ใน 300 อันดับแรก และจะเห็นว่าแต่ละมหาวิทยาลัยมีคะแนนใกล้เคียงกันมาก ทำให้ต้องแบ่งเป็นกลุ่มๆ เช่น อันดับ151-200, อันดับ 201-300 ดังนั้นถ้าคะแนนที่นำมาจัดอันดับในปีถัดไปน้อยกว่าหรือมากขึ้นเล็กน้อยก็อาจจะส่งผลต่ออันดับได้

ไม่ยกเลิกมติอนุมัติตั๋วครูจอมทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302577

ไม่ยกเลิกมติอนุมัติตั๋วครูจอมทรัพย์

คุรุสภา, วิชาชีพ, จรรยาบรรณ, อนุมัติ, มติ, ตั๋ว, กลับ, รับราชการ, ครูจอมทรัพย์, ข่าวการศึกษา, คุณภาพชีวิต

คุรุสภาไม่ยกเลิกมติอนุมัติตั๋วครูจอมทรัพย์ หลังศาลมีคำสั่งยกคำร้อง ชี้พิจารณาไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามจรรยาบรรณวิชาชีพ

ตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องรื้อคดีของ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี อดีตข้าราชการครูจังหวัดสกลนคร ยกคำร้องให้ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลฎีกาที่สั่งจำคุก 3 ปี 2 เดือน ในคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร เนื่องจากไม่มีหลักฐานใหม่มาหักล้างได้

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560  ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (รองเลขาฯ สกศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คำสั่งศาลดังกล่าวไม่มีผลต่อมติของคณะอนุกรรมการดำเนินงานมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภา ที่อนุมัติต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เนื่องจากได้พิจารณาแล้วว่า ไม่สร้างความเสื่อมเสียและไม่เข้าข่ายคุณลักษณะต้องห้ามในทางจรรยาบรรณวิชาชีพ ส่วนการบรรจุเข้ารับราชการนั้นไม่ใช่อำนาจของคุรุสภา

ด้านนายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ ก.ค.ศ.) กล่าวว่า ในส่วนของการขอกลับเข้ารับราชการของนางจอมทรัพย์นั้น จะต้องไปยื่นเรื่องที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ซึ่ง สพท. จะพิจารณาคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่ หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ สพท. ก็สามารถเสนอคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) อนุมัติ จากนั้นจึงเสนอเรื่องมาให้ ก.ค.ศ. พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ตามหลักเกณฑ์การขอกลับเข้ารับราชการ บุคคลนั้นจะต้องมีอายุไม่เกิน 50 ปี เบื้องต้น กรณีครูจอมทรัพย์ อายุ 55 ปี อาจไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ แต่ก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะเรื่องเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของคณะกรรมการที่พิจารณา

เรื่อง”ผม ผม” ที่ต้องดูแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302484

x

เรื่อง”ผม ผม” ที่ต้องดูแล

เรื่องของเส้นผมและโรคของเส้นผม โดย : พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

      “ผม” กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยของ “การดูดีแบบครบสูตร” หลายคนโชคดีมี “ผม” ที่หนาและดกตลอดชีวิต จะดำหรือขาวก็ แล้วแต่อายุ คนที่ผมบางอาจรักตัวกลัว “ผม” หาย และดูแลรักษาอย่างดี คนที่มีพอดีๆ อาจไม่รู้ตัวแล้วรังแก “ผม” ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

คนเราจะมีเส้นผมโดยประมาณคนละ 100,000 -150,000 เส้น “ผม” ของแต่ละคนจะดูฟูดก หยิก ตรงลีบ ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ แต่ก็จะมีจำนวนประมาณนี้ล่ะค่ะ วงจรการเติบโตของ “ผม” ก็น่าสนใจนะคะ คือ ผมเราไม่ได้งอกทุกวันแต่มีวงจรชีวิตที่สามารถ

เรื่อง"ผม ผม" ที่ต้องดูแล

พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี

แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้
1. ระยะการเจริญเติบโต  หรือ Anagen Phase คือระยะที่ต่อมราก “ผม” จะอยู่ลึกที่สุดในชั้นหนังแท้ โดยมีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงอยู่มากมาย และจะใช้เวลาประมาณ 1,000วัน หรือ 3 ปี ในการเจริญเติบโตเป็นเส้นผม ประมาณ 85-90%ของเส้นผมทั้งศีรษะจะอยู่ในระยะการเจริญเติบโตนี้
2. ระยะหยุดการเจริญเติบโต หรือ Catagen Phase คือ ระยะหยุดการเจริญเติบโต ต่อมรากผมจะหยุดการแบ่งเซลล์ แต่ต่อมรากผมจะมีการค่อยๆเลื่อนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยทั่วไประยะนี้จะกินเวลาประมาณ 3 สัปดาห์
3. ระยะพักหรือ Telogen Phase ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของเส้นผม เมื่อต่อมรากผมเลื่อนสูงขึ้นจนถึงบริเวณของเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell)แล้ว ผมของคนเราก็จะเข้าสู่ ระยะพัก ซึ่งจะเป็นเพียงช่วงสั้นๆประมาณ 100 วัน  หรือ 3 เดือน ทั้งนี้ 10% ของเส้นผมทั้งศีรษะจะอยู่ในระยะพักนี้ ก่อนที่เซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell)จะส่งสัญญาณให้ต่อมผมเลื่อนลงมาอีกครั้งเพื่อให้มีการสร้างผมใหม่ โดยเส้นผมใหม่ที่สร้างขึ้นจะดันผมเก่าให้หลุดร่วงไป

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราลองมาดูกันค่ะว่า มีโรค หรือ ปัจจัย อะไรที่จะเป็นอุปสรรคของการมี “ผม” ที่สลวยสวยเก๋ ซึ่งความจริงแล้วปัญหาของ “ผม” เกิดขึ้นได้ทุกฤดู  โดยเฉพาะความร้อนของแสงแดด อาจจะไปกระตุ้นทำให้ “ผม” มันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้แบคทีเรียและยีสต์ เจริญอาหารมันนี้จนทำให้เกิดอาการคันและเป็นผื่นได้ บางคนก็มีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เป็นโรคที่หนังศีรษะได้  เพราะฉะนั้นควรให้ความสนใจ “ผม” ของเราบ้างจะได้ไม่เสียใจที่หลัง

เรื่อง"ผม ผม" ที่ต้องดูแล

คนที่มีรังแคเยอะ และคันศีรษะมาก ส่วนใหญ่จะเป็นโรค Seborrheic Dermatitis ภาษาไทยเรียกสั้นๆ ว่าโรค “เซ็บเดิร์ม”  ซึ่งเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่งที่ยังไม่พบสาเหตุแน่ชัดในการเกิดโรค  จากหลักฐานทางการแพทย์พบว่า อาจจะเกิดจากการที่หนังศีรษะมียีสต์ที่ชื่อ Malassezia furfur มากกว่าปกติ ทำให้มีการสร้างสารก่อให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนัง จึงเกิดเป็นผื่นคันดังกล่าว ซึ่งมีปัจจัยอื่นที่อาจมีความสัมพันธ์ร่วม เช่น การที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น เช่น ตากแดดหรือดื่มแอลกอฮอล์  ในบางฤดู  เช่นฤดูหนาว หนังศีรษะอาจแห้งคันมากขึ้น เกิดความเครียด, นอนไม่พอพักผ่อนน้อย, หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น พาร์กินสัน, การรับประทานยาบางอย่างเช่นยากันชัก, ยา cimetidine ที่ใช้รักษาโรคกระเพาะ อาจทำให้มีโอกาสเกิดโรค “เซ็บเดิร์ม” นี้มากขึ้นเช่นกัน แม้จะยังไม่สามารถหาสาเหตุของการเกิดโรคที่แท้จริงได้ แต่มีคนไข้ที่เป็นโรคนี้กันมากในหน้าร้อนและหน้าหนาว

อาการของโรค “เซ็บเดิร์ม” คือ มีอาการคันที่หนังศีรษะ ผิวหนังเป็นผื่นแดง ตุ่มคัน หรือ หนังศีรษะนูนหนา มีรังแค ล้วนเป็นอาการของ “เซ็บเดิร์ม” ทั้งสิ้น โรค “เซ็บเดิร์ม” อาจมีอาการคล้ายกับโรคสะเก็ดเงินได้ แต่โรคสะเก็ดเงินจะมีผื่นแดงมากกว่า ผื่นหนากว่าและมีสะเก็ดมากกว่า โชคดีที่โรค “เซ็บเดิร์ม” ส่วนใหญ่ไม่ทำให้ “ผม” ร่วง นอกจากเป็นเยอะมากจริงๆ

   “การรักษาไม่ยาก เพียงแต่คนไข้ควรหลีกเลี่ยงความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งยิ่งดื่ม จะยิ่งไปกระตุ้นให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นและควรใช้แชมพูที่มีส่วนประกอบของ Ketoconazole, Tar, Salicylic acid, หรือ Ciclopiroxolamine  อาจทำให้อาการคันหนังศีรษะและรังแคลดลง ในคนที่มีอาการมาก อาจใช้ยาโลชั่นที่มีส่วนประกอบของยาสเตียรอยด์ร่วมด้วย โรคนี้มักมีอาการเป็น ๆหาย ๆ มักไม่หายขาด ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นเท่าที่เป็นไปได้ และทายาและ/หรือสระผมด้วยแชมพูที่ผสมตัวยาดังกล่าว เพื่อทำให้อาการดีขึ้นและทำให้โรคอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้จะดีกว่า” 

เรื่อง"ผม ผม" ที่ต้องดูแล

สำหรับ เคล็ดลับทำให้  “ผม” แข็งแรงของทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย คือ ต้องทานอาหารที่มี “ธาตุเหล็ก” ให้เพียงพอ  เช่น ผักใบเขียว เนื้อแดงหรือเครื่องในสัตว์ แต่อย่ารับประทานมากจนเกินไปนะคะ ทานแต่พอดี  ซึ่งถ้าร่างกายเรามีธาตุเหล็กไม่เพียงพอ “ผม” เราก็จะเริ่มเปราะบาง และหลุดร่วงง่ายค่ะ  โดยปกติแล้ว “ผม” ของเราจะร่วงวันละประมาณ 50-100 เส้น แต่วันที่สระผมอาจร่วงมากหน่อย คือ 100-200 เส้น 

“ส่วนเคล็ดลับ “ผม” สวย อย่างแรกเลย อยู่ที่การเลือกใช้แชมพู เลือกใช้ยี่ห้อที่เราใช้แล้วไม่คัน ไม่ระคายเคือง  สำหรับอากาศแบบบ้านเราไม่ควรเลือกใช้แชมพูที่ไม่ผสมน้ำมันเยอะๆ  เพราะจะไปกระตุ้นให้แบคทีเรีย หรือ ยีสต์ มาเยี่ยมเยียนมากขึ้น แต่อาจเหมาะกับบางคน  เช่น คนที่เป็นโรคสะเก็ดเงินหรือคนที่มีหนังศีรษะหรือผมที่แห้งมาก  อย่างที่สอง คือ เรื่องการทำ “ผม”  สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ “ผม” คือ รักษาความสะอาด ดูแลผมแต่เพียงพอเหมาะ ไม่ทำร้าย “ผม” ด้วยความร้อนหรือสารเคมีบ่อยมากจนเกินไป รักษาสุขภาพและรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ก็เพียงพอสำหรับผมสวยได้ตลอดทั้งปี

“ว.เทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา”คว้าแชมป์รถประหยัดน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302483

“ว.เทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา”คว้าแชมป์รถประหยัดน้ำมัน

ฮอนด้า, รถประหยัดน้ำมัน, วิทยาลัยเทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา, สอศ.

ว.เทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา ทำสถิติประหยัดน้ำมันสูงสุด คว้าแชมป์แข่งขัน Honda Eco Mileage challenge ครั้งที่ 20 ปี 60 ขณะที่เทคนิคดอนเมือง คว้าอันดับ 2

            วิทยาลัยเทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ทำสถิติค่าประหยัดน้ำมันสูงสุด 2,912.041 กม./ลิตร ความเร็วเฉลี่ย 30.002 กม./ชม. คว้าชัยอันดับหนึ่ง ในการแข่งขัน รถประหยัดเชื้อเพลิง Honda Eco Mileage challenge ครั้งที่ 20 ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 15-16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา  ดร.บุญส่ง จำปาโพธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)  เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับ บ.เอ.พี.ฮอนด้า จุดพลังฝัน Honda Eco Mileage challenge ครั้งที่ 20 ประจำปี 2560 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในสายอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาได้แสดงความสามารถในการออกแบบและประดิษฐ์ยานพาหนะที่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากที่สุด การแข่งขันจัดขึ้นที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

"ว.เทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา"คว้าแชมป์รถประหยัดน้ำมัน

วิทยาลัยเทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา

ผลการแข่งขันปรากฏว่าวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ทำสถิติค่าประหยัดน้ำมันสูงสุด 2,912.041 กม./ลิตร ความเร็วเฉลี่ย 30.002 กม./ชม. จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเข้าร่วมแสดงผลงานและทัศนศึกษาในการแข่งขันระดับนานาชาติ ณ ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงปลายปี 2561 โดยมีทีมวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง มีสถิติสูงสุดเป็นอันดับที่ 2 ทำค่าสถิติประหยัดน้ำมันได้ 2,768.532 กม./ลิตร ความเร็วเฉลี่ย 34.324 กม./ชม. เข้าร่วมแสดงผลงาน และทัศนศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นด้วย

สำหรับผลการแข่งขันในแต่ละประเภท ดังต่อไปนี้ ประเภทรถประดิษฐ์ระดับอาชีวศึกษา  ได้แก่ อันดับ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา ลำลูกกา ทำสถิติค่าประหยัดน้ำมันสูงสุด 2,912.041 กม./ลิตร อันดับ 2 วิทยาลัยการอาชีพสว่างแดนดิน จ.สกลนคร ทำค่าสถิติประหยัดน้ำมันได้ 1,475.137 กม./ลิตร อันดับ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก ทำค่าสถิติประหยัดน้ำมันได้ 1,108.79 กม./ลิตร

"ว.เทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา"คว้าแชมป์รถประหยัดน้ำมัน

ประเภทรถประดิษฐ์ระดับอุดมศึกษา ได้แก่ อันดับ1 วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง  ทำค่าสถิติประหยัดน้ำมัน 2,768.532 กม./ลิตร อันดับ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา ทำค่าสถิติประหยัดน้ำมัน 1,029.217 กม./ลิตร อันดับ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างลพบุรี ทำค่าสถิติประหยัดน้ำมัน 730.376 กม./ลิตร

ประเภทรถประดิษฐ์ระดับประชาชนทั่วไป ได้แก่ อันดับ1 ร้านซ้งบริการ จ.นครปฐม ทำค่าสถิติประหยัดน้ำมัน 1,097.050 กม./ลิตร อันดับ 2 MPI จ. ปทุมธานี ทำค่าสถิติประหยัดน้ำมัน 777.104 กม./ลิตร อันดับ 3 ชมรมศิษย์เก่าช่างยนต์ เทศบาล 4 (เพาะชำ) จ.นครราชสีมา ทำค่าสถิติประหยัดน้ำมัน 765.196 กม./ลิตร

"ว.เทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา"คว้าแชมป์รถประหยัดน้ำมัน

ประเภทรถตลาด ได้แก่ อันดับ 1 วิทยาลัยการอาชีพเถิน จ.ลำปาง ทำค่าสถิติประหยัดน้ำมัน 204.760 กม./ลิตร อันดับ2 วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี ทำค่าสถิติประหยัดน้ำมัน 204.760 กม./ลิตร อันดับ3 ทีม วิทยาลัยเทคโนโลยี ไออาร์พีซี จ.ระยอง ทำค่าสถิติประหยัดน้ำมัน 202.458 กม./ลิตร

ประเภทสวยงาม ได้แก่ อันดับ1 วิทยาลัยเทคโนโลยีเอ็น-เทคบริหารธุรกิจ ปากคาด จ.บึงกาฬ อันดับ2 วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก อันดับ3 วิทยาลัยเทคโนโลยีเอ็น-เทค อินเตอร์เนชั่นแนล และรางวัลประเภทพัฒนาการทีมยอดเยี่ยม ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพสว่างแดนดิน

พบ“หนอนตัวแบนนิวกินี” แจ้งไลน์ด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302474

พบ“หนอนตัวแบนนิวกินี” แจ้งไลน์ด่วน

หนอนตัวแบนนิวกินี

 “แจ้งข่าว กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ล้างผัก” ช่วยให้สุขภาพห่างไกลจากเจ้า“หนอนตัวแบนนิวกินีพบเห็นถ่ายรูปส่งมายังline:@qbw4880w ร่วมด้วยช่วยกันไม่ให้แพร่กระจาย

      “หนอนตัวแบนนิวกินี (Platydemus manokwari)” ที่ถูกขนานนามว่าเป็นสัตว์ประหลาด และถูกจัดเป็น 1 ใน 100  ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานที่น่ากลัวที่สุดในโลก แถมหากใครพบเห็น สามารถถ่ายรูปส่งมายังline:@qbw4880w เพื่อร่วมด้วยช่วยกันไม่ให้เจ้าหนอนชนิดนี้แพร่กระจาย รุกรานมากขึ้น

    จากชื่อเสียงของเจ้า “หนอนตัวแบนนิวกินี” ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการ กินหอยทาก ในประเทศญี่ปุ่นจนหายไป 16 ชนิดสายพันธุ์ ใน 25 ปี หรือการกระจายตัวข้ามทวีปจากโซนหนึ่งของโลกไปอีกโซนหนึ่ง ทำให้เมื่อพบเจ้าหนอนดังกล่าวในประเทศไทย จึงเกิดความตื่นตระหนักการแพร่กระจายสู่ป่า เป็นพาหนะของโรคอะไรได้เข้า กระทบต่อระบบความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศน์

     กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)   กรมวิชาการเกษตร กรมควบคุมโลก และสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย(สกว.) ร่วมกันหาแนวทางจัดการหนอนตัวแบนนิวกินี

       ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม กล่าวว่าที่ประชุมได้สรุปถึงแนวทางการจัดการหนอนตัวแบนนิวกินีร่วมกัน โดยเน้นบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านวิชาการ การระบุชนิดพันธุ์ โดยทางสกว. จะเป็นเจ้าภาพในการการตรวจดีเอ็นเอเพื่อยืนยันชนิดพันธุ์ของหนอนตัวแบนนิวกินี  ร่วมกับ  ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม (Siamensis)  เพื่อให้ทราบชนิดพันธุ์ที่แน่ชัด

     อีกทั้งลงพื้นที่สำรวจการแพร่กระจายในประเทศ  ทั้งชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ป่าไม้  อันนำไปสู่การควบคุมผลกระทบที่เกิดขึ้นในระบบความหลากหลายทางชีวภาพ การศึกษาการเป็นพาหะของโรค การป้องกัน เฝ้าระวัง ควบคุมการแพร่กระจาย และการวางแผนป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายเข้าสู่เขตพื้นที่ป่า การหลุดรอดปะปนไปกับสินค้านำเข้า-ส่งออก รวมทั้งการกำจัดที่ถูกต้อง

     “จะมีการประเมินความเสี่ยงผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และสุขอนามัยของมนุษย์ โดย สกว.พร้อมให้การสนับสนุนทุนวิจัยแก่หน่วยงานต่างๆ ในการศึกษาวิจัยองค์ความรู้เชิงลึก ควบคู่กับการให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชน ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเพราะสามารถป้องกันได้ ตามสโลแกน “แจ้งข่าว กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ล้างผัก” ทั้งนี้เมื่อพบเห็นหรือสงสัยให้ถ่ายรูป และแจ้งมาที่แอพลิเคชันไลน์ Line:@qbw4880 รวมถึงจะมีการทำความเข้าใจและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ”ดร.วิจารย์ กล่าว

       ด้านนางอัษฎาพร ไกรพานนท์ รองเลขาธิการ สผ.กล่าวว่า สำหรับการเสนอปรับสถานภาพของหนอนตัวแบนนิวกินี ตามทะเบียนรายการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของประเทศไทย จากรายการ 4 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานที่ยังไม่เข้ามาในประเทศไทย เป็นรายการ 1 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว หรือ รายการ 2 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มี่แนวโน้มรุกราน จะดำเนินการภายหลังทราบผลการสำรวจและประเมินความเสี่ยงแล้ว

      โดยจะนำเสนอต่อคณะทำงานวิชาการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น คณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ (กอช.) พิจารณาให้ความเห็นตามลำดับต่อไป

   “หนอนตัวแบนนิวกินี” เริ่มจาก นายมงคล อันทะชัย ได้ส่งภาพหนอนตัวแบนนิวกินี กำลังกินหอยทากในบริเวณบ้านแถบ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เข้าไปในกลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม เพื่อสอบถามว่าเป็นสัตว์ชนิดใด ซึ่งอาจารย์ยิ่งยศ ลาภวงศ์ ได้ระบุชนิดว่าเป็นหนอนตัวแบนนิวกินี จึงเดินทางไปตรวจสอบร่วมกับ จิรวัฒน์ ผลเพิ่มพูล โดยตามไปเก็บตัวอย่างที่บ้านคุณมงคลเพื่อยืนยัน จนมั่นใจว่าเป็นหนอนชนิดดังกล่าวจริงๆ

    ลักษณะของหนอนชนิดนี้ ความยาวเมื่อโตเต็มที่จะประมาณ 6-7 เซนติเมตร ความกว้างประมาณ 0.7-1 เซนติเมตร ลำตัวด้านบนเป็นสีน้ำตาลเข้มและดำมันวาวคล้ายเส้นเฉาก๊วย ไม่มีข้อ ไม่มีปล่องในตัวที่มีสีอ่อนจะเห็นสีน้ำตาลอ่อนพาดกลางหลัง  ด้านท้องสีขาวและมีจุดสีขาวเล็กๆ ขนาดเล็กค่อนไปทางด้านหาง ซึ่งเป็นส่วนปาก แสดงตำแหน่งของปาก อยู่เยื้องไปทางท่อนหางของแนวกึ่งกลางลำตัว มีถิ่นกำเนิดบนเกาะนิวกินี

     โดยพื้นที่ที่พบครั้งแรกอยู่ในจังหวัดปาปัวตะวันตกของประเทศอินโดนีเซีย  หนอนชนิดนี้กินหอยทากและทากเปลือกเป็นอาหารหลัก และถ้าไม่สามารถหาหอยทากกินได้ ยังมีรายงานกินทากเปลือยและไส้เดือนด้วย ในการล่านั้นหนอนตัวแบนจะเลื้อยออกหากินในเวลากลางคืนและตามล่าหอยทากด้วยการตามกลิ่นเมือกไป

        ดร.นณณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีรายงานการพบหนอนตัวแบนนิวกินีในพื้นที่ 20 จังหวัดของไทย ซึ่งข้อน่ากังวลเกี่ยวกับหนอนตัวแบนนิวกินีคือมีรายงานการวิจัยในประเทศญี่ปุ่นพบว่าหนอนชนิดนี้กินทากเป็นอาหารและทำให้ทากท้องถิ่นสูญพันธุ์ ซึ่งในประเทศไทยต้องมีการศึกษาว่าจะกระทบกับทากท้องถิ่นและความหลากหลายของทากท้องถิ่นในพื้นที่ป่าหรือไม่ เหตุที่ต้องกังวลในเรื่องของทากเพราะแมลงสำคัญในระบบนิเวศน์ของไทยจะมีวงจรชีวิตช่วงหนึ่งอยู่ร่วมกับหอยทาก ซึ่งจะมีผลให้หิ่งห้อยลดจำนวนหรือสูญพันธุ์จากประเทศไทยได้ นอกจากนั้นยังมีในเรื่องการเป็นพาหนะในโรคสู่คนหรือไม่ซึ่งต้องทำการศึกษาวิจัยต่อไป

    “หนอนชนิดนี้เป็นสัตว์ 2 เพศในตัวเดียวกัน แต่การผสมพันธุ์จะต้องใช้ 2 ตัว ออกจากไข่ประมาณ 3 สัปดาห์ จากนั้นสามารถผสมพันธุ์ได้ทันที โดยการวางไข่แต่ละครั้งประมาณ 5-10 ฟอง มีอายุยืนประมาณ 2 ปี ระหว่างนี้ก็จะวางไข่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตาย ส่วนการกำจัดสามารถทำได้สองวิธีคือใช้น้ำร้อนลวกหรือหยอดด้วยเกลือป่น แต่ห้ามใช้การสับหรือหั่น และอย่าไปแตะตัวหนอน เพราะอาจจะแพ้เมือกของหนอนได้”

     ขณะนี้ในประเทศไทย ยังไม่มีการรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากหนอนดังกล่าว อาจจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ ดังนั้น ขอให้ประชาชนเข้าใจและป้องกันโดยการกินอาหารปรุงสุกด้วยความร้อน และยึดตามสโลกแกน อีกทั้งเมื่อพบเห็น ถ่ายรูป และแจ้งทางไลน์มาซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบให้และตอบคำถาม

เปิดใจ“นะซีบะฮ์” เจ้าของคะแนนสูงสุดม.อัลอัซฮัร ปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302473

เปิดใจ“นะซีบะฮ์” เจ้าของคะแนนสูงสุดม.อัลอัซฮัร ปี60

เปิดใจนะซีบะฮ์ เจ้าของคะแนนสูงสุดม.อัลอัซฮัร ปี60, เปิดโลกการศึกษามุสลิม, นะซีบะฮ์

อยากให้ทุกคนเป็นนักศึกษามีเป้าหมายให้กับชีวิตตัวเอง เราทุกคนอุตส่าห์ข้ามมาอยู่อีกฟากหนึ่งของฟ้า ดังนั้น อย่าพาตัวเองกลับไปโดยไม่ได้รับกำไรใดติดตัวไปฝากครอบครัว

     นางสาวนะซีบะฮ์ วิริยาทร” นักศึกษาที่รับปริญญาในปีนี้ได้คะแนนสูงสุด 90.92 % มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร มหาวิทยาลัยศาสนาระดับแนวหน้าของโลกเสียด้วย และยังเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ที่ต้องจบยากกว่ามหาวิทยาลัยปิดแบบทั่วไป แสดงว่า “น้องนะซีบะฮ์” เธอไม่ธรรมดาแน่นอน

     นะซีบะฮ์  เป็นคนกรุงเทพ มีพี่น้อง 9 คน น้องเป็นคน ที่6 เป็นลูกสาวของมหัทธนะ(อัฏฮา) และบังอรรัตน์(ฮะซะนะฮ์) วิริยาทร จบการศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนอนุชนบางกอกน้อย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนบางกอกวิทยา เป็นแบบบูรณาการณ์สามัญและศาสนา

เปิดใจ“นะซีบะฮ์” เจ้าของคะแนนสูงสุดม.อัลอัซฮัร ปี60

      หลังจากนั้นเปลี่ยนมาเรียนด้านศาสนาและภาษาอาหรับโดยตรง ในช่วงมัธยมปลายที่โรงเรียนอัลฟุรกอนศึกษา โดยเรียน กศน.ควบคู่ไปด้วยจนจบระดับมัธยมปลาย ต่อมาเดินทางมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรจนจบระดับปริญญาตรี

    น้องนาซีบะ เริ่มต้นเรียนที่อียิปต์ปี 2013 ในคณะ อุศูลุดดีน (ศาสนศาสตร์เฉพาะทางฮะดีษ “วจนะศาสดา”) เหตุผลที่เลือกเรียนคณะนี้ เพราะเหลื่อมใสท่านนบีมุฮัมมัด  ทั้งรูปแบบการพูดและคำสอนที่สามารถนำไปใช้ได้ทุกยุคสมัย จริงๆ อยากเรียนทั้งศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์อิสลาม เพราะมีประโยชน์ทั้งคู่ แต่เลือกเรียนคณะที่คิดว่าน่าจะตอบโจทย์ความเป็นตัวเองมากกว่า ประกอบกับบุคลากรที่จบทางด้านฮะดีษสำหรับผู้หญิงก็ยังมีไม่มากนัก โดยใช้เวลาเรียนทั้งหมด 4 ปี

เปิดใจ“นะซีบะฮ์” เจ้าของคะแนนสูงสุดม.อัลอัซฮัร ปี60

    เคล็บลับการเรียนดี ได้คะแนนสูงแบบน้องนะซีบะฮ์ สิ่งแรกเลยคือ สร้างวินัย อาศัยความสม่ำเสมอ เข้าเรียนในชั้นเรียนสิ่งนี้สำคัญที่สุด แม้บางวิชาแรกๆ อาจจะเข้าใจแค่ 20-20% แต่การเข้าเรียนทำให้สังเกตุแนวทางการสอน  ต้องอ่านหนังสือทุกเล่มให้จบพร้อมกับดร.ที่สอนเสร็จในท้ายเทอม

    ที่สำคัญคือพยายามอ่านหนังสือทบทวนก่อนหรือหลังเรียนทุกครั้ง วันสุดท้ายของการหยุดเรียนต้องรู้ภาพรวมทั้งหมดของหน้าสารบัญ หัวข้อใดบ้างที่ต้องเตรียมอ่านสอบ เนื้อหาบทไหนยากง่าย ช่วยในการจัดตารางอ่านหนังสือสอบ ต้องเตรียมตัวตลอดปี รู้จักคิดวิเคราะห์ วิธีนี้ช่วยขยายพื้นที่ข้อมูลในหัวเราต่อเรื่องนั้นๆได้เป็นอย่างดี

   เวลาฟังดร. สอนพยายามจับใจความและตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ ว่าเรื่องนี้มีที่ไปที่มาอย่างไร สอดคล้องกับเหตุการณ์ใดในชีวิตเราบ้าง นำไปใช้ได้อย่างไร บางเรื่องไม่เห็นด้วยกับ ดร.ก็จะกลับไปค้นคว้าจากตำราอื่นหรืออินเตอร์เน็ตเพื่อกลับมาถามท่านอีกครั้งในคาบเรียนต่อมา หลายครั้งข้อมูลใหม่ๆที่ไปหาอ่านก็จะถูกนำมาคัดกรองรวมกับสิ่งที่ดร.สอนและนำไปเขียนในข้อสอบ ซึ่งช่วยได้เยอะมาก

เปิดใจ“นะซีบะฮ์” เจ้าของคะแนนสูงสุดม.อัลอัซฮัร ปี60

    สำหรับใครที่เบื่อวิธีการเรียนแบบมีแต่คนป้อนให้ การหัดวิเคราะห์ต่อยอดด้วยตนเองก็เป็นอีกสีสันหนึ่งที่น่าลองในระหว่างการศึกษา น้องนาซีบะฮ์ เล่าวิธีท่องจำกุรอ่านให้ง่ายต่อการจำคืออ่านทบทวนอยู่เสมอ อ่านอัลกุรอ่าน1-2 ชั่วโมง พยายามศึกษาความหมายไปด้วยจะยิ่งทำให้จดจำได้เร็วแม่นยำไม่ลืม กุรอ่านจะฝังรากอยู่กับทุกหัวใจที่สงบและภักดี ถ้าเราอยากจดจำคำพูดของอัลลอฮ์ให้ขึ้นใจ ก็ให้เริ่มที่การปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของพระองค์จะ เป็นวิธีจำที่ดีที่สุดเลย

เปิดใจ“นะซีบะฮ์” เจ้าของคะแนนสูงสุดม.อัลอัซฮัร ปี60

     น้องนะซีบะฮ์ บอกว่า ความสำเร็จคส่วนหนึ่งมาจากแรงผลักดันของโรงเรียน ที่สอนวิชาการด้านศาสนาและภาษาอาหรับที่เข้มข้น เข้มงวดด้านวินัยซึ่งทางโรงเรียนปลูกฝังจนติดตัวนักเรียนแทบทุกคน โรงเรียนอัลฟุรกอน มีแบบอย่างที่ดี เจ้าของโรงเรียนเป็นคนอิยิปต์ พวกเราเรียกท่านว่า อิมามอาลี อีซา(ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) เป็นนักอ่านและให้ความสำคัญกับตำราเป็นอย่างมาก เหมือนห้องสมุดที่เดินไปเดินมาอยู่ในรั้วโรงเรียน คณะครูทุกท่านจบการศึกษาด้านภาษาอาหรับโดยตรง หลายท่านจบที่นี่ (อัลอัซฮัร) ระบบทุกอย่างของฟุรกอนเกื้อหนุนให้เราเป็นคนขยันและมีวินัย รักการอ่าน รักวิชาการ แบบอย่างที่ดี มีค่ามากกว่าคำสอน

เปิดใจ“นะซีบะฮ์” เจ้าของคะแนนสูงสุดม.อัลอัซฮัร ปี60เปิดใจ“นะซีบะฮ์” เจ้าของคะแนนสูงสุดม.อัลอัซฮัร ปี60

     “อยากให้ทุกคนเป็นนักศึกษาที่มีเป้าหมายให้กับชีวิตตัวเอง อย่าล่องลอยเป็นแรมปีโดยไม่รู้ว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่ เราทุกคนอุตส่าห์ข้ามมาอยู่อีกฟากหนึ่งของฟ้า ดังนั้น อย่าพาตัวเองกลับไปโดยไม่ได้รับกำไรใดติดตัวไปฝากครอบครัว” นะซีบะฮ์ วิริยาทร” กล่าว

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302471

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

 

ผ่านไป 30 ปีมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ ด้วยรักและห่วงใย 82 โรงใน 5 จังหวัดคือ หนองคาย หนองบัวลำพู อุดรธานี บึงกาฬ และปทุุมธานี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตนักเรียน

      โครงการด้วยรักและห่วงใยก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2530 ในพื่้นที่อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย ห่างจากตัวเมือง 234 กม.สภาพความเป็นอยู่แร้นแค้นแทบจะทุกด้าน ทำให้ อ.ศศิวิมล นพสุวรรณ อดีตอาจารย์โรงเรียนจิตรลดา ที่ติดตามสามีที่ย้ายมาเป็นปลัดอาวุโส อ.เซกา มาสอบบรรจุเป็นเข้ารับราชการครูที่จังหวัดหนองคาย

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดารโรงเรียนอาโอยาม่า 2 จ.อุดรธานี

     และมาปฏิบัติราชการที่หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานประถมศึกษาอ.เซกา นำสิ่งของต่างๆที่คณะครูร.ร.จิตรลดา มอบให้ไปบริจาคแก่เด็กๆที่ขาดแคลน และนำเงินไปจัดทำอาหารกลางวันให้นักเรียนที่ขาดแคลนฟรี โดยมีเงื่อนไขว่าให้ฝึกนักเรียนเหล่านั้นช่วยเหลือโรงเรียน เช่นงานปัดกวาดเช็ดถู ดูแลห้องสมุด ล้างชาม ระยะแยกมีโรงเรียนเข้าร่วม 12 แห่ง

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร    โรงเรียนอาโอยาม่า 2 จ.อุดรธานี

       ต่อมาความทราบถึงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสสยามบรมราชกุมารี จึงโปรดเกล้าให้ อ.ศศิวิมล นพสุวรรณ เข้าเฝ้าถวายรายงานสภาพความเป็นอยู่ของเด้กๆ หลังรับฟังการถวายรายงานและทอดพระเนตรภาพถ่ายชีวิต ประกอบกับพระองค์เคยเสด็จเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวณชายแดนบ้านโนนสำราญ ในพื้นที่อำเภอเซกา เมื่อปี 2527

     ด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ ทรงตรัสว่า “ฝากสตางค์ไปทำอาหารกลางวันให้เด็กที” และได้ทรงรับโครงการไว้ในพระอุปถัมภ์ภายใต้ชื่อโครงการว่า “โครงการด้วยรักและห่วงใย” จึงเกิดโครงการด้วยรักและห่่วงใยจากน้ำพระราชหฤทัยนับแต่นั้นเป็นต้นมา และในครั้งแรกได้พระราชทานทรัพย์จำนวน 60,000 บาท คณะข้าราชบริพารและผู้ใกล้ชิดโดยเสด็จพระราชกุศลอีก 33,470 บาท และชาวอ.เซการ่วมเดินการกุศลถวายอีก 29,146,50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 122,616,50 บาท

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

  โรงเรียนอาโอยาม่า 2 จ.อุดรธานี

      ผ่านไป 30 ปีมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ 82 โรงใน 5 จังหวัดคือ หนองคาย หนองบัวลำพู อุดรธานี บึงกาฬ และปทุุมธานี โรงเรียนทุกแห่งมี 6 ภาระกิจประกอบด้วย โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โครงการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีน โครงการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา โครงการฝึกอาชีพ โครงการส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน และโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งหมดนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการจัดการศึกษาให้ได้คุณภาพมาตรฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดารโรงเรียนอาโอยาม่า 2 จ.อุดรธานี

      “โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการต้องทำงานหนักมากกว่าโรงเรียนอื่น 100 เท่า ทั่้งภาระกิจจัดการศึกษาให้ได้มาตรฐาน การสนองงานพระองค์ท่านในโครงการแต่พวกเราคณะครูอาจารย์ทุกคนก็ทำเต็มที่ด้วยความสุข ต้องอาศัยเครือข่ายต่างๆทุกภาคส่วนของหน่วยงานราชการเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้งานทุกอย่างเป็นไปตามวัตถุประสงค์ นักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวหย่าร้างอาศัยอยู่กับปู่ย่าพ่อแม่ไปทำงานในเมือง โรงเรียนต้องเป็นที่พึ่งของเด็กนักเรียน สอนให้พวกเขาเรียนและมีอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น ส่วนใหญ่เด็กที่จบไปก็จะไปเรียนต่อสายอาชีพ 70 สามัญ 30 ” สามารถ ด้วงคำน้อย ผอ.โรงเรียนอาโอยาม่า 2 จ.อุดรธานี วัย 53 ปี กล่าว

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

โรงเรียนอาโอยาม่า 2 จ.อุดรธานี

       โรงเรียนอาโอยาม่า 2 มีเปิดสอนระดับอนุบาล ถึง ม.3  เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียน 312 คนครู 16 คน รวมลูกจ้าง 25 คน จัดการเรียนการสอนวิชาชีพผ่าน 20 ชมรม เพื่อเน้นให้นักเรียนมีพื้นฐานทางอาชีพในการเรียนต่อและเลี้ยงชีพหลังจบ ม.3

     เช่นเดียวกับ ร.ร.บ้านนามั่ง  จ.อุดรธานี โรงเรียนขยายโอกาสอีก 1  แห่งที่เข้าร่วมโครงการก็เน้นจัดการศึกษาวิชาชีพเช่นกัน เพื่อให้นักเรียนมีอาชีพและเลี้ยงตัวเองได้ ทุกวิชาที่เรียนผ่านฟาร์มต่าง และบริหารจัดการในรูปแบบสหกรณ์ โดยมีครู 1 คนนักเรียน 3 คนรับผิดชอบฟาร์มหมุนเวียนเรียนรู้ทุกฟาร์มที่อยู่ในโรงเรียนแห่งนี้เมื่อมีรายได้ก็นำมาใช้จ่ายหมุนเวียนในโรงเรียนและปันผลให้กับผู้รับผิดชอบบริหารจัดการในแต่ละฟาร์ม

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

    ร.ร.บ้านนามั่ง  จ.อุดรธานี

 “ที่นี่มีฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ เลี้ยงปลา เป็นอาหารกลางวัน ผลผลิตที่มีมากพอก็นำไปขายเพื่อนำรายได้มาหมุนเวียนในโรงเรียน แต่ละฟาร์มมีเงินหมุนเวียนประมาณ 50,000-60,000บาท และทุกครั้งที่ทำโครงการต่างๆนักเรียนทุกคนจะต้องถอดบทเรียนวิเคราะห์ว่าพอเพียงหรือไม่ มีเหตุมีผลหรือไม่ กระทบกับสังคม และวัฒนธรรม หรือไม่ ถ้ามีคำถามหรือเหตุต้องปรับปรุงแก้ไขก็ว่าไปตามที่มาของปัญาและแก้ไขตามเหตุและผลตามหลักคำสอนของพ่อ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่นำมาสอนนักเรียนในการดำรงชีวิต” สมร ศิลาคม ผอ.โรงเรียนบ้านนามั่ง อธิบาย

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

     ร.ร.บ้านนามั่ง  จ.อุดรธานี

     โรงเรียนแห่งนี่มี ครู 17 คนนักเรียน 269 ก่อนหน้านี้นางสมร สอนอยู่ที่โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ต่อมาภายหลังย้ายมาอยู่โรงเรียนบ้านนามั่ง เพราะมีความมุ่งมั่นอยากทำ “โครงการด้วยรักและห่วงใย” ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมาได้ทำตามความฝันที่ตั้งใจไว้แล้ว

      “โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ยากจน และทุพโภชนาการ คือโครงการที่อยู่ในโครงการด้วยรักและห่วงใย ฉะนั้นการเดินตามรอยของพระองค์ท่านที่ทรงให้ไว้คือทางรอดของการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่นช่วยให้นักเรียนได่มีอาชีพ และมีความรู้สามารถจัดการชีวิตของพวกเขาได้และได้สนองงานของพระองค์ท่าน นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับโรงเรียนต่างๆที่มาศึกษาดูงานและชุมชนต่างๆได้ด่วย วันนี้ถือว่าได้ทำตามความตั้งใจสูงสุดของชีวิตแล้ว” ผอ.โรงเรียนบ้านนามั่ง กล่าว

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดารด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

   ร.ร.บ้านนามั่ง  จ.อุดรธานี

นอกจากนี้โรงเรียนบ้านนามั่ง ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่ง ผอ.สมร บอกว่าได้ใช้หลักคำสอนของพ่อ 9 ประการในการบริหารจัดการโรงเรียน กล่าวคือ  1. ความเพียร 2. ความพอดี 3. ความรู้ตน 4. คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ 5. อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ6. พูดจริง ทำจริง 7. หนังสือเป็นออมสิน 8. ความซื่อสัตย์ และ 9. การเอาชนะใจตน

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

  ร.ร.บ้านนามั่ง  จ.อุดรธานี

     “เด็กๆ ทำอะไรต้องหัดให้รู้ตัว การรู้ตัวอยู่เสมอจะทำให้เป็นคนมีระเบียบและคนที่มีระเบียบดีแล้ว จะสามารถเล่าเรียนและทำการงานต่างๆ ได้โดยถูกต้องรวดเร็ว จะเป็นคนที่จะสร้างความสำเร็จและความเจริญ ให้แก่ตนเองและส่วนรวมในอนาคตได้อย่างแน่นอน” นี่คือหลักคำสอนที่นำมาใช้สอนนักเรียนทุกคนของโรงเรียนบ้านนามั่งให้เป็นคนดี

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

     ร.ร.บ้านนามั่ง  จ.อุดรธานี

 ในการนี้เมื่อวันที่ 14 พย.ที่ผ่านมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จไปทรงเยี่ยมโรงเรียนทั้ง 2 แห่งนำความปลาบปลื้มกับผู้อำนวยการโรงเรียนทั้งสองคณะครูและนักเรียนเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ด้วยรักและห่วงใย ยกระดับชีวิตนร.ถิ่นทุรกันดาร

                   ร.ร.บ้านนามั่ง  จ.อุดรธานี

แจง”หมอเกษม”ลาออกนายกสภามหิดล ไม่เกี่ยวสรรหาอธิการใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302438

แจง”หมอเกษม”ลาออกนายกสภามหิดล ไม่เกี่ยวสรรหาอธิการใหม่

มหิดล, นายกสภามหิดล, นพ.เกษม วัฒนชัย, หมอเกษม

มม.แจง “หมอเกษม” ลาออกกรรมการสภา เพราะมีภารกิจมาก ปัดไม่เกี่ยวเสนอชื่อ “ศ.นพ.บรรจง” เป็นอธิการคนใหม่

       มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้แจงว่า ตามที่  ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล เนื่องจากมีภารกิจสำคัญที่ได้รับมอบหมายเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกสภมหาวิทยาลัยได้เต็มที่นั้น

ในหนังสือลาออกของ ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม ได้ระบุว่า  ยังยินดีช่วยเหลืองานของมหาวิทยาลัยมหิดลตามโอกาสและเวลาที่อำนวย

เรื่องดังกล่าวมิได้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องการเสนอ ผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลของศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ แต่อย่างใด

อนึ่ง  ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยครั้งที่ 526 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ที่ประชุมมีมติ เป็นเอกฉันท์ยืนยันมติสภามหาวิทยาลัยในวันที่ 19 กรกฎาคม 2560 ภายหลังจากการหารือและทบทวนกระบวนการสรรหาฯ  อีกครั้งหนึ่งและเห็นว่าการสรรหาอธิการบดีในครั้งนี้ได้ยึดหลักความถูกต้อง สง่างาม และสามัคคีอย่างเต็มที่ และขอให้นำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อดำเนินการ นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต่อไป

ผลสอบข้อเท็จจริง”หมอยอร์น” ชนรปภ.คาดรู้ผลใน 1 สัปดาห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302422

ผลสอบข้อเท็จจริง”หมอยอร์น” ชนรปภ.คาดรู้ผลใน 1 สัปดาห์

รปภ., ประธานสอน, ผู้ตรวจราชการ สธ., กรรมการสอบข้อเท็จจริง, หมอยอร์น

แพทย์ชี้อาการ “สมชาย” รปภ.ยังวิกฤติต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ “หมอณัฐวุฒิ”เผยเตรียมเชิญ “หมอยอร์น” เข้าให้ข้อมูลคาดใช้เวลาสอบข้อเท็จจริง 1 สัปดาห์ สรุปเสนอผู้บริหาร

            เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 60 – ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า  ความคืบหน้าอาการล่าสุดของ นายสมชาย ยามดี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย(รปภ.) นพ.สกล สุขพรหม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เปิดเผยว่า วันนี้ผู้ป่วยเรียกลืมตา ทำตามสั่งได้ ความดันปกติ  ไข้เริ่มลดลง แต่ยังต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ได้ลองให้หายใจเอง แต่หายใจเองได้บ้างเล็กน้อย ยังไม่ดีมาก ถือว่ายังอยู่ในอาการวิกฤต ต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ผลการเพาะเชื้อ เบื้องต้นพบเชื้อในเสมหะ แต่รอผลจำเพาะอีกครั้ง

ขณะที่ นพ.ณัฐวุฒิ  ประเสริฐสิริพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และนิติกร กลุ่มเสริมสร้างวินัยและคุณธรรม  กล่าวถึงแนวทางการสอบสวน ว่า กรณีดังกล่าวดำเนินการใน 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนคดีอาญา เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ขณะที่การสอบสวนทางวินัยราชการ เป็นหน้าที่ของ สธ.เบื้องต้นจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งตนรับหน้าที่เป็นประธานตรวจสอบเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของวินัยราชการจะพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้อง คือ การดื่มสุรา ซึ่งก็จะพิจารณาคู่ขนานไปกับทางคดี แต่จะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอข้อมูลหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บได้มาพิจารณาเป็นหลัก ขณะเดียวกัน จะเชิญนพ.ยอร์น จิระนคร สาธารณสุขนิเทศก์เขต 12 มาให้ข้อมูลด้วยเช่นกัน คาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาขั้นตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่เกิน 1 สัปดาห์ จากนั้นจะนำข้อมูลเสนอผู้บริหารและสอบด้านวินัยราชการต่อไป

นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ไม่รู้สึกกังวล กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าตั้งผู้ตรวจราชการมาเป็นประธานสอบจะช่วยกันหรือไม่ เพราะจริงๆแล้วการเลือกผู้ตรวจราชการฯ มาเป็นประธานการตรวจสอบฯ เนื่องจากตามหลักราชการผู้ที่จะตรวจสอบจะต้องมีตำแหน่งที่สูงกว่า ผู้ตรวจราชการฯ แม้ซีจะเท่ากับสาธารณสุขนิเทศก์ แต่โดยตำแหน่งสูงกว่าเพราะเป็นฝ่ายบริหาร ขณะที่สาธารณสุขนิเทศก์เป็นฝ่ายวิชาการ และการที่ตนได้รับเลือกก็เพราะดูแลพื้นที่เขตสุขภาพที่ 11 ซึ่งใกล้เคียงเขต 12

ขอบคุณภาพ : กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)

“ครูจอมทรัพย์”ตระเวนไหว้พระ ลุ้นคำพิพากษาพรุ่งนี้(คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302419

“ครูจอมทรัพย์”ตระเวนไหว้พระ ลุ้นคำพิพากษาพรุ่งนี้(คลิป

x

“ครูจอมทรัพย์” อดีตครูสกลนคร ลุ้นคำอ่านพิพากษาฎีกาพรุ่งนี้(17พ.ย.60) ตระเวนไหว้พระขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เชื่อมั่นว่าตนเองจะได้รับความยุติธรรม

          16 พ.ย.60 คดีดังของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี อดีตข้าราชการครู ชาว จ.สกลนคร หรือครูอ๋อย อดีตผู้ต้องโทษในดดีขับรถชนคนตายโดยประมาท และมีการร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่ และในวันพรุ่งนี้ 17 พ.ย.60 โดยศาลจังหวัดนครพนม ได้นัดอ่านคำพิพากษาฎีกา เวลา 13.00 น.

         ความเคลื่อนไหววันนี้ นางจอมทรัพย์ หรือ ครูอ๋อย พร้อมเพื่อน ได้ขับรถตระเวนไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญในจังหวัดสกลนคร เพื่อความเป็นสิริมงคล และสร้างขวัญกำลังใจ คลายความกังวลใจ โดยจุดแรกได้เข้าไปกราบสักการะองค์พระธาตุเชิงชุม และหลวงพ่อองค์แสน ที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน คู่เมือง ภายในเขตเทศบาลนครสกลนคร และครูจอมทรัพย์ ได้มีโอกาสพบปะกับ นายวิทยา จันทร์ ฉลอง ผวจ.สกลนคร ที่มาเป็นประธานเปิดงานที่วัดพระธาตุเชิงชุม

        ครูจอมทรัพย์ กล่าวว่า มีโอกาสสอบถามความคืบหน้า การขอกลับเข้ารับราชการครู ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร บอกว่าได้ส่งเรื่องไปให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร หรือ สพฐ. เป็นผู้อนุมัติ เนื่องจากติดปัญหาว่า ครูจอมทรัพย์อายุเกิน 50 ปี จึงต้องให้ สพฐ.กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้อนุมัติ และผู้ว่าฯ ก็ให้คำมั่นว่า จะได้กลับเข้ารับราชการได้อย่างแน่นอน

        จากนั้น ครูจอมทรัพย์ ได้เดินทางไปยังวัดป่าสุทธาวาส เพื่อกราบนมัสการรูปปั้นเหมือนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน และยังนำดอกไม้ธูปเทียนไปกราบสักการะศาลหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนจะเดินทางกลับบ้านพัก เพื่อพักผ่อนและเตรียมตัวรอที่จะเดินทางไปฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในวันพรุ่งนี้ที่ศาลจังหวัดนครพนม

         ซึ่งคำพิพากษาของศาลฎีกา แม้จะไม่มีผลทำให้ครูจอมทรัพย์ ต้องกลับมารับโทษจำคุกอีก แต่จะเป็นวันที่ชี้ชะตาคำตัดสิน ที่จะทำให้ครูจอมทรัพย์ได้พ้นมลทินในคดีดังกล่าว โดยครูจอมทรัพย์ ยังเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม และเมื่อมีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ ทำให้ตนเองมีความมั่นใจในหลักฐาน และพยาน ที่ได้พูดความจริงอีกครั้ง และตนเองได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ แต่หากผลตัดสินมาอย่างไรก็ขอน้อมรับคำตัดสิน และขอก้มหน้าทำงานเพื่อรับใช้สังคม และเดินเรื่องขอกลับเข้ารับราชการครูในบั้นปลายของชีวิต ในอาชีพที่ตนเองรัก

        ซึ่งนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนม่วงไข่ประชาราษฎร์รังสรรค์ ต.ด่านม่วงคำ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ตกเป็นนักโทษถูกตัดสินจำคุกเกี่ยวกับคดี ขับรถชนคนตาย เหตุเกิดเมื่อ 11 มีนาคม 2548 ในพื้นที่ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม หลังคำพิพากษาตัดสินของศาลฎีกา ให้จำคุก 3 ปี 2 เดือน และได้รับการอภัยโทษออกมา เมื่อปี 2558 ต้องโทษจำคุกจริง 1 ปี 6 เดือน

         ก่อนเข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงยุติธรรมให้รื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้น คือ ศาลจังหวัดนครพนม พิจารณารื้อคดีขึ้นมาใหม่ ถือเป็นคดีสำคัญและประวัติศาสตร์ ในการขอรื้อคดี เพื่อพิจารณาใหม่ ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ที่จะเป็นกรณีศึกษาสำหรับกระบวนการยุติธรรม และกลายเป็นคดีที่สังคมสนใจติดตาม