จ่อปรับโครงสร้าง สป.วธ.ส่วนกลาง-ภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292455

จ่อปรับโครงสร้าง สป.วธ.ส่วนกลาง-ภูมิภาค

นโยบาย วธ, ขับเคลื่อนงาน, พัฒนาข้าราชการ วธ, จ่อปรับโครงสร้าง, สปวธส่วนกลาง-ภูมิภาค, สปวธ

สป.วธ.เดินหน้าพัฒนาบุคลากร รองรับนโยบายชาติและ วธ.ขยายผลการขับเคลื่อนงานชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 878 ชุมชน ให้เพิ่มขึ้น

          ที่โรงแรมเดอะรอยัลเจมส์ กอล์ฟ รีสอร์ท จ.นครปฐม นายกฤษศญพงษ์ ศิริ  ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานมอบวุฒิบัตรและกล่าวปิดโครงการพัฒนาศักยภาพข้าราชการระดับหัวหน้ากลุ่มงาน รุ่นที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560  ว่า ทรัพยากรบุคคลถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะงานด้านวัฒนธรรมเป็นเรื่องของจิตใจสิ่งดีงามในชีวิต ชุมชน สังคม ต้องทำงานกันด้วยใจตามนโยบายของนายวีระ โรจน์พจนรัตน์รมว.วธ. สนับสนุนให้มีการจัดหลักสูตรต่างๆเพื่อพัฒนาทักษะความสามารถข้าราชการทุกด้าน

โครงการฝึกอบรมครั้งนี้ผู้เข้าอบรมได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ ร่วมฝึกปฏิบัติในหมวดวิชาต่างๆ ได้แก่ การพัฒนากระบวนการคิด การพัฒนาและการบริหารศึกษาดูงาน ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติท่ามะขาม ต้นจามจุรีอลังการ จ.กาญจนบุรี ชุมชนคุณธรรมต.สนามจันทร์ จ.นครปฐม การบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรมที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและหออัครศิลปิน จ.ปทุมธานี เป็นต้น

จ่อปรับโครงสร้าง สป.วธ.ส่วนกลาง-ภูมิภาค

“มั่นใจว่าข้าราชการที่ได้รับการฝึกอบรมจะเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติงานของ วธ.เตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาที่จะทำหน้าที่บริหารในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและหน่วยงานขับเคลื่อนโครงการ กิจกรรมต่างๆในแต่ละจังหวัด อาทิ ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 878 ชุมชนทั่วประเทศและขยายไปยังชุมชนอื่นๆต่อไป”ปลัด ศธ.กล่าวและว่า ทั้งนี้ ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลน้อมนำศาสตร์พระราชา นโยบาย วธ.ไปพัฒนางานวัฒนธรรมในพื้นที่ ทำงานอย่างมีอุดมการณ์เป็นข้าราชการต้นแบบที่ดี ทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนจับมือกันทำงานแบบกลุ่มจังหวัดขับเคลื่อนภาพรวมประสานงานต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ปลัด วธ. ได้ลงนามในคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (สป.วธ.) ที่ 925/2560 แต่งตั้งคณะทำงานปรับปรุงโครงสร้างสป.วธ. โดยมีนางพิมพ์กาญจน์ ชัยจิตร์สกุล รองปลัด วธ. เป็นประธาน เพื่อดำเนินการปรับปรุงโครงสร้าง สป.วธ. ทั้งในราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจ สป.วธ.ศึกษา วิเคราะห์ บทบาทภารกิจให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์กระทรวงมากยิ่งขึ้นด้วย

ครู2.2หมื่นไม่เสียสิทธิคูปองช้อปปิ้งคอร์ส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292393

ครู2.2หมื่นไม่เสียสิทธิคูปองช้อปปิ้งคอร์ส

คอร์สที่ยกเลิกให้ครู, คืนเงินคูปองอบรม, คอร์สยกเลิก, คูปองพัฒนาครู, อบรม, คืนเงินเข้าระบบ, สพค, สพฐ, สพท

สพฐ.มอบเขตพื้นที่ฯ ตัวแทนครูประสานหน่วยจัดเรียกคืนค่าเสียหายยกเลิกหลัก 87 หลักสูตรพัฒนาครู นำยอดเงินที่ถูกหักกลับคืนระบบ และส่งข้อมูลแจ้งสถาบันคุรุพัฒนา

       หลังจากหน่วยงานจัดอบรมพัฒนาครู 22 หน่วยงาน แจ้งยกเลิกหลักสูตรจัดอบรม 87 หลักสูตรในโครงการพัฒนาครูครบวงจร ของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ทำให้มีครูที่ลงทะเบียนอบรมเข้ารับการอบรม 22,349 ราย 213 รุ่นได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.60 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพค.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สพค.ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ โดยแนบข้อมูลโรงเรียนและรายชื่อครู ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวไปด้วย เพื่อให้เขตพื้นที่ฯ ไปสำรวจข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง เพราะแม้ว่าการจัดอบรมในหลักสูตรที่แจ้งยกเลิกจะยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็มีครูที่จ่ายเงินเพื่อเป็นค่าจองตั๋วเดินทาง ค่าที่พักไว้ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ครูจะต้องกรอกรายละเอียดผ่านแบบฟอร์มจากนั้น จากนั้นนิติกรของแต่ละเขตพื้นที่ฯ ก็ต้องนำมาข้อมูลและเป็นตัวแทนครูประสานไปยังหน่วยจัดทั้ง 22 หน่วยชดเชยค่าเสียหายแก่ครู

“โรงเรียนในแต่ละเขตพื้นที่ฯอาจจะมีทั้งครูที่จ่ายและยังไม่จ่ายจำนวนไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับครู สพฐ.จึงให้เขตพื้นที่ฯ รวบรวมข้อมูลทั้งหมดและรับหน้าที่เป็นตัวแทนของครู ประสานกับหน่วยจัดให้ชดเชยค่าเสียหายแก่ครูที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ระบบดำเนินการนำยอดเงินที่หักออกจากระบบกลับคืนในระบบของครูเรียบร้อยแล้ว เพื่อครูจะได้ไปสามารถเลือกคอร์สอบรมใหม่ เพราะฉะนั้น อยากฝากบอกครูว่าไม่ต้องกังวลว่าจะเสียสิทธิ์”นางเกศทิพย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สพค.จะทำหนังสือถึงสถาบันคุรุพัฒนาด้วย เพื่อให้ทราบว่าทั้ง87หลักสูตรที่ขอยกเลิกเป็นหลักสูตรอะไรและของหน่วยงานใด แต่เพื่อให้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในอนาคตหน่วยงานที่เสนอหลักสูตรเข้ามาให้พิจารณาในอนาคตได้

สอนเพาะเห็ดกิน(เอง)ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292380

สอนเพาะเห็ดกิน(เอง)ได้

เพาะเห็ดกินเองได้, เพาะเห็ด, เวิร์คชอป, สอนเพาะเห็ดกินเองได้, เอง, มฟล, S7-B

มฟล.จัดเวิร์คชอป ’การเพาะเห็ดกินได้’ สอนตั้งแต่เริ่มแยกเชื้อ จนถึงการเก็บผลผลิต ดูแลโรงเรือน เกษตกร-ประชาชนทั่วไปสนใจร่วมล้น

      มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) โดย ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยเชื้อรา จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ การเพาะเห็ดกินได้ ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ที่อาคารศูนย์การวิจัย (S7-B) จัดเป็นหลักสูตร 2 วัน เริ่มจากการบรรยาย ‘จากเห็ดป่าสู่เห็ดบ้านและแนะนำศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยเชื้อรา’, การแยกเชื้อเห็ดและการทำหัวเชื้อเห็ด, การทำก้อนเห็ด และการเก็บผลผลิตและการดูแลโรงเรือน โดย ดร.นริษฎา ทองกลาง, ดร.เบญจรงค์ ทองใบ และทีมงานจากศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยเชื้อรา ก่อนเข้าสู่กระบวนการฝึกปฏิบัติ งานนี้ผู้เข้าอบรมร่วมกว่า 30 ราย มีทั้งเจ้าของฟาร์มเห็ด เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไป

สอนเพาะเห็ดกิน(เอง)ได้

“ที่ผ่านมาเคยจัดอบรมลักษณะนี้มาก่อน และพบว่าเกษตกรยังต้องซื้อก้อนเพาะเห็ดหรือเชื้อเห็ดเอง ซึ่งก็คิดว่าหากทำได้เองจะช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรผู้ประกอบการได้อย่างมาก ควบคุมปัจจัยการผลิตของตนเองได้มากขึ้น การอบรมครั้งนี้จึงแตกต่างกว่าที่เคยจัดมาและอาจจะแตกต่างจากการอบรมจากที่อื่นๆ เนื่องจากจะอบรมทั้งบรรยายและปฏิบัติให้สามารถแยกเชื้อเห็ดเองได้ สามารถไปซื้อเห็ดจากตลาด พันธุ์ไหนก็ได้มาแยกเชื้อเพื่อปลูกเองได้ ยกเว้นเห็ดชนิดที่ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติปลูกเองไม่ได้ อย่างพวก เห็ดเผาะหรือเห็ดห้า และจะสอนไปจนถึงการทำก้อนเพาะเห็ด ตั้งแต่การเตรียมส่วนผสมไปจนกระทั่งการบรรจุเป็นก้อนเพาะ” ดร.นริษฏา ทองกลาง อธิบาย

จากนั้นเริ่มการบรรยายถึงภารกิจหลักของศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยเชื้อรา ว่า มีงานศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ จำแนกประเภทของเชื้อเห็ดและรา ตามหลักเกณฑ์และระบบต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ ศึกษาการเพาะเลี้ยงเห็ดเศรษฐกิจและเห็ดป่าเพื่อแนะนำเห็ดใหม่สู่ท้องตลาด รวมถึงศึกษาการใช้ประโยชน์จากเชื้อเห็ดและราในด้านต่างๆ อาทิ การหาสาระสำคัญ เพื่อนำมาใช้เป็นอาหาร ยารักษาโรค เครื่องสำอาง เป็นต้น และยังมีภารกิจด้านการวิจัย และเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยสู่ชุมชน จึงได้มีแนวความคิดที่จัดอบรมลักษณะนี้ขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเห็ดที่ได้จากการศึกษาทดลองในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์สู่ชุมชนให้ได้นำไปใช้จริงปฏิบัติจริงเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำต่อไป

สอนเพาะเห็ดกิน(เอง)ได้

“เมื่อพบเห็ดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เป็นอาหารบ้าง เป็นยาบ้าง ก็จะหาทางเพาะให้สามารถปลูกได้เพื่อจะได้นำมาใช้ประโยชน์ได้ง่ายแล้ว ต้องศึกษาการปรับปรุงสายพันธ์ ศึกษาว่าจะเลี้ยงอย่างไร เห็ดชนิดนั้นๆ ต้องการอะไรเพื่อการเจริญเติบโต และยังต้องหาสาระสำคัญต่างๆ จากเห็ด ว่าให้สารอาหารอะไรอย่างไร จำนวนสารที่ให้ ทั้งยังมีเห็ดบ้างชนิดกินไม่ได้ แต่มีคุณสมบัติทางยา เราก็ต้องหาทางนำมาใช้ประโยชน์ หาวิธี นอกจากนี้เรายังต้องติดตามค้นหาเห็ดชนิดใหม่ๆ ที่ผ่านมาทางศูนย์ความเห็นเลิศทางด้านวิจัยเชื้อรา เราพบแล้วกว่า 40 ชนิด ซึ่งถือว่าเยอะมาก และยังมีเห็ดอื่นๆ ที่รอการค้นพบอีกมาก ทั้งในประเทศ ในโลก ที่จะนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป”

จากนั้นจึงเข้าสู่เนื้อหาเกี่ยวกับการแยกเชื้อเห็ดและการทำหัวเชื้อเห็ด และการทำก้อนเห็ด การเก็บผลผลิตและการดูแลโรงเรือนก่อนที่จะเข้าสู่การทดลองปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน โดยมีช่วงหนึ่งที่สำคัญของการอบรมครั้งนี้ คือการบรรยายเรื่อง การทำฟาร์มเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จ โดย คุณน้ำผึ้ง กลมกลึง ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของ มฟล.ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท จากสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ ปัจจุบันเป็นเจ้าของ ‘รักรวยฟาร์มเห็ด’ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นฟาร์มเห็ดอินทรีย์ ผลิตทั้งก้อนเห็ดขาย และผลผลิตดอกเห็ดสด อีกทั้งยังต้องการต่อยอดไปสู่การแปรรูปเพื่อส่งออกอีกด้วย โดยเป็นฟาร์มที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และพัฒนาการต่างๆ สามารถเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ได้เป็นจำนวนมาก

สอนเพาะเห็ดกิน(เอง)ได้

คุณน้ำผึ้ง กลมกลึง ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การดูแลฟาร์มเห็ดให้กับผู้เข้าอบรม ตั้งแต่การทำก้อนเห็ด การทำเชื้อเห็ด การเลือกพื้นที่เพื่อสร้างโรงเรือน การดูแลทั้งภายนอกภายในโรงเรือน การจัดเรียงก้อนเห็ด การเร่งดอก ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการทำงานพร้อมเสนอทางแก้ไขที่ผ่านการลองผิดลองถูกและแก้ไขผ่านไปได้แล้ว

ทั้งยังได้พูดถึงการทำตลาดไปจนถึงการสร้างแบรนด์หรือสร้างตัวตน สร้างการจดจำฟาร์มเห็ดของตนเองให้เป็นที่รู้จักของลูกค้า และต้องให้ความสำคัญของการทำการแปรรูปผลิตผลของฟาร์มเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ผิดไปจากความคาดหมาย อย่างปริมาณที่ล้นเกิดหรือมีส่วนที่เป็นตำหนินำออกจำหน่ายไม่ได้ราคา ตลอดจนได้ย้ำหัวใจสำคัญของการทำฟาร์มให้สำเร็จอีกประการที่สำคัญคือความซื่อสัตย์ ที่จะทำให้สินค้าดีมีคุณภาพและผูกใจลูกค้าได้เหนียวแน่นที่สุด

สอนเพาะเห็ดกิน(เอง)ได้

“เป็นเกษตกร ทำฟาร์ม ก็ต้องสร้างตัวตนให้คนรู้จักให้ลูกค้าจำได้ แล้วจะทำงานอยู่ในฟาร์มอย่างเดียวไม่ไปไหนไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเห็นโลกภายนอก ต้องออกไปดู ไปออกงาน ออกบู้ธ ตามห้าง ตามงานต่างๆ ได้แจกนามบัตร ที่ผ่านมาได้รับการตอบกลับมาในหลายรูปแบบ ทั้งได้ลูกค้าทั้งเพื่อนมาเป็นเครือข่ายทำงานร่วมกันหรือพัฒนางานร่วมกันต่อไปได้”

สำหรับงานอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอบรมมากจากหลากหลายวัตถุประสงค์ บางคนเป็นเจ้าของฟาร์มเห็ดที่ต้องการต่อ ยอดความรู้ โดยเฉพาะเรื่องการทำเชื้อเห็ดและการทำก้อนเพาะเห็ดเพื่อลดต้นทุน บางรายก็ต้องการหาเครือข่ายเกษตรเพื่อเข้าถึงความรู้หรือเทคโนโลยีใหม่ๆในการทำงาน รวมถึงบางรายที่เป็นมือสมัครเล่น อย่างทดลองทำในสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน มาเรียนรู้เทคนิควิธีการให้ถ่องแท้ ตลอดจนได้พบปะรู้จักผู้เข้าอบรมร่วมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทำงานอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

(รับ)น้องใหม่ มจษ.ทำดอกไม้จันทน์ถวายอาลัยร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292334

(รับ)น้องใหม่ มจษ.ทำดอกไม้จันทน์ถวายอาลัยร.9

ดอกไม้จันทน์, ถวายอาลัย, รับน้องใหม่, รับ, มจษ

น้องใหม่ มจษ. ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ แสดงความอาลัย น้อมรำลึกถึง รัชกาลที่ 9

      มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (มจษ.) จัดกิจกรรมรับน้องสร้างสรรค์ ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์แสดงความอาลัย และร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยผศ.ธนทรรศน์ พลเดช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มจษ. กล่าวว่า กิจกรรม “ลูกจันทรา ต้อนรับน้องใหม่ ถวายอาลัย ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์” เป็นกิจกรรมรับน้องสร้างสรรค์ที่จัดขึ้น เพื่อให้นักศึกษาใหม่ ได้ แสดงความอาลัยและร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

(รับ)น้องใหม่ มจษ.ทำดอกไม้จันทน์ถวายอาลัยร.9

“นักศึกษาชั้นปีที่ 1 และนักศึกษารุ่นพี่ ได้ร่วมกันประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 1,599 ดอก โดยได้รับความอนุเคราะห์จากสภาวัฒนธรรม เขตจตุจักร และชุมชนใกล้เคียง จัดทีมวิทยากรมาช่วยสอนวิธีการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ให้แก่นักศึกษา

(รับ)น้องใหม่ มจษ.ทำดอกไม้จันทน์ถวายอาลัยร.9

กิจกรรมนี้นับเป็นการปลูกฝังให้นักศึกษามีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาใหม่และรุ่นพี่อีกด้วย เป็น 1 ใน หลายๆ กิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่จะช่วยหล่อหลอมให้นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมกลายเป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์” ผศ.ธนทรรศน์ กล่าว

(รับ)น้องใหม่ มจษ.ทำดอกไม้จันทน์ถวายอาลัยร.9

รองอธิการบดีฯ กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมรับน้องของจันทรเกษมนั้น มหาวิทยาลัยได้กำหนดแนวทางปฏิบัติและมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุม ป้องปรามให้กิจกรรมดังกล่าว ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย ปราศจากความรุนแรง เคารพสิทธิ เสรีภาพ ห้ามมีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทั้งทางร่างกายและจิตใจ และต้องไม่มีสิ่งอบายมุขเข้ามาเกี่ยวข้อง

“ก่อนเปิดภาคเรียนมหาวิทยาลัยได้จัดการประชุมนักศึกษารุ่นพี่ทุกสาขาวิชา และผู้ที่เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่กำกับดูแล เพื่อรับทราบและกำหนดแนวทาง ตลอดจนรูปแบบให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งมหาวิทยาลัยได้จัดตั้งคณะกรรมการคอยกำกับดูแลการดำเนินกิจกรรมรับน้องอย่างใกล้ชิด หากพบเห็นการรับน้องที่ไม่เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง จะดำเนินการยุติกิจกรรมการรับน้องของสาขาวิชานั้นทันที” รองอธิการบดีฯ กล่าว

ได้แล้ว!! 2 ทีมอาชีวะแข่งแกะสลักน้ำแข็งที่จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292320

ได้แล้ว!! 2 ทีมอาชีวะแข่งแกะสลักน้ำแข็งที่จีน

วทสมุทราปราการ, วอศอุดรธานี, แกะสลักน้ำแข็ง, ฮาร์บิน, ได้แล้ว, วอศ

ว.เทคนิคสมุทรปราการ และวอศ.สุราษฎร์ธานี คว้าแชมป์แข่งขันทักษะอาชีพ เป็นตัวแทนไปแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติที่ฮาร์บิน ประเทศจีนต้นเดือนม.ค.61

      ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า จากการจัดการแข่งขันทักษะวิชาชีพประเภทการแข่งขันการแกะสลักฟลอรัลโฟม การปั้นดินเหนียว และการแกะสลักน้ำแข็ง ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 15 – 17 สิงหาคม 2560 เพื่อคัดเลือกทีมที่ชนะ 2 ทีม เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันการแกะสลักน้ำแข็งจากหิมะนานาชาติ ณ มหาวิทยาลัยวิศวกรรมฮาร์บิ้น เมืองฮาร์บิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงต้นเดือนมกราคม 2561 โดยมีทีมเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 4 ทีม ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษา (วอศ.)สุราษฎร์ธานี วอศ.นครสวรรค์ วอศ.อุดรธานี และวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ

ได้แล้ว!! 2 ทีมอาชีวะแข่งแกะสลักน้ำแข็งที่จีน

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมวท.สมุทรปราการ คว้ารางวัลชนะเลิศ ประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิชาวิจิตรศิลป์ จำนวน 4 คน ได้แก่ นายชัยวุฒิ พุฒอ่อน ปวช.3 นางสาวศศิพิมพ์ พูลศิริ ปวช.3 นางสาวพรชิตา แซ่แต้ ปวช.1 และนายปฎิภาณ ทวีรัตน์ ปวช.1 และนายชัยยศ คนเที่ยง ครูผู้ควบคุม

รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมวอศ.สุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิชาวิจิตรศิลป์ จำนวน 4 คน ได้แก่ นายธนา นัทธี ปวช.3 นายวัชรพงษ์ พึ่งนุสนธ์ ปวช.3 นายอนิรุทธ์ วงษ์ปาน ปวช.3 และนายผดุงเกียรติ ประเสิรฐ ปวช.2 และนายพฤติพงษ์ วงษ์วรรณา ครูผู้ควบคุม

ได้แล้ว!! 2 ทีมอาชีวะแข่งแกะสลักน้ำแข็งที่จีน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ วอศ.นครสวรรค์ ประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิชาวิจิตรศิลป์ จำนวน 4 คน ได้แก่ นางสาวพิชาภรณ์ เดชครุฑ ปวช.3 นายปารินทร์ เขียวแสง ปวช.3 นายจตุพล จันทร์น้อย ปวช.3 และนายธนาดล ศรีทิมอยู่ ปวช.3 และนายวิชาญ ชำนาญรักษา ครูผู้ควบคุม

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ทีมวอศ.อุดรธานี ประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีศิลปกรรม จำนวน 4 คน ได้แก่ นายวรมันตร์ ศรีสร้างคอม ปวช.3 นายธีรศักดิ์ ไกรยอด ปวช.3 นายกิตติชัย สารีโท ปวช.2 และนายณัฐวุฒิ ธรรมเรืองฤทธิ์ ปวช.2 และ นายพสิษฐ์ เอี่ยมพานิชกุล ครูผู้ควบคุม

ทั้งนี้ ทีมนักศึกษา วท.สมุทรปราการและวอศ.สุราษฎร์ธานี ได้สิทธิ์เป็นตัวแทนอาชีวะไทยไปแข่งขันทักษะแกะสลักหิมะนานาชาติ โดยในครั้งนี้มีวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีที่ได้รับรางวัลชนะเลิศคะแนนสูงสุด Top-Grade Awards จากการแข่งขันทักษะแกะสลักหิมะนานาชาติที่จีนเมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา ร่วมการแข่งขันด้วย

จ่อคลอดคู่มือเลี้ยงเด็กปฐมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292329

จ่อคลอดคู่มือเลี้ยงเด็กปฐมวัย

เกณฑ์, ปฐมวัย, สมรรถนะเด็ก, สมรรถนะ, กพป, รวมทั้งเด็กในครรภ์, ทำได้, ร่าง, สกศ, 0-5ปี

รองนายกฯฝากพัฒนา “สมรรถนะ” ของเด็กปฐมวัยต้องช่วยพัฒนาเด็กโตสมวัย คาดร่างเกณฑ์แนะวิธีเลี้ยงดูแล้วเสร็จ ส.ค.นี้ เบื้องต้นกำหนดสมรรถนะไว้ 286 เกณฑ์

       เมื่อวันที่ 17 ส.ค.60 พล.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (ก.พ.ป.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา วิธีการเลี้ยงดู ดูแล และพัฒนาเด็กปฐมวัยตาม “สมรรถนะ” ของเด็ก พร้อมกล่าวตอนหนึ่ง ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงปฐมวัย อันหมายถึง เด็กแรกเกิด (รวมทั้งเด็กในครรภ์) จนถึงก่อนเข้าประถมศึกษาปีที่ 1 และได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 55ในการดำเนินงานเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน

กุญแจหลักของการพัฒนาเด็กปฐมวัย คือ ประสิทธิผลหรือผลลัพธ์ที่มีคุณภาพอยู่ที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้ การใช้ “สมรรถนะ” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงพฤติกรรมของเด็กหรือการที่เด็ก “ทำได้” การมีแนวแนะให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ ผู้ดูแลเด็ก และผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถใช้เป็นคู่มือหรืออ้างอิงได้ในการพัฒนาเด็ก ไม่ใช่เกณฑ์ที่ตั้งขึ้น เพื่อใช้ดูแลเด็กให้ไปสู่ความมุ่งหวัง จึงอยากให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการสร้างเด็กให้มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ เปิดรับสิ่งใหม่ต่างๆ เข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เร่งรัดจนเกินไป ทั้งนี้คาดว่า (ร่าง)แนวแนะวิธีการเลี้ยงดู ดูแล และพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามสมรรถนะของเด็กปฐมวัย ในการพัฒนาตามวัย 0-5 ปีดังกล่าว จะมีความสมบูรณ์และเสร็จทันภายในปลายเดือนสิงหาคมนี้

ด้าน ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดทำโครงการ “สมรรถนะ” สำหรับเด็กปฐมวัยในการพัฒนาตามวัยขึ้น เป็นการดำเนินงานในลักษณะการศึกษาวิจัย ได้ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2550-2552 เบื้องต้นกำหนดสมรรถนะมีทั้งสิ้น 286 ตัวบ่งชี้ ให้เด็ก 0-3 ปี และ 419ตัวบ่งชี้ สำหรับเด็ก 3-5 ปี ครอบคลุมการพัฒนารอบด้านของเด็ก ในปี พ.ศ.2559ก.พ.ป. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจปรับปรุงและจัดทำเอกสารสมรรถนะของเด็กปฐมวัยในการพัฒนาตามวัย (0-5ปี ) จัดทำโครงการปรับปรุงเอกสารสมรรถนะของเด็กปฐมวัยในการพัฒนาตามวัย 0-5 ปี จำนวน 4 เล่ม ผลิตเป็นเอกสาร “แนวแนะวิธีการเลี้ยงดู ดูแล และพัฒนาเด็กปฐมวัยตามสมรรถนะของเด็กปฐมวัยในการพัฒนาคนตามวัย 0-5 ปี

หลังจากนี้ สกศ. จะดำเนินการรวบรวมข้อมูลและข้อคิดเห็นทั้งหมดนำเสนอคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (ก.พ.ป.) และคณะรัฐมนตรี เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ และนำไปใช้ประโยชน์ต่อต่อไป

น.ส.สายสุรี จุติกุล รองประธานคนที่ 2 ของก.พ.ป. กล่าวว่า การศึกษาของประเทศไทย ไม่ได้ทำให้เด็กฉลาด วิธีการเรียนการสอนผิดทาง ไม่ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ หรือเข้าใจในสิ่งที่อยากรู้ตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งบางเรื่องเราสามารถสอนให้เด็กรู้ได้ตั้งแต่วัย 3-5 ปี แต่จะต้องมีวิธีการสอนให้เด็กเข้าใจได้ง่าย ไม่ใช่การอธิบายเป็นวิชาการ หรือการให้ท่องจำ เพราะการเรียนรู้และสมองของเด็กเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เราต้องให้คุณค่าและใช้วิธีที่ถูกต้องในการพัฒนา และที่สำคัญคือ การจะเลี้ยงดูเด็กให้ดีผู้ใหญ่ต้องใจเย็น

เล่มเกมอย่าให้ใครโกง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292302

เล่มเกมอย่าให้ใครโกง!!

เกมแก้ปัญหาสังคม, เล่นเกมอย่าให้ใครโกง, เล่มเกมอย่าให้ใครโกง

ทีดีอาร์ไอ เปิดตัว บอร์ดเกม “The trust เล่นไปอย่าให้ใครโกง จำลอง ล้อเลียน สถานการณ์คอรัปชั่นสังคมไทย 11เหตุการณ์ หวังต้านคอรัปชั่น ปลูกฝังคนไทยพร้อมเรียกร้องไม่หนุนคนโกง

      โลกนี้คือเกม เพราะการใช้ชีวิตของผู้คนมีความข้องเกี่ยวกับเกม สถาวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ(ทีดีอาร์ไอ)
และสำนักงานสนับสนุนกองทุนวิจัย (สกว.) เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องสร้างสรรค์จุดร่วม พัฒนาเครื่องมือใหม่ๆให้เป็นสื่อกลางการเรียนรู้ปัญหา นำไปสู่การแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาที่ทุกหน่วยงาน คนหลากหลายกลุ่มต้องร่วมด้วยช่วยกัน

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ปัญหาคอรัปชั่น การโกง เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับสังคมมาตลอด ซึ่งสมัยของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ได้ทำให้เรื่องดังกล่าวลดลงในช่วงแรก แต่ขณะนี้ก็ยังมีปัญหาเหล่านี้อยู่ ทางทีดีอาร์ไอ ร่วมกับสกว.ได้มีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ ความเข้าใจและสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้น ดังนั้น เกมกระดาน หรือบอร์ดเกม The trust เล่นไปอย่าให้ใครโกง เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการปลูกฝัง สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการคอรัปชั่น การโกงต่างๆ ผ่านเงื่อนไขของเกม ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดความสนุก เปิดใจ และเข้าใจ  รวมถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในการไม่ยอมรับการโกง การคอรัปชั่น และพร้อมที่จะเรียกร้องสิทธิ์ที่ถูกต้อง เป็นธรรม

“บอร์ดเกม เป็นการจำลองสถานการณ์โครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆของรัฐบาลในแต่ละสมัยที่เป็นข่าว หรือมีปัญหาเรื่องคอรัปชั่น โดยผู้เล่นจะสวมบทเป็นผู้ประมูล เป็นคนโกง คนไม่โกง จะได้เห็นถึงกระบวนการโกงของแต่ละคน ซึ่งหากเราปล่อยให้เกิดการโกงกัน เราจะแพ้ในเกม  เกมนี้จะทำให้เราตื่นตัวในเรื่องตรวจสอบผู้อื่น สังเกตว่าใครโกงไม่โกง และหากอยากเป็นผู้ชนะก็อย่าเล่นให้ใครโกงเราได้”ดร.สมเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ ประเทศไทยให้ความตื่นตัวในแก้ปัญหาการโกง คอรัปชั่น ปลูกฝังต่อต้านในเรื่องนี้ แต่ยังไม่เพียงเพราะในทางปฏิบัติในหลายเรื่อง ยังไม่สามาถทำได้จริง เช่น กฎหมาย ประเทศไทยมีกฎหมายมาก แต่หลายกฎหมายยังมีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น การจ่ายเงินสินบน ใต้โต๊ะ บอร์ดเกม จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยปลูกฝังคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจ รู้จักการโกง และพร้อมออกมาเรียกร้องความถูกต้องให้แก่ตนเอง ไม่ยอมให้ใครโกง

3หนุ่ม นายโสรวาร ศิริพงศ์ปรีดา ,นายจิรายุ กานต์ปริยสุนทร และนายภาสกร ยูถะสุนทร์ ผู้พัฒนาเกมกระดาน The trust กล่าวว่าพวกเขาทั้ง3คนได้เข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันและเวิร์คชอร์ปออกแบบบอร์ดเกมต้านคอรัปชั่น ที่จัดโดยทีดีอาร์ไอ และสกว. จึงได้ร่วมกันพัฒนาเกมกระดานThe trust ขึ้น โดยได้แนวคิดจากการนำข้อมูลปัญหาคอรัปชั่นในสังคมไทย ควบคู่กับคำแนะนำจากนักวิจัย นักวิชาการด้านการต่อต้านคอรัปชั่น เพื่อออกแบบบอร์ดเกมต้านคอรัปชั่น

3หนุ่ม ผู้พัฒนาเกมฯ กล่าวต่อไปว่า เกมนี้จะเป็นปาร์ตี้เกม ที่สามารถเล่นได้ตั้งแต่เด็กอายุ14ปีขึ้นไป แต่ถ้าอายุน้อยกว่านั้น ก็สามารถเล่นได้โดยมีผู้ปกครองคอยให้คำแนะนำ และบอกเล่า เรื่องราวสถานการณ์คอรัปชั่น รวมถึงสอนให้ไม่ยอมรับการโกง โดย 11สถานการณ์ที่เลือกมานั้น เช่น สนามบินสุวรรณ2ที ไฟประดับล้านจอดรถ เป็นต้น  ในเกมจะมีเมืองชื่อTrust Land ซึ่งเป็นเมืองที่กำลังพัฒนา ให้ทันสมัย น่าอยู่ แต่มีนายกเทศมนตรีมือสกปรกกำลังวางแผนบางอย่างเพื่อความอิ่มท้องของตนเอง ได้ออกนโยบายสานฝัน ผู้เล่นแต่ละคนจะได้รับบทบาทเป็นผู้รับจ้างโครงการต่างๆ ของเมือง โดยผู้เล่นแต่ละคนจะทราบเพียงว่า เมืองมีโครงการอะไรบ้าง ต้องประมูลแข่งกัน ทำให้เห็นกระบวนการโกงแต่ละคน ซึ่งคนที่โกงมีเงินเหลือเยอะย่อมชนะ แต่เกมได้ให้มีการตรวจสอบที่อนุญาตให้ผู้เล่นทุกคนสามารถตั้งองค์กรอิสระมาตรวจสอบกันเองได้

“เราคงไม่สามารถสั่งให้ใครหยุดโกง หรืออย่าโกงได้ แต่เราสามารถบอก ต่อต้าน และร่วมกันร้องเรียนตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นของเขาได้ ซึ่งบอร์ดเกม The Trust จะเป็นการปลูกฝังให้ทุกคนต่อต้านการโกง โดยผ่านการร้องเรียน สังเกต เข้าใจกระบวนการโกง และไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วยที่จะให้การโกงเกิดขึ้น เป็นการสร้างนิสัย พฤติกรรมด้วยการเล่นเกมที่แฝงคติแนวคิดการต่อต้านการคอรัปชั่น รวมถึงการปฎิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความคิด ไม่มองว่าการโกงเป็นเรื่องใกล้ตัว และร่วมกันค้นหาข้อมูลต่อต้านการโกง” 3 หนุ่มผู้พัฒนาเกมฯ กล่าว

“เกศทิพย์ ศุภวานิช”กับ“คูปอง1หมื่นพัฒนาครู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292293

“เกศทิพย์ ศุภวานิช”กับ“คูปอง1หมื่นพัฒนาครู”

1 หมื่นบาทพัฒนาครู, คูปองพัฒนาครู, เกศทิพย์, คูปอง1หมื่นพัฒนาครู, สพค, คูปอง 1 หมื่นบาทพัฒนาครู, สพฐ, พอ สิรภพ ศุภวานิช, บิ๊กน้อย, สพป

คูปอง 1 หมื่นบาทพัฒนาครู” คนดูแลโปรเจ็กนี้คือ “เกศทิพย์ ศุภวานิช” ผอ.สำนักพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา(สพค.) ที่มารับตำแหน่งเมื่อ 9 มกราคม 2560

       “คูปอง 1 หมื่นบาทพัฒนาครู” หรือ โครงการพัฒนาครูรูปแบบครบวงจร ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประเดิมครั้งแรกก็ป่วน..โครงการนี้เป็นนโยบายเร่งด่วนของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดตัวต้นเดือนกรกฏาคม 2560 ที่วาดฝันจะลดปัญหาการอบรมที่มีแต่ครูหน้าเดิม คนจัดคนเดิม มาเป็นให้ครูได้เติมอาวุธความรู้ให้ตัวเอง

       โดยอัดฉีดเม็ดเงินให้ปีงบประมาณละ 4,000 ล้านบาท หัวละ 10,000 บาทต่อคนต่อปี ให้ครูไปเลือกเองว่าอยากจะพัฒนาอะไร ผ่านคอร์สต่างๆ ที่จัดโดยสถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ เอกชนมาให้เลือกช้อปปิ้ง 1,460 หลักสูตร ซึ่งทั้งหมดได้รับการอนุมัติจากสถาบันคุรุพัฒนา ภายใต้กำกับของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อรับรองหลักสูตรที่เปิดอบรมเมื่อวันที่ 5 กค. 2560 พร้อมๆกับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะครูใหม่

      ไม่ใช่แค่เลือกอบรมในสิ่งที่ต้องการ แต่ยังสะสมชั่วโมงในการอบรมไปใช้ยื่นตามเกณฑ์วิทยฐานะใหม่ ที่กำหนดว่าครูต้องได้รับการอบรมไม่น้อยกว่า 12-20 ชั่วโมง!! เพราะความเร่งรีบ..แถมยังช่วงท้ายปีงบประมาณ 2560 ครูก็ตื่นตัว แห่สมัครครูอบรมพัฒนาผ่านเว็บไซต์ http://www.training.obec.go.th กันแค่สัปดาห์แรกตั้งแต่เปิด 5 ก.ค.ก็ปาไปร่วม 300,000 คนแล้วขณะเดียวกันมีครูอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าระบบเพื่อสมัครอบรมหลักสูตรที่ตัวเองต้องการได้

      ว่ากันว่าคนดูแล โปรเจ็กนี้คือ สำนักพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา(สพค.) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ภายใต้การบริหารของ ผอ.คนใหม่ “เกศทิพย์ ศุภวานิช” ที่มารับตำแหน่งเมื่อ 9 มกราคม 2560 คนข้างกาย “พ.อ. สิรภพ ศุภวานิช” ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร และผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ประจำประเทศมาเลเซีย เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาในฐานะที่เป็นอดีตทีมงานของ “บิ๊กน้อย” พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์” รมช.ศึกษาธิการ มาไม่ต่ำกว่าปีเศษ

       “เกศทิพย์” เล่าว่า ที่มาเป็นทีมงานของ “บิ๊กน้อย” ได้เพราะว่า “พ.อ. สิรภพ ศุภวานิช” (สามี) มาสอบเป็นทูตทหารประจำที่มาเลย์เซีย ที่บิ๊กน้อยเป็นกรรมการคัดเลือก ได้เห็นผลงานที่มาเสนอ จึงขอให้มาช่วยราชการที่ส่วนกลาง ซึ่งมีโอกาสได้ทำงานทั้งอดีตรมว.ศึกษาธิการ ต่อเชื่อมมาถึง นพ.ธีระเกียรติ เมื่อครั้งเป็น รมช.ศึกษาธิการ ในหลายโครงการของ ศธ. ทั้งโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ รวมถึง ระบบทีอีพีอี ออนไลน์ หรือ การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยยึดถือภารกิจและพื้นที่การปฏิบัติงานเป็นฐาน

      “เกศทิพย์” คนจังหวัดกาญจนบุรี เป็นนักเรียนทุนในโครงการคุรุทายาท รุ่นที่ 6 ได้รับทุนจากจังหวัดกาญจนบุรี ไปศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 แล้วมาบรรจุใช้ทุนในปี 2539 ที่โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ จ.กาญจนบุรี สอนวิชาฟิสิกส์ ต่อมาเรียนต่อปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเลือกเรียนสาขาฟิสิกส์ จนกระทั่งมาเป็น หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่ “หมอธี” วางใจให้ดำเนินการดูแล “คูปองพัฒนาครู” ในเดือนกรกฎาคม 2560

      คูปองพัฒนาครู ยังมี “บุญรักษ์ ยอดเพชร” รองเลขาธิการ กพฐ.  ในฐานะผู้กำกับดูแลโครงการนี้ ก็เป็นหัวหอกสำคัญในการเดินสาย สัญจรชี้แจงไปในหลายจุดเพื่อขับเคลื่อนได้ตามนโยบาย

     “บุญรักษ์” รับผิดชอบงานวิชาการของ สพฐ.ทั้งหมด ลูกหม้อของ สพฐ. เติบโตมาจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จ.พิษณุโลก ก่อนเข้ามาเป็น “ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.” และขึ้นรองเลขาธิการ กพฐ. ได้รับความไว้วางใจจากรัฐมนตรีให้ดูแลงานสำคัญ ถือเป็นผู้บริหารอีกคนหนึ่งที่เดินเข้า-ออกห้องพบ รมว.ศึกษาธิการ อยู่บ่อยๆ

      อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คูปองพัฒนาครู มีเรื่องให้ตามแก้ไขเข้ามาไม่หยุดหย่อน ทั้งปัญหาระบบการบริหารจัดการ คุณภาพหลักสูตร ล่าสุดกับปัญหาที่หน่วยจัดอบรม ยื่นขอยกเลิกการจัดอบรมถึง 87 หลักสูตร มีครูกว่า 2 หมื่นคนหรือ 213 รุ่น ที่ลงทะเบียนไว้แล้วได้รับผลกระทบ บางคนแม้ยังไม่จ่ายเงินค่าหลักสูตร แต่ก็จ่ายค่าที่พัก ค่าตั๋วเดินทาง โดย สพฐ.เตรียมการที่จะต้องดูแลให้ได้รับการเยียวยาด้วย.

ร้องผู้ว่าฯนครพนม จี้สรรหาอธิการบดีมนพ.ต้องโปร่งใส่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292284

ร้องผู้ว่าฯนครพนม จี้สรรหาอธิการบดีมนพ.ต้องโปร่งใส่

17 สค2560, อธิการบดีมนพ, 18สค60, ร้องผู้ว่าฯนครพนม, ผู้ว่าฯนครพนม, อธิการบดี มนพ,  17 สค2560 , มนพ

 กลุ่มองค์กรภาคปชช. ร้อง “ผู้ว่าฯนครพนม” จี้สรรหา “อธิการบดี มนพ.” ต้องโปร่งใส่ วอนนายกสภาฯทำหน้าที่เพื่อคำนึงถึงผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ ( 17 ส.ค.2560 ) กลุ่มองค์กรภาคประชาชนชาวนครพนม นำโดยนายพงษ์ สุคนธ์ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรณีการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม (มนพ.) ซึ่งวันศุกร์ที่ 18 สิงหาคมนี้ บรรดาผู้ที่มีสิทธิ์เข้ารับการสรรหาจำนวน 6 ราย จะต้องเข้านำเสนอวิสัยทัศน์ คนละไม่เกิน 20 นาที และตอบข้อซักถามไม่เกินคนละ 20 นาที ที่ห้องราชพฤกษ์ ชั้น 5 อาคารสารสนเทศเพื่อการบริหาร สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนครพนม จังหวัดนครพนม  ซึ่งผู้ที่ไม่เข้าสู่การนำเสนอวิสัยทัศน์ตามวันเวลาข้างต้น ถือว่าสละสิทธิ์

        ทั้งนี้ เพื่อการสรรหาสรรหาอธิการบดีฯ เป็นไปอย่างโปร่งใส ได้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและปราศจากมลทินเกี่ยวข้องคดีไม่สุจริต จึงเรียกร้องผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม จำนวน 3 ข้อดังนี้

1.ขอให้มหาวิทยาลัยนครพนมโดยประธานกรรมการสรรหาฯระงับการเข้าแสดงวิสัยทัศน์ของบุคคลที่ขาดคุณสมบัติดังกล่าวมิให้เข้าแสดงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้

2.ขอให้นายกสภาฯ ทำหน้าที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย และประชาชนชาวนครพนมอย่างเคร่งครัด หากไม่สามารถทำได้ขอให้ท่านลาออกจากตำแหน่ง

3.ขอให้มหาวิทยาลัยนครพนมดำเนินการประชาสัมพันธ์ เชิญชวนให้บุคคลทั่วไปและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้ารับฟังการแสดงวิสัยทัศน์ ในวันเวลาดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

เปิดห้องนิทรรศการถาวรที่ศูนย์วิทย์ฯ ร้อยเอ็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292164

เปิดห้องนิทรรศการถาวรที่ศูนย์วิทย์ฯ ร้อยเอ็ด

กฟผ, ร้อยเอ็ด, กฟผ, สำนักงาน กศน, Day of Future, ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

กฟผ. – กศน. นำความรู้ด้านพลังงานสู่สังคม เปิดห้องนิทรรศการถาวรที่ศูนย์วิทย์ฯ ร้อยเอ็ด แห่งแรกในภาคอีสานส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองทางด้านพลังงานสู่สังคม

         นายรัตนชัย นามวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ น.ส.วิเลขา ลีสุวรรณ์ รองเลขาธิการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้า (Day of Future) เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองและสร้างประสบการณ์ด้านพลังงานแก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด

 เปิดห้องนิทรรศการถาวรที่ศูนย์วิทย์ฯ ร้อยเอ็ด

นายศุภผล รัตนากร ผู้อำนวยการฝ่ายสำรวจ กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ. ได้ลงนามความร่วมมือกับ สำนักงาน กศน. สร้างห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้า (Day of Future) ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด ด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 22 ล้านบาท เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองและสร้างประสบการณ์ด้านพลังงานแก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งห้องนิทรรศการถาวรฯ ที่ จ.ร้อยเอ็ด ได้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใต้งบประมาณ 10 ล้านบาท และมีพิธีเปิดในวันนี้ ซึ่งนับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นายศุภผล กล่าวต่อไปว่า ห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้า ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ดมีความน่าสนใจมาก ภายในห้องนิทรรศการแบ่งออกเป็น 7 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 ความหวังของอนาคต โซนที่ 2 ภารกิจเรียนรู้พลังงานไฟฟ้า โซนที่ 3 ภารกิจผลิตไฟฟ้า โซนที่ 4 ภารกิจแสงสว่างสู่เมือง โซนที่ 5 โครงสร้างทางพลังงานไฟฟ้า โซนที่ 6 กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย และโซนที่ 7 วิวัฒนาการไฟฟ้าไทย ซึ่งจะนำเสนอในรูปแบบนิทรรศการถาวรด้วยระบบดิจิตอลสุดทันสมัย พร้อมสอดแทรกกิจกรรมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้รู้ถึงการได้มาซึ่งพลังงานไฟฟ้า มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า ความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และตระหนักถึงการประหยัดพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนมีความเข้าใจในภารกิจของ กฟผ. มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคงต่อไป สำหรับ ห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้า อีกแห่ง ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ใกล้แล้วเสร็จ คาดว่าจะเปิดให้ชมได้ประมาณเดือนตุลาคมนี้

 

 เปิดห้องนิทรรศการถาวรที่ศูนย์วิทย์ฯ ร้อยเอ็ด

“นอกจากภารกิจหลักในการผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทยแล้ว กฟผ. ยังให้ความสำคัญต่อการแบ่งปันความรู้ด้านพลังงานสู่สังคม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาพลังงานของประเทศ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” นายศุภผล กล่าวทิ้งท้าย

 เปิดห้องนิทรรศการถาวรที่ศูนย์วิทย์ฯ ร้อยเอ็ด

ด้าน น.ส.วิเลขา  กล่าวเพิ่มเติมว่า พลังงานไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น และมิใช่เป็นเรื่องของหน่วยงานใดที่จะรับผิดชอบเพียงหน่วยงานเดียว ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนควรตระหนักรู้ถึงกระบวนการที่ได้มาซึ่งพลังงานไฟฟ้า จึงต้องขอขอบคุณ กฟผ. ที่เห็นความสำคัญของการศึกษาและร่วมมือกับ สำนักงาน กศน. ส่งเสริมการให้ความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าสู่ประชาชน โดยสนับสนุนการสร้างสื่อนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการการผลิตไฟฟ้า ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า รวมถึงมีการจำลองสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของพลังงานไฟฟ้า พร้อมทั้งนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ทุกวันอังคารถึงวันเสาร์ เวลา 09.00 – 16.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์