ประเมินความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288902

ประเมินความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสธ.

2P Safety ประเมินความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสธ, รมวสธ, องค์การมหาชน, สรพ

รมว.สธ.แถลงโครงการ 2P Safety เพื่อให้เกิดความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขร่วมกัน ลดสถิติการฟ้องร้องจากการรักษาพยาบาลที่ไม่ปลอดภัย

        จากกรณีเสียชีวิต เด็กชาย อายุ  15 ปี ปวดท้องจนเสียชีวิต ที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี เป็นอาการเส้นเลือดใหญ่ในทรวงอกแตก ซึ่งเป็นโรคนี้พบได้เพียง 5 ใน 1 ล้านคนนั้น
  ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) แถลงนโยบายการขับเคลื่อน เรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขหรือ Patient and Personnel Safety: 2P Safety เพื่อให้หน่วยงาน บุคลากรสาธารณสุข และผู้รับบริการได้ทราบและแสดงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขร่วมกัน  มีเป้าหมายความปลอดภัยเป็นมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคคลากรสาธารณสุข

สำหรับโครงการประเมินเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยระดับประเทศนี้ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้มีการประเมินเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยในประเทศ ตามแบบประเมินความปลอดภัยของผู้ป่วยขององค์การอนามัยโลกภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

 พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ รองผอ.สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือสรพ. กล่าวว่า ความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข หรือ2P Safety เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยง ต่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ลดสถิติการฟ้องร้องจากการรักษาพยาบาลที่ไม่ปลอดภัย รวมถึงความปลอดภัยของบุคคล

 

แนะผู้สูงอายุ ใช้ 5 สุข ในยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288729

แนะผู้สูงอายุ ใช้ 5 สุข ในยุค 4.0

สุขภาพ, แนะผู้สูงอายุ, ใช้, สุข, ในยุค, พศ2560-2564, ผู้สูงวัยเป็นหลักชัยของสังคม, โรคเรื้อรัง ติดบ้าน ติดเตียง

กรมสุขภาพจิต เปิดเวทีวิชาการสุขภาพจิตและจิตเวชผู้สูงอายุระดับชาติ แนะ ยอมรับ ปรับตัว อยู่อย่างพอดี มีคุณค่า ใช้ 5 สุข ในยุค 4.0

            ที่ รร.เอเชียแอร์พอร์ต นพ.ธวัช สุนทราจารย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นาวาอากาศตรี นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต และนายแพทย์จุมภฏ พรมสีดา ผอ.รพ. สวนสราญรมย์ เปิดงานประชุมวิชาการสุขภาพจิตและจิตเวชผู้สูงอายุ ระดับชาติ ครั้งที่ 4  ภายใต้หัวข้อ “ความพึงพอใจในชีวิตผู้สูงอายุไทย ยุค Thailand 4.0” จัดขึ้นโดย รพ.สวนสราญรมย์ กรมสุขภาพจิต หน่วยงานที่มีความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวชผู้สูงอายุ มีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 300 คน ประกอบด้วย บุคลากรสาธารณสุขในเขตบริการสุขภาพที่ 11 กทม. ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก และบุคลากรกรมสุขภาพจิต เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวความคิดใหม่ๆ ในการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตและจิตเวชผู้สูงอายุ รวมทั้งสร้างและขยายเครือข่ายการดำเนินงานร่วมกัน

นพ.ธวัช  กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาคนตลอด  ช่วงชีวิต โดยมอบให้ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ มหาดไทย การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศึกษาธิการ และสาธารณสุข บูรณาการทำงานร่วมกันให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยช่วงวัยสูงอายุ กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ 3S ประกอบด้วย Strong ส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ เน้นส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่ยังไม่ป่วย ให้มีพฤติกรรมสุขภาพดี พัฒนาระบบบริการสุขภาพผู้สูงอายุให้มีความสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย

รพ.สต.มีการบริการสุขภาพผู้สูงอายุในระดับปฐมภูมิ จัดตั้งคลินิกผู้สูงอายุคุณภาพแบบครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุระยะยาว Security ส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัย กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบ เน้นสนับสนุนการประกันรายได้และการมีงานทำของผู้สูงอายุ ส่งเสริมพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้รับความคุ้มครองทางสังคมเพิ่มขึ้น และSocial Participation ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รับผิดชอบ เน้นการส่งเสริมพัฒนาชมรมผู้สูงอายุคุณภาพผ่านกลไกองค์กรชุมชน และศาสนา ส่งเสริมพื้นที่ต้นแบบการบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เป็นศูนย์การเรียนรู้คุณภาพต้นแบบ

ทั้งนี้ ได้กำหนดมาตรการ ตัวชี้วัด แผนการดำเนินงานในระยะ 5 ปี (พ.ศ.2560-2564) เพื่อบรรลุเป้าหมาย  “ผู้สูงวัยเป็นหลักชัยของสังคม” สามารถดูแลตนเองได้ ดำรงชีวิตประจำวันได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดย กระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งเป้าหมายภายในปี 2564  คนไทย ยุค 4.0 มีอายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี เท่ากับ  69 ปี ดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ 3S & 5 Smart ได้แก่Strong Health, Security, Social Paticipation และ 5 Smart : Smart walk, Smart Brain & Emotional, Smart eat, Smart sleep, Smart Integrated community care

ด้าน น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรโลกที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับประเทศไทย ปี พ.ศ. 2559 มีผู้สูงอายุจำนวน 10.7 ล้านคน คาดการณ์อีก 8 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นเป็น 14.9 ล้านคน แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มประชากรสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่บุคคลมีอายุมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายและสมองย่อมเสื่อมถอยลง ความสามารถในการทำงานย่อมลดน้อยลงไป รวมทั้งอาจมีข้อจำกัดในการปรับตัว ส่งผลให้ผู้สูงอายุส่วนหนึ่งเกิดภาวะเครียด วิตกกังวล ไม่มีความสุขในการดำรงชีวิต ความพึงพอใจในชีวิตลดลง โดย กรมสุขภาพจิตกำลังดำเนินการพัฒนาเครื่องมือประเมินความพึงพอใจของผู้สูงอายุไทยอย่างเป็นระบบ ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อได้มีแนวทางในการดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในยุค 4.0 ผู้สูงอายุไทยสามารถสร้างความสุขความพึงพอใจในชีวิตให้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ด้วยการยอมรับและปรับตัวให้ได้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใช้ชีวิตอยู่อย่างพอดี และมีคุณค่า ยึดหลัก 5 สุขในการดำเนินชีวิต ได้แก่ สุขสบาย ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงคล่องแคล่วตามสภาพ ไม่ใช้สารเสพติดสุขสนุก ทำกิจกรรมที่ทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส ลดความซึมเศร้า ความเครียด และความวิตกกังวลสุขสง่า มีความพึงพอใจในชีวิต ภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าในตนเอง มีความเห็นอกเห็นใจ และช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม สุขสว่าง คิดและสื่อสารอย่างมีเหตุมีผล แก้ไขปัญหาและจัดการสิ่งต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สุขสงบ  รับรู้ เข้าใจความรู้สึกของตนเอง รู้จักควบคุมและจัดการกับสภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้น สามารถผ่อนคลายและปรับตัวยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามความเป็นจริง

สำหรับ ปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคสมองเสื่อม ที่พบประมาณ ร้อยละ 8หรือราว 8 แสนคน (จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ.2557,สวรส.) และโรคซึมเศร้า ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ซึ่งจากรายงานของฐานข้อมูลการบริการผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มีผู้สูงอายุป่วยโรคซึมเศร้าเข้ารับบริการ 75,564 คน  มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ถึงร้อยละ 1.17 และเพื่อรองรับปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ

กรมสุขภาพจิตจึงได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการ เน้นการเข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ ได้แก่ โรคเรื้อรัง โรคซึมเศร้า และโรคสมองเสื่อม แบ่งกลุ่มผู้สูงอายุ ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สูงอายุกลุ่มป่วย (ผู้สูงอายุสมองเสื่อมที่มีปัญหาพฤติกรรมและจิตใจ, ผู้สูงอายุที่เป็นโรคซึมเศร้า) ให้เข้าถึงบริการและได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที ด้วยการพัฒนารูปแบบและองค์ความรู้ในการดูแลและจัดการภาวะสมองเสื่อมและโรคซึมเศร้า รวมทั้งพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุในการคัดกรองและเฝ้าระวัง ตลอดจนประเมิน/คัดกรอง/ดูแลช่วยเหลือทางสังคมจิตใจแก่ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพจิต โดยเครือข่าย สธ. ใน รพช./รพท./รพศ.

      ผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงที่มีปัญหาสุขภาพ (โรคเรื้อรัง, ติดบ้าน, ติดเตียง) ได้รับการดูแล ด้วยการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแล ให้มีทักษะในการคัดกรองปัญหาสุขภาพจิตและการเยี่ยมบ้านเพื่อดูแลช่วยเหลือ พัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะสมองเสื่อม ตลอดจนมีระบบคัดกรองปัญหาสุขภาพจิตและให้การดูแลช่วยเหลือทางสังคมจิตใจ

       ผู้สูงอายุกลุ่มดี ในชมรมผู้สูงอายุ ให้ได้รับการส่งเสริมสุขภาพจิต ความสุข 5 มิติ ร่วมกับหลัก WLWL (Walking Laughing Working Learning) ด้วยการจัดกิจกรรม ความสุข 5 มิติ พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุให้เป็นแกนนําในการจัดกิจกรรม ตลอดจนพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุในตําบลจัดการสุขภาพ ซึ่งมีอยู่ 7 พันกว่าแห่ง  โดยใช้กลไกของ อสม. รพ.สต. และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะมาช่วยกันวางระบบดูแลสุขภาพจิตชุมชนร่วมกัน ตั้งแต่การตรวจเยี่ยม ประเมิน คัดกรอง วินิจฉัย และส่งต่อการรักษา ใน รพ.เฉพาะทางได้

งดงาม!!ไทย-อินโดฯร่วมแสดงรามายณะ(ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288873

งดงาม!!ไทย-อินโดฯร่วมแสดงรามายณะ(ชมคลิป)

“วีระ” เปิดการแสดงรามายณะระหว่างไทย-อินโดนีเซียครั้งแรก บริเวณปรัมบานัน มีผู้ร่วมชมทั้งคนไทย คนอินโดฯ และชาวต่างชาติ ชี้ใช้วัฒนธรรมกระชับความสัมพันธ์ 2 ประเทศ

      เมื่อเร็วๆนี้ ที่เมืองยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการแสดงรามายณะร่วมไทย-อินโดนีเซีย ณ เวทีการแสดงกลางแจ้ง ปรัมบานัน เมืองยอกยาการ์ตา ซึ่งเป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม ที่กระทรวงวัฒนธรม (วธ.) สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา กระทรวงการต่างประเทศ และภาคเอกชนต่างๆ ของไทย ร่วมกับกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมของสาธารณรัฐอินโดนีเซียจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 20 – 23 กรกฎาคม 2560 ที่ประเทศอินโดนีเซีย

นายวีระ กล่าวว่า รามายณะ หรือ รามเกียรติ์ถือเป็นวัฒนธรรมร่วมของอินเดีย และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจัดกิจกรรมการแสดงในครั้งนี้ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับอินโดนีเซียให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดความร่วมมือในการอนุรักษ์และรักษามรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน

งดงาม!!ไทย-อินโดฯร่วมแสดงรามายณะ(ชมคลิป)งดงาม!!ไทย-อินโดฯร่วมแสดงรามายณะ(ชมคลิป)

ทั้งนี้ การแสดงรามายณะร่วมไทย-อินโดนีเซีย มีทั้งหมด 11 ตอน โดยเมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมาเป็นการแสดงรามายณะของอินโดนีเซีย และรามเกียรติ์ของไทยร่วมกันเป็นครั้งแรกในตอน พระรามเดินดงและตอนจองถนน ซึ่งมีผู้เข้าชมจำนวนมากทั้งชาวไทย ชาวอินโดนีเซีย และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 23 ก.ค.นี้ประเทศไทย ขะทำการแสดง  3 ตอน ได้แก่ 1.พาลีและสุครีพ 2.ศึกกรุงลงกา-กองทัพวานรปะทะกองทัพยักษ์ และ3.ศึกทศกัณฑ์ ส่วนประเทศอินโดนีเซีย ทำการแสดงมีจำนวน 6 ตอน ได้แก่  1.พิธียกศร   2.หนุมานถวายตัว  3.นางสีดาในกรุงลงกา 4.เผากรุงลงกา 5.ศึกกุมภกรรณ และ6.นางสีดาลุยไฟ

งดงาม!!ไทย-อินโดฯร่วมแสดงรามายณะ(ชมคลิป)งดงาม!!ไทย-อินโดฯร่วมแสดงรามายณะ(ชมคลิป)

“นับแต่ประเทศไทยจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมอาเซียนแล้ว ก็มีการจัดมหกรรมการแสดงโขน รามเกียรติ์ต่อเนื่องไปยังประเทศต่างๆ ตลอดจนมีการฟื้นฟูมากขึ้น รัฐบาลก็สนับสนุนให้ใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยน กับประเทศต่างๆ ขณะเดียวกัน วธ.ได้เสนอโขนขึ้นบัญชีมรดกโลกด้วยซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา”นายวีระ กล่าว

ระดมเจ้าหน้าที่บริการศูนย์รับแจ้งต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288893

ระดมเจ้าหน้าที่บริการศูนย์รับแจ้งต่างด้าว

ศูนย์, 100, กพร

กพร. ระดมเจ้าหน้าที่ร่วมประจำศูนย์บริการ 77 จังหวัดกว่า 1,500 คน เริ่ม 24 ก.ค. – 7 ส.ค.นี้  ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว 100 ศูนย์

        นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กพร. ได้จัดตั้งศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว จำนวน 3 จังหวัด โดยตั้งจุดบริการรับแจ้งฯ ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี  สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 4 ราชบุรี และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 17 ระยอง นอกจากนี้แล้ว กพร.ยังได้มอบหมายให้สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ จัดส่งเจ้าหน้าที่ร่วมประจำศูนย์บริการรับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว จำนวน 1,572 คน ณ สำนักงานจัดงานจังหวัดหรือตามพื้นที่ที่กำหนดทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งเริ่มให้บริการระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2560 รวม 15 วัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ พร้อมจัดโต๊ะเก้าอี้ ณ จุดบริการทั่วประเทศ ไว้บริการสถานประกอบกิจการและแรงงานต่างด้าวรวม 103 ชุด คอมพิวเตอร์รวมจำนวน 208 เครื่อง อาทิ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ จัดโต๊ะเก้าอี้กว่า 40 ชุด คอมพิวเตอร์ 15 เครื่อง สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี สนับสนุนเก้าอี้ 200 ตัว โต๊ะ 30 ตัว คอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์อีก 10 เครื่อง จัดส่งเจ้าหน้าที่ร่วมจุดบริการอีกวันละ 4 คน และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี จัดส่งเจ้าหน้าที่ร่วมศูนย์ฯ 10 คนต่อวัน

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า สำหรับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรีนั้น จัดตั้งให้ใช้สถานที่เป็นศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว ได้จัดเตรียมคอมพิวเตอร์ไว้บริการกว่า 50 เครื่อง เจ้าหน้าที่คอยให้บริการวันละไม่น้อยกว่า 15 คน พร้อมจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่จำเป็นในการให้บริการ ด้านของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 17 ระยอง ก็เช่นเดียวกันได้จัดเตรียมคอมพิวเตอร์กว่า 40 เครื่อง เจ้าหน้าที่ให้บริการอีกวันละ 20 คน พร้อมตั้งเต็นท์อำนวยความสะดวกอีก 4 หลัง และบุคลากรจากองค์การบริการส่วนจังหวัดระยอง ร่วมให้บริการอีก 50 คน ในขณะที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 4 ราชบุรี จัดเตรียมคอมพิวเตอร์อีก 30 ชุด เจ้าหน้าที่อีกวันละ 10 คนคอยให้บริการ ซึ่งทั้ง 3 จังหวัด จะมีเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงแรงงานร่วมให้บริการเพิ่มเติมด้วย สำหรับในกรุงเทพมหานคร กรมจัดหางานเปิดศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว 11 แห่ง รวม 100 ศูนย์ทั่วประเทศ

กระทรวงแรงงาน ได้กำหนดมาตรการเพื่อควบคุม บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้อยู่ในระบบมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประสานกับประเทศต้นทาง การตรวจจับ แต่ยังมีการดำเนินการจ้างงงานที่ไม่ถูกต้อง จึงได้มีพระราชกำหนดการบริการจัดการ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ขึ้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 23 มิถุนายน 2560  สร้างความตื่นตัวให้กับนายจ้างและลูกจ้างที่ดำเนินการยังไม่ถูกต้อง เร่งดำเนินการให้ถูกต้องต่อไปนั้น พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงกำหนดมาตรการผ่อนผันเพื่อให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง พร้อมจัดตั้งศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว และระดมทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ให้บริการทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง โดยนายจ้างสามารถใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตก็ได้จะมากรอกแบบฟอร์มที่ศูนย์ฯ ก็ได้เช่นกัน ซึ่งขณะนี้ท่านสามารถโหลดแบบฟอร์มได้ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน www.doe.go.th หรือสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว www.doe.go.th/alien และกรณีที่นายจ้างประสงค์มาด้วยตนเอง  ต้องเตรียมเอกสาร ดังนี้ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายจ้าง หรือสำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคลกรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคล รูปถ่ายลูกจ้างคนต่างด้าวขนาด 2 นิ้ว จำนวน 3 รูป และแบบยื่นคำขอจ้างคนต่างด้าว  ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694 นายธีรพล กล่าว

ส่งภาษามือ…เรียนรู้วิถีแห่งสติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288730

ส่งภาษามือ…เรียนรู้วิถีแห่งสติ

ส่่งภาษามือ, สติ, มหาชน, ใจจัดดอกไม้ดอกไม้จัดใจ, ธรรมชาติบำบัด, คุณแม่ชีโอ๊ะ, ดั่งดอกไม้บาน

“เคทีซีส่งภาษามือ…ชวนน้องเรียนรู้วิถีแห่งสติ” ให้น้องๆ ผู้พิการทางการได้ยิน โรงเรียนเศรษฐเสถียร ณ เสถียรธรรมสถาน

       เมื่อเร็วๆ นี้ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยนางกัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – สื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ และนางสาวพจนีย์พร ชำนาญภักดี ผู้อำนวยการ  – ทรัพยากรบุคคล จัดกิจกรรมเวิร์คช้อป “เคทีซีส่งภาษามือ…ชวนน้องเรียนรู้วิถีแห่งสติ” ให้กับนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยินชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ประกอบด้วย “ใจจัดดอกไม้…ดอกไม้จัดใจ” ตั้งจิตภาวนาไปพร้อมๆ กับการพับดอกบัว ฝึกตามดูการเคลื่อนไหวของกาย ใจตั้งมั่น และเยียวยาตนเองด้วยลมหายใจแห่งสติ“หอมกลิ่นความสุข…ทุกฝีเข็ม” เรียนทำเครื่องหอมจากสมุนไพรไทยมะกรูด เวิร์คช้อป “ภาวนาภาษามือกับบทเพลงแห่งสติ” เรียนรู้ลมหายใจกับสติผ่านบทเพลง “ธรรมชาติบำบัด” เรียนรู้ทุนชีวิตด้วยศาสตร์แห่งการใช้ชีวิต ศิลปะแห่งการปรับสมดุลย์ใจและกาย พร้อมทั้งนมัสการพระอารยตารามหาโพธิสัตว์ที่สถูปมนต์จิตประภัสสร
ส่งภาษามือ...เรียนรู้วิถีแห่งสติส่งภาษามือ...เรียนรู้วิถีแห่งสติ

น.ส.พจนีย์พร ชำนาญภักดี ผู้อำนวยการ  – ทรัพยากรบุคคล “เคทีซี” หรือ บริษัท  บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การให้โอกาสทางการเรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนให้แก่เยาวชน นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เคทีซีให้ความสำคัญมาโดยตลอด ไม่เว้นแม้แต่น้องๆ ที่บกพร่องทางการได้ยิน ซึ่งมีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาได้ หากเพียงได้รับโอกาสที่ดี ครั้งนี้เคทีซีได้จัดกิจกรรม “เคทีซีส่งภาษามือ……ชวนน้องเรียนรู้วิถีแห่งสติ” ให้กับนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ เพื่อให้น้องๆ ได้ฝึกสมาธิ กายเคลื่อนไหว จิตตั้งมั่นกับเวิร์คช้อปต่างๆ ที่ทางเสถียรธรรมสถานได้กรุณาถ่ายทอดความรู้ให้กับน้องๆ นอกจากนี้น้องๆ โรงเรียนเศรษฐเสถียรยังได้ร่วมแสดงออกถึงความสามารถผ่านภาษามือจากใจกับบทเพลง “รักพ่อ…ไม่มีวันพอเพียง” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “70 ปี 70 ล้านความดี อนุสาวรีย์มีชีวิตถวายพ่อ” ของเสถียรธรรมสถานอีกด้วย”

ส่งภาษามือ...เรียนรู้วิถีแห่งสติ

ส่งภาษามือ...เรียนรู้วิถีแห่งสติ

แม่ชีโมลี เขียวสะอาด “คุณแม่ชีโอ๊ะ” เสถียรธรรมสถาน กล่าวว่า “ยินดีที่ทาง “เคทีซี” จัดกิจกรรมดีๆ นี้ให้กับน้องๆ โรงเรียนเศรษฐเสถียร ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับเด็กๆ ที่จะได้ร่วมฝึกจิต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้อจำกัดทางร่างกายไม่ใช่อุปสรรคในการเรียนรู้ โดยกิจกรรมในช่วงเช้าเด็กๆ ได้มีโอกาสมาเจอกัน ปรับชีวิตและลมหายใจ ปรับให้ทุกคนมีความสุขร่วมกันก่อนด้วยบทเพลงแห่งสติ “ดั่งดอกไม้บาน” ชวนเด็กๆ ภาวนาผ่านภาษามือ ทำผ่านภาษาใจ ออกมาเป็นภาษาพูดหรือภาษาคน สู่ภาษาธรรม แล้วมาช่วยกันทำวงกลมแห่งรัก ชวนเด็กๆ ที่มีความสุขมาแบ่งปันความสุข บีบนวดให้กับคนข้างๆ เพื่อให้รู้ว่าโลกนี้ความสุขเป็นสากล สามารถสร้างได้ด้วยหัวใจของเราทุกคน และแบ่งปันความสุขที่อยู่ในใจไปยังบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเรา คุณยายจ๋า แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต กล่าวไว้ว่า ความสุขสร้างได้ง่ายๆ แค่ 3 ข้อ คือ 1. มีความสุขเล็กๆ 2. เมื่อมีความสุขแล้วแบ่งปันความสุขให้คนข้างหน้า 3.มองคนข้างหน้าเป็นบุคคลพิเศษไม่มีใครควรค่าต่อการเกลียดชัง และรับใช้คนตรงหน้าอย่างเต็มหัวใจ”

ส่งภาษามือ...เรียนรู้วิถีแห่งสติส่งภาษามือ...เรียนรู้วิถีแห่งสติ

        นางสาวสุภาวดี มาเที่ยง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเศรษฐเสถียร เป็นตัวแทนบอกเล่าความรู้สึกที่ได้ร่วมกิจกรรมผ่านภาษามือ “วันนี้ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมนี้มากเลย เริ่มจากประทับใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดภาษามือถวายบทเพลงแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และได้มีโอกาสพบคุณแม่ชี ท่านให้ความรู้ต่างๆ มากมาย และทำให้จิตใจสงบมาก สอนให้พวกเรายิ้ม อย่าทำหน้าเศร้า รวมทั้งได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น การพับดอกบัว ขณะที่ทำจิตใจสงบมาก และรู้สึกจิตใจสบาย เมื่อเดินอย่างมีสตินำดอกบัวที่พับไปกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ทุกกิจกรรมทำให้มีสติอยู่ตลอดเวลา หลังจากนี้จะจำไปใช้ พวกเราได้ประโยชน์มากๆ จิตใจสงบขึ้น และจะออกไปใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น”

สปส.เปิดศูนย์ รับแจ้งทำงานต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288734

สปส.เปิดศูนย์ รับแจ้งทำงานต่างด้าว

เปิดศูนย์, สปสเปิดศูนย์ รับแจ้งทำงานต่างด้าว, สปสเปิดศูนย์, รับแจ้งทำงานต่างด้าว, สปส, เฟส3

 สปส.เปิดศูนย์รับแจ้งทำงานของคนต่างด้าว 24 ก.ค. รับให้บริการ 4 ศูนย์ IT Squareหลักสี่พลาซ่า สถานีขนส่งสายใต้ ธัญญาปาร์ค ถ.ศรีนครินทร์ สำเพ็ง2ปาร์ค ถ.กัลปพฤกษ์

      นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) เปิดเผยว่า สปส. จัดประชุมเตรียมความพร้อมในการตั้งศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวซึ่งจะเปิดให้บริการในกรุงเทพมหานคร จำนวน 11 แห่ง ในวันที่ 24 กรกฏาคม- 7 สิงหาคม 2560 นี้ โดยมีผู้อำนวยการสำนัก กอง ศูนย์ และผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 เขตพื้นที่ และที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพสำนักงานประกันสังคม ร่วมระดมการเตรียมความพร้อมในครั้งนี้

       ในส่วนของ สปส. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงแรงงาน ให้จัดตั้งศูนย์รับแจ้งฯ จำนวน 4 ศูนย์ ประกอบด้วย 1. ศูนย์รับแจ้งฯIT Squareหลักสี่พลาซ่า ถ.แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ 2.ศูนย์รับแจ้งฯ สถานีขนส่งสายใต้ ชั้นMถ.บรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน 3.ศูนย์รับแจ้งฯธัญญาปาร์ค ถ.ศรีนครินทร์ เขตสวนหลวง และ4.ศูนย์รับแจ้ง สำเพ็ง2ปาร์ค (เฟส3)ถนนกัลปพฤกษ์ เขตบางแค

    พร้อมมอบหมายให้ผอ.สปส.พท.2 , ผอ.สปส.พท.3 , ผอ.สปส.พท.9 และ ผอ.สปส.พท.12 ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าศูนย์รับแจ้งฯ รับผิดชอบบริหารจัดการภายในศูนย์รับแจ้งฯ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำหรับในต่างจังหวัด สั่งการให้ สปส.จังหวัดและสาขา ประสานงานกับจัดหางานจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับบสนุนการปฎิบัติงานของศูนย์รับแจ้งฯ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

     นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้ สปส.พท. ทุกเขตพื้นที่จัดเตรียมและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์รับแจ้งฯ (ศูนย์รับแจ้งฯ 1 แห่ง ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ 30-40 คน คอมพิวเตอร์จำนวน 30 เครื่อง และอุปกรณ์อื่นฯ) โดยให้สำนัก กอง ศูนย์ พร้อมให้การสนับสนุนการทำงานตลอดระยะเวลาของการเปิดศูนย์รับแจ้งฯให้สำนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ สนับสนุนการติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่าย เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ พร้อมเน้นย้ำให้ทั้ง 4 ศูนย์รับแจ้งฯต้องดำเนินการด้านข้อมูลให้แล้วเสร็จในทุกสิ้นวันในส่วนของศูนย์สารนิเทศให้จัดส่งเจ้าหน้าที่ช่วยตอบคำถามประจำสายด่วน 1694 วันละ 5 คน และให้สำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ประสานงานโรงพยาบาลให้ส่งรถพยาบาลประจำทุกศูนย์รับแจ้งฯ ทั้ง 11 แห่งในกรุงเทพมหานคร ตลอดระยะเวลาการเปิดศูนย์รับแจ้งฯ

     “สปส.มั่นใจว่า ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวของ มีความพร้อม จะสามารถให้บริการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”นายสุรเดช กล่าว

     นอกจากนี้ ยังมีศูนย์รับแจ้งฯ กระทรวงแรงงาน ถ.มิตรไมตรี เขตดินแดง ศูนย์รับแจ้งฯ กีฬาบางขุนเทียนเคหะชุมชนธนบุรี3ถ.พระราม2ซ.62เขตบางขุนเทียน ศูนย์รับแจ้งฯ สวนกีฬารามอินทรา ถ.รามอินทรา ซ.5เขตบางเขน ศูนย์รับแจ้งฯ กรมยุทธศึกษาทหารบก ใกล้สถานีรถไฟสามเสน ถ.นครชัยศรี เขตดุสิต8) ศูนย์รับแจ้งฯ อาคารสโมสรวังนันทอุทยาน (กองทัพเรือ) ถ.อิสรภาพ เขตบางกอกน้อย9)ศูนย์รับแจ้งฯ หอประชุมมหาวิทยาลัยกรุงเทพ-สุวรรณภูมิ ถ.ประชาพัฒนา เขตลาดกระบัง และศูนย์รับแจ้งฯ กองความปลอดภัยแรงงาน ถ.บรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน ตรงข้าม สน.ตลิ่งชัน

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงาน คาดว่าจะมีแรงงานต่างด้าวกว่า300,000คน ใน กทม. ซึ่งนายจ้างสามารถใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตได้โดยตรงไม่ต้องมาที่ศูนย์ฯ ก็ได้ หากไม่สะดวกสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มหรือจะมากรอกแบบฟอร์มที่ศูนย์ฯ ก็ได้เช่นกัน ซึ่งขณะนี้ท่านสามารถโหลดแบบฟอร์มล่วงหน้าได้แล้วที่เว็บไซต์กรมการจัดหางานwww.doe.go.thหรือสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวwww.doe.go.th/alien

    และขอย้ำว่าเวลามาติดต่อต้องมีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายจ้าง หรือสำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคลกรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคล รูปถ่ายลูกจ้างคนต่างด้าวขนาด2นิ้ว จำนวน3รูป และแบบยื่นคำขอจ้างคนต่างด้าว โดยศูนย์ฯ จะเปิดเพียง15วันคือ ตั้งแต่วันที่24กรกฎาคม– 7สิงหาคม2560ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ สอบถามได้ที่ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694

ตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ขับเคลื่อนพ.ร.บ.ยาสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288751

ตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ขับเคลื่อนพ.ร.บ.ยาสูบ

ประชุม, พรบยาสูบ, ขับเคลื่อนพรบยาสูบ, คผยช, ร่าง

คกก.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ให้ทุกจังหวัดแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการระดับจังหวัด และกทม. คาดประชุมเต็มนัดแรกพ.ย.นี้

      คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ รับทราบประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ และเห็นชอบประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบในระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร และให้ทุกจังหวัดเร่งสรรหาแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อประชุมเต็มคณะนัดแรก ขับเคลื่อนพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ ให้รับทราบทั่วกัน ภายในพฤศจิกายน 2560 นี้

ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ศ.คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ (คผยช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ครั้งที่ 1/ 2560 ว่า ในวันนี้ ที่ประชุมรับทราบและมีมติเห็นชอบประกาศกระทรวงสาธารณสุข และประกาศคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ รวม 3 ฉบับ ได้แก่ 1 (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ  2 (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบกรุงเทพมหานคร และ 3 (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบจังหวัด โดยขอให้ทุกจังหวัดดำเนินการสรรหาแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้แล้วเสร็จ เพื่อจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัดเต็มคณะนัดแรก ขับเคลื่อนกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ให้รับทราบทั่วกัน  ภายในพฤศจิกายน 2560 นี้

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล กล่าวต่อว่า หลังจากที่มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข มุ่งเน้นให้มีการดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการตามกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ ผ่านกลไกการดำเนินงานของคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบในระดับพื้นที่ ทั้งระดับจังหวัด และกรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ การคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ รวมถึงการบำบัดรักษาฟื้นฟูสุขภาพของผู้เสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบไปสู่การปฏิบัติ ตอบสนองกับบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง

สวนดุสิต ต่อยอดความรู้สู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288744

สวนดุสิต ต่อยอดความรู้สู่ชุมชน

สวนดุสิต, มสด, กรรมการยุทธศาสตร์วิจัยแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

สวนดุสิต … โชว์ศักยภาพด้านงานวิจัย ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ต่อยอดองค์ความรู้สู่ชุมชน

       ผศ.ดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต(มสด.) กล่าวถึง โครงการสัมมนา เรื่อง “สวนดุสิตก้าวหน้าด้วยการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์” ว่า มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มีนโยบายในการส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้พัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้และพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ จึงจัดตั้งหน่วยบริหารงานวิจัย เพื่อใช้ประโยชน์ (Research Administration for Utilization : RAU)

          หน่วยงาน RAU เป็นหน่วยงานที่ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันวิจัยและพัฒนา ได้จัดโครงการสัมมนานี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรและนักวิจัยให้มีคุณภาพ สามารถขับเคลื่อนงานวิจัยและการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถสร้างเครือข่ายในการพัฒนาความรู้และนวัตกรรมกับหน่วยงานภายนอก อันเป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัย ประจำปีงบประมาณ พ.. 2557-2560 ในประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนางานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์

สวนดุสิต ต่อยอดความรู้สู่ชุมชนสวนดุสิต ต่อยอดความรู้สู่ชุมชน

 ผศ.ดร.ชนะศึก กล่าวต่อว่า กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “นโยบายการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อมุ่งสู่ Thailand 4.0” โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ (ประธานกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ)ศาสตราจารย์ ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช (กรรมการยุทธศาสตร์วิจัยแห่งชาติ) นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี(สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) และนายกันต์ วีระกันต์ (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสวนา ในหัวข้อเรื่อง “การวิจัยเพื่อกำหนดผลกระทบสู่การใช้ประโยชน์ที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และกิจกรรมจัดนิทรรศการแสดงผลงานและนวัตกรรม ในการนำไปใช้ประโยชน์ใน 5 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านนโยบาย ด้านสาธารณะ ด้านพาณิชย์ และด้านพัฒนามหาวิทยาลัยสวนดุสิต ของบุคลากรและนักวิจัยที่ได้รับรางวัลทั้งระดับชาติและนานาชาติ

สวนดุสิต ต่อยอดความรู้สู่ชุมชน

          ด้านวิชาการ การนำปุ๋ยชีวภาพมาอัดเม็ด สำหรับกำจัดพาราควอทตกค้างในพื้นที่เกษตรกรรมมันสำปะหลัง

          ด้านนโยบาย การคิดแอปพิเคชั่นระบบนำเที่ยวแบบครบวงจรในจังหวัดราชบุรีผ่านสมาร์ทโฟน

          ด้านสาธารณะ การผลิตปุ๋ยนาโนซิลิคอนจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาแมลงศูตรูพืช และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

          ด้านพาณิชย์ การศึกษาฤทธิ์สารสกัดของทองพันชั่งและบัวบกในการต้านเชื่อแบคทีเรีย เพื่อพัฒนาสบู่เหลว

สวนดุสิต ต่อยอดความรู้สู่ชุมชน

         การจัดแสดงผลงานของหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยที่มีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้จริง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ UNI เครื่องหมายการค้าของกราฟฟิคไซต์ และโฮมเบเกอรี่ ภาระกิจข้างต้น จึงถือเป็นการนำศักยภาพของมหาวิทยาลัยออกมาประชาสัมพันธ์แก่บุคคลภายนอกได้รับรู้ พร้อมทั้งเป็นการรับทราบนโยบายและแนวทางในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์จากผู้บริหารในระดับสูงของประเทศไปสู่การปฏิบัติร่วมกัน ก่อให้เกิดบุคลากรและนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพและสามารถนำงานวิจัยไปต่อยอดได้ อันเป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัยฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ ชุมชน สังคมและประเทศ ตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลต่อไป

ชวนร่วมถวายความอาลัย ปลูกดาวเรืองด้วยหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288740

ชวนร่วมถวายความอาลัย ปลูกดาวเรืองด้วยหัวใจ

ปลูกดาวเรือง, ชวนร่วมถวายความอาลัย, Line, หรือจนกว่าจะครบจำนวน

ศิริราชเชิญชวนปลูกดาวเรือง ในโครงการ “ชาวศิริราชร่วมถวายความอาลัย ปลูกดาวเรืองด้วยหัวใจ ถวายพระภูวไนยภูมิพล”

       คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมกันปลูกต้นดาวเรืองในโครงการ “ชาวศิริราชร่วมถวายความอาลัย ปลูกดาวเรืองด้วยหัวใจ ถวายพระภูวไนยภูมิพล” เพื่อให้สอดคล้องกับกระทรวงมหาดไทยที่ได้ประกาศเชิญชวนให้ประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วน ร่วมกันปลูกดอกดาวเรืองหรือดอกไม้สีเหลือง ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ซึ่งดอกไม้จะบานสะพรั่งทั่วทั้งประเทศไทย ในช่วงพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 25-29 ตุลาคมนี้   อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้  โดยทางหน่วยพิพิธภัณฑ์ศิริราช เป็นผู้จัดหาเมล็ดพันธุ์  อุปกรณ์การปลูกเตรียมไว้ให้  รวมถึงให้คำแนะนำวิธีการปลูกและดูแลผ่านกลุ่มไลน์ (Line) สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม  เพื่อให้บุคลากรสามารถนำกลับไปปลูกให้เจริญเติบโตได้

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 17-21 กรกฎาคม 2560  (หรือจนกว่าจะครบจำนวน) ทางเฟสบุ๊คพิพิธภัณฑ์ศิริราช (https://www.facebook.com/siriraj.museum) และรับเมล็ดพันธุ์ อุปกรณ์การปลูกได้ที่พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน บริเวณท่าเรือรถไฟ ตั้งแต่วันที่ 24-27 กรกฎาคม 2560 โดยสามารถบริจาค  สบทบทุนค่าวัสดุอุปกรณ์ขั้นต่ำ 20 บาทต่อ 1 ชุด ซึ่งประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์ดาวเรือง 4 เมล็ด ถุงเพาะ 4 ถุง ถาดเพาะพร้อมดินเพาะ 1 ชุด ดินสำหรับปลูก 1 ถุง และนำกลับไปร่วมเพาะเมล็ดพร้อมกันในวันที่ 6 สิงหาคม 2560

ต้นดาวเรืองที่ออกดอกจากความร่วมใจของชาวศิริราชและประชาชนทั่วไป สามารถนำมาประดับพื้นที่รอบบริเวณลานพระรูปสมเด็จพระบรมราชชนกภายในโรงพยาบาลศิริราช ได้ตั้งแต่วันที่  2  ตุลาคมนี้ ซึ่งจะพร้อมเบ่งบานเหลืองอร่ามทั่วโรงพยาบาลศิริราชในช่วงพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 25-29 ตุลาคมนี้  ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยพิพิธภัณฑ์ศิริราช โทร 02-4192618-9 ตั้งแต่เวลา 9.30-17.30 น. หรือทางเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/siriraj.museum 

เอาผิดนายจ้างโรงงานอาหารสัตว์ เหตุลูกจ้างเสียชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288726

เอาผิดนายจ้างโรงงานอาหารสัตว์ เหตุลูกจ้างเสียชีวิต

กสร, เหตุลูกจ้างเสียชีวิต, กสร, 1992

กสร.เร่งสอบข้อเท็จจริงนายจ้างโรงงานอาหารสัตว์จ.นครปฐม และ ผู้เกี่ยวข้อง เอาผิดเหตุฝ่าฝืนกม. ให้ลูกจ้างลงเชื่อมรอยร้าวถังผสมอาหารเป็นเหตุให้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

      นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการดำเนินการกรณีลูกจ้างของบริษัท เหรียญทองฟีด (1992) จำกัด ตั้งอยู่ที่ ตำบลดอนตูม อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ประสบอันตรายจากการทำงาน ขณะลงไปเชื่อมรอยร้าวของถังผสมอาหารสัตว์จนเป็นเหตุให้ลูกจ้างเสียชีวิตจำนวน 2 คน และบาดเจ็บจำนวน 1 คน เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า พนักงานตรวจความปลอดภัยได้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงนายจ้างแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริงลูกจ้างผู้เกี่ยวข้องและรวบรวมพยานหลักฐานว่านายจ้างได้มีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 รวมทั้งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ.2547 หรือไม่ หากพบว่านายจ้างฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนทันที สำหรับความผิดตามกฎหมายดังกล่าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายสุเมธ กล่าวเพิ่มเติมว่า อุบัติเหตุจากการทำงานสามารถป้องกันได้ หากนายจ้างให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยฯ จึงขอฝากให้ทุกสถานประกอบการคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และหากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากการที่ไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย กสร.จะดำเนินคดีตามอัตราโทษสูงสุด