ข้อควรรู้ก่อนสมัครงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289751

ข้อควรรู้ก่อนสมัครงาน

ข้อควรรู้ก่อนสมัครงาน, 4องค์กรควรรู้ก่อนสมัครงาน, เราเหมาะกับองค์กรแบบไหน, รู้ไว้ใช่ว่าก่อนสมัครงาน

   ได้ร่วมงานกับบริษัท Startup ใช่ตัวตนของคุณหรือไม่? หรือทำงานกับองค์กรใหญ่ ๆ จะเหมาะกับคุณมากกว่า? เป็นคำถามที่คุณควรหาคำตอบให้ได้ ก่อนที่จะสมัครงาน

        คุณจะได้มีแนวทางในการมองหางานที่ใช่สำหรับตัวเอง คุณอาจจะตัดสินใจจากสถานที่ทำงาน บทบาทหน้าที่ในการทำงาน หรือใช้เหตุผลอื่น ๆ เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ jobsDB ขอพามาทำความรู้จักกับรูปแบบขององค์กรต่าง ๆ เพื่อช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าคุณเหมาะกับการทำงานในองค์กรแบบไหนกันแน่

1. องค์กรแบบ Startups

       ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบความอิสระ และเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แนะนำให้ทำงานในองค์กรแบบ Startup เพราะองค์กรแบบนี้ เหมาะกับคนที่ต้องการเวทีในการแสดงความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่นคุณลักษณะของเด็กจบใหม่ หรือคนยุคใหม่ในตอนนี้ ส่วนคนทำงานที่มีประสบการณ์ ที่อยากทำงานในองค์กรแบบ Startups จะเหมาะกับคนที่สนใจในเรื่องการให้คำปรึกษา เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้า องค์กรแบบ Startups จะมีโครงสร้างองค์กรไม่ตายตัว ทำให้มีอิสระในการทำงาน สร้างสรรค์งานได้อย่างเต็มที่

    หากคุณเลือกที่จะเติบโตไปพร้อมกับองค์กรแบบ Startups คุณจะเจอกับปัญหามากมาย ต้องทำงานได้ในหลาย ๆ หน้าที่ และทำงานไม่เป็นเวลา เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และให้องค์กรเป็นที่รู้จัก ลองถามตัวเองค่ะ ว่าคุณมีคุณสมบัติที่เหมาะสม และมีความสนใจกับการทำงานในองค์กรแบบนี้หรือไม่

2. องค์กรแบบ SMEs

      องค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือ SMEs (Small and Medium-sized Enterprises) เป็นองค์กรที่อยู่ตรงกลางระหว่างองค์กรแบบ Startups และองค์กรขนาดใหญ่ การทำงานในองค์กรแบบ SMEs อาจจะมีความสุขมากกว่าการทำงานในองค์กรแบบ Startups และองค์กรขนาดใหญ่ก็เป็นได้ เพราะคุณจะได้ทำงานและเติบโตไปพร้อม ๆ กับองค์กรคล้าย ๆ กับการทำงานในองค์กรแบบ Startups แต่คุณจะมีเวลาการทำงานที่แน่นอน เนื่องจากในองค์กรแบบ SMEs มีโครงสร้างองค์กรที่เป็นระบบมากขึ้น มีทีมคนทำงานที่มากกว่าองค์กรแบบ Startups จึงสามารถกระจายงานได้มากขึ้น ทำให้คุณสามารถจัดสมดุลชีวิตกับการทำงานได้มากกว่า หรือถึงแม้ว่าการทำงานในองค์กรขนาดใหญ่จะมีความมั่นคง

      แต่การทำงานในองค์กรแบบ SMEs ก็ทำให้คุณรู้สึกว่าการมีสิทธิ์ มีเสียง หรือความคิดเห็นของคุณมีค่า อาจทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้าในสายงานขึ้นไปได้ เพราะเป็นองค์กรแบบ SMEs เป็นองค์กรเล็ก ๆ คนทำงานไม่เยอะ การแข่งขันเลยน้อย การเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งจึงง่ายกว่าองค์กรขนาดใหญ่ สำหรับเด็กจบใหม่และคนทำงานที่มีประสบการณ์ที่ต้องการมีชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานที่สมดุล น่าจะเหมาะที่จะทำงานในองค์กรแบบ SMEs

3. องค์กรขนาดใหญ่

       สำหรับคนหางานที่ต้องการทำงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียง อาจเป็นองค์กรที่เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศหรือรู้จักกันทั่วโลกก็ตาม หรือคนหางานที่ต้องการความมั่นคง องค์กรขนาดใหญ่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ แต่คุณต้องตัดสินใจให้ดี ว่าคุณจะรับสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ถ้าคุณทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ บางทีคุณอาจรู้สึกเหมือนเป็นปลาตัวเล็ก ๆ ในบ่อใหญ่ก็ได้ คือคุณเป็นกำลังสำคัญในการทำงานก็จริง แต่นั่นก็อาจจะเป็นแค่ส่วนน้อยนิดถ้าเทียบกับทั้งหมดในองค์กร

      เนื่องจากเป็นองค์กรขนาดใหญ่ โครงสร้างขององค์กรก็จะมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน บทบาทและหน้าที่ในการทำงานจึงค่อนข้างที่จะชัดเจน ความอิสระในการสร้างสรรค์งานก็จะทำได้อย่างไม่เต็มที่ เพราะมีข้อบังคับต่าง ๆ แต่ก็ไม่มีองค์กรแบบไหนที่จะให้ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ได้ดีเท่า

      สำหรับคนที่ต้องการมีความมั่นคงด้านการเงิน และมีความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ชัดเจน ควรเลือกทำงานกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ และอาจดูเหมือนว่าองค์กรขนาดใหญ่แบบนี้ จะเหมาะกับคนทำงานที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้วหลายปี แต่จริง ๆ แล้วองค์กรขนาดใหญ่ ก็ต้องการเด็กจบใหม่เข้าร่วมงานอยู่เหมือนกัน

4. องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

      สำหรับคนหางานที่มีใจรักการบริการ และมีจิตกุศล สายงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนี้ เป็นสายงานที่ใช่ และเหมาะสมกับคุณ เพราะจุดมุ่งหมายขององค์กรคือการอุทิศตนเพื่อสังคมมากกว่าผลกำไร การทำงานในองค์กรรูปแบบนี้ จะมีขอบเขตที่กว้าง ตั้งแต่ชุมชนขนาดเล็ก ไปจนถึงหน่วยงานขนาดใหญ่ งานที่คุณทำในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนี้จะมีความสำคัญในทุกตำแหน่งงาน ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มเข้าไปทำงานได้ไม่นาน หรือเป็นคนที่ทำงานมาหลายปีแล้ว

     นอกจากจะมองหางานที่ให้เงินเดือนที่พอใจแล้ว การตัดสินใจเลือกว่าจะทำงานกับองค์กรแบบไหน ก็เป็นอีก 1 สิ่งที่สำคัญในการหางาน เพราะสิ่งนี้จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการทำงานแบบระยะยาวได้ jobsDB ขอให้คุณค้นหาตัวเองให้เจอว่าองค์กรแบบไหน เป็นองค์กรที่ใช่สำหรับคุณ

     สำหรับองค์กรแต่ละแบบ ไม่มีองค์กรไหนที่ดีกว่าหรือแย่กว่าองค์กรไหน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคุณสมบัติ, ความสามารถ และทักษะการทำงานของคุณจะเหมาะสมกับองค์กรแบบไหนมากกว่า เพราะฉะนั้นลองสำรวจตัวเองดู ว่าคุณเหมาะกับองค์กรแบบไหนมากที่สุด

“ภาษาสากล”ช่วยมิตรภาพงอกงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289753

“ภาษาสากล”ช่วยมิตรภาพงอกงาม

แนะนศไทยสื่อสารภาษาอังกฤษ, ภาษาสากลช่วยมิตรภาพงอกงาม, ภาษาสากล,  ฮันนาห์ , ฮันนาห์, ไซ่ง่อน

” ฮันนาห์ “สาวเวียดนาม นศ.ปี 1 ว.นานาชาติการท่องเที่ยว มรภ.สุราษฎร์ธานี อยากให้เพื่อนคนไทยพูดภาษาอังกฤษให้มากกว่านี้ มิตรภาพระหว่างชนชาติ จะงอกงาม

     Thao Nguyen Huynh Tran หรือ “ฮันนาห์”อายุ 22 ปี เป็นคนเวียดนาม เกิดและเติบโตที่เมืองโฮจิมินห์ซิตี้ หรือชื่อเก่าที่หลายคุ้นเคยว่า “ไซ่ง่อน” เคยเรียน ด้านธุรกิจนานาชาติที่มหาวิทยาลัยในเวียดนาม พอขึ้นชั้นปี 2 พบว่านี่ยังไม่ใช่แนวทางที่เราต้องการ จึงตัดสินใจลาออกแล้วมาเรียนต่อที่เมืองไทยปัจจุบันเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

"ภาษาสากล"ช่วยมิตรภาพงอกงาม

    ฮันนาห์ มาเรียนที่นี่เพราะพี่ชาย ลูกพี่ลูกน้องมาเรียนที่นี่ก่อนตอนนี้เขาเรียนปี 2 บอกว่ามาเรียนที่นี่อาจารย์ดูแลดีมาก ๆ เพื่อนคนไทยก็โอบอ้อมอารีจริง ซึ่งเ็นเรื่องที่ดี หากไปเรียนที่สถาบันการศึกษาที่ได้รับความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ในสถานที่ใหม่ ๆ ไปพร้อมกัน เลยสมัครสอบชิงทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

"ภาษาสากล"ช่วยมิตรภาพงอกงาม

      พอได้มาเรียนที่นี่แล้ว อาจารย์ดูแลนักศึกษาต่างชาติอย่างอบอุ่นใกล้ชิด คอยถามอยู่ตลอดว่าเป็นอย่างไรบ้าง ต้องการอะไรเป็นพิเศษไหม ส่วนเพื่อนนักศึกษาไทยก็มนุษยสัมพันธ์ดีมาก แล้วยังมีเพื่อนนักศึกษาจากประเทศอื่น ๆเช่น ลาว จีน พม่า อยู่เมืองไทยได้ 8 เดือนไม่เคยเป็นโรคคิดถึงบ้านเลย เพราะอยู่ที่นี่แล้วรู้สึกอบอุ่นและสนุกมาก บางครั้งได้ไปเรียนที่วิทยาเขตเกาะสมุย ทะเลสวยมาก

"ภาษาสากล"ช่วยมิตรภาพงอกงาม

     ฮันนาห์ บอกว่า ชีวิตที่สถาบันการศึกษาแห่งนี้ รู้สึกปลอดภัย พักอยู่ในเมืองมหาวิทยาลัยที่มีพร้อมทุกอย่าง ครบวงจรในที่เดียว ทั้งอาคารเรียน ห้องสมุด หอพัก โรงอาหาร สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สนามกีฬา ถ้าเทียบกับมหาวิทยาลัยในเวียดนาม นักศึกษาเวียดนามจะเครียดและกดดันมากกว่านักศึกษาไทย เป็นเพียงมหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่คับแคบในเมืองใหญ่ ทำให้ชีวิตนักศึกษาที่นั่นมีกิจกรรมสันทนาการน้อยมาก

"ภาษาสากล"ช่วยมิตรภาพงอกงาม

       ” ฮันนาห์ ได้อาจารย์และเพื่อน ๆ คอยสอนให้ ตอนนี้พูดและเขียนภาษาไทยได้บ้างเล็กน้อย พูดแนะนำตัวเองเป็นภาษาไทยได้ ซื้อของได้ เขียนสั่งอาหารเองได้ ใช้คำพูดพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้บ้าง อยากให้เพื่อนคนไทยพูดภาษาอังกฤษให้มากกว่านี้ นอกจากภาษาอังกฤษจะมีความสำคัญกับอนาคตของเพื่อน ๆ แล้ว เชื่อว่า ในแง่มุมของมิตรภาพระหว่างชนชาติ มันจะงอกงามกว่านี้ได้ถ้าทั้งสองฝ่ายเข้าใจภาษาสากลและสื่อสารได้”   ฮันนาห์ กล่าวทิ้งท้าย

"ภาษาสากล"ช่วยมิตรภาพงอกงาม


ลูกหนี้กยศ.หนาว!!นายจ้างหักเงิน.ชำระคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289762

ลูกหนี้กยศ.หนาว!!นายจ้างหักเงิน.ชำระคืน

facebook กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, ลูกหนี้กยศหนาวมาตรการแก้เบี้ยวหนี้, กยศออกมาตรการเบี้ยวหนี้, นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กยศ, กยศ

หลังพระราชบัญญัติใหมีผลบังคับใช้ 26ก.ค. 2560 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กำหนดแนวปฏิบัตินายจ้างหักเงินเดือนผู้กู้ยืมชำระหนี้คืนตามกฏหมาย

        นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่าข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน2560 กองทุนฯ มีผู้กู้กองทุน กยศ. และกองทุน กรอ. จำนวนทั้งสิ้น 5.2 ล้านราย เป็นเงินกู้ยืม 5.5 แสนล้านบาท มีผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ 2.1 ล้านราย โดยดำเนินคดีกับผู้กู้แล้วประมาณ 1.1 ล้านราย

    ซึ่งพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 26 กรกฎาคม กำหนดให้นายจ้างหักเงินเดือนจากรายได้ของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นลูกหนี้ของ กองทุนฯ เพื่อนำส่งกรมสรรพากรเช่นเดียวกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายในแต่ละเดือน

      ปัจจุบันพระราชบัญญัติให้อำนาจกองทุนฯ ดำเนินการ ขอข้อมูลส่วนบุคคลของผู้กู้ยืมเงินจากหน่วยงานหรือองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยจะมีการออกกฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ ของกองทุนฯ เพื่อรองรับพระราชบัญญัติดังกล่าว รวมถึงต้องกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อทำความเข้าใจกับองค์กรนายจ้างและหน่วยงานอื่นๆ และเตรียมความพร้อมของระบบนำส่งเงินชำระหนี้

      ทั้งนี้เมื่อกองทุนฯ ได้ข้อมูลของผู้กู้ยืมเงินจากหน่วยงานต่างๆ กองทุนฯ จะดำเนินการแจ้งนายจ้างให้ทราบ และเมื่อนายจ้างได้รับทราบการแจ้งจากกองทุนฯ แล้ว นายจ้างมีหน้าที่หักเงินได้ของผู้กู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้คืนตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติต่อไป

      พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 จะเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษา โดยมีการให้กู้ยืม 4 ลักษณะ คือ (1) นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ (2) นักเรียนนักศึกษาในสาขาวิชาความต้องการหลักต่อการพัฒนาประเทศ

      (3) นักเรียนนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่ขาดแคลน หรือมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ และ (4) นักเรียนนักศึกษาที่เรียนดีเพื่อสร้างความเป็นเลิศ เพื่อรองรับการผลิตกำลังคนไปสู่ยุคประเทศไทย 4.0 ในอนาคต ซึ่งกองทุนจะมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นใหม่ โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับหน่วยงานอื่นๆ ให้มีความถูกต้อง สะดวก รวดเร็วและตรวจสอบได้ในการกู้ยืม การบริหารหนี้ และการติดตามหนี้อย่างเป็นระบบ    

     ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวว่าทั้งนี้ในปัจจุบัน กองทุนฯ มีผู้โทรศัพท์ติดต่อสอบถามทั้งเรื่องการกู้ยืมและการชำระหนี้จำนวนมากกว่า 1,700 สายต่อวัน ซึ่งอาจทำให้ได้รับความล่าช้าในการให้บริการ

ซึ่งกองทุนฯ ได้ปรับปรุงระบบการให้บริการและเพิ่มอัตราเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ รวมถึงขยายระยะเวลาการให้บริการจนถึง 20.00 น.ของทุกวันซึ่งผู้กู้ยืมและประชาชนสามารถติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติม ได้ที่ 02-016-4888 website http://www.studentloan.or.th และ “facebook กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา”

คุ้มยิ่งกว่า “คุ้ม” พี่เลี้ยงโอลิมปิกกำไรชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289743

คุ้มยิ่งกว่า “คุ้ม” พี่เลี้ยงโอลิมปิกกำไรชีวิต

เธียรดนัย เสริมบุญไพศาล, พี่เลี้ยงโอลิมปิก, คุ้มยิ่งกว่า, คุ้ม, สสวท, สอวน, APhO, IPhO, IMO

เธียรดนัย เสริมบุญไพศาล ล่าสุดเขาเป็นพี่เลีี้ยงในการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ (49th International Chemistry Olympiad) วันที่ 6-17 กรกฎาคม 2560 ที่ม.มหิดล

     การได้มาปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้เป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง การเรียนรู้การทำงานกับบุคคลต่างภาษาต่างวัฒนธรรมทำให้เปิดกว้างมุมมองในการทำงาน รวมถึงทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เราจะต้องจัดการด้วยตนเองให้มากที่สุดกระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตการทำงานได้อย่างแน่นอน

     เธียรดนัย เสริมบุญไพศาล หรือ บัส จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโท จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกอยู่ที่ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุ้มยิ่งกว่า "คุ้ม" พี่เลี้ยงโอลิมปิกกำไรชีวิต

ล่าสุดเขาเป็นพี่เลีี้ยงในการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ (49th International Chemistry Olympiad) เป็นครั้งที่สองของประเทศไทย ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 6-17 กรกฎาคม  2560 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา จังหวัดนครปฐม

โดยการเป็นเจ้าภาพเคมีโอลิมปิกของไทยในปีนี้มีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) สมาคมเคมีแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้จัดการแข่งขัน

คุ้มยิ่งกว่า "คุ้ม" พี่เลี้ยงโอลิมปิกกำไรชีวิต

ปัจจุบัน บัส เป็นอาจารย์พิเศษสอนในระดับมหาวิทยาลัย และโดยส่วนตัวมีประสบการณ์การทำวิจัยมาก่อนก็รู้สึกชอบ และอยากจะเป็นอาจารย์ในระดับอุดมศึกษาเมื่อเรียนจบ ซึ่งเป็นอาชีพที่มีโอกาสได้ทำงานที่หลากหลาย ทั้งงานสอน งานวิจัย และอาจมีโอกาสได้ทำงานบริหารองค์กรในมหาวิทยาลัยด้วย

คุ้มยิ่งกว่า "คุ้ม" พี่เลี้ยงโอลิมปิกกำไรชีวิต

ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดที่ได้จากการเป็นพี่เลี้ยงโอลิมปิกวิชาการที่สามารถนำไปปรับใช้ในอนาคตได้ ก็คือ การจัดการ เพราะหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายต้องจัดการชีวิตตัวเอง และช่วยจัดการชีวิตหรือปัญหาให้คนอื่น เป็นงานที่ต้องคิดวางแผนการทำงานให้เป็นระบบ จะทำสิ่งใดก่อนหลัง อย่างไร

จะแก้ปัญหาอย่างไร ผลกระทบมีถึงใครบ้าง ต้องรู้จักฟังความเห็นรอบด้าน ประเมินว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีอย่างไร สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้จักการวางแผนและมองภาพให้ไกล จะได้จัดการชีวิตเราให้ไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการได้อย่างราบรื่น

คุ้มยิ่งกว่า "คุ้ม" พี่เลี้ยงโอลิมปิกกำไรชีวิต

 “อยากให้น้อง ๆ ที่มีเวลาว่างหรือมีโอกาสก้าวเข้ามาลองปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ เพื่อเป็นการเปิดมุมมองของชีวิต มาลอง มาเรียนรู้สิ่งใหม่ งานดูแลผู้เข้าแข่งขันนี้ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับใช้ หรือผู้อำนวยความสะดวก แต่เป็นผู้จัดการ ซึ่งเรื่องที่จะต้องจัดการ ย่อมท้าทายเราอย่างแน่นอน จากประสบการณ์ส่วนตัวแม้จะร่วมงานลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ให้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย การเข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ ถือเป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่ง และยังเป็นโอกาสดีที่จะได้เป็นเจ้าบ้าน ช่วยดูแลแขกบ้านแขกเมืองระดับExclusiveอีกด้วย”บัส กล่าวทิ้งท้าย

คุ้มยิ่งกว่า "คุ้ม" พี่เลี้ยงโอลิมปิกกำไรชีวิต

    บัส เล่าว่า พี่เลี้ยง หรือ Liaison Officer ทำหน้าที่ดูแลผู้แทนเยาวชนจากประเทศต่างๆ ที่มาร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการผ่านมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งแรก ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับเอเชีย (APhO) พ.ศ. 2552 ดูแลผู้เข้าแข่งขันจากประเทศมองโกเลีย

    ครั้งที่ 2 การแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับนานาชาติ (IPhO) พ.ศ. 2554 เป็นหัวหน้า Liaison Officer ฝั่งนักเรียน และในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับโลก (IMO) 2558 ได้เป็นหัวหน้าพี่เลี้ยง

     ลักษณะงานพี่เลี้ยงในครั้งแรก คือ ดูแล ช่วยเหลือผู้เข้าแข่งขันประเทศที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งตอนนั้นต้องดูแลผู้เข้าแข่งขันจากประเทศมองโกเลีย ตลอดระยะเวลาของการแข่งขันตั้งแต่เดินทางมาถึงประเทศไทยจนกว่าจะเดินทางออกจากประเทศไทย

    ส่วนครั้งถัดเป็นหัวหน้าพี่เลี้ยง ต้องประสานงานระหว่างคณะกรรมการจัดงานฝ่ายอื่น ๆ ดูแลทั้งพี่เลี้ยงและผู้เข้าแข่งขันทุกคนหากมีปัญหาเกิดขึ้น และเกินกว่าที่พี่เลี้ยงประจำประเทศจะดูแลได้

     การได้มาปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้เป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง การเรียนรู้การทำงานกับบุคคลต่างภาษาต่างวัฒนธรรมทำให้เปิดกว้างมุมมองในการทำงาน รวมถึงทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เราจะต้องจัดการด้วยตนเองให้มากที่สุด ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นหรือส่วนกลางให้น้อยที่สุด

คุ้มยิ่งกว่า "คุ้ม" พี่เลี้ยงโอลิมปิกกำไรชีวิต

     เพราะทุกคนก็ย่อมมีหน้าที่และปัญหาอื่น ๆ ที่ต้องแก้ไขจัดการมากอยู่แล้ว ปัญหาที่เราพบจากการปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้ อาจจะไม่พบในชีวิตประจำวันของเรา แต่กระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตการทำงานได้อย่างแน่นอน

รวมพลังจิตอาสามรส.วันเฉลิมพระชนมพรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289715

รวมพลังจิตอาสามรส.วันเฉลิมพระชนมพรรษา

รวมพลังจิตอาสามรสวันเฉลิมพระชนมพรรษา, คนของพระราชา ข้าของแผ่นดิน, รวม, พลังจิต, อาสา, วัน, เฉลิมพระชนมพรรษา

มรส.รวมพลังจัดกิจกรรมจิตอาสา เฉลิมพระเกียรติพัฒนาพื้นที่สาธารณะรอบมหาวิทยาลัย เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

 

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษา กว่า 1,500 คนของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ร่วมกันพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยรอบมหาวิทยาลัย เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖๕ พรรษา

   ผศ.สมทรง นุ่มนวล รักษาการอธิการบดี กล่าวว่า กิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ เป็นความตั้งใจของมหาวิทยาลัยที่จัดขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯของปวงชนชาวไทย รวมทั้งได้ร่วมกันเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านด้วยกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและท้องถิ่น

รวมพลังจิตอาสามรส.วันเฉลิมพระชนมพรรษา

มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ในฐานะ “คนของพระราชา ข้าของแผ่นดิน” สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดมิได้ จึงได้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยให้มีความสะอาดเพื่อสุขอนามัยที่ดีขึ้นทั้งต่อชุมชนและประชาชนโดยทั่วไป

นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆในการพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดเช่น การเก็บผักตบชวาและทำความสะอาดบึงขุนทะเล บึงน้ำสาธารณะ และร่วมการปลูกป่าในหลายพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

รวมพลังจิตอาสามรส.วันเฉลิมพระชนมพรรษา

นายธีรภัทร์ ขาวจิตร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาการจัดการ หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมกล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ ที่สำคัญได้แสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน แสดงออกให้ทุกคนรู้ว่าเรารักพระมหากษัตริย์ของเรา และดีใจที่ได้มีส่วนพัฒนาพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยให้มีความสะอาดและเป็นระเบียบน่าอยู่มากขึ้น

3สิ่งที่ผู้สมัครงานไม่อาจมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289714

3สิ่งที่ผู้สมัครงานไม่อาจมองข้าม

3สิ่งที่ผู้สมัครงานไม่อาจมองข้าม, HR สมัยใหม่ดู 3 สิ่งบนโซเชียลก่อนรับทำงาน, Social Media, JobThaicom, Career Insight

 เผยข้อมูล 3 สิ่งบนโซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่ HR หลายองค์กรปัจจุบันใช้พิจารณาก่อนคัดเลือกเข้าทำงาน ควบคู่ไปกับการพิจารณาจากใบสมัครและการสัมภาษณ์

     จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com)  เผยข้อมูล 3 สิ่งบนโซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่ HR หลายองค์กรในปัจจุบันใช้ประกอบการพิจารณาก่อนคัดเลือกเข้าทำงาน ควบคู่ไปกับการพิจารณาจากใบสมัครและการสัมภาษณ์       ได้แก่ 1) รูปภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพที่โพสต์เองหรือภาพที่เลือกแชร์ออกไปให้ผู้อื่นรับทราบ ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์ของผู้สมัครงาน

    ตามมาด้วย 2) ข้อความหรือการแสดงความคิดเห็น ถือเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์ ทัศนคติ และวุฒิภาวะของเจ้าของข้อความ

     ปิดท้ายด้วย 3) ไวยากรณ์ที่ใช้และการสะกดคำ หากรู้จักใช้ภาษาเพื่อการสื่อความอย่างถูกต้องและถูกกาลเทศะ จะทำให้องค์กรมองเห็นถึงทักษะในการสื่อสารที่ผู้สมัครงานมีอยู่ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการทำงาน

      นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า ปัจจุบันในโลกที่เทคโนโลยีการสื่อสารมีการพัฒนาและมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น หลายคนต่างก็มีโซเชียลมีเดีย (Social Media) เป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ ฯลฯ ไว้สำหรับติดตามข่าวสาร

     รวมถึงบอกเล่าหรือแชร์เรื่องราวมากมายที่พบเจอผ่านช่องทางเหล่านั้น หลายคนเข้าใจว่าโซเชียลมีเดียคือพื้นที่ส่วนตัวที่สามารถแสดงพฤติกรรมได้อย่างอิสระ แต่ในความเป็นจริงแล้วพฤติกรรมทั้งหมดที่แสดงออกบน

โซเชียลมีเดียกลับกลายเป็นส่วนสำคัญและส่งผลกระทบในโลกการทำงาน หลายคนอาจไม่ตระหนักว่าโซเชียลมีเดียได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

     โดยเฉพาะในขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือกรับคนเข้าทำงาน ซึ่ง HR ในหลายๆ องค์กรเริ่มมีการนำชื่อหรืออีเมลของผู้สมัครงานไปค้นหาโซเชียลมีเดียเพื่อทำความรู้จักให้มากขึ้นและใช้ประกอบการพิจารณาเข้าทำงานนอกเหนือจากข้อมูลในใบสมัครหรือการสัมภาษณ์

    จ๊อบไทยดอทคอม ได้ทำการศึกษารวบรวมข้อมูลและพบว่ามี 3 สิ่งบนโซเชียลมีเดียของผู้สมัครงานที่ HR มักเลือกใช้ประกอบการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับเข้าทำงานกับบริษัท ดังนี้

     รูปภาพ ถือเป็นสิ่งแรกที่ HR จะเข้าไปดู ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพที่โพสต์เอง หรือแชร์ออกไปให้ผู้อื่นรับทราบ ว่ามีลักษณะอย่างไร มีความรุนแรง และเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงตัวตนและภาพลักษณ์ของผู้สมัคร

     ข้อความที่โพสต์หรือการแสดงความคิดเห็น อาทิ การโพสต์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย-ของมึนเมา การแสดงความคิดเห็นในด้านลบต่อที่ทำงาน เจ้านาย หรือเพื่อนที่ทำงาน ซึ่งเหล่านี้มักแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ ทัศนคติ และวุฒิภาวะของเจ้าของข้อความได้เป็นอย่างดี ทำให้ HR สามารถประเมินผู้สมัครงานได้เบื้องต้นว่าเหมาะสมกับตำแหน่งงานหรือองค์กรหรือไม่

        ไวยากรณ์ที่ใช้และการสะกดคำ ทักษะการสื่อสารรวมถึงการใช้คำศัพท์ที่ถูกต้องและถูกกาลเทศะถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการทำงาน องค์กรจะพิจารณาว่าผู้สมัครมีการสื่อความผิดเพี้ยน ใช้ภาษาวัยรุ่นหรือภาษาที่ถูกดัดแปลง ทำให้การสื่อสารคลาดเคลื่อนหรือไม่ แต่หากเขียนภาษาได้อย่างถูกต้องตามหลัก จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงทักษะในการสื่อสารของผู้สมัคร ยิ่งหากต้องทำงานที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา จะยิ่งช่วยเสริมให้ผู้สมัครดูมีภาษีที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

    อย่างไรก็ตาม โซเชียลมีเดียไม่ได้ส่งผลเสียเสมอไป หากผู้สมัครสามารถคัดเลือกเนื้อหาที่จะแสดงบนโซเชียลมีเดียได้อย่างเหมาะสม จะทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดี

    โดยเนื้อหาที่เหมาะสมสำหรับการใส่ลงบนโซเชียลมีเดีย คือ เรื่องที่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจรับเข้าทำงาน เช่น ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ภาพการเข้าร่วมอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเอง หรือถ้าเป็นนักศึกษาจบใหม่ก็อาจใส่ภาพที่ไปออกค่ายหรือทำกิจกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัย

        นอกจากจะใส่เนื้อหาที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ตัวเองลงไปแล้ว ในบางสายอาชีพยังสามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่แสดงผลงานได้อีกด้วย เช่น สายงานกราฟิกใช้อินสตาแกรมไว้สะสมภาพผลงาน หรือคนที่อยากเป็นนักเขียนสามารถใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวหรือเปิดแฟนเพจเป็นพื้นที่ทดสอบฝีมือและยังเก็บผลงานไว้ให้ HR ดูในวันสัมภาษณ์งานได้อีกด้วย   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.jobthai.com/reach ในคอลัมน์ใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า “Career Insight”

5 จังหวัด ยื่นขอจ้างคนต่างด้าวมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289710

 5 จังหวัด ยื่นขอจ้างคนต่างด้าวมากที่สุด

511 ราย, เผยตัวเลขศูนย์รับแจ้งฯ 4 วันนายจ้าง 47, 5 จังหวัด ยื่นขอจ้างคนต่างด้าวมากที่สุด, กรุงเทพฯ แชมป์ยื่นคำขอแจ้งใช้แรงงานต่างด้าวมากสุด,  5 จังหวัด, ศฉต

เผยตัวเลขศูนย์รับแจ้งฯ 4 วันนายจ้าง 47,511 ราย ลูกจ้างต่างด้าว 152,718 คนให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุด กิจการเกษตรและปศุสัตว์มากสุด ก่อสร้าง ขายอาหารเครื่องดื่ม

       กรุงเทพฯ ยังครองแชมป์ยื่นคำขอแจ้งการใช้แรงงานต่างด้าวมากสุด รองลงมาสมุทรปราการ ระยอง ตามลำดับ โดยแจ้งการใช้แรงงานสัญชาติเมียนมามากที่สุด

 นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ศูนย์เฉพาะกิจเพื่ออำนวยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ศฉต.) กระทรวงแรงงาน ได้รายงานผลการปฏิบัติงานประจำวันที่ 27 ก.ค.60 ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการเปิดศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวทั่วประเทศ 100 ศูนย์

โดยเป็นศูนย์รับแจ้งใน กทม. 11 ศูนย์ และส่วนภูมิภาค 89 ศูนย์ พบว่า ตัวเลขสะสมตั้งแต่วันที่ 24 – 27 ก.ค.60 (ข้อมูลวันที่27 ก.ค. ณ เวลา 16.30 น.) มีนายจ้างมาแจ้งการใช้แรงงานต่างด้าวแล้ว 47,511 ราย ลูกจ้างต่างด้าว152,718 คน เฉพาะวันที่ 27 ก.ค.วันเดียว มีนายจ้างมายื่น 10,360 ราย ลูกจ้าง 31,409 คน และมีนายจ้างลงทะเบียนออนไลน์ 532 ราย ลูกจ้าง 1,186 คน

ได้รับแจ้งการจ้างแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมามากที่สุด รองลงมากัมพูชา และลาวตามลำดับ เมื่อจำแนกตามประเภทกิจการ 3 อันดับแรก ได้แก่ เกษตรและปศุสัตว์ รองลงมากิจการก่อสร้าง และจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ตามลำดับ

 นายอนันต์ชัย กล่าวต่อว่า จังหวัดที่มีการยื่นขอจ้างคนต่างด้าวมากที่สุด 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ระยอง ปทุมธานี และเชียงใหม่ ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน ยืนยันว่า ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวทั้ง 100 ศูนย์ทั่วประเทศจะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. –7 ส.ค.60 ไม่เว้นวันหยุด
โดยเจ้าหน้าที่จะคอยอำนวยความสะดวกตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.และสามารถแจ้งออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน    ที่ https://wpfast.doe.go.th/fast11/user/ จึงขอเชิญชวนนายจ้างที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีเอกสารการจ้างงาน ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ให้รีบมาดำเนินการเพื่อเข้าสู่ระบบการจ้างแรงงานที่ถูกกฎหมาย เป็นไปตามขั้นตอนและทันตามเวลาที่กำหนด สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694

คูปอง1หมื่นพัฒนาครูวุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289661

คูปอง1หมื่นพัฒนาครูวุ่น

อบรมครู, สพฐ, สถาบันคุรุพัฒนา

อบรมพัฒนาครูอยู่ที่ไหนก็สมัครได้ เพียงมีระบบอินเทอร์เน็ต ล่าสุดยอดลงทะเบียนสำเร็จ 160,605 กว่า1.4พันหลักสูตร

         หลังจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดทำโครงการหรือหลักสูตรการอบรมเพื่อพัฒนาครูประจำการ เชื่อมโยงกับวิทยฐานะ โดยให้คูปองอบรมคนละ 10,000 บาทต่อปี ไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรของ สถาบันอุดมศึกษา มูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่มีสภาพนิติบุคคลตามกฎหมาย ที่ผ่านการพิจารณาจาก“สถาบันคุรุพัฒนา”
โดยวิธีการลงทะเบียนออนไลน์ครูต้องเข้าเว็บไซต์ http://202.143.153.156/hrd_demo/ เริ่มไปตามกระบวนการสมัคร และเมื่อเข้าระบบเรียบร้อยแล้ว กรอกข้อมูลใน แบบกรอกข้อมูล https://goo.gl/forms/lzGNXkhp2W4F3XJn ครูจะเลือกหลักสูตรอบรมตามที่ตนเองต้องการ จากนั้นผู้อำนวยการจะอนุมัติ ในให้ครูไปอบรมตามหลักสูตรที่แจ้งความจำนงไว้ และครูจะปริ้นนำหลักฐานไปที่สำนักงานเขตพื้นที่เพื่อยืมเงินจำนวน 10,000 บาทไปอบรมตามวันเวลาสถานที่ลงทะเบียนไว้ ล่าสุด ครูที่ลงทะเบียนสำเร็จ มีทั้งหมด 160,605 ที่นั่ง ประมาณ 1,400 หลักสูตร

คูปอง1หมื่นพัฒนาครูวุ่น
ล่าสุดเกิดดราม่า เมื่อการลงทะเบียนไม่สมบูรณ์ ไม่พร้อมรองรับความต้องการของครู และปัญหาอื่น ๆ บางก็ว่า “เงินคูปอง”การศึกษาไม่เพียงพอต่อจำนวนครูที่แจ้งความจำนงเข้ารับการอบรม เพราะรูปแบบการไปอบรมมีทั้งการใช้เงินส่วนตัว จ่ายค่าอบรม ตั๋วเครื่องบินหรือจองตั๋วรถทัวร์ ค่าที่พักล่วงหน้า โดยใช้เงินส่วนตัวสำรองจ่ายหรือ กรณียืมเงินจากสถานศึกษา หรือ เขตพื้นที่ จ่ายค่าลงทะเบียน,ค่าที่พัก,ค่าเดินทาง ล่วงหน้าแล้ว
ครูรายหนึ่งที่จังหวัด สุรินทร์ เปิดเผยว่า ได้ลงทะเบียนอบรมวิชาภาษาอังกฤษ ในพื้นที่ซึ่งมีสถาบันการศึกษาจัดแต่จำนวนผู้ลงทะเบียนเต็มแล้ว จึงต้องไปลงทะเบียนนอกพื้นที่ ซึ่งได้รับอนุมัติจากผู้บริหารสถานศึกษาแต่ อยู่ระหว่างการทำเรื่องเสนอสำนักงานเขตพื้นที่เ้พื่อยืมเงินไปอบรม
“ตอนแรกก็ไม่รู้ว่ามีโครงการอบรม เห็นเพื่อนครูในโรงเรียนอื่นเขาลงทะเบียนอบรมก็เลยไปลงทะเบียนทางออนไลน์ไว้จริงๆแล้วอยากได้ในพื้นที่ใกล้ๆ จะได้ไม่ต้องเดินทาง แต่ไม่มีโครงการที่ต้องการ จึงต้องไปต่างจังหวัด ค่าอบรม 3,500 บาท ซึ่ง คูปองให้ 10,000 บาทถ้าใช้ไม่หมดก็ต้องมาคืนสำนักงานเขต ส่วนค่าที่พักและค่้าเดินทาง ต้องดูว่า จะเบิกจากต้นสังกัดหรืออยู่ในคูปอง ซึ่งคงจะมีความชัดเจนช่วงใกล้เ้ดือนกันยายนที่จะต้องเดินทางไปอบรม ” 

คูปอง1หมื่นพัฒนาครูวุ่นคูปอง1หมื่นพัฒนาครูวุ่น
ขณะ ครูที่เข้าอบรมอีกรายที่จังหวัดนครปฐม เล่าว่า อบรมโครงการจัดการเรียนการสอนไปสู่สากล ค่าอบรมหลักสูตร 7,500 บาทอยู่นอกพื้นที่แต่ไม่ได้ระบุสถานอบรม ซึ่งไม่มีความชัดเจน ก็เลยยกเลิกไม่ได้ไปอบรม และมีเพื่อนครู ที่ไปอบรมช่วงเดือนก.ค.มาแล้วเล่าว่าโครงการอบรมเลื่อนแต่ไม่ได้แจ้งผู้เข้ารับการอบรม ทำให้เสียเวลาค่าเดินทาง
  “รวมทั้งมีข่าวลือในแวดวงครูด้วยว่า คนที่จะอบรมในเดือนสิงหาคมถึงกันยายนยังไม่มีงปบระมาณส่งมาให้ที่สำนักงานเขต ถ้าครูคนไหนอยากไปก้สำรองจ่ายไปก่อน แต่ถ้าหมดปีงบประมาณแล้วไม่มีเงินอนุมัติมาให้ก็จะเบิกคืนไม่ได้ ทำให้ครูหลายคนลังเลโดยเฉพาะโครงการที่มูลค่าสูง จริงๆอยากให้มีความชัดเจนในการดำเนินการมากกว่านี้ ” 

คูปอง1หมื่นพัฒนาครูวุ่น
ข้อมูลเมื่อวันที่ 21 ก.ค.60 พบว่า หลักสูตรที่ได้รับความสนใจลงทะเบียนอบรมมากที่สุด 10 อันดับแรกดังนี้ 1.หลักสูตรฝึกอบรมการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากสื่อธรรมชาติ 18,781 ที่นั่ง 2. หลักสูตรส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อยกรดะดับทักษะ พัฒนาการจัดการศึกษาในสื่อการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ 14,378 ที่นั่ง 3. หลักสูตรการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารด้วยตนเอง ผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง 11,180 ที่นั่ง
4. หลักสูตรการจัดการเรียนการสอนอัจฉริยะ 4.0 ศตวรรษที่ 21 จำนวน  9,781 ที่นั่ง 5.หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 9,171 ที่นั่ง 6.หลักสูตร การพัฒนาครูต้นแบบศาสตร์พระราชาด้วยเแอคทีฟ เลิ่นนิ่ง ฯ 7,037 ที่นั่ง 7.หลักสูตร ครอสเวิร์ดเกม เอแม็ท คำคม และซูโดกุ เพื่อการเรียนการสอนสำหรับครู 6,110 ที่นั่ง 8.หลักสูตรการพัฒนาครูต้นแบบศาสตร์พระราชา ฯ 4,848 ที่นั่ง 9 หลักสูตร เอแม็ท และซูโดกุ เพื่อการเรียนการสอนสำหรับครู 4,519 ที่นั่ง และ 10. หลักสูตรการสร้างภาพลักษณ์สู่ครูไทยยุคไทยแลนด์ 4.0 จำนวน 4,227 ที่นั่ง
อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีกระแสข่าวความสับสนโครงการออกมา ล่าสุดเวบไซต์ “สำนักงานพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา (สพค.)” ได้ลงข้อความ คำชี้แจงให้ข้าราชการครูกรอกแบบแจ้งความประสงค์เข้ารับการอบรม ในกรณีที่ ครูไม่ได้เข้าไปยืนยันการลงทะเบียนได้ทันตามกำหนดระยะเวลาที่ระบบแจ้งเตือนไว้ เฉพาะกรณี ดังต่อไปนี้
1. กรณีครูจ่ายค่าอบรมไปก่อน โดยใช้เงินส่วนตัวสำรองจ่าย
2. กรณีครูจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินหรือจองตั๋วรถทัวร์ ล่วงหน้าแล้ว โดยใช้เงินส่วนตัวสำรองจ่าย
3. กรณีครูจ่ายค่าที่พักล่วงหน้า โดยใช้เงินส่วนตัวสำรองจ่าย
4. กรณียืมเงินจากสถานศึกษา หรือ เขตพื้นที่ จ่ายค่าลงทะเบียน,ค่าที่พัก,ค่าเดินทาง ล่วงหน้าแล้ว
5. ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยืนยันในระบบ
(กรุณาใช้ chrome ในการกรอกข้อมูล)

ชี้อบรมครู “เงินทอน” หากจริงขึ้นแบล็คลิสบริษัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289646

ชี้อบรมครู “เงินทอน” หากจริงขึ้นแบล็คลิสบริษัท

อบรมครู, สพฐ, ชี้อบรมครู, เงินทอน, สพค,  สพฐ

รมว.ศึกษาธิการ ชี้ปัญหาอบรมครู สพค.ได้มีการแก้ไขปัญหาเว็บไซต์ที่รองรับการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว แจง “เงินทอน” หากจริง บริษัทโดนแบล็คลิส หรือขึ้นบัญชีดำ

 

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)มีนโยบายให้สำนักพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา (สพค.) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.) เปิดให้ครูเลือกเข้ารับการอบรมในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากสถาบันคุรุพัฒนา โดยมีการจัดงบประมาณในการอบรม หรือ คูปองให้ครูคนละ 10,000 บาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมามีครูสมัครลงทะเบียนเข้ารับการอบรมเป็นจำนวนมากและเกิดปัญหา การลงทะเบียนไม่สมบูรณ์ ไม่พร้อมรองรับความต้องการของครู และปัญหาอื่น ๆ ตลอดจนมีกระแสข่าวเกี่ยวกับเรื่องบริษัทจัดอบรม มีการทอนเงินให้แก่ใครก็ไม่ทราบนั้น สพค. ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ตนทราบเป็นระยะ

โดยในส่วนของระบบลงทะเบียนรองรับนั้น ทางสพค.ได้มีการแก้ไขปัญหาเว็บไซต์ที่รองรับการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากการวางระบบลงทะเบียนทางออนไลน์ ที่ผ่านมาไม่คิดว่าครูจะให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยจากข้อมูลมีการลงทะเบียนเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่างๆ เกือบ 6 แสนครั้ง

โดยครูบางคนลงทะเบียนเข้ารับการอบรมเกือบ 40 หลักสูตร เหมือนลงเผื่อเลือกไว้  เพราะการให้คูปองเข้ารับการอบรม จะให้ตามปีงบประมาณ โดยให้ค่าอบรมทุกปี ซึ่งในปีงบประมาณ 2560 นี้ เหลือเวลาอีกแค่ 2 เดือน หากใครไม่ลงทะเบียนก็จะถูกตัด และไปเริ่มปีงบประมาณต่อไป เข้าใจว่า ครูต้องการใช้สิทธิ์ที่ควรจะได้รับ

ทั้งนี้สำหรับปีงบประมาณ 2560 ศธ.ได้จัดสรรงบประมาณเหลือจ่ายให้สพฐ.ใช้ในการอบรมแล้ว ประมาณ 1,500 ล้านบาท รวมถึงยังอนุมัติงบประมาณในการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์เพื่อรองรับความต้องการของครูอย่างเต็มที่

สำหรับเรื่องเงินทอน หากเป็นความจริง ก็หลอกทั้งเรา คือสถาบันคุรุพัฒนาและหลอกทั้งครู ซึ่งข่าวที่ออกมาเป็นข้อมูลที่ดี เพราะแสดงว่า ครูไม่เห็นด้วยกับเรื่องเงินทอน ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะไม่รู้เลยว่ามีเงินทอนแต่ตอนนี้ ข้อมูลทุกอย่างจะเปิดเผยต่อสาธารณะ หากทางบริษัททอนเงินให้ครูที่ไปเข้ารับการอบรม เพื่อจูงใจให้ครูเลือกไปอบรมหลักสูตรของบริษัทนั้น ๆ ครูที่ได้รับการติดต่อก็แจ้งข้อมูลทันที

“ซึ่งนอกจากทางบริษัทโดนสถาบันคุรุพัฒนาขึ้นแบล็คลิส หรือขึ้นบัญชีดำและถอนชื่อออกจากการจัดอบรม  อีกทั้งยังจะถูกแจ้งความดำเนินคดี ในฐานะให้ข้อมูลเท็จ เช่น ในโครงการเขียนว่า อบรมในราคาหนึ่ง แต่ไปติดสินบนครูให้มาลงทะเบียนอบรมอีกราคาหนึ่ง หากมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยด้วย ”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

เดินหน้าประชาพิจารณ์ร่างกรอบมาตรฐานวิชาชีพใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289638

เดินหน้าประชาพิจารณ์ร่างกรอบมาตรฐานวิชาชีพใหม่

กรอบมาตรฐานวิชาชีพ, เดินหน้า, ประชาพิจารณ์, ร่าง, กรอบ, มาตรฐาน, วิชาชีพ, ใหม่

รมว.ศึกษาธิการเผยคกก.คุรุสภามีมติเห็นชอบร่างกรอบมาตรฐานวิชาชีพครูใหม่ ย้ำไม่ใช่หน้าที่คุรุสภาถกหลักสูตรครู 4 ปี  หรือ 5 ปี

        จากการประชุมคณะกรรมการคุรุสภาเมื่อเร็ว ๆ นี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวว่า  ที่ประชุมเห็นชอบร่างกรอบมาตรฐานวิชาชีพครูใหม่ ตามที่คุรุสภาเสนอ  ซึ่งอิงสมรรถนะ เป็นอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงในส่วนของสภาวิชาชีพครู  และหลังจากนี้คุรุสภาจะนำร่างกรอบมาตรฐานวิชาชีพฯ ดังกล่าว ไปประชาพิจารณ์  ก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

สำหรับประเด็นการปรับเปลี่ยนหลักสูตร จากครู4 ปีหรือ 5 ปีนั้น ทางคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ต้องไปตกลงกัน ไม่ใช่หน้าที่ของคุรุสภา  เพราะคุรุสภามีหน้าที่กำหนดปลายทางว่า เป้าหมายคืออะไร  ทั้งนี้หากตกลงกันไม่ได้ก็อาจมีทั้งหลักสูตร4 ปีและ 5 ปี ซึ่งวิชาชีพอื่นก็มีเช่นกัน อาทิ  วิศวกรรมศาสตร์  สถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องให้ได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือน  เพื่อจัดทำรายละเอียดต่าง ๆ แจ้งให้เด็กทราบ ประกอบการตัดสินใจในการเลือกเรียน  ซึ่งจะเริ่มดำเนินการรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2561