มติเอกฉันท์!! ไล่ออกขรก.ชายคุกคามทางเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302417

มติเอกฉันท์!! ไล่ออกขรก.ชายคุกคามทางเพศ

ลวนลามลูกน้องสาว, ข้าราชการชาย, อกพ.สป.สธ., ไล่ออก

“หมอเจษฎา” เผย อกพ.สป.สธ.ยืนตามข้อเสนอคกก.สอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงเสนอ กรณีข้าราชการชายคุกคามทางเพศลูกจ้างหญิง มีมติเอกฉันท์ผิดวินัยร้ายแรงให้ไล่ออกจากราชการ

         เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 60 – นายแพทย์เจษฎา  โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังประชุมอกพ.สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (อกพ.สป.) กรณีข้าราชการชายลวนลามลูกจ้างหญิง ว่า ที่ประชุมอกพ.สป. ได้พิจารณาโทษข้าราชการชายซึ่งเป็นหัวหน้างาน ตามผลสรุปที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงเสนอ

โดยมีความเห็นว่าเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 จึงมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นสมควรลงโทษให้ไล่ออกจากราชการ

“3พันธกิจ”พัฒนากศ.เอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302412

“3พันธกิจ”พัฒนากศ.เอกชน

่ ่ คุณภาพชีวิต, ราชภัฏโคราช, 3 พันธกิจ, การศึกษาเอกชน, ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ, คณบดีคณะครูศาสตร์, มหาวิทยาลับราชภัฏนครราชสีมา, 3พันธกิจ

“ราชภัฏโคราช จับมือสมาคมสถานศึกษาเอกชนนครราชสีมา  ชู 3 พันธกิจสร้างโมเดลพัฒนาคุณภาพการศึกษา

         16 พ.ย.60 ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยรองศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร ฝอยพิกุล อธิการบดี และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภเสฏส์ คณากูล นายกสมาคมสถานศึกษาเอกชนจังหวัดนครราชสีมา ได้ร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ โดยมีแขกผู้มีเกียรติร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ นายพงษ์ศิริ กุสุมส์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา พลเอก ดร. มารุต ลิ้มเจริญ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ศึกษาธิการภาค 14 ศึกษาธิการจังหวัด ผู้บริหาร บุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนจังหวัดนครราชสีมา

 

"3พันธกิจ"พัฒนากศ.เอกชน

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อ “พัฒนาคุณภาพการศึกษาเอกชนของจังหวัดนครราชสีมา” โดยมุ่งดำเนินการร่วมกันใน 3 ประเด็นหลัก 1. คณะครุศาสตร์จะผลิตครูและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้กับสถานศึกษาเอกชน 2. ร่วมมือกันทำวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาเอกชน 3. คณะครุศาสตร์จะส่งนักศึกษาไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูกับสถานศึกษาเอกชน

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้มีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูในโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นได้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ และสอบบรรจุเป็นครูผู้ช่วยได้เป็นอันดับสองของประเทศ

 

"3พันธกิจ"พัฒนากศ.เอกชน
โดยคณะครุศาสตร์ ได้กำหนดนโยบาย “ครุศาสตร์อันดับหนึ่งของประเทศ(EDU No.1)” มีความเป็นเลิศใน 6 ด้านคือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการวิจัยและบริการวิชาการ ด้านนวัตกรรมการศึกษา ด้านการบริหารจัดการ ศูนย์การศึกษาพิเศษเป็นเลิศ และโรงเรียนสาธิตเป็นเลิศ มุ่งสู่การเป็นสถาบันต้นแบบที่มีความเป็นเลิศด้านการผลิตและพัฒนาครู โดยสร้างครูของพระราชาที่มีอัตลักษณ์ “เก่งวิชาการ เก่งภาษา เก่งสอน มีจิตวิญญาณความเป็นครู รู้ท้องถิ่น” เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล และพระราโชบายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่ทรงรับสั่งให้มหาวิทยาลัยราชภัฏผลิตครูให้มีคุณภาพ และพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มแข็ง

จัดหลักสูตร420ชม.รองรับสังคมผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302408

จัดหลักสูตร420ชม.รองรับสังคมผู้สูงวัย

่ คุณภาพชีวิต, เร่งยกระดับ, 420ชม.รับสังคมผู้สูงวัย, จัดหลักสูตร

ก.แรงงาน ติวเข้มฝึกทักษะคนทำงาน รองรับสังคมผู้สูงวัย จัดหลักสูตร 420 ชั่วโมงสาขาผู้ดูแลผู้สูงอายุ การันตีฝึกจบมีงานทำ เปิดแล้วที่ชลบุรี

        16พ.ย.60 นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และหลายประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นกัน จึงต้องเตรียมแผนรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการบริหารประเทศและปัญหาด้านอื่นๆ ที่จะตามมา โดยนายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด หามาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา อาทิ การขยายอายุเกษียณ การสนับสนุนให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ ส่งเสริมการออม การเพิ่มทักษะและการจัดหางานให้เหมาะสมกับแรงงาน รวมถึงการเตรียมความพร้อมคนทำงานเพื่อดูแลผู้สูงอายุด้วย

 

จัดหลักสูตร420ชม.รองรับสังคมผู้สูงวัย

นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่า ผู้สูงอายุส่วนหนึ่งอาจยังสามารถประกอบอาชีพและดูแลตัวเองได้ แต่จะมีผู้สูงอายุอีกกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องมีคนคอยดูแลใกล้ชิด อาทิ ผู้สูงวัยที่มีโรคประจำตัว ร่างกายไม่แข็งแรง หรือเป็นผู้ป่วยติดเตียง กพร.จึงตระหนักและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงมอบหมายให้สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศที่มีความพร้อม ดำเนินการฝึกอบรมเพื่อผลิตคนทำงานในด้านนี้ออกสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

จัดหลักสูตร420ชม.รองรับสังคมผู้สูงวัย

สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีความพร้อมและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพสภากาชาดไทย ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ฝึกอบรมให้กับคนในวัยแรงงาน อายุระหว่าง 18-55 ปี ในสาขาการดูแลผู้สูงอายุ เป็นหลักสูตร 420 ชั่วโมง เรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ การทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ด้านสาธารณสุข การวัดความดันและเรื่องอื่นๆ ที่มีความจำเป็นต่อการดูแลผู้สูงอายุ พร้อมฝึกปฏิบัติด้วย ที่ผ่านมาฝึกอบรมแล้ว 17 คน โดยผู้ที่จบฝึก ศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูฯ จะรับเข้าทำงานทันที หรือจัดส่งไปยังกลุ่มเครือข่าย และในปี 2561 สถาบันฯ ชลบุรี มีเป้าหมายดำเนินการอีก 20 คน กำหนดเปิดอบรมในวันที่ 4 มกราคม 2561 นี้ ดังนั้นผู้ที่สนใจสามารถสมัครด้วยตนเองหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 038 276 824 ,038 276 445 ต่อ119

 

จัดหลักสูตร420ชม.รองรับสังคมผู้สูงวัย

คุณจิดาภา หงส์รัมย์ (ลักษ์) อายุ 38 ปี เล่าว่า เธอผ่านการอบรมสาขาการดูแลผู้สูงอายุจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี โดยฝึกที่ศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพสภากาชาดไทย ต.บางพระ เป็นระยะเวลา 3 เดือน และฝึกในสถานประกอบการอีก 1 เดือน ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ตัดสินใจมาอบรมเพียงต้องการนำความรู้ไปดูแลยายที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่หลังจากจบหลักสูตรแล้ว ศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูฯ มีบุคลากรในการดูแลผู้สูงอายุไม่เพียงพอ ลักษ์จึงตัดสินใจทำงานแห่งนี้ ถึงแม้ค่าจ้างจะไม่สูงนักแต่ลักษ์ได้อยู่ใกล้ครอบครัว เดินทางไป-กลับไม่ไกลจากที่พัก และมีรายได้ส่วนหนึ่งจากการทำสวน ทำให้ลักษ์มีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครอบครัว

 

จัดหลักสูตร420ชม.รองรับสังคมผู้สูงวัย

ด้านคุณนิตยา บุปผา (นิต) อายุ 52 ปี เป็นอีกคนหนึ่งที่จบการฝึกจากสถาบันฯ ชลบุรี และทำงานที่ศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูฯ เช่นกัน คนที่จบพร้อมกันทำงานที่นี่ 3 คน บางส่วนจะไปทำงานดูแลผู้สูงอายุประจำที่บ้าน ป้านิตบอกว่าที่ศูนย์ฟื้นฟูต้องการรับทุกคนที่จบฝึก หลายคนไปทำงานใกล้บ้าน เพราะปัจจุบันมีผู้สูงอายุมากขึ้น จึงมีความต้องการคนทำงานในด้านนี้ แต่หาคนทำงานด้านนี้ยากมาก เนื่องจากการดูแลผู้สูงอายุ เป็นงานที่ต้องอาศัยความอดทน เรียกได้ว่าคนที่มาทำงานด้านนี้ต้องมีใจบริการและคิดเสมอว่าเรากำลังดูแลพ่อ-แม่ของเราเลยทีเดียว จึงจะสามารถทำงานนี้ได้อย่างยาวนาน

ข้อตกลงแก้หนี้ครูใหม่ยังไม่สรุป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302404

ข้อตกลงแก้หนี้ครูใหม่ยังไม่สรุป

ทำหนังสือทวงเงินคืน, นัดคุย, พักชำระหนี้ 3 งวด, เอ็มโอยูแก้ปัญหาหนี้สินครูฉบับใหม่, หนี้ครู

ร่างเอ็มโอยูแก้หนี้ครู สกสค.-ออมสิน ยังไม่สรุปนัดถกอีกรอบ 23 พ.ย.นี้ “พินิจศักดิ์” เผยต้องระบุชัดให้ครูรู้ข้อมูล เตรียมทำหนังสือถามธ.ออมสินแจงถามหักเงินอีกรอบ

            สำหรับความคืบหน้าการจัดทำบันทึกข้อตกลง หรือ เอ็มโอยูแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฉบับใหม่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กับธนาคารออมสิน เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 60 – นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. เปิดเผยว่า  ร่างบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่ยังไม่ได้ข้อสรุปร่วมกัน เนื่องจากในรายละเอียดที่ธนาคารออมสินส่งมา ได้ระบุว่าแม้ว่าจะยกเลิกข้อตกลงฉบับเก่า แต่หลักเกณฑ์เดิมที่กำหนดไว้ให้บังคับใช้ต่อไปในเอ็มโอยูฉบับใหม่ ดังนั้นในวันที่ 23 พฤศจิกายนที่จะมีการหารือกับธนาคารออมสิน จะสอบถามว่าหลักเกณฑ์เดิมที่ยังใช้บังคับอยู่มีอะไรบ้าง ขอให้เขียนไปให้ชัดในข้อตกลงฉบับใหม่นี้ เพื่อให้ครูรับรู้ เพราะขณะนี้ครูบางคนไม่รู้เลยว่า สัญญาเดิมได้มีการตกลงอะไรกันไว้บ้าง

“ขณะนี้ข้อตกลงถือว่ายังไม่ยุติ เช่น เรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ที่ระบุว่า ธนาคารออมสิน ยังเปิดโอกาสให้ครูที่เป็นหนี้เสียกับธนาคาร หรือมีแนวโน้มผ่อนชำระหนี้ต่อไม่ไหวให้เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร โดยได้รับเงื่อนไขพิเศษ เช่นระบุว่าการพักชำระหนี้เงินต้น 3 ปี ตรงนี้ก็ต้องถามว่าจะมีการขยายอายุสัญญาให้ครูหรือไม่ เพราะหากไม่มีการขยายอายุสัญญา อาจจะทำให้ในปีที่ 4 ครูต้องแบกรับภาระหนักขึ้น ขณะที่ ครูที่มีวินัยในการชำระหนี้ก็มองว่า มาตรการนี้ มุ่งช่วยแต่ผู้ที่ไม่มีวินัยทางการเงิน ดังนั้น ควรมีมาตรการในการส่งเสริมผู้ที่มีวินัยทางการเงินดีด้วย เช่น ลดดอกเบี้ยให้ เป็นต้น ซึ่งต้องมาคุยร่วมกัน”นายพินิจศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในร่างบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่ได้มีการระบุถึงการติดตามเงินที่ธนาคารออมสินได้หักจากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคง ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) เพื่อชำระหนี้แทนครูที่ค้างชำระเงิน 3 งวด ประมาณ 10,400 ล้านบาทคืนหรือไม่ นายพินิจศักดิ์ กล่าวว่า ในร่างข้อตกลงฉบับใหม่ยังไม่ได้ระบุถึงเรื่องนี้ แต่ สกสค.ก็ต้องมีการพูดคุยว่าจะดำเนินการอย่างไร และจะทำหนังสือสอบถามไปยังธนาคารออมสิน ขอให้ชี้แจงการดำเนินการตามขั้นตอนและแนวปฏิบัติในกรณีหนี้ค้างชำระอย่างไรบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.รอบแรกปี 2558 ได้มีหนังสือสอบถามไปแล้วหลายครั้ง และทราบว่ายังขณะนี้ก็ยังไม่มีการตอบใดๆ กลับมา ดังนั้น จึงจะมีหนังสือสอบถามไปอีก

4ม.โดนม.44เตรียมเฮอีก4เดือนลุ้นคสช.ยกเลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302393

4ม.โดนม.44เตรียมเฮอีก4เดือนลุ้นคสช.ยกเลิก

มหาวิทยาลัย, ม.44, 4 มหาวิทยาลัยโดนม.44, อำนาจบริหาร

คาดอีก4-6 เดือนเล็งคืน 4 มหาวิทยาลัยโดนคำสั่ง คสช. ชี้ผลการประเมินคุณภาพภายในดีมาก เตรียมสรุปผลทั้งหมดให้เสร็จก่อนสิ้นปี 2560 เสนอรมว.ศึกษาธิการ

       ตามที่ได้มีการแก้ปัญหาธรรมาภิบาลสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมีการใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557(ฉบับชั่วคราว) ออกคำสั่งที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฎ(มรภ.)สุรินทร์  มรภ.ชัยภูมิ มหาวิทยาลัยบูรพา (มบ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ตะวันออก นั้น

ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)  เปิดเผยว่า การประชุมกกอ.เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการรายงานความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว  ซึ่ง คาดว่าจะใช้เวลาในการแก้ปัญหามหาวิทยาลัยทั้ง 4 แห่งอีก 4-6 เดือน ก็น่าจะคืนอำนาจให้มหาวิทยาลัยกลับไปบริหารเองได้แล้ว เนื่องจากขณะนี้มหาวิทยาลัยต่าง ๆได้เริ่มกระบวนการสรรหาอธิการบดีแล้วอย่างมทร.ตะวันออก สรรหาอธิการบดีเสร็จแล้ว จากนี้จะมีการสรรหาสภามหาวิทยาลัย  ส่วนอีก 3 มหาวิทยาลัยก็ดำเนินการสรรหาอธิการบดีอยู่ คาดว่ากระบวนการสรรหาต่าง ๆก็น่าจะเสร็จในเวลาใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้ ประเด็นที่กกอ.พอใจมากคือผลการประเมินคุณภาพภายในเรื่องการจัดการศึกษาของ 4 มหาวิทยาลัย ซึ่งดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมผลการประเมินคุณภาพภายในอยู่ในระดับพอใช้ ก็ขึ้นมาระดับดี ถึงระดับดีมาก  แต่มหาวิทยาลัยก็ยังแก้ปัญหาได้ไม่หมด เนื่องจากการบริหารภายในที่มีปัญหาสะสมมานานต้องให้เวลาในการแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม จากนี้คณะบุคคลปฏิบัติหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัยทั้งหมด ก็จะต้องไปสรุปผลการดำเนินการในการแก้ปัญหา เนื่องจากทำงานมาครบ 1 ปีพอดี โดยสรุปว่าได้มีการแก้ไขปัญหาอะไรไปบ้างแล้ว และแผนการดำเนินการที่เหลือว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งต้องสรุปผลให้เสร็จก่อนสิ้นปี 2560 เพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

“บิ๊กตู่” กำชับ ศธ.เข้มคนขับ-ตรวจสอบรถทัศนศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302390

“บิ๊กตู่” กำชับ ศธ.เข้มคนขับ-ตรวจสอบรถทัศนศึกษา

นายกฯ, เป็นห่วง, กำชับ, อุบัติเหตุ, รถบัส, ทัศนศึกษา, ดูแล, ป้องกัน, หน่วยงาน, ตรวจสอบ, บิ๊กตู่

“บิ๊กตู่” “นายกฯ” เป็นห่วงอุบัติเหตุรถบัสทัศนศึกษา กำชับ ศธ. ทำความเข้าใจสถานศึกษา ตรวจสอบคนขับ สภาพรถให้พร้อม ป้องกันเหตุร้าย

 

16 พ.ย. 60 – พล.ท.สรรเสริ​ญ แก้ากำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากกรณีที่รถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนบ้านหนองแซง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ประสบอุบัติเหตุบริเวณถนนสีคิ้ว – ชัยภูมิ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ระหว่างเดินทางกลับจากการเข้าชมนิทรรศการพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง รวมทั้งรถรับส่งนักเรียนโรงเรียนหนองกรดพิทยาคม อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ที่ประสบอุบัติเหตุพุ่งชนต้นไม้ที่ จ.พิจิตร และมีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

พล.ท.สรรเสริ​ญ กล่าวว่า ในส่วนของอุบัติเหตุที่ จ.นครราชสีมา นั้น เบื้องต้นเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ว่าฯจังหวัดนครราชสีมาได้เดินทางไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บ และกำชับให้แพทย์พยาบาลช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ พร้อมกับอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บเดินทางกลับบ้าน นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มอบเงิน จำนวน 300,000 บาท ให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 (สพป.ชัยภูมิ เขต 2) เพื่อนำไปช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบอุบัติเหตุ ขณะเดียวกัน สพป.ชัยภูมิ เขต 2 ได้จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งขณะนี้มีผู้ร่วมบริจาคแล้วกว่า 200,000 บาท

“นายกฯ เป็นห่วงเรื่องการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะรถรับส่งและรถทัศนศึกษาของโรงเรียนที่เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการขับรถเร็ว จึงได้กำชับไปยังกระทรวงศึกษาธิการให้ทำความเข้าใจกับโรงเรียนในสังกัด เพื่อหามาตรการควบคุมดูแลคนขับรถและสภาพรถ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด ส่วนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแล้วให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว.

ศูนย์ปฏิบัติการยุติวัณโรคจังหวัดดูแลผู้ป่วยเข้มรายคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302389

ศูนย์ปฏิบัติการยุติวัณโรคจังหวัดดูแลผู้ป่วยเข้มรายคน

ศูนย์ปฏิบัติการณ์วัณโรค, วัณโรค

สธ.ตั้งศูนย์ปฏิบัติการยุติวัณโรคระดับจังหวัด ดูแลเข้มรายบุคคลยึดผู้ป่วยศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 90% เร่งบริการเข้าถึงอีก 6 กลุ่มเสี่ยง ลดอุบัติการณ์วัณโรคของไทย

            เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 60 – ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมการประชุมรัฐมนตรีระดับโลกเรื่อง “ยุติวัณโรคเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (The Global Ministerial Conference “Ending TB in the Sustainable Development Era : A Multisectoral Response”) ระหว่างวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2560 ที่กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อให้ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกเร่งรัดการใช้ยุทธศาสตร์ยุติวัณโรค อย่างครอบคลุม รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ เทคโนโลยีด้านต่างๆ และสร้างเครือข่ายการทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านวัณโรคขององค์กรต่างๆ

ตลอดจนติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาวัณโรคของแต่ละประเทศ ให้สอดคล้องตามทิศทางยุทธศาสตร์การยุติวัณโรค และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยังยืน ให้บรรลุเป้าหมายลดอุบัติการณ์วัณโรคให้ต่ำกว่า 10 ต่อแสนประชากรโลกภายในปี พ.ศ. 2578 ตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนด

สำหรับประเทศไทยข้อมูลล่าสุดปี 2560 มีผู้ป่วยวัณโรค ขึ้นทะเบียนรักษา 67,193 ราย คิดเป็นอัตราความครอบคลุมการรักษาวัณโรคเพียงร้อยละ 59.4 เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนด สธ.ได้ให้ทุกจังหวัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการยุติวัณโรคโดยมี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้อำนวยการศูนย์ โดยจะเน้นที่การดูแลรักษาอย่างเข้มข้นเป็นรายบุคคลด้วยแนวทางการดูแลผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางให้มีอัตราความสำเร็จการรักษาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา

นอกจากนี้ จะต้องดำเนินการเร่งรัดการค้นหา วินิจฉัย พร้อมทั้งเร่งรัดการเข้าถึงบริการตรวจวินิจฉัยในกลุ่มเสี่ยงวัณโรค 6 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ต้องขังในเรือนจำ ผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรค ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน และบุคลากรสาธารณสุขให้ครอบคลุมร้อยละ 90 เพื่อลดอัตราอุบัติการณ์ของวัณโรคในประเทศไทยให้เหลือ 88 ต่อประชากร 100,000 คน สิ้นปีพ.ศ. 2564

10คำร้ายๆต้นเหตุรุนแรงในครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302367

10คำร้ายๆต้นเหตุรุนแรงในครอบครัว

 

เผยสถิติสำรวจความชุกความรุนแรงในผู้หญิง/ครอบครัว พบ 34.6% มีความรุนแรง โดย 32.3% ด้านจิตใจ 9.9% ด้านร่างกาย พม.เผย 10 คำที่อยากฟังและ 10 คำไม่อยากได้ยิน

       องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล” ขณะที่ประเทศไทยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ประกาศให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปีเป็น “เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี”  เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 60 – ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าว  “รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ประจำปี 2560 ” ภายใต้แนวคิด “สร้างครอบครัวไร้ความรุนแรง ด้วยสื่อที่สร้างสรรค์”  และคำขวัญ “หยุด!คำร้ายทำลายครอบครัว” โดยมี พล.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม. เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วยศ.คลินิก นพ.พรชัย มูลพฤกษ์ รองคณบดี และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

10คำร้ายๆต้นเหตุรุนแรงในครอบครัว

พล.อ.อดุลย์ กล่าวว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นการใช้วาจาที่ไม่เหมาะสมระหว่างบุคคลในครอบครัว และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของครอบครัว และต่อสุขภาพกายและจิตของบุคคล ในครอบครัว จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นรอบครัวด้วยการสื่อสารเชิงบวกต่อกัน ให้เกียรติกันทั้งทางกายและวาจา จะช่วยลดการเกิด  ความรุนแรงในครอบครัวได้ เพราะการสื่อสารระหว่างกันจะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่ดีในการทำให้อีกฝ่ายมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น และการสื่อสารในเชิงให้กำลังใจจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวให้มีความผูกพันรักใคร่ และครอบครัว มีความเข้มแข็งกันมากยิ่งขึ้น

10คำร้ายๆต้นเหตุรุนแรงในครอบครัว

ทั้งนี้ พม.โดย คร.ได้ทำการสำรวจความคิดเห็น 10 คำดีที่อยากได้ยินจากคนในครอบครัว ตามลำดับ ได้แก่ 1. เหนื่อยไหม 2.รักนะ3.มีอะไรให้ช่วยไหม4.คำชมเชย(เก่ง/ดี/เยี่ยม/)5.ไม่เป็นไรนะ 6.สู้ๆนะ 7.ทำได้อยู่แล้ว 8.คิดถึงนะ 9.ขอบคุณนะ และ10.ขอโทษนะ โดยพบว่าอันดับ 1 คือเหนื่อยไหม ร้อยละ 20.2 รองลงมา รักนะ ร้อยละ 16.1 มีอะไรให้ช่วยไหม ร้อยละ 15.2

พล.อ.อดุลย์ กล่าวต่อไปว่า ส่วน 10 คำร้ายที่ไม่อยากได้ยินจากคนในครอบครัว ตามลำดับ ได้แก่ 1.ไปตายซะ 2.คำด่า (เลว/ชั่ว) 3. แกไม่น่าเกิดเป็นลูกฉันเลย 4.ตัวปัญหา 5.ดูลูกคนอื่นบ้างสิ 6.น่ารำคาญ 7.ตัวซวย 8.น่าเบื่อ 9.ไม่ต้องมายุ่ง และ10.เชื้อพ่อเชื้อแม่มันแรง ตามลำดับ โดยพบว่าอันดับ 1 คือ ไปตายซะ ร้อยละ 20.4 รองลงมา คำด่า(เลว/ชั่ว) ร้อยละ 19 และแกไม่น่าเกิดเป็นลูกฉัน

10คำร้ายๆต้นเหตุรุนแรงในครอบครัว

ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์

ด้าน ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ รองคณบดีฝ่ายการคลังและพัสดุ และผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ความรุนแรงในครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ศูนย์ฯ ร่วมกับ สสส.ทำการสำรวจ”ความชุก ความรุนแรงต่อผู้หญิงและบุคคลในครอบครัวในระดับประเทศ” โดยสุ่มสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 2,280 ครัวเรือนจาก 5 ภาค ระหว่างเดือนตุลาคม 2559-มกราคม 2560 พบว่า ร้อยละ 34.6 มีความรุนแรงต่อผู้หญิงและบุคคลในครอบครัว อันดับ 1 หรือ ร้อยละ 32.3 ความรุนแรงทางด้านจิตใจ ร้อยละ 9.9 ความรุนแรงทางด้านร่างกาย  และร้อยละ 4.5 ความรุนแรงทางเพศ

ส่วนภาคที่มีความรุนแรงมากที่สุดพบว่า ภาคใต้ ร้อยละ 48.1 ส่วนที่พบความรุนแรงน้อยที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 26 อย่างไรก็ตามสาเหตุความรุนแรง มาจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ลักษณะครอบครัว สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันมาก สาเหตุหนึ่งภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีความไม่สงบทางการเมือง ทำให้มีความไม่แน่นอนทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ และเมื่อพิจารณาแต่ละปัจจัยก็พบว่า ครอบครัวที่อยู่ในชุมชนเมืองมีความรุนแรงมากกว่าในเขตชนบทถึง 2 เท่า และภาวะทางเศรษฐกิจรายได้ไม่เพียงพอ เกิดภาวะเครียดก็เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรงเช่นกัน นอกจากนี้ การใช้สารเสพติด บุหรี่ สุรา ก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอารมณ์และความคิด ที่อาจนำไปสู่เกิดความรุนแรงได้

10คำร้ายๆต้นเหตุรุนแรงในครอบครัว

“สาเหตุความรุนแรงในครอบครัวส่วนใหญ่เกิดจากการทำร้ายจิตใจด้วยวาจา จึงต้องรณรงค์สื่อสารเชิงบวกให้ครอบครัวไทย สังคมไทยช่วยกันใช้คำพูดสร้างสรรค์ลดความรุนแรงในครอบครัว”ศ.นพ.รณชัย กล่าว

ทั้งนี้ ตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายนนี้ จะมีกิจกรรมรณรงค์ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 76 จังหวัด ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมรณรงค์ในส่วนกลาง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เขตจตุจักร กทม. เพื่อมุ่งแก้ปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว โดยการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนำ “ริบบิ้นสีขาว” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลที่แสดงออกถึงการ “ไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงต่อสตรี” มาใช้ในการรณรงค์ยุติความรุนแรงในครอบครัวด้วย

อีก5-10ปีจักรกลอัตโนมัติมาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302337

อีก5-10ปีจักรกลอัตโนมัติมาแรง

วาริท จรัณยานนท์, รศ.ดร.เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา, รศ. แล ดิลกวิทยรัตน์, รับมือยุคจักรกลอัตโนมัติ

ในอนาคต 5 – 10 ปีข้างหน้า พบว่า กว่าร้อยละ 70 ของแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่โดยจักรกล

 

     โลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่  แถมเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมากมาย อย่าง เทคโนโลยี หุ่นยนต์ จักรกลอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ ทำให้งานหลายอย่างที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจไม่เป็นที่ต้องการในอนาคต   ไปติดตามกับ 0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 คมชัดลึกออนไลน์

อีก5-10ปีจักรกลอัตโนมัติมาแรง

      ขณะเดียวกันโอกาสการเข้าถึงข้อมูลและความรู้ใหม่ก็ขยายขอบเขตขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าและการพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่ อาชีพใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่างเรียกร้องให้ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่

     เมื่อโลกเปลี่ยน ห้องเรียน การศึกษาก็ต้องปรับ เพื่อรับมือ ในงานเสวนาทางวิชาการ Job  Security and Human Skills in the Age of Automation “ความมั่นคงทางอาชีพและทักษะที่จำเป็นของมนุษย์ในยุคจักรกลอัตโนมัติ” จัดโดย บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การแรงงานระหว่างประเทศ จัดเห็นเพื่อวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อความมั่นคงทางอาชีพ และคิดหาทางออกร่วมกัน เพื่อเตรียมเยาวชนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับอนาคต และมีชีวิตอยู่รอดในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

อีก5-10ปีจักรกลอัตโนมัติมาแรง

   วาริท จรัณยานนท์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์แรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตลาดแรงงานในยุคจักรกลอัตโนมัติในช่วงทศวรรษหน้า ส่งผลให้ผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาจำเป็นต้องหันมาใส่ใจกับความมั่นคงทางอาชีพและทักษะที่จำเป็นสำหรับเยาวชนรุ่นใหม่

อีก5-10ปีจักรกลอัตโนมัติมาแรง

   วาริท จรัณยานนท์

  “โลกกำลังก้าวเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นวัตกรรมใหม่ๆ ถูกคิดค้นขึ้น เพื่อทำงานที่เคยต้องใช้แรงงานมนุษย์ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่จึงจำเป็นต้องมีทักษะที่เครื่องจักรกลยังไม่สามารถเรียนรู้ได้ นั่นคือ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการคิดเชิงสร้างสรรค์ หรือที่นักการศึกษาเรียกว่าทักษะศตวรรษที่ 21 รวมถึงการเรียนการสอนต้องทำให้เด็กรู้จักการปรับตัว เรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลา และรู้ถึงศักยภาพ ความชอบ ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพที่ตนเองต้องการได้”

   จากการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับโรงเรียนทั้งในเมืองและชนบท ร่วมยกระดับการพัฒนาครู และนักเรียนในโครงการ “Samsung Smart Learning Center ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” นายวาริท กล่าวต่อว่าเด็กไทยเป็นมีความเก่งไอซีที เขาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ทางโรงเรียน หลักสูตรยังไม่ได้เติมเต็มให้แก่พวกเขามากพอ คือการปรับตัว คิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานความกับผู้อื่น ความคิดสร้างสรรค์ โดยทุกฝ่ายต้องเร่งพัฒนากระบวนการปลูกฝังทักษะศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นหลักประกันว่าเยาวชนไทยจะสามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้

อีก5-10ปีจักรกลอัตโนมัติมาแรง

      ปี 2016 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) ได้เผยแพร่งานวิจัยในหัวข้อ “อาเซียนในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน: เทคโนโลยีจะเปลี่ยนตลาดงานและธุรกิจไปอย่างไร” (ASEAN in Transformation: How Technology is Changing Jobs and Enterprises)

      ซึ่งนำเสนอข้อมูลเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีต่อ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ 1. ยานยนต์   2. ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 3. สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และรองเท้า 4. รับเหมาช่วง (Business process outsourcing)   และ 5. ค้าปลีก

อีก5-10ปีจักรกลอัตโนมัติมาแรง

    จากงานวิจัยดังกล่าว ในอนาคต 5 – 10 ปีข้างหน้า พบว่า กว่าร้อยละ 70 ของแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่โดยจักรกลอัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงานประกอบชิ้นส่วนและสายงานทักษะต่ำ ในอุตสาหกรรมค้าปลีก ร้อยละ 68 ของแรงงานในประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยเช่นกัน

     สอดคล้องกับรายงานขององค์กรหุ่นยนต์นานาชาติ (International Federation of Robotics : IFR) ที่คาดการณ์ว่า ในปี 2562 โรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกจะมีการติดตั้งหุ่นยนต์และจักรกลอัตโนมัติกว่า 1.4 ล้านเครื่องงานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องพัฒนาทักษะ STEM ในหมู่แรงงานทั่วไป ขณะที่การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ  Big data analytics Internet of Things และการตลาดดิจิทัล (Digital marketing) ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดงานในภูมิภาคอาเซียน

อีก5-10ปีจักรกลอัตโนมัติมาแรง

 รศ.ดร.เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา

     รศ.ดร.เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าเทคโนโลยี จักรกล มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและคนอย่างมหาศาล ซึ่งหลายคนอาจกล่าวว่าใช้ประสบการณ์เป็นเครื่องในการเรียนรู้ หรือแก้ไขปัญหา อ แต่ตอนนี้อาจจะไม่สามารถทำได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็ว  ซับซ้อน หรือมีความขัดแย้งในตัวเอง ถ้าเราไม่พร้อมรับมือ ไม่ปรับตัวทำให้เกิดความลำบากในการทำงาน   อีกทั้งเทคโนโลยีทำให้บางอาชีพหายไป และทดแทนด้วยอาชีพใหม่ๆ ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาและภาคเอกชนต้องหาทางออกในเรื่องนี้ร่วมกัน  หากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐอาจช้าเกินไป

   รศ. แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าเครื่องจักรไม่ได้เป็นศัตรูของคน เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหากไม่มีกลไกที่เข้ามาช่วยจัดสรรความเจริญจากเทคโนโลยี และหลักประกันว่าแรงงาน มีอำนาจต่อรองที่เป็นธรรมหรือไม่  เข้าถึงประโยชน์ และแบ่งปันประโยชน์อย่างทั่วถึงอาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆ

อีก5-10ปีจักรกลอัตโนมัติมาแรง

 รศ. แล ดิลกวิทยรัตน์

      “หลายครั้งที่ทุกคนบอกว่าเรามีทางเลือก ถ้ารู้จักปรับตัว แต่ในความเป็นจริงถ้าเราเป็นนักเรียน เราสามารถเลือกเรียนในทิศทางที่มีอนาคตจริงๆ หรือไม่ หรือถ้าเราเป็นแรงงาน แรงงานสามารถเลือกฝึกฝน เพิ่มเติมทักษะแรงงาน อัพเกรดตัวเองได้หรือไม่ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง การพัฒนาแรงงาน มักถูกจำกัดด้วยหลายเงื่อนไข และแรงงานเองก็มีพันธะที่รัดตัว เหนี่ยวรั้งไม่ให้ปฏิบัติ พัฒนาตนเองได้  การเพิ่มทักษะต่างๆ ให้แก่แรงงานอย่ามองว่าอยู่ในสุญญากาศ ต้องมองว่าเราอยู่ในสังคมที่มีพันธะมากมายรัดตัวไว้ การศึกษา รัฐบาล ภาคเอกชนทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ปัญหาเรื่องนี้ ให้เข้าถึงความเป็นไปได้” รศ. แล กล่าว

อีก5-10ปีจักรกลอัตโนมัติมาแรง

     การเตรียมตัวแรงงานสู่ยุคจักรกลอัตโนมัติ มี 2 เรื่องที่ต้องทำ คือ 1.องค์กรลูกจ้าง สหภาพแรงงานมีส่วนร่วมมากน้อยขนาดไหน ให้โอกาสตัวแทนแรงงานทั้งในการกำหนดทิศทาง หลักสูตร และอัตราผลตอบแทน  2.รัฐต้องดูแล ชดเชยแรงงานที่ต้องสูญเสียโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ต้องทำการเลิกจ้างให้มีราคาที่แพงมากขึ้น เพื่อให้สถานประกอบการเน้นการเพิ่มเติมทักษะแก่แรงงานรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง เพราะถ้าการเลิกจ้างถูกก็ทำให้เกิดตกงานมากยิ่งขึ้นความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยีต้องเป็นสิ่งที่ส่งเสริมคุณภาพของมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งที่คุกคามมนุษย์

      ดังนั้น ภาครัฐต้องข้ามามีส่วนในการบริหารจัดการที่ส่งเสริมให้แรงงาน ทรัพยากรบุคคลของประเทศรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น , ภาคการศึกษาต้องร่วมผลิต สร้างทักษะที่จำเป็นของคนในยุคจักรกลอัตโนมัติ และภาคเอกชน  ร่วมพัฒนาศักยภาพ ทักษะของแรงงาน กลไกเหล่านี้ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน

อีก5-10ปีจักรกลอัตโนมัติมาแรง


เพิกถอนทะเบียนตํารับยา 70 ตํารับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302301

เพิกถอนทะเบียนตํารับยา 70 ตํารับ

ราชกิจจานุเบกษา, เว็บไซต์, ตำรับยา, ทะเบียน, เพิกถอน,  ข่าวสาธารณสุข, คุณภาพชีวิต

คําสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 1435/2560 เรื่อง เพิกถอนทะเบียนตํารับยา

 

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา http://www.ratchakitcha.soc.go.th/ คําสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 1435/2560 เรื่อง เพิกถอนทะเบียนตํารับยา

 

เพิกถอนทะเบียนตํารับยา 70 ตํารับ

 

ด้วยปรากฏข้อมูลทางวิชาการว่า ยาฟีนิลบิวตาโซน (Phenylbutazone) เป็นสาเหตุของการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง เนื่องจากอาจทําให้เกิดโรคโลหิตจางจากภาวะไขกระดูกฝ่อ (aplastic anaemia) และเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ํา (agranulocytosis) ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้

ฉะนั้น อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคําแนะนําของคณะกรรมการยาในการประชุมครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560 จึงมีคําสั่งเพิกถอนทะเบียนตํารับยาสําหรับมนุษย์ที่มีตัวยาฟีนิลบิวตาโซน (Phenylbutazone) เป็นส่วนประกอบ จํานวน 70 ตํารับ ตามบัญชีแนบท้าย

อนึ่ง หากผู้รับอนุญาตผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคําสั่งนี้ สามารถใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้โดยให้ทําคําฟ้องเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับต้ังแต่วันที่ได้รับแจ้งคําสั่งนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560

ปิยะสกล สกลสัตยาทร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

เพิกถอนทะเบียนตํารับยา 70 ตํารับ

เพิกถอนทะเบียนตํารับยา 70 ตํารับ

เพิกถอนทะเบียนตํารับยา 70 ตํารับ