สธ.ยันไม่มีปัญหายาขาดแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292118

สธ.ยันไม่มีปัญหายาขาดแน่นอน

รมวสธ, สปสช, พรบบัตรทอง

รมว.สธ.เผยสปสช.จ่ายเงินซื้อยาจ.2 จากอภ.เรียบร้อยแล้ว ยืนยันผู้ป่วยที่ต้องใช้ยากลุ่มนี้มียาแน่ ไม่กระทบ

      จากที่ ภาคประชาชนมีความห่วงใยปัญหายาขาดแคลน เนื่องจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อยาจำเป็นที่มีการใช้เฉพาะหรือใช้น้อยหรือยาในบัญชี จ. 2 ได้
เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า เรื่องนี้ตนตัดสินไปแล้วว่า ในปี 2560ให้ สปสช.ดำเนินการจัดซื้อยาตามเดิม โดยบอร์ด สปสช.เป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้นจะไม่มีปัญหาเรื่องยาขาด ทุกอย่างไม่มีผลกระทบกับผู้ป่วยเลย เมื่อวันที 15 สิงหาคม 2560 มีการคุยกับองค์การเภสัช(อภ.)สั่งซื้อและจ่ายเงินเรียบร้อย ส่วนสถานการณ์ยาในรพ.ต่างๆ ตอนนี้ก็ไม่มีปัญหา  ทั้งยาผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังก็ไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้นไม่อยากให้กังวล หากใครมีปัญหาอะไร ที่ไหนขาดยาก็ให้รายงานเข้ามา

” สำหรับการจัดซื้อยาในปีงบประมาณ 2561 สปสช.จะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แต่งตั้งคณะกรรมการต่อรองราคา และจัดซื้อยาขึ้นมาใหม่ 1 ชุด เพื่อให้สามารถซื้อยา จ. 2 หรือยากำพร้าที่มีการผลิตน้อย ยาต้านพิษ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ผิดกฎหมาย “ศ.คลินิกเกียรติคุณนพ.ปิยะสกลกล่าว

ต่อข้อถามคณะกรรมการฯ ที่ตั้งขึ้น เพื่อรองรับตามที่เพิ่งจะมีการปรับแก้ในร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติใหม่ (พ.ร.บ.บัตรทอง) หรือไม่ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่ ยังไม่ได้ประกาศใช้ แต่คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นนี้เป็นการตั้งกระบวนใหม่เลย เพื่อให้สามารถจัดซื้อยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ผิดพ.ร.บ.บัตรทองฉบับเดิม โดยให้เป็นคณะกรรมการร่วมจากหลายภาคส่วนซึ่งคาดว่าน่าจะได้ภายในเร็ววันนี้ เนื่องจากต้องเสนอครม.ให้รับทราบด้วย

ติดอาวุธ ‘เอสเอ็มอีไทย’ สู่ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292080

ติดอาวุธ ‘เอสเอ็มอีไทย’ สู่ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง

มทรธัญบุรี, ติดอาวุธ, เอสเอ็มอีไทย, มทร, สสว, ศยา จิวเวอรี่ แอนด์ เจมสโตน

สสว. ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “ลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายด้วยออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง” ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคเหนือ จ.เชียงราย

​            นายนิติ วิทยาวิโรจน์ ผอ.สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่าโครงการส่งเสริมพัฒนาตลาดอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเอสเอ็มอีปี 2560 หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า SMEs Go Online ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ มทร.ธัญบุรี เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีช่องทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้สะดวก อันจะสร้างยอดขายที่ดียิ่งขึ้น และเกิดการเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการและกลุ่มผู้ให้บริการด้านตลาดออนไลน์

“มหาวิทยาลัยได้ดำเนินโครงการร่วมกับ สสว. เพื่อคัดเลือกผู้ประกอบการ โดยเปิดรับสมัครในช่องออนไลน์และออฟไลน์ จากนั้นจึงพัฒนาและเตรียมความพร้อมเข้าสู่การตลาดออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ ด้วยการสัญจรไปแต่ละภูมิภาคในการอบรมให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ส่งเสริมเอสเอ็มอีท้องถิ่นเข้าใจ รู้จักและเข้าถึงการตลาดออนไลน์ ขั้นตอนสุดท้ายคือการบริหารจัดการระบบออนไลน์ โดยจะส่งเสริมการขาย จัดหาผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา และเกิดเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย” นายนิติ กล่าว

ติดอาวุธ ‘เอสเอ็มอีไทย’ สู่ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง

      สุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล นักกลยุทธ์การตลาด บริษัท แบรนด์เบเกอร์ จำกัด ได้บรรยายให้ความรู้ในการอบรมเชิงปฏิบัติการ “ลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายด้วยออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง” ได้สรุปฉายภาพรวมการตลาดออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ หลักการตลาดที่สำคัญ ให้แนวคิดในการใช้ออนไลน์มาทำการตลาดว่า ออนไลน์มาเก็ตติ้ง คือ การนำระบบออนไลน์มาใช้ประโยชน์ในการทำการตลาด และต้องหาวิธีหยุดการเลื่อนผ่านจากนิ้วโป้งและนิ้วชี้ของผู้บริโภคบนหน้าจอออนไลน์ เพื่อทำให้เขาสนใจในสิ่งที่เรานำเสนอ ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการตลาดออนไลน์ นั่นคือสามารถวัดผลได้ และเน้นย้ำ4 เรื่องหลัก คือ ตั้งกลุ่มเป้าหมายให้ตรงกว่าเดิม ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื้อหาน่าสนใจ และใช้เครื่องมือให้ถูกต้อง

      “เชื่อว่าออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง สามารถลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายได้อย่างแน่นอน”

ติดอาวุธ ‘เอสเอ็มอีไทย’ สู่ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง

     ศยามล เกียรติสัฒนเจริญ ผู้ประกอบการธุรกิจอัญมณี ‘ศยา จิวเวอรี่ แอนด์ เจมสโตน’ หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า การอบรมออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง จะช่วยให้ผู้ประกอบการทำการตลาดได้อย่างมีทิศทางและสอดรับกับผู้บริโภคในยุคปัจุจบัน และจะทำให้ขายของได้มากขึ้น และสามารถขยายพื้นที่ทางการค้าได้กว้างยิ่งขึ้น แต่ธุรกิจอัญมณีในโลกออนไลน์จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค และต้องหาวิธีการที่ชัดเจน เป็นมาตรฐานในการวัด หรือเทียบลองเพื่อการสวมใส่ ซึ่งนี่ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายอยู่

ด้าน นงค์นุช วิริยะเกรียง ผู้ประกอบการธุรกิจกระเป๋าผ้าดิบทำมือ ‘กระเป๋าผ้าเชียงฮาย’ เผยว่า การทำธุรกิจสมัยนี้ต้องเรียนรู้ และปรับตัวให้มาก ๆ อย่าหยุดอยู่กับที่ รวมถึงรูปแบบของสินค้าด้วย เพื่อที่จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้นำไปใช้ในเชิงธุรกิจได้ทันที ไม่ได้ลองถูกลองผิดด้วยตนเอง และในโครงการยังมีการถ่ายรูปเพื่อการโฆษณาสินค้าผลิตภัณฑ์ให้ฟรีอีกด้วย

ติดอาวุธ ‘เอสเอ็มอีไทย’ สู่ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง

       “หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้กิจการของเอสเอ็มอีไทยไปต่อและก้าวสู่โลกออนไลน์ได้”

เยาวชนรณรงค์ ต้านภัยยาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292079

เยาวชนรณรงค์ ต้านภัยยาเสพติด

รณรงค์ต้านยาเสพติด, เยาวชนรณรงค์, ต้านภัยยาเสพติด,  พังงา ภูเก็ต ระนอง, สสส

สตรีระนอง จัดโครงการพัฒนาแกนนำเยาวชน รณรงค์ ต้านภัยยาเสพติด

       นางจุลนิษฐ์ ซังธาดา รองผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีระนอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 14 ( พังงา ภูเก็ต ระนอง) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาแกนนำเยาวชน รณรงค์ต้านภัยยาเสพติด จัดขึ้นโดยแกนนำเยาวชนโรงเรียนสตรีระนอง ได้ขอทุนสนับสนุนโครงการจากสำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งมีกิจกรรมทั้งหมด 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมอบรมแกนนำเยาวชนเพื่อสร้างองค์ความรู้สู่ชุมชน กิจกรรมการสร้างเครือข่ายแกนนำเยาวชน รุ่นน้องในโรงเรียนเครือข่าย  และกิจกรรมการเดินขบวนรงรณค์ ต้านภัยยาเสพติด 

เยาวชนรณรงค์ ต้านภัยยาเสพติดเยาวชนรณรงค์ ต้านภัยยาเสพติด

       โดยคณะกรรมการแกนนำเยาวชน ได้วางแผนและดำเนินงานจัดกิจกรรมอบรมแกนนำเยาวชนเพื่อสร้างองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับแกนนำเยาวชนนำไปถ่ายทอดสู่ชุมชน พัฒนาศักยภาพแกนนำเยาวชน และเตรียมความพร้อมด้านทักษะการนำเสนอความรู้เรื่องการรณรงค์และการป้องกันปัญหายาเสพติดในโรงเรียน สู่โรงเรียนเครือข่าย จำนวน 10 โรงเรียน ระหว่างวันที่13-14 สิงหาคม 2560 มีคณะครู  และนักเรียน  เข้าร่วม กิจกรรมจำนวน 150 คน ณ ห้องโสตทัศนศึกษา โรงเรียนสตรีระนอง  

เปิดตัววีดิทัศน์ “ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292076

เปิดตัววีดิทัศน์ “ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์”

เปิดตัววีดีทัศน์, เปิดตัววีดิทัศน์, ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์, รมววธ, อีบุ๊ค

วธ.เปิดตัววีดิทัศน์ “ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” บันทึกเหตุการณ์เสด็จสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 10 ตอน

        ที่กระทรวงวัฒนธรรม นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.)เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวจดหมายเหตุฉบับวีดิทัศน์ “ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” และสมุดภาพประมวลภาพเหตุการณ์งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เข้าร่วม

นายวีระ กล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช                บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13ตุลาคม 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ดำเนินการรวบรวมภาพเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานพระบรมศพ            ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวทั้งในส่วนกลาง ต่างจังหวัดและต่างประเทศ เพื่อจัดทำวีดิทัศน์ จดหมายเหตุฉบับราชการและจดหมายเหตุฉบับประชาชน เพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ เพื่อประโยชน์ในอนาคต ที่สำคัญเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการให้คนไทยมีส่วนร่วมในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีความผูกพันกับประชาชนมาอย่างยาวนานนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน

นายวีระ กล่าวอีกว่า วธ.ได้จัดทำจดหมายเหตุฉบับวีดิทัศน์ “ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” โดยเบื้องต้นจัดทำขึ้นจำนวน 22 ตอน  แต่ละตอนมีความยาวไม่น้อยกว่า 3 – 4 นาที ซึ่งเป็นหนึ่งในจดหมายเหตุงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเป็นสารคดีบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเสด็จสวรรคต ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 จนสิ้นสุดพระราชพิธีถวาย    พระเพลิงพระบรมศพฯ ซึ่งขณะนี้จัดทำตอนที่ 1-18 เสร็จเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ วธ.ยังได้จัดทำ “หนังสือประมวลภาพเหตุการณ์งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” จำนวนทั้งหมด 13 ชุด แต่ละชุดมี 3 เล่ม แบ่งเป็นเล่มที่ 1 ภาพเหตุการณ์กรุงเทพมหานคร เล่มที่ 2 ภาพเหตุการณ์ในส่วนภูมิภาค 76 จังหวัด และเล่มที่ 3 ภาพเหตุการณ์นานาอารยะประเทศ โดยขณะนี้จัดทำหนังสือประมวลภาพเหตุการณ์ฯเสร็จแล้ว จำนวน 8 ชุด โดยชุดที่ 1- 7 ได้รวบรวมภาพเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานพระบรมศพในช่วงเวลาทุก 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2559 –31 มกราคม 2560 ส่วนชุดที่ 8-12 รวบรวมภาพเหตุการณ์ฯระยะเวลาในทุก 2เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์–พฤศจิกายน 2560 มีจำนวนทั้งหมด 5 ชุด ประกอบด้วยชุดที่ 8 เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ชุดที่ 9 เดือนเมษายน – พฤษภาคม ชุดที่ 10 เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ชุดที่ 11 เดือนสิงหาคม-กันยายน และชุดที่ 12 เดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2560

นอกจากนี้ ยังจัดทำหนังสือประมวลภาพเหตุการณ์ฯ ชุดที่ 13 ซึ่งประมวลภาพเหตุการณ์ฯ   ของชุดที่ 1–12 นับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม2559 จนสิ้นสุดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ โดยเป็นภาพถ่ายจากสำนักหอจดหมายเหตุ กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ ช่างภาพมืออาชีพ ช่างภาพจิตอาสาและประชาชน ขณะนี้รวบรวมภาพถ่ายไว้แล้วกว่า 4 หมื่นภาพ ทั้งนี้ วธ.จะคัดเลือกภาพถ่ายที่มีความสวยงาม และแสดงถึงความรักความอาลัยของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร นำมารวบรวมไว้ในหนังสือดังกล่าว

 นายวีระ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้วธ.ได้นำจดหมายเหตุฉบับวีดิทัศน์ “ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์”    จำนวน 10 ตอน รวมถึงหนังสือประมวลภาพเหตุการณ์ฯ ที่ได้จัดทำในรูปแบบของสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (อีบุ๊ค) สมุดภาพประมวลเหตุการณ์งานพระบรมศพฯทั้ง 6 ชุดบรรจุลงในเว็บไซต์ของ วธ.www.m-culture.go.th ซึ่งนักเรียน นักศึกษา ประชาชน และหน่วยงานต่างๆสามารถเข้ามาดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ดังกล่าวตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ เพื่อให้การเผยแพร่สารคดีและหนังสือเป็นไปอย่างกว้างขวางและทั่วถึง รวมทั้งเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความอาลัย และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

นอกจากนี้ วธ.ยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับพระเมรุมาศและงานพระราชพิธีพระบรมศพฯแก่สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ได้แก่ การจัดพิมพ์หนังสือคำศัพท์เกี่ยวกับงานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อแจกจ่ายให้แก่สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ การจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ราชรถ ราชยานและพระยานมาศ รวมทั้งพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

“วิษณุ” สั่ง “สธ.-สปสช.” หาทางออก”ปมซื้อยา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292038

“วิษณุ” สั่ง “สธ.-สปสช.” หาทางออก”ปมซื้อยา”

หาทางออกปมซื้อยา, สธ, นายวิษณุ เครืองาม, นพปิยะสกล สกลสัตยาทร, นพศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา, วิษณุ, สั่ง, สธ-สปสช, หาทางออกปมซื้อยา , ปมซื้อยา, สตง, รมวสธ, สปสช, 15 สค2560

“วิษณุ” สั่ง “สธ.-สปสช.” หาทางออกเพิ่ม ปมซื้อยา ก่อนมารายงานใน1-2วันนี้ หลัง “สตง.” ทักท้วง

          เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2560 เวลา 18.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือร่วมกับ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) และนพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เรื่องปัญหาการที่สปสช.ไม่สามารถจัดซื้อยาให้โรงพยาบาลรัฐในปีงบประมาณ 2561 ว่า การหารือเรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะวิธีการที่ให้สปสช.เป็นผู้จัดซื้อยาเกิดปัญหาจากการถูกท้วงจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เนื่องจากตามกฎหมายกำหนดไว้ว่าการจัดซื้อยาเป็นเรื่องของโรงพยาบาลหรือองค์กรท้องถิ่นทำได้เท่านั้น

          “โดยมีสปสช.เป็นผู้จ่ายเงินให้ไปซื้อยา ไม่ใช่กลายเป็นผู้ถือเงินไปซื้อยาได้เอง ดังนั้นเมื่อถูกสตง.ทักท้วง สปสช.จึงยินดีที่จะเปลี่ยนให้โรงพยาบาลหรือท้องถิ่นไปซื้อยา แต่ก็จะทำให้การจัดซื้อยาเสร็จไม่ทัน เพราะทุกคนก็รอยาอยู่”นายวิษณุ กล่าว

          นายวิษณุ  กล่าวอีกว่า ขณะที่การให้สปสช.ไปซื้อยาเองจะทำให้เร็วขึ้น แต่ไม่ค่อยจะถูกกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องมาร่วมกันหาทางออกว่าจะทำอย่างไร ซึ่งการหารือในวันนี้(15 ส.ค.2560) ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยมีทางเลือก 2-3 ทางซึ่งตนยังไม่ขอเปิดเผย

          “ทั้งนี้ ผมจึงมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข และสปสช.ไปคิดหาทางเพิ่มเติมแล้วนำมารายงานผมให้ทราบ ภายใน 1-2 วันนี้ อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะยึดถือประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหลักสำคัญ”นายวิษณุ กล่าวในที่สุด

คุณตาวัยเก๋า 79 ปีนศ.ปี1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291976

คุณตาวัยเก๋า 79 ปีนศ.ปี1

ทัศนศิลป์ มรภนครราชสีมา, มรภนครราชสีมา, คุณตาวัยเก๋า 79 ปีนศปี1, 79 ปีนศปี1, อำแดง, คุณตา, วัย, เก๋า,  79 ปีนศปี1

คุณตาวัยเก๋า 79 ปี สมัครเป็นนศ.ปี 1 ทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมาทั้งๆที่จบปริญญาโทแล้ว อ้างคลุกคลีกับงานประติมากรรมเครื่องปั้นดินเผามาตลอดชีวิต

        เดือนสิงหาคม 2560 เป็นช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 หลักสูตรทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา มีการรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรี ภาคปกติ หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์

คุณตาวัยเก๋า 79 ปีนศ.ปี1

โดยในปีนี้ได้มี นายกิตติ เนตวงษ์ นักศึกษาวัย 79 ปี ทำการเข้าศึกษาต่อร่วมกับนักศึกษารุ่นเหลน โดยไม่ขอใช้สิทธิ์ในการเทียบโอนรายวิชาใดๆ ทั้งสิ้น

ซึ่งนายกิตติ  สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อดังมาแล้ว แต่มีความตั้งใจที่จะศึกษา หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ สำเร็จตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย หลักสูตร 4 ปี

คุณตาวัยเก๋า 79 ปีนศ.ปี1

    นายกิตติ เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา ทางบ้านได้ประกอบกิจการเครื่องปั้นดินเผา ชื่อ “อำแดง” ณ ตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ทำกิจการส่งออกเครื่องปั้นดินเผาไปทั่วโลก และสร้างชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ในประเทศไทยหลายผลงานจึงคลุกคลีกับงานประติมากรรมเครื่องปั้นดินเผามาตลอดชีวิต โดยที่ไม่ได้เรียนทางด้านศิลปะมาก่อน

สำหรับการศึกษาต่อ ได้ทำการปรึกษากับภรรยาและบุตรชาย จำนวน 2 คน ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นที่เรียบร้อย ครอบครัวได้พร้อมใจที่จะให้มาเรียนหนังสือต่อ

คุณตาวัยเก๋า 79 ปีนศ.ปี1

อีกทั้งรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้เข้ามาเรียน ถึงแม้จะได้เรียนร่วมกับนักศึกษารุ่นเหลน แต่สิ่งนี้ถือเป็นความตั้งใจมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เพราะมีความชอบในงานด้านศิลปะและอยากเรียนรู้เพื่อเข้าถึงศิลปะอย่างแท้จริง

ทั้งนี่หลักสูตรทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มีผู้สำเร็จการศึกษาเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบด้านศิลปะร่วมกันพัฒนาผลงานให้มีชื่อเสียงและกว้างขวางมากขึ้น

เตรียมจ้างงาน “ผู้พิการ”ยกระดับคุณภาพชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291893

เตรียมจ้างงาน “ผู้พิการ”ยกระดับคุณภาพชีวิต

ปลัดสธ, เตรียมจ้างงาน, ผู้พิการ, ฉบับที่ 2, CSR

สธ.ส่งเสริมยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการ เตรียมจ้างทำงานในสถานบริการรวม 1,230 คนในปีงบประมาณ 2561 คิดเป็นร้อยละ 54 ของอัตราส่วน  1 : 100 คน

      นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(ศ.คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร) ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการ ได้ให้หน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศสำรวจและจ้างงานคนพิการเข้าทำงาน ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามมาตรา 33 ในอัตราส่วน 1 : 100 คน รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้หน่วยงานภาครัฐ จ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานภายในปี 2561

ข้อมูล ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2560  กระทรวงสาธารณสุข มีบุคลากรที่เป็นข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ รวม 227,809 คน จำนวนคนพิการที่ต้องจ้างงานในอัตราส่วน 1 : 100 คน ตามมาตรา 33 ในอัตราส่วน 1 : 100 คน คือ 2,096 คน ขณะนี้หน่วยบริการในสังกัดได้จ้างงานคนพิการเข้าทำงานใน 47 จังหวัด จำนวน 513 คน และหน่วยงานมีแผนการจ้างงานคนพิการประจำปี 2560-2561 ภายในปี 2561 รวมทั้งสิ้น 1,230 คน คิดเป็นร้อยละ 54  โดยจะพิจารณาจ้างงานจากลักษณะงานที่คนพิการสามารถทำได้ตามความเหมาะสม

โดยหลักการจ้างงานคนพิการของกระทรวงสาธารณสุขมี 3 ลักษณะดังนี้ 1.การจ้างงานตามมาตรา 33 โดยกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการจ้างเอง สามารถจ้างคนพิการได้ทุกประเภท แบบเต็มเวลาเป็นลูกจ้างประจำ จ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือนหรือรายวันตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ระยะเวลาการจ้างไม่น้อยกว่า 1 ปี  2.การจ้างตามมาตรา 35 โดยกระทรวงสาธารณสุขจ้างเอง เช่น การให้สัมปทานแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินในการประกอบอาชีพ  การจัดสถานที่ในการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ การจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการ การฝึกงานแก่คนพิการให้มีความรู้ ทักษะที่นำไปประกอบอาชีพได้ เป็นต้น และ3.การจ้างงานคนพิการ ตามมาตรา 33 และจ้างเหมาบริการคนพิการตามมาตรา 35 โดยสถานประกอบการภาคเอกชน ตามนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อให้คนพิการเข้าปฏิบัติงาน  ซึ่งมีมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเป็นผู้ประสานงาน

ทั้งนี้ เป็นไปตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการจ้างงานคนพิการให้ทำงานในหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข  สร้างโอกาสให้คนพิการได้ทำงานในหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในชุมชน ได้ทำงานใกล้บ้าน ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย และได้รับการจ้างงานอย่างกว้างขวางทั่วถึง รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2559

คาดกกอ.ชุดใหม่ ตั้งล้อจัดตั้งก.การอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291899

คาดกกอ.ชุดใหม่ ตั้งล้อจัดตั้งก.การอุดมศึกษา

คาดกกอชุดใหม่, กกอ, สกอ

เผยกกอ.ชุดใหม่ ตั้งล้อไปกับจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา คาดปรับปรุงคุณสมบัติ องค์ประกอบเหมาะสมมากขึ้น รมว.ศึกษาธิการ ย้ำตามกฏหมาย คาดจำนวน ขนาดเล็กลง

    ศ.ดร.วิชัย ริ้วตระกูล รองประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เปิดเผยว่า กกอ.ซึ่งมี รศ.ดร.สุมณฑา พรหมบุญ ประธาน กกอ. ได้หมดวาระลงเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ กกอ.ชุดนี้จึงดำรงสถานะเป็นรักษาการ จนกว่าจะมี กกอ.ชุดใหม่ เข้ามาทำหน้าที่แทน ขณะเดียวกัน  รศ.คร.คุณหญิงสุมณฑา ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา ตั้งแต่เดือน ส.ค. 60 รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา จึงขอไปทำหน้าอธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา  และเพื่อความเหมาะสม ตนในฐานะรองประธานกกอ.คนที่ 1 จึงทำหน้าที่ประธานการประชุม กกอ. ไปจนกว่าจะได้ กกอ.ชุดใหม่ เข้ามา ซึ่งจะได้คณะกรรมการกกอ.ชุดใหม่ เมื่อใดนั้นต้องขึ้นกับ รมว.ศึกษาธิการ เป็นผู้ดำเนินการสรรหาและแต่งตั้ง

ทั้งนี้ องค์ประกอบของ กกอ.ชุดใหม่ มีปรับเปลี่ยนตามข้อเสนอของคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา หรือไม่นั้น ขึ้นกับการพิจารณาของ รมว.ศึกษาธิการ  ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่า จากการที่เรามี กกอ.มาแล้วระยะหนึ่ง ก็มีผู้เสนอแนะให้มีการปรับปรุงคุณสมบัติ องค์ประกอบของ กกอ. ให้ดีและเหมาะสมมากขึ้นซึ่งตนก็เห็นด้วย  เพื่อให้การปฏิบัติงานของ กกอ.ดียิ่งขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณสมบัติและองค์ประกอบของ กกอ.ชุดเดิมไม่เหมาะสม แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเราก็ต้องปรับตัว

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า โดยคณะทำงานเรื่องดังกล่าวก็ได้มีการหารือในเรื่องถึงคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ด้วย และนี่ถือว่าเป็นโอกาสดีเนื่องจาก กกอ. ชุดปัจจุบันหมดวาระลง จึงคิดว่าต้องมีการรอองค์ประกอบของ กกอ.ใหม่ ตามที่ประชาคมมหาวิทยาลัยเป็นผู้เสนอ และในเบื้องต้นได้เสนอกรรมการ กกอ. ในลักษณะที่คล้ายกับ กกอ.ชุดเดิม แต่ต้องยอมรับว่าทำตามไม่ได้ทั้งหมด เช่น เสนอจำนวนกรรมการมาเพียง 15 คน เป็นต้น

ดังนั้น  ต้องมีการปรับให้เป็นไปตามกฎหมายปัจจุบันแต่องค์ประกอบจะคล้ายกับที่คณะทำงานฯ เสนอมากให้มากที่สุด ทั้งนี้การกำหนดเกณฑ์ที่ใช้สรรหากรรมการ กกอ. จะต้องออกมาในรูปแบบกฎกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตนก็ได้ให้ทางคณะทำงานฯ และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ร่วมกันร่างกฎกระทรวงดังกล่าวและเสนอกลับมา เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

เลือกให้ดี.ก่อนให้คนอื่นเลี้ยง(ลูก)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291894

เลือกให้ดี.ก่อนให้คนอื่นเลี้ยง(ลูก)

พม, กรมกิจการเด็กและเยาวชน, ขอใบอนุญาต, จดทะเบียน, สภาพแวดล้อม, ฝากลูก, สถานรับเลี้ยงเด็ก, ต้องรู้, เลือกดีมีเฮ, ปั้นอนาคตลูก, ลูก, อปท

ปัจจุบันสถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นทางเลือกให้กับหลายๆครอบครัวที่ต้องทำงาน พาลูกน้อยไปฝากเลี้ยง แต่เพราะมีมาก หลายพื้นที่ จะเลือกทั้งทีต้องถูกกฎหมาย ได้มาตรฐาน

     ครอบครัวที่มีลูกอ่อน ต้องได้รับการดูแลใกล้ชิด พ่อแม่มีความพร้อมก็สามารถเลี้ยงเองได้ แต่ถ้าต้องทำงานกันทั้งคู่ ก็ให้ปู่ย่า ตายายดูแลแทน บ้างก็จ้างคนเลี้ยง หรือพาลูกมาที่ “สถานรับเลี้ยงเด็ก” ที่มีให้มากมาย หลายพื้นที่ ต้องเลือกให้ดีตั้งถูกกฎหมาย ได้มาตรฐานศูนย์เด็กเล็กแห่งชาติ การันตี..

     ช่วงแรกของชีวิตเด็กตั้งแต่แรกเกิด 0-6 ปีเป็นเวลาสำคัญ ร่างกายและสมองมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมใน 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย สังคม อารมณ์ และจิตใจ สำหรับแม่ลูกอ่อนที่ต้องทำงานทันทีที่ครบกำหนด 90 วัน ต้องมองหาคนเลี้ยงลูกแทน “สถานรับเลี้ยงเด็ก” เป็นหนึ่งในทางเลือก

เลือกให้ดี.ก่อนให้คนอื่นเลี้ยง(ลูก)

    พนักงานบัญชีโรงแรมบันยันทรี “กุนทินี รัตนพงศ์วิโรจน์-คุณแม่น้องมิว” พาลูกมาฝากที่ “สถานรับเลี้ยงเด็กบันยันทรี” ตั้งแต่อายุได้ 4 เดือน บอกว่า พอจะต้องกลับมาทำงานหลังคลอดก็คิดดูหลายทางว่าจะให้ใครเลี้ยงน้อง คุณยายก็เลี้ยงไม่ไหวเพราะอายุ 70 ปีแล้ว จะจ้างคนเลี้ยงก็กังวล สุดท้ายตัดสินใจที่สถานรับเลี้ยงเด็กบันยันทรี ตั้งอยู่ในที่ทำงานเป็นสวัสดิการหนึ่งที่โรงแรมจัดเตรียมไว้ให้พนักงานทุกคนที่มีลูกเล็กๆ ซึ่งดีสำหรับแม่ที่ต้องทำงานไปด้วย ทำให้ลูกอยู่ใกล้ตัว

     ในทุกวันจันทร์-ศุกร์ ทำงานตั้งแต่เวลา 08.30-18.30 น.จะพาน้องมิวมาส่ง ที่นี่เปิดตั้งแต่เวลา07.00-19.00 น.ทำแบบนี้มาตั้งแต่น้องอายุ 4 เดือนจนเวลานี้ 2 ขวบ 5 เดือน ช่วงที่น้องยังเล็กต้องกินนม ก็มาป้อนนมหรือปั๊มนมในห้องที่จัดไว้ให้เฉพาะ ระหว่างวันก็แวะเวียนมาดูได้ เลิกงานค่ำก็มาแจ้งครูซึ่งก็คือเพื่อนพนักงานด้วยกันทราบ เขาก็ช่วยดูแลลูกให้ก็รู้สึกวางใจ อีกทั้งที่นี่ไม่ใช่แค่ดูแล แต่ยังมีกิจกรรมต่างๆ ให้เด็กได้ฝึกฝน เสริมพัฒนาให้ลูกด้วย เช่น ระบายสี ช่วยเรื่องฝึกกล้ามเนื้อ เรียนรู้การแยกสี

เลือกให้ดี.ก่อนให้คนอื่นเลี้ยง(ลูก)

     สถานรับเลี้ยงเด็กบันยันทรี เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กในสถานประกอบของเอกชน ได้รับรางวัลสถานรับเลี้ยงเด็กดีเด่นปี 2554 ถูกคัดเลือกเป็น 1 ใน 60 สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนต้นแบบของกทม. จากกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) “ทัณฑิกา เคลือบทอง” ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บอกว่า จากจุดเริ่มต้นที่ผู้บริหารต้องการส่งเสริมสถาบันครอบครัว การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะพนักงานบางคนคลอดบุตรต้องส่งกลับไปเลี้ยงที่ต่างจังหวัด ตรงนี้ทำให้ขาดความใกล้ชิด ในปี 2551 จึงได้ยื่นจดทะเบียนและได้รับอนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นสวัสดิการให้แก่พนักงาน จัดสถานที่ มีครูดูแล มุมกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆ ตามเกณฑ์ที่กำหนด

     “ที่นี่มีครูและเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยรวม 6 คนคอยดูแลเด็กๆแต่ละปีจำนวนเด็กไม่เท่ากัน ตอนนี้ที่ดูแลอยู่ 22 คน แต่ถ้าในช่วงซัมเมอร์ก็จะมีมาเพิ่มแต่จะรับไม่เกิน 35 คน เน้นเด็กเล็กอายุไม่เกิน 6 ปีเสียค่าใช้จ่ายวันละ 50 บาทหรือเดือนละ 1,000 บาทซึ่งพนักงานตอบรับดีมาก ได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกพอไม่ต้องกังวล ก็ทำงานได้เต็มที่”

    เลือกให้ดี.ก่อนให้คนอื่นเลี้ยง(ลูก)

วิทัศน์ เตชะบุญ

    …ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน บางแห่งที่เปิดให้บริการ โดยไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งบางครั้งพ่อแม่ ผู้ปกครองก็ไม่ทันได้ตรวจสอบ หรือไม่รู้ว่าอะไรเป็นจุดสังเกตให้รู้ จะได้ไม่หลงใช้บริการ!!   

     วิทัศน์ เตชะบุญ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) อธิบายว่า สถานรับเลี้ยงเด็กเล็กที่ พม.ดูแลมี 2 ลักษณะทั่ว ประเทศมีอยู่ 48,800 แห่ง เป็นของรัฐเรียกว่า “ศูนย์เด็กเล็ก” โรงเรียนอนุบาลสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มากที่สุดกว่า 27,000 แห่ง สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประมาณ 19,000 แห่ง กรุงเทพมหานคร 300 กว่าแห่ง และสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน 1,600 แห่ง

      ทั้งนี้ พม.ส่งเสริมให้เอกชนจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กอย่างถูกกฎหมาย โดยออกใบอนุญาต ต่ออายุใบอนุญาต เพิกถอนใบอนุญาตตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่งจะกำหนดคุณลักษณะ กำหนดคุณสมบัติผู้ขอรับใบอนุญาต,ผู้ดำเนินกิจการ,ผู้เลี้ยงดูเด็ก, รับเลี้ยงเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีขึ้นไป และมีเด็กตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป รวมถึงรายละเอียดของสถานรับเลี้ยงเด็ก ที่ตั้ง สภาพแวดล้อม เช่น การหุ้มเหลี่ยมมุมเสา ตารางประจำวัน เครื่องเล่นสนาม บอร์ดกิจกรรม การจัดพื้นที่ใช้สอยภายในอาคาร เช่น ห้องพยาบาล ห้องน้ำ-ห้องส้วม ฯลฯ มีการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาการเด็ก มีมุมหนังสือ เป็นต้น

เลือกให้ดี.ก่อนให้คนอื่นเลี้ยง(ลูก)

      “ถ้าสงสัยว่าสถานรับเลี้ยงเด็กที่พบถูกกฎหมายหรือไม่ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ ดูว่าได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง ติดให้เห็นชัดเจนหรือเปล่า กรณีไม่ได้ขออนุญาตยังไม่มีตัวเลขชัดเจน คาดว่ามีหลายแห่ง บางคนรับจ้างเลี้ยงเด็กเริ่มจาก 1-2 คน ต่อมากลายเพิ่มไปถึง 6 คนขึ้นไป ตรงนี้เข้าข่ายเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กแต่ก็ไม่ได้เข้าระบบ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการสร้างความเข้าใจ ให้ความรู้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ สถานรับเลี้ยงเด็กที่จดทะเบียนถูกต้อง มีระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปีต้องต่ออายุใบอนุญาตทุกปี ล่วงหน้า 30 วันก่อนครบกำหนด”

       ไม่เพียงเท่านี้ สถานรับเลี้ยงเด็กต้องบริหารจัดการได้ตามมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กแห่งชาติ พ.ศ.2554 อธิบดี ดย.แจงว่า มาตรฐานดังกล่าว ถือเป็นมาตรฐานกลางของประเทศ ที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานนำไปใช้กำหนดกรอบการดำเนินงานสถานรับเลี้ยงเด็ก ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน 14 ตัวบ่งชี้ 85 เกณฑ์

     ได้แก่ 1.การบริหารจัดการศูนย์เด็กเล็ก 2.การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก และ3.คุณภาพเด็ก โดยจะใช้กระบวนการประเมินตนเอง หน่วยงานของรัฐก็เริ่มนำไปปรับใช้กับข้อกำหนดตนเองแล้ว 70%

เลือกให้ดี.ก่อนให้คนอื่นเลี้ยง(ลูก)

        ส่วนเอกชนประเมินผลและส่งผลมาให้ยัง พม.ประเมินซ้ำอีกครั้ง!!

        “เราใช้วิธีการให้หน่วยงานประเมินตนเอง ตามมาตรฐาน ตัวบ่งชี้และเกณฑ์ที่กำหนด จัดกลุ่มไว้ 3 ระดับ คือ พอใช้ ดี และดีมาก เมื่อสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนประเมินตนเองเสร็จส่งผลมาให้ พม.ก็จะส่งคณะกรรมการลงไปประเมินผลซ้ำหากพบยังไม่ได้มาตรฐานเรื่องใดก็แจ้งให้ปรับปรุง ซึ่งผลประเมินของทั้ง 1,600 แห่งมี 60 แห่งในกรุงเทพที่ประเมินได้ระดับดีมาก ดย.จึงคัดเลือกให้เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กต้นแบบ และจะขยายผลการพัฒนาสถานเลี้ยงเด็กอื่นๆให้ได้มาตรฐานต่อไป”วิทัศน์ กล่าว

       สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการทราบข้อมูลสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนที่จดทะเบียนถูกต้องสอบถามที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน 02-255-5850

        ถ้าสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กทุกแห่งดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ได้มาตรฐานชาติ นั่นก็เท่ากับว่าเด็กได้รับการดูแล ได้รับบริการที่มีคุณภาพ ผลก็จะเกิดกับเด็กโดยตรง คือ เติบโตและมีพัฒนาการที่สมวัย เป็นจุดเริ่มต้นในการวางรากฐานทรัพยากรมนุษย์ที่จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศในอนาคต.

 ๐เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ๐

qualitylife4444@gmail.com

MRT พาน้องพิชิต GAT ปี 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291892

MRT พาน้องพิชิต GAT ปี 9

ติวเข้ม, ฟรี, สนุก, ได้ความรู้, ติวเข้มเข้ามหาลัย, ฟรี สนุก ได้ความรู้, MRT, พาน้องพิชิต, GAT, บีเอ็มเอ็น, MRT พาน้องพิชิต GAT ปี 9, มันก็จะเครียดๆหน่อย, กวดวิชา, MRT พาน้องพิชิต GAT ปี 9, รฟม, มหาชน, คุณครูพี่ยู, คุณครูพี่เอ๋

ติวเข้มโค้งสุดท้าย “บีเอ็มเอ็น” จัดกิจกรรมพิชิตทุกสนาม กับ “MRT พาน้องพิชิต GAT ปี 9”

       “มันก็จะเครียดๆหน่อย” ดูจะเป็นประโยคที่น้องๆ เหล่าวัยคอซอง มัธยมศึกษาตอนปลายต้องรู้สึกไม่มากก็น้อย ยิ่งถูกถามบ่อยครั้ง…จะเรียนต่อคณะอะไร? มหาวิทยาลัยไหน? ยิ่งกดดันเข้าไปอีก ทำให้หลายๆคน ใช้เวลาช่วงชีวิตม.ปลาย นอกจากการเรียนในชั้นเรียน ทำกิจกรรม ก็ต้องไม่พลาด “กวดวิชา”

“MRT พาน้องพิชิต GAT ปี 9” สุดยอดโครงการติวเข้มประจำปี ซึ่งจัดโดย บีเอ็มเอ็น บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด ร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม) บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาทุกปีติดต่อกันเป็นครั้งที่9 “ฟรี สนุก ไม่เบื่อ เนื้อหาเข้มข้น” ” จัดกิจกรรม โดยมี คุณครูสมศรี ธรรมสารโสภณ ติวเตอร์ชื่อดัง ความถนัดทางทั่วไป (GAT) ภาษาอังกฤษ จากโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ คุณครูสมศรี ,คุณครูสุรเชษฐ์ พิชิตพงศ์เผ่า (คุณครูพี่ยู) อบรมGATเชื่อมโยง และคุณวิเศษ กี่สุขพันธ์ (คุณครูพี่เอ๋) อบรมความถนัดทางคณิตศาสตร์ PAT1 จากสถาบันกวดวิชาWE BY THE BRAIN

คุณครูสมศรี เล่าว่า กิจกรรมดังกล่าวมีการจัดมาต่อเนื่องทุกปี ซึ่งตนเข้าร่วมตั้งแต่ปีแรก จนปีนี้เป็นปีที่ 9 โดยการจัดกิจกรรมดังกล่าว เป็นการเสริมสร้างความรู้ในวิชาต่างๆ เตรียมพร้อมการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ให้ได้รับทั้งความรู้ เทคนิคการพิชิตข้อสอบ จากติวเตอร์ชื่อดัง เสริมความมั่นใจก่อนลงสนามสอบจริงให้แก่เด็กๆ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้แก่นักเรียนจากหลากโรงเรียน หลายฐานะได้มีโอกาสติวเข้มก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้น ต่อให้เป็นการจัดติวเข้มเพียงวันเดียว วิชาละ 2 ชั่วโมง แต่จะมีการถ่ายทอด และบันทึกไว้ลง YOUTUBE ที่นักเรียนสามารถนำไปต่อยอด เรียนรู้เพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง

MRT พาน้องพิชิต GAT ปี 9

“การเรียนภาษาอังกฤษ มีความจำเป็นสำหรับเด็ก โดยเฉพาะในการสอบGAT เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย เพราะคณะต่างๆ ล้วนใช้คะแนนดังกล่าว อีกทั้ง การติวที่ทางบีเอ็มเอ็น และหน่วยงานภาคเอกชนร่วมจัดขึ้นนั้น เป็นการจัดให้ฟรี เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้ทบทวนความรู้ก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งการเรียนภาษาอังกฤษให้สนุก ต้องเริ่มจากการท่องคำศัพท์ จดจำรูปแบบประโยค และเน้นฟัง พูด อ่าน เขียน ควบคู่กันไป แต่ไม่ใช่มองเพียงว่าทุกประโยค ทุกคำต้องถูก มีความผิดพลาดได้แต่ต้องเข้าใจประโยคที่ตนเองสื่อสารด้วย” คุณครูสมศรี กล่าว

ด้าน นายณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด(บีเอ็มเอ็น) กล่าวว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเยาวชน เนื่องจากโลกปัจจุบันเป็นโลกเสรี ทุกประเทศเชื่อมต่อถึงกันหมด ดังนั้น เยาวชนต้องแข่งขันกับเยาวชนชาติอื่นๆ ให้ได้อย่างทัดเทียมประเทศต่างๆ ซึ่งโครงการนี้ เปิดโอกาสให้นักเรียนทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านสถานีรถไฟฟ้า MRT และช่องทางออนไลน์www.bmn-mrt.com โดยจะมีการสรุปเนื้อหาที่เข้มข้น เทคนิคในการทำข้อสอบที่เข้าใจง่าย รวดเร็ว สนุก และไม่น่าเบื่อ รวมถึงการเก็งข้อสอบในวิชาต่างๆ เพื่อให้น้องทุกคนเตรียมพิชิตได้ทุกสนามสอบ

MRT พาน้องพิชิต GAT ปี 9

ตบท้ายด้วย เจเจ นายกฤษณภูมิ พิบูลสงคราม นักแสดงขวัญใจวัยรุ่น บอกเล่าประสบการณ์ว่าก่อนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะเน้นอ่านหนังสือ ทบทวนโจทย์ข้อสอบเก่าๆ ซึ่งในการเรียนกวดวิชาตนจะชอบการเรียนแบบตัวต่อตัว เพราะเรียนกับทีวี ทำให้เรียนไม่รุ้เรื่อง ซึ่งแต่ละคนก็มีเทคนิตแตกต่างกัน ส่วนการเลือกคณะ มหาวิทยาลัยนั้น จะดูจากสิ่งที่ตนเองชอบ ความถนัด และงานอดิเรก ดูว่าคณะไหน มหาวิทยาลัยใดที่เปิดการเรียนการสอนในสิ่งที่เราต้องการเรียนรู้ก็เลือกเรียนสาขา คณะ มหาวิทยาลัยนั้น อยากให้น้องๆ ทุกคนตั้งใจทำข้อสอบ และอ่านหนังสือ เพราะการเลือกเรียนคณะ มหาวิทยาลัยก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่จะกำหนดชีวิตเราได้ว่าจะไปในทางไหน อยากให้ถามตัวเองว่าชอบอะไร อยากทำใช้ชีวิตแบบไหนในอนาคต