จี้สธ.ให้ขรก.ชายลวนลามลูกจ้างหญิงออกจากราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291916

จี้สธ.ให้ขรก.ชายลวนลามลูกจ้างหญิงออกจากราชการ

ให้ออกจากราชการ, ลวนลามลูกจ้างหญิง

เอ็นจีโอ จี้เอาผิดวินัยร้ายแรงข้าราชการสธ. ลวนลามพนักงานหญิง ให้ออกจากราชการไว้ก่อน แนะตั้งกรรมการสอบต้องมาจากหลายฝ่ายกันข้อครหา เผยเคยร้องทุกข์แต่เรื่องเงียบ

        จากกรณีที่ลูกจ้างหญิงร้องเรียนถูกข้าราชการชายที่เป็นหัวหน้าลวนลามคุกคามทางเพศ เมื่อวันที่ 14ส.ค. 2560  นายจะเด็จ เชาวน์วิไล  ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล  กล่าวว่า ปัญหาการลวนลามคุกคามทางเพศ เกิดขึ้นในทุกหน่วยงาน กระบวนการที่ผู้เสียหาย หรือผู้ถูกกระทำจะออกมาเปิดเผยนั้นยากมาก เพราะไม่กล้าร้องทุกข์เอาผิด กลัวตกงาน กลัวถูกตามข่มขู่คุกคาม ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นนี้ กระทำมาตั้งแต่ปี 57 และไม่ใช่รายเดียว ยังมีเพื่อนร่วมงานอีกหลายรายที่ถูกกระทำด้วย ดังนั้นอยากให้กระทรวงสาธารณะสุข(สธ.) ลงโทษเอาผิดวินัยร้ายแรง ต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อนระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง และเพื่อกันข้อครหา กรรมการสอบสวนต้องมาจากหลายฝ่าย เป็นกลาง ไม่ทำผิดให้เป็นถูก ช่วยพวกเดียวกันเอง เนื่องจากมูลนิธิฯกังวลว่าผลสอบออกมาจะไม่ผิดอีก ซึ่งรายนี้เคยร้องทุกข์ไปแล้วเรื่องเงียบ หวั่นว่าจะกลายเป็นวัฒนธรรมวิ่งเต้นช่วยเหลือกันเหมือนที่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทย

“กรณีนี้กระทำต่อหน้าพนักงานคนอื่น คิดว่าตัวเองมีอำนาจ คิดแบบชายเป็นใหญ่ จึงควรตรวจสอบพฤติกรรมและอยากให้ทุกฝ่ายมองการคุกคามลวนลามเป็นปัญหาใหญ่ ไม่สยบยอม เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นทุกจุดและสะสมในสังคมไทยมานาน  แม้จะมีกฎระเบียบ กพ.แต่กลไกต่างๆยังไม่มีประสิทธิภาพ มีจุดอ่อนอีกมากที่ต้องแก้ไข ดังนั้นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกัน พร้อมทั้งเยียวยาคุ้มครองคนกลุ่มนี้ให้ได้รับความเป็นธรรม และในเร็วนี้ทางมูลนิธิฯจะขอเข้าพบปลัดสธ.เพื่อให้มองปัญหานี้อย่างเข้าใจและเป็นธรรม เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและมีแนวทางการป้องกันที่ชัดเจนต่อไป” นายจะเด็จ  กล่าว

ชี้ผู้หญิงถูกลวนลามไม่กล้าร้องเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291891

ชี้ผู้หญิงถูกลวนลามไม่กล้าร้องเรียน

ลวนลามหญิง, ครม, วรพ

มูลนิธิหญิง ชี้หน่วยงานภาครัฐไม่วางมาตรการชัด แก้ปัญหาลวนลามทางเพศในที่ทำงาน แนะผู้หญิงหากร้องเรียน แต่ถูกเพิกเฉยให้ร้องมาที่หน่วยงานกลางระดับประเทศ

     จากเหตุการณ์ลูกจ้างหญิงร้องเรียนว่าถูกหัวหน้างานลวนลามหลายครั้ง และทางกระทรวงสาธารณสุข ได้มีคำสั่งย้ายหัวหน้างานที่ถูกร้องเรียนไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีทันที พร้อมตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ซึ่งคาดว่าจะสรุปผลได้ในสัปดาห์นี้และตั้งคณะกรรมการสอบวินัยต่อทันที

    น.ส.อุษา เลิดศรีสันทัด ผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิง เปิดเผยว่า กรณีลูกจ้างหญิงถูกลวนลามทางเพศนั้น กรณีดังกล่าวไม่ใช่กรณีแรก เพราะที่ผ่านมามีการร้องเรียนเรื่องแบบนี้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติว่าต้องขจัดการลวนลามทางเพศในหน่วยงานภาครัฐให้หมดไป แต่สิ่งที่พบก็คือ หลายหน่วยงานไม่เผยแพร่ข่าวสาร และไม่มีการทำนโยบาย กลไกที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างชัดเจน ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ผู้หญิงถูกลวนลาม หรือ คุกคาม ผู้เสียหายจะกลัว ไม่กล้าร้องเรียน เนื่องจากกลัวกระทบกับงานและความมั่นคงของตัวเอง ทั้งที่ การกระทำลักษณะดังกล่าวในทางราชการถือว่ามีความผิด

     “ส่วนตัวทำงานอยู่ในคณะอนุกรรมการด้านสิทธิสตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พบข้อร้องเรียนผู้หญิงถูกลวนลามเข้ามามาก ซึ่งไม่ได้มีแค่หน่วยงานที่ปรากฎเป็นข่าว แต่ในหน่วยงานภาครัฐอื่นๆหลายพื้นที่ เช่น ระดับท้องถิ่น ก็มีเช่นกัน เพราะฉะนั้น ทางแก้ไขหน่วยงานต้นสังกัด ผู้บังคับบัญชาต้องกำหนดมาตรการดำเนินการสอบสวนและลงโทษผู้กระทำการในลักษณะดังกล่าว โดยต้องไม่เลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกัน ต้องมีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยดูแลผู้เสียหายด้วย แต่หากผู้เสียหายพบว่าถูกเพิกเฉยก็สามารถร้องเรียนมาที่หน่วยงานระดับประเทศ เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือ คณะกรรมการความเท่าเทียมระหว่างเพศ (วรพ.) ได้เลยซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาวินัจฉัยในแต่ละกรณี”น.ส.อุษา กล่าว

      อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รายงานให้ที่ประชุมสหประชาชาติถึงอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ซึ่งจะเป็นการสร้างหลักประกันในการดูแลผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ การป้องกัน ตลอดจนส่งเสริมให้มีการพัฒนาระบบการร้องเรียนที่ปิดเป็นความลับ เพื่อให้ผู้เสียหายเกิดความมั่นใจและกล้าร้องเรียนด้วย ซึ่งรัฐบาลจะต้องนำมาสู่การปฏิบัติ

ไฟนอล“ก.การอุดมศึกษา” ชงรมว.ศึกษาธิการ16ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291871

ไฟนอล“ก.การอุดมศึกษา” ชงรมว.ศึกษาธิการ16ส.ค.นี้

กการอุดมศึกษา, ไฟนอลกการอุดมศึกษา, กการอุดมศึกษา, ก้าวก่าย, ครม, กกอ

หมออุดม ชี้สรุปพ.ร.บ.3ฉบับ ดำเนินการ ก.การอุดมศึกษา แล้วเสร็จ เตรียมเสนอรมว.ศึกษาธิการ 16 ส.ค.นี้ ก่อนเข้าครม.ต่อไป

       ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร ประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษากล่าวภายหลังการประชุมคณะทำงานฯ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้สรุปผลการดำเนินงานเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ3ฉบับแรก ตามที่ได้รับฟังความคิดเห็นจากนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ รวมถึงสภาวิชาชีพแล้ว ซึ่งคงไม่สามารถตัดคำว่า“ก้าวก่าย”ออกจาก ร่าง พ.ร.บ.เนื่องจากเห็นว่าเป็นคำไม่เหมาะสม ซึ่งเรื่องนี้ได้หารือแล้ว เห็นว่า คงไม่สามารถตัดคำดังกล่าวออกได้ เพราะเป็นคำที่มีเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560มาตรา40บัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกัน หรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบการประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็นหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น

“ตอนนี้ถือว่าสรุปการเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว และจะเสนอรมว.ศึกษาธิการ ในวันพุธที่ 16ส.ค.2560นี้ และคาดว่าจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในปลายเดือนส.ค.หรือต้นเดือน ก.ย.ส่วนการกำหนดหลักสูตรที่จะต้องดำเนินการร่วมกับสภาวิชาชีพนั้น หลังจากนี้จะมีการหารือร่วมกับสภาวิชาชีพทั้งในการกำหนดหลักสูตรร่วมกัน หรือนำคะแนะนำต่างๆ มาปรับใช้ ดังนั้น หลังจากนี้คงไม่มีปัญหา”ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับพ.ร.บ.ใหม่นั้น ได้มีการกำหนดให้มีตัวแทนสภาวิชาชีพ ในคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)และกกอ.จะต้องจำนวนประมาณ15คน เพื่อให้กกอ.มีขนาดเล็ก ไม่ใหญ่เหมือนที่ผ่านมา และปรับตำแหน่งที่ไม่ได้เอาตำแหน่ง แต่เป็นตัวแทนที่มาจากหลายๆ ภาคส่วน อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งกกอ.ชุดใหม่ ซึ่งกกอ.ชุดปัจจุบันหมดวาระไป ตั้งแต่วันที่30ก.ค.2560คาดว่ามีการดำเนินการล้อไปตามพ.ร.บ.ใหม่ของกระทรวงการอุดมศึกษา

“หมอธี”รับโยกย้าย ศธ.มีคนในใจแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291869

“หมอธี”รับโยกย้าย ศธ.มีคนในใจแล้ว

ปี 2560 เกษียณ 6 ราย, เลขาธิการ สกศ, ซี 11, โยกย้าย, หมอธีรับโยกย้าย, ศธมีคนในใจแล้ว, หมอธี, สกศ, กกอ, กพฐ, กอศ

“ธีระเกียรติ” เผยมีโยกย้าย ศธ.เตรียมคนในใจแล้ว ซี 11 ว่างอยู่ 1 ตำแหน่งอาจหมุนสลับเก้าอี้ หรือดันซี 10 ขึ้นแทน เบื้องต้นดูคนในจะได้ไม่เสียกำลังใจ

     ความคืบหน้าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่เวลานี้ระดับ 11 ว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง คือ เลขาธิการสภาการศึกษา ขณะที่ในวันที่ 30 กันยายนนี้จะมีข้าราชการระดับ 10 เกษียณอายุอีก 6 รายด้วยกัน

นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่มาก คงต้องเร่งดำเนินการให้เร็ว เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้หารือกับพล.อ.สุรเชษฐ์  ชัยวงศ์ และม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ เพื่อสอบถามความเห็นแล้ว  ส่วนทั้ง 2 คนได้เสนอรายชื่อใครเข้ามาให้พิจารณาบ้างหรือไม่นั้นไม่ขอพูด

ทั้งนี้ ยอมรับว่ามีคนในใจแล้ว แต่อย่างที่บอกมาตลอดเรื่องคนต้องคิดให้นาน ให้รอบคอบ และการปรับเปลี่ยนใด ๆ จะต้องให้มีผลกระทบกับคนน้อยที่สุด ซึ่งการโยกย้ายข้าราชการระดับ 11 มี 2 แนวทาง คือ เลื่อนจากระดับ 10 ขึ้น 11 หรือ หมุนสลับระหว่างระดับ 11 ด้วยกันก่อน เพราะขณะนี้มีตำแหน่งระดับ 11 ว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง คือ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ซึ่งเป็นโอกาสที่ตนจะได้ใช้วิจารณญาณในการโยกย้ายครั้งนี้

“ตอนนี้ผมมีคนที่เตรียมไว้แล้ว แต่ขอยังไม่บอกว่าเป็นใคร หรือจะดำเนินการอย่างไร ผมไม่ได้แทงกั๊ก แต่ครั้งนี้มีการเปลี่ยนตัวแน่ จะอย่างไรก็ต้องมี เพราะมีตำแหน่งระดับ 11 ว่างอยู่ 1 แต่จะมีการเปลี่ยน 1 ตำแหน่ง หรือ 2 ตำแหน่ง หรือ 3 ตำแหน่ง ต้องปรึกษากับรมช.ศึกษาธิการทั้ง 2 คนก่อน  โดยหลักการพิจารณา ต้องดูคนที่เหมาะสมที่สุด ผมไม่ได้มีคนให้เลือกมากอย่างบริษัทเอกชน เพราะมีคนแค่นี้  มีเวลาแค่นี้ เบื้องต้นดูคนในก่อน ไม่อย่างนั้นก็เสียกำลังใจ”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

สำหรับข้าราชการระดับ 10 ของศธ. ที่จะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายนนี้  รวม 6 ตำแหน่ง คือ ผู้ตรวจราชการศธ. 3 ตำแหน่ง นายบัณฑิต  ทิพากร รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)  นางสุจิตรา พัฒนะภูมิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนายวณิชย์ อ่วมศรี  รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.)

เอ็กซ์เรย์ “คูปองพัฒนาครู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291803

เอ็กซ์เรย์ “คูปองพัฒนาครู”

สพท, คูปองครู, 10000 บาท, หลักสูตร, เอ็กซ์เรย์, คูปองพัฒนาครู, สพฐ, สพค, การอบรมครู

ร้องเรียนกันรายวันกับโครงการคูปอง 1 หมื่นบาทให้ครูไปช้อปปิ้งคอร์สตามต้องการ เพื่อพัฒนาตนเอง ทั้งระบบที่ไม่สมบูรณ์ ปัญหาหน่วยจัดอบรมลองมาหาคำตอบกัน..

     งานฟ้องรายวัน!!ผ่านสื่อโซเชียลกับสารพัดปัญหาการอบรมพัฒนาครู ในโครงการพัฒนาครูครบวงจรรูปแบบใหม่ แจกคูปองในวงเงิน 10,000 บาทต่อคนต่อปีงบประมาณ ของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ที่จัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ระบบการลงทะเบียนไม่สมบูรณ์ ไม่รองรับความต้องการครู หน่วยจัดอบรมที่ไม่ทำตามเงื่อนไข เลื่อนวันไม่แจ้งล่วงหน้า พื้นที่จัดอบรมไม่ครอบคลุมต้องเดินทางไกล ปัญหาการเบิกจ่ายเงิน ไปจนถึงมีการจ่ายเงินถอนเพื่อจูงใจให้ครูเลือกเข้ารับการอบรมหลักสูตรนั้นๆ

       เรียกได้ว่า..พอเปิดให้ครูลงทะเบียนออนไลน์ช้อปปิ้งคอร์ส ปัญหาก็ผุดตามมาให้แก้ไม่หวาดไม่ไหว ปีงบประมาณ 2560 เป็นปีแรกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับอนุมัติงบประมาณกว่า 1,447 ล้านบาท มาใช้ในโครงการดังกล่าว ยังเหลืองบฯที่รอการอนุมัติก่อนวันที่ 30 ก.ย.อีกกว่า 3,412 ล้านบาท มีหลักสูตรที่ผ่านการรับรองจากสถาบันคุรุพัฒนาทั้งสิ้น 1,460 หลักสูตร มีครูลงทะเบียนอบรมหลักสูตร 591,635 ที่นั่ง จากครูในระบบทั้งหมด 311,091 คน ในจำนวนนี้ลงทะเบียนสำเร็จ 202,870 คน ซึ่งในรุ่นแรกนี้จะเริ่มอบรมตั้งแต่ 20 ก.ค.-30 ก.ย.นี้ ใน 838 หลักสูตร (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ส.ค.จากสำนักพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพค.)

เอ็กซ์เรย์ "คูปองพัฒนาครู"

     นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการพัฒนาครูครบวงจรรูปแบบใหม่ ครูจะได้เลือกสมัครเข้าอบรมในหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการเพื่อพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง และไม่กระทบหรือทำให้ครูต้องละทิ้งห้องเรียน แม้ตอนนี้ครูจะมีข้อร้องเรียนส่งเข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็น โครงการนี้ทำให้ทุจริต มีเงินทอนให้ครู หรือมีหน่วยจัดมาติดต่อผู้บริหารจัดคอร์สอบรมเสร็จแล้วพาไปเที่ยว แจ้งอบรมรุ่นละ 100 คนแต่เวลาจัดอบรมจริงกลายเป็น 800 คน รวมถึงการอบรมไม่มีคุณภาพ ซึ่งกรณีทั้งหมดได้มอบให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบแล้ว หากพบว่ามีปัญหาจริงจะไม่ปล่อยไว้อย่างแน่นอน

เอ็กซ์เรย์ "คูปองพัฒนาครู"

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์

      “คอร์สต่างๆที่จัดให้ครูได้เลือกมีของดีมากถึง 90%อย่าเพิ่งไปกังวล การช้อปปิ้งคอร์ส เป็นธรรมชาติของระบบกลไกตลาดย่อมมีทั้งของดีและไม่ดี ครูในฐานะลูกค้าจะตอบคำถามเหล่านี้เอง ซึ่งผมได้สั่งการให้มีการจัดเรตติ้งคอร์สต่างๆไว้ การทำงานในรุ่นแรกอาจมีปัญหาบ้างก็แก้ไขกันไป แต่มีเสียงสะท้อนว่ามาถูกทางเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งรุ่นที่ 2 ปีงบฯ 2561จะเข้มข้นขึ้นให้อยากให้ครูที่สอนวิชาหลักเข้าอบรมครูตามสาขามากขึ้น แต่ยังเปิดกว้างให้ครูเช่นเดิมและจะแบล็กลิสต์หลักสูตรที่ไม่มีคุณภาพ”

     หากปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาครู แล้วประโยชน์ไปไม่ถึงเด็กและครู การดำเนินการต่างๆ ก็คงไม่มีความหมาย!!!!

เอ็กซ์เรย์ "คูปองพัฒนาครู"

     นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่ออีกว่า ที่กำลังทำคือการปรับรูปแบบพัฒนาครูประจำการกว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ และเชื่อมโยงกับเส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาชีพ หรือ เกณฑ์วิทยฐานะใหม่ที่ให้ครูต้องพัฒนาตัวเองอย่างน้อย 12-20 ชั่วโมงต่อปี ผ่านคูปองคนละ 10,000 บาทต่อปี เพราะอดีต “การอบรมครู” ทำกระจัดกระจายตั้งงบประมาณพัฒนาไว้สูงถึงปีละ 2 หมื่นล้านบาท แต่กลายเป็นว่าคนอยู่พื้นที่ห่างไกลเข้าไม่ถึงหลักสูตรอบรม ผู้จัดอบรม วิทยากร ผู้อบรมก็หน้าเดิมๆ ทว่าหลังจากนี้ครูได้มีโอกาสเลือกการพัฒนาครูจะส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนได้อย่างแท้จริง ใช้งบฯปีละ 4 พันล้านบาท

เอ็กซ์เรย์ "คูปองพัฒนาครู"

     ขณะที่ ครูสอนภาษาไทยรายหนึ่งในกรุงเทพฯ บอกว่า เลือกสมัครอบรมหลักสูตรการพัฒนาส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนภาษาไทย” ใช้เวลาอบรม 1 วันซึ่งผ่านการอบรมไปไม่นานนี้ ส่วนตัวรู้สึกพอใจเพราะจำนวนคนอบรมไม่มากประมาณ 30 คน ทำให้วิทยากรดูแลให้คำแนะนำได้ทั่วถึง ต่างจากแต่ก่อนเวลาที่ได้รับมอบหมายไปอบรมคนเข้าร่วมจะเยอะมากหลักร้อยคน สงสัยหรืออยากถามอะไรก็ทำได้ยาก ดังนั้น ในภาพรวมการให้ครูได้เลือกเองว่าจะอบรมอะไร เพื่อพัฒนาตนเองเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม กว่าจะได้อบรมก็เจอปัญหาไม่ต่างกับคนอื่นๆ เช่น ระบบการลงทะเบียนไม่ค่อยสมบูรณ์ การเลือกวิชาที่จะอบรม เนื่องจากมีหลักสูตรเยอะมาก แม้จะมีคำอธิบายแต่หลายหลักสูตรก็มีความคล้ายกัน ถ้าเป็นไปได้อยากให้มีการจัดกลุ่มตามสาระวิชา ยังมีเรื่องค่าอบรมที่บางหลักสูตรค่อนข้างสูง 5-6 พันบาท หรือกรณีการเบิกเงินค่าอบรม ที่บางคนต้องสำรองไปก่อน อีกเรื่องคือ สถานที่จัดอบรมที่ค่อนข้างไกล ถ้าเป็นไปได้รุ่นถัดไปอยากเสนอให้เพิ่มสถานที่จัดมากขึ้น

เอ็กซ์เรย์ "คูปองพัฒนาครู"

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช

    ด้าน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้อำนวยการ สพค. สพฐ. กล่าวว่า ปัญหาของครูที่พบมี ทั้งลืมรหัสการลงทะเบียน กรอกอีเมล์ผิด การสำรองเงินส่วนตัวจ่ายล่วงหน้าแต่ถูกยกเลิกเพราะลงทะเบียนไม่ทันเบิกคืนได้หรือไม่ เหล่านี้ถามกันเข้ามามาก ที่ผ่านมาได้จัดสพฐ.สัญจร ไปในจุดใหญ่ๆเช่น กรุงเทพฯ พิษณุโลก รวมถึงวิดีโอคอนเฟอร์เร้นส์ผ่าน obec channel รวบรวมคำถามและชี้แจงแนวทางแก้ปัญหา ถึงตอนนี้คำถามต่างๆลดลงไปมากตรงนี้สะท้อนว่าครูได้รับฟังมีความเข้าใจและไม่มีคำถามเพิ่มเติม ทั้งนี้ในการเบิกจ่ายเงินครูต้องมีใบเสร็จยื่นเป็นหลักฐานให้แก่ทางเขตพื้นที่ฯ แม้จะสำรองจ่ายไปก่อนก็ตาม หากเงินอบรมเหลือก็ต้องส่งคืน ตรงนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตได้ และเชื่อว่าคงไม่มีครูคนไหนทุจริต ส่วนกรณีเงินทอนครูนั้น สพฐ.ได้ตั้งทีมกฎหมายลงไปตรวจสอบ มีการทำหนังสือถึงหน่วยจัดอบรมเอกชนให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งการอบรมยังไม่เกิดขึ้นเป็นในลักษณะการพูดคุยผ่านไลน์ว่าจะลดการอบรมจาก 4 วันเหลือ 2 วันให้เงิน 2,000 บาท เท่ากับเหลือเงิน 8,000 บาทแต่เขียนใบเสร็จ 10,000 บาท ตรงนี้ส่อเจตนาทำผิดเงื่อนไขหลักเกณฑ์

เอ็กซ์เรย์ "คูปองพัฒนาครู"

    “สพค.ได้วางระบบการประเมินผลเริ่มตั้งแต่ 1.ครูประเมินหน่วยจัดอบรม ซึ่งต้องประเมินตามจริงเพราะจะช่วยสะท้อนคุณภาพหลักสูตร การบริหารจัดการ 2.ผอ.โรงเรียน ประเมินครูหลังผ่านไป 3 สัปดาห์ดูว่าครูมีการต่อยอดความรู้ที่ได้รับไปสู่ห้องเรียน พัฒนาผู้เรียนหรือไม่ ขณะเดียวกัน ผอ.โรงเรียนต้องประเมินด้วยว่าหน่วยจัดอบรมมีการติดตามผลผู้เข้ารับอบรมหรือไม่ แม้จะจบคอร์สอบรมแต่ยังต้องมีการติดตามประเมินผลต่อเนื่อง”นางเกศทิพย์ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม การติดตามอาจมีหลายรูปแบบทั้งลงพื้นที่ หรือออนไลน์ เพื่อให้คำแนะนำแก่ครู นอกจากนี้ ครูต้องสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ Professional Learning Community : PLC ที่ให้ครูมาร่วมแชร์ประสบการณ์ความรู้ร่วมกันเพื่อพัฒนาคุณภาพการสอนสู่เด็ก รวมถึงพัฒนาวิชาชีพครูผ่านคุณภาพเด็กด้วย ตรงนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรในโรงเรียนที่สำคัญ และในอนาคตจะทำให้ สพฐ.มีระบบฐานข้อมูลครูที่เข้ารับการอบรมทั่วประเทศ.

o เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ o

qualitylife4444@gmail.com

SAFETY TALK แค่คุย..ลดอันตรายจากงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291856

SAFETY TALK แค่คุย..ลดอันตรายจากงาน

กสร, การทำงาน, ลดอันตราย, ป้องกัน, มาตรการ, Safety Talk, Safety, Talk, กสร

ฝากนายจ้างยึดแนวทาง Safety Talk ชี้แจงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานและมาตรการป้องกัน ให้ลูกจ้างเข้าใจก่อนเริ่มทำงาน ชี้ช่วยลดอันตราย สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย

     นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงานเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนวาระปฏิรูปแรงงาน Safety Thailand ของพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมาตรการสำคัญ ที่สามารถช่วยลดการประสบอันตรายจากการทำงานและสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการทำงานให้เกิดขึ้นได้ คือ การพูดคุย ชี้แจงให้ลูกจ้างทราบถึงอันตรายหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานและการป้องกัน หรือที่เรียกว่า Safety Talk

อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจการที่มีความเสี่ยงในเรื่องของความปลอดภัยในการทำงาน เช่น กิจการก่อสร้าง การทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย เป็นต้น หากนายจ้าง สถานประกอบกิจการสามารถดำเนินการเรื่อง Safety Talk ได้เป็นประจำสม่ำเสมอก่อนเริ่มการทำงานทุกวัน นอกจากจะสามารถป้องกันปัญหาการประสบอันตรายจากการทำงานแล้ว ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยฯให้เกิดขึ้น
ด้วย

สำหรับนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการ มีข้อสงสัยหรือต้องการทราบแนวทางการดำเนินงานด้านความปลอดภัยฯ สอบถามได้ที่ กองความปลอดภัยแรงงาน โทรศัพท์ 0 2448 9128-39 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่โทรศัพท์สายด่วน 1546

ยอดพุ่ง!!กว่าพันครั้งอ้างอิงงานวิจัย“ธัญบุรี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291851

ยอดพุ่ง!!กว่าพันครั้งอ้างอิงงานวิจัย“ธัญบุรี”

จัดอันดับ, งานวิจัย, มทรธัญบุรี, ธัญบุรี, มทร

อธิการ มทร.ธัญบุรี ปลื้ม!!ผลการจัดอันดับได้ที่ 17 สูงสุดในกลุ่ม มทร.และอยู่อันดับที่ 3,000 ของโลก ชี้ยอดอ้างอิงงานวิจัยไปใช้สูงขึ้น 1,304 ครั้ง

     รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ  อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า เว็บไซต์ Webometrics ซึ่งเป็นเว็บจัดอันดับ World Raking University ระดับโลกได้ประกาศผล TRANSPARENT RANKING: TOP UNIVERSITIES BY GOOGLE SCHOLAR CITATIONS ซึ่งเป็นการจัดอันดับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยทั่วโลก ที่ได้รับการค้นหาทางระบบออนไลน์และถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง มีมหาวิทยาลัยจากทั่วโลกเข้ารับการจัดอันดับประมาณ 5,000 แห่ง

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยของประเทศไทยได้รับการจัดอันดับ 31 แห่ง และมทร.ธัญบุรี อยู่ในอันดับที่ 17 เป็นมหาวิทยาลัยเดียวในกลุ่มราชมงคล ที่ถูกจัดอันดับสูงขึ้นจากเมื่อ 6 เดือนก่อนที่ถูกจัดอันดับอยู่ที่ 27 และอยู่ในอันดับที่ 3,000 ของโลก รวมถึงงานวิจัยของ มทร.ธัญบุรี มีผู้สนใจนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงถึง 5,278 ครั้ง เพิ่มขึ้นจาก 6 เดือนก่อน ที่อยู่ที่ประมาณ 1,304 ครั้งซึ่งถือเป็นจำนวนที่น่าพอใจ

“การที่งานวิจัยของ มทร.ธัญบุรี มีผู้สนใจนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสูงขึ้นมากนั้น เป็นเพราะมหาวิทยาลัยให้อาจารย์ทุกคนทำวิจัย 1 Teacher 1 Researchพร้อมทั้งส่งเสริมให้นำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมและตีพิมพ์ออกมา งานวิจัยเหล่านี้จะถูกกระจายไป เพื่อยกระดับงานวิชาการให้สูงขึ้น ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้ และงานวิจัยเหล่านี้จะถูกไปใช้ในการเรียนการสอนให้กับนักศึกษาของสถาบัน โดยอีก 2 ปีข้างหน้าคาดหวังว่าการจัดอันดับ TOP UNIVERSITIES BY GOOGLE SCHOLAR CITATIONS มหาวิทยาลัยจะอยู่ในอันดับที่ 15 ของมหาวิทยาลัยในประเทศ และมีผู้สนใจนำงานวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงไม่ต่ำกว่า 7,000 ครั้ง ส่วนอีก 4 ปีข้างหน้าจะต้องติด1 ใน 10 ของการจัดอันดับ มีการนำงานวิจัยไปใช้อ้างอิงไม่ต่ำกว่า 10,000 ครั้ง” อธิการบดี มทร.ธัญบุรีกล่าว

5 วัน 30ชม.รับมือเที่ยวถ้ำเลสเตโกดอน จ.สตูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291777

5 วัน 30ชม.รับมือเที่ยวถ้ำเลสเตโกดอน จ.สตูล

กพร, อบรมพัฒนา, ท่องเที่ยว, ทักษะ, วัน, จสตูล, กพร, สพร, สนพ, Thailand Tourism Awards

กพร.เดินหน้ารุกพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว รองรับการเติบโต ชี้ปี 60 อบรมได้กว่า 9 หมื่นคนเกินเป้าที่วางไว้ ล่าสุดจ.สตูล อบรม 30 ชม.สมาชิกพายเรือถ้ำเลสเตโกดอน

      นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังมอบวุฒิบัตรแก่ผู้จบการฝึกอบรมหลักสูตรผู้จัดการแผนกนำเที่ยว จ.สตูล ว่า ในปี 2560 กระทรวงแรงงาน วางเป้าหมายพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว กว่า 80,000 คน ดำเนินการแล้วกว่า 90,393 คน เกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้ พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ต้องการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านดังกล่าว ได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) ทั่วประเทศ ดำเนินการภายใต้โครงการ พัฒนาศักยภาพแรงงานรองรับภาคอุตสาหกรรมและบริการเพื่อการแข่งขัน ในหลักสูตรต่างๆ

5 วัน 30ชม.รับมือเที่ยวถ้ำเลสเตโกดอน จ.สตูล

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า ล่าสุดสนพ.สตูล ได้เปิดฝึกอบรมบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ให้กับสมาชิกกลุ่มพายเรือถ้ำเลสเตโกดอน ในหลักสูตร ผู้จัดการแผนกนำเที่ยว ระยะเวลาฝึก 5 วัน หรือ 30 ชั่วโมง มีผู้ผ่านการฝึกอบรมรวม 30 คน เพื่อพัฒนาศักยภาพสมาชิก รองรับการให้บริการแก่นักท่องเที่ยว จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเดินทางเข้ามาในจังหวัดสตูลจำนวน 101,169 คน แบ่งเป็นคนไทย 90,122 คน และชาวต่างชาติ 11,497 คน

5 วัน 30ชม.รับมือเที่ยวถ้ำเลสเตโกดอน จ.สตูล

ด้าน นางสาวสุขศรี ไล่กสิกรรม ผู้อำนวยการ สนพ.สตูล กล่าวว่า ถ้ำเลสเตโกดอน เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสตูล อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานธรณีสตูล ได้รับรางวัลจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ครั้งที่ 10 เมื่อปี พ.ศ. 2558 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงนิเวศ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจและหลั่งไหลมาเที่ยวชมธรรมชาติอันสวยงานของถ้ำเลสเตโกดอน เป็นจำนวนมาก ผู้ผ่านการฝึกอบรมจาก สพน.สตูลในหลักสูตรนี้สามารถทำหน้าที่ให้คำแนะนำระหว่างนำเที่ยว ดูแลความปลอดภัย มีการพัฒนาทักษะ ทั้งความรู้ด้านระบบนิเวศ พันธุ์ไม้ในป่าชายเลน การใช้ประโยชน์ จิตวิทยาการให้บริการ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรม ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ การดูแลผู้ป่วยกระดูกหัก การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และทักษะด้านอื่นๆ ที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวให้รู้สึกปลอดภัยและประทับใจต่อการให้บริการดังกล่าว บอกต่อแก่ผู้อื่นในเชิงบวก

5 วัน 30ชม.รับมือเที่ยวถ้ำเลสเตโกดอน จ.สตูล

นายอาลี หลังเถาะ อายุ 38 ปี ผู้ผ่านการฝึกอบรมกลุ่มพายเรือถ้ำเลสเตโกดอน เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้เข้ารับการฝึกอบรม เนื่องจากได้รับการพัฒนาทักษะความรู้ของตนเอง โดยสามารถบอกกล่าวแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวได้ทั่วทั้งจังหวัดไม่เพียงถ้ำเลสเตโกดอนเท่านั้น และหากเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวก็พร้อมจะเข้าให้ความช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น สำหรับคนอื่นหากมีโอกาสอยากเชิญให้เข้ารับการฝึกกับหน่วยงานในสังกัดของกพร. เพื่อพัฒนาทักษะฝีมือสร้างรายได้ให้กับตนเองและเลี้ยงดูครอบครัว

รื้อ!!หลักสูตรดูแลผู้สูงอายุร.ร.เอกชนนอกระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291750

รื้อ!!หลักสูตรดูแลผู้สูงอายุร.ร.เอกชนนอกระบบ

หลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ, สภาการพยาบาล, โรงเรียนเอกชนนอกระบบ, สช, ควบรวมหลักสูตร

สช.ควบรวม 2 หลักสูตรดูแลผู้สูงอายุใช้ชื่อ “วิชาการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง” ของร.ร.เอกชนนอกระบบ พร้อมปรับปรุงเนื้อหาใหม่ ให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาล

    น.ส.วราภรณ์ สุวรรณศิริ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ประชุมร่วมกับสภาการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และโรงเรียนเอกชนนอกระบบที่เปิดสอนหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ เพื่อพิจารณาแก้ไขปรับปรุงหลักสูตรวิชาการดูแลส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และหลักสูตรวิชาการดูแลสุขภาพอนามัยสำหรับผู้สูงอายุติดเตียง ในโครงการพัฒนาหลักสูตรบูรณาการกลุ่มอาชีพ ปีงบประมาณ พ.ศ.2559 ให้เป็นไปตามพ.ร.บ. วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 เพื่อนำมาใช้จัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากก่อนหน้านี้สภาการพยาบาลได้แจ้งผลการพิจารณาว่าทั้ง 2 หลักสูตรไม่ผ่าน

น.ส.วราภรณ์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ สช.ได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำหลักสูตรต้นแบบ เพื่อทำการเปรียบเทียบข้อมูลหลักสูตรให้เป็นตามที่กำหนด เบื้องต้นที่ประชุมมีมติให้รวมหลักสูตรวิชาการดูแลส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และหลักสูตรวิชาการดูแลสุขภาพอนามัยสำหรับผู้สูงอายุติดเตียงเข้าด้วยกันเป็นหลักสูตรเดียว ใช้ชื่อว่า “วิชาการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง” ซึ่งคณะทำงานจัดทำหลักสูตรต้นแบบจะต้องไปดำเนินจัดทำรายละเอียดต่างๆต่อไป

หนุนโรงพยาบาลร้อยเอ็ดผ่าตัดรูปแบบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291584

หนุนโรงพยาบาลร้อยเอ็ดผ่าตัดรูปแบบใหม่

รพ, One Day Surgery, Colonoscopy

สธ. หนุนโรงพยาบาลร้อยเอ็ดผ่าตัดรูปแบบใหม่ ส่องกล้องตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่วันเดียว ไม่นอนค้าง ประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่าย

       ที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการรณรงค์ผ่าตัดรูปแบบใหม่ ส่องกล้องตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่วันเดียวไม่นอนค้าง (One Day Surgery) ว่า ปัจจุบันแนวโน้มผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคมะเร็ง นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรลำดับต้นๆของประเทศ  โดยปัจจุบันอัตราการเติบโตของผู้ป่วยมะเร็งยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี  ผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ส่งผลไปถึงระยะเวลารอรับบริการ เกิดความแออัดในโรงพยาบาล  รวมทั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง

ดังนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลร้อยเอ็ดจึงได้มีระบบการให้บริการผ่าตัดและระงับความรู้สึก แบบวันเดียวกลับบ้านได้ ผู้ป่วยไม่ต้องค้างคืน เริ่มในกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ทำหัตถการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colonoscopy)ถ้าพบก้อนผิดปกติสามารถตัดออกและส่งชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยโรคได้ มีผู้ป่วยเข้ารับบริการ 600-700 รายต่อปี มีเตียงให้บริการ 8 เตียง รองรับผู้ป่วยได้ 1,500 รายต่อปี โดยผู้รับบริการได้รับการบริการตามมาตรฐาน แต่ประหยัดเวลา และลดค่าใช้จ่าย ลดการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ เข้าถึงบริการได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอคิวการผ่าตัดนาน โรงพยาบาลสามารถลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาล  ซึ่งต้นทุนการทำผ่าตัดแบบผู้ป่วยนอกน้อยกว่า 2,500 บาทต่อราย ส่วนแบบผู้ป่วยในต้นทุน 7,461 บาทต่อราย

หนุนโรงพยาบาลร้อยเอ็ดผ่าตัดรูปแบบใหม่

สำหรับการผ่าตัดรูปแบบใหม่ วันเดียวกลับ คือการให้ผู้ป่วยเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดที่บ้านและมารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล หลังพักฟื้นจากการผ่าตัดไม่กี่ชั่วโมงสามารถช่วยเหลือตัวเอง และกลับบ้านได้ในวันเดียวหรืออยู่ในโรงพยาบาลไม่เกิน 24 ชั่วโมง  ซึ่งจะช่วยลดเวลานอนในโรงพยาบาล ลดการติดเชื้อของแผลผ่าตัดและลดการติดเชื้อในโรงพยาบาล ลดภาระค่าใช้จ่ายและการเสียรายได้ของผู้ป่วยและญาติระหว่างมาโรงพยาบาล ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจองค์รวมของประเทศ รวมทั้งช่วยลดระยะเวลารอคอยผ่าตัด ทำให้โรงพยาบาลผ่าตัดผู้ป่วยได้มากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องใช้เตียงเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ไม่ต้องรอเตียงว่าง ลดความแออัดในโรงพยาบาล มีเตียงรองรับผู้ป่วยผ่าตัดฉุกเฉินหรือโรคที่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งการผ่าตัดรูปแบบนี้เป็นที่นิยมในต่างประเทศและทำมานานกว่า 40 ปี

ทั้งนี้ โรงพยาบาลร้อยเอ็ดได้วางแผนขยายบริการเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ป่วย เนื้องอกกระเพาะอาหาร เนื้องอกต่อมลูกหมาก เส้นเอ็นบาดเจ็บ เป็นต้น เป็นการพัฒนาศูนย์โรคมะเร็งแบบครบวงจร ภายใต้ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ปลอดภัยมีคุณภาพตามมาตรฐาน