องค์การค้าฯมีเงินจ่ายคืนพนักงานแล้ว!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288090

องค์การค้าฯมีเงินจ่ายคืนพนักงานแล้ว!!

อนุมัติจ่าย, กองทุน ชพค, องค์การค้าของ สกสค, สกสค, ชพค, ครม

บอร์ดกองทุน ช.พ.ค.อนุมัติปล่อยกู้เงิน 600 ล้านบาทให้องค์การค้าฯ ไปใช้หนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ 2,241 คน ตามคำสั่งศาล คาด 1 สัปดาห์จ่ายครบ

        เมื่อวันที่ 18 ก.ค.60- ดร.พิษณุ ตุลสุข ปฎิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทาการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ได้อนุมัติปล่อยเงินกู้ให้แก่องค์การค้าของสกสค. จำนวน 600 ล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่พนักงานองค์การค้าฯ และผู้เกษียณอายุราชการ ตามคำสั่งศาล จำนวน 2,241 คน  โดยคาดว่าจะจ่ายให้พนักงานและเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯได้ครบทั้งหมดภายใน 1 สัปดาห์

ทั้งนี้การจ่ายเงินตามคำสั่งศาลฎีกาที่พิจารณาตามสัญญาจ้างพนักงานตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขึ้นเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ ดังนั้นพนักงานองค์การค้าฯก็ต้องได้รับปรับอัตราเงินเดือนให้สอดคล้องด้วยเช่นกัน  โดยในเรื่องนี้องค์การค้าฯได้พยายามชำระมาแล้วจำนวน 5 งวด และงวดนี้จึงถือเป็นงวดที่6 ซึ่งเป็นการชำระเงินต้นงวดสุดท้าย ส่วนเรื่องดอกเบี้ยทั้งหมดที่พนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯจะได้รับนั้นจะต้องรอการพิจารณาจากศาลว่าจะให้มีการคิดอัตราดอกเบี้ยตามที่กรมบังคับคดีได้เสนอหรือจะให้คิดตามที่องค์การค้าฯได้ตกลงกับพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้แล้ว ซึ่งไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาอย่างไรองค์การค้าฯก็พร้อมจะปฎิบัติตาม

“ขอให้เจ้าหน้าที่และพนักงานอย่ากังวลว่าจะไม่ได้รับเงินแล้วไปจ้างทนายความให้ไปกรมบังคดีมาบังคับให้จ่ายเงิน เพราะจะเสียค่าใช้จ่ายโดยเปล่าประโยชน์  เพราะบางคนได้เงินต้นเป็นล้านก็ต้องไปเสียค่าบังคับคดีเป็นแสน ส่วนพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้เกษียณอีกประมาณ 40 กว่าคนที่ดำเนินการเรื่องการบังคับคดีก็สามารถขอคำแนะนำจากฝ่ายกฎหมายขององค์การค้าฯ เพื่อไปขอถอนการบังคับคดีได้ด้วยตนเอง”ดร.พิษณุ กล่าว

ปฎิบัติหน้าที่ เลขาธิการ สกสค.กล่าวต่อไปว่า องค์การค้าฯ พยายามหาเงินเพื่อนำมาจ่ายตามคำสั่งศาลมาโดยตลอด ไม่ได้นิ่งนองใจ แต่เนื่องจากเป็นเงินก้อนใหญ่ อีกทั้งองค์การค้าฯเองก็มีปัญหาในการบริหารงานเรื่องผลประกอบการ จึงต้องหาแหล่งเงินกู้ โดยขอกู้เงินจากกองทุน ช.พ.ค.ซึ่งกว่าที่คณะกรรมการ ช.พ.ค.จะอนุมัติเงินก้อนดังกล่าวมาได้ องค์การค้าฯต้องทำแผนปรับปรุงองค์การค้าฯใหม่ เพื่อสามารถมีเงินมาชำระหนี้คืนให้กองทุน ช.พ.ค.ได้ด้วย

เผย12ผู้ทรงฯใน”บอร์ดศิลปร่วมสมัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288091

เผย12ผู้ทรงฯใน”บอร์ดศิลปร่วมสมัย”

นายวีระ, วธ, บอร์ดผู้ทรงฯ, บอร์ดคกกศิลปร่วมสมัย, นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์, บอร์ดศิลปร่วมสมัย, รมววธ, ครม, พรบ, แอนิเมชัน

ครม. ไฟเขียว ตั้ง12 กก.ผู้ทรงคุณวุฒิ บอร์ดส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ขับเคลื่อนนโยบาย-จัดทำยุทธศาสตร์ ผลักดันศิลปะร่วมสมัยทั้งในภูมิภาค-ระดับชาติ-นานาชาติ

           เมื่อวันที่18 ก.ค.2560 – นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะ ร่วมสมัย 8 คน และผู้ทรงคุณวุฒิจากนักวิชาการด้านศิลปะร่วมสมัยจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน4คน รวม12คน ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา5แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย พ.ศ.2551เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยได้หมดวาระลงเมื่อวันที่6เมษายน2560ที่ผ่านมา

           นายวีระ กล่าวอีกว่า สำหรับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยที่ ครม.เห็นชอบแต่งตั้งในครั้งนี้12คน ประกอบด้วย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะร่วมสมัย8คน ได้แก่1.นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สาขาภาพยนตร์ 2.นายศิริศักดิ์ คชพัชรินทร์ สาขาภาพยนตร์ (แอนิเมชัน)3.ศ.วิโชค มุกดามณี สาขาทัศนศิลป์4.นางชมัยภร บางคมบาง สาขาวรรณศิลป์5.นายวรนันท์ ชัชวาลทิพากร สาขาทัศนศิลป์6.นายปัญญา วิจินธนสาร สาขาทัศนศิลป์7.นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ สาขาสถาปัตยกรรม และ8.นายพลพัฒน์ อัศวะประภา สาขาออกแบบเครื่องแต่งกาย

นอกจากนี้ ครม.ยังแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากนักวิชาการด้านศิลปะร่วมสมัยจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน4คน ได้แก่1.นายสุรัตน์ จงดา สาขาการแสดง2.ศ.ณรงฤทธิ์ ธรรมบุตร สาขาดนตรี3.นายอานันท์ นาคคง สาขาดนตรี และ4.ผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง สาขามัณฑนศิลป์

เผย12ผู้ทรงฯใน"บอร์ดศิลปร่วมสมัย"

นายวีระศักดิ์  โควสุรัตน์  ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาภาพยนตร์

ทั้งนี้ มาตรา5 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย พ.ศ.2551 กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยคณะหนึ่ง ประกอบด้วย รมว.วธ. เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานกรรมการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะร่วมสมัย8คน และผู้ทรงคุณวุฒิจากนักวิชาการด้านศิลปะร่วมสมัยจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวน4คน เป็นกรรมการ

โดยกำหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ2ปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ต้องไม่เกิน2วาระติดต่อกัน อย่างไรก็ตามโดยคณะกรรมการฯ ชุดกล่าวมีหน้าที่เสนอนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาศิลปะร่วมสมัย ต่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.) และกำหนดแนวทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย รวมทั้งกำหนดแนวทางในการจัดทำและให้ความเห็นชอบแผนงานและยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับชาติ และเพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานในระดับนานาชาติ

แนะ รับน้องใหม่”สร้างสรรค์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288084

แนะ รับน้องใหม่”สร้างสรรค์”

ยัง, รับน้องใหม่, -นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์, นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์, แนะ, สร้างสรรค์, รับน้อง

กรมสุขภาพจิต แนะ รับน้องอย่างสร้างสรรค์ คำนึงถึงจิตใจ อย่าลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของกันและกัน แนะสถาบันการศึกษาทบทวน ค่านิยมองค์กรให้เคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่น

          เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2560 – นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ ปัญหาที่ตามมาในทุกปี สำหรับวงการศึกษาไทยที่มีมาอย่างยาวนาน คือ รูปแบบการรับน้องที่ไม่สร้างสรรค์ ทั้งการสร้างความอับอาย หรือบางกิจกรรมปะปนแต่เรื่องทางเพศ หรือใช้ความรุนแรงทั้งร่างกายและวาจา ทั้งหมดนี้เป็นการลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และละเมิดสิทธิมนุษยชน

“อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ที่คงไว้ซึ่งข้อดีของระบบการรับน้อง เช่น  มีแนวคิดว่า เป็นการรับเพื่อนใหม่มากกว่าการรับน้อง ใช้รูปแบบกิจกรรมเชิงบวกและสร้างสรรค์ ให้พี่รหัสคอยดูแลน้องรหัสเรื่องการเรียน    เป็นต้น ซึ่งควรชื่นชมและนำเป็นแบบอย่าง”อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในสถานศึกษาอาจมีการ “รับน้อง” ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษา โดยจัดกิจกรรมและบรรยากาศที่สร้างสรรค์ เพื่อเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมในการช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะรุ่นพี่ที่ควรช่วยเหลือรุ่นน้อง หรือคนที่อยู่โรงเรียนนั้นมาก่อนควรให้คำแนะนำ ดูแลคนที่เพิ่งเข้าเรียนใหม่ เป็นต้น ซึ่งสถานศึกษาต้องสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์นี้ขึ้น

“ขอแนะนำรุ่นพี่ให้พึงตระหนักถึงความเข้มแข็งทางจิตใจของรุ่นน้องที่แตกต่างกันด้วย เนื่องจากแต่ละคนย่อมมาจากสภาพแวดล้อม ครอบครัว และความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน มีความเปราะบางทางจิตใจต่างกัน บางคนอาจทนไม่ได้ในสิ่งที่คนส่วนมากทนได้ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง เมื่อต้องตกเป็นจำเลยของสังคมหรือถูกฟ้องร้อง ทางที่ดี ทั้งผู้ปกครอง ครูอาจารย์ รวมทั้งรุ่นพี่ควรช่วยกันดูแล ประคับประคองให้น้องใหม่ผ่านพ้นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่เปลี่ยนผ่านจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมาเป็นนิสิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยจะดีกว่า” นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง

นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง  กล่าวด้วยว่า เนื่องจากพวกเขาอาจเกิดความเครียด ความกดดันและความวิตกกังวลในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ผู้ที่บุคลิกภาพไม่เข้มแข็งอาจจะถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดีได้ จึงควรมาช่วยกันดูแลมากกว่าสร้างความกลัว ความกดดันให้พวกเขามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ รุ่นพี่และรุ่นน้อง สามารถขอรับบริการปรึกษา ได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้าน นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิตและโฆษก สธ. กล่าวว่า การออกคำสั่ง คาดโทษ หรือลงโทษกับรุ่นพี่หรือผู้ที่เผยแพร่ภาพกิจกรรมรับน้องตามข่าวหรือแม้แต่เด็กผู้ร่วมกิจกรรม สถาบันการศึกษาอาจต้องกลับไปทบทวนถึง ค่านิยม และปรัชญา ขององค์กร ในการผลิตหรือสร้างคนที่ต้องเห็นถึงคุณค่าในตนเอง เคารพตนเอง เห็นคุณค่าของผู้อื่น เคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่น

แนะ รับน้องใหม่"สร้างสรรค์"

นพ.ยงยุทธ  วงศ์ภิรมย์ศานติ์

“สำหรับระบบการรับน้อง ที่ต้องสะท้อนถึงปรัชญาของสถานศึกษานั้นจริง ๆ ควรปรับรูปแบบการรับน้องให้เป็นกิจกรรมเชิงบวกและสร้างสรรค์ให้มากขึ้น เช่น ให้พี่ดูแลน้อง หรือออกไปทำกิจกรรมจิตอาสาร่วมกัน เป็นต้น แต่หากยอมรับรุ่นพี่ที่ทำไม่ถูกจากระบบการรับน้องที่ไม่สร้างสรรค์ย่อมเป็นพื้นฐานต่อการใช้อำนาจโดยไม่มีเหตุผล ให้คนยอมจำนนต่อสิ่งที่ผิด สร้างระบบพวกพ้อง ก่อให้เกิดการสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมาได้อีก”โฆษก สธ. กล่าวในที่สุด

รัฐอัดฉีดปีละแสนฝึกทักษะ”นวัตกรรม”ให้แรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288078

รัฐอัดฉีดปีละแสนฝึกทักษะ”นวัตกรรม”ให้แรงงาน

นายธีรพล  ขุนเมือง, อุดหนุน1แสน, เทคโนโลยี, แสนยัง, อุดหนุน, อธิบดี กพร, นวัตกรรม, ด้านนวัตกรรม, กพร, New Engine of Growth

ก.แรงงาน จัดเต็มสถานประกอบการ ฝึกทักษะฝีมือแรงงาน ให้มีมาตรฐานสากล”ด้านนวัตกรรม” หรือนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตหรือบริืการ รัฐอัดฉีดเงินอุดหนุน 1 แสนบาทต่อปี

เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2560-นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) เปิดเผยว่าจากการที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายนำพาประเทศไทยก้าวยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้ประเทศไทยสามารถหลุดกรอบกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น สำหรับกพร. กระทรวงแรงงาน ได้ตอบสนองนโยบายดังกล่าว ด้วยการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้มีมาตรฐานสากล เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ

รัฐอัดฉีดปีละแสนฝึกทักษะ"นวัตกรรม"ให้แรงงาน

นายธีรพล  ขุนเมือง

“ซึ่งสอดคล้อง 8 วาระปฏิรูป กระทรวงแรงงาน “เพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ Thailand 4.0” ของพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ผ่านมากพร. ได้ใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ฝึกอบรมให้กับพนักงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพนักงานทั้งหมด ได้รับสิทธิประโยชน์ในการนำค่าใช้จ่ายจากการฝึกอบรมมาลดหย่อนภาษีได้ 100 เปอร์เซ็นต์”อธิบดีกพร. กล่าว

รัฐอัดฉีดปีละแสนฝึกทักษะ"นวัตกรรม"ให้แรงงาน

อธิบดี กพร. กล่าวอีกว่า ในปี 2560 ได้มีการปรับนโยบายให้สถานประกอบกิจการยื่นคำขอรับรองหลักสูตรเกี่ยวกับการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ไทยแลนด์ 4.0 ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของหลักสูตรการฝึกอบรมทั้งหมด ในส่วนนี้ยังมีสิทธิรับเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินปีละ 100,000 บาท ในการฝึกอบรมพัฒนาพนักงาน เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการด้วย

รัฐอัดฉีดปีละแสนฝึกทักษะ"นวัตกรรม"ให้แรงงาน
นายธีรพล กล่าวต่อไป ว่ากพร. จึงได้ดำเนิน “โครงการฝึกอบรม เรื่อง การพัฒนานักพัฒนาหลักสูตรการฝึกรองรับไทยแลนด์ 4.0” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้เจ้าหน้าที่ของกพร.ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค จำนวน 112 คนที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือแรงงานและการรับรองหลักสูตรการฝึกอบรมให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาหลักสูตร และเกณฑ์มาตรฐานการพิจารณาหลักสูตรการฝึกอบรมเทคโนโลยีชั้นสูงรองรับไทยแลนด์ 4.0 มากขึ้น

“ตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม 3 วัน ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็น ในหัวข้อแนวทางการพัฒนาและจัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมของกพร เช่น กระบวนการพัฒนาหลักสูตร การวิเคราะห์สมรรถนะและการวิเคราะห์อาชีพ การกำหนดหัวข้อวิชา และชั่วโมงการฝึก เป็นต้น. แนวทางการพิจารณาหลักสูตรการฝึกอบรมเทคโนโลยีชั้นสูงรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 “นายธีรพล กล่าว

รัฐอัดฉีดปีละแสนฝึกทักษะ"นวัตกรรม"ให้แรงงาน
นายธีรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า เบื้องต้นหลักสูตรที่จะผ่านเกณฑ์มาตรฐานการพิจารณาจะต้องรองรับนโยบายของรัฐบาล 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine of Growth) จึงเชิญชวนให้สถานประกอบกิจการดำเนินการฝึกอบรมให้กับพนักงานของตนในหลักสูตรเหล่านี้ เพราะนอกจากนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีหรือรับเงินอุดหนุนแล้ว สถานประกอบกิจการยังเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาแรงงานทักษะฝีมือแรงงานเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในปัจจุบันมีพนักงานได้รับการพัฒนาภายใต้พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 จำนวน 3,310,613 คน ติดต่อสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 643 4977 และ 02 245 4502

สอบ”ไต๋ก๋งเรือประมงนราธิวาส”ใช้แรงงานเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/288081

สอบ”ไต๋ก๋งเรือประมงนราธิวาส”ใช้แรงงานเด็ก

นราธิวาส, ไต๋ก๋งเรือประมง, แรงงานเด็ก, ไต๋ก๋งเรือประมงนราธิวาส, กสร, ฉบับที่ 5

กสร.สั่งสอบไต๋ก๋งเรือประมงนราธิวาส หลังตรวจสอบพบใช้แรงงานเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปีผิดกฎหมาย 3 คน เร่งช่วยเหลือพร้อมเอาผิดตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

         เมื่อวันที่ 18 ก.ค.60- นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา กสร. ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมทีมสหวิชาชีพสอบข้อเท็จจริงกรณีการช่วยเหลือแรงงานเมียนมาในเรือประมงทะเล สัญชาติมาเลเซียซึ่งจอดซ่อม ณ ท่าเทียบเรือหะยีมะตาบา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส จำนวน 16 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี 3 คน คือ 15 ปี 1 คนและ 17 ปี 2 คน โดยทั้งหมดเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและอาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน

จากการสอบสวนไต๋ก๋งเรือพบความผิดเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในเรือประมง ตลอดจนความผิดเกี่ยวกับการค้างจ่ายค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานและ แจ้งความดำเนินคดีกับไต๋ก๋งเรือต่อไป นอกจากนี้ กสร. ได้ประสานกับบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนราธิวาสในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลแรงงานทั้ง 16 คน ในระหว่างพักรอเพื่อส่งกลับประเทศเมียนมา พร้อมประสานกับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสเพื่อป้องกันภัยแทรกซ้อนจากผู้มีอิทธิพลในกรณีดังกล่าว

อธิบดีกสร. กล่าวต่อไปว่า การใช้แรงงานเด็กที่ผิดกฎหมายนั้นมีอัตราโทษใหม่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2560 คือ มีโทษปรับตั้งแต่ 4 แสนถึง 8 แสนบาทต่อลูกจ้าง1คน หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องปรามมิให้มีการใช้แรงงานเด็กที่ผิดกฎหมาย ขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบการกระทำผิดสามารถแจ้งได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด และ 10 พื้นที่ในกรุงเทพมหานคร

สธ.พัฒนาคน สร้างระบบสุขภาพชุนชนยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287963

สธ.พัฒนาคน สร้างระบบสุขภาพชุนชนยั่งยืน

ปลัดสธ, สุขภาพชุมชน, สธพัฒนาคน, อสค

ปลัด สธ.ชี้ระบบสุขภาพชุนชนจะเป็นธรรมและยั่งยืน ต้องพัฒนาคน และระบบบริการปฐมภูมิ

       ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระบบสุขภาพชุมชนระดับชาติ ครั้งที่ 1 : การขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชนสู่ความเป็นธรรมและยั่งยืนด้านสุขภาพ จัดโดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานสุขภาพชุมชน โดยมีนักวิชาการ นักสาธารณสุข และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมกว่า 400 คน

  นพ.โสภณ  กล่าวว่า การขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชนสู่ความเป็นธรรมและยั่งยืน จะบรรลุเป้าหมายนั้นต้องพัฒนาในหลายด้านและบูรณาการทำงานจากทุกฝ่าย ในเรื่องระบบสุขภาพที่เป็นธรรมและยั่งยืน กระทรวงสาธารณสุขมีเป้าหมาย 3 ด้านคือ 1.ประชาชนทุกกลุ่มวัยได้รับการส่งเสริม และพัฒนาการป้องกันโรคภัยด้วยตนเอง และใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ 2.ระบบบริการ ยกระดับโรงพยาบาลและ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. ในการให้บริการด้านสุขภาพก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ และ3.ประเทศมีระบบสุขภาพที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็น 1 ใน 3 ของเอเชีย มุ่งสู่ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน

การพัฒนาทุกกลุ่มวัย กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมมือบูรณาการ 4 กระทรวงหลักได้แก่ มหาดไทย ศึกษาธิการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสาธารณสุข โดยเริ่มจากการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย 4.0 อาทิ ให้เด็กมีพฤติกรรมสุขภาพดี มีความรู้ดูแลสุขภาพตนเองได้ สูงดี สมส่วน สมวัย มีพัฒนาการดี มี IQ / EQ สูง ใฝ่เรียนรู้ มีวินัย กตัญญูกตเวที  รักชาติ รักสิ่งแวดล้อม การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ อาทิ มีระบบบริการสุขภาพผู้สูงอายุ มีระบบการส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุระยะยาว กองทุนสวัสดิการชุมชน ผู้สูงอายุได้รับความคุ้มครองทางสังคม มีศูนย์เรียนรู้คุณภาพทั่วประเทศ มีชมรมผู้สูงอายุคุณภาพ อยู่ในครอบครัว สังคมที่อบอุ่น

ขณะนี้ ได้มีการปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการให้บริการ ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วย  Family care visit  แบบใกล้บ้าน ใกล้ใจ  ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 258 กำหนดไว้ว่า “ให้มีระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม” โดยใช้นโยบายคลินิกหมอครอบครัวที่มีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและทีมสหวิชาชีพ ดูแลประชาชน 10,000 คน/ 1 ทีม ทำงานเชิงรุก ภายใต้สโลแกน “ให้บริการทุกคน ทุกอย่าง ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยเทคโนโลยี” ตั้งเป้าในปี 2569 ปีจะมีหมอครอบครัว 6,500 ทีม ดูแลประชาชน 65 ล้านคน และสร้างอาสาสมัครครอบครัว (อสค.) เป้าหมาย 5 ปีครอบครัวละ 1 คน ครอบคลุม 4 ล้านครัวเรือน โดยนำร่องในครัวเรือนที่มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

นพ.โสภณ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้น ได้ผลักดันคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพอำเภอ District Health Board เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของระบบสุขภาพ เน้นบูรณาการทั้งด้านงบประมาณและกำลังคน มีนายอำเภอเป็นประธาน สาธารณสุขอำเภอ เป็นเลขานุการ มีตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และตัวแทนภาครัฐ มาร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามสภาพปัญหาของแต่ละอำเภอ ตามแนวทางประชารัฐ โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง บนฐานระดับอำเภอ เน้นกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ยากไร้ เด็กปฐมวัย อุบัติเหตุ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ขยะ สิ่งแวดล้อม

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287956

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

นวัตกรรม, พสวท, DPST Hall of Fame

สสวท.จัดงาน “พสวท. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม”ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 17 – 18 กรกฎาคม 2560

            สสวท. ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) มายาวนานกว่า 30 ปี ได้สร้างนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำที่ได้สร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ในระดับดีเด่นที่เป็นประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมจำนวนมาก  สสวท. จึงต้องการที่จะขับเคลื่อนและยกระดับผลงานวิจัยของ บัณฑิต พสวท. เหล่านี้สู่สาธารณชน ให้เป็นที่รู้จัก และถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง รวมทั้งให้งานวิจัยเหล่านี้มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

สสวท. จึงได้จัดงาน“พสวท. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 17– 18 กรกฎาคม 2560 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ซึ่งจะมีการมอบเสื้อเกียรติยศแก่บัณฑิต พสวท. ที่ได้รับคัดเลือกเข้า “DPST Hall of Fame” พิธีเปิดงานและปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การพัฒนาประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมสู่ Thailand 4.0”โดย พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม A – B ในวันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม 2560 เวลา 9.00 – 10.00 น.  ซึ่งงานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีสำหรับบัณฑิต พสวท. ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สสวท.  ได้นำเสนอผลงาน และนำชิ้นงาน สิ่งประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมมาแสดงในงาน และขับเคลื่อนผลงานวิจัยของบัณฑิต พสวท. สู่ภาคเอกชน เพื่อให้บัณฑิต พสวท. มองเห็นเส้นทางสายอาชีพ หรืองานวิจัยที่เป็นที่ต้องการว่าความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ประยุกต์มีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนางานวิจัยในภาคเอกชน

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัย  การเสวนา หัวข้อ “Landscape of Technology in Thailand” การแบ่งกลุ่มตามโจทย์วิจัยอุตสาหกรรม Thailand 4.0 เป็นการเสวนาและวิเคราะห์โจทย์วิจัย หัวข้อ “โจทย์วิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับความต้องการอุตสาหกรรม”ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : Science for Smart Agriculture  กลุ่มที่ 2 : Science for Smart Medicine  กลุ่มที่ 3 : Science for Smart Digital  กลุ่มที่ 4 : Science for Smart Energy และ กลุ่มที่ 5 : Mathematics for Smart Industry  การนำเสนอประเด็นจากการประชุมกลุ่มวิจัยและสรุปผล  พร้อมทั้งงานเลี้ยงรับรองและแสดงความยินดีกับบัณฑิต พสวท. ที่ได้รับคัดเลือกเข้า “DPST Hall of Fame” ประจำปี 2560

บทบาทนักเทคนิคการแพทย์ในยุคประเทศไทย 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287940

บทบาทนักเทคนิคการแพทย์ในยุคประเทศไทย 4.0

มรังสิต, CMTE 70 คะแนน

เทคนิคการแพทย์ ม.รังสิต จัดประชุมวิชาการทางเทคนิคการแพทย์ประจำปี 2560 “บทบาทของนักเทคนิคการแพทย์ในยุคประเทศไทย 4.0”

         คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับ ชมรมศิษย์เก่าเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดโครงการประชุมวิชาการทางเทคนิคการแพทย์ประจำปี 2560 เรื่อง “บทบาทของนักเทคนิคการแพทย์ในยุคประเทศไทย 4.0” ในวันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2560 เวลา 08.00-17.00 น. ณ ห้อง Gemini ชั้น 3 โรงแรมมิราเคิล    แกรนด์ อัตราค่าลงทะเบียน 1,000 บาท ลงทะเบียนและแนบหลักฐานการชำระเงิน ภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2560 และ 1,200 บาท สำหรับผู้ลงทะเบียน ภายหลังวันที่ 30 กรกฎาคม 2560 หรือลงทะเบียนหน้างาน (คะแนนการศึกษาต่อเนื่อง (CMTE) 7.0 คะแนน) โดยสามารถลงทะเบียนได้ที่  http://www.rsu.ac.th/medtech

ภายในงานมีการบรรยายที่น่าสนใจ อาทิ การบรรยายเรื่อง “พระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ ที่นักเทคนิคการแพทย์ควรรู้” โดย ดร.ทนพญ. ภัทรวีร์ สร้อยสังวาล ผู้อำนวยการสำนักกำกับพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ การบรรยายเรื่อง “เทคโนโลยีการเจริญพันธุ์กับบทบาทนักเทคนิคการแพทย์ไทยในยุค 4.0” โดย นพ. พิสิฐ ตันติวัฒนากุล ผศ.ดร.กุลณสรรค์ สายขุน และ นางสาวกนกพร พรหมเทพ ฯลฯ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2791-6000, 0-2-997-2222 ต่อ 1437

1 เดือนคกก.อิสระฯจัด5ทีมอนุฯลุยปฏิรูปการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287974

1 เดือนคกก.อิสระฯจัด5ทีมอนุฯลุยปฏิรูปการศึกษา

อนุฯเดินงานตามภารกิจ, กรรมการอิสระ, 1 เดือน, ทำงาน, ครม

กว่า 1 เดือนคณะกรรมการอิสระฯ ตั้งอนุ 5 ชุดรับผิดชอบงานตามภารกิจ ตั้งเป้าจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปการศึกษาที่ชัดเจน

          นับแต่ที่ประชุมคณะรัฐมนตี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา จำนวน 25 ราย ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 261 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 โดยมี ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธาน กรรมการทั้ง 24 ราย มาจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งคณะกรรมการอิสระฯ มีหน้าที่ดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย ตามกรอบเวลาทำงาน 2 ปี

อย่างไรก็ตาม 5 ภารกิจหลักสำคัญที่กำหนดไว้ชัดเจน ได้แก่ 1.ศึกษาและเสนอแนะต่อ ครม.เพื่อกำหนดนโยบาย แนวทางและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ให้สมกับวัยโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย 2.ศึกษาและเสนอแนะกลไก และระบบการผลิต คัดกรองและพัฒนาผู้ปกรอบวิชาชีพครู และอาจารย์ให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถและประสิทธิภาพในการสอน รวมทั้งมีกลไกสร้างระบบคุณธรรม ในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพครู

3.ศึกษาและเสนอแนะแนวทาง หลักเกณฑ์และวิธีการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนๆ ได้ตามความถนัด 4.ศึกษาและเสนอแนะแนวทาง หลักเกณฑ์และวิธีการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิรูปการศึกษา โดยสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ และ 5.ร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษา

ความก้าวหน้าที่เห็นได้ชัดในช่วงเวลากว่า 1 เดือนมานี้ คือ คณะกรรมการอิสระฯ ได้แบ่งกลุ่ม 5 กลุ่มและตั้งคณะอนุกรรมการตามภารกิจ ดังนี้ คณะอนุกรรมการเด็กเล็ก คณะอนุกรรมการกองทุน คณะอนุกรรมการครู คณะอนุกรรมการการจัดการเรียนการสอน และคณะอนุกรรมการโครงสร้าง ซึ่งแต่ละกลุ่มจะต้องไปประชุมหารือการทำงานตามภารกิจ ขณะเดียวกัน ก็จะมีการเชิญบุคคลภายนอกมาร่วมเป็นกรรมการ

ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของคณะกรรมการฯ คือ การจัดทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ให้ชัดเจนมากขึ้น โดยช่วงที่ผ่านมาได้เริ่มเดินสายรับฟังความคิดเห็น รวบรวมข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ รวมถึงมีแผนที่จะนำบทเรียน ข้อจำกัดที่ได้รับจากการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา เป็นข้อมูลในการวางแผนและกำหนดทิศทางการปฏิรูปการศึกษาคราวนี้ เพื่อให้เกิดคุณภาพ และลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

อาชีวะพัฒนาไอทีให้บุคลากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287958

อาชีวะพัฒนาไอทีให้บุคลากร

สอศ, สอศ, ประเทศไทย

สอศ. จับมือภาคเอกชน ขับเคลื่อนนโยบาย “เอ็ดดูเคชั่น 4.0” ตอบสนองความต้องการทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ

        ดร.สุเทพ  ชิตยวงษ์  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  ได้จัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กับบริษัทซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพและความสามารถเกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์  ในลักษณะการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์  สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษาซึ่งจะดำเนินการฝึกอบรมระหว่างวันที่  17-21 กรกฎาคม 2560  ณ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและกำลังคนอาชีวศึกษา รามอินทรา กรุงเทพฯ

ดร.สุเทพ เปิดเผยว่า  การที่ สอศ. ได้ร่วมมือกับบริษัทซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด เนื่องจากบริษัทมีชื่อเสียงในเรื่องระบบเครือข่ายและไอทีระดับโลก และมองเห็นความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาเพื่อสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ตอบสนองความต้องการทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ  ให้ก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0  โดยขับเคลื่อนด้วยนโยบาย “เอ็ดดูเคชั่น 4.0” ที่เป็นการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาสามารถนำองค์ความรู้ที่มีอยู่หลากหลายมาบูรณาการเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาสนับสนุนการค้นคว้า  หรือการเชื่อมต่อสังคมออนไลน์อย่างไร้พรมแดน

โดยจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับสากล  ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมคือ ครู และบุคลากรทางกาศึกษาที่เกี่ยวข้อง คาดว่าหลังจากการจัดอบรม งานด้านวิชาการจะมีความทันสมัย มีความก้าวหน้ามากขึ้น สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยหลังจากการฝึกอบรม บริษัทฯ จะนำผู้เข้ารับการอบรม เข้าศึกษาดูงาน ณ บริษัท และหน่วยงานย่อยต่าง ๆ เพื่อให้ได้ลงมือปฏิบัติจริง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญ  และนำไปศึกษาดูงานที่ประเทศสิงคโปร์อีกด้วย

สำหรับการจัดอบรมในช่วงวันที่ 17-21 กรกฎาคม นี้  ได้มีสถานศึกษาที่ร่วมเข้ารับการอบรม 10 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยสารพัดช่างนครปฐม  วิทยาลัยประมงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์  วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย  วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพฯ  วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น วิทยาลัยสารพัดช่างยะลา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ กฟผ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และมีบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องอีกจำนวน  8 คน  ซึ่งครูที่เข้ารับการอบรม จะได้นำความรู้ที่ได้รับ ไปถ่ายทอดสู่นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาต่อไป