จากมหิดลโรงเรียนหมอ สู่ ENTREPRENEURIAL

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289118

จากมหิดลโรงเรียนหมอ สู่ ENTREPRENEURIAL

มมหิดล, จากมหิดลโรงเรียนหมอ, สู่, Entrepreneurial, World Class University, Entrepreneur Life Cycle

ม.มหิดล ขับเคลื่อนนโยบาย Entrepreneurial ก้าวสู่การเป็น World Class University พร้อมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรม5แห่ง

       “World Class University” อีกหนึ่งเป้าหมายของมหาวิทยาลัยไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) ได้ประกาศ แนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การเป็น World Class University ผ่านนโยบาย MAHIDOL:Towards Being an Entrepreneurial University จากโรงเรียนหมอ ขับเคลื่อนสู่Entrepreneurial University

        ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรุนแรงหากใครปรับตัวไม่ทันอาจอยู่ในโลกนี้ได้ยาก ซึ่งมหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญอย่างมากที่ต้องปรับเปลี่ยน เพราะเราต้องสร้างคนที่มีคุณภาพ คิดเป็น ทำเป็น ขณะเดียวกันอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญ คือ สร้างงานวิจัย องค์ความรู้ นวัตกรรมใหม่ๆ ต่อยอดใหม่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงต้องทำให้มีอิสระทางความคิด แนวคิด MAHIDOL:Towards Being an Entrepreneurial University เป็นการพัฒนานักศึกษาซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ และศักยภาพ องค์ประกอบของมหาวิทยาลัย ความพร้อมของอาจารย์ สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความรู้ความสามารถ เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและเอกชน

จากมหิดลโรงเรียนหมอ สู่ Entrepreneurial

     “การเป็นมหาวิทยาลัยอันดับโลกมีองค์ประกอบสำคัญ คือ การมีคนเก่ง ซึ่งเรามีทั้งนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรที่เก่ง มีแหล่งทุนทั้งด้านทุนมนุษย์ และทุนวิจัย รวมถึงต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีความคล่องตัว ส่งเสริมมให้มหาวิทยาลัยก้าวเข้าสู่อันดับโลก มหาวิทยาลัยต้องสร้างนิสิตนักศึกษาให้เก่ง และมีความเป็น Entrepreneurial เก่ง พัฒนาตนเอง ปรับตัวเท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผู้ที่อยู่ที่ไหนก็ไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น กล้าคิด กล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง ต้องเป็นผู้สร้างงานวิจัย องค์ความรุ้ใหม่ๆ มีนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถใช้เชิงพาณิชย์ ทำประโยชน์ให้สังคม ผลักดันให้มม.สู่ม.อันดับโลกได้ ”ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว

จากมหิดลโรงเรียนหมอ สู่ Entrepreneurial

 การก้าวสู่ World Class University โดยใช้แนวคิด MAHIDOL:Towards Being an Entrepreneurial University โดยมหาวิทยาลัยได้กำหนดยุทธศาสตร์ 5 ข้อที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

1. ยุทธศาสตร์บูรณาการด้านการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะความเป็นผู้ประกอบการ พัฒนาและปรับปุรงหลักสูตรด้านทักษะความเป็นผู้ประกอบการที่ครอบคลุมวงจรผู้ประกอบการ(Entrepreneur Life Cycle) โดยออกแบบให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความเชี่ยวชาญของภาควิชาต่างๆ เช่น Science Based Entrepreneur, Digital Based Entrepreneur, Creative Based Entrepreneur นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังได้ปรับเปลี่ยนด้านการเรียนการสอนไปสู่การมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เน้นการคิดค้นงานวิจัยที่เกิดมาจากความคิดสร้างสรรค์และนำนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนพร้อมทั้งสามารถต่อยอดสู่ผลงานหรือผลิตภัณฑ์ที่สร้างประโยชน์ได้จริงมากขึ้น

       2.ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงสหวิทยาการ พัฒนากิจกรรมเพื่อสนับสนุนการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย คณาจารย์ หน่วยงานจากภาครัฐ เอกชน และชุมชนในการทำวิจัยที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาและยกระดับศักยภาพด้านสังคมและเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการทำวิจัยร่วมและการทำวิจัยแบบสหวิทยาการ โดยมีกิจกรรมขับเคลื่อน อาทิ การจัด Networking Event การสร้าง Partnership โดยตรงกับบริษัทและชุมชนที่ตั้งโดยรอบมหาวิทยาลัย การสนับสนุนทุนวิจัย เป็นต้น

จากมหิดลโรงเรียนหมอ สู่ Entrepreneurial

    3.ยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายและชุมชนนวัตกรรม มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายที่ครอบคลุมกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในด้านศิษย์เก่า องค์กรภาครัฐ และชุมชนเพื่อสนับสนุนการค้นหาผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมกิจกรรมขับเคลื่อนสู่การเป็น Entrepreneurial University โดยมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การสร้างเครือข่าย Mentors, Experts และ Investors

      4. ยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรุู้และนวัตกรรม มุ่งบริหารงานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการดำเนินงานและพัฒนาบุคลากรให้มีส่วนร่วมกับกิจกรรม Entrepreneurial University โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การเปิดโอกาสให้บุคลากรของสถาบันเพิ่มพูนทักษะและความรู้

      5.ยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่สร้างสรรค์ มุ่งเน้นการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม โดยมีกิจกรรมต่างๆรองรับ โดยเฉพาะการพัฒนา Innovative Space เพื่อสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบสิ่งประดิษฐ์ เช่น Makerspace การสนับสนุนพื้นที่ Co-Working Space เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานร่วมกันและรองรับการพัฒนาธุรกิจใหม่

จากมหิดลโรงเรียนหมอ สู่ Entrepreneurial

       นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยมหิดลได้เปิด Innovation Space 5 แห่งได้แก่ 1.คณะวิทยาศาสตร์ วิทยาเขตพญาไท 2.วิทยาลัยนานาชาติ 3.คณะวิศวกรรมศาสตร์ 4.อาคารเจรจานวัตกรรม และ 5. ศูนย์พัฒนาเครื่องมือแพทย์และนวัตกรรมทางสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งดำเนินการร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยแต่ละพื้นที่จะมีเครื่องมือและบริการที่ต่างกันเพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมเฉพาะทางที่สร้างคุณค่าได้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

       “เราตั้งเป้าว่าบัณฑิต มม.ทั้งหมด ต้องมีคุณลักษณะ 4 อย่าง ได้แก่ ต้องรู้กว้างและลึกทั้งในแง่วิชาชีพ มีความเก่งระดับโลก และเก่งในการพัฒนาตนเองให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในที่ที่ตนอยู่ มีความเป็น Entrepreneur ความคิดสร้างสรรค์ ต้องทำดีและคืนประโยชน์แก่สังคม” อธิการบดี มม.กล่าว

จากมหิดลโรงเรียนหมอ สู่ Entrepreneurial

      ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวอีกว่า การที่จะให้ใครสักคนอยากทำอะไรเพื่อเป็นประโยชน์แก่ชุมชนและสังคมนั้น ถือเป็นความท้าท้าย เป็นโจทย์ที่มหาวิทยาลัยต้องคิดเพื่อให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในอนาคตและการปรับตัวของมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงการเรียน หลักสูตรเท่านั้น การสอนก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย จะล้าสมัยคงไม่ได้ อาจารย์ไม่ใช่ทำหน้าที่ผู้สอน แต่เป็นเมนเทอร์ หรือผู้ให้คำปรึกษา หรือครูพี่เลี้ยงเพื่อให้เด็กได้ทำสิ่งที่คิดจนสำเร็จ และอนาคตมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงเปิดรับเฉพาะเด็กจบมัธยมศึกษาเท่านั้น แต่ต้องเป็นที่รองรับเด็กมัธยมศึกษาไปจนถึงผู้สูงอายุ พัฒนาตนเองตลอดเวลา และต่อยอดการเปลี่ยแปลงไปสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติต่อไปฃ

        0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 qualitylife4444@gmail.com 0

‘รักใครให้อ่านเลย…”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289124

‘รักใครให้อ่านเลย…”

อ่าน, รักใคร, รักใครให้อ่านเลย, รรยางหล่อวิทยาคาร, สพม, เลย-หนองบัวลำภู,  O-NET, Forward system, Backward  system

สพม.19 ปลื้มกิจกรรม “รักใครให้อ่านเลย…” ช่วยยกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน “ร.ร.ยางหล่อวิทยาคาร”

       …พลังแห่งความมุ่งมั่นตั้งใจและแรงปรารถนาดีที่มีต่อผู้อื่นด้วยศรัทธาและความเชื่อที่มีต่อหลักการแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้แก่กัน เป็นการให้ที่มีคุณค่าที่ผู้รับไม่สามารถปฏิเสธได้ เนื่องจากการกล่าวถ้อยคำเพียงสั้น ๆ แต่กินใจ เช่นว่า… “อยากให้อ่านหนังสือเรื่องนี้…….จังเลย”   “ อ่านให้หน่อยนะ  รักนะจึงให้อ่าน”  “ครูอยากให้หนู…อ่านเรื่อง……..จังเลย”  “อ่านให้ครูหน่อยนะจ๊ะ พรุ่งนี้เรามาคุยเรื่องนี้…กันนะจ๊ะ”

จากความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กันจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการจุดประกายแห่งการอ่านและพัฒนาไปสู่คุณลักษณะแห่งนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นได้อย่างมหัศจรรย์ คือจุดเริ่มต้นของกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ‘รักใครให้อ่านเลย… อาเซียน” ของโรงเรียนยางหล่อวิทยาคาร ต.ยางหล่อ อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพม.) เขต 19 (เลย-หนองบัวลำภู) โรงเรียนที่ได้รับเลือกให้เป็นโรงเรียน ห้องสมุดมีชีวิตต้นแบบ สพฐ. รุ่นที่ 6 ประจำปี 2556

‘รักใครให้อ่านเลย...”

นางปดิวรัดดา ศรีบุรินทร์ ครูบรรณารักษ์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนยางหล่อวิทยาคาร  สพม.19 กล่าวว่า กิจกรรม  “รักใครให้อ่านเลย…อาเซียน”  เป็นกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านด้วยการสร้างเครือข่าย เพื่อกระตุ้นและ ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและเตรียมความพร้อมในการทดสอบระดับชาติ ( O-NET)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  วิชาภาษาไทย    และเป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับเรื่องอาเซียน และส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน สำหรับ ผู้บริหารโรงเรียน  ครูผู้สอน และผู้สนใจ ซึ่งมีครูบรรณารักษ์และครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเป็นหลักในการดำเนินกิจกรรม
โดยแนวคิดการจัดกิจกรรม “รักใครให้อ่านเลย…อาเซียน”  เริ่มต้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2556 โดยมี ดร.วิมล  ปานะถึก อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนยางหล่อวิทยาคาร เป็นผู้ริเริ่ม และมีการสานต่อกิจกรรมโดยนายธารา พิลาแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนคนปัจจุบัน  โดยในช่วงปีแรกหนังสือที่เลือกนำมาสร้างเครือข่ายรักการอ่านเป็นหนังสืออะไรก็ได้ที่ชอบอ่านและอยากจะส่งต่อให้ผู้อื่นได้อ่านด้วย และเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปลายปี  2558 หนังสือที่เลือกจึงให้เป็นหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

‘รักใครให้อ่านเลย...”

 “การส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้วยการสร้างเครือข่าย “รักใครให้อ่านเลย…อาเซียน” ปัจจุบันเป็นปีที่ 5  ที่ได้กิจกรรมและประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง  ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่าเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง  เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่มีความง่ายต่อการดำเนินการ ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากสลับซับซ้อน สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องอาศัยงบประมาณ  เนื่องจากใช้หนังสือที่มีอยู่แล้วในห้องสมุด ไม่กระทบต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนปกติ  เกิดความสุขเมื่อได้ทำ  และยังเป็นการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้ทุกคนได้เป็นอย่างดี”
นางปดิวรัดดา กล่าวอีกว่า รูปแบบในการสร้างและขยายเครือข่ายมี 2 รูปแบบ คือ รูปแบบจากแม่ข่ายลงสู่เครือข่ายด้วยระบบส่งต่อ (Forward system) โดยเริ่มต้นจากแม่ข่ายส่งต่อไปยังเครือข่าย เมื่อเครือข่ายอ่านแล้วก็จะส่งต่อไปยังเครือข่ายคนต่อ ๆ ไป เป็นระบบลูกโซ่  และรูปแบบจากแม่ข่ายลงสู่เครือข่ายด้วยระบบส่งกลับ (Backward  system) โดยเริ่มต้นจากแม่ข่ายส่งต่อไปยังเครือข่าย เมื่อเครือข่ายอ่านแล้วก็จะส่งกลับไปยังแม่ข่าย และแม่ข่ายก็จะส่งต่อให้เครือข่ายคนต่อไป เมื่อเครือข่ายคนต่อไปอ่านแล้วก็จะส่งกลับมายังแม่ข่าย ทำเช่นนี้ต่อเนื่องไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และเครือข่ายคนอื่น ๆ ก็จะพัฒนาเป็นแม่ข่ายส่งให้เครือข่าย อย่างมีระบบ

‘รักใครให้อ่านเลย...”

  นายจิรวัฒน์  เข็มทอง  นักเรียนชั้น ม.6 เป็นนักเรียนรุ่นแรกที่ทำกิจกรรมรักใครให้อ่านเลย กล่าวว่า  ตนเองเป็นยุวบรรณารักษ์ของห้องสมุดตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.1 และมีโอกาสได้ช่วยครูบรรณารักษ์ทำกิจกรรมต่างๆ ของห้องสมุดอยู่เสมอ เป็นคนชอบอ่านหนังสือ  เห็นว่ากิจกรรมรักใครให้อ่านเลยเป็นกิจกรรมบูรณาการให้เข้ากับการจัดการเรียนรู้ของทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลากหลาย   เป็นอย่างดี
  น.ส.วิภาวดี นาคขุนทด นักเรียนชั้น ม.6  เป็นนักเรียนที่เคยไปชนะเลิศการประกวดแข่งขันกิจกรรมยุวบรรณารักษ์ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และได้รับรางวัลระดับเหรียญเงิน ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 66 ที่จังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ตนเองชอบเข้าห้องสมุดและอ่านหนังสืออยู่เสมอ  ตั้งแต่มีกิจกรรมรักใครให้อ่านเลย ทำให้ตนเองมีความสุขและสนุกในการสร้างเครือข่ายรักการอ่านมาก  นำไปต่อยอดให้คนในครอบครัวได้เรียนรู้เรื่องภาษาอาเซียน  ช่วยสร้างสานความสัมพันธ์อันดีทำให้ทุกคนรักกัน และมีความสุขในการอ่านและเรียนรู้ไปในตัวอีกด้วย และอยากจะให้คโรงเรียนดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ ตลอดไป

‘รักใครให้อ่านเลย...”
       นายธารา พิลาแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนยางหล่อวิทยาคาร  กล่าวว่า  ผลจากการดำเนินกิจกรรม “รักใครให้อ่านเลย…อาเซียน”  ปีที่ 5 ถือว่าประสบความสำเร็จสูงสุด มีตัวชี้วัดถึงคุณภาพของการจัดการศึกษาเป็นอย่าดี  คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่  1-3  มีความสามารถอ่านคล่อง  เขียนคล่อง ได้ร้อยละ  80  และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  มีผลการ ทดสอบระดับชาติ ( O-NET)  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (  ปี 2557  เฉลี่ย 32.12   ปี 2558  เฉลี่ย 40.98  ) โดยปี  2558 เพิ่มขึ้น 8.86 และปี 2559 (ปี 2558  เฉลี่ย 40.98  ปี 2559  เฉลี่ย 48.44) เพิ่มขึ้น 7.46  ซึ่งถือว่าเป็นที่น่าพอใจและถือเป็นค่าคะแนนในการพัฒนานักเรียนให้มีคะแนนสูงขึ้นในทุกปี

เผยชื่อผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น พิธีกร นักร้องดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289114

เผยชื่อผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น พิธีกร นักร้องดัง

กันตถาวร, กันต์, ยิ, วันภาษาไทยแห่งชาติ, ประจำปี 2560, เต๋า ภูศิลป์  วารินร, พิธีกร, นักร้องดัง, กันต์ กันตถาวร, แอ๊ด-คาราบาว-ปาน-ธนพร, สวธ, สายัณห์ ปาลี, ปรังฤทธิ์, องค์การมหาชน, บันทึกไว้ในงานจิตรกรรม, นวล ปาจิณพยัคฆ์, ปัญหาการใช้คำภาษาไทย, เมฆ อาร์มี่, ธานินทร์ อินทรเทพ, ปาน ธนพร, เต้ย จักร์รินท์

วธ.จัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ วันที่ 27 ก.ค.นี้ประกาศชื่อปูชนียบุคคล ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น 15 คน เช่น “กันต์ กันตถาวร” ส่วนเพชรในเพลง เช่น “แอ๊ด-คาราบาว-ปาน-ธนพร”

           เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 60 ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม แถลงข่าวงาน “วันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2560” โดยมีนายกฤษญพงษ์ ศิริ ปลัด วธ. นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และผู้บริหาร วธ.เข้าร่วม

เผยชื่อผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น พิธีกร นักร้องดัง

นายวีระ กล่าวว่า วันภาษาไทยแห่งชาติตรงกับวันที่ 29 ก.ค.ของทุกปี โดยปีนี้การจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2560 จะจัดขึ้นในวันที่ 27 ก.ค. 2560 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กิจกรรมครั้งนี้ วธ.ร่วมมือกับองค์กรเครือจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านภาษาและวรรณกรรมที่ทรงเป็นนักปราชญ์และนักภาษาไทย ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงร่วมอภิปรายปัญหาการใช้ภาษาไทยการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รมว.วัฒนธรรม  กล่าวต่อไปว่า ในวันภาษาไทยแห่งชาติ วธ. โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) และกรมศิลปากร (ศก.) ได้คัดเลือกบุคคลและองค์กร เพื่อรับเข็ม โล่เชิดชูเกียรติและมอบรางวัล เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ดังนี้ ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย 2 คน ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น 15 คน ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น 8 คน และผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทยประเภทบุคคล 5 คน และประเภทองค์กร 5 องค์กร ส่วนศิลปิน ผู้ได้รับรางวัลเพชรในเพลง 23 รางวัล

เผยชื่อผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น พิธีกร นักร้องดัง

ศ.ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต-รศ.บุญยงค์ เกศเทศ-นายชมพร เพชรอนันต์กุล-นางปราศรัย รัชไชยบุญ

นายวีระ กล่าวต่อไปว่า สำหรับรายชื่อผู้ได้รับรางวัล มีดังนี้ รางวัลปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย 2 คน ได้แก่ ศ.ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต และ รศ.บุญยงค์ เกศเทศ รางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น รวม 15 คน แบ่งเป็น กลุ่มนักวิชาการ 3 คน ได้แก่ รศ.จิตต์นิภา ภักดีชุมพล ศรีไสย์,ผศ.บัวผัน สุพรรณยศ และน.ส.ละเอียด สดคมขำ,กลุ่มพิธีกร 4 คน ได้แก่ นายกันต์ กันตถาวร , น.ส.ประวีณมัย บ่ายคล้อย,นางมุทิตา อิทธิผล และน.ส.อริสรา กำธรเจริญ  กลุ่มนักเขียน 3 คน ได้แก่ นายชมพร เพชรอนันต์กุล นายนิพล รัตนพันธ์ และนางปราศรัย รัชไชยบุญ ศิลปิน 1 คน ได้แก่ นางมัณฑนา อยู่ยั่งยืน และกลุ่มชาวต่างประเทศ 4 คน ได้แก่ นายชิเงกิ โคบายาชิ,นายปีเตอร์ มิเชนเนอร์,นายปีเตอร์ เฮย์มอนด์ และนางวีเบคเก้ ลีแซนด์ แลร์วอก

รางวัลผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น 8 คน ได้แก่ นายคฑาวุธ ทองไทย, นายเฉลิมพล มาลาคำ, นายธราธิป ส่งเสริม,น.ส.ลำดวน สุวรรณภูคำ,น.ส.ลำใย พานิชย์, นายวิเชียร เกื้อมา, พระครูวิบูลกิตติรักษ์ (สายัณห์ ปาลี) และพระนคร ปัญญาวชิโร (ปรังฤทธิ์)

รางวัลผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย ประเภทบุคคล 5 คน ได้แก่ นายดิเรก อินจันทร์ ,นายตอฮีรน หะยีเลาะแม, นางประกอบ ลาภเกษร ,นายประพัฒน์ แสงวณิช และ นายสมคิด   จูมทอง

เผยชื่อผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น พิธีกร นักร้องดัง

ประเภทองค์กร 5 องค์กร ได้แก่ 1.กองทุนหม่อมหลวงบุญเหลือเทพยสุวรรณ 2.มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ 3.มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชูปถัมภ์ 4.มูลนิธิศาสตราจารย์ หม่อมหลวง จิรายุ–ศาสตราจารย์ ท่านผู้หญิงพูนทรัพย์ นพวงศ์ และ 5.สถาบันอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน วัดสูงเม่น อ.สูงเม่น จ.แพร่

“ในปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ วธ.ได้ประสานขอความร่วมมือไปยังสถานทูตกว่า 9 ประเทศประจำประเทศไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ ฮังการี ไนจีเรีย มอลตา จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยเชิญชวนเอกอัครราชทูต และผู้แทนสถานทูตแต่ละประเทศถ่ายคลิปวีดีโอรณรงค์การใช้ภาษาไทย เพื่อเผยแพร่และส่งเสริมการใช้ภาษาไทย ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เสริมสร้างความสัมพันธ์เกียรติภูมิและภาพลักษณ์ที่ดี เพื่อนำความเป็นไทยสู่สากล”นายวีระ กล่าว

รมว.วัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันยังมีกิจกรรมเสวนาเรื่อง “ครบเครื่องเรื่องภาษาไทยและการประยุกต์ใช้ในสังคมสื่อดิจิทัล” ณ หอประชุมใหญ่ฯ มีวิทยากร คือ นายนพพร เพริศแพร้ว น.ส.เขมนิจ จามิกรณ์ และ ดร.เพชรยุพา บุรณ์สิริจรุงรัฐ ผู้ดำเนินการเสวนา  และที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ร่วมกับคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดเสวนาวิชาการ “บันทึกไว้ในงานจิตรกรรม” วันที่ 29–30 กรกฎาคมนี้ ณ หอประชุมศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และจัดนิทรรศการเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ อีกทั้งมีการแสดงการขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ โดยเครือข่ายผู้รักภาษาไทย การแสดงการสวดโอ้เอ้วิหารราย การแสดงภาษาพาโชว์ โดยนายนพพร เพริศแพร้ว

เผยชื่อผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น พิธีกร นักร้องดัง

นอกจากนี้ ศก.จัดพิมพ์หนังสือหายาก เรื่อง บุรุษเรืองนามของหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งจัดพิมพ์หนังสือวันภาษาไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2560 และจัดพิมพ์บันทึกการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานกระแสพระราชดำริ เรื่อง “ปัญหาการใช้คำภาษาไทย” เพื่อเป็นที่ระลึกให้แก่ผู้ร่วมงาน

ด้าน นายอนันต์ กล่าวว่า กรมศิลปากรได้ดำเนินการประกวดเพชรในเพลงเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงที่มีผลงานดีเด่นภาษาไทย ได้แก่ นักประพันธ์เพลงที่มีความสามารถในการผสมผสานในการใช้ความรู้ทางภาษาวรรณศิลป์ คีตศิลป์ จินตนาการได้เหมาะสม นักร้องที่ออกเสียงถูกต้องตามหลักภาษาไทย มีการออกเสียงได้เหมาะสมกลมกลืนกับดนตรี มีจังหวะอารมณ์ขับร้องใช้ภาษาได้ยอดเยี่ยม ซึ่งปีนี้มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด 385 เพลง โดยคณะกรรมการตัดสินให้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 23 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลการขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย รางวัลชนะเลิศ เพลงพ่อภูมิพล ผู้ขับร้อง นายยืนยง โอภากุล รางวัลชมเชย 2 รางวัล เพลงสวรรค์ปลายด้ามขวาน ผู้ขับร้อง จ่าสิบเอกเกียรติเมฆ มีมาก (เมฆ อาร์มี่) และเพลงมะลิ ผู้ขับร้อง นายธานินทร์ อินทรแจ้ง (ธานินทร์ อินทรเทพ) ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง รางวัลชนะเลิศ เพลงตราบลมหายใจสุดท้าย ผู้ขับร้อง น.ส.ธนพร แวกประยูร (ปาน ธนพร) รางวัลชมเชย 2 รางวัล เพลงคำถามแห่งชีวิต ผู้ขับร้อง น.ส.ปราชญา ศิริพงษ์สุนทร และเพลงขอเป็นแค่ดาว ผู้ขับร้อง น.ส.ดวงดาว ทินโรจน์

เผยชื่อผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น พิธีกร นักร้องดัง

แอ๊ด-คาราบาว,ปาน-ธนพร,ครูสลา,โน๊ต เชิญยิ้ม

ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย รางวัลชนะเลิศ เพลงทุ่งเหงา ผู้ขับร้องนายจักรพงศ์ หาญภิรมย์ รางวัลชมเชย 2 รางวัล เพลงขายข้าวขอนาง ผู้ขับร้อง นายจักร์รินท์ ศิลา (เต้ย จักร์รินท์) และเพลงฝากเพลงถึงเธอ ผู้ขับร้อง นายเกษม ศรีสมบูรณ์ (เต๋า ภูศิลป์  วารินรักษ์) และ ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง รางวัลชนะเลิศ เพลงรอพี่ที่บ้านนอก ผู้ขับร้อง น.ส.นิภาพร บุญยะเลี้ยง (กระแต อาร์สยาม) และรางวัลชมเชย 2 รางวัล เพลงลองรัก ผู้ขับร้อง น.ส.สุพรรษา ยิ้มพรรณวงษ์ (ยิ้ม สุทธิดา) และเพลงทำดีตามรอยพ่อ ผู้ขับร้อง น.ส.เสาวลักษณ์ โกสุมพันธ์ (เหมียว คุณาธาร)

2.รางวัลการประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทย ประเภทประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล รางวัลชนะเลิศ เพลงตราบลมหายใจสุดท้าย ผู้ประพันธ์ พระปกรณ์วินน์ ฐิตวํงโส และรางวัลชมเชย 2 รางวัล เพลงคำถามแห่งชีวิต ผู้ประพันธ์ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี และเพลงสวรรค์ปลายด้ามขวาน ผู้ประพันธ์ จ่าสิบเอก เกียรติเมฆ มีมาก (เมฆ อาร์มี่) ประเภทการประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง รางวัลชนะเลิศ เพลงทุ่งเหงา ผู้ประพันธ์ นายบำเรอ ผ่องอินทรกุล (โน้ต เชิญยิ้ม)  และ รางวัลชมเชย 2 รางวัล เพลงเล่าสู่หลานฟัง ผู้ประพันธ์ นายสลา คุณวุฒิ และเพลงดับไฟใต้ ผู้ประพันธ์ นายสมนึก ทองมา (ครูชลธี ธารทอง)

3.รางวัลเชิดชูเกียรติ ดังนี้ รางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษผู้มีคุณูปการต่อวงการเพลง นายวิรัช อยู่ถาวร รางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษองค์กรที่สนับสนุนการเผยแพร่เพลงไทยที่มีคุณภาพ ได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์ รางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษครูเพลงผู้ประพันธ์เพลงอมตะ นายสุรพล โทณะวณิก และรางวัลเชิดชูเกียรติผู้ประพันธ์เพลงดีเด่นในอดีต 2 รางวัล ได้แก่ เพลงเกิดมาพึ่งกัน นายไสล ไกรเลิศ และเพลงเทพธิดาผ้าซิ่น นายสมนึก ทองมา (ครูชลธี ธารทอง)

สธ.ชู‘น้องนิว’อุทาหรณ์สร้างความปลอดภัยผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289134

สธ.ชู‘น้องนิว’อุทาหรณ์สร้างความปลอดภัยผู้ป่วย

2P SAFETY, สรพรับรองคุณภาพสถานพยาบาล, มาตราฐาน HA, น้องนิว, องค์การมหาชน

รมว.สาธารณสุข ชี้กรณีน้องนิว เป็นอุทาหรณ์ ให้สธ.-คนไข้ร่วมสร้างความปลอดภัยผู้ป่วยขณะเข้ารับการรักษา ระบุโรคนี้หายากมากในชีวิตเป็นหมอเคยเจอ2-3คนเสียใจกับครอบครัว

    นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข ครั้งที่ 2/2560 วันที่ 24 ก.ค.2560 จัดโดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. กรณีเสียชีวิตของน้องนิว วัย 15 ปี ว่า กระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่ดูแลและให้การรักษาผู้ป่วยทุกคนให้มีสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุขด้วยหรือที่เรียกสั้น ว่า 2P SAFETY ให้ประเทศไทยมีระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและความปลอดภัย

    “กรณีน้องนิว ที่เกิดขึ้นถือว่าไม่ปกติ เป็นโรคที่หายากในชีวิตของแพทย์ที่ศิริราช เคยเจอ2-3ราย ยากที่จะให้การรักษา พอเกิดเรื่องเนื่องจากขาดประสบการณ์ทำให้การรักษาช้าลง ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ ถือเป็นอุทาหรณ์ซึ่งจะนำไปเป็นบทเรียนและรูปแบบการดูแลผู้ป่วย พร้อมกันนี้ก็เสียใจกับครอบครัวน้องนิว” รมว.สาธารณสุข กล่าว

สธ.ชู‘น้องนิว’อุทาหรณ์สร้างความปลอดภัยผู้ป่วย

   นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

    ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาตั้งแต่การเข้ารับการรักษา การคัดกรอง ต้องมีการรอ เพราะแพทย์และพยาบาลมีจำนวนจำกัด ทางออกสำหรับเรื่องนี้คือ ผู้ป่วย และ บุคลากรทางการแพทย์ต้องร่วมมือกัน ถ้าผู้ป่วยรอนานต้องแจ้งให้พยาบาลทราบ ในขณะเดียวกันพยาบาลก็ต้องคอยดูแลสังเกตอาการผู้ป่วยด้วย เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก

     น.พ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ผอ.สรพ. กล่าวว่า สรพ.รับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ มาตราฐาน HA ในประเทศไทยแล้ว จำนวน 747 แห่ง เป็นเครื่องหมายการันตีว่าสถานพยาบาลนั้นมีคุณภาพ ขณะที่สรพ.ได้วางแนวทางการรักษาโดยรวบรวมจากเหตุไม่พึงประสงค์แจกจ่ายให้กับรพ.ทั่วประเทศ กับอีกประเภทคือโรคพบยาก ละเอียดอ่อน มีความไม่แน่นอนสูง ต้องเอากรณีนั้นมาศึกษา และวิเคราะห์ว่าจะป้องกันอย่างไร ถ้ามีโรงพยาบาลหนึ่งทำแล้วแบ่งปันโรงพยาบาลต่างๆ ก็จะมีแนวทางป้องกันความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ

สธ.ชู‘น้องนิว’อุทาหรณ์สร้างความปลอดภัยผู้ป่วย

    น.พ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล

      ผอ.สรพ.กล่าวว่า นอกจากความปลอดภัยที่เน้นย้ำเป็นหัวใจหลัก ยังมีการสนับสนุนบุคคลากรให้รับมือทุกสถานการณ์ และลดการสูญเสียจากการรักษา รวมถึงย้ำในเรื่องของการปรับระบบให้รัดกุม เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้น

     โดยยึดหลักวัฒนธรรมที่เป็นธรรม ที่เป็นการพิจารณาการดำเนินการกับข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นเป็น3 ระดับคือ 1.เกิดความผิดพลาดเพราะประมาทจงใจ จะมีบทลงโทษที่เด็ดขาด 2.เกิดความผิดพลาดเพราะคิดว่าไม่เป็นไร ทำพฤติกรรมเหล่านั้นจนชินแล้วไม่เกิดปัญหา แต่ผิดหลักวิชาการ ก็จะมีการอบรมเพื่อปรับพฤติกรรม3.เกิดความผิดพลาดจากภาวะแวดล้อม ออกแบบระบบไม่รัดกุม ก็ต้องดำเนินการแก้ไขระบบ

      น.พ.อนุวัฒน์ ย้ำอีกว่า ในอนาคตหลังการมีมาตราฐาน 2P SAFETY จะทำให้คนไข้ได้รับความปลอดภัยในทุกด้านมากยิ่งขึ้น

สุขภาพจิตดีทุกกลุ่มวัย ยกระดับเป็น ‘SMART CITIZEN’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288890

สุขภาพจิตดีทุกกลุ่มวัย ยกระดับเป็น ‘SMART CITIZEN’

สุขภาพจิต, ยกระดับเป็น, Smart, Citizen, Smart Citizen, กรมสุขภาพจิต, รพสต, Mental Health Literacy

‘กรมสุขภาพจิต’ รุกเข้าหาชุมชน วางรากฐานสุขภาพจิตดีทุกกลุ่มวัย สู่การยกระดับเป็น ‘Smart Citizen’

          การส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตโดยใช้กลไกตำบลจัดการสุขภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของกรมสุขภาพจิตในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ภายใต้ระบบสุขภาพระดับอำเภอ ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ในการร่วมกันค้นหา วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่ด้วยตัวเอง ที่จะทำให้ได้รับการดูแลและได้รับการส่งเสริมสุขภาพจิตได้ตรงกับสภาพปัญหาและบริบทของแต่ละพื้นที่ได้อย่างครบถ้วนครอบคลุมทุกมิติ ถือเป็นการตอบโจทย์สำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี เกิดจากรากฐานของชุมชน นำไปสู่การลดจำนวนผู้ป่วยและเพิ่มความแข็งแรงให้กับประชาชนทั่วทุกกลุ่มวัยในประเทศ อีกทั้งเกิดการเข้าถึงบริการได้มากยิ่งขึ้น รวดเร็วขึ้น และตรงจุดมากขึ้น ประชาชนสามารถช่วยกันค้นหาผู้ป่วยด้านสุขภาพจิต เมื่อพบเร็ว จะมีผู้ดูแลเบื้องต้นในพื้นที่เข้ามารับช่วงต่อแต่หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงเกินความสามารถในการดูแล ก็จะสามารถส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในพื้นที่ต่อไปได้

นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า จากการสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติ ปี พ.ศ.2556 ซึ่งดำเนินการสำรวจต่อเนื่องทุก 5 ปี ในกลุ่มประชากร อายุ 18 ปีขึ้นไป พบว่า คนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตและโรคจิตเวช ประมาณ 7 ล้านคน เช่น เป็นโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ปัญหาจากการใช้สุราและสารเสพติด ปัญหาการฆ่าตัวตาย อาการทางจิตหลงผิด เป็นต้น กรมสุขภาพจิตจึงได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตในเชิงรุก ด้วยการอาศัยตำบลจัดการสุขภาพ ซึ่งมีอยู่กว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ใช้กลไกของ อสม. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะมาช่วยกันวางระบบดูแลสุขภาพจิตชุมชนร่วมกัน ตั้งแต่การตรวจเยี่ยม ประเมิน คัดกรอง และวินิจฉัย ว่ามีปัญหาสุขภาพจิตหรือไม่ ถ้ามีจะให้การช่วยเหลืออย่างไร และถ้าเป็นมากสามารถส่งรักษา ใน รพ.เฉพาะทางได้ ที่สำคัญมีการติดตามผู้ผ่านการบำบัดรักษา เมื่อกลับเข้าสู่ชุมชน ไม่เกิดตราบาป       มีที่ยืนในสังคม และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่า

นอกจากนี้ ยังได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต (Mental Health Literacy) ซึ่ง ที่ผ่านมา ประชาชนยังไม่เข้าใจ คำว่า สุขภาพจิต  โรคทางจิต หรือ โรคจิตเวช มากนัก ว่าแท้จริงแล้วไม่ต่างกับการเจ็บป่วยทางกาย ที่ต้องได้รับการรักษา ไม่ใช่ตราบาป หรือเป็นเรื่องที่น่าละอายแต่อย่างใด และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.นับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญของระบบสุขภาพที่ใกล้ชิดประชาชน เป็นกำลังสำคัญที่จะไปดูแลสุขภาพในทุกครัวเรือน และเป็นจิตอาสาที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก ที่จะช่วยสื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจไปยังประชาชนในชุมชนได้เป็นอย่างดี กรมสุขภาพจิตจึงได้พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชุมชนขึ้น ด้วยการติดอาวุธความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตให้กับพวกเขา อาทิ ให้รู้ว่าโรคทางจิตเป็นอย่างไร จะสามารถวิเคราะห์ ประเมิน หรือคัดกรองได้อย่างไร ตลอดจน จะให้การดูแลช่วยเหลือ นำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาได้อย่างไร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการอบรมแล้ว อสม.ทุกคนจะได้เข้าไปเยี่ยมบ้าน ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจได้ว่า คนในชุมชนตั้งแต่ปฐมวัย วัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน และวัยสูงอายุ     จะได้รับการประเมิน คัดกรอง ดูแลช่วยเหลือ และส่งต่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยในปีนี้ได้ดำเนินการ

ในตำบลนำร่อง 878 อำเภอ ทั่วประเทศ และตั้งเป้าหมายให้มี อสม.เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชุมชนให้ครบทุกตำบล ภายในปีหน้า

“การจะทำให้งานสุขภาพจิตชุมชนสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี หัวใจสำคัญอยู่ที่ประชาชน ที่ต้องร่วมกันวิเคราะห์ถึงปัญหาสุขภาพจิต นำมาสู่การแก้ไขและใช้มาตรการด้านสุขภาพจิตในการป้องกันและรักษา ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจทางด้านสุขภาพจิต รู้ว่าเมื่อไรเรียกว่าสุขภาพจิตไม่ดี แล้วควรทำอย่างไร รักษาได้หรือไม่และที่ไหน เหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประชาชนสามารถจัดการกับปัญหาสุขภาพจิตของตัวเองและคนรอบข้างได้”

ทั้งหมดนี้ เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่กรมสุขภาพจิตมุ่งมั่นและตั้งใจทำ เพื่อให้ประชาชนคนไทย เป็น “Smart Citizen” ที่มีคุณภาพ สมบูรณ์ทั้งกายและใจ มีสติปัญญาที่ดี อารมณ์ดี และมีความสุข อยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี

แนะแนวอาชีพเยาวชนมิติใหม่ผ่านพี่ต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288749

แนะแนวอาชีพเยาวชนมิติใหม่ผ่านพี่ต้นแบบ

แนะแนวอาชีพ, มหาชน, อาชีพ

บ้านปูฯ แนะแนวอาชีพเยาวชนมิติใหม่ผ่านพี่ต้นแบบ​​​​​​​ปลูกฝังพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ปูเส้นทางสู่อนาคตที่ใช่

      อัตราการว่างงานของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติเกี่ยวกับแนวโน้มการว่างงานของคนไทยในปี 2560 พบว่า หากพิจารณาถึงกลุ่มผู้จบการศึกษาใหม่จำนวนกว่า 5.5 แสนคนที่จบปริญญาตรีเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาและต้องเริ่มหางานทำ จำนวนคนไทยว่างงานโดยรวมจะเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 1.2 แสนคน เป็น 1.4 – 1.5 แสนคน ปัญหาดังกล่าวเกิดจากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ การลงทุน ไปจนถึงประสบการณ์ไม่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง ดังนั้น การส่งเสริมให้เยาวชนค้นหาความชอบของตนเองและวางแผนด้านอาชีพตั้งแต่วัยเด็ก จะช่วยให้พวกเขามีเวลาศึกษาหาความรู้อย่างเพียงพอ เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญที่สุดและสามารถเริ่มต้นที่ตัวเยาวชนเอง

เพื่อเป็นการปลูกฝังรากฐานการศึกษาที่มีประสิทธิภาพให้แก่เยาวชนเพื่อต่อยอดไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบุคคลคุณภาพในแก่ประเทศชาติ เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่ม “โครงการสนับสนุนการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Banpu Education for Sustainability หรือ BES) มาตั้งแต่ปี 2547 ได้จัด กิจกรรม Career Day: เปิดโลกอาชีพ ปูเส้นทางสู่อนาคตโดยร่วมกับกิจการเพื่อสังคม a-chieve (อาชีพ) จัดกิจกรรมแนะแนวอาชีพมิติใหม่ให้กับนักเรียนในโรงเรียน 6 แห่งใน 3 จังหวัดภาคเหนือที่ได้รับการสนับสนุนจากบ้านปูฯ ตามโครงการ BES ได้แก่ โรงเรียนเชียงม่วนวิทยาคม และโรงเรียนบ้านสระ จังหวัดพะเยา โรงเรียนสบปราบพิทยาคม โรงเรียนแม่ทะพัฒนศึกษา และโรงเรียนแม่ทะวิทยา จังหวัดลำปาง  โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา จังหวัดลำพูน โดยได้เชิญพี่ต้นแบบอาชีพมาร่วมถ่ายทอดข้อมูล เพื่อให้เยาวชนได้ทำความรู้จักกับอาชีพต่างๆ รอบตัว และได้รับข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพที่ตนเองกำลังสนใจ ไม่ใช่เพียงติดอยู่ในกรอบของอาชีพยอดนิยม หรือการเรียนจบปริญญาที่สังคมรอบตัวปลูกฝังกันมา เพราะหัวใจสำคัญของกิจกรรมแนะแนวอาชีพ คือ การสร้างเส้นทางให้เยาวชนเดินไปได้อย่างถูกทิศทาง ประสบความสำเร็จ และมีความสุขที่ได้ประกอบอาชีพที่เหมาะกับตนเอง

แนะแนวอาชีพเยาวชนมิติใหม่ผ่านพี่ต้นแบบ

นางอุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส – องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์จากระยะเวลา 14 ปีของการดำเนินงาน และการสนับสนุนโรงเรียนใน 3 จังหวัดภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่ที่บ้านปูฯ เคยดำเนินธุรกิจในอดีต เราได้เห็นถึงข้อจำกัดด้านการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพของเยาวชนในพื้นที่ว่ามีจุดเริ่มต้นจากการที่เยาวชนไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วตนมีความชอบหรือมีศักยภาพด้านไหน ควรเลือกเรียนต่อสายใด หรือจบแล้วควรทำงานอะไร การหาคำตอบและปลูกฝังให้พวกเขาสามารถติดกระดุมชีวิตเม็ดแรกได้อย่างถูกต้องเพื่อไม่ให้หลงเดินทางผิดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

ด้วยความเชื่อที่ว่า “พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” บริษัทฯ จึงได้จัดกิจกรรมด้วยความตั้งใจที่จะส่งเสริมให้เยาวชนมีการเรียนรู้แบบบูรณาการ พร้อมจุดประกายให้พวกเขาได้เข้าใจระหว่างสิ่งที่อยากเป็น กับสิ่งที่เหมาะจะเป็น ซึ่งถ้าหากปรับตรงนี้ได้ เยาวชนก็จะเจอจุดที่พอดี มีอาชีพที่มั่นคง และมีความสุขในการทำงาน ส่งผลต่อเนื่องไปถึงครอบครัวและสังคมที่เข้มแข็งต่อไป”

แนะแนวอาชีพเยาวชนมิติใหม่ผ่านพี่ต้นแบบแนะแนวอาชีพเยาวชนมิติใหม่ผ่านพี่ต้นแบบ

กิจกรรม Career Day: เปิดโลกอาชีพ ปูเส้นทางสู่อนาคต ได้รับความสนใจจากเยาวชนที่เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน โดยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 4 ที่มีโอกาสรับฟังข้อมูล คำแนะนำด้านอาชีพ และพูดคุย ซักถามกับพี่ต้นแบบจากกรุงเทพ เชียงใหม่ และคนในท้องที่ ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มอาชีพสุขภาพ เช่น  ตัวแทนจากโรงพยาบาลท้องถิ่น กลุ่มอาชีพเกษตรกรรมทฤษฎีใหม่ กลุ่มอาชีพวิศวกรรมและซ่อมบำรุง เช่น วิศวกร โปรแกรมเมอร์ และช่างยนต์ กลุ่มอาชีพศิลปะ เช่น สถาปนิก นักออกแบบ และเชฟ รวมไปถึงกลุ่มอาชีพภาษาและการสื่อสาร เช่น นักประชาสัมพันธ์และนักแปล ที่ร่วมกันถ่ายทอดและแนะนำประสบการณ์ชีวิตของตนเองผ่านมุมมองที่หลากหลาย เพื่อให้เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมสามารถมองเห็นภาพอาชีพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น พี่ต้นแบบกลุ่มสุขภาพจากทุกท้องที่จะย้ำเสมอว่า อาชีพในโรงพยาบาลไม่ได้จำกัดอยู่แค่แพทย์ หรือต้องเรียนเก่งมากอย่างที่น้องๆ เข้าใจกันเท่านั้น เพราะยังมีสาขาที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล เภสัชกร โภชนาการ เทคนิคการแพทย์ หรือกายภาพบำบัด

แนะแนวอาชีพเยาวชนมิติใหม่ผ่านพี่ต้นแบบ

แนะแนวอาชีพเยาวชนมิติใหม่ผ่านพี่ต้นแบบ

ยิ่งไปกว่านั้น กิจกรรมยังได้รับความร่วมมือจากนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดชีวิตการเรียนในมหาวิทยาลัย เพื่อให้เยาวชนที่เข้าร่วมได้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่ตนเองจะได้เจอต่อไปในสนามจริง หลังจากที่เข้าร่วมกิจกรรม เยาวชนกว่าร้อยละ 91 มีข้อมูลอาชีพที่ตนสนใจมากยิ่งขึ้น และกว่าร้อยละ 75 ยังมีความกระตือรือร้นเพิ่มมากขึ้นที่จะออกไปค้นหาข้อมูลสายการเรียนและข้อมูลอาชีพด้วยตนเองอีกด้วย

นอกเหนือจากกิจกรรมพิเศษดังกล่าว บ้านปูฯ ยังให้การสนับสนุนโรงเรียนทั้ง 6 แห่งภายใต้โครงการ BES โดยในปีการศึกษา 2560 นี้ บริษัทฯ ได้มอบทุนสนับสนุนรวมกว่า 2.4 ล้านบาท เพื่อจัดหาครูภาษาอังกฤษชาวต่างชาติเจ้าของภาษาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยความมุ่งหวังให้เยาวชนและบุคลากรในโรงเรียนสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี การจัดกิจกรรมแนะแนวอาชีพและการให้ทุนสนับสนุนดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็กๆ จากบ้านปูฯ ในฐานะสมาชิกหนึ่งในสังคมเพื่อช่วยขับเคลื่อนการศึกษาไทย และแก้ไขปัญหาภาวะตกงานของเด็กจบใหม่ได้ในระดับหนึ่ง ตัวเยาวชนเองต้องใฝ่หาความรู้ และค้นหาตัวเองให้ได้ การมีความรู้ในเชิงวิชาการ การรู้และเข้าใจในสภาวะรอบตัว และรู้จักตัวเองต่างหากที่จะช่วยนำพาพวกเขาก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วางอนาคตและกำหนดเป้าหมายในอาชีพที่ใช่ให้กับตัวเอง

มทร.พระนคร คิกออฟโกดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289045

 มทร.พระนคร คิกออฟโกดิจิทัล

มทรพระนคร คิกออฟโกดิจิทัล,  มทรพระนคร, คิกออฟโกดิจิทัล, Digital Economy, สังคมดิจิทัลที่มีคุณภาพ, Internet Protocol Version 6, learning management system, life long learning

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร  ชูRMUTP Go Digital : Student Activity Day พร้อม ประกาศ 3 นโยบาย และเปิดตัวแอปพลิเคชั่น RMUTP Study life

    รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เปิดเผยว่า จากนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Digital Economy) ของภาครัฐบาล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พร้อมประกาศตัวเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลหรือ Digital University อย่างเป็นทางการ RMUTP Go Digital : Student Activity Day พัฒนาวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรไปสู่การเป็น “สังคมดิจิทัลที่มีคุณภาพ” ด้วยการรับข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆ ที่เอื้ออำนวยทุกระดับ เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลาเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร

 มทร.พระนคร คิกออฟโกดิจิทัล

โดยใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีแก่บุคลากร และนักศึกษา ดังนั้นจึงมอบหมายให้สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย จัดอบรมให้แก่พนักงานทุกหน่วยงาน อาจารย์ รวมถึงมีการพัฒนาแอปพลิเคชั่น RMUTP Study life เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงข้อมูลได้ง่าขึ้น

อาทิ ตรวจสอบตารางสอบ เช็คชื่อเข้าห้องเรียน เป็นต้น ควบคู่ไปกับการใช้ระบบทรานสคริปกิจกรรม ซึ่งใช้เป็นระบบที่บันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในรั้วของมหาวิทยาลัย

 มทร.พระนคร คิกออฟโกดิจิทัล

“กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ประกาศให้ราชมงคลพระนครรับรางวัลที่มีความพร้อมในการให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานที่มีความเร็วสูงภายใต้ระบบ IPv6 (Internet Protocol Version 6) ซึ่งเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานของการก้าวเป็น Digital University ที่สมบูรณ์แบบในอนาคต”

โดยจากนี้ไปนักศึกษา อาจารย์ บุคลากรของมหาวิทยาลัยทุกคนใช้ E-mail @RMUTP เพื่อการติดต่อสื่อสารภายในมหาวิทยาลัยได้สะดวกมากยิ่งขึ้น จัดให้มีห้องเรียนแบบสมาร์ทคลาสรูม ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ทันสมัย เพื่อสร้างความชำนาญในการใช้ไอซีที ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มพูนทักษะการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21

นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในสื่อการเรียนการสอน คือ มหาวิทยาลัยนำสื่อดิจิทัลหลายรูปแบบมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เช่น การนำระบบ google classroom,google drive, google calendar หรือ ระบบการจัดการการเรียนการสอน (learning management system) มาปรับใช้ และสนับสนุนให้อาจารย์พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ที่รองรับผู้เรียนจำนวนมากเข้ามาเรียนรู้ไปด้วยกันอย่างยืดหยุ่น ทุกสถานที่ ทุกเวลา ซึ่งตอบสนองต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life long learning)

 มทร.พระนคร คิกออฟโกดิจิทัล

และพัฒนาผู้ประกอบการภายใต้เศรษฐกิจดิจิทัล เป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา start up โดยใช้ระบบดิจิทัล เช่น website: ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณบูรณาการจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม http://www.scurvehub.com สนับสนุนข้อมูลให้แก่ผู้ประกอบการ นักศึกษา และธุรกิจเอสเอ็มอีจากการแข่งขันเชิงราคา ไปสู่การแข่งขันเชิงการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งผู้ประกอบการ s-curve ให้ประเทศไทยมีคลังทรัพยากรสารสนเทศเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและองค์ความรู้ในรูปแบบดิจิทัลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและเรียกข้อมูลมาใช้ รวมถึงนำไปวิเคราะห์ต่อยอดได้อย่างสะดวก ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงไปของโลกและเป็นผู้ประกอบการที่ดีในโลกดิจิทัล

ห้องสมุดบนมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289031

ห้องสมุดบนมือถือ

Libby by Overdrive, ห้องสมุดบนมือถือ, Libby, ที่อยู่ในประเทศไทย, TK Park Online Library, iOS, Android

TK park แนะนำแอปพลิเคชันใหม่ “Libby” by Overdrive ห้องสมุดบนมือถือ

 

        Libby by Overdrive แอพใหม่ของแพลทฟอร์มห้องสมุดออนไลน์โอเวอร์ไดรฟ์ ติดตั้งฟรีทั้งอุปกรณ์ระบบ iOS และ  Android แอพนี้มีหนังสือธรรมดาและหนังสือเสียงภาษาอังกฤษให้เลือกอ่านและฟังนับไม่ถ้วน นักอ่านชาวไทย (ที่อยู่ในประเทศไทย) และเป็นสมาชิกห้องสมุดออนไลน์ของอุทยานการเรียนรู้ ทีเคพาร์ค (TK Park Online Library) อยู่แล้ว

 ห้องสมุดบนมือถือ

       สามารถเข้าไปใช้บริการยืมหนังสือมาอ่านฟรีกันได้ง่าย ๆ  แค่เปิดแอพเข้าไป แล้วคลิ๊ก  Find My Library ชื่อของ Thailand Knowledge Park ก็จะขึ้นมาให้เลือกทันที

      แค่กดใช่แล้วจากนั้นก็เข้าไปเลือกหาหนังสือที่ชอบกันได้เลย หากใครยังไม่ได้เป็นสมาชิกของทีเคพาร์ค สมัครสมาชิกฟรีได้เลยตอนนี้ ที่www.tkpark.or.th/tha/register

 ห้องสมุดบนมือถือ

       อ่าน ebook และ audiobook ภาษาอังกฤษของ TK park ได้ฟรี!!! แบบง่ายๆ

1. ติดตั้ง App “Libby” จาก App Store (iOS) หรือ Google play (Android)

2. เปิดใช้ App และเลือก Find My Library แล้วค้นหา TK park

3. เลือกหนังสือที่ต้องการยืม และ Log in ด้วย Username และ Password ของสมาชิก TK park (สมัครสมาชิกฟรี ได้ที่http://www.tkpark.or.th/tha/register)

4. หนังสือที่ยืมจะถูกดาวน์โหลดลงเครื่องโดยอัตโนมัติ และสามารถอ่านแบบ offline ได้

5. สามารถยืมได้ 2 เล่ม นาน 14 วัน (เมื่อครบกำหนดคืน หนังสือจะถูกลบออกจากเครื่อง และกลับคืนเข้าระบบโดยอัตโนมัติ)

 ห้องสมุดบนมือถือ


ซีจีเอส แนะเส้นทางสู่สายอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/289014

ซีจีเอส แนะเส้นทางสู่สายอาชีพ

ซีจีเอส จับมือสพฐ.-อาชีวะขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืน พัฒนาความรู้และทักษะสายอาชีพแก่เยาวชน

 

คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวะศึกษา (สอศ.) จัดตั้งโครงการ เอดูเคชั่น ออน วิลส์ บาย ซีจีเอส  หนึ่งหลักสูตรจะมีการเรียนการสอน 5 ครั้ง และมีการสอนในวันศุกร์

โดยได้เริ่มลงพื้นที่จากโรงเรียนประถมศึกษาในเขตภาคกลางในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนจะขยายออกไปในภูมิภาคอื่นๆ จนครบ 50 โรงเรียน ทั่วประเทศ และล่าสุดกับการลงพื้นที่ในเขตภาคเหนือ ซึ่งได้เริ่มนำร่องที่โรงเรียนบ้านนากอก อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

 

ซีจีเอส แนะเส้นทางสู่สายอาชีพ

ทอมมี่ เตชะอุบล

         ทอมมี่ เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จํากัด (มหาชน) หรือ ‘ซีจีเอช’ เปิดเผยว่า โครงการ เอดูเคชั่น ออน วิลส์ บาย ซีจีเอส คือการมุ้งเน้นการเป็นบริษัทชั้นนำด้านการลงทุนที่หลากหลายเพื่อผลตอบแทนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาในด้านสังคมไทย สามารถสร้างความรู้และทักษะด้านอาชีพอย่างมั่นคงให้แก่เยาวชนไทย

โดยสพฐ.คัดเลือกโรงเรียนที่มีขนาดเล็ก และขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อที่จะนำมาเข้าร่วมโครงการ และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวะศึกษา (สอศ.)คัดเลือกนักเรียนอาชีวศึกษาเพื่อลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่น้องๆนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ

แบ่งเนื้อหาการสอนเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านงานช่างทั่วไป , ด้านคอมพิวเตอร์ และด้านการเกษตร ซึ่งในแต่ละโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะมีเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไปตามความต้องการของ แต่ละโรงเรียน ซึ่งในตอนนี้มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 50 โรงเรียน 7 จังหวัด ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดนครปฐม, พะเยา , น่าน ,ฉะเชิงเทรา ,กาญจนบุรี , ลำพูน และ จังหวัดหนองคาย

ซึ่งได้เริ่มนำร่องที่โรงเรียนบ้านนากอก อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน และโรงเรียนบ้านนากอก เป็นหนึ่งใน 50 โรงเรียนที่ประสบวิกฤติทางการศึกษา ( โรงเรียน ICU ) โดยหวังให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่เข้าร่วมโครงการ สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ สามารถลงมือปฏิบัติงานเองได้จริง พร้อมแนะแนวทางการศึกษา ควบคู่กับการพัฒนานักเรียนอาชีวะให้เติบโตเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่ดีในอนาคต

เรามุ่งหวังให้โครงการส่งเสริมความรู้และช่วยเพิ่มพูนความสามารถและทักษะความชำนาญสายอาชีพ ซึ่งความรู้ และทักษะ เหล่านี้ยีงสามารถที่จะส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นโดยพี่ที่ได้เข้ารับการอบรมแล้ว ยังสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่น้องๆรุ่นต่อไป และนอกจากนี้ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพเพิ่มรายได้ให้แก่ตัวเองและครอบครัวได้ทอมมี่ กล่าว

 

ซีจีเอส แนะเส้นทางสู่สายอาชีพ

จำเนียร พันธุ์คำวัง

         อาจารย์จำเนียร พันธุ์คำวัง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนากอก อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า โรงเรียนได้ให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ ประถมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการอบรมด้านคอมพิวเตอร์ และด้านการเกษตร

เด็กที่ได้เข้ารับการอบรมสามารถคิด และลงมือปฎิบัติงานได้จริง รวมถึงรูปแบบการสอน “ พี่สอนน้อง ”โดยผู้สอนเป็นนักศึกษาที่มาจากการคัดเลือกโดย ( สอศ .) จากวิทยาลัยเทคนิคน่าน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคล้านนา น่าน ทำให้เด็กๆได้เรียนรู้ด้วยภาษาท้องถิ่นเดียวกันและสนุกสนานพร้อมได้รับความรู้ และคำแนะนำอย่างใกล้ชิดภายใต้การกับกำดูแลของพี่ๆ ส่งผลให้เกิดแรงกระตุ้นในการอยากเรียนรู้และลงมือปฎิบัติ ซึ่งเป็นการค้นหา และดึงศักยภาพในตัวเด็กออกมา

 

ซีจีเอส แนะเส้นทางสู่สายอาชีพ

ทัศนีย์ จอมหล้า

ทัศนีย์ จอมหล้า นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน อธิบายว่า หลักสูตรด้านการเกษตร น้องๆจะได้เรียนรู้การปลูกในพื้นที่จำกัด ซึ่งจะปลูกผักบุ้งและเห็ดฟาง เพราะผักบุ้งและเห็ดฟางเป็นพืชที่ดูแลง่าย และต้องการพื้นที่ปลูกน้อย มีระยะในการเจริญเติบโตและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไว รวมไปถึงการดูแล การป้องกันแมลง และการเก็บเกี่ยวโดยละเอียด

ซีจีเอส แนะเส้นทางสู่สายอาชีพ

น้องๆที่เข้ารับการอบรม ตั้งใจในการเรียน มุ่งมั่นลงมือปฎิบัติงาน และสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการที่ได้ฝึกการสอน ซึ่งการที่เรามีความรู้ และได้นำความรู้ที่เรามีไปเผยแพร่ให้แก่คนอื่นและทำให้เรามีความสุข

 

ซีจีเอส แนะเส้นทางสู่สายอาชีพ

ณัฐพงศ์ กันนิกา

          ณัฐพงศ์ กันนิกา นักศึกษาสาขาคอมพิวเตอร์ วิทยาลัยเทคนิคน่าน กล่าวว่า หลักสูตรคอมพิวเตอร์ จะมีเนื้อหาโดยเริ่มจากการเรียนรู้ส่วนประกอบต่างๆ และหน้าที่ในแต่ละส่วนของคอมพิวเตอร์ ก่อนจะเจาะลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับการถอดและประกอบคอมพิวเตอร์ การสังเกตอาการ และซ่อมแซมเบื้องต้น รวมไปถึงการใช้คอมพิวเตอร์ การลงโปรแกรมต่างๆ ตลอดจนการดูแลรักษา

ซีจีเอส แนะเส้นทางสู่สายอาชีพ

ซึ่งน้องๆได้ให้สนใจในการเรียนรู้อย่างมาก กล้าจะถามเมื่อเกิดความสงสัย และลงสามารถมือปฎิบัติงานได้ ซึ่งประโยนช์ที่ไดรับจากการเข้าร่วมโครงการนี้คือได้เรียนรู้ทักษะการสอนเด็กประถม และการวางแผนการสอน รวมไปถึงการหาข้อมูลเกี่ยวกับการสอนน้องๆ ที่ทำให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

นอกจากนี้ทางโครงการฯ ยังมีหลักสูตรการเรียนรู้ด้านงานช่างทั่วไป ซึ่งจะเน้นงานช่างพื้นฐานทั้งงานซ่อมก๊อกน้ำ การซ่อมแซมเก้าอี้ รวมถึงการประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้

อาทิ การประดิษฐ์เก้าอี้จากขวดพลาสติก ซึ่งนักเรียนจะได้เรียนรู้ตั้งแต่อุปกรณ์ช่างต่างๆ วิธีใช้อุปกรณ์ การสังเกตจุดชำรุด และวิธีการซ่อมแซม โดยมีนักเรียนอาชีวศึกษาคอยให้คำแนะนำและลงมือทำไปด้วยกันอย่างใกล้ชิด และในอนาคตอาจจะมีการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีพรสวรรค์แต่ไม่มีทุนทรัพย์ทางด้านการศึกษา

แนะวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นถูกพิษแมงกะพรุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288892

แนะวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นถูกพิษแมงกะพรุน

Box jellyfish, แนะ, วิธี, ปฐมพยาบาล, เบื้องต้น, ถูก, พิษ, แมงกะพรุน

สพฉ.แนะวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ถูกพิษแมงกะพรุนกล่อง พร้อมเตือนประชาชนเล่นน้ำทะเลในช่วงนี้อย่างระมัดระวัง

         ภายหลังจากที่เครือข่ายป้องกันและเฝ้าระวังแมงกะพรุนพิษเกาะสมุยและเกาะพะงันได้ออกประกาศเตือนประชาชนว่าพบแมงกะพรุนกล่องชนิดหลายสายพันธ์ที่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 2-10 นาที บริเวณหาดละไม เกาะสมุย พร้อมทั้งประกาศเตรียมรับสถานการณ์นั้นล่าสุดเรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้ออกมาแนะนำถึงวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากถูกพิษของแมงกะพรุนกล่อง

แนะวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นถูกพิษแมงกะพรุนแนะวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นถูกพิษแมงกะพรุน

เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะกล่าวว่า ในช่วงเดือนช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปีเป็นฤดูกาลที่แมงกะพรุนกล่องจะลอยขึ้นมาที่บริเวณริมชายหาด ประชาชนและผู้ประกอบการของชายหาดทุกแห่งจึงต้องออกคำเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและให้ความรู้ประชาชนถึงความรุนแรงของพิษแมงกะพรุนกล่องและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากพบประชาชนได้รับพิษจากแมงกะพรุนกล่องได้  ทั้งนี้แมงกะพรุนกล่อง (Box jellyfish) เป็นหนึ่งในสัตว์มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก เพราะมีเข็มพิษอยู่ในเซลล์จำนวนล้านๆ เซลล์ มีหนวดที่ยาวมาก และใสจนแทบมองไม่เห็น บางตัวอาจมีความยาวถึง 3 เมตร พิษของแมงกะพรุนกล่อง มีพิษต่อหลายระบบในร่างกายทั้งเลือด เนื้อหนัง หัวใจ ประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังเกร็ง เวียนหัว คลื่นไส้ ปวดหัว กระสับกระส่าย แน่นหน้าอก ส่วนใหญ่ผู้ได้รับพิษมักมีอาการปวดบริเวณแผล หรืออาจปวดไปทั่วร่างกายในบางราย อาจตายหรือจมน้ำก่อนใครจะช่วยทัน พิษของแมงกะพรุนจะทำให้บริเวณที่สัมผัสเป็นเส้นสีแดง คล้ายถูกแส้หรือถูกฟาดอย่างแรง

เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับวิธีในการช่วยเหลือและปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้ที่ได้รับพิษจากแมงกะพรุนกล่องมีดังนี้ 1. ผู้ช่วยเหลือต้องแน่ใจว่าตัวเองปลอดภัยจากแมงกะพรุน    2. นำผู้บาดเจ็บขึ้นจากน้ำ หรือ ไปยังบริเวณที่ปลอดภัย   3. ให้ผู้บาดเจ็บอยู่นิ่งๆ เพื่อลดการยิงพิษจากแมงกะพรุน   4. ห้ามขัดถูบริเวณที่ถูกแมงกะพรุน   5. เรียกให้คนช่วย และโทร 1669 เรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน ควรสังเกตประเมินอาการตลอดเวลา  6. หากหมดสติ ไม่หายใจ หรือไม่มีชีพจร ให้ทำการCPR ทันที 7. ล้างบริเวณที่ถูกพิษด้วยน้ำส้มสายชูบ้าน ความเข้มข้น 2-10 % นานอย่างน้อย 30 วินาที หากไม่มีให้ใช้น้ำทะเล 8. ใช้ถุงมือหนา หรือแหนบคีบหนวดที่ยังติดอยู่ ห้ามใช้มือหยิบ 9. ให้ใช้วัสดุขอบเรียบ เช่น เปลือกหอย บัตร สันมีด ขูดเอาเมือกที่เหลืออยู่ออก 10. ใช้น้ำแข็งประคบลดอาการปวด หลังจากที่ล้างด้วยน้ำส้มสายชูแล้ว หรือใช้ผักบุ้งทะเลตำพอกที่แผล  11. รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล

แนะวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นถูกพิษแมงกะพรุน

“ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือห้ามใช้น้ำจืดล้าง เนื่องจากจะกระตุ้นเข็มพิษให้ทำงานมากยิ่งขึ้น และการใช้แอมโมเนียล้างแผลจะยิ่งทำให้อาการปวดแย่ลง  ห้ามถูหรือขยี้แผลเพราะจะยิ่งทำให้พิษของแมงกะพรุนกล่องกระจายออกไปไวยิ่งขึ้น  ทั้งนี้ประชาชนเองก่อนจะลงเล่นน้ำทะเลก็ควรสำรวจว่าพื้นที่ดังกล่าวปลอดภัยสำหรับการเล่นน้ำมากน้อยแค่ไหน และหากพบเห็นวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายปลาหมึกหรือแมงกะพรุนก็ไม่ควรไปหยิบหรือเข้าใกล้และให้รับขึ้นจากน้ำทันที”เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะกล่าว