สัปดาหน้าชี้ชัดสรุป ก.การอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289594

สัปดาหน้าชี้ชัดสรุป ก.การอุดมศึกษา

สัปดาหน้าชี้ชัดสรุป, กการอุดมศึกษา, ก้าวก่าย

หมออุดม เผยเตรียมหารือคณะทำงานฯ 4 ส.ค.นี้ ชี้ชัดบทบาท สภาวิชาชีพ “ก้าวก่าย” ได้มากน้อย พร้อมย้ำอิงตามรธน. คาดสัปดาห์หน้าสรุปผล

         ศ.นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา  กล่าวภายหลังเข้าพบ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อนำเสนอข้อสรุปเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ 3 ฉบับแรก ที่ได้ดำเนินการร่างกฎหมายเรียบร้อยแล้ว  ซึ่งเบื่องต้น รมว.ศึกษาธิการ ได้เห็นด้วยในหลักการ แต่ได้ขอให้กลับไปดำเนินการแก้ไขประเด็นย่อยๆ เช่น สภาวิชาชีพ ต้องการให้ตัดคำว่า ก้าวก่าย ออกจากพ.ร.บ.ที่ร่างไว้ เนื่องจากมองว่าเป็นคำที่ไม่เหมาะสม  ซึ่งการใส่คำว่าก้าวก่าย นั้นอิงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 40 บัญญัติไว้ว่า…บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกัน หรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบการประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จําเป็น หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น
การตรากฎหมายเพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพตามวรรคสอง ต้องไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือก้าวก่ายการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษา คาดว่าอาจจะไม่สามารถตัดคำดังกล่าวได้ แต่ตนจะนำเรื่องดังกล่าว ไปหารือในที่ประชุมคณะทำงานฯ ว่าการดำเนินการใดบ้างที่ถือว่าเป็นการก้าวก่าย ในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ที่รัฐสภา ก่อนที่จะหารือกับสภาวิชาชีพเพื่อให้ได้ข้อสรุปและเสนอรมว.ศึกษาธิการต่อไป

“คงต้องกลับไปเคลียร์ประเด็นใดที่เข้าข่ายว่าก้าวก่าย ตามรธน. เพราะการที่สภาวิชาชีพ ขอให้ตัดคำนี้ ซึ่งเราคงทำไม่ได้ แต่เราจะกลับไปดูว่าการดำเนินการใดที่เข้าข่ายหรือไม่ และสภาวิชาชีพสามารถเข้ามาให้คำเสนอแนะ ทักษะที่ต้องการ เพราะถึงอย่างไรสภาวิชาชีพก็เป็นผู้ให้ใบอนุญาต  มหาวิทยาลัยต้องดำเนินการตามอยู่แล้ว แต่คงให้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดหลักสูตรตั้งแต่แรกเหมือนที่ผ่านมาคงไม่ได้ มหาวิทยาลัยก็มีภารกิจและบทบาทที่ต้องดำเนินการ” ศ.นพ.อุดมกล่าว

นอกจากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ยังขอให้กลับไปพิจารณาถึงประเด็นที่ประชาชนติดใจว่าหากมีการจัดตั้งเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาแล้วนั้น สามารถผลักดันให้มหาวิทยาลัยไทยเป็นมหาวิทยาลัย 4.0 หรือเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง และทำให้เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่  เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่ง มีการกำหนดไว้ แต่อาจไม่ชัดเจน ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษาต้องดำเนินการให้เกิดเรื่องนี้ และมีความแตกต่างจากกระทรวงอื่นๆ อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเพื่อนำเสนอรมว.ศึกษาธิการ

“ทปสท.” ร้อง”บิ๊กตู่” แก้ปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289592

“ทปสท.” ร้อง”บิ๊กตู่” แก้ปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัย

ประธานทปสท, พนักงานมหาวิทยาลัย, งบประมาณปี61, พนงกว่าแสนคน, ผศดรรัฐกรณ์ คิดการ, ทปสท, ร้องบิ๊กตู่, บิ๊กตู่, สถานะ-เงินเดือน

“ทปสท.” ร้อง”บิ๊กตู่” แก้ปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัย ทั้ง “สถานะ-เงินเดือน”วอนสำนักงบฯปรับเงินเดือนพนง.มหาวิทยาลัยกว่าแสนคน เป็นร้อยละ 6ในปีงบประมาณ61

          เมื่อวันที่  27 ก.ค.2560 – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.)และคณะได้ยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมตรี ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการสำนักงบประมาณขอให้จัดสรรงบประมาณปรับเพิ่มเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นร้อยละ 6

          ประธาน ทปสท. กล่าวอีกว่า เนื่องจากทปสท.ได้รับการร้องเรียนจากสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งว่าในปีงบประมาณ 2560 สถาบันได้รับการจัดสรรงบประมาณในการปรับเลื่อนเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย ในกรอบเพียงร้อยละ 4  แต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจริงเพียงร้อยละ 80 ของกรอบดังกล่าวอีก ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบกับสถาบันอุดมศึกษา เนื่องจากทุกปีที่ผ่านมาจะได้รับการจัดสรรร้อยละ 6 ซึ่งเท่ากับกรอบวงเงินสำหรับปรับเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา โดยที่สถาบันอุดมศึกษาก็จะไปออกระเบียบว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือนของพนักงาน เช่นเดียวกับของข้าราชการคือภายใต้กรอบวงเงินร้อยละ 6 เมื่อสำนักงบประมาณปรับลดวงเงินดังกล่าวลงเหลือเพียงร้อยละ 4 สถาบันจึงมีปัญหาในการนำเงินมาปรับขึ้นเงินเดือนรายปี ให้กับพนักงาน ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนกับพนักงานมหาวิทยาลัยด้วย

“ดังนั้นพวกผมจึงขอให้ท่านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ช่วยพิจารณาสั่งการไปยังสำนักงบประมาณให้ปรับเพิ่มการจัดสรรวงเงินในการปรับเพิ่มเงินเดือนรายปี ของพนักงานมหาวิทยาลัยในปีงบประมาณ 2561 ให้เป็นไปตามกรอบเดิมคือร้อยละ 6 ด้วย”ผศ.ดร.รัฐกรณ์ ระบุ

ประธาน ทปสท. กล่าวอีกว่า  ปัจจุบันพนักงานมหาวิทยาลัยถือเป็นบุคลากรกลุ่มใหญ่ในสถาบันอุดมศึกษา ปัจจุบันมีจำนวนทั้งหมด 101,281 คน แยกเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ 30,275 คน มหาวิทยาลัยในกำกับ 4,767 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏ 4,853 คน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 4,256 คน ส่วนข้าราชการเหลืออยู่เพียง 29,466 คน

"ทปสท." ร้อง"บิ๊กตู่" แก้ปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัย

“ทั้งนี้เนื่องมาจาก มติคณะรัฐมนตรีปี 2542 ที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จึงให้บรรจุพนักงานทดแทนอัตราข้าราชการที่เกษียณอายุ รวมทั้งอัตราที่บรรจุใหม่ แต่พนักงานมหาวิทยาลัยกลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล ทั้งเรื่องสถานะที่ไม่ใช่ข้าราชการและไม่ใช่ลูกจ้าง เนื่องจากต้องอยู่ภายใต้กฎหมายประกันสังคม แต่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน เพราะเมื่อถูกเลิกจ้างก็ไม่สามารถเรียกร้องค่าชดเชยใดๆได้ แถมไม่สามารถฟ้องศาลแรงงานได้”ประธานทปสท.แจกแจง

ประธาน ทปสท. อธิบายอีกว่า ดังนั้น ในช่วงนี้ที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการปฏิรูปการศึกษา และจะมีการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา อยากฝากให้รัฐบาล หรือคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ได้โปรดหันมามองและหาทางแก้ปัญหาของพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญส่วนหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษา และปฏิรูปประเทศบ้าง

ขยายเวลาทำงานศูนย์ต่างด้าวถึง2ทุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289580

ขยายเวลาทำงานศูนย์ต่างด้าวถึง2ทุ่ม

ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวขึ้นทั่วประเทศ 100 ศูนย์, สายด่วน1664, 1664, ขยายเวลาทำงานศูนย์ต่างด้าวถึง2ทุ่ม, ขยายเวลา, ทำงาน, ศูนย์, ต่างด้าว, ถึง, ทุ่ม

 ขยายเวลาทำงานศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว 100 ศูนย์ ถึง 20.00 น.จันทร์-ศุกร์ และเพิ่มวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เป็น17.00 น. ถึงวันที่ 7 ส.ค.

      นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานได้มีการจัดตั้งศูนย์ให้บริการข้อมูลทางโทรศัพท์สายด่วน 1694 ขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการทั้งประชาชนทั่วไป คนหางาน นายจ้าง/สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เป็นตัวกลางในการประสานความช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยให้ได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล

     อีกทั้งยังเป็นการแสดงเจตนารมณ์ ว่าประเทศไทยได้ร่วมแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ และเคารพในหลักสิทธิมนุษยชนอีกด้วย โดยมีล่ามภาษาอังกฤษ เมียนมา และกัมพูชา ให้บริการทางโทรศัพท์สายด่วน 1694 ตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น. ในวันจันทร์-ศุกร์

     อย่างไรก็ตามขณะนี้กระทรวงแรงงานมีจัดตั้งศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวขึ้นทั่วประเทศ 100 ศูนย์ ที่ต้องการให้นายจ้างที่ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 3 สัญชาติ เมียนมา กัมพูชา และลาว มาแจ้งกับทางการ สายด่วน 1694 เป็นเบอร์สำคัญในการสอบข้อมูลของนายจ้างและแรงงานต่างด้าว จึงมีการขยายเวลาการทำงานในวันจันทร์-ศุกร์ เป็นเวลา 07.30-20.00 น. และเพิ่มวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เป็นเวลา 08.00-17.00 น. จนถึงวันที่ 7 สิงหาคมนี้โดยมียอดการใช้บริการสอบถามข้อมูลเพิ่มขึ้นประมาณ 2,400 สายต่อวัน จากเดิมประมาณ 700-800 สายต่อวัน

      ซึ่งผลการดำเนินงาน สายด่วน 1694 ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน-26 กรกฎาคม 2560 มีผู้ใช้บริการทั้งสิ้นจำนวน 24,397 สาย แบ่งเป็นนายจ้างไทยและประชาชนทั่วไป จำนวน 22,716 ราย โดยสอบถามการขอใบอนุญาตทำงาน 17,769 สาย การเปลี่ยนนายจ้าง 2,729 สาย การเพิ่มท้องที่การทำงาน 1,004 สาย และอื่นๆ (จัดหางานในประเทศ/ต่างประเทศ อาชีพอิสระ แนะแนวอาชีพ

     การขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนการคุ้มครองแรงงาน การพัฒนาฝีมือแรงงาน) 2,889 สาย ร้องเรียน ร้องทุกข์ เรื่องแรงงานต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย 6 สาย และแรงงานต่างด้าวมาใช้บริการจำนวน 1,681 สาย แบ่งเป็นแรงงานเมียนมา 802 สาย กัมพูชา 549 สาย ลาว 237 สาย เวียดนาม 43 สาย และแรงงานต่างด้าวพูดภาษาอังกฤษ 50 สาย

      “จากการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการและการตอบคำถามในแต่ละครั้งต้องใช้เวลา 3-15 นาที ต่อคนจึงส่งผลให้สายไม่ว่างหรือโทรไม่ติดก่อให้เกิดปัญหาความไม่สะดวก ล่าช้า จึงขออภัยผู้ใช้บริการ ทางสายด่วน 1694 จะพยายามตอบคำถามเข้าใจง่ายรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเพื่อลดปัญหาดังกล่าว ”นายอนันต์ชัย กล่าว

ศิริราชพร้อมนำแสงซินโครตรอน พัฒนางานวิจัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289573

ศิริราชพร้อมนำแสงซินโครตรอน พัฒนางานวิจัย

พัฒนางานวิจัย, ศิริราช, พร้อม, แสง, ซิน, โคร, ตรอน, พัฒนา, งานวิจัย

ศิริราชพร้อมนำแสงซินโครตรอน พัฒนางานวิจัย

             ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นองค์กรหลักในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างปัญญาในสังคม  สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังคงดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ภาคการเงินการธนาคาร ภาคประชาชน ภาคสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ร่วมกันระดมความคิด ผนึกกำลังกันขับเคลื่อน ผ่านโครงการบันทึกความร่วมมือ กิจกรรม หรืองานวิจัย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูง และเข้ามาร่วมวิจัยกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ซึ่งจะเป็นการยกระดับการวิจัยและพัฒนาทางด้านการแพทย์ทั้งในด้านคุณภาพ ความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ เกิดการนำไปพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับประเทศต่อไป

ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่าสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนดำเนินงานภายใต้พันธกิจการวิจัยและการใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอน รวมถึงการให้บริการแสงซินโครตรอน และเทคโนโลยีด้านแสงซินโครตรอน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการถ่ายทอด การเรียนรู้เทคโนโลยีด้านแสงซินโครตรอน ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันว่า เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนเป็นเทคโนโลยีแสงขั้นสูง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานวิจัยหลากหลายด้าน อาทิ ด้านอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ด้านวัสดุศาสตร์ ยางและพอลิเมอร์ สิ่งแวดล้อม โบราณคดี อีกทั้งด้านอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น และอีกหนึ่งงานวิจัยที่เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนจะเข้าไปตอบโจทย์ได้นั่นคือ งานวิจัยทางการแพทย์
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือวิจัยพัฒนาด้านการแพทย์ ร่วมกับคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งการลงนามครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประตูโลกวิทยาศาสตร์ด้านเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนให้มาเจอกับงานวิจัยด้านการแพทย์ พร้อมทั้งยังเป็นการขยายฐานงานวิจัยของแสงซินโครตรอนให้ครอบคลุมในทุกมิติของงานวิจัยอย่างแท้จริง นอกจากความร่วมมือด้านงานวิจัยแล้ว ยังมีความร่วมมือด้านพัฒนากำลังคน ทั้งด้านการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เพื่อให้คนไทย พร้อมเข้าสู่งานวิจัยในระดับสากล

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวปิดท้ายว่า “คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลตระหนักถึงความสำคัญของงานวิจัยและพัฒนาด้านการแพทย์ โดยเฉพาะด้านอาหารและยา ผลึกศาสตร์ของโปรตีนก่อโรคเพื่อการพัฒนาตัวยาใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ด้วยเหตุนี้ทางคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลพร้อมเต็มที่สำหรับการร่วมวิจัย พัฒนา และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ร่วมกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมสำหรับวงการแพทย์ของไทย นำองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยได้จริง ดังนั้นการลงนามบันทึกข้อตกลงวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์ของไทย บนพื้นฐานของการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ อันจะเป็นผลดีต่อภาพรวมของวงการแพทย์ของไทย นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างแท้จริง

มีเดียอาตส์ กับชีวิตคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289567

มีเดียอาตส์ กับชีวิตคน

มีเดียอาตส์ กับชีวิตคน, มีเดียอาตส์, กับชีวิตคน, มจธ, Life Style, เอคโค่

มีเดียอาตส์และเทคโนโลยีมีเดีย มจธ. ผลิตบุคลากรที่มีความรู้ ทักษะในการบูรณาการเทคโนโลยี ศิลปะและการออกแบบ พฤติกรรมการรับรู้ และความรู้ทางการแพทย์ตอบสนองชีวิตคน

    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โครงการร่วมบริหารหลักสูตรมีเดียอาตส์และเทคโนโลยีมีเดีย เน้นการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการบูรณาการเทคโนโลยี ศิลปะและการออกแบบ พฤติกรรมการรับรู้ และความรู้ทางการแพทย์ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานสื่อดิจิทัลเพื่อการสื่อสารและนวัตกรรม ที่สามารถตอบสนองการดำเนินชีวิตของมนุษย์ (Life Style) ทำให้การดำเนินชีวิตสะดวกสบายมากขึ้นและสามารถสื่อสารกับคนจำนวนมากในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบต่างๆ ของมีเดีย

มีเดียอาตส์ กับชีวิตคน

     ล่าสุดจัดนิทรรศการแสดงผลงานปริญญานิพนธ์ ครั้งที่ 5 “XCHO (เอคโค่) Thesis Exhibition สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ โดยมีผลงานนักศึกษามากกว่า 100 ผลงานที่เข้าร่วมแสดงในครั้งนี้

        อาทิ การศึกษาการพัฒนาหุ่นจำลองเพื่อสอนการตรวจเต้านมด้วยตนเอง กรณีศึกษา: กลุ่มสตรีในตำบลชัยมงคล จังหวัดสมุทรสาคร โดย อิชยา นิธิพงศธร และสุชาดา วงษ์วัย กล่าวว่าเป็นการพัฒนาหุ่นจำลองเพื่อการตรวจเต้านมด้วยตนเอง มีลักษณะเหมือนของจริงเพื่อให้อาสาสมัครได้นำมาใช้เป็นอุปกรณ์เพื่อสอนให้ชาวบ้านในชุมชนสามารถตรวจเต้านมเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง

       หากพบก้อนเนื้อในเต้านมจะได้ดำเนินการรักษาได้ทันที   ลักษณะของหุ่น จำลองจะมีในรูปแบบระบบเสียงในเพื่อใช้ในการบอกตำแหน่งของก้อนเนื้อที่คลำเจอ โดยจะมี 2 ระดับ ระดับลึก ระดับตื้น และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการให้ความรู้ ความเข้าใจ และมีความมั่นใจในการตรวจหาก้อนเนื้อได้ด้วยเองมากขึ้น

มีเดียอาตส์ กับชีวิตคน

       การสร้างหุ่นจำลองฝึกทักษะการเจาะเลือดและให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ผลงาน โดยกานต์ชนก จิระรัชนิรมย์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีอุปกรณ์เพื่อใช้ในการฝึกทักษะทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับการเจาะเลือดและเจาะหลอดเลือดดำสำหรับให้สารน้ำมีจำนวนน้อย จึงมีแนวคิดการสร้างหุ่นจำลองสำหรับฝึกทักษะการเจาะเลือดและให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาพยาบาลในการฝึกทักษะการเจาะเลือดและให้สารน้ำก่อนการปฏิบัติงาน

      โดยใช้หุ่นจำลองเป็นทำการทดลองเบื้องต้นก่อนไปทดลองกับคน หุ่นจำลองนี้ถอดแบบมาจากแขนจริง โดยใช้วัสดุในการผลิตจากยางพาราที่มีคุณลักษณะนิ่ม เพื่อจะใช้ในการฝึกคลำหาตำแหน่งในการเจาะหาเส้นเลือดดำ และฝึกน้ำหนักมือในการแทงเข็มให้มีความแม่นยำมากขึ้น

มีเดียอาตส์ กับชีวิตคน

     การออกแบบแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ข้อมูลด้านสุขภาพพื้นฐาน สำหรับการดูแลผู้สูงอายุ ออกแบบโดย เมธา ประทุมทอง และทศพร สังข์กังวาล กล่าวว่า เป็นการออกแบบแอพพลิเคชั่นเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ สามารถใช้สมาร์ทโฟนในการช่วยเหลือตัวเองในเบื้องต้นได้ มีการให้ข้อมูลด้านสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ

     โดยจะแบ่งเป็นหลายหมวด เช่น ข้อมูลโรคผู้สูงอายุที่พบได้บ่อย การดูแลสุขภาพตามโรค การแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลากินยา หรือแม้แต่การค้นหาโรงพยาบาล และระบบสามารถรองรับการพัฒนาเพื่อเพิ่มเติม ข้อมูล หรือฟังก์ชั่นการทำงานเรื่องอื่นๆ ได้ในอนาคต

มีเดียอาตส์ กับชีวิตคน

     การออกแบบอัตลักษณ์องค์กร บรรจุภัณฑ์ และเว็บไซต์เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน ท้องถิ่น อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ออกแบบโดย ณัชชา กลัดเข็มทอง วศินี นวเนติวงศ์ อัญชิสา ปิยะพงศ์สิริ ธันยานี สิทธิกรโรจน์ บุษกร อำพลพีรพันธ์ ภาสุรี พุ่มมาลี และสหรัฐ เดชอุปกร กล่าวว่า จากการลงพื้นที่สำรวจความต้องการของชุมชนบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยเข้าไปส่งเสริมและพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ โครงงานนี้ถือเป็นการช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ การเพิ่มมูลค่า และความเป็นตัวตนของชาวบ่อเกลือได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

มีเดียอาตส์ กับชีวิตคน

     อีกทั้งยังเป็นการช่วยส่งเสริมสินค้าประเภทเกลือที่เป็นของขึ้นชื่อ น้ำผึ้งที่หายากจากป่าของชาวมละบริ และผลผลิตทาง การเกษตรของชาวบ้านที่มหาวิทยาลัยเข้าไปส่งเสริมพัฒนาอย่างยั่งยืน

     การศึกษาชีวิตพฤติกรรมบุคคลที่มีภาวะตาบอดสีเพื่อนำมาใช้ในงานแอนิเมชั่น 2 มิติ ออกแบบโดย ธนัชพร เดชกุญชร เจตวุฒิ อรุณทวีทรัพย์ ธนพนธ์ ปิ่นสกุล และสมิตนันท์ บรรจงสวัสดิ์ เป็นการออกแบบภาพยนตร์แอนิเมชั่นเพื่อสะท้อนถึงมุมมองของคนที่มีภาวะตาบอดสี ที่สามารถอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติ อีกทั้งภาพยนตร์ ยังกระตุ้นความคิดในด้านบวกและเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่มีภาวะตาบอดสีในการใช้ชีวิต รวมถึง ให้มุมมองการมองของคนที่เป็นภาวะตาบอดสีในรูปแบบที่สวยงามเสมือนภาพงานศิลปะแนว Pop art ที่มีสีสันที่สดใส เปรียบดังการใช้ชีวิตของผู้ที่มีภาวะตาบอดสีในภาพยนตร์

มีเดียอาตส์ กับชีวิตคน

     การออกแบบสื่อภาพประกอบอักษรเบรลล์ ประกอบการเรียนการสอนเรื่องสุขอนามัยทางเพศ สำหรับคนพิการทางสายตาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้เทคนิคการพิมพ์ภาพ 3 มิติ ออกแบบโดย อนิษา สายสุทธิ์ และภาวิดา อิทธิพลกังวาล อธิบายว่า จัดทำบทเรียนเรื่องการป้องกันและการคุมกำเนิด และการดูแลรักษาความสะอาดอวัยวะเพศสำหรับนักเรียนคนพิการสายตาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้เทคนิค 3 มิติ ทำเป็นภาพประกอบผู้เรียนจะได้สัมผัส รับรู้รูปร่างที่เหมือนจริง โดยทำภาพประกอบด้วยสีเหลืองเป็นหลัก เนื่องจากคนพิการสายตาแบบเลือนลาง สามารถมองเห็นสีเหลืองเป็นสีแรก ซึ่งผลงานได้ทดสอบจริงกับกลุ่มนักเรียนที่พักอยู่ในโรงเรียนสอนคนตาบอด

       นอกจากกิจกรรมดังกล่าว นักศึกษาโครงการร่วมบริหารหลักสูตรมีเดียอาตส์และเทคโนโลยีมีเดียได้สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ มากมาย ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวจะเป็นพลังที่คอยกระตุ้นให้นักศึกษาได้สร้างสรรค์ผลงานมีเดียในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อสังคมต่อไปอย่างยั่งยืน

มธ.มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289470

มธ.มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เป็นมิติหนึ่งสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน ที่มีรูปแบบของพัฒนาเมืองเป็นห่วงโซ่คุณค่าสีเขียวของการบูรณการวางผังเมืองให้ส่งเสริมบนโครงสร้างพื้นฐาน

เมืองอัจฉริยะ จะช่วยลดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหามลภาวะทางอากาศ น้ำเสีย ช่วยส่งเสริมให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่ดี ซึ่งผลที่ตามมาก็จะได้คุณภาพอากาศที่ดี มีการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน และยังสนับสนุนการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธภาพและยังช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาดด้านนวัตกรรมเชิงงสร้างสรรค์

 

มธ.มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

 

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า มนุษย์ต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทุกอย่าง เพราะในปัจจุบันนี้โลกมีสภาวะที่ร้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะสายเกินไป จึงเล็งเห็นว่าต้องทำอะไรซักอย่าง ความยั่งยืนคือการทำให้โลกนี้เป็นบ้านของมนุษย์ต่อไป มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้จัดทำการปรับปรุงผังแม่บท ศูนย์รังสิตระยะยาว พ.. 2557 (ธรมมศาสตร์ 100 ปี) โดยตั้งเป้า อีก 17 ปี ให้เป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตพลังงานใช้ได้เอง และไม่มีขยะส่งออกข้างนอก แผนที่ตั้งไว้มุ่งสำเสร็จช่วงธรรมศาสตร์ครบ 100 ปี และใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันเข้ามาช่วยในการทำงาน

         วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งโครงการเพื่อแก้ปัญหาเชิงกายภาพด้านการขาดศูนย์กลางชุมชน และความไม่ชัดเจนของอัตลักษณ์ธรรมศาสตร์ พร้อมกับเตรียมปรับระบบพื้นที่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับการใช้งานในปัจจุบันและแผนการพัฒนาในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นด้านการเชื่อมต่อพื่นที่มหาวิทยาลัยเข้ากับสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

      โดยการจัดกระบวนการมีส่วนร่วมกับผู้บริหารและประชาคมธรรมศาสตร์ ทบทวนนโยบายและวางเป้าหมายธรรมศาสตร์ 100 ปี ร่วมกันกำหนดแนวคิดเบื้องต้นในการพัฒนาและจัดทำ ผังแม่บท ก่อให้เกิดทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มีแผนรองรับการพัฒนาด้วยหลัการสร้างสมดุลระหว่างการ พัฒนาและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมตามแนวคิดเมืองมหาวิทยาลัยสีเขียวยั่งยืน

         แนวคิดหลักของโครงการ เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์และบทบาทที่ชัดเจนของศูนย์รังสิต ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ธรรมศาสตร์ 100 ปี ผู้บริหารประชาคมธรรมศาสตร์จึงมีแนวคิดในการสร้างศูนย์รังสิตให้เป็น สังคมการเรียนรู้ อย่างยั่งยืน เพื่อรับใช้ประชาชน และผู้อยู่มีความสุขโดยมี 5 แนวทางหลักในการพัฒนาพื้นที่ ได้แก่การเป็นศูนย์ธรมมศาสตร์เพื่อประชาชน , ชุมชนแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ , เมืองมหาวิทยาลัยสีเขียวอย่างยั่งยืน ,มหาวิทยาลัยแห่งความสุข และศูนย์กลางบ่มเพาะเศรษฐกิจสร้างสรรค์

 

มธ.มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ

แบบจำลองเมืองอัจฉริยะ

 

        การแบ่งส่วนพื่นที่ การสัญจร พื้นที่เปิดโล่งสีเขียว แกนเอกลักษณ์ จุดรวมกิจกรรม และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อสร้างความเป็น เมืองธรรมศาสตร์ที่เชื่อมโยงกันด้วย3 องค์ประกอบ สำคัญ คือ ศูนย์ธรรมศาสตร์บริการ เพื่อสะท้อนถึงอัตลักษณ์ดั่งเดิมของมหาวิทยาลัย จึงส่งเสริมการใช้งาน และปรับลักษณะทางกายภาพของการเป็น ศูนย์ธรรมศาสตร์เพื่อประชาชน

        ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัย ครอบคลุมพื้นที่ส่วนการศึกษาและส่วนพักอาศัย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใจกลางมหาวิทยาลัย และเป็นหัวใจสำคัญของสถาบันการศึกษา และการปรับพื้นที่คำนึงการใช้งานที่ครบถ้วน สะดวกสบาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความสะดวกในการเดินเท้า การใช้ระบบจักรยานและระบบขนส่ง มวลชน สร้างความใกล้ชิดของกลุ่มคณะต่างๆ เพื่อให้เกิดศูนย์รวมที่ชัดเจนทางด้านกิจกรรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการสร้างสุนทรยภาพในการใช้ชีวิต

       สวนธรรมศาสตร์สาธารณะ องค์ประกอบหลัก 2 ส่วน ทั้งด้านการบริการประชาชนและด้านการศึกษา จะเชื่อมโยงเข้าหากัน โดยยึดแนวทางการจัดพื้นที่สีเขียวภายในศูนย์รังสิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งด้านกิจกรรมพักผ่อนนันทนาการ พบปะสร้างสรรค์ การอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศ และการใช้งานด้านสาธารณูปโภคโดยการสร้างให้เกิด เครือข่ายสีเขียว (Green Network ) ที่เชื่อมโยง คนทุกกลุ่มและสิ่งมีชีวิตอื่นๆให้อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

       โครงการนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านกายภาพ เกิดการแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การพัฒนาที่สื่อเอกลักษณ์ ,ด้านการบริหารจัดการ เกิดการวางแผน ทบทวนระบบกายภาพภายในมหาวิทยาลัย , ด้านการมีส่วนร่วมของประชาคมธรรมศาสตร์ ก่อให้เกิดความร่วมมือและประสานงานในทุกระดับ และขั้นตอน ของการจัดทำแผนพัฒนากายภาพเพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า

SMART CITIES เมืองอัจฉริยะก้าวทันโลกแห่งอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289481

SMART CITIES เมืองอัจฉริยะก้าวทันโลกแห่งอนาคต

กระทรวงพลังงานร่วมกับมูลนิธิอาคารเขียวไทย เผยรายละเอียด 7 โครงการที่เข้ารอบการคัดเลือกในโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะในรูปแบบนิทรรศการและโมเดล

 

กระทรวงพลังงานร่วมกับมูลนิธิอาคารเขียวไทย เดินหน้าพัฒนาโครงการสนันสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ ได้รับการสนันสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ให้หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย องค์กรเอกชน ร่วมโครงการออกแบบและพัฒนาเมือง ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน

 

Smart Cities เมืองอัจฉริยะก้าวทันโลกแห่งอนาคต

 

        ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้นำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน เผยว่า เมืองอัจฉริยะเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาเมืองซึ่งครอบคลุมทั้งการพัฒนาเมืองที่มีอยู่เดิม และเมืองที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่ โดยอาศัยการกำหนดยุทธศาสตร์การเมือง และการวางผังเมืองที่ถูกต้องสอดคล้องกับวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการเมืองอย่างชาญฉลาด และเป็นอัจฉริยะ จะนำไปสู่มาตรฐานคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย มีสวัสดิภาพที่ดี ส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี ลดการใช้พลังงาน เสริมสภาพแวดล้อมที่ดี

Smart City เป็นรูปแบบการพัฒนาเมืองโดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ และข้อมูลมาช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรของเมืองเพื่อให้ เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ระบบบริหารจัดการเครือข่ายพลังงานอัจฉริยะ (Smart Grid) ระบบมิเตอร์อัตโนมัติ (Automatic Meter Infrastructure -AMI) ระบบการควบคุมการจราจรอัจฉริยะ ระบบควบคุมอาคาร อัจฉริยะ และระบบตรวจวัดมลภาวะ เป็นต้น

การส่งเสริมสนับสนุนการออกแบบ “เมืองอัจฉริยะ” หรือ “Smart City” ช่วยลดปัญหาทางด้าน สิ่งแวดล้อม ปัญหามลภาวะทางอากาศ น้ำเสีย ขยะ การระบายน้ำ ช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดี คุณภาพ อากาศที่ดี เพิ่มพื้นที่สีเขียว และลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Heat Island Effect)

สถาบันอาคารเขียวไทยได้รับมอบหมายจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงานให้เป็นผู้ดำเนินโครงการ”เมืองอัจฉริยะและพลังงานสะอาด” (smart city and clean energy) และคัดเลือกโครงการที่เสนอตัวเป็นเมืองอัจฉริยะ

Smart Cities เมืองอัจฉริยะก้าวทันโลกแห่งอนาคต

7 โครงการที่เข้ารออบ

ทั้งนี้ 7 โครงการที่ผ่านจาการพิจารณาจากคณะกรรมการฯจากในรอบแรก มีโครงการที่สมัครเข้าร่วม 36 โครงการ และคัดออกในรอบที่ 2 เหลือ 16 โครงการและได้ทุนสนับสนุนรายละ 5 แสน ในรอบที่ 3 จะเป็นการประกาศ 7 โครงการที่เข้ารอบได้แก่ โครงการ นิด้า มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ รู้รักษ์พลังงาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ,มช. (เมือง) มหาวิทยาลัยอนุรักษ์พลังงานสะอาด , เมืองจุฬาฯ อัจฉริยะ , ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ ,วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน , ขอนแก่น Smart City (ระยะที่ 1) ขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเมือง และโครงการเมืองใหม่บ้านฉางอัจฉริยะ

ซึ่งโครงการที่ผ่านเข้ารอบนี้จะได้รับทุนการสนับสนุน รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท เพื่อจัดทำโมเดลธุรกิจสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ครอบคลุมการจัดทำแบบประเมินค่าใช้จ่ายต่างๆ วิเคราะห์ความเหมาะสมด้านวิศวกรรมและการลงทุน

        “ การพัฒนาเมืองของชุมชนสู่เมืองอัจฉริยะ โดยเชื่อมโยงกับการใช้พลังงานในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งสู่การเป็น   Clean Energy และ Green City  ให้สามารถเป็นต้นแบบลดการใช้พลังงาน และลดคาร์บอนไดออกไซด์ตามเจตนารมณ์ของรัฐ และยังเป็นการสร้างมิติใหม่ของการพัฒนาเมือง ”ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร   กล่าว

“นักฟิสิกส์อวกาศ”ผู้ไขปริศนาจักรวาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289425

“นักฟิสิกส์อวกาศ”ผู้ไขปริศนาจักรวาล

นักฟิสิกส์อวกาศผู้ไขปริศนาจักรวาล, ศพิเศษ ดรเดวิด รูฟโฟโล, ผู้ไขปริศนา พายุสุริยะและกัมมันตรังสีรอบโลก, นักฟิสิกส์อวกาศ, Gifted Child, สถานีตรวจวัดนิวตรอนสิรินธร

.“ศ.พิเศษดร.เดวิด รูฟโฟโล อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์คณะวิทยาศาสตร์ม.มหิดล”นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี60ผู้ไขปริศนา“พายุสุริยะและกัมมันตรังสีรอบโลก”

     “ศ.พิเศษ ดร.เดวิด” อายุ 49 ปี  เป็นผู้ที่มีระดับสติปัญญาสูงตั้งแต่วัยเด็ก (Gifted Child) จึงได้เรียนข้ามชั้นและสามารถเรียนจบปริญญาเอกตอนอายุเพียง 22 ปี ในปีพ 2534 ได้เริ่มทำงานในประเทศไทย เพราะชื่นชอบประเทศไทย โดยเป็นอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์สอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและสอนนิสิตนักศึกษาในระดับปริญญาตรี โท เอก จนถึงปัจจุบัน และในปี2555 ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้เป็นผู้มีสัญชาติไทย นอกจากนี้ปี 2559 ได้รับการยกย่องให้เป็นเมธีวิจัยอาวุโส สกว.

“นักฟิสิกส์อวกาศ”ผู้ไขปริศนาจักรวาล

     “จุดเริ่มต้นที่สนใจเรื่องฟิสิกส์อวกาศนั้น ก็คงเหมือนเด็กทุกคนที่ชื่นชอบการดูดาว ชอบเรียนฟิสิกส์  อยากรู้เรื่องอวกาศ เมื่อเรียนจบปริญญาเอก เราก็อยากทำอะไรเพื่อสังคมไทย เพราะอดีตตอนมาอยู่เมืองไทย ได้เห็นว่ามีนักวิจัยด้านฟิสิกส์ อวกาศ ระบบสุริยะน้อยมาก อยากมีส่วนร่วมทำให้นักเรียน นักศึกษาไทยก้าวสู่การเป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ด้านฟิสิกส์อวกาศของประเทศไทย  ขณะนี้ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่ต้องเพิ่มมีนักวิทยาศาสตร์ และต้องทำให้คนไทยรู้เข้าใจเรื่องพายุสุริยะรอบด้าน”ศ.พิเศษ ดร.เดวิด กล่าว

    งานวิจัย “ฟิสิกส์ อวกาศ:กัมมันตรังสีรอบโลก พายุสุริยะ รังสีคอสมิก และการขนส่งในพลาสมาปั่นป่วนในอวกาศ” เป็นการศึกษาเกี่ยวกับรังสีคอสมิก ซึ่งเป็นอนุภาคพลังงานสูงที่เกิดจากพายุสุริยะในอวกาศ เพราะต่อให้พายุสุริยะไม่เคยฆ่ามนุษย์และไม่เคยทำให้สิ่งปลูกสร้างถล่ม แต่เคยทำให้ไฟฟ้าดับและเคยทำลายดาวเทียมและยานอวกาศที่ใช้สำหรับการสื่อสารหรือสาเหตุอื่นๆ

    ศ.พิเศษ ดร. เดวิด กล่าวต่อว่า มีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องศึกษารังสีคอสมิกและพายุสุริยะ เพราะเมื่อมนุษย์ขึ้นเครื่องบินหรือขึ้นไปในอวกาศ รังสีคอสมิกอาจเป็นภัยต่อสุขภาพ ดาวเทียมและยานอวกาศได้รับผลกระทบโดยกัมมันตรังสีในอวกาศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งขององค์ประกอบสภาพอวกาศที่แปรปรวนอย่างมาจากลมสุริยะและพายุสุริยะ นอกจากนั้นได้มีการพัฒนาโปรแกรมจำลองของรังสีคอสมิก เพื่อใช้ในการพยากรณ์ล่วงหน้าก่อนคลื่นกระแทกพายุสุริยะจะกระทบโลก

“นักฟิสิกส์อวกาศ”ผู้ไขปริศนาจักรวาล

    “ผมมีความฝันอยากติดตั้งสถานีตรวจวัดนิวตรอนเพื่อวัดรังสีคอสมิกในประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีค่าพลังงานขั้นต่ำที่รังสีคอสมิกผ่านสนามแม่เหล็กโลกได้สูงที่สุดในโลก โดยอนุภาคโปรตอนต้องมีพลังงานถึง 17 GCRs จึงจะมาถึงประเทศไทยได้ ซึ่งผ่านไป 18 ปี ความฝันของผมก็เป็นจริง เมื่อกลุ่มบุคคลที่ประเทศญี่ปุ่นบริจาคเครื่องตรวจวัดนิวตรอนให้กับผม และที่น่าปลาบปลื้มที่สุด เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานนามว่า สถานีตรวจวัดนิวตรอนสิรินธร  และกองทันอากาศได้อนุญาติให้ติดตั้งสถานีฯที่ศูนย์ควบคุมและรายงานดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศไทย” ศ.พิเศษ ดร.เดวิด กล่าว

     สถานีตรวจวัดนิวตรอน มี 40 แห่งทั่วโลก แต่ “สถานีตรวจวัดนิวตรอนสิรินธร” ถือเป็นสถานีแรกของโลก ที่สามารถวัดจำนวนรังสีคอสมิกต่อเวลาในประเทศไทย และหลังจากนี้ “ศ.พิเศษ ดร.เดวิด” จะมีการศึกษารังสีคอสมิก   ต่อยอด เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศโลก สร้างระบบการเตือนภัยทั่วโลก รวมถึงก่อให้เกิดองค์ความรู้ การศึกษาวิจัยเรื่องใหม่ๆ เป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยและทั่วโลก

      ศ.พิเศษ ดร.เดวิด กล่าวอีกว่า วิทยาศาสตร์ เป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ  ซึ่งอยากให้เด็กไทยหันมาสนใจการเรียนฟิสิกส์มากขึ้น อยากให้มองว่าเป็นความอิสระในการเรียนรู้ การเรียนวิทยาศาสตร์ เป็นความสนุก ความท้าทาย การคิดค้นหาคำตอบจากโจทย์ใหม่ๆ

“นักฟิสิกส์อวกาศ”ผู้ไขปริศนาจักรวาล

     “ที่จริงตามธรรมชาติเด็กสนใจอวกาศอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อมโยงกับการเรียนฟิสิกส์ การศึกษา   เพราะเมื่อทุกคนนึกถึงฟิสิกส์ มักมองว่าเป็นเรื่องสูตร การคำนวณ ทั้งที่จริงๆ ฟิสิกส์ อวกาศ เป็นศิลปะอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมนุษย์มีศิลปะหลายด้าน หากเราทำให้เด็กเกิดความใฝ่รู้ มองว่าฟิสิกส์เป็นความสนุกบวกกับการเรียนอวกาศ เป็นเรื่องจินตนาการที่เด็กชื่นชอบ ขณะเดียวกัน อยากให้ผู้ปกครองตระหนักในการเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็ก ให้เด็กรู้สึกอิสระที่จะทำตามในสิ่งที่เขาชอบ ถนัดและต้องการทำ ไม่ใช่ตามกระแส บ้านเรามีกระแสว่าเด็กเก่งต้องเรียนแพทย์ วิศวะ แต่หากเด็กคนไหนชื่นชอบวิทยาศาสตร์ อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ขอให้พ่อแม่สนับสนุน” ศ.พิเศษ ดร.เดวิด กล่าวทิ้งท้าย

     สำหรับผู้ที่ได้รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นประจำปี 2560 ได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล 400,000 บาท นอกจากนั้น มีรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปี 2560 โดยได้รับโล่พระราชทานฯ และเงินรางวัล 100,000 บาท ได้แก่

“นักฟิสิกส์อวกาศ”ผู้ไขปริศนาจักรวาล

    ผศ.ดร.บูรภัทร์ อินทรีย์สังวร ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ผลงาน “ตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยแสง…สู่สังคมปลอดมลพิษ” ,รศ.ดร.เบญจพล เฉลิมสินสุวรรณ ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลงาน “การเปลี่ยนพฤติกรรมของแข็งให้กลายเป็นของไหล…จากทฤษฎีสู่การประยุกต์ใช้งาน” ,

“นักฟิสิกส์อวกาศ”ผู้ไขปริศนาจักรวาล

     ผศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลงาน “บูรณาการศาสตร์หลากสาขา เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาด้านพันธุศาสตร์อย่างยั่งยืน”  และ  ผศ.ดร.วิบุญ ตั้งวโรดมนุกูล ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผลงาน “การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการตัดด้วยเลเซอร์ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตสมัยใหม่”

9 ผลงานเด็กไทยลุ้นชิง “สิ่งประดิษฐ์วิทย์” ที่ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289445

9 ผลงานเด็กไทยลุ้นชิง “สิ่งประดิษฐ์วิทย์” ที่ญี่ปุ่น

9 ผลงานเด็กไทยลุ้นชิง “สิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์” International Exhibition for Young Inventors (IEYI 2017) ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญีปุ่น

     นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้คัดเลือกและตัดสินผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่นำมาแสดงจากทั่วประเทศ เป็นตัวแทนประเทศไทยไปจัดแสดงและประกวดในเวทีนานาชาติ ในงานประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเด็กและเยาวชน International Exhibition for Young Inventors (IEYI 2017) ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25-31 กรกฎาคม 2560

9 ผลงานเด็กไทยลุ้นชิง “สิ่งประดิษฐ์วิทย์” ที่ญี่ปุ่น

    ปรากฏว่ามีจำนวน 9 ผลงาน จาก 16 นักเรียนไทยได้เป็นตัวแทนประเทศไทย ได้แก่ 1.สิ่งประดิษฐ์ ชื่อผลงาน “ชะอมจิ๊บจิ๊บ” โดยเด็กหญิงกัชบงกช หมอทรัพย์ และ และเด็กหญิงลัลลนา ศรีสงคราม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี สพม. 8 (ราชบุรี)   2. สิ่งประดิษฐ์ชื่อผลงาน “อุปกรณ์ช่วยเปิดและแทนฝาขวดน้ำดื่ม” โดยเด็กหญิงณัฐวรา ตันสูงเนิน และ เด็กชายธนชัย เพ็งสกุล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา สพม.2 (สุราษฎร์ธานี)

     3. สิ่งประดิษฐ์ชื่อผลงาน “วัสดุทดแทนในการก่อสร้างจากกากกาแฟ เปลือกหอยแครงและยางพารา” โดยนายฉัตรพงษ์ โชติวัชรินทร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี สพม.10 (เพชรบุรี)

9 ผลงานเด็กไทยลุ้นชิง “สิ่งประดิษฐ์วิทย์” ที่ญี่ปุ่น

    4. สิ่งประดิษฐ์ชื่อผลงาน “ทัศนอุปกรณ์วัดความหนา ความต้านทานความร้อน ดัชนีหักเหและค่าสัมฤทธิ์การถ่ายเทความร้อนของกระจกได้โดยปราศจากการสัมผัส” โดยนางสาวกชกรปัญญาโสด และ นางสาวภคณัฏฐ์ ศรีเจริญ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี สพม.10 (เพชรบุรี)         5. สิ่งประดิษฐ์ชื่อผลงาน“เมล็ดเทียม” โดยนางสาวชิดชนก อินทร์แก้วนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา สพม.11 (สุราษฎร์ธานี)

     6. สิ่งประดิษฐ์ชื่อผลงาน “Perfect Green Flower Post System” โดยนางสาวจิราวรรณ บัวสุวรรณ และ นางสาวอโนชา ปันโตน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนดอยงามวิทยาคม สพม. 36 (เชียงราย)

      7. สิ่งประดิษฐ์ชื่อผลงาน “ชุดการเขียนลายรดน้ำแบบ System หรรษา” โดยเด็กหญิงวีรวดีอยู่ทอง และ เด็กหญิงอัญมณีวลัย ณ ถลาง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย สพป. เพชรบุรี เขต 1

     8. สิ่งประดิษฐ์ชื่อผลงาน “วัสดุกันกระแทกจากกาบกล้วยโดยใช้สารแทนนิลในการปรับรุงคุณภาพด้านการทนต่อแรงดึงและการขึ้นรา” โดยนางสาวนันทวดี ขุนนุ้ย และ นางสาวชนิกานต์ วีระกิติกุล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีพัทลุง สพม.12 (พัทลุง)

     9. สิ่งประดิษฐ์ชื่อผลงาน “Healthy Grill” โดยเด็กหญิงมนตร์ภรณ์ ลีลาขจรจิต และ เด็กหญิงปุณยภา จรูญจิรเสถียร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลชลบุรี สพป. ชลบุรี เขต 1

9 ผลงานเด็กไทยลุ้นชิง “สิ่งประดิษฐ์วิทย์” ที่ญี่ปุ่น

     สำหรับ การจัดแสดงและประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์นานาชาติในครั้งนี้ นอกจากนักเรียนจะมีโอกาสได้แสดงความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์แล้ว ยังเป็นการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรมของแต่ละประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันอีกด้วย ถือเป็นโอกาสสำคัญที่นักเรียนจะได้รับประสบการณ์ที่ดีเพื่อพัฒนาตนเองได้เป็นอย่างดี จึงขอให้นักเรียนทุกคนตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และนำชื่อเสียงกลับมาสู่ชาติไทย

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289447

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร10, ร10, รมววธ

วธ.เปิดใจบุคคลในภาพพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 28 ก.ค.60

       เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2560 ที่หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ) กล่าวว่าเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค.2560 กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ มีพระราชวิริยะอุตสาหะ

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

         ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อพัฒนาประเทศไทยในหลากหลายด้านที่ล้วนสร้างความผาสุข ความปลื้มปิติ ความประทับใจและตราตรึงอยู่ในความทรงจำของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะบุคคลที่ได้มีโอกาสถวายงานในการเสด็จพระราดำเนินทรงงานตามท้องถิ่น ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศต่อไป

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

      โดย บุคคลในภาพพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คัดเลือก 10 ภาพ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าในด้านต่างๆ มีดังนี้ ภาพที่ 1 บุคคลในภาพ คือ นายกองเต้น บุญประสพ อดีตครูใหญ่โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 5พฤศจิกายน 2519 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรและทรงมี พระราชปฏิสันถารกับคณะผู้ใหญ่บ้าน ครู และราษฎรบ้านหมากแข้ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

    ภาพที่ 2 นพ.เทพนม เมืองแมน นายกสมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย อดีตคณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) เมื่อวันที่ 20กุมภาพันธ์ 2528 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเปิดอาคารศูนย์ฝึกอบรม และพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานอาเซียน ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม และทอดพระเนตรนิทรรศการเกี่ยวกับสาธารณสุขมูลฐาน กล่าวว่ารู้สึกเป็นเกียรติและประทับใจอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นหนึ่งในบุคคลในภาพพระราชกรณียกิจของในหลวงร.10

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

     ทั้งนี้ เหตุการณ์ในภาพผ่านมานานกว่า 32 ปี แต่ยังจำภาพประทับใจได้ไม่ลืม โดยได้เฝ้ารับเสด็จ ในขณะที่ดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิรสชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปทรงเปิดอาคารศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานอาเซียน ที่มม. จ.นครปฐม ในวันนั้นตนได้ถวายรายงานเกี่ยวกับการทำงานด้านสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งจาก องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติหรือยูเนสโก ที่ให้การสนับสนุนการสาธารณสุขมูลฐานมาให้บริการกับประชาชน และได้รับรางวัลจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้วย

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

    “ผมทำงานโครงการต่างๆ เพื่อรับใช้เบื้องยุคลบาท ในหลวงร.9 และร.10 อย่างต่อเนื่องมาตลอด 40 ปี ทำให้รู้สึกภูมิใจและรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างมาก และจากการที่ได้ถวายงานมานานทำให้ประทับใจในพระราชกรณียกิจของพระองค์ โดยเฉพาะร.10 ที่ทรงเสียสละทำงานเพื่อประชาชน นอกจากนี้ ยังทรวงมีกระแสพระราชดำรัสกับคณะทำงานทุกคน ว่าขอให้ทำงานด้วยความสามัคคี พัฒนางานให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อประโยชน์ของประชาชน”นพ.เทพนมกล่าว

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

     ภาพที่ 3 ว่าที่ ร้อยโท ดิลก ศิริวัลลภ อดีตประชาสงเคราะห์จังหวัด เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2529 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ประทับเรือพระที่นั่งทอดพระเนตรสภาพภูมิประเทศ ณ บริเวณบึงบ้านบากง ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช)ไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านบากง ตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

     ภาพที่ 4 นางสมทรง ประดับแก้ว อดีตหัวหน้างานหน้าบัลลังก์ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2530 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทอดพระเนตรการปฏิบัติงานของศาลอาญาในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมและทอดพระเนตรการปฏิบัติงานของศาลต่างๆ ในกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นขณะที่ทรงเสด็จทอดพระเนตร การปฏิบัติงานของศาลอาญาในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมและทอดพระเนตรการปฏิบัติงานของศาลต่างๆในกระทรวงยุติธรรม

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

     ทั้งนี้ตามเหตุการณ์ในภาพ พระองค์ทรงเสด็จขึ้นประทับบนบัลลังค์ ตามประเพณีของพระมหากษัตริย์ โดยได้ทรงร่วมพิจารณาคดีในครั้งนั้นเป็นคดีลักทรัพย์ จำเลยเป็นผู้ชาย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดหาที่มิได้ จึงทรงตัดสินให้จำคุก แต่ให้รอลวอาญาไว้ก่อน สร้างความปลาบปลื้มใจให้ทุกคนในที่นั้นเป็นอย่างมาก

      “จริงๆ ในการเตรียมงานวันนั้น มีความขัดข้องบางอย่าง แต่พระองค์ก็ไม่ทรงพิโรธ ส่วนตัวเคยรับเสด็จพระองค์หลายครั้ง ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และเมื่อมาได้ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคคลบาท ก็มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จอีกหลายครั้ง ซึ่งเมื่อได้เฝ้ารับเสด็จบ่อยครั้ง เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็น ก็จะแย้มพระสรวลให้ สร้างความปลื้มปิติให้เป็นอย่างมาก”นางสมทรงกล่าว

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

     ภาพที่ 5 นายโชคชัย เอกทัศนาวรรณ นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข่าวฟ่าง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปทรงเปิดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2536 ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ได้รับเสด็จพระองค์ ในการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปทรงเปิดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี2536 ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มก.

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

     ซึ่งจำได้ว่า ตนได้ถวานรายงานเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพด ซึ่งพระองค์ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างมา ทรงติดตามการพัฒนาต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดงานวันเกษตรแห่งชาติ ที่มก. อีกครั้ง เมื่อปี2546 ซึ่งตนได้มีโอกาสถวายรายงาน ความก้าวหน้าในการทำงาน

     “ผมมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคคลบาท พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ สนพระราชหฤทัยงานด้านการเกษตร เจริญรอยตามพระราชปณิธานของในหลวงร.9 อย่างแท้จริง ทำให้ผมเองตั้งใจทำงานสนองเบื้องยุคคลบาทของทั้งสองพระองค์อย่างเต็มที่”นายโชคชัยกล่าว

      ภาพที่ 6 นายสุวิชญ์ รัศมิภูติ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เมื่อวันที่ 24มกราคม 2539สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทอดพระเนตรแบบจำลองบริเวณเขาชีจรรย์ ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีแกะสลักพระพุทธรูป พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา เป็นปฐมฤกษ์ ณ บริเวณเขาชีจรรย์ วัดญาณสังวราราม อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

     นายสุวิชญ์ รัศมิภูติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ได้รับเสด็จในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองปลัดวธ. โดยทรงเสด็จทอดพระเนตรแบบจำลองบริเวณเขาชีจรรย์ ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีแกะสลักพระพุทธรูป พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา เป็นปฐมฤกษ์ ที่บริเวณเขาชีจรรย์ วัดญาณสังวราราม อ.บางบะมุง จ.ชลบุรี

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

      “การแกะสลักพระพุทธรูปที่เขาชีจรรย์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิรสชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ทรงพระราชทานคำแนะนำ และทรงมีกระแสพระราชดำรัส กับผมว่า ”คุณสุวิชญ์ ทำให้สำเร็จนะ จะทำถวายสมเด็จพ่อ“ ด้วยกระแสพระราชดำรัสดังกล่าว จึงทำให้ตั้งใจทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดความสามารถ และรู้สึกปลื้มปิติทุกครั้งที่ได้ทำงานถวายเบื้องยุคคลบาท”นายสุวิชญ์กล่าว

     ภาพที่ 7 รศ.ศานติ วิริยะวิทย์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ที่อยู่ในภาพเมื่อวันที่ 14กรกฎาคม 2542สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทอดพระเนตรนิทรรศการ ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคารปฏิบัติการวิศวกรรมการบินและอวกาศยาน ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ถนนสุขุมวิท ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า รู้สึกดีใจและปราบปลื้มอย่างมากที่ได้เป็นส่วนร่วมและส่วนหนึ่งในงานบุคคลในภาพพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 10 ภาพ ซึ่งพระองค์ท่านทรงเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่นักบิน ทั้งในด้านความมุ่งมั่น การฝึกฝนในด้านการบินมาตลอด โดยพระองค์ท่านทรงสนพระทันเรื่องการบินมาตั้งแต่เยาว์วัย เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการเปิดการเรียนการสอนการบินของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการบิน และยังเป็นอาจารย์ผู้สอนการบินให้แก่โรงเรียนเรืออากาศอีกด้วย

    “ในหลวง ร.10 ทรงให้ความสนพระทัยและความสำคัญกับเรื่องการบินอย่างมาก ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กนักเรียนนักศึกษา นักบิน และบุคลากรที่เกี่ยวกับการบินอย่างมาก โดยเฉพาะการมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพ ส่งเสริมการบินของไทย และจากการได้หนึ่งในบุคคลของพระองค์ท่าน เป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของชีวิต” รศ.ศานติ กล่าว

เปิดใจบุคคลในภาพในหลวง ร.10

    ภาพที่ 8 นายสุรเดช สมิเปรม สัตวแพทย์และนายสมบัติ ปภาณี เจ้าพนักงานสัตวบาล เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงให้อาหารแกะในโอกาสโดยเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทอดพระเนตรและติดตามผลการดำเนินงานของโครงการฟาร์มตัวอย่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านขุนแตะ หมู่ที่ 5 ตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

   ภาพที่ 9 พญ.ยารียะห์ สารีกามา ปฎิบัติหน้าที่ ณ รพ.สมเด็จพระยุพราชสายบุรี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานถุงของขวัญแก่ผู้ป่วยในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

     ภาพที่ 10 นายเฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทาน จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2547 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงานจัดการแหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและอุปโภคบริโภคของราษฎร ณ บ้านบาวง ตำบลบางขุนทอง อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในโอกาสโดยเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทรงเยี่ยมราษฎร ณ หมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส