เปิดใจ “ครูอาสาปกาเกอะญอ” สอนภาษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287953

เปิดใจ “ครูอาสาปกาเกอะญอ” สอนภาษาไทย

ครูอาสาสมัคร, เปิดใจ, ครูอาสาปกาเกอะญอ, สอนภาษาไทย, ปกาเกอะญอ, ไทย, จันทร์จิรา คีรีบรรพตกล, กศน, ศศช, แม่ฟ้าหลวง, กะเหรี่ยง, ครูจันทร์จิรา คีรีบรรพตกล, คาราโอเกะ, จันทร์จิรา

ครูอาสาสมัคร”ปกาเกอะญอ” ฝึกเด็กสอนผู้ใหญ่อ่าน-เขียน”ไทย”

      “สมัยก่อนคนในชุมชน จะเขียนหนังสือ อ่านหนังสือภาษาไทยไม่ได้ เวลาไปติดต่อราชการก็ต้องใช้วิธีการปั๊มลายนิ้วมือ แทนการเขียน แต่ 2-3 ปีมานี้ตั้งแต่จัดกิจกรรมส่งเสริมให้ทุกคนในชุมชนอายุ 15-59 ปี ได้รู้หนังสือ ให้เด็กนักเรียนทุนพระราชทาน ช่วยสอนผู้ใหญ่อ่านและเขียนภาษาไทย ก็ดีขึ้นอย่างน้อยๆ เดี๋ยวนี้ชาวบ้านเริ่มเขียนชื่อตัวเองได้ อ่านได้ ไปที่ราชการพูดคุยได้เข้าใจภาษาไทยมากขึ้น” 

    วิธีการเรียนการสอนภาษาไทยของครูอาสาสมัคร “จันทร์จิรา คีรีบรรพตกล” ครูสำนักบริหารงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน (ศศช.) “แม่ฟ้าหลวง” ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี บ้านห้วยมะโหนกคี ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก

      หมู่บ้านห้วยมะโหนกคี ม.7 อยู่ห่างจากตัวเมืองท่าสองยาง ราว 52 กิโลเมตร มีเส้นทางลาดยางราว 45 กิโลเมตร อีก 7 กิโลเมตรเป็นถนนดินลูกรังสูงชันไปตามไหล่เขา ชุมชนแห่งนี้มีประชากรทั้งหมด 225 คนเป็น ชาย 109 คน หญิง 116 คน เป็นชาวไทยภูเขา ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) มีอาชีพเกษตรกร หาของป่า ไปจนถึงรับจ้างทั่วไป ด้วยอยู่พื้นที่ห่างไกลหน่วยงานจัดการศึกษาเข้าถึงได้ยาก อีกทั้งชาวบ้านไม่สื่อสารภาษาไทย อ่าน เขียนไม่ได้ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งประสบปัญหาเวลาติดต่อหน่วยงานราชการ เจ็บป่วยไปพบแพทย์การสื่อสารบอกอาการไม่ได้ ปัจจุบันยังมีชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ไม่รู้หนังสือถึง 133 คน

เปิดใจ "ครูอาสาปกาเกอะญอ" สอนภาษาไทย

       ครูจันทร์จิรา เล่าว่า ที่ศศช.บ้านห้วยมะโหนกคี มีครูอาสาฯ 2 คน คือเธอและครูเสกสรรค จุลลศรี ที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 เพราะเน้นจัดการศึกษาให้กับทั้งชุมชน มีผู้เรียนทั้งสิ้น 47 คน เป็นชาย 26 คน และหญิง 21 คน ในตอนเช้าทุกคนก็จะมาเรียน ส่วนเย็นเลิกเรียนก็กลับบ้าน ปัญหาสำคัญของที่นี่คือ คนในชุมชนซึ่งเป็นชาว ปกาเกอะญอ ไม่สามารถสื่อสาร พูด อ่าน ภาษาไทยได้ เขาจะสื่อสารภาษาถิ่น ของเขา ซึ่งการจัดการเรียนการสอนให้ชาวบ้านในชุมชนได้เรียนรู้ภาษาไทย ก็ใช้วิธีการให้นักเรียนซึ่งเป็นลูกหลานของคนในชุมชนเป็นคนไปสอน

      นักเรียนที่ได้รับมอบหมายให้สอนนั้น เป็นนักเรียนทุนพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจะคัดเลือกเด็กที่เรียนอยู่ระดับป.4-ป.6 โดยได้รับทุน5,000 บาทต่อปี โดยนักเรียน1 คนจะต้องสอนหนังสือผู้ใหญ่ 5 คน ซึ่งจะใช้เวลาช่วงเย็นหลังเลิกเรียนแล้ว โดยจะมีสมุดคู่มือ แบบฝึกหัดให้เป็นแนวทางในการสอน มีทั้งให้ฝึกคัดลายมือ รู้จักพยัญชนะ ตัวสะกด อ่านออก และพูดสื่อสารได้ แต่เป้าหมาย คือ ต้องสอนให้ผู้ใหญ่อ่าน เขียน พูดภาษาไทย โดยเฉพาะชื่อของตนเอง จะต้องเขียนเป็นภาษาไทยได้ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะนัดรวมตัวเพื่อติดตาม ประเมินผล หากมีข้อบกพร่องก็จะแนะนำและแก้ไข

เปิดใจ "ครูอาสาปกาเกอะญอ" สอนภาษาไทยเปิดใจ "ครูอาสาปกาเกอะญอ" สอนภาษาไทย

“ครูจันทร์จิรา คีรีบรรพตกล” 

      “คนที่ไม่รู้หนังสือซึ่งยังมีค่อนข้างมาก ซึ่งถ้าชาวบ้านที่อยู่ในวัย 15-59 ปีเขาพร้อมที่จะเรียนรู้ ฝึกอ่าน ฝึกเขียน แต่ถ้าเป็นคนสูงวัยไปแล้ว คืออายุ 60 ปีขึ้นไปเขาจะไม่ค่อยสนใจ อยากเรียนรู้ อ่าน เขียนแล้ว แต่ในฐานะครู เราจะเลือกสอนไม่ได้ แต่ต้องสอนทุกคนในชุมชนให้มีความรู้ ก็ต้องหากิจกรรมส่งเสริม และกระตุ้นเพื่อสร้างการรับรู้การใช้ภาษาไทย”ครูจันทร์จิรา กล่าว

      กิจกรรมการเรียนรู้ที่ทาง ศศช.บ้านห้วยมะโหนกคี ทำอยู่มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสียงตามสายที่ให้ผู้นำชุมชน หรือ ครู หรือ นักเรียนที่รับผิดชอบมาประกาศแจ้งข่าวสาร เหตุการณ์สำคัญ กิจกรรมของชุมชนให้ทุกคนได้ทราบ กิจกรรมฉายภาพยนต์บันเทิง ที่มีการพากษ์เสียงภาษาไทย โดยจะมีช่วงเวลาการฉาย 19.00-21.00 น. ยังมีกิจกรรมที่กระตุ้นการใช้ภาษาไทย นั่นคือ การร้องเพลงไทย (คาราโอเกะ) ไปจนถึงกิจกรรมเสวนา ที่เกี่ยวกับสุขอนามัย เป็นต้น

เปิดใจ "ครูอาสาปกาเกอะญอ" สอนภาษาไทยเปิดใจ "ครูอาสาปกาเกอะญอ" สอนภาษาไทย

     “จันทร์จิรา” ครูอาสากศน.วัย 33 ปี จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง หลักสูตร 5 ปี เรียนที่ศูนย์ให้การศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านแม่ต้าน โดยได้พระราชทานทุนการศึกษาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีเชื้อสาย ปกาเกอะญอ มีความผูกพันและพื้นเพเป็นคนที่นี่ คุ้นเคยกับบริบท วัฒนธรรมในพื้นที่ดี เธอเริ่มบทบาทของครูอาสาบนดอยตั้งแต่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อจบป.ตรี ก็มาเป็นครูอาสา กศน.โดยไม่ได้คิดย้ายไปไหน เหตุผลสำคัญอยากใช้ความรู้ ความสามารถที่มีเพื่อพัฒนาชีวิตของคนในชุนชนพื้นที่สูง

0 เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ 0 qualitylife4444@gmail.com 0

หาทางออก ร่างแก้ “กม.บัตรทอง” ่คาดแล้วเสร็จสัปดาห์หน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287919

หาทางออก ร่างแก้ “กม.บัตรทอง” ่คาดแล้วเสร็จสัปดาห์หน้า

บัตรทอง, หาทางออก, ร่างแก้, กมบัตรทอง, ฉบับ, สปสช, 17 กค, เอ็นจีโอ, ครม, สนช

รมว.สธ. เชิญผู้เกี่ยวข้องหาทางออก ร่างแก้ ‘กม.บัตรทอง’ คาดทุกอย่างเรียบร้อยคาดว่าจะแล้วเสร็จขั้นตอนนี้ประมาณสัปดาห์หน้า

        เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ฉบับ…) พ.ศ.. ว่า ตามกำหนดทางคณะกรรมการพิจารณายกร่างพ.ร.บ.ฯ ที่มี รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธานจะเสนอร่างที่ผ่านการทำประชาพิจารณ์ รวมรวมมายังตน  โดยนอกจากรับหนังสืออย่างเดียว ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าหารือในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้  ซึ่งมี รศ.วรากรณ์ และรองประธานคณะกรรมการ 2 ท่าน คือ นพ.เสรี ตู้จินดา และ นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา รวมทั้งนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และนพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) รวมทั้งภาคเอ็นจีโอมาเข้าร่วม

     “ผมจะสอบถามเลยว่า สรุปเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อให้ทราบถึงปัญหา และข้อเสนอต่าง ๆ เพื่อรับไปดำเนินการต่อ ส่วนข้อเห็นต่างที่ทางภาคประชาชนเสนอนั้น ผมขอฟังก่อนว่าความเห็นต่างเป็นอย่างไร และกระบวนการต่อไปจะเป็นอย่างไร ขอฟังข้อสรุปก่อน ซึ่งความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติในกระบวนการประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็น ไม่มีใครผิดใครถูก ทุกคนที่ทำก็เพื่อประโยชน์ประชาชนทั้งนั้น และขอยืนยันเหมือนเดิมว่า ตลอด 3 ปีรัฐบาลมาทำงานในเรื่องสาธารณสุข ไม่เคยมีการตัดสิทธิสุขภาพใดๆ มีแต่การเพิ่มสิทธิ ทั้งผู้สูงอายุ เด็กแรกเกิด ฯลฯ จึงไม่มีการล้มกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองอย่างแน่นอน จึงอยากฝากสื่อมวลชนสื่อสารด้วยว่าการเบี่ยงเบน บิดเบือนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ” ศ.นพ.ปิยะสกล กล่าว

      ศ.นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีภาคประชาชนเสนอว่า หากอนาคตจะร่วมจ่ายสาเหตุไม่มีงบเข้ากองทุนบัตรทองควรนำงบของข้าราชการ และประกันสังคมมาร่วมกัน  เรื่องนี้ทุกคนเสนอได้ แต่ต้องมองสภาวะความเป็นจริงของปัจจุบันด้วย  เพื่อทำให้เกิดสมดุล หากปรับเปลี่ยนจะเกิดผลกระทบหรือไม่อย่างไร ต้องฟังเสียงหลายๆส่วน คิดว่าทุกคนหวังดีทั้งนั้น แต่ขอให้เป็นความหวังดีที่จะทำให้สิ่งดีๆเกิดขึ้น ไม่ใช่สร้างความไม่ลงรอยกัน

       ต่อมา  เมื่อช่วงบ่ายวันนี้(17 ก.ค.) ศ.นพ.ปิยะสกล ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง มี รศ.วรากรณ์และมีรองประธานคณะกรรมการ 2 ท่าน คือ นพ.เสรี ตู้จินดา  และ นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา   รวมทั้งนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)   และนพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)  รวมทั้งตัวแทนองค์กรภาคเอกชน(เอ็นจีโอ) มาเข้าร่วม  คือ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง กรรมการสปสช.สัดส่วนภาคประชาชน และนพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการสปสช.สัดส่วนภาคประชาชน เพื่อหารือถึงประเด็นต่างๆ ร่วมกัน

         ศ.นพ.ปิยะสกล  กล่าวว่า  ส่วนใหญ่แล้วมีไม่กี่เรื่องที่ต้องไปพิจารณาเพิ่มเติม อาทิ เรื่องจัดการซื้อยา การแยกเงินเดือน เป็นต้น โดยในเรื่องการจัดซื้อยานั้นตนได้มอบให้ปลัดสธ.ไปหารือกับเลขาฯ สปสช.อีกครั้งในวันที่ 22-23 กรกฎาคมนี้ ภายใต้ข้อกำหนดที่ประชาชนต้องได้ประโยชน์เท่าเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิม และทำให้ระบบเกิดความยั่งยืน สำหรับการแยกเงินเดือน ก็จะต้องมีการทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น เช่น นอกจากแยกกับไม่แยกเงินเดือนแล้วจะสามารถมีทางเลือกที่สามได้อีกหรือไม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ในระยะยาวเป็นหลัก
“หลังจากทางปลัดสธ.และเลขาธิการสปสช.หารือเพื่อหาทางออกอื่นๆนั้น ก็จะเสนอต่อ รศ.วรากรณ์ หากปรับแก้เพิ่มเติมได้ก็จะดำเนินการ ขณะเดียวกันก็ต้องรอการพิจารณาร่างจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วยว่า มีปรับปรุงอย่างไร หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยคาดว่าจะแล้วเสร็จขั้นตอนนี้ประมาณสัปดาห์หน้า  จากนั้นผมก็จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาและเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ต่อไป และล่าสุดในวันที่ 18 กรกฎาคม ผมจะนำข้อมูลทั้งหมดร่วมหารือกับท่านวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้วย” ศ.นพ.ปิยะสกล กล่าว

เฟ้นหาศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287938

เฟ้นหาศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2560

ศิลปินแห่งชาติ, เฟ้นหาศิลปินแห่งชาติ, ประจำปี, 2560, กวช

บอร์ด กวช. เห็นชอบแต่งตั้งอนุกก. 7 ชุด เฟ้นหาศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2560

         เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) ว่า ตามมติที่ประชุม กวช. เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหลักเกณฑ์การคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ โดยรมว.วธ เป็นประธาน เพื่อปรับปรุงคณะอนุกรรมการอำนวยการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติและคณะอนุกรรมการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ สรรหาและคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ที่ประชุม กวช. รับทราบรายงานมติคณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ฯ

 เฟ้นหาศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2560

โดยมีมติเสนอให้ กวช. เห็นชอบหลักเกณฑ์การคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2560 และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 7 ชุด ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการอำนวยการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ 1 ชุด และ 2.คณะอนุกรรมการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ 6 ชุด 3 สาขา คือ คณะอนุกรรมการฯ 1.ทัศนศิลป์ ประเภทวิจิตรศิลป์ 2.ทัศนศิลป์ ประเภทประยุกต์ศิลป์ 3.ศิลปะการแสดง ประเภทดนตรีไทย นาฏศิลป์ไทย และศิลปะการแสดงพื้นบ้าน 4.ศิลปะการแสดง ประเภทดนตรีสากลและนาฏศิลป์สากล 5.ศิลปะการแสดง ประเภทภาพยนตร์และละคร และ 6.วรรณศิลป์ ทั้งนี้ อนุกรรมการฯ ทั้ง 7 ชุด มีวาระดำรงตำแหน่งครั้งละ 2 ปี ได้ไม่เกิน 2 วาระติดกันและกลับมาเป็นอนุกรรมการฯ ได้หลังจากพ้นวาระแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี

สำหรับหลักเกณฑ์คัดเลือกศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2560 ยังใช้หลักเกณฑ์เดิมที่ปรับปรุงล่าสุดเมื่อปี 2555 ในการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ 3 สาขาหลัก เช่นเดิม ได้แก่ 1.ทัศนศิลป์ 2.วรรณศิลป์ และ 3.ศิลปะการแสดง เหตุผลที่ใช้หลักเกณฑ์เดิม เนื่องจากมีรายละเอียดที่ครอบคลุมรอบด้าน รวมทั้งสอดคล้องกับพัฒนาการด้านศิลปะและวัฒนธรรมในปัจจุบัน สามารถใช้คัดเลือกศิลปินแห่งชาติได้อย่างเหมาะสม แต่ที่แตกต่างจากที่ปีที่ผ่านมาคือ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพิ่มเติมให้ครอบคลุมทุกสาขา 7 ชุด อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2528-2559 ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ 3 สาขา ทั้งสิ้น 278 คน ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ 152 คน และเสียชีวิต 126 คน

 พลเอก ธนะศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน ได้แก่ 1.คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล 2.นายประวิตร นิลสุวรรณกุล 3.นางเบญจวรรณ สร่างนิทร 4.นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร 5.นายปรารพ เหล่าวานิช 6.นางพนิดา ไพศาลยกิจ 7.นางนุชนาถ วสุรัตน์ และ8.นางชฎาทิพ จูตระกูล ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารการเงินและด้านวัฒนธรรม เพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม มีวาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี และเห็นชอบคำของบรายจ่ายประจำปี 2561 ของกองทุนฯ 28 ล้านบาท โดยให้กองทุนฯเพิ่มเติมโครงการที่จะดำเนินการในปี 2561 อาทิ การจัดเทศกาลมหกรรมวัฒนธรรมไทยระดับนานาชาติ การจัดทำคลังข้อมูลและหนังสือทำเนียบผลงานของศิลปินแห่งชาติและศิลปินที่มีชื่อเสียงที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ แกลอรี่ และหอศิลป์ของหน่วยงานรัฐ เอกชน เป็นต้น

 เฟ้นหาศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2560

นอกจากนี้ ได้รับทราบรายงานประจำปีของการบริหารงานการเงินของกองทุนฯ ปัจจุบันมีทรัพย์สินราวกว่า 352 ล้านบาท รวมทั้ง ที่ประชุมรับทราบรายงานผลการจัดงานประเพณีบุญหลวงการละเล่นผีตาโขน และมหกรรมการแสดงหน้ากากนานาชาติ วันที่ 23-28 มิถุนายน 2560 ณ จังหวัดเลย โดยมี 8 ประเทศเข้าร่วม อาทิ กัมพูชา อินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ เป็นต้น มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1 แสนคน สร้างรายได้สู่ชุมชนกว่า 100 ล้านบาท ขณะเดียวกันที่ประชุมได้รับทราบผลการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ปี 2560 เมื่อวันที่ 3-9 กรกฎาคม 2560 ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนใน 16 จังหวัดของไทย ที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก โดยมีเงินหมุนเวียนกว่า 6,000 ล้านบาท

 เฟ้นหาศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2560

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้รับทราบสรุปผลการดำเนินงานในรอบ 3 ปี ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 20 ปี ของกระทรวงวัฒนธรรม ได้แก่ 1.การเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2.การสร้างคนดีและสังคมดีด้วยมิติทางวัฒนธรรม 3.การส่งเสริมอัตลักษณ์ไทยและความเป็นไทย 4.สร้างรายได้และสังคมอยู่ดีกินดี มีความมั่นคงด้วยทุนและทรัพยากรทางวัฒนธรรม 5.นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม 6.การเสริมสร้างเกียรติภูมิ ภาพลักษณ์ และความสัมพันธ์ที่ดีของประเทศด้วยมิติทางวัฒนธรรม 7.สนับสนุนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยมิติทางวัฒนธรรม 8.การจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน 9.การยกระดับการบริหารจัดการงานวัฒนธรรม 10.การติดตามโบราณวัตถุไทยคืนจากต่างประเทศ และ11.การดำเนินการตามมติคณะกรรมการมรดกโลก

ปี60ปล่อยกู้51ล้าน พัฒนาแรงงานรับ4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287972

ปี60ปล่อยกู้51ล้าน พัฒนาแรงงานรับ4.0

ปล่อยกู้่, ดอกเบี้ยต่ำ, พัฒนาแรงงาน, รองรับ40, นายธีรพล ขุนเมือง, อธิบดีกพร, ในปี60, 51ล้าน, ปี60ปล่อยกู้51ล้าน, พัฒนาแรงงานรับ40, กพร

ก.แรงงาน เผย ปี 60 ปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยแล้วกว่า 51 ล้านบาท ให้ผู้ประกอบการ 64 แห่ง นำไปฝึกอบรมพัฒนาแรงงานรับ 4.0

        เมื่อวันที่ 17ก.ค.2560 – นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้มีประกาศกำหนดวงเงินกู้ยืมและการชำระเงินคืนกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน แบบไม่มีดอกเบี้ย และชำระคืนภายใน 1 ปี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2560 จากระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา มีสถานประกอบกิจการให้ความสนใจยื่นเอกสารขอกู้จำนวน 10 แห่ง คณะกรรมการส่งเสริมฯ พิจารณาอนุมัติให้แล้ว 3 แห่งเป็นเงินจำนวน 1,479,000 บาท สำหรับอีก 7 แห่งจะเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาในวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ในวงเงิน 2,950,000 บาท ที่ผ่านมาในปี งบประมาณ 2560 มีผู้ประกอบการกู้ยืมไปใช้ในการฝึกอบรมพนักงานแล้วจำนวน 64 แห่ง เป็นเงิน 51,320,800 บาท จากวงเงินทั้งหมด 67,695,300 บาท คงเหลือเพียง 16,374,500 บาท สิ้นสุด 7 มิถุนายน 2561

ปี60ปล่อยกู้51ล้าน พัฒนาแรงงานรับ4.0

นายธีรพล  ขุนเมือง

สำหรับสถานประกอบกิจการที่กู้ยืมเงินกองทุนฯ ไปใช้ในการพัฒนาพนักงาน และนำไปใช้เกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือแรงงานนั้น อาทิ บางบริษัทนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาบุคลากรตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จนถึงระดับผู้บริหาร ถึง 29 หลักสูตร เช่น การฝึกอบรมพนักงานอะไหล่ ระดับ 1 และระดับ 2 ช่างซ่อมตัวถังระดับ 1 ระดับ 2 และระดับ 3 การฝึกอบรมแก่ครูฝึกผู้บริหารงานบริการ ผู้จัดการลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ ให้ความสำคัญของการพัฒนาบุคลากร โดยบริษัทไม่ต้องนำเงินในส่วนการฝึกอบรมของบริษัทมาใช้เลย สามารถนำเงินที่ต้องกันไว้เพื่อการพัฒนาบุคลากรไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ

บางแห่งได้นำเงินกู้ยืมไปใช้ในการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้เกี่ยวกับการจัดทำมาตรฐานฯ เพื่อใช้เฉพาะในสถานประกอบกิจการเอง ซึ่งได้รับประโยชน์ถึง 3 ต่อคือการนำเงินกู้ไปใช้ประโยชน์โดยไม่มีดอกเบี้ย มีสิทธิรับเงินอุดหนุนเมื่อนำมาตรฐานที่ใช้เฉพาะกิจการไปใช้ตามข้อกำหนด สามารถนับจำนวนพนักงานที่ผ่านการอบรม ประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้ด้วย นอกจากนั้นยังนำเงินกู้ยืมกองทุนฯ ไปใช้จัดอบรมพนักงาน เรื่องการจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงาน ในสาขาช่างซ่อมเครื่อยนต์ดีเซล 6 สูบ สาขาช่างซ่อมบำรุงชุดโม่เดินระบบไฮดรอลิค และสาขาช่างประกอบกระบอกไฮดรอลิค สำหรับปั้นจั่นตอกเสาเข็ม เป็นต้น

ปี60ปล่อยกู้51ล้าน พัฒนาแรงงานรับ4.0

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า การปล่อยกู้เงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานนั้น ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานประกอบการให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะฝีมือให้กับพนักงานของตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตาม 8 วาระปฏิรูปเร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ด้านการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ไทยแลนด์ 4.0 จึงได้กำหนดมาตการในหลายๆ ด้าน ไม่เพียงแต่การกู้ยืมเงินเท่านั้น ยังมีมาตการอื่นๆ อาทิ ฝึกอบรมพนักงานเกินกว่าร้อยละ 70 ส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 70 นั้น กพร.ยังให้เงินอุดหนุนอีกรายละ 200 บาทต่อคนอีกด้วย

 

ปี60ปล่อยกู้51ล้าน พัฒนาแรงงานรับ4.0

สำหรับผู้ประกอบการที่มีความต้องการนำเงินไปใช้เพื่อพัฒนาบุคลากรของตนเองให้มีทักษะ และมีศักยภาพสูงขึ้น หรือขอรับเงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนในแต่ละกรณี สามารถติดต่อสถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 2643 6039 หรือ 0 2643 4977

3 ด.ประชาชนใช้บริการสิทธิ UCEP กว่า 8 พันราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287913

3 ด.ประชาชนใช้บริการสิทธิ UCEP กว่า 8 พันราย

สพฉ, UCEP, กว่า, พันราย, สพฉ, ศคสสพฉ

สพฉ.เปิดสถิติการให้บริการตามสิทธิ UCEP ตั้งแต่ให้บริการ 3 เดือนไร้ปัญหาผู้ใช้สิทธิกว่า 8 พันราย พบคนกรุงใช้สิทธิมากขึ้น ขณะที่ประชาชนเข้าใจการใช้สิทธิมากขึ้น

สพฉ.เปิดสถิติการให้บริการตามสิทธิ UCEP  ตั้งแต่ให้บริการ  3 เดือนไร้ปัญหา  มีผู้ใช้สิทธิกว่า 8 พันราย พบคนกรุงใช้สิทธิมากขึ้น  ขณะที่ประชาชนเข้าใจการใช้สิทธิมากขึ้น  พร้อมเน้นย้ำประชาชนจดจำ 6 อาการฉุกเฉินวิกฤต

ร.อ.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เปิดเผยผลการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ  (ศคส.สพฉ.) หรือ  UCEP Coordination Center ประจำเดือน มิถุนายน 2560 ว่า พบสถิติผู้ขอใช้สิทธิทั้งสิ้น  2,176 ราย เป็นผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ 1,051  ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยจากสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า  679  ราย จากสิทธิประกันสังคม 124  ราย จากสิทธิข้าราชการ   211  ราย และสิทธิกองทุนอื่น ๆ อีก  16   ราย โดยกลุ่มที่ใช้สิทธิมากที่สุดคือ สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รองลงมาคือสิทธิประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

ขณะที่ยอดสะสมรวม 3 เดือน  ตั้งแต่เริ่มให้บริการตามนโยบาย  “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่”  พบสถิติผู้ขอใช้สิทธิทั้งสิ้น   8,232  ราย   เป็นผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ 3,507  ราย คิดเป็นร้อยละ 42.60  ซึ่งเป็นผู้ป่วยจากสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า    2,299   ราย จากสิทธิประกันสังคม   437  ราย จากสิทธิข้าราชการ    645  ราย และสิทธิกองทุนอื่น ๆ อีก   126 ราย และจังหวัดที่เข้ารับบริการมากที่สุด   คือ  กรุงเทพมหานคร  รองลงมา คือ  สมุทรปราการ ชลบุรี พิษณุโลก นนทบุรี และสมุทรสาคร

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาประชาชนเริ่มเข้าใจการใช้สิทธิมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากสถิติตัวเลขผู้ป่วยที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ในแต่ละเดือนลดลงเรื่อยๆ และ การประสานงานระหว่าง ฝ่ายต่างๆ มีปัญหาอุปสรรคลดน้อยลงเรื่อยๆ    โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ร้องเรียน จำนวน 24  ราย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความเห็นต่างกับผลการวินิจฉัยของแพทย์ และการขอใช้สิทธิ   นอกจากนี้มีการขอคำปรึกษาทางการแพทย์กับแพทย์เวรของศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต จำนวน 63 สาย  และมีสายโทรสอบถามจากประชาชน 3,662 สาย

สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่จะใช้สิทธินี้ได้ต้องเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ตามหลักเกณฑ์การคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉิน วิกฤต คือ  หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง   ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม  เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด แบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด ซึ่งอาการทั้งหมดนี้อยากให้ประชาชนจำให้แม่น

หากพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต  ตาม 6 อาการ ให้รีบโทรสายด่วน 1669 เพื่อเข้าให้การช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมทันที หรือหากสถานพยาบาลมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ โทร 02-8721669 หรือucepcenter@niems.go.th ตลอด24ชั่วโมง

“เชื้อดื้อยาจุลชีพ”คร่าชีวิตคนไทยปีละ3หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287903

“เชื้อดื้อยาจุลชีพ”คร่าชีวิตคนไทยปีละ3หมื่น

อีก30ปีคาดตาย10ล้านครน, ไทย3หมื่น, ทั่วโลกตาย7แสน, เชื้อดื้อยา, พลเรือเอกณณงค์, ณรงค์

รองนายก“ณรงค์”เผย“เชื้อดื้อยาจุลชีพ”คร่าชีวิตทั่วโลก 7 แสนคน เฉพาะไทยเสียชีวิตปีละ 3 หมื่นคน ชงตั้งคกก.ระดับชาติ วางกรอบแก้ไขปัญหาลดการใช้ยาไม่เหมาะสม

          พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลัง การประชุมคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2560 ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 41คนและทรงคุณวุฒิ 10 คน มีบทบาทสำคัญในการลดปัญหาเชื้อดื้อยาของประเทศ ซึ่งปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นปัญหาระดับโลก องค์การอนามัยและสหประชาชาติได้ให้ความสำคัญ มีการประชุมเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่อง

          พลเรือเอกณรงค์ กล่าวต่อว่า ล่าสุดที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 71 เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 ประเทศไทยในฐานะประธานของประเทศ G77 นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงเรื่องการดื้อยาต้านจุลชีพ (High Level Meeting on Antimicrobial Resistance)แสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทย และ กลุ่มประเทศ G77ที่จะร่วมแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาในระดับโลก เน้นความร่วมมือของหน่วยงานและทุกภาคส่วน ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาสูงถึง 700,000 คน

          “หากไม่เร่งแก้ไขคาดว่าในปี 2590 ผู้เสียชีวิตจะสูงถึง10 ล้านคน โดยประเทศในทวีปเอเชียจะมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด 4.7ล้านคน คิดเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจประมาณ3.5พันล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย พบการเสียชีวิตประมาณปีละ30,000คนคิดเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจประมาณ 4.2หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญของเชื้อดื้อยามาจากการใช้ยาต้านจุลชีพที่เพิ่มขึ้นและมีการใช้อย่างไม่เหมาะสม”รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

          พลเรือเอกณรงค์ กล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560 -2564 เป็นแผนยุทธศาสตร์ฉบับแรกของไทย ที่เน้นการแก้ไขปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ เป็นกรอบการทำงานให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

         “1.การเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) 2.การควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพในภาพรวมของประเทศ 3.การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาลและควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม 4.การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยาและควบคุมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในภาคการเกษตรและสัตว์เลี้ยง 5.การส่งเสริมความรู้ด้านเชื้อดื้อยาและความตระหนักด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมแก่ประชาชน และ 6.การบริหารและพัฒนากลไกระดับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนงานด้านการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างยั่งยืน”พลเรือเอกณรงค์ กล่าว

           พลเรือเอกณรงค์  กล่าวอีกว่า ตั้งเป้าบรรลุเป้าหมาย5ข้อคือ ลดป่วยจากเชื้อยาร้อยละ 50 ลดการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับคนร้อยละ 20 และสำหรับสัตว์ร้อยละ30ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและใช้ยาต้านจุลชีพเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ20มีระบบจัดการการดื้อยาที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์มาตรฐานสากล

          รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า สำหรับผลการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ฯในระยะเร่งด่วนปีงบประมาณ2560ได้ดำเนินการตามเป้าหมายดังนี้1.ตั้งคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ 2.มีนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผลที่ครอบคลุมยาต้านจุลชีพ 3.มีการนำร่องระบบการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านบูรณาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย2แห่ง

          “4.มีประกาศฯยกเลิกยาต้านจุลชีพจากยาสามัญประจำบ้าน1ฉบับ5.มีประกาศฯปรับประเภทยาต้านจุลชีพ6.มีประกาศเรื่องควบคุมการผลิต ขาย ใช้ ยาผสมลงในอาหารสัตว์1ฉบับ 7.มีการนำร่องระบบมาตรฐานการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป24แห่งใน12เขตสุขภาพ8.มีการนำร่องระบบมาตรฐานการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยงอย่างน้อย2แห่ง”พลเริอเอกณรงค์ กล่าวในที่สุด

สกอ.ล้อมคอกรับน้องปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287888

สกอ.ล้อมคอกรับน้องปี60

รับน้อง, ล้อมคอก, มาตราการรับน้องปี60, สกอ

สกอ.ได้ส่งหนังสือแจ้งประกาศ สกอ.เรื่อง การจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษา ประจำปี 2560 ไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

       ภายหลังมีการเผยแพร่คลิปการรับน้องของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านโซเชียลมีเดียในลักษณะที่ไม่เหมาะสม โดยมีรุ่นพี่ปาสิ่งที่คล้ายอุจจาระใส่หน้าน้อง กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งต่อมาได้มีการจากรุ่นพี่ของคณะดังกล่าวชี้แจงว่า สิ่งที่นำมาใช้กับรุ่นน้องนั้นไม่ใช่อุจจาระ แต่เป็นฟักทองบด ปลาร้า เศษผักรวมจากตลาด มะเขือเทศ ซึ่งไม่เป็นอันตราย  นอกจากนี้ ยังมีกรณีการรับน้องของคณะหนึ่ง ที่ระบุว่าเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกัน โดยมีการให้รุ่นน้องชายนอนเรียงกันแล้วจับอวัยวะเพศของเพื่อนเป็นแถวๆ และนำนมข้นมาราดบนตัวของรุ่นน้อง ให้เพื่อนรุ่นน้องเลียบริเวณหัวนมนั้น

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.60- ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงเปิดภาคเรียนระดับอุดมศึกษา ดังนั้นจึงเริ่มมีประเด็นในเรื่องการรับน้องที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มีนโยบายชัดเจน ไม่ให้มีการรับน้องนอกสถานที่ หากจำเป็นต้องปฏิบัติตามระเบียบศธ. ว่าด้วยการทัศนศึกษา นอกสถานที่ ซึ่งต้องมีจำนวนอาจารย์ทำหน้าที่ดูแลเด็กนักเรียน นักศึกษาอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้หากสถานศึกษาใดปล่อยให้มีการรับน้องนอกสถานที่ ที่ไม่เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว และมีเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้ หากเป็นการจัดรับน้องในสถานที่จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ และต้องเป็นกิจกรรมที่เตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตการเป็นนักศึกษา ทั้งในเรื่องการเรียนและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ที่สำคัญจะต้องมีอาจารย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)ได้ส่งหนังสือแจ้งประกาศ สกอ.เรื่อง การจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษา ประจำปี 2560 ไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ โดยมีสาระสำคัญ คือ 1. ต้องมุ่งเสริมสร้างกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และก่อให้เกิดภาพลักษณ์เชิงบวกแก่ สาธารณชน 2. ต้องเคารพสิทธิ เสรีภาพและหลักความเสมอภาค ไม่มีความรุนแรงและห้ามล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทั้งทางร่างกายและหรือจิตใจ ไม่ดื่มสุราและเสพสิ่งมึนเมาทุกชนิด

3. ต้องไม่กระทบต่อการเรียนการสอน 4. ต้องอยู่ในความรับผิดชอบ กำกับ ดูแลของผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรทุกคณะ/ภาควิชา และนิสิตนักศึกษารุ่นพี่ รวมถึงต้องให้คำปรึกษาในการจัดกิจกรรมให้มีลักษณะสร้างสรรค์ ไม่ขัดต่อระเบียบสถาบัน กฎหมาย วัฒนธรรม ประเพณีอันที่ดีงาม และ5 ต้องไม่จัดกิจกรรมนอกสถานที่

นอกจากนั้น ได้กำหนดมาตรการในการจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ คือ 1.สถาบันฯต้องเปิดเผยรูปแบบกิจกรรม เพื่อสร้างความเข้าใจแก่นิสิตนักศึกษา บุคลากร ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป 2.ให้นิสิตนักศึกษาใหม่เข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจ เปิดให้ผู้ปกครองเข้าสังเกตการณ์การจัดกิจกรรมได้

3.รุ่นพี่ที่จัดกิจกรรมจะต้องได้รับการพัฒนาทักษะก่อนทำกิจกรรม 4.ให้สถาบันฯมีบทลงโทษทางวินัยอย่างเข้มงวดกับนิสิตนักศึกษา รวมถึงผู้รับผิดชอบและผู้เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

5.สถาบันฯออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับหรือหลักเกณฑ์และมาตรการในการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายของ สกอ. 6.จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อติดตาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แก้ไขปัญหา และประสานกับสื่อมวลชนและผู้ปกครอง 7.สถาบันฯควรมีการประเมินผล มีการยกย่องชมเชยนิสิตนักศึกษาที่มีการจัดกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ และ 8.ให้ผู้บริหารแต่ละสถาบัน ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการตามนโยบายและมาตรการอย่างเคร่งครัด

ส่ง 50 ชื่อนร.สามเสนนอกบัญชีเงื่อนไขพิเศษ(มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287886

 

ส่ง 50 ชื่อนร.สามเสนนอกบัญชีเงื่อนไขพิเศษ(มีคลิป)

“ชนะ” หอบข้อมูลลับชื่อเด็กม.1 เงื่อนไขพิเศษกว่า 50 รายชื่อ ที่ไม่ได้ประกาศบนเว็บไซต์แต่ได้เข้าเรียนยื่น “หมอธี” พร้อมจี้สั่งย้ายผอ.สามเสนฯ ไม่ให้มีอำนาจในร.ร.

       ความคืบหน้ากรณีที่มีการเผยแพร่คลิปผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย รับเงิน 4 แสนบาท แลกรับเด็กเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ซึ่งอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กทม. เขต1

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.60-ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายชนะ วงศ์มุสิก ศิษย์เก่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เดินทางเข้าพบ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อยื่นข้อมูลลับสอบผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยและพวก และทวงถามความคืบหน้าการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยมี ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัด ศธ.รับเรื่องแทน

นายชนะ กล่าวว่า ได้นำข้อมูลซึ่งเป็นรายชื่อของนักเรียนที่เข้าเรียนชั้นม.1 ที่อยู่ในกลุ่มเงื่อนไขพิเศษ กว่า 50 รายชื่อ มาให้ทาง ศธ.เป็นข้อมูลในการสอบสวนผอ.โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ซึ่งกว่า 50 รายชื่อ เป็นคนละกลุ่มกับที่มีการประกาศรายชื่อบนเว็บไซต์โรงเรียน 60 รายเท่ากับว่า โรงเรียนรับเด็กเงื่อนไขพิเศษกว่า 100 ราย ส่วนว่ามีผู้ปกครองรายใดจ่ายเงินหรือไม่นั้น ไม่ขอพูดถึง ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป นอกจากนี้ ยังพบประเด็นมีนายทหารฝากเด็กเข้าเรียน ม.4 แล้วจ่าย 3 แสนบาทด้วย

ขณะเดียวกัน ต้องการมาทวงถามความคืบหน้าการกรณีการสืบสวนข้อเท็จจริงผอ.โรงเรียนสามเสนฯ รวมถึงต้องการเรียกร้องให้ รมว.ศึกษาธิการ สั่งย้ายผอ.โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ไปปฏิบัติงานที่อื่น เพราะแม้นายวิโรฒ สำรวล ผอ.โรงเรียนสามเสนฯ จะได้รับคำสั่งไปปฏิบัติราชการที่ สพม.เขต 1 ในฐานะคณะกรรมการการดำเนินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสังกัด สพม.เขต 1 ตั้งแต่วันที่26 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ในวันเดียวกัน ผอ.โรงเรียนสามเสนฯ ได้ลงนามแต่งตั้ง นางพนัสดา สีมั่น รองผอ.โรงเรียนสามเสนฯปฏิบัติราชการแทนผอ.โรงเรียนสามเสนฯ

“ผมข้องใจในกรณีที่ผอ.โรงเรียนสามเสนฯ ยังมีคำสั่งตั้งรองผอ.โรงเรียนปฏิบัติราชการแทนได้  ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ไม่ถูกต้องเป็นการสั่งซ้ำซ้อน มองว่าคำสั่งย้ายแบบนี้ทำแบบศรีธนญชัย ถ้าเป็นกระทรวงมหาดไทย(มท.) ทำแบบนี้ไม่ได้ เท่ากับว่าเวลานี้ผอ.โรงเรียนสามเสนฯ จึงยังมีอำนาจในการบริหารงาน และแม้ไปอยู่สพม.เขต 1 ก็ยังมีทีมงานของตัวเองอยู่ในโรงเรียน อำนาจยังมีอยู่ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่หลายคนในบ้านเมืองเป็นห่วงจึงอยากเรียกร้องให้ย้ายผอ.โรงเรียนสามเสนฯไปที่อื่น และต้องไม่ให้มีอำนาจหรือเกี่ยวข้องกับการบริหารในโรงเรียนสามเสนฯอีก”นายชนะ กล่าว

ส่วนคลิปความยาว 20 นาทีนั้น นายชนะ กล่าวว่า คลิปดังกล่าวถูกส่งไปยัง ปปท.แล้ว ขณะนี้ผู้ใหญ่หลายคนในบ้านเมือง หรือผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.ได้เห็นแล้ว ทุกคนรู้ปัญหา ซึ่งส่วนตัวอยากให้ ศธ.นำกรณีโรงเรียนสามเสนฯ เป็นตัวอย่าง การฝากเด็กไม่ว่า แต่จะต้องใบเสร็จชัดเจน และอยากเรียกร้องให้ในอนาคตรับนักเรียนด้วยวิธีการสอบ 100%

ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ เพราะไม่สามารถฝากเด็กได้จริงหรือไม่ นายชนะ กล่าวว่ส เรื่องนี้ไม่จริง สาเหตุที่ตนออกมาเรียกร้อง เพราะมีการฝากเด็กเข้าเรียนแบบไม่มีใบเสร็จ ที่ผ่านมาเคยเข้าพบผอ.โรงเรียนสามเสนฯ สามารถฝากเด็กได้ แต่ส่วนตัวไม่เคยเสียเงิน ซึ่งกรณีที่ติดใจคือการฝากมีการรับเงินแต่ไม่มีใบเสร็จ เป็นสิ่งที่ตนและผู้ปกครองติดใจ

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า จะนำเอกสารทั้งหมดมอบให้ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณา เรื่องนี้ทาง ศธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ อยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงและมีความคืบหน้าตามลำดับ

ขณะที่ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ยังไม่เห็นข้อมูลที่นายชนะ ส่งมาซึ่งต้องนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่นๆที่ได้รับมาใหม่อยู่เรื่อยๆ คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย เพื่อเร่งดำเนินการหาข้อเท็จจริง โดยเร็ว

“ส่วนที่นายชนะ เรียกร้องให้ย้าย นายวิโรฒ ออกจากโรงเรียนสามเสนฯ ตนยังไม่ทราบรายละเอียดขอดูข้อมูลต่างๆก่อน เวลานี้ยังไม่สามารถพูดอะไรได้”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ใช้ PLC ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287632

ใช้ PLC ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

พังงา ภูเก็ต ระนอง, ใช้, PLC,  พังงา ภูเก็ต ระนอง

โรงเรียนมัธยม สพม.14 จังหวัดภูเก็ต ใช้ PLC ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

       นายธัชชเวชว์ จันทร์สุขศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 14 ( พังงา ภูเก็ต ระนอง) บรรยายพิเศษและมอบนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สพม.14 แก่ครูโรงเรียนมัธยมศึกษา เครือข่ายสหวิทยาเขตเทพกระษัตรี จังหวัดภูเก็ต สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 14 จำนวน 7 โรงเรียน 600 กว่าคน ในการจัดประชุมโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้กระบวนการ PLC ( Professional Learning Community) “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ”  ณ ห้องประชุมโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต  โดยมีนาวาเอกบวร พรมแก้วงาม รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิด

ใช้ PLC ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

         นายโกศล ใสขาว ผู้อำนวยการโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย ในฐานประธานเครือข่ายสหวิทยาเขตเทพกระษัตรี จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า โครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการ PLC จัดขึ้นเพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักให้แก่ครู เรื่องชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ  สร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้กระบวนการความร่วมมือของ เครือข่ายสหวิทยาเขต โดยได้กำหนดเป้าหมายให้สถานศึกษาทั้ง 7 โรงเรียน มีการพัฒนาผลการทดสอบ O-NET สูงขึ้น ตลอดทั้งยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในภาพรวมของเครือข่ายสหวิทยาเขตเทพกระษัตรี จังหวัดภูเก็ต ในปีการศึกษา 2560 

ก.แรงงาน ฝึก AUTOMATION STUDIO เดินหน้าสู่ไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287696

ก.แรงงาน ฝึก AUTOMATION STUDIO เดินหน้าสู่ไทยแลนด์ 4.0

กแรงงาน, กแรงงาน, ฝึก, Automation, Studio, เดินหน้าสู่ไทยแลนด์, กพร, สพร, สนพ

ก.แรงงาน ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน Automation Studio แก่วิศวกร ช่างเทคนิค กำลังแรงงาน และต่อยอดด้านนวัตกรรมที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล

        นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ในปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ได้มีการนำระบบควบคุมอัตโนมัติมาใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ ในเครื่องจักรที่มีกลไกซับซ้อนและทันสมัย มีการทำงานที่สัมพันธ์กันตลอดเวลา ส่งผลดีลดค่าใช้จ่ายและเวลาการทำงานให้น้อยลง ซึ่งการนำระบบควบคุมอัตโนมัติมาใช้งานนั้น ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการออกแบบระบบ และการจำลองการทำงาน เพื่อลดความผิดพลาดเมื่อนำอุปกรณ์มาใช้งานจริง ขั้นตอนนี้มีความยุ่งยากต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ โดย Automation Studio เป็นโปรแกรมที่ช่วยแก้ปัญหาทั้งในการออกแบบระบบ การจำลองการทำงาน และการจัดเอกสาร สำหรับการออกแบบระบบอัตโนมัติต่างๆ เช่น ระบบนิวแมติกส์ ระบบไฮดรอลิกส์ การควบคุมลำดับขั้นไฟฟ้าและเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

ก.แรงงาน ฝึก Automation Studio เดินหน้าสู่ไทยแลนด์ 4.0

นายธีรพล ขุนเมือง

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ในฐานะหน่วยงานหลักในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทยเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานฝีมือแรงงาน ซึ่งสอดคล้อง 8 วาระปฏิรูป กระทรวงแรงงาน เพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ Thailand 4.0 ภายในการนำของพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มองว่าเป็นโอกาสดีที่จะมีถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน Automation Studio ให้แก่วิศวกร ช่างเทคนิค กำลังแรงงาน และต่อยอดด้านนวัตกรรมที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรม4.0 จึงดำเนินการโครงการศึกษารูปแบบการฝึกอบรมการออกแบบระบบควบคุมอัตโนมัติด้วยโปรแกรม Automation Studio

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า ตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม 18 ชั่วโมง ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในหัวข้อการใช้โปรแกรม Automation Studio ออกแบบการทำงานของวงจรนิวแมติกส์ วงจร PLC และการจำลองการทำงาน เป็นต้น การฝึกจึงเน้นที่กลุ่มเป้าหมายเจ้าหน้าที่ของกพร.และพนักงานของสถานประกอบกิจการในอุตสาหกรรมการผลิตที่มีความรู้พื้นฐานทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สาขาเครื่องกล สาขาเทคโนโลยีอัตโนมัติ ฝึกอบรม 2 รุ่น รวมจำนวน 40 คน เมื่อผ่านการฝึกอบรมบุคคลเหล่านี้จะเป็นวิทยากรต้นแบบในการถ่ายทอดความรู้และทดสอบไปยังหน่วยงานในสังกัดของกพร. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) และสถานประกอบกิจการ พร้อมจัดทำเป็นหลักสูตรกลางอีกด้วย

ก.แรงงาน ฝึก Automation Studio เดินหน้าสู่ไทยแลนด์ 4.0ก.แรงงาน ฝึก Automation Studio เดินหน้าสู่ไทยแลนด์ 4.0

“โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการของกพร. ที่มีส่วนในการสนับสนุนการขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้านอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ที่มีความต้องการแรงงานฝีมือเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ได้ยกระดับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 แห่ง ให้เป็นสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อพัฒนาแรงงานให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่ และสร้างมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพิ่มความมั่นใจให้แก่นักลงทุนพร้อมก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในอนาคตเช่นกัน” อธิบดีกพร. กล่าว