เช็คร่างกายให้พร้อมก่อนวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288376

เช็คร่างกายให้พร้อมก่อนวิ่ง

นักวิ่ง, ชีวิตของข้า เพื่อป่าของไทย, สพฉ, warming up and down

เลขา สพฉ.แนะนักวิ่งตรวจสภาพร่างกายตนเองให้พร้อมก่อนออกกำลังกาย หลังพบป่วยฉุกเฉินจากอาการหัวใจหยุดเต้นจากการแข่งวิ่งหลายราย ล่าสุดชายอายุ 54 ปีหมดสติแต่ช่วยทัน

       กรณีโลกออนไลน์แชร์คลิป พร้อมระบุข้อความ “นาทีชีวิต ทีมกู้ภัยและหมอล็อตช่วยกันทำ CPR” เพื่อช่วยเหลือชายคนหนึ่งซึ่งที่หมดสติและไม่หายใจ ในจุดเข้าเส้นชัย ขณะวิ่งมาราธอน โครงการเพื่อผู้พิทักษ์ปี 3 “ชีวิตของข้า เพื่อป่าของไทย”ระยะทาง10 กิโลเมตร ภายในสวนหลวง ร.9โดยชายคนดังกล่าวที่หมดสตินั้นทราบชื่อต่อมาคือ นายสรรเสริญ อ่อนน้อม อายุ 54 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป ที่รอดชีวิตอย่างหวุดหวิด โดยขณะนี้นายสรรเสริญ อยู่ระหว่างพักฟื้นจากการสวนหัวใจเนื่องจากตรวจพบเส้นเลือดหัวใจตีบ และอาการดีขึ้นตามลำดับ

พร้อมกันนี้ นายสรรเสริญ ได้กล่าวขอบคุณ นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หรือ หมอล็อตและแพทย์หญิง ณิชยา วัฒนกำธรกุล  หรือ หมอฝน แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ และทีมเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ได้ช่วยชีวิตไว้ในวันนั้นด้วย พร้อมระบุว่า ตนนั้นเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ถ้าไม่ได้ทีมแพทย์ ทำการช่วยเหลือด้วยวิธีการ CPR ตนคงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะหลังจากตนล้มหมดสติ หัวใจได้หยุดเต้น

ด้าน ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)  ได้แนะวิธีการออกกำลังกาย สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า  ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ จะมีสมรรถนะของร่างกายลดลง เพราะจะมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น และการบีบตัวให้เลือดออกจากหัวใจแต่ละครั้งได้ปริมาณน้อยลง ทำให้ปริมาณเลือดที่หัวใจส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ลดลง เป็นผลให้ปริมาณออกซิเจนสูงสุดที่ร่างกายนำไปใช้ลดลงด้วย

พร้อมชี้ว่า โดยพื้นฐาน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะออกกำลังกายได้คล้ายๆ กับในคนปกติ เพียงแต่ควรจะเน้นไปที่การออกกำลังกายในระดับปานกลาง เช่น เต้นแอโรบิก เดินเร็ว ขี่จักรยาน วิ่งเหยาะๆ และว่ายน้ำ ส่วนกีฬาที่แนะนำ ได้แก่ ปิงปอง เทนนิสคู่ กอล์ฟ เป็นต้น

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ  กล่าวว่า ก่อนออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาใดๆ ผู้ป่วยทุกคนควรปรึกษาแพทย์ และควรออกกำลังแต่พอเหมาะ ช่วงที่เริ่มออกกำลังกายระยะแรก ควรซ้อมเบาๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบร้อน และหยุดพักเมื่อเริ่มเหนื่อย หรือแน่นหน้าอก หลังจากที่เริ่มเคยชินก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาของการออกกำลังกาย จนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 15 นาทีขึ้นไป และทำเป็นประจำทุกวันที่สำคัญต้องไม่ลืมเตรียมร่างกาย (warming up and down) ก่อน และหลังการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และควรทำทุกครั้ง

“สำหรับบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีภาวะอ้วน ไม่เคยออกกำลังกายหรือเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังอาทิ  ความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ ท่านต้องปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย  และก่อนที่จะทำการวิ่งก็จะต้องมีการ Warmup ร่างกายอย่างเพียงพอ ไม่ใช่มาถึงก็โหมวิ่งเลยทันที และที่สำคัญต้องฟังสัญญาณร่างกายของตนเองเพราะหากร่างกายรู้สึกไม่ไหวจะฟ้องเราออกมาทันทีอาทิหากในระหว่างวิ่งมีอาการหน้ามืด เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่ายให้หยุดวิ่งและรีบปรึกษาแพทย์ทันที”เลขาธิการ สพฉ. กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หรือ หมอล็อต ที่ได้เข้าให้การช่วยเหลือนายสรรเสริญที่หมดสติในงานวิ่งครั้งนี้ กล่าวว่า เหตุการณ์ในวันนั้น ตนเข้าไปร่วมในการวิ่งมาราธอนด้วย ระหว่างวิ่ง มีเสียงประกาศตามสายว่า ใครเป็นหมอบ้าง ให้มาช่วยทำCPR เนื่องจากมีคนล้มหมดสติบริเวณก่อนถึงเส้นชัยไม่กี่เมตร  ด้วยความเป็นหมอที่เคยร่ำเรียนมา จึงเดินเข้าที่เกิดเหตุ และช่วยทำ CPR ให้ โดยทำการจับ ชีพจร ปั๊มหัวใจ และเตรียมที่จะผายปอดเพื่อทำการกระตุ้น ซึ่งระหว่างนี้รถพยาบาลฉุกเฉิน ก็มาถึงที่เกิดเหตุอย่างทันท่วงที และก็โชคดีที่ลุงคนนี้ก็รู้สึกตัวในที่สุด

“แต่เรื่องนี้ผมไม่อยากให้มองว่า เป็นเรื่องโชคดี ดวงหรือโชคชะตา แต่เกิดจากการเตรียมความพร้อม อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งทีมงาน หน่วยกู้ภัย ทีมแพทย์ที่อยู่ในสนาม ซึ่งทุกคนน่ารักมาก มีการเตรียมตัว เตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี  และเรื่องนี้ผมไม่อยากให้มองว่า ผมเป็นฮีโร่ หรือมาเชิดชูอะไรในตัวผม แต่ผมทำตามหน้าที่ในความเป็นหมอ ตามหลักมนุษยธรรมที่ต้องการเชื่อเหลือเพื่อนมนุษย์”หมอล็อต กล่าวและว่าการเรียนรู้เรื่องการ CPR เป็นสิ่งที่ดีเพราะประชาชนทั่วไปก็สามารถฝึกในการทำ CPR ด้วยตนเองได้ เพราะหากเราสามารถทำการ CPR เป็นเราก็จะสามารถช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินคนอื่นๆ ได้

“น้ำตาลจาก” สร้างอาชีพชาวตรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288041

“น้ำตาลจาก” สร้างอาชีพชาวตรัง

มรดกภูมิปัญญา, ภูมิปัญญาชาวบ้าน, กศนกันตรัง, น้ำตาลจาก, สร้างอาชีพชาวตรัง, การทำน้ำตาลจาก, OTOP

มรดกทางภูมิปัญญา สู่การประกอบอาชีพ “น้ำตาลจาก” ของชุมชนปากแม่น้ำตรัง

      จากเป็นพืชจำพวกปาล์ม โดยมีการจัดอยู่ที่ในวงศ์ย่อย Nypoideae ซึ่งเป็นปาล์มเพียงชนิดเดียวที่เป็นพืชในป่าชายเลน และมีลำต้นอยู่ใต้ดิน นับเป็นพืชเก่าแก่มากชนิดหนึ่ง พบมากในบริเวณน้ำจืด และน้ำกร่อย ที่มีน้ำเค็มขึ้นถึง มักจะขึ้นเป็นดงขนาดใหญ่ เรียกว่า ป่าจาก หรือดงจาก

"น้ำตาลจาก" สร้างอาชีพชาวตรัง

ต้นจากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วนเลยก็ว่าได้ เช่น ยอดจาก สามารถนำมาลอกใบอ่อนเป็นมวนยาสูบ ทางจากหรือพงจากสามารถนำมาทำเป็นกระดาษเยื่อจากมีลักษณะเหมือนกับกกระดาษสา ใบจากสามารถนำมาเย็บเป็นตับนำมามุงหลังคา และสามรถนำมาห่อแป้งที่ผสมกับมะพร้าวก็จะเป็นขนมจาก ก้านจากก็สามรถนำมาจักสานเป็นภาชนะต่างได้อย่างสวยงามทนทาน ผลอ่อนของจากก็สามารถนำมาลอกแก้วได้รสที่ หอมหวาน

"น้ำตาลจาก" สร้างอาชีพชาวตรัง

น้ำตาลจาก

สำคัญที่สุด คือการทำน้ำตาลจาก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่สืบทอดกันมากว่า 4 ชั่วอายุคน นายสมบูรณ์ ผลิผล อายุ 68 ปี ชาวบ้านโต๊ะเมือง ตำบลบางหมาก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง กล่าว่า ตนเอง ได้เรียนรู้การทำน้ำตาลจาก มาจากปู่และพ่อ โดยตนเริ่มทำน้ำตาลจากเป็นตั้งแต่ อายุ 17 ปี ตอนแรกๆของการทำน้ำตาลจากเพื่อนำมาใช้บริโภคแทนน้ำตาลทรายในการปรุงอาหารทั้งคาวหวาน ผ่านมากว่า50 ปี ตนเองก็เกรงว่าการทำน้ำตาลจากจะสูญหายเพราะเด็กยุคใหม่ไม่สนใจทำน้ำตายจากแล้ว เลยปรึกษากับ นางสาวกาญจนา รุ่งเมือง ครูอาสาสมัครนอกโรงเรียน กศน.อำเภอกันตัง เพื่อหาแนวทางอนุรักษ์ สืบทอดการทำน้ำตาลจาก

"น้ำตาลจาก" สร้างอาชีพชาวตรัง

นายสมบูรณ์ ผลิผล

ด้านนางสาวกาญจนา กล่าวว่า ตามที่คุณลุง สมบูรณ์ ผลิผลได้มาปรึกษาหาแนวทางในการอนุรักษ์ สืบทอดการทำน้ำตาลจาก ตนได้หารือกับทางนายวิเชียร จันทน์ฝาก ผอ. กศน.อำเภอกันตัง โดยมีการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น “การทำน้ำตาลจาก” จำนวน 40 ชั่วโมง โดยมีการรวมกลุ่มชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพจากต้นจาก กว่า 30 คน เพื่อมาเรียนรู้การทำน้ำตาลจากเป็นผลสำเร็จ สามารถสร้างเป็นสินค้าของชุมชนได้หลายอย่าง ทั้งน้ำตาลจากสด น้ำตาลจากเข้มข้น น้ำส้มจาก ซึ่งเป็นที่ต้องการของลูกค้าเป็นจำนวนมาก จนผลิตแทบไม่ทัน

"น้ำตาลจาก" สร้างอาชีพชาวตรัง

ด้านนายนิโรจน์ มุสิกธรรม พัฒนาการอำเภอกันตัง กล่าวเสริมว่าตอนนี้ทาง สำนักงานพัฒนาชุมชนได้เข้ามาส่งเสริม ต่อยอดกลุ่มที่ทาง กศน. ได้สอนการทำน้ำตาลจาก ด้วยการมีการให้สมาชิกกลุ่มได้มีการคิด วางแผน การเขียนโครงการรองรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าสู่มาตรฐานสินค้าชุมชน (OTOP) ต่อไป  ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างต้นจาก มาประกอบสัมมาอาชีพ หล่อเลี้ยงครอบครัวและคนในชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และยั่งยืน

มารู้จัก แอปฯเพื่อผู้พิการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288124

มารู้จัก แอปฯเพื่อผู้พิการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด

able, This, คนพิการ, แอปพลิเคชั่น, มารู้จัก, This is able, สจล, กสทช, มุมล่างขาว, ตรงกลาง, มุมล่างซ้าย, ไม่มีลวดลาย, มีลวดลาย, 28 พฤษภาคม 2560, ปุ่มมุมซ้ายล่าง, ซ้ายล่าง, ซ้ายกลาง, ซ้ายบน, กดพูด, The Gifted of The Gifted, ปวช, ปวส

วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สจล. วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พัฒนาแอปฯ “This is able” ในมือถือ ช่วยผู้พิการทางการได้ยิน การมองเห็น การสื่อความหมาย ผ่าน6ฟังก์ชั่น

        ทุกวันนี้สมาร์ทโฟนถือเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนเรา ไม่เฉพาะสำหรับคนปกติทั่วไปเท่านั้นที่ใช้ประโยชน์ในติดต่อสื่อสารและติดตามข่าวสาร สำหรับผู้พิการเองสมาร์ทโฟนก็เป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกการดำเนินชีวิตด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าพัฒนาไปไกล ได้ช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถอัพเกรดฟังก์ชั่นและความสามารถของสมาร์ทโฟนได้มากขึ้น สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จึงพัฒนาแอพพลิเคชั่น “This is able” ขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการทางการได้ยิน การมองเห็น และการพูดหรือสื่อความหมาย ให้สามารถสื่อสารได้ง่ายและตรงความหมายมากขึ้น

มารู้จัก แอปฯเพื่อผู้พิการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด

ในภาพรวมช่วยให้ผู้พิการสามารถพึ่งพาตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยล่าสุดผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทบุคคลทั่วไป จากโครงการประกวดแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสำหรับผู้พิการทางการเห็น การได้ยิน หรือสื่อความหมาย โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มาครอง

มารู้จัก แอปฯเพื่อผู้พิการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด

ผศ.ดร.เกษมสุข เสพศิริสุข

ผศ.ดร.เกษมสุข เสพศิริสุข อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ สจล. วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น “This is able” ร่วมกับอาจารย์อรรถศาสตร์ นาคเทวัญ เปิดเผยว่าแอพพลิเคชั่นนี้พัฒนาบนระบบแอนดรอย์ด้วยภาษาจาวา มีการใช้ภาพร่วมกับข้อความสำหรับผู้พิการทางการได้ยิน ใช้ไอคอนต่างๆ สำหรับผู้พิการทางการสื่อความหมาย และใช้ Talkback เพื่อออกเสียงเมื่อกดปุ่มต่างๆ สำหรับผู้พิการทางสายตา โดยความสามารถของแอพพลิเคชั่นแบ่งออกเป็น 6 โปรแกรมย่อย

โดยรูปแบบการทำงานแต่ละโปรแกรมจะถูกแยกออกเป็น 6 ไอคอน แบ่งเป็น 3 แถวจากบนลงล่าง แถวละ 2 ไอคอนซ้ายและขวา ดังนี้ 1. บนซ้าย – โปรแกรมบอกสีและลวดลาย 2. กลางซ้าย –  โปรแกรมอ่านวันหมดอายุ  3. ล่างซ้าย – โปรแกรมอ่านเอกสาร 4. บนขวา – โปรแกรมแผนที่และการระบุตำแหน่งรอบตัว 5. กลางขวา – โปรแกรมล่ามสื่อสาร และ 6. ล่างขวา – โปรแกรมเซนเซอร์เฝ้าระวังบ้าน

มารู้จัก แอปฯเพื่อผู้พิการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด

เมื่อผู้ใช้งานกดปุ่มไอคอนต่างๆ โปรแกรมจะเริ่มทำงาน โดยกดครั้งแรกจะมีเสียงบอกและกดครั้งที่สองโปรแกรมถึงเริ่มทำงานจริง จากนั้นเมื่อเข้าสู่หน้าจอการทำงานแต่ละโปรแกรมเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและใช้งาน จึงได้ออกแบบให้ทุกโปรแกรมจัดวางตำแหน่งไอคอนเหมือนกัน คือ “มุมล่างขาว” เป็นปุ่มช่วยเหลือและสอนวิธีการใช้งาน “ตรงกลาง” เป็นปุ่มโฮมกลับไปยังหน้าหลัก “มุมล่างซ้าย” เป็นปุ่มสั่งงานต่างๆ เพื่อให้ใช้งานมือเดียวได้อย่างสะดวก

ผศ.ดร.เกษมสุข อธิบายต่อว่าโปรแกรมทั้ง 6 ในแอพพลิเคชั่น ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่ผู้พิการต้องพบเจอกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นหลัก โดยแต่ละโปรแกรมมีรูปแบบการทำงาน ดังนี้

มารู้จัก แอปฯเพื่อผู้พิการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด

1. โปรแกรมอ่านค่าสี ใช้งานด้วยการแตะหน้าจอถ้าเป็นสีพื้นจะออกเสียง “ไม่มีลวดลาย” ตามด้วยสีของวัตถุนั้นๆ แต่ถ้าเป็นสิ่งของมีลวดลายจะออกเสียง “มีลวดลาย” ตามด้วยสีของลวดลายบนวัตถุนั้นๆ แต่โปรแกรมจะจับค่าสีหลักที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่ของวัตถุไม่เกิน 3 สี ประโยชน์ของโปรแกรมนี้จะช่วยให้ผู้พิการทางสายตา ได้ทราบถึงสีและลวดลายของวัตถุสิ่งของโดยเฉพาะเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เพื่อให้สะดวกต่อการสวมใส่ให้เหมาะสมกับงานหรือวัฒนธรรมประเพณี

มารู้จัก แอปฯเพื่อผู้พิการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด

2. โปรแกรมอ่านวันหมดอายุ ใช้งานด้วยการส่องกล้องที่ฉลากสินค้าเมื่อพบข้อความ EXP. 28.05.60 จะออกเสียง “28 พฤษภาคม 2560” หรือเมื่อพบข้อความ BBF.  20/05/2017 จะออกเสียง “ยี่สิบ ศูนย์ห้า สองพันสิบเจ็ด” สามารถใช้ได้ทั้งรูปแบบวันที่ 6 และ 8 ตัวอักษร ประโยชน์ของโปรแกรมนี้จะช่วยออกเสียงบอกวันหมดอายุของสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหาร โดยกล้องจะพยายามหาตัวย่อของวันหมดอายุ เช่น EXP – Expire date หรือ BBF – Best ผู้ใช้งานอาจต้องรอให้กล้องปรับโฟกัสอัตโนมัติระหว่างอ่านค่า

มารู้จัก แอปฯเพื่อผู้พิการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด

3. โปรแกรมอ่านเอกสาร ใช้งานโดยการกด “ปุ่มมุมซ้ายล่าง” เพื่อเปิดโปรแกรมถ่ายรูปของสมาร์ทโฟน จากนั้นให้กดที่ชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพแล้วกดยืนยัน โปรแกรมจะส่งภาพไปคำนวณที่เซอร์เวอร์ เมื่อได้ผลกลับมาจะอ่านออกเสียงให้ผู้ใช้งานฟัง หากต้องการฟังซ้ำให้กดปุ่มอ่านอีกครั้ง ประโยชน์ของโปรแกรมนี้นอกจากช่วยให้ผู้พิการ ได้เข้าใจตัวอักษรและข้อมูลสำคัญต่างๆ เช่น ฉลากยา สินค้า จดหมาย และหนังสือแล้ว ขณะเดียวกันยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออกด้วย

มารู้จัก แอปฯเพื่อผู้พิการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด

4. โปรแกรมแผนที่และการระบุตำแหน่งรอบตัว ใช้งานผ่านปุ่มสั่งงาน 3 ปุ่มด้านซ้ายเรียงจากล่างขึ้นบน ดังนี้ “ซ้ายล่าง” คือที่อยู่ของฉัน เมื่อกดจะออกเสียงตามตำแหน่งที่ผู้ใช้งานอยู่ เช่น “65 ซอยร่มเกล้า 25 แขวงลาดกระบัง “ซ้ายกลาง” คือที่ตั้งร้านค้า เมื่อกดจะออกเสียงบอกที่ตั้งร้านสะดวกซื้อในรัศมี 1 กม. และ “ซ้ายบน” คือที่ตั้งโรงพยาบาล เมื่อกดจะออกเสียงที่ตั้งโรงพยาบาลในรัศมี1 กม. ประโยชน์ของโปรแกรมนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบถึงตำแหน่งปัจจุบันของตนเองแล้ว ยังช่วยให้ทราบถึงทิศทางและที่ตั้งของร้านค้าและโรงพยาบาลช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางได้ โดยขณะที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาให้โปรแกรมสามารถนำทางด้วยเสียง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการนำทางขึ้นไปอีกระดับ

มารู้จัก แอปฯเพื่อผู้พิการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด

5. โปรแกรมล่ามสื่อสาร ใช้งานโดยการกดปุ่มเชื่อมต่ออุปกรณ์กับ NetPie ซึ่งเป็น Cloud Platform ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ เมื่อพร้อมใช้งานจะออกเสียง “เชื่อมต่อ NetPie แล้ว จากนั้นผู้ใช้งานกดปุ่ม “กดพูด” เพื่อเริ่มต้นการสนทนา เมื่อพูดแล้วโปรแกรมจะส่งข้อความไปยังห้องสนทนา ในทางกลับกันเมื่อคนอื่นส่งข้อความมาโปรแกรมจะออกเสียงให้ฟัง ประโยชน์ของโปรแกรมนี้ช่วยให้ผู้พิการทางสายตา การได้ยิน และคนทั่วไปสื่อสารถึงกันได้สะดวกขึ้น โดยแปลงข้อความจากเสียงเป็นอักษรและจากอักษรเป็นเสียง

มารู้จัก แอปฯเพื่อผู้พิการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด

6. โปรแกรมเซนเซอร์เฝ้าระวังบ้าน ใช้งานโดยทำงานร่วมกับชุดเซนเซอร์ IoT เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยในบ้าน เช่น เซนเซอร์อุณหภูมิเฝ้าระวังไฟไหม้ เซนเซอร์แสงตรวจสอบการเปิดปิดหลอดไฟ เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวใช้จับการเคลื่อนไหวของคน โดยเมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นภายในบ้าน ที่ตรงกับเงื่อนไขการตั้งค่าจะมีเสียงเตือนที่อุปกรณ์ เช่น “แสง 196 อุณหภูมิ 23 องศา คนเคลื่อนไหวไม่มี” เป็นต้น

“จุดประสงค์ที่ได้ร่วมกับอาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ สจล. วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พัฒนาแอพพลิเคชั่น This is able ขึ้นมา เนื่องจากเล็งเห็นว่าทุกวันนี้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่คนมีติดตัว จึงเป็นการดีหากสามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ดึงศักยภาพต่างๆ ของสมาร์ทโฟน เพื่อตอบสนองหรืออำนวยความสะดวกการใช้ชีวิตประจำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้พิการซึ่งมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ซึ่งในภาพรวมนอกจากช่วยให้ผู้พิการสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างภาคภูมิ ยังช่วยให้สื่อสารอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุขด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ สำหรับแผนการพัฒนาต่อยอดในอนาคตนั้น ขณะนี้อยู่ระว่างการพัฒนารูปแบบการทำงานแต่ละโปรแกรม ให้สามารถทำงานเสถียรและใช้งานได้ง่ายขึ้น” ผศ.ดร.เกษมสุข กล่าว

มารู้จัก แอปฯเพื่อผู้พิการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

ด้าน ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวเสริมว่า การให้ความสำคัญกับผู้พิการผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวัน ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของ สจล. โดยที่ผ่านมาได้ผลักดันในคณาจารย์และนักศึกษาสาขาวิชาและคณะต่างๆ สร้างสรรค์ผลงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้พิการทุกรูปแบบ อาทิ คีย์บอร์ดเท้าสำหรับคนพิการ ห้องสมุดเสียง หนังสืออักษรเบลล์ รถวีลแชร์แบบปรับยืนได้

ซึ่งนอกจากผลงานของสาขาวิชาด้านวิศวกรรมศาสตร์แล้ว ในสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ คอมพิวเตอร์ ก็ได้มีการพัฒนาโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้พิการอย่างต่อเนื่อง หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ก็เน้นให้นักศึกษาเข้าใจและเห็นถึงความสำคัญในการออกแบบ เพื่อรองรับหรืออำนวยโดยเฉพาะทางขึ้นอาคารและห้องน้ำเฉพาะสำหรับผู้พิการ ผ่านการผลักดันการจัดตั้ง “ศูนย์นวัตกรรมเพื่อผู้พิการและผู้สูงอายุแห่งอาเซียน” ขึ้นในอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับการสรรค์สร้างนวัตกรรมไอเดียใหม่ๆ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการและผู้สูงอายุ ให้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมหรือปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์ในตัวอาคาร ระบบขนส่งมวลชน และการเข้าถึงบริการสาธารณะทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2558 สจล. ยังได้ผลักดันแนวคิด “The Gifted of The Gifted” สร้างโอกาสแห่งการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพทางการศึกษาให้กับนักเรียนผู้พิการ โดยนำร่องร่วมมือกับมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) และคนพิการทั่วไปภายใต้มูลนิธิฯ ที่มีผลการเรียนดีอยู่ในเกณฑ์ที่ สจล.กำหนด เข้าศึกษาต่อในคณะหรือวิทยาลัยต่างๆ ของทางสถาบัน พร้อมส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการศึกษาให้กับครู อาจารย์ และบุคลากร ภายใต้มูลนิธิฯ ผ่านการอบรม และสัมมนาเชิงวิชาการ ตลอดจนพัฒนางานวิจัยเชิงปฏิบัติการและนวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกัน เพื่อเป็นการเติมเต็มวัฏจักรแห่งการเรียนรู้และประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้พิการด้วย

นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หมายเลขโทรศัพท์  02-329-8111 หรือเข้าไปที่ www.kmitl.ac.th

จบม.6ให้มีคุณภาพต้องจ่ายเป็นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288368

จบม.6ให้มีคุณภาพต้องจ่ายเป็นล้าน

ลงทุนเพื่อความรู้, ค่าใช้จ่าย, การศึกษา, กพฐ, สพฐ

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี “การศึกษา” ก็เช่นกัน ถ้าจะจบม.6อย่างมีคุณภาพรัฐต้องทุ่มเป็นล้านล้านบาทเลยทีเดียว

       “การศึกษา”อีกหนึ่งการลงทุนที่หวังผลระยะยาว(ถ้ามีความรู้นำมาเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้) แต่ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า…แล้วคนหนึ่งคนต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อสะสมความรู้ ทักษะด้านวิชาการและชีวิตเท่าใด?ติดตามได้กับ 0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0

       จากงานสภาการศึกษาเสวนา ครั้งที่ 20 เรื่อง “ค่าใช้จ่ายภาครัฐด้านการศึกษา : บทเรียนจากประเทศไทยและนานาชาติ” ณรงค์ แผ้วพลสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกล่าวถึงค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)ว่า ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รับผิดชอบนักเรียน 6.2 ล้านคน จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

       โดยสนับสนุนงบฯ5 รายการ ได้แก่ ค่าจัดการเรียนการสอน,ค่าหนังสือเรียน,ค่าเครื่องแบบนักเรียน,ค่าอุปกรณ์การเรียน,ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ทั้งนี้งบฯจัดการศึกษา ในส่วนของค่าใช้จ่ายรายหัว เป็นอัตราที่ใช้มานาน ส่วนงบฯด้านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนจะใช้ตามนโยบายของศธ.และสพฐ.

            สพฐ.จึงได้ร่วมกับยูนิเซฟและคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์สำรวจการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

จบม.6ให้มีคุณภาพต้องจ่ายเป็นล้าน

          รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ นำเสนอเรื่องข้อค้นพบสำคัญที่ได้จากการสำรวจติดตามการใช้จ่ายภาครัฐของโครงการเรียนฟรี 15 ปี ในประเทศไทย ว่า  จากการสำรวจโรงเรียน 250 โรง ครอบคลุม 24 เขตพื้นที่การศึกษา สำรวจความเห็นครูผู้บริหาร 2,463 คน ผู้ปกครอง 2,500 คน พบว่า สพฐ.โอนงบฯโครงการเรียนฟรี 15 ปี ถึงโรงเรียนโดยตรง ซึ่งพบปัญหาการโอนเงินล่าช้า อาทิ งบจัดซื้อหนังสือล่าช้าเฉลี่ยหลังเปิดเรียน 24 วัน ,ร.ร.ในเขตเมืองจ่ายค่าหนังสือสูงกว่า ร.ร.ในชนบท, ร.ร.มีความล่าช้าในการแจกอุปกรณ์การเรียนประมาณ 37 วันในภาคเรียน2 และ 17 วันในภาคเรียนแรก ,เงินอุดหนุนเครื่องแบบนักเรียนกว่า ร้อยละ 95 แจกเป็นเงินสด และจำนวน 2 ชุดนั้นไม่เพียงพอ ,งบฯด้านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนั้น ร.ร.จัดได้ไม่ครบและต้องขอเพิ่มจากผู้ปกครอง

         “พบว่าสถานศึกษามีงบฯจากโครงการเรียนฟรี 15 ปี ที่ยังใช้ไม่หมด มากถึงร้อยละ 20 ของเงินที่ได้รับ เมื่อสิ้นปีงบฯที่สองของโครงการ มีมูลค่ารวม 8,200 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่ไม่ได้ใช้เงิน อาจเนื่องจากระบบบัญชีโรงเรียนอ่อน ขาดประสบการณ์ในการจัดการทางการเงิน ขณะที่เขตพื้นที่ลงพื้นที่สำรวจโรงเรียน 1 ครั้งต่อปี เท่านั้น

       นอกจากนั้น ระบบที่ให้สถานศึกษาเป็นผู้ให้ข้อมูลเพื่อรับเงินจัดสรร แต่ขาดกลไกการดูแลที่เหมาะสม ก่อให้เกิดปัญหาด้านจริยธรรมในการทำงาน ขณะที่ระบบสารสนเทศทางการศึกษา ขาดการบูรณาการร่วมกันอย่างเป็นระบบ ก่อให้เกิดปัญหานักเรียนซ้ำซ้อน และเกิดการรั่วไหลของงบประมาณ

จบม.6ให้มีคุณภาพต้องจ่ายเป็นล้าน

         สำหรับข้อเสนอแนะนั้น คือ ควรมีการปรับปรุงค่าใช้จ่ายรายหัวเพิ่มให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน จัดสรรเงินให้ถึงตัวเด็กโดยตรง ปรับปรุงวิธีคัดกรองและช่วยเหลือเด้กยากจน ปรับปรุงระบบบัญชี ร.ร. ยกระดับบทบาทและความรับผิดชอบการกำกับดูแลของเขตพื้นที่ และควรให้ข้อมูลเรียนฟรี 15 ปีให้กับครอบครัวนักเรียนมากขึ้น ยกระดับความรับผิดชอบของร.ร. โดยเปิดเผยข้อมูลงบฯและผลการเรียนของเด็กต่อชุมชนและผู้ปกครอง  ซึ่งจะช่วยให้ร.ร. ผู้บริหาร และครูแสดงความรับผิดชอบต่อผลการดำเนินงานมากขึ้น

          ด้าน ดร.รังสรรค์​ มณีเล็ก ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เห็นว่างบฯสำหรับเด็กยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเด็กยากจน แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะได้รับงบฯการศึกษาสูงสุด คิดเป็น 1 ใน 5 ของงบฯแผ่นดิน โดยหวังให้ส่วนกลางจัดสรรเงินให้กับเขตพื้นที่และโรงเรียนโดยตรงมากขึ้น ที่ผ่านมาเราบริหารงานตามกระแส โดยไม่มีงานวิจัยมาสนับสนุน แต่ขณะนี้เรามีนักวิชาการที่ทำวิจัยด้านค่าใช้จ่ายการศึกษาอยู่ในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา 2 คน มีข้อมูลต่างๆมากมาย คาดหวังว่าภายใน 2 ปีเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง

“บิ๊กตู่” ปลื้ม นร.ไทย กวาดรางวัลเพียบ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288373

“บิ๊กตู่” ปลื้ม นร.ไทย กวาดรางวัลเพียบ!!

ที่เวียดนาม, แข่งคณิตศาสตร์, กวาด32รางวัล, ปลื้มนรไทย, นายกฯ, บิ๊กตู่, ปลื้ม, นรไทย, กวาดรางวัลเพียบ

“บิ๊กตู่” ปลื้ม นร.ไทย กวาดรางวัล 32 เหรียญ-รางวัล The Star อีก 1 รางวัล จากเวทีแข่งขันคณิตศาสตร์ที่เวียดนาม พร้อมให้กำลังใจผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทุกๆคน

          เมื่อวันที่  19 ก.ค. 2560 – พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. แสดงความยินดีกับตัวแทนนักเรียนไทยที่ไปร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติในรายการ 2017 World Mathematics Invitational ระหว่างวันที่ 14 – 18 ก.ค.60 ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม และสามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ถึง 32 เหรียญ พร้อมทั้งรางวัล The Star อีก 1 รางวัล

         “นายกฯ ชื่นชมความสำเร็จในครั้งนี้ว่าเกิดมาจากความสามารถของตัวนักเรียนเอง และการสนับสนุนที่ดีจากทั้งครูอาจารย์และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย แสดงให้เห็นว่าเด็กไทยมีทักษะด้านคณิตศาสตร์ไม่แพ้ชาติอื่น โดยครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันนี้ เนื่องจากเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เด็กไทยก็เพิ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับทุกคนด้วยการคว้ามาได้ถึง 31 เหรียญรางวัล จากการแข่งขันที่ประเทศจีน” พลโทสรรเสริญ กล่าว

พลโทสรรเสริญ กล่าวอีกว่า นายกฯ ยังได้ให้กำลังใจแก่นักเรียนและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทุกคน ให้หมั่นพัฒนาตนเอง ส่งเสริมการยกระดับฝีมือ และสร้างเด็กรุ่นใหม่ที่มีความสามารถอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม คุณภาพการศึกษาของไทยโดยรวมโดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA นั้น ยังคงมีปัญหา เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ นายกฯ จึงได้กำชับให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม

ปั้นคนป้อน2อุตฯ“สุขภาพ-อาหาร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288365

ปั้นคนป้อน2อุตฯ“สุขภาพ-อาหาร”

อธิบดีกพร, 5 แสนล้าน, ศิริชัย, 2 อุตฯ, สุขภาพ-อาหาร, บิ๊กบี้, บริการสุขภาพ-อาหาร, กพรปช, New Growth Engine

“บิ๊กบี้”เผยก.แรงงาน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ปั้นคนป้อน 2 อุตฯ“บริการสุขภาพ-อาหาร” ระบุเฉพาะอาหารมีการจ้างงานกว่า 1 ล้านคน เงินลงทุนสะสมกว่า 5 แสนล้านบาท

         เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2560 – ที่ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้จัดประชุมคณะกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพแห่งชาติ กพร.ปช. ครั้งที่1/2560โดยมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในการประชุม

ปั้นคนป้อน2อุตฯ“สุขภาพ-อาหาร”

        พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเปิดเผยในการประชุมว่าจากการที่กระทรวงแรงงาน ได้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคน 20 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนให้มีประสิทธิภาพทุกรายสาขา คณะกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพแห่งชาติ (กพร.ปช.) จึงได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมบริการสุขภาพแลอุตสาหกรรมอาหาร พ.ศ.2561-2565เพื่อพัฒนาบุคลากรของประเทศไทยให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถรองรับความต้องการทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ ประสิทธิภาพและได้รับมาตรฐานระดับสากล

ปั้นคนป้อน2อุตฯ“สุขภาพ-อาหาร”

พล.อ.ประวิตร  วงศ์สุวรรณ

         “ในปัจจุบันทั้งสองอุตสาหกรรมมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบริการสุขภาพสร้างรายได้ให้ประเทศปีละ 4 หมื่น 5 พันล้านบาทต่อปี ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารมีเงินลงทุนสะสมกว่า 5 แสนล้านบาท มีการจ้างงานกว่า 1 ล้านคน และในอนาคตการเปิดเสรีในการเคลื่อนย้ายการค้า การลงทุน และกำลังแรงงาน ในกรอบความร่วมมือต่างๆ เช่น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาเซียน+3 อาเซียน+6 จะเป็นส่วนสนับสนุนให้อุตสาหกรรมมีศักยภาพและเติบโตอย่างเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น พร้อมกับรัฐบาลได้กำหนดให้เป็น อุตสาหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Growth Engine)ต่างส่งผลอุตสาหกรรมบริการสุขภาพและอุตสาหกรรมอาหาร มีความต้องการแรงงานฝีมือเป็นจำนวนมาก ในช่วงระหว่างปี 2561-2565 ต้องการจะแรงงานภาคการผลิตและภาคการพัฒนาด้านบริการสุขภาพ 56,000 คน ในด้านอาหารในส่วนของภาคการพัฒนาจำนวน 127,314 คน การจัดทำยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมการพัฒนากำลังคนทั้งสองอุตสาหกรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก”พล.อ.ศิริชัย กล่าว

ปั้นคนป้อน2อุตฯ“สุขภาพ-อาหาร”

พล.อ.ศิริชัย  ดิษฐกุล

ปั้นคนป้อน2อุตฯ“สุขภาพ-อาหาร”

        ด้านนายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกล่าวต่อว่ากพร.ปช.ได้ดำเนินการยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมบริการสุขภาพและอุตสาหกรรมอาหาร พ.ศ.2561-2565 แบ่งออกเป็น 3 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่1พัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงาน/มาตรฐานอาชีพ/คุณวุฒิวิชาชีพและหลักสูตร เฉพาะด้านสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมบริการสุขภาพและอุตสาหกรรมอาหาร

        ยุทธศาสตร์ที่2ผลิตและพัฒนาบุคลากรในตำแหน่งงานหลักของอุตสาหกรรมบริการสุขภาพและอุตสาหกรรมอาหารเทียบเท่ามาตรฐานสากล และยุทธศาสตร์ที่3 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการผลิตและพัฒนากำลังคนเฉพาะทางในอุตสาหกรรมบริการสุขภาพและอุตสาหกรรมอาหาร

ปั้นคนป้อน2อุตฯ“สุขภาพ-อาหาร”

นายธีรพล  ขุนเมือง

         โดยวางเป้าหมายสำคัญ เช่น ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดตั้งสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในแต่ละด้านการสร้างระบบฐานข้อมูลกำลังคน พัฒนาหลักสูตรกลางในการฝึกอบรม ส่งเสริมการฝึกอบรมตามพรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารจะผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ช่างเทคนิค 9,600 คน และเมื่อรวมการผลิตพัฒนาบุคลากรด้านนี้จะมีทั้งสิ้น 126,600 คน

          “ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะมีการนำเสนอในที่การประชุมโดยมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในการประชุม หลังจากนั้นทางกพร.ปช.เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเป็นยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังแรงงานด้านบริการสุขภาพและอาหารต่อไป”อธิบดีกพร.กล่าว

ศธ.เอาจริง.. สั่งสกอ.”ยกเครื่องกฎรับน้อง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288356

ศธ.เอาจริง.. สั่งสกอ.”ยกเครื่องกฎรับน้อง”

รับน้องใหม่, ศธ, พลอสุรเชษฐ์ ชัยวงศ, ศธเอาจริง, ยกเครื่องกฎรับน้อง, ครูน้อย, รมชศธ, รมวศธ, สกอ

ศธ.เอาจริงสั่งสกอ.ยกเครื่องกฎรับน้องเข้มงวดขึ้น หลังบางสถาบันรับน้องเกินเลย ส่งผลสังคมรับไม่ได้ ด้าน”ครูน้อย”ย้ำอย่าให้เกิดขึ้นอีก

          เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2560-ที่ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาบางสถาบันการศึกษาจัดกิจกรรมการรับน้องไม่เหมาะสมว่า นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ได้มอบหมายให้สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)ไปทบทวนกฎระบียบการรับน้องที่มีอยู่เข้าใจว่าการรับน้องถือเป็นธรรมเนียม และที่ผ่านมามีการรณรงค์ว่าการรับน้องต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ แต่เวลาปฎิบัติกันก็เกินเลย จนสังคมรับไม่ได้ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เมื่อทำผิดต้องมีการแก้ไข โดยจากนี้ไปแต่ละสถาบันต้องดูแลลูกศิษย์ตัวเองอย่างใกล้ชิด ถ้าปล่อยไว้จะทำให้สถาบันเสียชื่อ และเสียหายตามมา

        พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า  ทั้งนี้จากเหตุการณ์ 2-3 แห่งที่เกิดขึ้น ทางสถาบันได้ออกมาขอโทษแล้ว พร้อมได้มีการสอบสวน หากผิดระเบียบจะมีการลงโทษ ซึ่งเรื่องแบบนี้ต้องพยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีกประเพณีการรับน้อง และแม้ทางสถาบันจะมีระเบียบอยู่แล้ว ซึ่งมีบทลงโทษจากเบาไปหาหนัก แต่ทางรมว.ศึกษาธิการสั่งการให้ทบทวนระเบียบใหม่ อาจต้องมีการวางระเบียบให้เข้มมากยิ่งขึ้น ซึ่งประเพณีการรับน้องในอดีต รุ่นเก่า ทำไว้มีประโยชน์ แต่เวลาทำให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรับน้อง จนสังคมรับไม่ได้ จึงต้องมีการแก้ไข

ตั้งคกก.สอบสวนวินัยร้ายแรง “ผอ.รร.สามเสนฯ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288348

 

ตั้งคกก.สอบสวนวินัยร้ายแรง “ผอ.รร.สามเสนฯ”

ตั้งคกก.สอบสวนวินัยร้ายแรง “ผอ.รร.สามเสนวิทยาลัย” หลังพบชี้มูลความผิด รับเงินแลกที่นั่ง เหตุทำในช่วงห้ามระดมทรัพยากร ไม่ออกใบเสร็จ พร้อมย้ำไม่กระทบต่อเด็ก

       จากการประชุมสืบข้อเท็จจริงกรณีการเผยแพร่คลิป ผอ.โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย รับเงิน 4 แสนบาท เพื่อแลกที่นั่งเรียนชั้น ม. 1 นั้น

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวว่า จากการสืบข้อเท็จจริง พบว่า น่าจะมีความผิดชัดเจน จึงสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และให้ไปตรวจสอบเรื่องการรับเงินบริจาค รวมถึงการรับนักเรียนผู้ทำคุณประโยชน์ของโรงเรียนต่าง ๆ ด้วย ซึ่งสพฐ.มีระเบียบชัดเจนว่า  การรับเงินบริจาคห้ามทำในช่วงที่มีการรับนักเรียน และในการรับเงินนั้นมีการออกใบเสร็จให้หรือไม่ โดยสพฐ. ไปตรวจสอบว่า มีเหตุการณ์ ลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นในโรงเรียนอื่นหรือไม่  ส่วนเรื่องการรับนักเรียนผู้คุณประโยชน์ กรณีของโรงเรียนสามเสนฯ ก็มีการระบุชัดเจนว่า ต้องทำคุณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

“ย้ำมาตลอดว่า เรื่องนี้ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และการรับเด็กคนนั้น ๆ ต้องตรงตามหลักเกณฑ์จริง ๆ ไม่ใช่บริจาคเงินครั้งเดียว ก็เข้าเกณฑ์แล้ว เพราะฉะนั้นขอให้ทำทุกอย่างตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด  อย่าเอาเรื่องการรับเงินบริจาคมาอ้าง  อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กที่เข้าเรียนไปแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่มีผลกระทบแน่นอน” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ด้าน นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่าคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง ได้รวบรวมข้อมูลและหลักฐานจากผู้ร้องเรียนต่างๆ พบว่า มีมูลความผิดจริง  เพราะนโยบายของสพฐ.ในแนวปฎิบัติเรื่องการรับนักเรียนนั้นห้ามให้มีการเรียกระดมทรัพยากรระหว่างการรับนักเรียน แต่จากการตรวจสอบคลิปพบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลิปอยู่ในวันที่ 19 เม.ย.ซึ่งเป็นช่วงที่ห้ามระดมทรัพยากร และไม่ได้มีการออกใบเสร็จ แต่มาออกย้อนหลังให้ในวันที่ 20 มิ.ย. ซึ่งถือว่าผิดระเบียบกระทรวงการคลังเกี่ยวกับเรื่องการรับเงิน ดังนั้นจึงเท่ากับว่านายวิโรฒ สำรวล ผอ.โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เข้าข่ายกระทำความผิดจริง ซึ่งที่ประชุมมีข้อสรุปให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง  โดยคำสั่งดังกล่าวสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กทม.เขต 1 จะเป็นผู้ดำเนินการเสนอเรื่องให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป

ทั้งนี้ ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ นายวิโรฒได้เข้ามาชี้แจงข้อกล่าวหาด้วย แต่เมื่อโดนตั้งสอบสวนวินัยร้ายแรง จะมีผลออกมา 3 กรณี คือ 1.สอบสวนแล้วไม่พบความผิด 2.สอบสวนแล้วพบความผิดจริงต้องโดนปลดออกหรือไล่ออก และ3.สอบสวนพบมีความผิดจริงแต่ไม่ร้ายแรง  ส่วนประเด็นที่ นายวิโรฒ ยังมีอำนาจสั่งการในโรงเรียนได้อยู่นั้น เมื่อคำสั่งดังกล่าวออกแล้ว สพฐ.จะพิจารณาโยกนายวิโรฒ ออกจากพื้นที่ทันที ซึ่งอาจจะเข้ามาช่วยราชการในส่วนกลางก็ได้  สำหรับกรณีที่มีศิษย์เก่ามายื่นข้อมูลลับรายชื่อนักเรียน ชั้นม.1 ที่ทางโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยรับเพิ่มอีกกว่า 50 คน ซึ่งระบุว่านอกเหนือจาก 60 คนที่เป็นการรับโดยเงื่อนไขพิเศษนั้น เรื่องนี้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้ตรวจสอบแล้วไม่พบเด็กที่ไม่ได้เข้าสอบเข้ามาปะปนในรายชื่อกับเด็กที่โรงเรียนประกาศรายชื่อมีสิทธิ์เข้าเรียนม.1 จำนวน 492 คน  ทั้งนี้หากหลักฐานพบเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใดก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วยเช่นกัน

“รมว.ศึกษาธิการ ได้ย้ำให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากมีความผิดจริงก็ให้ดำเนินการ เพราะเรื่องนี้สังคมให้ความสนใจ และคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นต้องมีความกลางเป็นด้วย” นายการุณ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม  การรับนักเรียนปีการศึกษา 2561 สพฐ.จะกำชับให้โรงเรียนทุกแห่งดำเนินการตามแนวปฎิบัติรับนักเรียนของ สพฐ.อย่างเคร่งครัด

จัดนิทรรศการพระราชพิธีฯให้ประชาชนเข้าชม 1-30 พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288353

จัดนิทรรศการพระราชพิธีฯให้ประชาชนเข้าชม 1-30 พ.ย.นี้

จัดวันที่ 1-30 พยนี้, ในหลวงร9, พระราชพิธี, นิทรรศการ, 1-30, พยนี้, ชุดที่ 1, ชุดที่ 3

บอร์ดฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีในหลวงร.9 ในพื้นที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง แบ่งเป็น 3 ส่วนให้ประชาชนได้เข้าชมตั้งแต่ 1-30 พ.ย.2560

       เมื่อวันที่ 19 ก.ค.60- ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ที่ประชุมฯ ได้หารือกรอบแนวทาง เนื้อหา และการดำเนินงานการจัดนิทรรศการครั้งนี้ โดยจุดประสงค์หลักเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ เรื่องราวโครงการพระราชดำริ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชื่นชมความงดงามของพระเมรุมาศ และอาคารประกอบ ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 1-30 พ.ย.2560

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้กำหนดเนื้อหานิทรรศการซึ่งจะใช้พื้นที่ทั่วทั้งบริเวณมณฑลพิธี ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.นิทรรศการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บอกเล่าเรื่องราวผ่านงานภูมิทัศน์ ได้แก่ การชมแปลงนาข้าวและบ่อแก้มลิงบริเวณทางเข้าด้านทิศเหนือของมณฑลพิธี รวมถึงภาพจิตรกรรมฝาผนัง 3 ภาพใหญ่ภายในพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นโครงการพระราชดำริที่สำคัญในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

รองนายกฯ กล่าวต่อไปว่า 2.นิทรรศการเกี่ยวกับการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ เป็นการบอกเล่าเรื่องราวผ่านสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ภายในบริเวณมณฑลพิธี และที่ศาลาลูกขุนทั้ง 6 หลัง จะมีนิทรรศการเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบและขั้นตอนการผลิตงานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม และงานประณีตศิลป์ ตลอดจนงานบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ

3.นิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ จะจัดแสดงบนพระที่นั่งทรงธรรม กำหนดให้ประชาชนเดินชมเป็นทิศทางเดียว จากปีกอาคารด้านทิศใต้ ผ่านโถงกลางและจบที่ปีกอาคารด้านทิศเหนือ ประกอบด้วยนิทรรศการย่อย 5ส่วน คือ นิทรรศการพระราชประวัติตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ นิทรรศการจากหนังสืออุปกรณ์ทรงงาน (ชุดที่ 1) นิทรรศการธรรมราชา พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม นิทรรศการจากหนังสืออุปกรณ์ทรงงาน (ชุดที่ 3) และนิทรรศการสืบสานสมานมิตร เล่าเรื่องการเสด็จพระราชดำเนินไปเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาของการจัดนิทรรศการจะจัดการแสดงมหรสพ เป็นการแสดงนาฏดุริยางคศิลป์จากหน่วยงานต่างๆ บริเวณลานระหว่างพระเมรุมาศและพระที่นั่งทรงธรรม เวทีการแสดงมหรสพด้านทิศเหนือ และภายในอาคารประกอบพระเมรุมาศ ในช่วงเย็นถึงค่ำ เพื่อให้ประชาชนได้รับชมไปพร้อมกับการชื่นชมความงดงามของพระเมรุมาศยามค่ำ ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาระบบการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมถึงการให้บริการและการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่คาดว่าจะเข้าชมนิทรรศการเป็นจำนวนมาก

ขยายตลาดหนังไทยสู่จีน-อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288337

ขยายตลาดหนังไทยสู่จีน-อินเดีย

ภาพยนตร์, บอร์ด, ประชุม, ขยายตลาดหนัง, เทศกาลภาพยนตร์, MOU, ขยาย, ตลาด, หนัง, ไทย, สู่, จีน, อินเดีย

บอร์ดภาพยนตร์รับทราบแนวทางขยายตลาดภาพยนตร์ในจีน-อินเดีย ส่งเสริมบุคลากรเรียนรู้ภาษาจีน รวมถึงตัดงานเทศกาลภาพยนต์ไทยในอินเดีย เน้นหลากหลาย

      เมื่อวันที่ 19 ก.ค.60 ที่กระทรวงวัฒนธรรม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ว่า ที่ประชุมได้รับรายงานความคืบหน้าหลังจากมอบหมายให้คณะอนุกรรมการบูรณาการแผนงานส่งเสริมและเผยแพร่ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ทั้งในและต่างประเทศ ไปประชุมหารือแนวทางการส่งเสริมและเผยแพร่ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทย ในสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐอินเดียร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่และชาวจีนนิยมชมภาพยนตร์ ละคร รายการทีวีของไทย รวมทั้ง ชื่นชอบดาราไทยอย่างมาก รวมถึงอินเดียมีความสนใจและจ้างทีมงานชาวไทยช่วยผลิตภาพยนตร์

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการบูรณาการฯ ได้เสนอแนวทางการขยายตลาดไปสู่จีนและอินเดียให้ที่ประชุมรับทราบ โดยในส่วนของจีนมีข้อสรุปว่า ประเทศไทยมีโอกาสสูงในการขยายตลาดภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไปสู่จีน เนื่องจากดาราไทยหลายคนมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมในจีน บุคลากรด้านการผลิตภาพยนตร์ได้รับการยอมรับจากจีนและชาวจีนนิยมร่วมงานกับคนไทย

ขยายตลาดหนังไทยสู่จีน-อินเดีย

ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะว่า ไทยควรเปิดตลาดภาพยนตร์ไทยในจีนโดยเร็วที่สุด อาจจะเริ่มจากการทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการร่วมกันผลิตภาพยนตร์ที่ใช้งบลงทุนขนาดกลาง และควรฝึกอบรมภาษาจีนอย่างน้อย 6 เดือน ให้แก่บุคลากรด้านภาพยนตร์ของไทย หรือให้มีล่ามภาษาจีน โดยมีหน่วยงานกลางรับผิดชอบจัดหาล่าม รวมทั้งส่งเสริมการเปิดช่องทางภาพยนตร์ไทยในสื่อออนไลน์ของจีนมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้ผู้ผลิตภาพยนตร์ของจีนเข้ามาถ่ายทำในไทยมากขึ้น รวมถึงอาจทดลองใช้วิธีขายสิทธิ์เผยแพร่ภาพยนตร์ไทยในจีน โดยไม่เรียกเก็บค่าสิทธิ์ในช่วงแรก และศึกษาระบบโควตาภาพยนตร์ของจีน รวมทั้งควรมีทีมประเทศไทยที่บูรณาการความร่วมมือในการวางแผนดำเนินงานรายปี อาทิ ร่วมงานเทศกาลและตลาดภาพยนตร์ในจีนของหน่วยงานต่างๆพร้อมกัน การนำเสนอวัฒนธรรมไทย เช่น อาหาร ศิลปวัฒนธรรมไทย ผลไม้ การท่องเที่ยว เป็นต้น นอกจากนี้ ได้มีการเสนอขอความร่วมมือหอการค้าไทยในจีน  ช่วยวิเคราะห์ความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสังคมวัฒนธรรมจีน เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาวางแผนการดำเนินงาน

พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบ แนวทางการส่งเสริมและเผยแพร่ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทยที่อินเดีย ซึ่งมีข้อเสนอแนะให้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ไทย ณ เมืองมุมไบ และควรเน้นภาพยนตร์ไทยที่หลากหลาย เพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่สามารถผลิตและตอบสนองต่อตลาดและรสนิยมของผู้ชมได้หลายรูปแบบ อาทิ หนังบู๊ หนังรัก หนังตลก หนังสยองขวัญ หนังชีวิต และหนังคลาสสิค เป็นต้น รวมถึงควรมีการหารือถึงการจำหน่ายสิทธิ์ภาพยนตร์ในอินเดีย ขณะที่การจัดเทศกาลภาพยนตร์ไทย ณ เมืองปุเณ ควรเน้นภาพยนตร์อิสระที่ได้รับรางวัล อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มอบหมายให้วธ. ไปกำหนดปฏิทินการดำเนินการร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ในอินเดียให้ชัดเจนอีกด้วย