บิ๊กตู่ซื้อกีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัวละ4หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289415

บิ๊กตู่ซื้อกีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัวละ4หมื่น

กีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัวละ4หมื่น, พิชญ์ระวี   สุรอารีกุล, กีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัวละ4หมื่น ภูมิปัญญานศสถาปัตย์มข, บิ๊ก, ตู่, ซื้อ, กีต้าร์, ไม้, ไผ่, ขดตัว, หมื่น

นายกรัฐมนตรีซื้อ กีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัวละ4หมื่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลงาน นศ.สถาปัตย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    เมื่อเร็วๆ นี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพบผู้ใช้” จัดขึ้นที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์

บิ๊กตู่ซื้อกีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัวละ4หมื่น

    หลังจากนั้นได้เดินชมนิทรรศการแล้วสั่งซื้อกีตาร์ไม้ไผ่ขด ราคาตัวละ 40,000บาท จำนวน 2 ตัว เป็นกีตาร์ที่สร้างโดยภูมิปัญญาท้องถิ่น ของ พิชญ์ระวี สุรอารีกุล ศิษย์เก่าสาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม สถาปัตย์ มข. รุ่น 5 และกำลังเรียนปริญญาโท คณะสถาปัตย์ ม.ขอนแก่น ในสาขาเดิม สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่มาร่วมงาน เนื่องจากเป็นผลงานวิจัยและนวัตกรรมประเภทเดียวในงานที่ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งซื้อ และซื้อทีเดียวถึง 2 ตัว

บิ๊กตู่ซื้อกีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัวละ4หมื่น

     พิชญ์ระวี   สุรอารีกุล นักศึกษาปริญญาโท คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เจ้าของผลงาน ได้เล่าถึงผลงานวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ว่า กีตาร์ไม้ไผ่ขดเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา ชื่อภูมิปัญญาไม้ไผ่ขดเพื่อประยุกต์ใช้ในการออกแบบเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย มีที่ปรึกษาและผู้ให้คำแนะนำคือ ผศ.ดร.ธนสิทธิ์ จันทะรี และคำแนะนำต่างๆจากอาจารย์ทุกๆคนในไอดี ที่ช่วยขัดเกลาให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพขึ้นมา

บิ๊กตู่ซื้อกีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัวละ4หมื่น

ที่ทำกีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัว เพราะต้องการพัฒนาภูมิปัญญาพื้นถิ่น ทดลองผลิตในรูปทรงที่หลากหลายก่อน แล้วจึงนำมาทดสอบสร้างนวัตกรรมเข้ามาใช้ด้วย เริ่มจากการทำอูคูเลเล่ แล้วจึงเป็นกีตาร์ ที่มีความใหญ่และรูปทรงที่หลากหลายเช่นกัน นำกระบวนการต่างๆ กลับไปสอนให้กลุ่มชุมชน ให้เขาได้มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

นางสาวพิชญ์ระวี กล่าวด้วยว่าขั้นตอนการผลิตจะสั้นกว่าการสร้างกีตาร์ทั่วไปในแบบ handmade เนื่องจากลักษณะการเตรียมส่วนประกอบต่างๆสั้นกว่าการ

บิ๊กตู่ซื้อกีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัวละ4หมื่น

เตรียมไม้ในการทำกีตาร์อื่นๆ ซึ่งขั้นตอนที่เราดูแลจะเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกไม้ไผ่ การเตรียมไม้ไผ่ด้วยกระบวนการต่างๆ เช่นการตากแดดจนแห้ง การต้มกำมะถันเป็นต้น ก่อนจะนำมาทำเป็นตอก เพื่อป้องกันการรบกวนของมอด แมลงต่างๆ และขั้นตอนสุดท้ายจากการทำกีตาร์เราป้องกันอีกชั้น ด้วยการเคลือบผิวไม้

ในส่วนประกอบอื่นๆ ให้โรงงานผลิตแผ่นไม้หน้าจากไม้ไผ่และอัดไม้ไผ่แท่งสำหรับคอ ที่มีมาตรฐานโรงงานและวางใจในการใช้งานได้ ซึ่งในทุกๆขั้นตอนการประกอบ ได้ช่างกีตาร์ที่มีประสบการณ์ผลิตกีตาร์ให้ มีมาตรฐานมีการตรวจสอบด้านเสียง โดยผู้เชี่ยวชาญต่างๆและนำไปทดสอบเสียงในสตูดิโอทดสอบเสียงอีกด้วย

บิ๊กตู่ซื้อกีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัวละ4หมื่น

 “ท่านนายกเดินมาคุยด้วยไม่ถึงนาทีแล้วก็ตัดสินใจซื้อเลย ชี้ว่าเอาตัวกีตาร์แบบหลังตรง และแบบหลังเต่า โดยปกติแล้วเวลาเราขายนักดนตรี เขาก็จะต้องลองของเราก่อน มีน้อยมากที่ไม่ได้ทดลอง เพียงแค่เห็นแล้วตัดสินใจเลย คิดว่าท่านน่าจะชอบที่มันเป็นภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่ประยุกต์มาใช้ ร่วมกับวัสดุอย่างไม้ไผ่ในบ้านภูมิใจแล้วก็ดีใจที่ท่านเห็นถึงความสำคัญและความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์เรา ถือเป็นเกียรติมากๆ ค่ะ”

บิ๊กตู่ซื้อกีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัวละ4หมื่น

ผู้สนใจเรื่องราวของกีต้าร์ไม้ไผ่ขด พิชญระวีได้ฝากบอกว่า “สามารถติด เว็ปเพจของเฟชบุ๊ค ชื่อว่า pich coiled bamboo guitar ซึ่งจะบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้ไปออกงานหรือได้รับคำแนะนำรวมถึงการสั่งซื้อด้วย อยู่ระหว่างการจดทะเบียนการค้า โดยใช้ชื่อแบรนด์ Pich ที่เป็นทั้งชื่อจริงของเราและพ้องเสียงในภาษาอังกฤษ Pitch ที่แปลว่า ระดับเสียง การรับออเดอร์เป็นพรีออเดอร์ มีการสั่งสินค้าได้ตามสเป็กกีตาร์ที่ต้องการ ใช้เวลารอสินค้า 1-2 เดือน และแผนในอนาคตผลิตสินค้าในสต็อกสินค้าเพื่อให้พร้อมจำหน่าย ในตัวมาตรฐานของเรามากขึ้น เป็นอีกช่องทางที่เราวางแผนจำหน่ายที่มากขึ้น

บิ๊กตู่ซื้อกีต้าร์ไม้ไผ่ขดตัวละ4หมื่น

“ตลาดนัดเปิดโลกงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพบผู้ใช้” เป็นนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย 4 แห่ง ได้แก่ ม.เกษตรศาสตร์ ม.มหิดล ม.สงขลานครินทร์ และม.ขอนแก่นโดยการรวบรวมผลงานวิจัยต่าง ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดการดำเนินการในเชิงพาณิชย์ หรือนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงแต่ละกระทรวง ตลอดจนสถาบัน องค์กร และหน่วยงานภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการผลักดันขยายผลการวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ และสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนการนำไปสู่การพิจารณาจัดซื้อจัดจ้างในหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยไปใช้ประโยชน์หรือเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์

ตะมุตะมิ ใครไม่รู้เชย !! 6คำศัพท์ฮิตวัยรุ่นไทยปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289357

ตะมุตะมิ ใครไม่รู้เชย !! 6คำศัพท์ฮิตวัยรุ่นไทยปี60

ลำไย-ตะมุตะมิ-นก-โดนเท-จุงเบย-สายเปย์, ลำไย-ตะมุตะมิ ติดโผศัพท์วัยรุ่นไทยปี60, ศัพท์วัยรุ่นไทยปี60, เด็กไทยร้อยละ5659ใช้สื่อออนไลน์ 3ชมต่อวัน, ลำไย-ตะมุตะมิ, ตะมุตะมิ, ใครไม่รู้เชย, วันภาษาไทย, วันภาษาไทยแห่งชาติ, ลำไย, อิอิ, มุ้งมิ้ง, รมววธ, นายกิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์, สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่

วธ.เผยผลโพล “วันภาษาไทย” ปชช.ร้อยละ 65 ทราบ 29 ก.ค.วันภาษาไทยแห่งชาติเผยคำว่า “ลำไย-ตะมุตะมิ-นก-โดนเท-จุงเบย-สายเปย์” ติดโผคำศัพท์ฮิตวัยรุ่นยุคปี 60

     กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็น เยาวชนและประชาชน ในหัวข้อ “วันภาษาไทยแห่งชาติ” จากกลุ่มตัวอย่าง 3,306 คน ทั่วประเทศ โดยผลสำรวจพบว่า เด็ก เยาวชน และประชาชน ร้อยละ 65.43 ทราบว่า วันภาษาไทยแห่งชาติตรงกับวันที่ 29 ก.ค.ของทุกปี

อย่างไรก็ตาม ในสำรวจครั้งนี้ได้สอบถาม เด็ก เยาวชน และประชาชนเกี่ยวกับคำศัพท์ที่ วัยรุ่นกำลังนิยมใช้ในปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 39.44 ตอบว่า “ลำไย” หมายถึง รำคาญ รองลงมา ร้อยละ 36.86 “ตะมุตะมิ” น่ารักน่าเอ็นดู ร้อยละ 36.23 ระบุว่า “นก” หมายถึง อ่อยเขาแต่เขาไม่เอา ร้อยละ 34.67 คำว่า “จุงเบย” น่ารักแสดงความแอ๊บแบ๊ว ร้อยละ 34 บอกว่า “เท/โดนเท” หมายถึง โดนทิ้ง ร้อยละ 33.61 “อิอิ” คือ เสียงหัวเราะ ร้อยละ 30.12 “เปย์/ สายเปย์” หมายถึง ชอบจ่ายให้ ร้อยละ 27.28 “เตง/ตะเอง /ตัลเอง” คือ ตัวเอง และร้อยละ 26.06 บอกว่า “มุ้งมิ้ง” น่ารัก

     นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่าวันภาษาไทยแห่งชาติตรงกับวันที่ 29 ก.ค.ของทุกปี  และผลสำรวจ ร้อยละ 57.34 ทราบวัตถุประสงค์ของการจัดงาน “วันภาษาไทยแห่งชาติ” ในวันที่ 29 ก.ค. เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช ซึ่งพระองค์ทรงร่วมอภิปรายปั ญหาการใช้ภาษาไทยในการประชุมวิ ชาการของการชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 29 ก.ค. 2505

      นอกจากนี้ ยังสอบถามกลุ่มตัวอย่างว่า ผู้ที่มีผลงานโดดเด่นด้ านภาษาไทยที่นึกถึงมากที่สุด ร้อยละ 83.45 ตอบว่า สุนทรภู่ ร้อยละ 41.16 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย ร้อยละ 39.38 ครูลิลลี่ (นายกิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์) ร้อยละ 38.43 เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และร้อยละ 37.60 ครูทอม คำไทย “สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่”

    ทั้งนี้ ได้สอบถามถึงปัญหาการใช้ ภาษาไทยในปัจจุบันและเรื่องเร่ งด่วนที่ควรแก้ไขปัญหา ร้อยละ 39.02 เห็นว่า การพูด เพราะเป็นเอกลักษณ์ความเป็นไทย ดังนั้นการพูดที่ถูกต้องจะเป็ นแบบอย่างที่ดี ร้อยละ 37.17 บอกว่าการเขียน เนื่องจากปัจจุบันใช้คอมพิ วเตอร์แทนการเขียนหนังสือมากขึ้ น จึงอยากให้คนไทยได้เขียนหนังสื อที่ถูกต้อง และ ร้อยละ 23.81 การอ่าน เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับเด็ ก ทำให้รอบรู้ทันโลกทันเหตุการณ์ เป็นการเพิ่มพูนความรู้ พัฒนาสติปัญญา

         นอกจากนี้ได้สำรวจความคิดเห็น เรื่องยุทธศาสตร์ในแผนแม่บทส่ งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สั งคมแห่งการเรียนรู้ของไทย พ.ศ. 2560-2564 ซึ่งเพิ่งประกาศใช้เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชาชนรับทราบมากที่สุด ร้อยละ 53.86 ทราบว่ามียุทธศาสตร์การปลูกสร้ างพฤติกรรมรักการอ่านที่เข้มแข็ งให้กับคนทุกช่วงวัย รองลงมาร้อยละ 45.65 ยกระดับคุณภาพแหล่งเรียนรู้ และสื่อการอ่านเพื่อการเรียนรู้ ที่มีคุณภาพ มีความทันสมัย และ ร้อยละ 42.35 ระบุว่า การอำนวยความสะดวกในการเข้าถึ งสื่อการอ่านของประชาชนทั้งในชุ มชนเมืองและภูมิภาค และร้อยละ 38.14 สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่ อการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน

      รวมทั้งได้สอบถามเกี่ยวกั บแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ในแผนแม่บทส่งเสริมวั ฒนธรรมการอ่านฯ พบว่า ร้อยละ 55.16 เชื่อว่าเป้าหมายของแผนแม่บทส่ งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สั งคมแห่งการเรียนรู้ของไทยจะช่ วยทำให้คนไทยใช้เวลาในการอ่ านเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 90 นาที ต่อวัน เป็นจริงได้

     เนื่องจากเป็นการกระตุ้น รณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยทุกช่ วงวัยได้ตระหนักและเห็นความสำคั ญของการอ่านมากขึ้น  เชื่อมั่นในแผนแม่บทฯ ว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ โดยหน่วยงาน สถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนต้องร่วมมือกัน รองลงมา ร้อยละ 29.79 ไม่สามารถเป็นจริงได้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่ านหนังสือ สมาธิสั้นสนใจเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะปัจจุบันชอบเล่นเกม เล่นโทรศัพท์มือถือเป็นจำนวนมาก และ ร้อยละ 19.05 ไม่แน่ใจ

     ทั้งนี้ ได้สำรวจความคิดเห็นของเด็ก เยาวชนและ ประชาชนเรื่องเวลาในการอ่านหนั งสือผ่านสื่อต่างๆ ในแต่ละวัน พบว่า ร้อยละ 56.59 สื่อออนไลน์ โดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมงต่อวัน รองลงมา ร้อยละ 37.42 หนังสือ/เอกสาร ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1.30 ชั่วโมงต่อวัน ร้อยละ 36.90 อ่านหนังสือพิมพ์ ใช้เวลาเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมงต่อวัน ร้อยละ 20.47 วีดีโอ/ซีดี/ดีวีดี ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน และร้อยละ 18.63 อ่านวารสารทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน

     อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจครั้งนี้มีประชาชน เด็กและเยาวชนมีข้อเสนอแนะต่อกระทรวงวัฒนธรรม และทุกภาคส่วน ถึงแนวทางกระตุ้นและส่งเสริมให้ คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้ นในแต่ละปี ดังนี้ อันดับ 1 จัดกิจกรรมรณรงค์การสร้างจิตสำนึกในการรักการอ่าน เช่น ส่งเสริมการอ่าน รณรงค์ให้มีการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น จัดกิจกรรมการเรียนรู้การใช้ ภาษาไทยในโรงเรียน จัดโครงการเสริมสร้ างภาษาไทยและจัดตั้งชมรมการใช้ ภาษาไทย อันดับ 2 ประกวดการใช้ภาษาไทย/ ทดสอบการใช้ภาษาไทยดีเด่น

     เช่น การเขียนเรียงความคัดไทย แต่งกลอน เกมการแข่งขันเกี่ยวกั บภาษาไทยทุกปี มีรางวัลเป็นสิ่งดึงดูดใจ อันดับ 3 รณรงค์โดยการใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งทำให้คนไทยเข้าถึงได้ง่าย/ มีแอพพลิเคชั่น พจนานุกรมให้ดาวน์โหลด นำมาใช้โดยมีการเขียนที่ถูกต้อง/การทำเว็บไซต์ต่างๆและเกมที่ เกี่ยวกับภาษาไทย อันดับ 4 อบรมการใช้ภาษาไทย การเขียน อ่าน พูด ภาษาไทยให้ถูกต้อง อันดับ 5 จัดให้มีวิชาการอ่านในหลักสูตร /เพิ่มเวลาการอ่านหนังสื อในคาบเวลาเรียน เพื่อทำให้เด็กอ่านและเขี ยนภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง

    ทั้งนี้ วธ.ก็จะนำผลการสำรวจในเรื่องดั งกล่าวมาใช้ประกอบการทำงานและร่ วมมือกับทุกหน่วยงานในการส่ งเสริมให้คนไทยอ่านหนังสือร่ วมกับทุกกระทรวงและภาคีเครือข่ ายที่เกี่ยวข้องในการในการขั บเคลื่อนยุทธศาสตร์ในแผนแม่บทส่ งเสริมวัฒนธรรมการอ่านฯ ต่อไป

“SMILE HUB” แอพลิเคชั่นดีต่อใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289311

 “SMILE HUB” แอพลิเคชั่นดีต่อใจ

ชวนดาวน์โหลด Smile, สุขภาพจิต,  Smile, Smile Hub, 2555-2559, smile hub, Shake it

กรมสุขภาพจิต เอาใจคนรักสุขภาพ ชวน ดาวน์โหลด Application ที่มีชื่อว่า “Smile Hub” แอพพลิเคชั่นเพื่อสุขภาพจิตดีของคนทุกเพศทุกวัย ดาวน์โหลดได้ฟรี

        นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารที่ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป การแข่งขัน ความเร่งรีบ และความกดดันต่างๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตตามมาได้ ดังปรากฏเป็นข่าวให้เห็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน ความสามารถในการประเมินสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้างในเบื้องต้นได้

จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยรับมือและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาได้ในอนาคต และด้วยวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมที่สมาร์ทโฟนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

โดย สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำการสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2559 พบว่า คนไทยใช้ Smart Phone เพิ่มขึ้นในรอบ 5 ปี (2555-2559) จาก 5 ล้านคน เป็น 31.7 ล้านคน และใช้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงถึง ร้อยละ 90.4 ตลอดจน ใช้งานสมาร์ทโฟน โดยเฉลี่ย 230 นาที หรือ เกือบ 4 ชั่วโมงต่อวัน(Nielsen Informate Mobile Insight Q3’ 2016)

ประกอบกับกลุ่มผู้รับรู้ข้อมูลข่าวสารของกรมสุขภาพจิตได้ให้ข้อเสนอแนะถึงการมีช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัยเข้าถึงง่าย สามารถประเมินสุขภาพจิตตนเองในเบื้องต้นได้ กรมสุขภาพจิตจึงได้จัดทำ Mobile Application ขึ้น ในชื่อ “smile hub” ด้วยตั้งใจให้เป็นแหล่งรวมสาระความรู้สุขภาพจิต ความสุข รอยยิ้ม และกำลังใจให้กับประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ

 “Smile Hub” แอพลิเคชั่นดีต่อใจ

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า Mobile Application “Smile Hub” เป็นการนำแบบประเมินสุขภาพจิตในรูปแบบเอกสารมาปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในสังคมที่มีความทันสมัยและสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนสามารถประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง โดยได้มีการปรับปรุงรูปแบบและอัพเดทแบบประเมินมาเป็นระยะ เพื่อความเป็นปัจจุบัน พร้อมให้ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ที่เหมือนมีหมอสุขภาพจิตอยู่ข้างกาย

ซึ่งเมื่อดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นตัวนี้สำเร็จ เมื่อเข้ามา จะพบกับแบบประเมินสุขภาพจิตของกลุ่มวัยต่างๆ ได้แก่ เด็กแรกเกิด -11 ปี วัยรุ่น 12-17 ปี วัยทำงาน 18-60 ปี และวัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

ในวัยเด็ก จะมีโปรแกรมเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งจะเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ของสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ หน่วยงานเชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก ของกรมสุขภาพจิต ตลอดจน สามารถประเมินความฉลาดทางอารมณ์ หรืออีคิว ใน 2 ช่วงอายุ คือ อายุ 3-5 ปี และ 6-11 ปี โดยผู้ปกครองเป็นผู้ทำการประเมิน

สำหรับวัยรุ่นจะประเมินความฉลาดทางอารมณ์และภาวะซึมเศร้า วัยทำงานจะประเมินความเครียดและภาวะซึมเศร้า ขณะที่วัยสูงอายุจะประเมินสุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้า ซึ่งระบบจะประเมินผลให้โดยอัตโนมัติ โดยใช้เวลาไม่นาน พร้อมรับคำแนะนำในภาพรวมและตามผลการประเมินที่ได้ ตลอดจนได้รับแนวทางการพัฒนาสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในทันที รวมทั้ง ยังสามารถแชร์ไปยัง Timeline ได้หากต้องการ

 “Smile Hub” แอพลิเคชั่นดีต่อใจ

นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมข่าวสาร ความเคลื่อนไหวด้านสุขภาพจิต คำคมอมยิ้ม บทความสุขภาพจิตออนไลน์  รวมทั้งสื่อสุขภาพจิตต่างๆ ที่น่าสนใจ มาไว้ในแอพลิเคชั่นนี้อีกด้วย ที่สำคัญ สามารถโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ผ่านแอพลิเคชั่นได้ในทันที และที่พลาดไม่ได้กับอีกหนึ่งลูกเล่นที่สร้างความน่าสนใจให้กับแอพพลิเคชั่น “smile hub” นี้ คือ การเช็คดวงความสุข ที่ให้ผู้ใช้มีส่วนร่วม

โดยการเขย่า (Shake it) สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ท เพื่อรับคำทำนายผล ที่แฝงไปด้วยข้อคิดที่ดีในการส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิตให้กับตนเอง ซึ่งสามารถ แชร์ คำทำนายนี้ไปยัง Timeline ได้อีกเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น ได้ฟรี ทั้ง ระบบ Android และ iOS

จากเด็ก“เล่นเกม”สู่E-SPORT ทำเงินล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289234

จากเด็ก“เล่นเกม”สู่E-SPORT ทำเงินล้าน

จากเด็กเล่มเกมสู่E-Sport ทำเงินล้าน, U-League Thailand 2017, การแข่งขันเกมอิเล็กทรอนิกส์ E-sports ครั้งที่ 2, LOL, HON, ซ้าย

เพราะเกมเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาผลิตภัณฑ์ การฝึกอบรม การเรียนการสอน การรักษาผู้ป่วยในทางการแพทย์ และเป็นธุรกิจในส่วนของเอ็นเทอร์เทนเม้นที่มีมูลค่าในตลาดโลก

           U-League Thailand 2017  การแข่งขันเกมอิเล็กทรอนิกส์ E-sports ครั้งที่ 2 อีกหนึ่งเวทีของนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยรัฐ-เอกชน 16 สถาบัน โดยมีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นเจ้าภาพ เพื่อการส่งเสริมให้เยาวชนไทย ก้าวทันกระแสโลกสอดรับกับความต้องการของตลาดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เปิดให้้นักศึกษาที่มีทักษะและความสามารถด้านการแข่งขันกีฬา E-sports ศักยภาพความเป็นนักกีฬาออนไลน์อย่างแท้จริง

       ดร.ถิรพล วงศ์สอาดสกุล คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม ม.กรุงเทพ กล่าวว่า การแข่งขันดังกล่าวเป็นความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษา และภาคเอกชน เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของเกมและสื่ออินเทอร์แอคทีฟซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังมาแรง

 

จากเด็ก“เล่นเกม”สู่E-Sport ทำเงินล้าน

 ดร.ถิรพล วงศ์สอาดสกุล 

 

       นอกจากนี้เกมยังเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาผลิตภัณฑ์     การฝึกอบรม การเรียนการสอน การรักษาผู้ป่วยในทางการแพทย์ และเป็นธุรกิจในส่วนของเอ็นเทอร์เทนเม้นที่มีมูลค่าในตลาดโลกอย่างมาก

     การแข่งขันครั้งนี้เริ่มเปิดรับสมัครและแข่งขันเพื่อหาตัวแทนของแต่ละมหาวิทยาลัยในเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2560 จากนั้นในวันที่  16-29 กันยายน 2560 เจ้าภาพเริ่มจัดการแข่งขันรอบคัดเลือกตัวแทน แบบ Online และวันที่ 30 กันยายน จัดแข่งขันรอบ Final ชิงแชมป์ของทั้ง 3 เกม           คือ ลีกออฟเลเจนด์ (LOL) ฮีโรส์ออฟนิวเอิร์ธ (HON) และRoV หาผู้ชนะของการแข่งขันโดยมีผู้แทนจาก 16 สถาบันการศึกษาเข้าร่วมแข่งขัน ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท

จากเด็ก“เล่นเกม”สู่E-Sport ทำเงินล้าน

      ปัจจุบันการแข่งขันกีฬา E-sports ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีการแข่งขันรายการใหญ่ระดับโลกเกิดขึ้นมากมาย การสนับสนุนการแข่งขัน E-Sports เป็นความมุ่งมั่นของเลอโนโวในการสร้างสีสันและยกระดับมาตรฐานวงการเกมไทย

จากเด็ก“เล่นเกม”สู่E-Sport ทำเงินล้าน

       (ซ้าย) ปอ -ธัญนพ แสงวรรณ์ลอย ,ซัน -นราวิชญ์ ศรีวรรณ และอุ้ม – พิณ ปั่นวิเศษ

         ปอ -ธัญนพ แสงวรรณ์ลอย ,ซัน -นราวิชญ์ ศรีวรรณ และอุ้ม – พิณ ปั่นวิเศษ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม ม.กรุงเทพ เล่าว่า พวกเขาเป็นกลุ่มของเด็กเล่นเกมที่ชื่นชอบการเล่นเกมมากว่า 10 ปี เพราะเกมกับเด็กผู้ชายย่อมเป็นของคู่กัน การเล่นเกมทำให้เพลิดเพลิน มีความสุข สนุก และจริงๆ แล้วเกมมีประโยชน์ในการสร้างไหวพริบ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การทำงานเป็นทีม ทักษะการสังเกตุ เนื่องจากแต่ละเกมมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป บางเกมต้องเล่นเป็นทีม แบ่งหน้าที่กัน บางเกมต้องใช้ทักษะการสังเกต ความไหวพริบ ดังนั้น การเล่นเกมไม่ใช่เพียงความสนุกแต่มีประโยชน์ สาระอะไรมากกว่านั้น

       “ดีใจมากที่ตอนนี้มีหน่วยงานทั้งภาคการศึกษาและภาคเอกชน ให้ความสำคัญในการสนับสนุนวงการเกี่ยวกับเกมมากขึ้น อยากฝากเด็กเล่นเกมทุกคน ควรรู้จักแบ่งเวลา ฝึกฝน และมุ่งมั่นเพื่อเป็นนักกีฬาออนไลน์ E-Sports  ทำให้เกมนอกจากเป็นเรื่องสนุกแล้วสร้างอาชีพรายได้ให้แก่ตัวเองด้วย ขณะที่พ่อแม่ควรสนับสนุน ทำความเข้าใจมากกว่าจะมองเพียงว่าการเล่นเกมเป็นเรื่องไร้สาระ” 3 หนุ่มจากBU กล่าว

จากเด็ก“เล่นเกม”สู่E-Sport ทำเงินล้าน

    ด้าน ปั๊น -ภูมิพัฒน์ ไพศาลธรรม นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่าเล่นเกมมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งตอนนั้นเล่นกับคุณพ่อ โดยหลักๆที่ได้รับจากการเล่นเกม คือได้ภาษาอังกฤษ เพราะการเล่นเกม จะมีคำสั่ง คำศัพท์ภาษาอังกฤษมากมายให้เรียนรู้ และทำให้เราสนใจเรียนด้านไอที พอได้มาเรียนรู้และได้เล่นเกมมากมาย

     ยิ่งทำให้ได้ทักษะอื่นๆตามมา ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบ การมีวินัย เพราะเราต้องจัดแบ่งเวลา ไม่ใช่เล่นเกมอย่างเดียว รวมถึงทำให้ต้องใช้ความคิด มีไหวพริบ ช่างสังเกตุ การทำงานเป็นทีม สิ่งเหล่านี้ล้วนได้จากเกม

จากเด็ก“เล่นเกม”สู่E-Sport ทำเงินล้าน

             ปั๊น -ภูมิพัฒน์ ไพศาลธรรม

       “หากมีโอกาส ก็อยากเป็นนักกีฬาออนไลน์ E-Sports เพราะเล่นเกมแล้วมีรายได้ สร้างอาชีพให้แก่ตัวเองด้วย การแข่งขันปีนี้ จึงได้รวมกับเพื่อนๆ เป็นทีมเข้าร่วมทั้ง 3 เกม โดยต้องจัดแบ่งว่าใครจะเล่นเกมอะไร แต่ละเกมมีลักษณะพิเศษ ใช้ทักษะต่างกัน”

จากเด็ก“เล่นเกม”สู่E-Sport ทำเงินล้าน

       สำหรับนักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้มาจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งสิ้น 16 แห่ง ได้แก่ ม.กรุงเทพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เกษตรศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ม.เทคโนโลยีมหานคร สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ม.แม่ฟ้าหลวง ม.ศรีปทุม  ม.เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ม.รังสิต และม.ศรีนครินทรวิโรฒ

ม.พะเยา ก้าวสู่ม.แห่งการประกอบการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289309

ม.พะเยา ก้าวสู่ม.แห่งการประกอบการ

มพ, มพะเยา, พิเศษ, Innovative Startup, Co-innovating space, ปวง ธมฺมปญฺโญ, UP Startup Inspiration Talk, RC4S, Talent Mobility, วทน

ม.พะเยา ขึ้นแท่นมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ ยกระดับชุมชน -ผู้ประกอบการ ดันงานวิจัยสู่ห้าง

          “ไทยแลนด์ 4.0 หรือประเทศไทย 4.0” อีกหนึ่งโจทย์ที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทยใช้เป็นนโยบายในการเดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนามหาวิทยาลัย หลักสูตร นิสิตนักศึกษา และงานวิจัย ให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไทย “มหาวิทยาลัยพะเยา (มพ.)” หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ภาคเหนือของประเทศไทย สนับสนุนนโยบายรัฐบาล ตามโมเดลเศรษฐกิจประเทศไทย 4.0 ที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ไปสู่ Value–Based Economy หรือ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

ด้วยปณิธาน “ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน” มหาวิทยาลัยได้มีพันธกิจชัดเจน ในการเป็นมหาวิทยาลัย 4.0 ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ ทำงานเชื่อมโยงชุมชน และภาคอุตสาหกรรม ต่อยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงพาณิชย์

ม.พะเยา ก้าวสู่ม.แห่งการประกอบการ

ศ.(พิเศษ) ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดี มพ. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้ทำงานเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและชุมชน บูรณาการกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ จัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา (University of Phayao Science Park : UPSP) และศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ (University of Phayao Business Incubator : UPBI)  ขึ้น เป็นหน่วยงานเทียบเท่าระดับกอง , การขับเคลื่อนโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล มาอย่างต่อเนื่องตลอด 6 ปี และพร้อมที่ต่อยอดส่งต่อขยายผลของโครงการ 1 คณะ 1 โมเดลให้เพิ่มมูลค่าและคุณค่าของต้นทุนทรัพยากรทางความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชุมชนยกระดับเป็นนวัตกรรม การเตรียมความพร้อมในการพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการเทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา การปรับรูปแบบการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมหลักสูตรให้ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย นำผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยไปสู่เชิงพาณิชย์หรือใช้ประโยชน์ในเชิงสังคม และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในภาคเหนือใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของภาคเหนือ

ในปี พ.ศ.2560 มหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ ภายใต้โครงการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมเกิดใหม่ที่มีการเติบโตสูง (Innovative Startup) อาทิ กิจกรรมการจัดการเรียนการสอนด้านความเป็นผู้ประกอบการแก่นิสิต, กิจกรรมการปรับปรุงและเตรียมพร้อมพื้นที่พัฒนานวัตกรรมร่วมกัน (Co-innovating space) โดยใช้พื้นที่ขนาด 1,000 ตารางเมตร ในอาคาร 99 ปี พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) , กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ (UP Startup Inspiration Talk) ด้านความเป็นผู้ประกอบการ และโครงการResearch Commercialization for Startup (RC4S) ถ่ายทอดเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยและพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมใหม่ให้กับผู้ประกอบการและสนับสนุนงบดำเนินการแก่ผู้ประกอบการตามเงื่อนไขของโครงการเพื่อส่งเสริมให้มีการนำผลงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์

ม.พะเยา ก้าวสู่ม.แห่งการประกอบการ

“มหาวิทยาลัยได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือโครงการส่งเสริมให้บุคลากรวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาไปปฎิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม (Talent Mobility) ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาลมุ่งเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศ โดยศูนย์ประสานงานโครงการ Talent Mobility ม.พะเยา เป็นหน่วยงานที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการและนักวิจัย จะทำหน้าที่เชื่อมโยงและประสานข้อมูลความต้องการระหว่างสถานประกอบการกับบุคลากรด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) จนนำไปสู่การทำข้อตกลงความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่าย ในการดำเนินโครงการตลอดจนติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการเป็นระยะ” ศ.(พิเศษ) ดร.มณฑล กล่าว

โครงการดังกล่าว มีการดำเนินการเป็นระยะ ได้แก่ ระยะ Pre-Talent Mobility กลไกเตรียมความพร้อมในการส่งบุคลากรด้าน วทน.จากมหาวิทยาลัยไปปฏิบัติงาน ระยะ TM-Training โครงการจัดฝึกอบรมหลักสูตรการเตรียมความพร้อมและการพัฒนาบุคลากรรองรับโครงการดังกล่าว ซึ่งมหาวิทยาลัยจะทำการจัดการฝึกอบรมเป็นเวลา 5 วันทำการ

  ผศ.ดร.อัจฉราภรณ์ ดวงใจ นักวิจัย กล่าวว่าเธอรู้จักอุทยานวิยาศาสตร์ มพ. จาก ศ.เกียรติคุณ ดร.ไมตรี สุทธจิตต์และเป็นจุดเริ่มต้นในการเริ่มทำวิจัยร่วมกับผู้ประกอบการ ซึ่งอุทยานวิทยาศาสตร์มีส่วนสนับสนุนด้านข่าวสารแหล่งทุนวิจัยการสนับสนุนทุนวิจัย และเป็นสื่อกลางในการติดต่อกับผู้ประกอบการ ที่ผ่านมามีโอกาสได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากอุทยานวิทยาศาสตร์ 2 โครงการ ในปี 2557 และปี 2559 และได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการ Talent Mobility ในปี 2560 โดยได้ทำงานวิจัยร่วมกับคุณนฤมล ทักษอุดม กรรมการผู้จัดการ บริษัทฮิลล์คอฟฟ์ จำกัด ซึ่งประกอบการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมกาแฟ โดยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและช่วยผู้ประกอบการพัฒนา เพิ่มมูลค่าของเนื้อผลกาแฟที่เหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตกาแฟให้อยู่ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ

“ควรมีการส่งเสริมโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะทุกคนที่เข้าร่วมต่างได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน  ตัวอาจารย์รู้สึกมีความภูมิใจที่สามารถนำความรู้ที่ได้จากงานวิจัยและเทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มศักยภาพแก่ผู้ประกอบการ ทำให้งานวิจัยสู่ห้างอย่างแท้จริง อีกทั้งการทำงานร่วมกับสถานประกอบการมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนให้กับนิสิต ส่วนนิสิตเองได้ประสบการณ์การทำงานวิจัย มองเห็นความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช่ในสถานการณ์จริง ดังนั้น อยากเชิญชวนนักวิจัยทุกคนลองทำวิจัยหรือลงไปมีส่วนร่วมกับภาคเอกชน ที่จะทำให้นักวิจัยได้ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่าง” ผศ.ดร.อัจฉราภรณ์ กล่าว

ม.พะเยา ก้าวสู่ม.แห่งการประกอบการ

ขณะที่ คุณนฤมล ทักษอุดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิลล์คอฟฟ์ จำกัด ตัวแทนผู้ประกอบการ กล่าวว่าก่อนหน้านี้ผลิตภัณฑ์ยังไม่สามารถนำเสนอจุดขายได้ดีพอ แต่เมื่อได้เข้าร่วมกับ ผศ.ดร.อัจฉราภรณ์ ในการวิจัย Antioxidant ในชาเชอร์รี่กาแฟ โดยขอรับทุนสนับสนุนในโครงการของอุทยานวิทยาศาสตร์ ม.พะเยา และต่อยอดงานวิจัยด้วยโครงการ Talent Mobility ทำให้ได้รับการจัดนวัตกรรมทั้งด้านธุรกิจ มีผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งมาจากของเหลือทิ้งในโรงงานแปรรูปกาแฟ ทำให้ต้นทุนต่ำลง รายได้จากสินค้าใหม่เข้ามา ด้านภาพลักษณ์ สินค้านั้นได้รับการยอมรับจากตลาดทั้งใน และต่างประเทศ และด้านสิ่งแวดล้อม ทางบริษัทได้เข้าร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจกแห่งประเทศไทย เพื่อตรวจสอบการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการทำงานบริษัทเอง

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการบริการจากอุทยานวิทยาศาสตร์ ม.พะเยา ตั้งแต่ปี 2556-2560 มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2556 มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 40 แห่ง ขยายเพิ่มมากขึ้น เป็น135 แห่ง ในปี 2560 หากผู้ใดสนใจเข้าร่วมโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จากหิ้งสู่ห้าง จากมหาวิทยาลัยสู่สังคม สามารถติดตามรายละเอียดโครงการได้ทางอุทยานวิทยาศาสตร์ www.upsp.up.ac.thโทร.054-466666 ต่อ1283 และศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ www.upbi.up.ac.th  โทร.054-466666 ต่อ 1281

ยื่นสภาทนายความ ฟ้องม.กรุงเทพธนบุรี 32 กรณี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289300

ยื่นสภาทนายความ ฟ้องม.กรุงเทพธนบุรี 32 กรณี

กรณีเอาผิด, ยื่นฟ้องสภาทนายความ, มกรุงเทพธนบุรี, ยื่นสภาทนายความ, ฟ้องมกรุงเทพธนบุรี, กรณี

นศ.ป.โท ม.กรุงเทพธนบุรี ยื่นสภาทนายความ ฟ้องมหาวิทยาลัย 32 กรณี ทั้งทางแพ่งและทางอาญา

          นายนิโรธ นิ่มวิวัฒน์ ตัวแทนนักศึกษาปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา ม.กรุงเทพธนบุรี กว่า 800 รายชื่อ ที่ได้เซ็นเอกสารมอบอำนาจให้เป็นตัวแทนส่งฟ้องต่อสภาทนายความ เมื่อช่วงเช้า เวลา 09.00 น. วันที่ 25 ก.ค.2560 ที่สภาทนายความ เปิดเผยว่าได้ยื่นเอกสารหลักฐานรวม 32 กรณียื่นฟ้องม.กรุงเทพธนบุรี ซึ่งทางสภาทนายความได้รับเรื่องเพื่อพิจารณาเข้าสู่กระบวนการศาลต่อไป โดยการยื่นฟ้องดังกล่าวได้ฟ้องทั้งทางแพ่ง มีการละเมิด และทางอาญา โดยหลังจากนี้คงต้องรอดูว่าทางสภาทนายความจะดำเนินการอย่างไรบ้าง

“หลังจากนี้คงยังไม่เคลื่อนไหวใดๆ เพราะต้องรอให้กระบวนการทางศาลได้ดำเนินการก่อน แต่ถึงอย่างไรก็จะฟ้องร้องให้ถึงที่สุด เนื่องจากมีนักศึกษาที่ได้รับความเดือนร้อนจำนวนมาก” นายนิโรจน์ กล่าว

ยื่นสภาทนายความ ฟ้องม.กรุงเทพธนบุรี 32 กรณี ยื่นสภาทนายความ ฟ้องม.กรุงเทพธนบุรี 32 กรณี

ทั้งนี้ สำหรับประเด็นความเสียหายและกรณีที่เกี่ยวข้องกับม.กรุงเทพธนบุรี 32 กรณีนั้น อาทิ ม.กรุงเทพธนบุรี ฝ่าฝืนประกาศในราชกิจจานุเบกษาของคุรุสภา ลงวันที่ 31 มกราคม 2557 กรณีประกาศให้เปลี่ยนโครงสร้างหลักสูตรก่อนที่นักศึกษาจะไปเรียนหลักสูตร 1/2557 อีก ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่นักศึกษาดังกล่าว ดังเอกสารประกอบ

ยื่นสภาทนายความ ฟ้องม.กรุงเทพธนบุรี 32 กรณี

กรณีไปสอบผู้บริหารได้แล้วโดนเพิกถอนสิทธิ์ดังเอกสารแนบ  กรณีการเรียกรับเงิน 24,000 บาท อ้างว่าเป็นการรักษาสภาพนักศึกษาในกรณีที่มีคนไปทำเรื่องจบในช่วงที่กลุ่มร่วมตัวกัน ไปเรียกร้องที่มหาวิทยาลัยและมีการลดเงินส่วนนี้ให้แต่ต้องเซ็นเอกสารว่า จะไม่เรียกร้องค่าเสียหายใดๆ จากทางมหาวิทยาลัย ดังเอกสารประกอบ  กรณีที่ใช้ข้อตกลงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้นักศึกษารับเงินค่าเยียวยา จำนวน 30,000 บาท เซ็นว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายใดๆ จากทางมหาวิทยาลัย ดังเอกสารประกอบ เป็นต้น

ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฝาก3ข้อคิดน้องเหลือง-เทา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289242

ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฝาก3ข้อคิดน้องเหลือง-เทา

3ข้อคิดตุ๊กกี้, น้องเหลืองเทา, มมส, ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฝาก3ข้อคิดน้องเหลือง-เทา, ตุ๊กกี้, 25 กรกฎาคม 2560

ตุ๊กกี้ ชิงร้อย คืนถิ่นเหลือง-เทา ฝาก 3 ข้อคิดสู่ความสำเร็จน้องมมส เริ่มที่ รักสถาบัน รักครอบครัว และ รักตัวเอง

 

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (25 กรกฎาคม 2560) ที่อาคารพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สุดารัตน์ บุตรพรม หรือรู้จักกันในชื่อ ตุ๊กกี้ ชิงร้อย ซึ่งเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม จบการศึกษาจาก สาขานาฏศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษ ในกิจกรรมโครงการปฐมนิเทศนิสิตใหม่ระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2560

ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฝาก3ข้อคิดน้องเหลือง-เทา 

สำหรับในวันนี้เป็นนิสิตใหม่กลุ่ม มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จำนวน9คณะ รวม9,281คน ประกอบไปด้วย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ คณะการบัญชีและการจัดการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม วิทยาลัยการเมืองการปกครอง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ คณะวัฒนธรรมศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์

โดยตุ๊กกี้ ได้เปิดตัวด้วยผลงานเพลง ผู้สาวขาเลาะ เพื่อสร้างสีสันและความบันเทิง ให้กับนิสิตใหม่ได้มีความสุขและเสียงหัวเราะ จากนั้น ได้ให้ข้อคิดเห็นจากประสบการณ์ตรงที่ได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในช่วงปี 2541–2544

ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฝาก3ข้อคิดน้องเหลือง-เทา 

โดยตุ๊กกี้ กล่าวว่า ทุกคนโชคดีที่มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย การศึกษาขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนสำคัญที่สุด และขอฝากข้อคิดไว้ให้น้องๆ ได้มีความรักไว้ 3 ข้อ คือ

1. รักสถาบัน เราต้องมีความรักและภูมิใจกับสถานศึกษาของเรา ซึ่งจะเป็นแหล่งความรู้และประสบการณ์ที่จะต้องซึมซับเอาสิ่งต่างๆ ที่คณาจารย์และเพื่อนๆจะมอบให้แก่เราให้มากที่สุด

ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฝาก3ข้อคิดน้องเหลือง-เทา 

2. รักครอบครัว คือให้ระลึกเสมอว่า พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องทำงานเหนื่อย หนักแค่ไหน ที่จะต้องหาเงินมาส่งเราเรียนในระดับปริญญาตรี ตลอด 4 ปี เรามีหน้าที่ที่จะต้องตั้งใจเรียน ไม่นอกลู่นอกทาง ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ และได้เห็นวันสำเร็จของเรา คือวันสำเร็จการศึกษา หรือวันรับปริญญา

3. รักตัวเอง คือให้รู้จักรักตัวเอง ประคับประคองตัวเองให้ห่างไกลจากอบายมุข สิ่งยั่วยุที่เป็นภัยใกล้ตัวต่างๆ สร้างวินัยในตนเอง ควบคุมความประพฤติ และรับผิดชอบต่อตนเอง

ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฝาก3ข้อคิดน้องเหลือง-เทา 

และถึงแม้การศึกษาเล่าเรียนจะเป็นภารกิจหลักของนักศึกษาทุกคน แต่การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยก็มิใช่มีแต่กิจกรรมการเรียนการสอนเท่านั้น ช่วง 4 ปี ในมหาวิทยาลัยเป็นช่วงสำคัญของชีวิตที่ทุกคน จะได้แสวงหาประสบการณ์ให้มากที่สุด เพื่อให้พร้อมที่จะเผชิญโลกกว้างเมื่อสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตไปแล้ว

“การเรียนเป็นงานประจำ กิจกรรมเป็นงานประกอบ” จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำควบคู่กันไป”ตุ๊กกี้ กล่าวทิ้งท้าย

คาดตั้งก.การอุดมศึกษา มี.ค. 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289235

คาดตั้งก.การอุดมศึกษา มี.ค. 61

มีนาคม, ตั้งกระทรวงอุดมศึกษา, คาดตั้งกการอุดมศึกษา, มีค, 61 , รมวศธ, สนช, กพอ

สรุปพ.ร.บ.3 ฉบับแรก ตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา เข้าพบรมว.ศึกษาธิการ 27 ก.ค.นี้  คาดหากไม่ติดขัด ผ่านสนช.จัดตั้งกระทรวงได้ มี.ค.61

       ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา กล่าวว่า วันที่ 27 ก.ค. ตนและคณะจะเข้าพบ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อสรุปผลการดำเนินงานเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ 3 ฉบับแรก ที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว เพื่อเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณา ถ้าไม่มีอะไรติดขัดคาดว่าช่วงเดือนมีนาคม 2561 น่าจะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)  และสามารถจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาได้

ทั้งนี้ จะดำเนินการยกร่างกฎกระทรวงการอุดมศึกษา ในเรื่องการแบ่งส่วนราชการใหม่ เพราะสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีลักษณะการทำงานแบบสำนักงานปลัด และมีสำนักงานภายในถึง 11 สำนัก ซึ่งถือว่าเยอะมากอาจจะไม่คล่องตัว  ดังนั้นอาจจะมีการปรับเปลี่ยนเรื่องดังกล่าว และจะเพิ่มสำนักใหม่ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่รวมข้อมูลเกี่ยวกับอุดมศึกษาทั้งประเทศ เพราะที่ผ่านมา ไม่มีการรวบรวมข้อมูลของอุดมศึกษาไว้ส่วนกลาง อยากได้ข้อมูลอะไรก็ต้องไปขอจากหลายๆ ที่  อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่เดิมจะต้องไม่เสียสิทธิ ซึ่งเมื่อมีการประกาศตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาเมื่อไร กฎกระทรวงดังกล่าวก็ต้องประกาศใช้ได้ทันที เพื่อที่ทำงานเกลี่ยคนตามส่วนราชการที่มีการกำหนดไว้
 ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้น จะมีการยกร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา  เนื่องจากในปัจจุบันบุคลากรของ สกอ. สังกัด สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) แต่บุคลากรของกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยราชมงคล สังกัดคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ส่งผลให้การดำเนินการย้ายคนทำได้ยาก แนวคิดตนคือทุกคนต้องสังกัด ก.พ.อ.เหมือนกัน เพื่อที่จะมีความสะดวกในเรื่องกฏระเบียบต่างๆ ด้วย ส่วนเรื่องที่สภาวิชาชีพกังวลนั้น อยากให้เข้าใจและไม่ต้องวิตกกังวล ก่อนจะมีการดำเนินการจัดการเรียนการสอน หรือเปิดหลักสูตรใดๆ มีการกำหนดในพ.ร.บ.ใหม่ ให้สภาวิชาชีพเข้ามาเสนอแนะได้

ตรวจเลือดด้วยอุปกรณ์พกพา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289220

ตรวจเลือดด้วยอุปกรณ์พกพา

อุปกรณ์ IoT แบบพกพาตรวจเลือด, ทีมWELSE มจธ, G-ABLEหนุนคนรุ่นใหม่, ใช้ไอทีเป็นประโยชน์การแพทย์, โอกาส, มจธ, Clinical Test

ทีมWELSE มจธ. นำเสนออุปกรณ์ IoT แบบพกพาตรวจเลือดด้วยการทดสอบเชิงคลินิคชนะการแข่งขันเวทีImagine Cup Thailand 2017เ ป็นตัวแทนระดับภูมิภาคแข่งรอบชิงชนะเลิศที่สหรัฐ

 “โอกาส”เมื่อมีเข้ามาก็ต้องรีบคว้าไว้ เช่นเดียวกับ น้องๆ ทีมWELSE อีกกลุ่มเยาวชนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่ชนะการแข่งขันเวทีImagine Cup Thailand 2017 จากการนำเสนออุปกรณ์ IoT แบบพกพาสำหรับการตรวจเลือดด้วยการทดสอบเชิงคลินิก (Clinical Test) และส่งผลไปยังแอปพลิเคชัน IoT Platform เพื่อการวิเคราะห์จากแพทย์เป็นลำดับต่อไป น้องๆ จะเป็นตัวแทนระดับภูมิภาคเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศเพื่อชิงถ้วย Imagine Cupณ กรุงซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา

ตรวจเลือดด้วยอุปกรณ์พกพา

    ดร.ศิษฏพงศ์ เศรษฐภัทร Head of Big Data Management & Advance Analytics กลุ่มบริษัทG-ABLE กล่าวว่า การทำธุรกิจStartupมีประสบความสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ต้องยอมรับว่า จุดอ่อน คือเรื่องการตลาด และการทำสินค้าเข้าสู่ตลาดให้ได้ ซึ่งผลงานของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ล้วนเป็นความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจที่อัดแน่นไปด้วยความแปลกใหม่ ท้าทาย และต่อยอดได้เพียงแต่ต้องหาเครือข่าย ให้คำแนะนำหลักการตลาด ใช้ประโยชน์ พัฒนาเทคโนโลยีให้พร้อมเข้าสู่ตลาดจริงๆ”

ตรวจเลือดด้วยอุปกรณ์พกพา

        ดร.ศิษฏพงศ์ เศรษฐภัทร

     3หนุ่ม จากทีมWELSEแชมป์-คเณศเขมิกานิธิ,ลูกคิด-พสธร สุวรรณศรี และ ปังปอนด์-ภาสกร จันทรมหา นักศึกษาชั้นปีที่4สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ได้ร่วมกันทำโปรเจคจบการศึกษาโดยมองถึงปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรทางการแพทย์ในชนบท

ตรวจเลือดด้วยอุปกรณ์พกพา

แชมป์-คเณศเขมิกานิธิ,

        “จุดเริ่มต้น คือมองหาประเด็นปัญหา หรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งส่วนตัวเสนอเพื่อนๆ ว่า อยากทำเกี่ยวกับ Healthcare เพราะรู้สึกว่าเทคโนโลยีเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาในหลายด้าน แต่ด้านสุขภาพ เทคโนโลยีเข้าไปเกี่ยวข้องยังไม่มาก อยากสร้างสรรค์อุปกรณ์ที่จะช่วยเหลือทางด้านการแพทย์ ยกระดับคุณภาพชีวิต ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ได้”แชมป์ เล่า

    แชมป์ เล่าต่อไปว่า ได้นำปัญหาที่เกิดขึ้นมาค้นหาคำตอบ วางแพลตฟอร์ม หรือระบบการปฏิบัติการ ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง ซึ่งอุปกรณ์ที่ช่วยกันสร้างนั้น เป็นการตรวจวัดระบบเอนไซม์ในเลือด เพื่อหาค่าความผิดปกติของตับ เป็นขนาดพกพาที่ทำการย่อส่วนจากห้องแล็ปมาทำงานควบคู่กับแผ่นพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง

      ซึ่งนำของเหลวในร่างกายมาผสมกับสารเคมีให้สามารถตวงวัดความผิดปกติของร่างกายในเบื้องต้นได้ ณ จุดดูแลผู้ป่วย โดยตัวอุปกรณ์จะทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ทีมWELSEซึ่งใช้เวลา1ปี ในการคิดค้นอุปกรณ์ดังกล่าว เป็นนวัตกรรมที่ตรวจสอบเลือดเพื่อวัดระดับค่าตับแบบEarly detectionจากเดิมเวลาคนไปตรวจเลือดเพื่อตรวจหาโรคต้องเดินทางไปโรงพยาบาลและต้นทุนในการตรวจปกติต่อการเจาะเลือดหนึ่งครั้งตกอยู่ที่150บาทต่อ1 sampleแต่DeviceของWELSEนี้จะช่วยย่อขนาดของเครื่องตรวจเลือดเหลือเป็นเครื่องเล็กๆ ที่สามารถเข้าถึงในระดับชุมชนและชนบทที่ห่างไกลได้ และต้นทุนลดเหลือ30บาท ต่อ1 sampleและ1 sampleสามารถวัดค่าได้3ระดับเอนไซม์ในเลือด3ชนิด คือAST, ALTและGGT

ตรวจเลือดด้วยอุปกรณ์พกพา

     ลูกคิด-พสธร สุวรรณศรี

    ลูกคิด ทำส่วนซอฟต์แวร์ทั้งหมดของโปรเจค ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชันIoTและCloud รวมถึงMobile Applicationการทำเว็บต่างๆได้ว่าเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นไปจนถึงใช้งานได้จริง ใช้ประโยชน์จากBig Data,IoTและCloudรวมถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากห้องเรียน

ตรวจเลือดด้วยอุปกรณ์พกพา

  ปังปอนด์-ภาสกร จันทรมหา

     ขณะที่ปังปอน  รับผิดชอบในส่วนของฮาร์ดแวร์ทั้งหมด ได้ความรู้ใหม่ๆได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ภาคเอกชนอย่างG-ABLEหรือSCGซึ่งในส่วนของกลุ่มบริษัทG-ABLEร่วมกับKMUTTโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และSCG Chemicalในการสร้างสรรค์ พัฒนาผลงานเพื่อให้สามารถใช้ได้จริงในโรงพยาบาลต่างๆ ต่อยอดโครงการให้กลายเป็นบริษัทStart upนี้เป็นเป้าหมายที่พวกเราวางไว้ แต่ก็ต้องพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมดังกล่าวไปเรื่อยๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาให้เกิดเป็นอุปกรณ์ที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น

ดื่มแอลกอฮอล์จัด ส่งผลร้ายกระทบข้อสะโพกเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289126

ดื่มแอลกอฮอล์จัด ส่งผลร้ายกระทบข้อสะโพกเสื่อม

แอลกฮอลล์, ดื่ม, ดื่มแอลกอฮอล์จัด, Cobalt Chromium, Ceramic, STEM, Minimally Invasive Surgery MIS, Direct Anterior Approach, Bikini Incision, Langers line, Keloid, No Hip Precaution, No Limping, Anti-Gravity Treadmill

เผยคนไทยดื่มเหล้ามากที่สุดอันดับ 5 ของโลก ชี้สาเหตุอุบัติเหตุ และสุขภาพต่อกระดูกข้อสะโพก

       ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกเคยระบุว่า คนไทยดื่มเหล้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก และเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุด เห็นได้จากสถิติอุบัติเหตุในทุกช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาว นอกจากนี้ ผลจากการดื่มสุรายังทำให้เกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา เช่น การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทะเลาะวิวาท และอาชญากรรม รวมถึงผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพด้วย โดยเฉพาะผลกระทบต่อกระดูกข้อสะโพก ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคข้อสะโพกมากขึ้น

ดื่มแอลกอฮอล์จัด ส่งผลร้ายกระทบข้อสะโพกเสื่อม  ดื่มแอลกอฮอล์จัด ส่งผลร้ายกระทบข้อสะโพกเสื่อม

สำหรับประเทศไทยนั้น มีอุบัติการณ์ของการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมปีละกว่า 25,000 ราย  พบได้ทั้งหญิงและชาย พบมากขึ้นในอายุ 40 ปีขึ้นไป โรคข้อสะโพกเสื่อมเกิดจากหลายปัจจัย โดยมักจะเกิดจากการสึกหรอของผิวข้อต่อระหว่างกระดูกเบ้าสะโพกและกระดูกต้นขา รวมไปถึงการทรุดตัวของหัวกระดูกต้นขา กระดูกสะโพกหัก โรคหัวกระดูกสะโพกตาย สำหรับวัยกลางคนจากสถิติพบว่า มีปัญหากระดูกสะโพกเสื่อมได้เช่นกัน สาเหตุเนื่องมาจากดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เพราะจะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงข้อสะโพกลดลง ทำให้กระดูกส่วนนั้นยุบหรือตาย กระดูกก็จะอ่อนแอทำให้ผิวเริ่มอักเสบ ขรุขระ ในบางคนทานยาที่มีส่วนผสมของ สเตียรอยด์ปริมาณมาก ส่งผลให้เลือดหนืดไหลเวียนไม่ดีไม่สามารถเลี้ยงหัวกระดูกสะโพกได้

            นพ.พนธกร พานิชกุล ศัลยแพทย์ออโธปิดิกส์ เฉพาะทางด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อด้วยเทคนิคการซ่อนแผลผ่าตัด โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อนั้น โดยปกติแล้วแนวแผลผ่าตัดจะอยู่บริเวณหน้าต้นขา ซึ่งอาจจะเห็นแผลได้ง่าย แต่ด้วยเทคนิคการลงแผลแบบใหม่ จะมีการการซ่อนแผลผ่าตัดใต้ต่อขาหนีบหรือที่เรียกว่า BIKINI Incision  ซึ่งก่อนจะทำการผ่าตัด แพทย์จะใช้ Digital Template Surgical Planning วางแผนถึงตำแหน่งการตัดกระดูกและการวางข้อสะโพกเทียมในตำแหน่งที่ถูกต้อง เลือกขนาดของข้อเทียมให้เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล มีทั้งข้อโคบอลโครเมียม (Cobalt Chromium) หรือข้อเซรามิก (Ceramic) เพื่อการใช้งานที่ยาวนานขึ้น และใช้แกนกระดูกข้อเทียมรุ่นใหม่ (STEM)เพื่อแก้ไขปัญหาข้อสะโพกเทียมจมเมื่อใช้ไปนานๆ จากนั้นแพทย์จะทำการผ่าตัดแบบแผลเล็ก แบบซ่อนแผลผ่าตัด (Minimally Invasive Surgery: MIS) โดยเข้าจากด้านหน้าข้อสะโพก (Direct Anterior Approach)

ดื่มแอลกอฮอล์จัด ส่งผลร้ายกระทบข้อสะโพกเสื่อม

ที่สำคัญการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่ แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ ด้วยเทคนิคซ่อนแผลผ่าตัด แนบเนียน เพราะแผลผ่าตัดจะอยู่ด้านหน้าบริเวณขาหนีบซ่อนใต้แนวกางเกงใน(Bikini Incision) ทำให้ไม่เห็นรอยแผลเมื่อใส่กางเกงขาสั้นหรือชุดว่ายน้ำ เพราะเป็นการผ่าตามทิศทางธรรมชาติของผิวหนัง (Langer’s line) ตามแนวเส้นใยคอลลาเจนของผิวหนังชั้น dermis ซึ่งเป็นแนวที่ขนานไปกับแนวเส้นมัดกล้ามเนื้อ

การผ่าตามแนวทิศทางธรรมชาติของผิวหนังจะทำให้การสมานตัวของแผลผ่าตัดดีขึ้น จึงลดการเกิดแผลเป็นหรือคีรอยด์ (Keloid) โดยขนาดของบาดแผลผ่าตัดนั้นจะมีความยาวประมาณ 3-4 นิ้ว ใต้ต่อขาหนีบตามแนวกางเกงในของผู้ป่วย และยังมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม (แบบเดิมแผลยาวประมาณ 6-8 นิ้ว เพราะจะทำการผ่าตัดจากทางด้านหลังหรือด้านข้าง ซึ่งต้องมีการตัดกล้ามเนื้อรอบสะโพก อาจทำให้เจ็บปวดเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อรอบสะโพกอ่อนแรง เดินกระเผลก (Limping) และมีอัตราการหลุดของข้อสะโพกหลังผ่าตัดเพิ่มขึ้น)

ดื่มแอลกอฮอล์จัด ส่งผลร้ายกระทบข้อสะโพกเสื่อม

การผ่าตัดแนวใหม่นี้มีความแม่นยำในการเช็กความยาวขาและตำแหน่งของข้อสะโพกเทียมได้ดีขึ้นเพราะเป็นการผ่าตัดในท่านอนหงาย สามารถใช้เครื่องเอกซเรย์แบบ C-arm ช่วยวางตำแหน่งข้อเทียมให้ถูกต้องมากขึ้น ตรวจความยาวขาทั้งสองข้างให้เท่ากันได้ง่ายในขณะผ่าตัด จึงลดปัญหาขาสั้นยาวไม่เท่ากันหลังผ่าตัด และสามารถผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกพร้อมกัน 2 ข้างได้ในครั้งเดียว อีกทั้งระหว่างผ่าตัดมีระบบป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัด แพทย์จะใส่ชุดผ่าตัดพิเศษเหมือนชุดมนุษย์อวกาศ ช่วยลดอัตราการติดเชื้อหลังผ่าตัดได้อีกด้วย

ข้อดีของการผ่าตัดแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อนั้นจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว เจ็บปวดน้อยลง ลดอัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดหลังการผ่า ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อสะโพกจะหลุด (No Hip Precaution) สามารถลุกเดินได้โดยไม่มีการเอียงของลำตัว (No Limping) กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น  นอกจากนี้ ยังมีการฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัด ด้วยเครื่องหัดเดินในสภาวะไร้น้ำหนัก Alter G (Anti-Gravity Treadmill) ซึ่งเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยหลังการผ่าตัดข้อสะโพกและข้อเข่า ช่วยให้ฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัดได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องกังวลถึงความเจ็บปวด