ทุกร.ร.ต้องปลอดบุหรี่-เหล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288289

ทุกร.ร.ต้องปลอดบุหรี่-เหล้า

รร, ปลอดเหล้า, บุหรี่, หมอธี, ศธจ, ศธภ

“หมอธี” สั่งเป็นมาตรการทุกสถานศึกษาต้องปลอดบุหรี่-เหล้า 100% ย้ำผู้บริหาร-ครูต้องเป็นแบบอย่าง พบใครทำไม่ถูกแจ้งทันที และขอความร่วมมืองดใช้มือถือในห้องเรียน

     เมื่อวันที่19 ก.ค.60- นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้กำชับให้ทุกองค์กรหลักฯ กลับไปดำเนินการสร้างความรู้ ความเข้าใจถึงนโยบายและกิจกรรมต่างๆที่ ศธ.ดำเนินการขึ้นไปสู่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ ศธ.ดำเนินการเพื่อที่ประชาชนได้เข้าใจว่าสิ่งที่ดำเนินการต่างๆผู้เรียนได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน

ขณะเดียวกัน นายกฯ อยากให้ศธ.ได้จัดการศึกษาเพื่อท้องถิ่นมากขึ้น ให้เด็กได้เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเองว่า ชุมชนที่อยู่มีเรื่องใดที่น่าสนใจบ้างไม่ใช่รับรู้แต่วัฒนธรรมของต่างประเทศเพียงอย่างเดียว อยากให้เด็กได้สื่อสารสิ่งเหล่านี้ออกมาในรูปแบบการตลาด เพื่อจะได้สร้างเศรษฐกิจในท้องถิ่นและเพิ่มการท่องเที่ยวในชุมชนของตนเองควบคู่ไปกับการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษไว้แนะนำให้ชาวต่างชาติได้รับทราบถึงของดีในพื้นที่ตนเองด้วย

“ได้สั่งเป็นมาตรการให้สถานศึกษาทุกแห่งปลอดเหล้าและบุหรี่แบบ 100% โดยผู้บริหารและครูจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่นักเรียนห้ามสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าในสถานศึกษาให้เด็กเห็นอย่างเด็ดขาด เพราะเรื่องนี้หากทำก็ถือว่าผิดกฎหมายที่ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะอยู่แล้ว ดังนั้นหากนักเรียนเห็นครูหรือผู้บริหารสูบบุหรี่และดื่มเหล้าในโรงเรียนให้แจ้งข้อมูลมาที่เขตพื้นที่หรือส่วนกลางได้ทันที”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ เรื่องปลอดบุหรี่ในสถานศึกษาและเรื่องการจัดการศึกษาเพื่อท้องถิ่น ได้มอบให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ไปดำเนินการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพราะทั้งสองประเด็นนี้จะเป็นตัวชี้วัดให้แก่ ศธจ.และศธภ.ด้วย

ด้าน ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะโฆษก ศธ. กล่าวว่า ในการประชุมองค์กรหลักฯ นพ.ธีระเกียรติ ได้แจ้งให้สถานศึกษาทุกสังกัดขอความร่วมมือให้นักเรียนนักศึกษางดใช้โทรศัพท์ระหว่างการเรียนการสอน เนื่องจากอยากให้เด็กมีสมาธิในสิ่งที่ครูสอนหน้าชั้นเรียนและได้ฝึกวิธีการจดและจำ เพื่อให้คิดวิเคราะห์เป็นมากขึ้น เพราะนายกฯมีความห่วงใยในเรื่องการใช้โทรศัทพ์มือถือของนักเรียน

ร่วมลุ้นนักศึกษาไทย 5 ทีมชิงแชมป์ DELTA CUP 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288244

ร่วมลุ้นนักศึกษาไทย 5 ทีมชิงแชมป์ DELTA CUP 2017

ชิงแชมป์ DELTA CUP 2017, นักศึกษาไทย, นายกนักศึกษาไทย, ร่วมลุ้นนักศึกษาไทย, ทีมชิงแชมป์ DELTA, CUP, 2017, ประเทศไทย, DELTA CUP 2017, Smart Robots, Smart Machine, IoT

5 ทีมจากประเทศไทยเข้าร่วมชิงแชมป์ DELTA CUP 2017 นวัตกรรมออโตเมชั่นนานาชาติ ที่ประเทศจีน ปลายเดือนกรกฎาคมนี้

        คนรุ่นใหม่เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) รวมพลังประชารัฐกับภาคการศึกษา เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าและศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ของเมคเกอร์นักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ “DELTA CUP 2017” 5 ทีมไทยได้คัดเลือกเข้าชิงแชมป์นวัตกรรมที่ใช้ระบบอัตโนมัติในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ ซึ่ง 5 ทีมตัวแทนประเทศไทยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ได้แก่ ทีมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ทีมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ทีมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ทีมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และทีมสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

นายยงยุทธ ภักตร์ดวงจันทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและทรัพยากรบุคคล บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การแข่งขันนวัตกรรม DELTA CUP 2017 จัดโดยเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศจีน ในปีนี้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 แล้ว ทีมนักศึกษาไทยและนานาประเทศจะเดินทางไปแข่งขันในวันที่ 22 กรกฎาคม 2560 ณ เมืองหวู่เจียง ใกล้นครเซียงไฮ้ ประเทศจีน นับเป็นเวทีท้าทายความสามารถและเปิดโอกาสให้เยาวชนนักศึกษาพัฒนาศักยภาพในด้านวิศวกรรมระบบอัตโนมัติ

การแข่งขันแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.ประเภทหุ่นยนต์ (Smart Robots) 2.ประเภทเครื่องจักรกลอัจฉริยะ (Smart Machine) และ 3.ประเภทอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) นับเป็นเทรนด์ของโลกและธุรกิจอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วสู่ Industry 4.0 ในปีที่ผ่านมาเดลต้าฯ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยของไทยจัดหลักสูตร Industrial Automation ถ่ายทอดองค์ความรู้ระบบคลาวด์ออโตเมชั่นแก่นักศึกษาคนรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย, การพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่นสุขภาพการแพทย์, ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ, โมเดลการทำธุรกิจแบบใหม่, ไลน์การผลิตที่ใช้ระบบคลาวด์อัตโนมัติ หุ่นยนต์และเทคโนโลยีมากขึ้น ตลอดจนการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

สพป.สุโขทัย 2 ทบทวนมาตรการความปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288130

สพป.สุโขทัย 2 ทบทวนมาตรการความปลอดภัย

มาตรการรักษาความปลอดภัย, สพปสุโขทัย เขต 2, สพปสุโขทัย, สพป

สพป.สุโขทัย เขต 2 ร่วมหาแนวทางปฏิบัติและมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษา

       นายเปรม คำวัฒนา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุโขทัย เขต 2 เปิดเผยว่า จากการที่กรมการขนส่งทางบก ร่วมกับโรงเรียน สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบความปลอดภัยของรถโรงเรียนและรถรับส่งนักเรียนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมายังพบปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยจากรถรับส่งนักเรียน ซึ่งอาจจะเกิดจากสภาพรถ สมรรถนะของพนักงานขับรถ การดัดแปลงยานพาหนะสำหรับใช้เป็นรถรับส่งนักเรียน รวมถึงความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันของนักเรียน

ดังนั้น สพป.สุโขทัย เขต 2 จึงได้จัดประชุมโดยเชิญผู้บริหารโรงเรียนที่ได้รับงบประมาณเป็นค่าพาหนะสำหรับนักเรียน และ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่,ผู้อำนวยการกลุ่ม และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมหาแนวทางในการปฏิบัติและมาตรการในการดูแลความปลอดภัยนักเรียน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองนักเรียน ทั้งด้านความปลอดภัยจากบุคคลไม่หวังดี และความปลอดภัยด้านอุบัติเหตุ โดยครูหรือเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ไม่ประมาทจนเกิดอันตรายแก่เด็กนักเรียนได้ ให้มีมาตรการป้องกันและแนวทางแก้ไข ตามแนวทางปฏิบัติและมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาต่อไป

วิธีง่ายๆดูแล “สุขภาพเส้นผม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288096

วิธีง่ายๆดูแล “สุขภาพเส้นผม”

ทานอาหารมีประโยชน์, การทำสี, เส้นผม, ดูแลสุขภาพผม, วิธีง่ายๆดูแล, สุขภาพเส้นผม, Stem cell

การดูแลถนอมเส้นผมเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีการบำรุงด้วยครีมนวดผม หากทำการรีดผมหรือดัดผม  ก็ไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป ซึ่งการย้อมผมก็คล้าย ๆ กัน ไม่ควรทำบ่อยเกินไป

          โดยปกติคนเราจะมีเส้นผมบนศีรษะประมาณ 90,000 – 140,000 เส้น  ในหนึ่งตารางเซ็นติเมตรจะมีเส้นผมอยู่ 120-200 เส้น และร่วงไม่เกินวันละ 100 เส้น “ผม” ของแต่ละคนจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ตรงหรือหยิก สีทองหรือสีดำ ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติและกรรมพันธุ์ อย่างคนเอเชียอย่างพวกเราจะโชคดีหน่อยที่ผมของเราอาจจะแข็งแรงกว่าคนผิวขาวหรือคนผิวดำ แต่อย่าเพิ่งประมาทไป หากมีการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพผมไม่ถูกต้อง เราก็มีเสี่ยงเป็นโรคทางเส้นผมและหนังศีรษะได้เหมือนกัน

 

การดูแลเส้นผมโดยทั่วไป จะอาศัยหลักการรักษาสุขภาพแบบง่าย ๆ คือ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่เครียด  นอกจากนั้นยังต้องเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ผมเสีย เช่น การทำเคมี ทั้งยืดดัดย้อมผมบ่อยเกินไป ก็ทำให้ผมร่วงก่อนวัยอันควร หมั่นสังเกตสัญญาณเริ่มต้นของอาการผมบางศีรษะล้าน โดยเริ่มจากมีผมร่วงเกินวันละ 100 เส้น และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการอักเสบของหนังศีรษะ หนังศีรษะมัน มีแผล ฝี รังแค เป็นต้น ซึ่งหากเกิดความผิดปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม

วิธีง่ายๆดูแล "สุขภาพเส้นผม"

จริง ๆ แล้วเส้นผมของคนเราเป็นโปรตีน เปลือกของผิวผม จะมีลักษณะคล้าย ๆกับกระเบื้องหลังคาบ้าน ซึ่งหากมีการดัดหรือย้อมผมมากเกินไป ตัวผิวพวกนี้มันจะเกิดการกระเดิดหรือยกขึ้นมา จึงทำให้เกิดการหงิกงอได้  บางครั้งหลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่า “ผม” ของคนเราเนี่ยร่วงได้อย่างไร จริง ๆ แล้วเส้นผมเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายที่มีการผลิตมากทีเดียว แต่เมื่อพอผลิตแล้วก็มีการหลุดร่วงออกไป โดยการหลุดร่วงของผมขึ้นกับวงจรการเติบโตของเส้นผม ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ  ดังนี้

1. ระยะการเจริญเติบโต  หรือ Anagen Phase คือระยะที่ต่อมรากผมจะอยู่ลึกที่สุดในชั้นหนังแท้ โดยมีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงอยู่มากมาย  และจะใช้เวลาประมาณ 1,000วัน หรือ 3 ปี ในการเจริญเติบโตเป็นเส้นผมเส้นผมทั้งศีรษะประมาณ 85-90 เปอร์เซ็นต์  จะอยู่ในระยะการเจริญเติบโตนี้

2. ระยะหยุดการเจริญเติบโตหรือ Catagen Phase คือ ระยะหยุดการเจริญเติบโต ต่อมรากผมจะหยุดการแบ่งเซลล์ แต่ต่อมรากผมจะมีการค่อยๆเลื่อนสูงขึ้นไปเรื่อยๆโดยทั่วไประยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์

3. ระยะพัก หรือ Telogen Phase ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของเส้นผมเมื่อต่อมรากผมเลื่อนสูงขึ้นจนถึงบริเวณของเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell)แล้ว ผมของคนเราก็จะเข้าสู่ระยะพัก ซึ่งจะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ ประมาณ 100วันหรือ 3 เดือน ทั้งนี้ 10 เปอร์เซ็นต์ของเส้นผมทั้งศีรษะจะอยู่ในระยะพักนี้ ก่อนที่เซลล์ต้นกำเนิดจะส่งสัญญาณให้ต่อมผมเลื่อนลงมาอีกครั้งเพื่อให้มีการสร้างผมใหม่ โดยเส้นผมใหม่ที่สร้างขึ้นใหม่จะดันผมเก่าให้หลุดร่วงไป

วิธีง่ายๆดูแล "สุขภาพเส้นผม"

สำหรับปัญหาเรื่องผมหงอกก่อนวัยนั้น เกิดขึ้นจากพันธุกรรมและกรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นตัวกำหนด แต่ก็มีปัจจัยอื่น ๆ  ร่วมด้วย  คือ เรื่องของความเครียด พวกสารเคมี การสูบบุหรี่ เรื่องของการใช้ยาต่าง ๆ ซึ่งทำให้มีภาวะผมร่วงมากขึ้นบางครั้งต่อวัน อาจมากถึง  200  เส้นต่อวัน   คนเราเวลาอายุมากขึ้น  นอกจากผมที่อาจจะหงอกเพิ่มขึ้นแล้ว  ผมก็จะมีลักษณะเหี่ยวเหมือนกัน เพราะเปลือกผมจะเป็นริ้วรอยจากการเสียดสีของหวี  ดังนั้นยิ่งหวีผมมากเท่าไหร่  ผมยิ่ง “เหี่ยว” มากขึ้นเท่านั้น  นอกจากนี้ความร้อนและสารเคมีที่เราใช้กับเส้นผม  เช่น  การรีดผมหรือดัดผม ถือเป็นตัวการสำคัญทำให้เปลือกผมเป็นริ้วรอยมากขึ้น ทำให้ระยะการเจริญเติบโตของผมสั้นลง จำนวนเส้นผมจะน้อยลงอย่างน้อย ๆ 10 เปอร์เซ็นต์และในทุกช่วงอายุ  10 ปี  ขนาดของเส้นผมของคนเราจะเล็กลง

ดังนั้นจริง ๆ แล้ว การดูแลถนอมเส้นผมเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีการบำรุงด้วยครีมนวดผม หากทำการรีดผมหรือดัดผม  ก็ไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป ซึ่งการย้อมผมก็คล้าย ๆ กัน ไม่ควรทำบ่อยเกินไป และควรเลือกสีย้อมผมตามธรรมชาติ  แต่ก็จะมีข้อเสียคือ จะติดไม่ทนเท่ายาย้อมผมประเภทสารเคมี สำหรับคนที่มีปัญหาผมร่วงเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ควรไปปรึกษาแพทย์ โดยแนวทางการรักษานั้น แพทย์จะให้คำปรึกษาและรักษาด้วยการทายาและรับประทานยาใน 1 ปี แรก หากยังไม่ได้ผลก็จะรักษาด้วยการปลูกถ่ายเส้นผม ซึ่งมีหลากหลายวิธีให้เลือกในปัจจุบัน

o ผศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง o
หัวหน้าสาขาโรคเส้นผมและการผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นผม
ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เรียนรู้ประวัติศาสตร์-เกาะรัตนโกสินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288052

เรียนรู้ประวัติศาสตร์-เกาะรัตนโกสินทร์

รอบเกาะรัตนโกสินทร์, เกาะรัตนโกสินทร์, เรียนรู้ประวัติศาสตร์, องค์การมหาชน, ประวัติศาสตร์และจารีตประเพณี

 ราชอาณาจักรไทยมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่าที่สามารถสืบค้นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งของราชธานี

         เป็นศูนย์รวมของการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน นับแต่กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ตามลำดับ ตราบนานถึงทุกวันนี้กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุถึง 235 ปี

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) สนองนโยบายของรัฐบาลในการสร้างเสริมความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ อันเนื่องด้วยสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ให้สอดคล้องกับภารกิจหลักด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานทั้งการอนุรักษ์ สืบทอด ส่งเสริม และเผยแพร่นานาศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยเกิดความสำนึก หวงแหนและภาคภูมิใจในความเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสืบทอดมายาวนาน

เรียนรู้ประวัติศาสตร์-เกาะรัตนโกสินทร์

ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับ โครงการเสริมสร้างความรู้กรุงรัตนโกสินทร์ และพระมหากรุณาธิคุณบูรพมหากษัตริย์ ที่กระทรวงวัฒนธรรม จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกรุงรัตนโกสินทร์และพระมหากรุณาธิคุณบูรพมหากษัตริย์ไทย ให้คณะครู อาจารย์ของโรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ เพื่อเป็นครู แกนนำไปถ่ายทอดให้ลูกศิษย์

เรียนรู้ประวัติศาสตร์-เกาะรัตนโกสินทร์

ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดงานมหกรรมวัฒนธรรม “ใต้ร่มพระบารมี 235 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยโครงการเสริมสร้างความรู้กรุงรัตนโกสินทร์ และพระมหากรุณาธิคุณบูรพมหากษัตริย์ เป็นการขยายผลการดำเนินงานสร้างความรู้เกี่ยวกับกรุงรัตนโกสินทร์และพระมหากรุณาธิคุณบูรพมหากษัตริย์ไทย แก่นักเรียน นักศึกษา โดยจัดอบรมคณะครู อาจารย์ของโรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ เพื่อเป็นครูแกนนำในการถ่ายทอดประมาณ 200 คน

เรียนรู้ประวัติศาสตร์-เกาะรัตนโกสินทร์

นายกฤษศญพงษ์  ศิริ

งานดังกล่าวจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)  มี นายกฤษศญพงษ์  ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิด พร้อมเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาบรรยายให้กับครูเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งเทคนิคการนำชมแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เช่น นายสุวิชญ์  รัศมิภูติ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร

เรียนรู้ประวัติศาสตร์-เกาะรัตนโกสินทร์

รวมไปถึงนายธีระ แก้วประจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์ (ประวัติศาสตร์และจารีตประเพณี) นางสาวพลอยชมพู ยามะเพวัน นักอักษรศาสตร์ กลุ่มจารีตประเพณี สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ร่วมกันบรรยายในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกรุงรัตนโกสินทร์:พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์” ด้วย

พร้อมมีการศึกษาดูงาน ณ สถานที่สำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์ อาทิ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดสุทัศนเทพวราราม วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดราชนัดดาราม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วัดบวรนิเวศวิหาร

เรียนรู้ประวัติศาสตร์-เกาะรัตนโกสินทร์

นายกฤษศญพงษ์ กล่าวว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าครู อาจารย์ที่เข้าร่วมอบรม จะได้นำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับนักเรียน นักศึกษา เยาวชนได้ซึมซับประวัติศาสตร์ความเป็นชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันผ่านสถานที่ต่างๆที่สำคัญ และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนซึมซับสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การที่ วธ. จัดการอบรมครั้งนี้เพื่อช่วยเติมเต็มความรู้

เชื่อว่าคณะครู อาจารย์ที่สอนด้านประวัติศาสตร์ จะสามารถนำความรู้ไปสร้างรูปแบบ วิธีถ่ายทอด กิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจแก่เด็กและเยาวชน นำเด็กออกไปทัศนศึกษาสถานที่สำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์ได้ จากนั้นให้นักเรียนถ่ายทอดความรู้ออกมาในรูปแบบบทกลอน ร้อยแก้ว ร้อยกรอง เรียงความ วาดภาพ หรือบันทึกเป็นภาพนิ่ง เพื่อส่งเข้ามาประกวดแข่งขัน กระตุ้นการเรียนรู้แบบไม่น่าเบื่อ ปลูกฝัง สืบสานความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้คนรุ่นหลังต่อไป

เรียนรู้ประวัติศาสตร์-เกาะรัตนโกสินทร์

โอกาสดังกล่าว ทางกระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดพิมพ์หนังสือ กรุงรัตนโกสินทร์ รัตนธานีของราชอาณาจักรไทย เพื่อบอกเล่าถึงที่ตั้ง ประวัติความเป็นมา ความสำคัญและพัฒนาการด้านต่างๆของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยได้กล่าวถึงพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทุกพระองค์ในการสร้างสรรค์ ความเจริญรุ่งเรืองแก่ชาติบ้านเมืองดังปรากฏจนถึงปัจจุบัน  พร้อมกับสถานที่สำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์  อาทิ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดสุทัศนเทพวราราม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วัดราชนัดดาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ และท้องสนามหลวง เป็นต้น

เรียนรู้ประวัติศาสตร์-เกาะรัตนโกสินทร์

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มดังกล่าวจะเป็นประโยชน์พื้นฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์แก่ผู้เช้าร่วมโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรุงรัตนโกสินทร์และพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย เป็นการสร้างจิตสำนึกความเป็นไทยและความตระหนักรู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเกิดความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีทุกพระองค์

ร.ร.ประชารัฐ ต้นแบบปฏิรูปการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288193

ร.ร.ประชารัฐ ต้นแบบปฏิรูปการศึกษา

ประชารัฐ, ส่วนร่วม, คณะกรรมการอิสระ, รรประชารัฐ, ต้นแบบปฏิรูปการศึกษา, หมอจรัส, มหาชน

“หมอจรัส” ชี้การปฏิรูปการศึกษาต้องปรับแนวคิด ว่ารัฐเป็นผู้ให้ แต่ต้องเน้นการมีส่วนร่วมของภาคสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ โครงการร.ร.ประชารัฐ เป็นต้นแบบปฏิรูปการศึกษา

        จากการเชิญนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการคกก.อิสระฯ ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหรือประชารัฐ และประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะกรรมการบริหาร บจม.ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มาให้ความคิดเห็นข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินโครงการโรงเรียนประชารัฐ ในการดำเนินการช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา บอกว่า พบว่ามีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ของประเทศ 12 แห่ง ได้มาร่วมโครงการโดยนำบุคลากรที่เป็นผู้นำรุ่นใหม่ มาช่วยถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารจัดการ เพื่อนำปรับใช้ในการบริหารและพัฒนาโรงเรียน ถือเป็นการทดลองระบบครั้งใหญ่ของประเทศ ที่จะนำไปเป็นรูปแบบในการปฏิรูปการศึกษาในอนาคต โดยการสร้างความมีส่วนร่วม ทั้งผู้ปกครอง ชุมชน และภาคธุรกิตในพื้นที่ ทั้งนี้การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปแบบดังกล่าว รัฐจะไม่ได้เป็นผู้ให้แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ภาคสังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่

       “การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ จะเป็นการสร้างระบบการมีส่วนร่วม ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแนวคิด ที่ว่ารัฐต้องเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียว แน่นอนว่า รัฐต้องสนับสนุนคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ส่วนที่คนที่มีกำลังหรือมีฐานะ จะต้องเข้ามาช่วยเหลือรัฐในการจัดการศึกษามากขึ้น เพราความเสมอภาคไม่ใช่ความเหมือนกัน เพราะแต่ละคนมีความจำเป็นไม่เท่ากัน”ศ.นพ.จรัส

อย่างไรก็ตาม วันที่ 19 กรกฎาคมนี้พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เชิญคณะกรรมการอิสระฯ เข้าพบ ซึ่งทางคณะกรรมการอิสระฯ คงยังไม่มีข้อเสนออะไร เพราะจะขอฟังนโยบายจากนายกฯ ก่อน ขณะเดียวในวันที่ 8-9 สองหาคม เตรียมจะลงพื้นที่ไปดูโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากชุมชน ที่ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นการยืนยันว่า คณะกรรมการแิสระฯ ลงพื้นที่จริง เพื่อดูสภาพปัญหาและวางแนวทางแก้ไข ไม่ใช่แก้ปัญหาแต่ในห้องแอร์

.นพ.จรัส กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องทำให้เกิดความยั่งยันในการปฏิรูปการศึกษาได้นั้น คือ สร้างจิตสาธารณะ จิตอาสาให้เกิดขึ้นในสังคม เพราะสังคมของเราคงต้องใช้จิตอาสาจำนวนมาก ซึ่งอดีตอาจมีคนจิตอาสามากในแต่ละพื้นที่แต่ไม่ได้เปิด โครงการโรงเรียนประชารัฐ ซึ่งเข้าไปช่วยโรงเรียน เป็นระบบการปฏิรูปการศึกษาที่ไม่ใช่ระบบราชการจะทำสำเร็จอย่างเดียว หรือให้ภาคเอกชนเข้าช่วย แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน

         “ต่อให้แก้กม.มากมาย แต่ถ้าไม่มีส่วนอื่นมาประกอบ ปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จการปรับโรงเรียนที่ผ่านมา หลายแห่งอาจหมดพลัง หมดกำลังในการทำ ตอนนี้เหมือนสร้างพลังขึ้นมาใหม่ เป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่นๆ ขยับ เป็นระบบที่จะพัฒนาการศึกษาในอนาคต รัฐต้องช่วยคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว แต่รัฐในที่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงรัฐประชาชน ท้องถิ่นชุมชนร่วมด้วย และการสร้างความเท่าเทียมหรือเสมอภาค ไม่ใช่ความเหมือนกัน แต่เป็นสิ่งที่คนๆหนึ่งพึงจะได้.นพ.จรัส กล่าว

“ปฎิรูปการศึกษา”ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288162

“ปฎิรูปการศึกษา”ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ

โรงเรียนประชารัฐ, ปฏิรูปการศึกษา, ปฎิรูปการศึกษา, มหาชน

“การขับเคลื่อนให้โรงเรียนประชารัฐประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ต้องทำให้เกิดกลไกการตลาด คือ ให้ทุกคนมองเห็นความสำคัญของการศึกษาของลูกหลาน…”

      เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษานัดที่ 8 หรือสัปดาห์ที่ 7 จาก 104 สัปดาห์ของการดำเนินการคกก.ชุดนี้  ในครั้งนี้ มีการนำเสนอโครงการ “โรงเรียนประชารัฐ” โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการคกก.อิสระฯ ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหรือประชารัฐ และประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะกรรมการบริหาร บจม.ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

       “การขับเคลื่อนให้โรงเรียนประชารัฐประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ต้องทำให้เกิดกลไกการตลาด คือ ให้ทุกคนมองเห็นความสำคัญของการศึกษาของลูกหลาน ทำให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษาอย่างแท้จริง ต้องให้โรงเรียนมีกองทุนและคณะกรรมการบริหารกองทุน ที่มีกรรมการโรงเรียนเป็นตัวกลาง ในการบริหารจัดการอย่างโปร่งใสของข้อมูลโรงเรียน เพื่อทำให้เกิดความยั่งยืน เราต้องพยายามทำเรื่องระบบนิเวศ ปลุกให้ทุกคนมีจิตสำนึกและมีความเชื่อกลไกตลาด ภาคเอกชน ชุมชน เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง”นายศุภชัย กล่าวถึงหลักในการสร้างโรงเรียนประชารัฐอย่างยั่งยืน

         นายศุภชัย กล่าวต่อไปว่า 1 ปีที่ผ่านมา มีการดำเนินการหลายเรื่อง ตามยุทธศาสตร์ 10 ด้าน โดยเฉพาะมีการตั้งมาตราฐาน เรื่องการโปร่งใสของข้อมูลโรงเรียน และนักเรียน ซึ่งมีการทำร่วมกันกับกระทรวงศึกษาธิการ , มีการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 3,300 แห่ง ทั้งระบบไอซีที อุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต 40,000 ห้องเรียน และได้มีการตั้ง Connex Ed ของภาคเอกชน เพื่อให้ผู้นำรุ่นใหม่ มาเป็น School parner 700 คน ในสัดส่วน 1 คนต่อโรงเรียน 3 แห่ง ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว ประมาณ โรงเรียน 2,000 กว่าแห่ง และจะทำใหครอบคลุม 3,300 แห่งต่อไป เป็นต้น

        การขับเคลื่อนลำดับต่อไป คือ ต้องดำเนินการบริหารข้อมูลนักเรียน รวมถึงสถานภาพความเป็นอยู่ในครอบครัวต่างๆ ต้องมีการเก็บข้อมูลต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาของเด็ก ดึงผู้ปกครอง ชุมชน รวมถึงวัด เข้ามามีส่วนร่วม และต้องทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่มีความสอดคล้องเศรษฐกิจความต้องการในชุมชน เชื่อมโยงภาคเอกชน สังคม และต้องจัดตั้ง Learning Certer

       นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ในการจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น จะต้องใช้มาตรการทางภาษี ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลัง (กค.) อยู่ระหว่างการพิจารณา อัตราลดหย่อนภาษีให้กับภาคเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือด้านจัดการศึกษา จากเดิม 10% ของกำไรสุทธิ เป็น 15-17% อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากให้มองในเรื่องของผลตอบแทนเป็น เพราะเรื่องนี้เป็น จิตอาสาที่ทุกคนอยากเข้ามามีส่วนในการแก้ไขปัญหาการขยายผลหลังจากนี้ จะมีการดึงภาคเอกชนระดับพื้นที่มาทำงานร่วมกับโรงเรียน โดยต้องดำเนินการให้เกิดโครงการโรงเรียนประชารัฐตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7,300 หรือ 1 ตำบล 1 โรงเรียน

       “ถ้าทุกคนช่วยกัน เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ไม่ได้ฝากเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แต่ถ้าทุกภาคส่วนและองค์ประกอบสังคม ไม่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ ปฏิรูปการศึกษาคงปรับยาก เพราะเรื่องนี้เป็นค่านิยม หรือวัฒนธรรมของสังคม ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน รวมถึงสื่อที่ต้องมีบทบาทในการสร้างค่านิยมให้แก่ปฏิรูปการศึกษา อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาไม่ได้เป็นการปรับโครงสร้าง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญกับการศึกษา” นายศุภชัย กล่าว

ไฟเขียวเกณฑ์ย้ายหมอ-ผอ.รพ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288196

ไฟเขียวเกณฑ์ย้ายหมอ-ผอ.รพ.

ปลัด สธ, เกณฑ์ย้าย, คำสั่ง, นพสสจ-ผอรพศูนย์-ผอรพทั่วไป, เฉพาะประเภทอำนวยการระดับสูง, สสจ, รพศ, รพท

ปลัด สธ.ลงนามคำสั่งด่วนแจ้งหลักเกณฑ์ย้ายสับเปลียน-คัดเลือกข้าราการใน 3 ตำแหน่ง “นพ.สสจ.-ผอ.รพ.ศูนย์-ผอ.รพ.ทั่วไป” ว่างใน 23 ตำแหน่ง ทั้งตำแหน่งเดิมและยื่นสมัคร

        เมื่อวันที่ 18 ก.ค.60- นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ลงนามในหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 ถึงอธิบดี เลขาธิการ ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ผู้อำนวยการหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข  เรื่องหลักเกณฑ์การย้ายสับเปลี่ยนและการคัดเลือกข้าราชการเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด/ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วไป
ทั้งนี้ 3 ตำแหน่งดังกล่าวมีตำแหน่งว่างอยู่ 23 ตำแหน่ง แบ่งเป็นตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด 10 ตำแหน่ง และตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วไปจำนวน 13 ตำแหน่ง  โดยหนังสือขอให้ดำเนินการดังนี้
1. แจ้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วไป(เฉพาะประเภทอำนวยการระดับสูง) ที่ปฏิบัติหน้าที่เดียวติดต่อกันเป็นเวลาครบ 4 ปี หากประสงค์จะขออยู่ปฏิบัติราชการที่เดิมให้แสดงความจำนงพร้อมทั้งแสดงวิสัยทัศน์ และผลงานที่จะทำภายใน 1 ปี เสนอผู้ตรวจราชการประจำเขตสุขภาพ เพื่อให้ความเห็นแล้วส่งถึงกองบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานปลัดกระทรวงฯภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2560
2.ดำเนินการเปิดรับสมัครคัดเลือกข้าราชการผู้ที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด/ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วไป หรือผู้ขึ้นบัญชีปี 2558 ซึ่งบัญชีจะหมดอายุวันที่ 27กันยายน 2560 ตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกฯ โดยสามารถดาวน์โหลดได้ในเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข http:/hr.moph.go.th/person/indexhome.html
ทั้งนี้ การคัดเลือก 3 ตำแหน่งดังกล่าวเปิดตั้งแต่วันที่ 20-31กรกฎาคม 2560 และจะมีการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติส่งให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเขตสุขภาพวันที่ 1-2 สิงหาคม จากนั้นผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพจะพิจารณาคัดเลือกในรูปของคณะกรรมการฯระหว่างวันที่  3-8 สิงหาคม 2560 และประกาศรายชื่อวันที่ 15 สิงหาคม เพื่อมีสิทธิสอบสมรรถนะและสอบสัมภาษณ์ระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม 2560
สำหรับตำแหน่งว่าง 23 ตำแหน่ง จะมาทดแทนตำแหน่งที่จะว่างเนื่องจากเกษียณอายุราชการวันที่ 1 ตุลาคม 2560 ดังนี้ 1.สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) ลำปาง 2. สสจ.เชียงราย 3.สสจ.นครปฐม 4.สสจ.สุพรรณบุรี 5.สสจ.เพชรบุรี 6.สสจ.จันทบุรี 7.สสจ.ขอนแก่น 8.สสจ.มหาสารคาม 9.สสจ.หนองบัวลำภู และ 10. สสจ.ตรัง
ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.) /โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) มี 13 ตำแหน่ง คือ 1.รพศ.พุทธชินราช พิษณุโลก สสจ.พิษณุโลก 2.รพท.พระนั่งเกล้า สสจ.นนทบุรี 3.รพศ.เจ้าพระยายมราช สสจ.สุพรรณบุรี 4.รพท.หัวหิน สสจ.ประจวบคีรีขันธ์  5.รพท.พระจอมเกล้า จ.เพชรบุรี สสจ.เพชรบุรี 6.รพท.สมุทรปราการ สสจ.สมุทรปราการ 7.รพท.ร้อยเอ็ด สสจ.ร้อยเอ็ด 8.รพท.หนองคาย สสจ.หนองคาย 9.รพท.บึงกาฬ สสจ.บึงกาฬ 10.รพศ.สุรินทร์ สสจ.สุรินทร์ 11.รพท.ชัยภูมิ สสจ.ชัยภูมิ 12.รพศ.สรรพสิทธิประสงค์ สสจ.อุบลราชธานี และ13. รพศ.หาดใหญ่ สสจ.สงขลา

รับน้องพิศดาร ผู้บริหารต้องถูกดำเนินคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288151

รับน้องพิศดาร ผู้บริหารต้องถูกดำเนินคดี

รับน้อง, รับน้องพิศดาร, Call Center, Hotline

รมว.ศึกษาธิการ เป็นห่วงรับน้องพิศดาร ฝากมหาวิทยาลัยยึดตามประกาศศธ.ปี55 ลั่นผู้บริหารต้องรับผิดชอบ ถูกดำเนินคดีหากละเมิดสิทธิ์ เหตุผิดกม.

ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวภายหลังการประชุมองค์กรหลักศธ.ว่า นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ  มีความห่วงใยกรณีการรับน้องพิเรนทร์ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งได้ขอให้สถาบันอุดมศึกษายึดตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษา ปี 2555  โดยได้กำหนดนโยบายและมาตรฐานอย่างชัดเจน ซึ่งหากมีการจัดกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบ และต้องลงโทษการกระทำต่างๆ   เช่น  นิสิตนักศึกษารุ่นพี่จัดกิจกรรมรับน้องละเมิดสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยต้องไม่ปกปิด และต้องให้รุ่นพี่มารับผิดชอบการกระทำต่างๆ

“หากมีการจัดกิจกรรมรับน้องพิศดาร จริงๆ ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย มหาวิทยาลัย อาจารย์ที่ปรึกษา คณบดี รองอธิการบดี อธิการบดี และผู้บริหาร รวมถึงนิสิตนักศึกษารุ่นพี่ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย” ดร.กมล กล่าว

ทั้งนี้ โดยการอนุญาตการจัดกิจกรรมให้อยู่ในดุลยพินิจของแต่ละสถาบัน8 มาตรการ ปี2555 ได้แก่ 1. ให้สถาบันอุดมศึกษาออกกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์และมาตรการ ในการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับนโยบาย ศธ. โดยกำหนดการพิจารณาอนุญาต การรับผิดชอบ การกำกับ ระยะเวลาการจัดกิจกรรม รูปแบบแนวทางกิจกรรม ตามความเหมาะสมและลักษณะเฉพาะของแต่ละสถาบัน 2.องค์กรนิสิตนักศึกษาต้องเสนอขออนุมัติโครงการจัดกิจกรรมเป็นลายลักษณ์อักษร และจะจัดกิจกรรมได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติแล้วเท่านั้น 3. ให้สถาบันอุดมศึกษารณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้สังคมเข้าใจรูปแบบกิจกรรม นโยบาย และมาตรการ มีทัศนคติที่ดีต่อการรับน้อง และร่วมตรวจสอบการจัดกิจกรรมได้ 4. ให้นิสิตนักศึกษาใหม่ เข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามาสังเกตการณ์กิจกรรมได้
5. สถาบันอุดมศึกษาให้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวัง มีเว็บไซต์เพื่อติดตามแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แก้ไขปัญหา ประสานกับสื่อมวลชน ส่วนวิทยาเขต/คณะต่างๆ ควรจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลและให้การช่วยเหลือ (Call Center) หรือบริการสายด่วน (Hotline) 6.ให้สถาบันอุดมศึกษาประเมินผลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดกิจกรรมและควรมีการยกย่องชมเชยผู้ที่จัดกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ 7. ให้สถาบันอุดมศึกษามีบทลงโทษทางวินัย กับนิสิตนักศึกษาและผู้เกี่ยวข้องที่จัดกิจกรรมที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ความเสมอภาค และกฎระเบียบข้อบังคับของสถาบัน และ8.ให้ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการตามนโยบายและมาตรการนี้

ศาสตร์พระราชาสู่การปฎิบัติในสถานศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288156

ศาสตร์พระราชาสู่การปฎิบัติในสถานศึกษา

สพฐ, ราชประชานุเคราะห์, การศึกษา, การุณ, สพฐ, กพฐ, ศาสตร์พระราชา, ปวช

“การุณ” ฝากร.ร.ราชประชานุเคราะห์น้อมนำ ศาสตร์พระราชาในหลวงร.9 และพระราโชบาย ร.10 สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม กำชับรับเด็กยากจน-ขาดโอกาสตามวัตถุประสงค์

     ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวมอบนโยบาย “ศาสตร์พระราชา” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนให้แก่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศจำนวน 58 แห่ง ตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ได้มีการพัฒนาตามกลุ่มเป้าหมายได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ตนได้ประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือ ซูปเปอร์บอร์ดด้านการศึกษา ร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยนายกฯขอให้การจัดการศึกษาทุกระดับทุกประเภทได้นำศาสตร์พระราชาสู่การปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น อยากเริ่มขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยเริ่มจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เพราะเป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น รวมถึงการนำพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 10 ด้านการศึกษา คือ การมีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงมีคุณธรรม มีงานทำมีอาชีพ เป็นพลเมืองที่ดี มีจิตอาสา และเคารพกฎหมาย สู่การปฎิบัติด้วยเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ อยากให้โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ร่วมมือกับวิทยาลัยเสริมทักษะภิกษุสามเณร ในการจัดโควตาผู้เรียน ประมาณ 60 คนให้มาเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และบวชเรียนด้วย เพราะเด็กจะมีทักษะทางวิชาชีพควบคู่ไปกับคุณธรรมจากการบวชเณรบวชพระด้วย โดยหลักสูตรของวิทยาลัยแห่งนี้เป็นหลักสูตรที่ดี โดยเฉพาะสาขาแอนิเมชั่น วิชาช่างเชื่อม เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นสาขาที่ขาดแคลนจำนวนมาก

“ขอกำชับใน 2 เรื่อง คือ ขอให้โรงเรียนราชประชานุเคราะห์รับนักเรียนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโรงเรียนที่เน้นเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส เนื่องจากที่ผ่านพบปัญหาเด็กที่มาสมัครเข้าเรียนไม่ได้เป็นเด็กยากจน ซึ่งเกรงว่าจะเป็นการตัดโอกาสเด็กที่ยากจนและอยากเรียนจริงๆ รวมถึงขอให้ผู้บริหารโรงเรียนได้ดูแลพฤติกรรมของผู้เรียนให้มีระเบียบวินัยมากขึ้นด้วย โดยพบว่ามีโรงเรียนสองแห่งที่มีเด็กรวมตัวประท้วงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม จึงอยากให้ผู้บริหารเอาใจใส่ดูแลเด็กให้มีคุณธรรมและมีคุณภาพด้วย”นายการุณ กล่าว