ยกระดับผู้สอนอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287639

ยกระดับผู้สอนอุดมศึกษา

มจธ, ยกระดับคุณภาพผู้สอน, IDE Center, มกค, มจธ, สวทน

ม.หอการค้าไทย จับมือ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัด Social Entrepreneurship และ Design Thinking Bootcamp ยกระดับผู้สอนจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

       ศูนย์สร้างผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม (IDE Center) โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย(มกค.) ผนึกกำลังร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดโครงการอบรมSocial Entrepreneurship Bootcamp และ Design Thinking Bootcamp KX Building ในเดือนกรกฎาคม 2560 ให้แก่อาจารย์ผู้สอนระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการสอนกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมนักศึกษาให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม

       โครงการดังกล่าวได้รับเกียรติจากวิทยากรระดับนานาชาติ ได้แก่ ดร.เอ็ดเวิร์ด รูเบช IDE Program Directorที่มีประสบการในการสร้างผู้ประกอบการในประเทศไทยมากว่า 15 ปี ไบรอัน คอตเตอร์ ผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจด้านเทคโนโลยีในประเทศเวียดนาม และ แองเจล่า ลี ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรม และ Design Thinking จาก China Bridge เซี่ยงไฮ้ ที่จะมาเผยประสบการณ์ และแนะนำเทคนิคการสอนให้แก่อาจารย์ที่เข้าอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการถ่ายทอดแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการ และทักษะที่จำเป็นให้แก่นักศึกษาและผู้สนใจต่อไป

      ดร.เอ็ดเวิร์ด กล่าวว่า การพัฒนาคณาจารย์ผู้สอนด้านการประกอบการเป็นความท้าทายและจำเป็น เพื่อสามารถต่อยอดแนวคิดและกระจายองค์ความรู้เข้าสู่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ ในการอบรมคณาจารย์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่พยายามเปลี่ยนกระบวนการสอนให้เป็น Action Based Learning ซึ่งเป็นกระบวนการที่ได้รับการถ่ายทอดจาก MIT แต่ยังเปลี่ยนทัศนคติให้เน้นการลงมือทำจริง นอกเหนือจากการออกไปบรรยายหน้าห้อง นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการคือจะต้อง See Different Think Big Act Small ซึ่งคือการมองต่างและกล้าที่จะคิดการใหญ่ และลงมือทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ต่อเนื่องไม่หยุดยั้งนั่นเอง

      นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างสถาบันยังรวมถึงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถคิดและออกแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อมอบโซลูชั่นที่มีคุณค่าให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ด้วยกระบวนการ Design Thinking โครงการเหล่านี้ถือเป็นการวางรากฐานระบบนิเวศ หรือ Ecosystem ที่จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมที่เกิดจากไอเดียสร้างสรรค์สังคมอย่างยั่งยืน

       ความร่วมมือระหว่าง มกค. และ มจธ. ยังได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สำนักงานคณะกรรมการ นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.), Startup Thailand, Startup Thailand Academy, บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม และ Knowledge Exchange

ครึ่งชม. รู้ผล ” อัลไซเมอร์” ผ่านแอปพลิเคชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287641

ครึ่มชม. รู้ผล ” อัลไซเมอร์” ผ่านแอปพลิเคชั่น

แอปพลิเคชั่น, ครึ่มชม, รู้ผล, อัลไซเมอร์, ผ่านแอปพลิเคชั่น,  อัลไซเมอร์, super-aged society, Alzheimers, Orientation, Memory, Language, Verbal description ability, NECTEC

มธ.คิดค้นแอปพลิเคชั่น “การตรวจคัดกรองโรคอัลไซเมอร์และการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยอย่างอัตโนมัติด้วยเสียงพูด” โดยสามารถใช้งานได้ผ่านสมาร์ทโฟน ทราบผลภายในครึ่งชม.

        มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) คิดค้นแอปพลิเคชั่น “การตรวจคัดกรองโรคอัลไซเมอร์และการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยอย่างอัตโนมัติด้วยเสียงพูด” โดยสามารถใช้งานได้ผ่านสมาร์ทโฟน ทราบผลภายในครึ่งชั่วโมง ปัจจุบันสามารถใช้งานได้จริงในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พบการใช้แอปพลิเคชั่นดังกล่าวมีความแม่นยำร้อยละ 99 พร้อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและโรงพยาบาลได้มาก โดยผลงานดังกล่าวเป็นของ รศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าคณะผู้วิจัย  พร้อมคว้ารางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับโลกจากงานInternational Exhibition of Inventions of Geneva ครั้งที่ 45 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา

รศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่าปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทำการสำรวจผู้สูงอายุมาแล้ว 5 ครั้ง ผลการสำรวจที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการสำรวจครั้งล่าสุดในปี 2557 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรทั้งหมดประมาณ 66 ล้านคนมีสัดส่วนผู้สูงอายุร้อยละ 14.9 ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 10 ล้านคน สอดคล้องกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทยที่ให้ข้อมูลเมื่อปี 2558

ครึ่มชม. รู้ผล " อัลไซเมอร์" ผ่านแอปพลิเคชั่น

โดยคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือในปี2564 สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 20 ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และในอีกไม่ถึง 20 ปีจะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super-aged society) โดยผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งพบว่าผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ร้อยละ 50-70 กำลังเผชิญกับโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s) สาเหตุของภาวะสมองเสื่อม บางรายไม่รู้ตัว ส่วนบางรายรู้ตัวช้าและต้องพบว่ารักษาไม่ได้แล้วอันเกิดจากการตายของเซลล์สมองเร็วกว่าวัยอันควร ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงและเป็นภาระต่อผู้ใกล้ชิดมากขึ้น ประกอบกับการคัดกรองโรคใช้เวลานานและค่าใช้จ่ายสูงตลอดจนการขาดแคลนของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลห่างไกล

มหาวิทยาลัยได้คิดค้นแอปพลิเคชั่น “การตรวจคัดกรองโรคอัลไซเมอร์และการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยอย่างอัตโนมัติด้วยเสียงพูด” สำหรับผู้ที่เข้ารับการคัดกรองโรคทำการตอบคำถาม 21 ข้อ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที โดยคำถามดังกล่าวซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับภาษาไทย เหมาะสมกับบริบทของคนไทย ครอบคลุมทุกแง่มุม เช่น ด้านการรับรู้สภาวะรอบตัว (Orientation) เช่น ถามคำถามเรื่องเวลาและสถานที่ ณ ขณะนั้น, ด้านความตั้งใจและการคำนวณ เช่น การลบเลขทีถอยหลังทีละ 7 , ด้านความจำ (Memory) เช่น บอกที่อยู่ บอกชื่อบุคคล, ด้านภาษา (Language) เช่น การบอกชื่อของสิ่งของ, ด้านความสามารถในการใช้ภาษาในการพูดอธิบาย (Verbal description ability) การเล่าเรื่องหรืออธิบายสถานการณ์จากภาพ เป็นต้น

ครึ่มชม. รู้ผล " อัลไซเมอร์" ผ่านแอปพลิเคชั่น

รศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต

เมื่อตอบคำถามครบ เสียงพูดของผู้เข้ารับการคัดกรองจะถูกนำไปวิเคราะห์ ทั้งคุณลักษณะทางสัญญาณ เช่น ความถี่มูลฐาน, ความเข้ม, การหยุด, จังหวะในการพูด และวิเคราะห์คุณลักษณะการใช้คำประเภทของคำต่าง ๆ ในภาษาเช่น คำนาม, คำสรรพนาม, คำกริยา, คำวิเศษณ์ เป็นต้น จากนั้นปัญญาประดิษฐ์จะประมวลผลออกมา 3ระดับ คือผู้มีภาวะปกติ, ผู้มีภาวะความจำบกพร่องเล็กน้อยและผู้ป่วยอัลไซเมอร์  ซึ่งถือว่าสามารถประหยัดเวลาได้มากจากเดิมใช้เวลา 2-3ชั่วโมงและมีความถูกต้องเพียงร้อยละ 70-90 ที่สำคัญสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการตรวจและประหยัดงบประมาณของโรงพยาบาลจากการซื้อเครื่องตรวจ ตลอดจนระยะเวลาในการตรวจที่กินเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ทำให้ทางคณะผู้วิจัยกำลังพัฒนาให้ระบบมีการประมวลผลที่รวดเร็วและรองรับภาษาอื่นมากยิ่งขึ้นเพื่อให้การใช้งานมีความครอบคลุมและขยายผลสู่ผู้ป่วยกลุ่มอื่น

ทั้งนี้ ซึ่งแอปพลิเคชั่นนี้สามารถใช้งานได้ผ่านสมาร์ทโฟนและมีความแม่นยำถึงร้อยละ 99 ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าวเป็นการทำการวิจัยแบบบูรณาการร่วมกับ พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญชโรจน์ จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ดร.จุฑามณี อ่อนสุวรรณภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์  และดร.กฤษณ์ โกสวัสดิ์ จากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)  และใช้งานคัดกรองโรคให้ผู้ป่วยจริงในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และเป็นที่น่าภาคภูมิใจที่งานชิ้นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่สร้างคุณประโยชน์แก่วงการแพทย์ของไทยเท่านั้น แต่ยังได้รับรางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับโลกจากงานInternational Exhibition of Inventions of Geneva ครั้งที่ 45 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

ครึ่มชม. รู้ผล " อัลไซเมอร์" ผ่านแอปพลิเคชั่น

สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ งานสื่อสารองค์กรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โทร.02-564-4493 หรือwww.tu.ac.th

ดูทีวีชัดแจ๋วทุกที่ ถ้ามีสายอากาศอัจฉริยะ (มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287738

 

ดูทีวีชัดแจ๋วทุกที่ ถ้ามีสายอากาศอัจฉริยะ (มีคลิป)

หมดปัญหาเรื่องการหาคลื่นสัญญาณ และที่วางสายอากาศอีกต่อไป ซึ่งนวัตกรรมใหม่ตอบสนองระบบดิจิทัลในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของสังคมปัจจุบัน โดยนักวิจัย คณะวิศวะจุฬาฯ

       การเรียนรู้ที่แตกต่าง พัฒนาสู่ความสำเร็จ ก้าวทันประเทศไทยยุค4.0ใครบ้างจะรู้ว่า จากคนที่ชอบเรียนรู้ และคิดต่าง จะทำให้เกิดความสำเร็จที่เป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงสุด ด้วยคำว่า “ใช้ได้ เรียนได้ และขายได้”เป็นการพัฒนาจากงานประจำพัฒนามาสู่งานวิจัย “สายอากาศอัจฉริยะ” จนคว้ารางวัลด้านสร้างสรรค์นวัตกรรมมุ่งขยายสู่อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ต้องการความทันสมัย รองรับยุคดิจิตอล4.0

       ยากิ หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “เสาร์อากาศแบบก้างปลา” และเสาร์อากาศแบบหนวดกุ้ง ไม่ใช่ปัญหาในการติดตั้งเพื่อรับสัญญาณโทรทัศน์อีกต่อไป ปัญหาสัญญาณโทรทัศน์ขาดหาย ทั้งจากสภาพอากาศ สภาพแวดล้อม เหล่านี้กำลังจะหมดไป ด้วยสิ่งประดิษฐ์คิดค้นจากนักวิจัยของไทยที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงการการศึกษาไทยและวงการเทคโนโลยีด้านโทรทัศน์ในระดับโลก ของ”ธีรพงษ์ ประทุมศิริ หรือพี่ “โต”

ดูทีวีชัดแจ๋วทุกที่ ถ้ามีสายอากาศอัจฉริยะ (มีคลิป)

  นายธีรพงษ์ ประทุมศิริ  

       “ธีรพงษ์ หรือพี่ “โต”หนุ่มราชบุรี ที่มีความสนใจด้านวิทยุและโทรทัศน์ ด้านการสื่อสาร สำเร็จการศึกษาคอบ. (ไฟฟ้าสื่อสาร) สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทเวศร์ (ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทเวศร์) และ วศ.ม. (นิวเคลียร์เทคโนโลยี) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริการการศึกษา (ครูปฏิบัติการ) (ชำนาญการ) ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ได้รับรางวัลบุคลากรสายสนับสนุนผู้มีผลงานดีเด่นระดับชาติ ด้านสร้างสรรค์นวัตกรรม จากที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท) ประจำปี 2559 ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มคิดค้นการผลิตสายอากาศอัจฉริยะแบบติดตั้งไว้ในโทรทัศน์ ร่วมกับคณะผู้วิจัย ประกอบด้วย ภาณุวัฒน์ จันทร์ภักดี อภินันท์ อินทร์ไชยา บุคลากรภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยนักวิจัยคือพรมม์ปภัส ภัครพรพรรณ์ ทำหน้าที่สนับสนุนความร่วมมือทางด้านงานวิจัยและพัฒนาของคณะวิศวกรรมศาสตร์และส่วนงานอุตสาหกรรมซึ่งได้จดสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาในนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

         พี่โต เล่าว่างานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย หรือ R2R (Routine to Research) ซึ่งในปี 2558 รัฐบาลได้ประกาศเปลี่ยนระบบสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอะนาล็อกมาเป็นระบบดิจิตอล และรัฐบาลได้แจกคูปอง 690 บาท ให้ประชาชนจำนวน 22 ล้านครัวเรือน นำไปแลกซื้อ Set Top Box หรือใช้เป็นส่วนลดในการซื้อโทรทัศน์ iDTV เครื่องใหม่ การเปลี่ยนระบบสัญญาณโทรทัศน์ดังกล่าวทำให้การติดตั้งระบบสายสัญญาณเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบของสายอากาศที่ติดที่ผนังอาคารภายในอาคาร ซึ่งเดิมทีสายรับสัญญาณโทรศัพท์จะเป็นเสาที่ติดตั้งบนที่สูงนอกอาคาร ที่เรียกว่า “เสาอากาศ” ต่อมาก็พัฒนามาเป็นเสารับสัญญาณภายในอาคาร ที่เรียกว่า “เสาหนวดกุ้ง” จนกระทั่งเมื่อปี 2558 ประเทศไทยต้องเปลี่ยนระบบสัญญาณโทรทัศน์เป็นระบบดิจิตอล ทุกครัวเรือนต้องใช้สายอากาศแบบใหม่ที่ติดตามผนัง

ดูทีวีชัดแจ๋วทุกที่ ถ้ามีสายอากาศอัจฉริยะ (มีคลิป)

        “สอนแล็บให้แก่นิสิตจุฬาฯ นับตั้งแต่ปี 2528 ในวิชาสายอากาศกับการศึกษาดาวเทียม และคลุกคลีในวิชาชีพนี้มาตลอด จนกระทั่งปี 2556 ที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนระบบโทรทัศน์จากระบบ อนาล็อคเข้าสู่ระบบดิจิตอล และทีวีจอแบน ซึ่งไม่มีพื้นที่สำหรับการติดตั้งเสาอากาศแบบยากิ (ก้างปลา) หรือแบบหนวดกุ้ง นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องการคิดสร้างเสาอากาศแบบใหม่ที่สามารถมาแทนเสาอากาศแบบก้างปลาและหนวดกุ้ง และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเสาอากาศทั่วไปเมื่อพูดถึงนวัตกรรม ซึ่งหมายถึง การคิดได้ ทำได้ และขายได้ และการที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมได้ คือ เราต้องเป็นคนที่คิดต่าง เพราะหากเราทำเหมือนคนอื่น เราก็ต้องทำให้ดีกว่าเขา ซึ่งมันเหนื่อย นี่จึงเป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้นผลงานวิจัยชิ้นนี้ โดยผมมีไอดอลคือ สตีฟ จ๊อบส์นี่คือการพัฒนาจากงานประจำมาสู่งานวิจัย หรือ Routine to Research (R2R) ที่ทำให้เกิด 3 ได้ คือ ใช้งานได้จริง ประกอบการเรียนการสอนได้ และขายได้” พี่โตกล่าว

       เขาจึงเริ่มลงมือวิจัยโดยมีพรมม์ปภัส เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ ILP เป็นผู้ช่วยวิจัย โดยวิจัยตั้งแต่ปี 2554 และขอทุนทำวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เงินทุนวิจัยเป็นเงิน 50,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี และเมื่อเริ่มทดสอบสัญญาณกับจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพและต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นอาคารสูง กระจกบ้าน และกระจกรถยนต์ ก็ได้รับผลการทดสอบ้เป็นที่น่าพอใจและได้ผลดีมาก

ดูทีวีชัดแจ๋วทุกที่ ถ้ามีสายอากาศอัจฉริยะ (มีคลิป)

       ผ่านการทดสอบ 4 ถึงขั้นตอน ได้แก่ 1) การทดสอบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (lab test) ผ่านห้องปฏิบัติการของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ 2) การทดสอบภาคสนาม (field test) ณ ชั้นที่ 20 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ 3) การทดสอบติดตั้งในรถยนต์ (drive test) ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และ 4) การทดสอบวัดในสภาพแวดล้อมใช้งานจริง (indoor reception test) จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และปัจจุบันได้มีการจดสิทธิบัตรจากกระทรวงพาณิชย์ และอนุสิทธิบัตรสำหรับการต่อยอดเป็นใบที่ 3 ในนามของจุฬาฯ กับสถาบันทรัพย์สินทางปัญญาแห่งจุฬาฯ โดยได้มีการพัฒนาจากเดิมซึ่งเป็น Micro-strip antenna ที่ผู้ใช้สามารถติดตั้งได้ด้วยตัวเอง มีอัตราการขยายสัญญาณสูง รับสัญญาณได้รอบตัว เหมาะสำหรับการติดตั้งในอาคาร มีความหนา 1.6 มล. มาเป็นแบบ Antenna Flexible ซึ่งเป็นฟิล์มขนาดบาง 0.3 มล. โดยผลิตจากโพลีไอไมน์ (Polyimide) สามารถทนความร้อนได้ถึง 400 องศาเซลเซียส เหมาะกับการติดตั้งในสภาพทุกพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผิวโค้ง อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย กระจกรถยนต์

        จากนั้นได้นำสิ่งที่ได้ไปถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นิสิตนักศึกษาเมื่อผลการทดสอบได้ผลดี จึงนำไปสู่การผลิตชิ้นงานสายอากาศอัจฉริยะแบบติดตั้งไว้ในโทรทัศน์ดิจิทัล แบบ Micro Stip และโดยยื่นขอจดอนุสิทธิบัตร ปัจจุบันได้รับการจดอนุสิทธิบัตรใบที่ 3 จากกระทรวงพาณิชย์ และถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยจริงสู่นำไปสอนนิสิตในรายวิชาที่สอน ซึ่งปัจจุบันสอนรายวิชาให้กับนิสิตคณะวิศวกรรม จำนวน 2 วิชา คือ วิชาวิศวกรรม และวิชาวิศกรรมสายอากาศ

ดูทีวีชัดแจ๋วทุกที่ ถ้ามีสายอากาศอัจฉริยะ (มีคลิป)

       พี่โต บอกว่า จากข้อมูลการแจกคูปองเพื่อนำไปแลกซื้อ Set top box พบว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากรถึง 65 ล้านคน 22 ครัวเรือน และมีทีวีถึง 40 ล้านเครื่อง ซึ่งนับว่าเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มหาศาล จึงนำเสนอผลงาน “สายอากาศอัจฉริยะแบบติดตั้งไว้ในโทรทัศน์ดิจิทัล”สู่ภาคอุตสาหกรรม ได้ทำการเสนอขายให้กับบริษัท ATP จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการรถรับ-ส่งพนักงานบริษัทในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ปัจจุบันได้ติดตั้งสายอากาศอัจฉริยะที่กระจกรถบัส จำนวน 200 คัน ซึ่งผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจอย่างมากไม่พบปัญหาในการรับสัญญาณแต่งอย่างใด

      นี่คือสัญญาณว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้รับชมภาพและเสียงผ่านสื่อโทรทัศน์ทั้งในระบบ Analog และระบบ Digital ที่ใช้สายอากาศอัจฉริยะซึ่งคิดค้นโดยคนไทย ตรงตามรูปแบบการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล นำไปติดตั้งได้ทุกที่ เช่น บนผนัง บนทีวี บนกระจกสำนักงาน หรือแม้แต่บนกระจกรถยนต์เหมาะกับประเทศไทยยุค 4.0 นี้จริงๆ

สธ.จับมือญี่ปุ่น พัฒนาประกันสุขภาพยั่งยืนสู่สังคมสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287694

สธ.จับมือญี่ปุ่น พัฒนาประกันสุขภาพยั่งยืนสู่สังคมสูงอายุ

สธ, สธจับมือญี่ปุ่น, Long Term Care Manager, Care Giver

ไทย-ญี่ปุ่น จับมือลงนาม MOU พัฒนาประกันสุขภาพยั่งยืนสู่สังคมสูงอายุ ร่วมสนับสนุนประชาคมโลกให้มีสุขภาพดี เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ

       ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan Health Ministers Meeting) จัดขึ้น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2560 ว่า การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความร่วมมือด้านประกันสุขภาพและการเตรียมพร้อมสู่สังคมสูงอายุในประเทศกลุ่มอาเซียน   ซึ่งประเทศไทยและประเทศกลุ่มอาเซียนได้ร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนในประเด็นสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การประกันสุขภาพและการพัฒนาระบบสุขภาพสู่สังคมสูงอายุ โดยประเทศไทยและญี่ปุ่นได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ ยกระดับความร่วมมือในระยะยาวสำหรับพัฒนาระบบสุขภาพสู่สังคมผู้สูงอายุ

 ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จของการดำเนินงานด้านสาธารณสุขของประเทศไทย เกิดจากการสนับสนุนระดับนโยบายอย่างยั่งยืน ความทุ่มเทของบุคลากรด้านสุขภาพ การบูรณาการระหว่างกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและชุมชน รวมถึงการสนับสนุนจากครอบครัวและผู้ป่วย เช่น การพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ  รัฐบาลไทยได้สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการ รองรับสังคมผู้สูงอายุ ได้อนุมัติงบประมาณ  600 ล้านบาทในปี 2559 และ 900 ล้านบาทในปี 2560 ให้หน่วยบริการ กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น บริหารและจัดสรร ให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแล โดยผู้ดูแลที่ผ่านการอบรม ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำแนวทางและฝึกอบรมมาตรฐาน สำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาและจัดทำแผนการดูแลส่วนบุคคล ปัจจุบันผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 20 หรือเกือบสองแสนคนได้รับการดูแล จากผู้จัดการระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขในพื้นที่ (Long Term Care Manager) จำนวน  8,000  คน และผู้ดูแลได้รับการฝึกอบรม  (Care Giver) จำนวน 44,000 คน  นอกจากนี้  รัฐบาลได้บูรณาการการทำงานของ 4 กระทรวงด้วยยุทธศาสตร์ 3 S คือ 1.Strong การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุให้แข็งแรง 2.Security สร้างความมั่นคงปลอดภัยให้ผู้สูงอายุ และ3.Social Participation การมีส่วนร่วมในสังคม ให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี บรรลุเป้าหมาย “ผู้สูงวัย คือหลักชัยของสังคม”

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนประเทศกลุ่มอาเซียนมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนระบบประกันสุขภาพและการพัฒนาการแพทย์ปฐมภูมิ   และประเทศไทย-ญี่ปุ่น ก็มีความร่วมมือกันหลายด้าน เช่น การนำประสบการณ์ของทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาขีดความสามารถด้านประกันสุขภาพให้กับประเทศต่างๆ ความร่วมมือพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาวโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน รวมถึงความร่วมมือด้านการพัฒนาสุขภาพโลก ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และภายใต้การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้  จะเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนประชาคมโลกให้มีสุขภาพดี เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ทต.ไผ่กองดินแชมป์ แก้ปัญหาขยะล้นชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287637

ทต.ไผ่กองดินแชมป์ แก้ปัญหาขยะล้นชุมชน

แก้ปัญหาขยะชุมชน, ทตไผ่กองดินแชมป์, แก้ปัญหาขยะล้นชุมชน, อปท, 1 พย2558 - 31 ธค2559, ศูนย์สมุนไพรพอเพียง, ธนาคารขยะรีไซเคิล, นายทีฆโชติ งามถาวรวงษ์, 4 ภาค, สรส, มหาชน, สพบ, นักถักทอชุมชน, ถักทอชุมชน

แก้ปัญหาขยะล้นเมืองที่ทต.ไผ่กองดินได้ผล เมื่อ 3 ชุมชนผนึกกำลังมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะที่ต้นทาง คว้าแชมป์จังหวัดสุพรรณบุรี ฐานะชุมชนมีส่วนร่วมทำให้ขยะลดลง

         ปัญหาขยะล้นเมืองต้องแก้ที่ตัวเรา นี่คือจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาขยะที่เทศบาลไผ่กองดิน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เนื่องจากมีปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นจำนวน 1 ตันต่อวัน ประสบปัญหาเกี่ยวกับการบริหารการจัดการขยะ เช่นเดียวกับหลายๆ ท้องถิ่น ที่ไม่สามารถบริหารจัดการขยะเองได้ จึงนำไปกำจัดที่ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี เสียค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะเป็นเงินจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นขยะอินทรีย์ ขยะทั่วไป หรือขยะที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ขยะอันตรายและขยะรีไซเคิล เมื่อมีโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการคัดแยกขยะที่ต้นทาง ภายใต้กรอบทิศทางการสนับสนุนเงินกองทุนสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 23(4) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุพรรณบุรี เสนอให้อปท.ทุกแห่งส่งชุมชนเข้าประกวด   ทางเทศบาลตำบลไผ่กองดินจึงไม่รอช้าสมัครเข้าร่วมโครงการในทันที เล็งเห็นประโยชน์ขยะลด และสร้างจิตสำนึกให้ชุมชน

เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน เทศบาลไผ่กองดิน จึงได้มอบหมายให้นางมณทิพา ศรีท้าว ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ดูแลโครงการ โดยนางมณทิพา เล่าให้ฟังว่าโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการคัดแยกขยะที่ต้นทาง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีการเตรียมความพร้อมให้กับภาคประชาชนในการคัดเยกขยะที่ต้นทางเพื่อรองรับการจัดการขยะรูปแบบใหม่ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 18 เดือน (1 พ.ย.2558 – 31 ธ.ค.2559) เทศบาลได้ทำการคัดเลือก 3 ชุมชน ครอบคลุมหมู่ที่ 3 และหมูที่ 4 เนื้อที่ 2,187.5 ไร่ จำนวน 42ครัวเรือน มีเป้าหมายเพื่อให้มีชุมชนต้นแบบการคัดแยกขยะที่ต้นทาง อย่างน้อยจำนวน 1 หมู่บ้าน/ชุมชน 2.ปริมาณขยะที่นำไปกำจัดหลังจากการดำเนินโครงการ ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน/ชุมชนต้นแบบ และที่สำคัญโครงการนี้ ได้มีข้อกำหนดชัดเจนว่า ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการทำโครงการจริงๆ “โครงการนี้ ถ้าชุมชนไม่มีส่วนร่วมทำไม่ได้ค่ะ เพราะเขาต้องให้ชุมชนเซ็นต์ยินยอมว่าจะทำโครงการนี้ เราเป็นเพียงคนขับเคลื่อน ประสาน ภายใต้คณะกรรมการที่เราคัดเลือกจากชุมชนทั้งหมด เราดึงเข้ามาทั้งหมดทั้ง โรงเรียน กศน. วัด รพ.สต. ปราชญ์ชุมชน ประธานชุมชน” ผู้อำนวยการกล่าว

ผลการดำเนินโครงการปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัดหลังจากดำเนินโครงการฯ ลดลงร้อยละ 35 ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการจัดการขยะ โดยการรณรงค์ผ่านกิจกรรมทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล และขยะรีไซเคิลแลกบุญ โดยจัดตั้งตะแกรงเพื่อให้ประชาชนสามารถนำขยะรีไซเคิลมาร่วมกิจกรรมได้ ในจุดต่างๆ ในชุมชน เกิดฐานการเรียนรู้ในชุมชน ชุมชนที่ 1 บ้านต้นแบบในด้านการจัดขยะอินทรีย์ และขยะรีไซเคิล ได้แก่ บ้านอาจารย์รำรวล มยุรา บ้านอาจารย์ประไพ สุพัฒธี บ้านนางสาวศุภิสร วงศ์ศิลป์ชัย ชุมชนที่ 2 ชุมชนต้นแบบในด้านการจัดการขยะอินทรีย์ และขยะรีไซเคิล ได้แก่ บ้านนางยุพิณ ทรัพย์พันธ์ (ศูนย์สมุนไพรพอเพียง) โรงเรียนวัดช่องลม (ธนาคารขยะรีไซเคิล) ชุมชนที่ 3 ศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์รวม ได้แก่ บ้านนายสุนทร เจริญผล บ้านนายประจวบ กลั่นศรี

ทต.ไผ่กองดินแชมป์ แก้ปัญหาขยะล้นชุมชน

เมื่อชุมชนร่วมแรงร่วมใจ เทศบาลหนุนเสริมเต็มกำลัง ที่สำคัญไม่ได้ทำเพื่อหวังเพียงรางวัลเท่านั้น แต่หวังเพื่อให้บ้านตนเองสะอาดขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับมาน่าชื่นใจ เมื่อผลการประเมินจากคณะกรรมการแจ้งกลับมาที่เทศบาลว่าโครงการนี้ ผู้ได้รางวัลที่ 1 ประจำจังหวัดสุพรรณบุรี คือ เทศบาลตำบลไผ่กองดินนั่นเอง “ที่เขาถูกใจที่นี่เพราะ 1. ชุมชน เพราะชุมชนทำแล้วมีความสุข ชุมชนมีส่วนร่วม เพราะวันที่คณะกรรมการได้ลงไปตรวจเขาได้เห็นจริงๆ ว่าชุมชนทำจริงๆ คือเขาเห็น เขาเชื่อว่าชุมชนทำ เพราะชุมชนให้ความร่วมมือ คณะกรรมการยังบอกว่าถ้าเรารักษาตรงนี้ไว้ได้ การทำงานทุกเรื่องเราจะได้เปรียบ และที่สำคัญทุกภาคส่วนในชุมชนเข้ามาร่วมกันหมดเลย ชุมชนเวลาเขามาเจอคณะกรรมการเขามีความสุข เขาภูมิใจที่ได้มาทำงานตรงนี้ พอชาวบ้านรู้ว่าได้ที่ 1 เขาก็ดีใจ บอกว่าหายเหนื่อยกับที่ทำมา”

ทต.ไผ่กองดินแชมป์ แก้ปัญหาขยะล้นชุมชน

นายพัสกร อุ่นอ่อน ปลัดเทศบาลตำบลไผ่กองดิน ในฐานะผู้สนับสนุนให้เกิดโครงการกล่าวว่า…”เราไม่ได้คาดหวัง แต่อยากปลุกกระแสให้ชาวบ้านเขารู้จักการแยกขยะ ลดขยะเท่านั้น ก็คิดว่าพอได้ผล ก็มาคุยกับท่านนายก (นายทีฆโชติ งามถาวรวงษ์) ให้ทำโครงการต่อในลักษณะเพื่อนชวนเพื่อน ก็จำแนวคิดจากอาจารย์ทรงพล ว่าไม่ต้องใหญ่ เริ่มจากเล็กๆ ก่อน ถ้าเล็กๆ แล้วโอเคเดี๋ยวก็ขยายไปเอง เรามีต้นแบบในพื้นที่เราแล้วมันก็สะดวก”

อาจารย์ปรีชา บุญเสถียร จากโรงเรียนวัดช่องลม ผู้เข้าร่วมโครงการฯ เผยว่า..” โรงเรียนเป็นธนาคารขยะ มีนักเรียนเข้าร่วม 15 คน มีหน้าที่รับขยะนำมาคัดแยกและไปโรงแยกขยะ และทำน้ำหมักชีวภาพ ทางโรงเรียนมีผักที่แม่ครัวทำอาหารที่เหลือก็นำมาทำ ทำมา 1 ปี ขยะในโรงเรียนลดลง เด็กๆ สามารถแยกขยะได้ ตอนนี้เศษใบไม้เราไม่ทิ้งเอาไปทำปุ๋ย ความคาดหวังต่อโครงการนี้ คือทำให้ขยะลดลงให้มากที่สุดและการปลุกจิตสำนึกนักเรียน

นี่คือความภาคภูมิใจในพลังของของชุมชน และคือความภาคภูมิใจของเทศบาลตำบลไผ่กองดิน ในฐานะผู้ดำเนินโครงการ นางมณทิพา ได้ย้ำถึงความสำเร็จนี้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากการเข้าร่วมอบรมในหลักสูตรนักถักทอชุมชนได้นำสิ่งที่เรียนรู้กับอาจารย์ทรงพล เจตนาวณิชย์ ผู้อำนวยการสรส.ผู้ซึ่งทำหน้าที่วิทยากรให้ความรู้ นำมาปรับใช้ในการทำงานและนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและครอบครัวจนเกิดผลดีกับตนเอง “การดำเนินโครงการนี้ เป็นสิ่งที่เรานำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตรนักถักทอชุมชนมาปรับใช้ เราต้องรู้ด้วยว่าบ้านนี้ ชุมชนนี้จะต้องไปจัดที่บ้านไหน ทำกับใคร คือเราจะไปคิดเองไม่ได้ เราต้องเห็นก่อนเขียนโครงการแล้วว่าลงชุมชนนี้แล้วเราทำได้ ถ้าไม่มองตรงนี้ ถ้าเราได้งบมา เราก็ทำไม่ได้ เพราะบางที่ เป็นปัญหาคือได้งบมาแล้วชุมชนไม่เอา ทำไม่ได้  เหมือนที่อาจารย์ทรงพลบอกให้เขาเห็นประโยชน์แล้วเขาก็จะทำ” นางมณทิพา กล่าวทิ้งท้าย

ทต.ไผ่กองดินแชมป์ แก้ปัญหาขยะล้นชุมชน

เทศบาลตำบลไผ่กองดิน อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี หนึ่งในพื้นที่เป้าหมายในโครงการพัฒนาเยาวชนในชุมชนท้องถิ่น (4 ภาค) ระยะที่ 2 : หลักสูตรนักถักทอชุมชน เพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชนและครอบครัว ดำเนินงานโดยสถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.) มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา สนับสนับโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น (สพบ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย  แม้ว่าโครงการนี้จะเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ปี 2558 แต่การเรียนรู้ที่ได้จากหลักสูตรนักถักทอชุมชน กับบทบาท “นักถักทอชุมชน” ยังขับเคลื่อนอยู่ในหลายพื้นที่ ได้นำความรู้ที่ได้มาช่วยกัน “ถักทอชุมชน”  ให้เจริญก้าวหน้า เช่นเดียวกับที่ทต.ไผ่กองดินได้ทำให้เห็นแล้วนั่นเอง

มหกรรมนวัตกรรมการจัดการศึกษาชายแดนภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287636

มหกรรมนวัตกรรมการจัดการศึกษาชายแดนภาคใต้

ศธ, การศึกษา, ชายแดนใต้

ศธ. เปิดงานมหกรรมนวัตกรรมการจัดการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พัฒนาคุณภาพการศึกษา จชต.

พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมนวัตกรรมการจัดการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งเปิดอาคารกระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้า และมอบนโยบายขับเคลื่อนการจัดการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีพลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายสุเทพ ชิตยวงศ์ เลขาธิการสำนักงานการอาชีวศึกษา มีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย นักเรียน นักศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ และบุคคลทั่วไปกว่า 3,500 คน ณ ค่ายพระสุริโยทัย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีหน่วยงานที่ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ และเยี่ยมชมนิทรรศการ “มหกรรมนวัตกรรมการจัดการศึกษา” นับเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ผู้ร่วมงานและประชาชนทั่วไปที่จะได้รับทราบผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ การจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้การศึกษาแก่ประชาชนในพื้นที่ การจัดการเรียนการสอนมีความหลากหลายตามอัตลักษณ์และบริบทพื้นที่ กระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้าถือเป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ และนโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มั่นใจในแผนยุทธศาสตร์การศึกษาในพื้นที่ 20 ปี ที่ได้จัดทำขึ้นและเป็นแนวทางในการดำเนินงานครอบคลุมทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ย่อย

มหกรรมนวัตกรรมการจัดการศึกษาชายแดนภาคใต้

พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า  รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จึงได้ประกาศให้ใช้ชื่อการจัดการศึกษาว่า “การจัดการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้” ต่อมา จึงได้ประกาศตั้งศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “กระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้า” เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน โครงการ และการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการนำนโยบายการจัดการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

โดยน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักในการทำงานของทุกภาคส่วน “ในส่วนการบริหารจัดการได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 20 ปี พ.ศ. 2560-2579 ที่สอดคล้องกับยุทศาสตร์ชาติ และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 เพื่อเป็นทิศทางในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยกำหนดเป็น 6 ยุทธศาสตร์  คือ 1.) การศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง  2.) การผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะในการแข่งขัน 3.) การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ 4.) การสร้างโอกาส ความเสมอภาคและเท่าเทียมทางการศึกษา 5.) การจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 6.) การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษา ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่

มหกรรมนวัตกรรมการจัดการศึกษาชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหน่วยงานทางการศึกษาทุกระดับ ทุกสังกัด รวมถึงผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนได้ร่วมกันสร้างและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีโอกาสเหมาะสมจึงได้ร่วมกันจัดงาน  “มหกรรมนวัตกรรมการจัดการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยมีกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน อาทิ การจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมการจัดการศึกษาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ การมอบนโยบายการจัดการศึกษาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ กิจกรรม กคศ. สัญจร พบครูจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการของครู โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เผยแพร่นวัตกรรม สร้างการรับรู้ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

แลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-เนเธอร์แลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287635

แลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-เนเธอร์แลนด์

โรงเรียนบ้านตาก, ประชาวิทยาคาร, สุโขทัย-ตาก, AEC

​โรงเรียนบ้านตาก”ประชาวิทยาคาร” แลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-เนเธอร์แลนด์ ปีที่ 5

         โรงเรียนบ้านตาก”ประชาวิทยาคาร”  อ.บ้านตาก จ.ตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 (สุโขทัย-ตาก)  จัดโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-เนเธอร์แลนด์ ปีที่ 5 เพื่อแลกเปลี่ยนภาษา วัฒนธรรม และความเป็นอยู่

แลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-เนเธอร์แลนด์แลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-เนเธอร์แลนด์แลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-เนเธอร์แลนด์

โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีต่อกันของมวลมนุษยชาติ  ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้วิถีชีวิตและปรับตนเองให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ได้เสริมสร้างศักยภาพในการใช้ภาษาต่างประเทศ เพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AEC)  และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศทั่วโลก   ระหว่างวันที่ 11-16 กรกฎาคม 2560

แลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-เนเธอร์แลนด์แลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-เนเธอร์แลนด์

 

เปิดกรุสุดยอดของขลังคู่ความเชื่อชาวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287634

เปิดกรุสุดยอดของขลังคู่ความเชื่อชาวไทย

ของขลัง, ไทยทำทำทำไม, พรหมชาติ, ตำราพรหมชาติ, ปลัดขิก, นางกวัก, ข้างวัดโพธิ์

มิวเซียมสยาม เปิดกรุสุดยอด 4 ของขลังคู่ความเชื่อคนไทย สุดยอดสิ่งประดิษฐ์บรรเทาทุกข์ ในนิทรรศการ “ไทยทำ…ทำทำไม” “โหร – ขิก – กวัก – เสียกบาล”

           “อย่าออกจากบ้าน ถ้าจิ้งจกร้องทัก” ประโยคคุ้นหู ที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นความเชื่อที่คนรุ่นใหม่อาจนึกขัน แต่ความเชื่อที่ดูจะคร่ำครึ งมงาย และห่างไกลจากหลักการทางวิทยาศาสตร์เช่นนี้  ได้กลายเป็นความเชื่อที่ฝังรากลงในสังคมไทยและมีอิทธิพลต่อแนวทางการดำเนินชีวิตของคนไทยในปัจจุบันอย่างมาก ไม่นับเรื่องเล่าปากต่อปาก ตำนานลี้ลับปรัมปรา ซึ่งถูกเล่าขานต่อกันมาจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น ไปจนกระทั่งถึงเครื่องรางของขลังต่างๆ มากมายที่เรามีไว้บูชา  แม้ว่าในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์จะพิสูจน์ได้แล้วว่าความเชื่อเหล่านี้เป็นเพียงแค่เรื่องงมงายไร้สาระ แต่เราก็ไม่เคยคิดที่จะปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ เพราะจริงๆ แล้ว ความเชื่อและวัตถุมงคลเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คนไทยคิดขึ้นมาเพื่อจัดการกับความกลัวและขจัดความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั่นเอง พูดง่ายๆ ก็คือเป็นเสมือนตัวช่วยด้านจิตใจในยามที่ชีวิตต้องมรสุม

“มิวเซียมสยาม” ชวนทุกคนมาร่วมพิสูจน์เครื่องรางของขลังคู่คนไทย 4 ชิ้น จากงานนิทรรศการ “ไทยทำ…ทำทำไม” จะใช่หรือมั่ว ชัวร์หรือไม่! มีอะไรบ้างนั้น มาดูกัน

1) ตำราพรหมชาติ : ปัญญาโบราณ จุดหางเสือนำชีวิต

            ใครใครก็ชอบดูหมอ โหราศาสตร์ดูจะเป็นเรื่องลี้ลับที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ตำราโหราศาสตร์ของไทย เราเหมารวมเรียกว่า ตำรา “พรหมชาติ”  การดูพรหมชาติ เป็นวิธีการทำนายชะตาราศีบนพื้นฐานของปีเกิด เดือนเกิด และวันเกิด เป็นรูปแบบการพยากรณ์แบบหนึ่งในโหราศาสตร์ไทย ซึ่งมีความเชื่อดั้งเดิมมาจากกลุ่มไท-ลาว ผสมผสานกับความรู้ทางโหราศาสตร์ที่ได้รับจากอินเดียและจีน เมื่อมีการพิมพ์เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงได้มีการรวบรวมความรู้การพยากรณ์แบบอื่นๆ เข้าไว้ในชุดเดียวกัน แล้วให้ชื่อว่า “ตำราพรหมชาติ”

ตำราพรหมชาติถูกพิมพ์อีกหลายครั้งและแพร่หลายไปยังหลายภูมิภาค มีการรวบรวมศาสตร์จากตำราพื้นบ้าน ไปจนถึงตำราหลวงรวมไว้อยู่ในเล่มเดียวกัน จนในภายหลัง คำว่า “พรหมชาติ” กลายเป็นคำรวมของตำราดูหมอไทย แทนที่จะเป็นการทำนายตามวิธีการใดเพียงวีธีการเดียว สำหรับคนในสมัยก่อนๆ การดูพรหมชาติ เปรียบเสมือนกับหางเสือที่ช่วยชี้นำเส้นทางการดำเนินชีวิต ทั้งในวันที่ดี และในวันที่ชีวิตสับสน และยังเป็นหลักยึดและช่วยปกป้องภัยอันตรายต่างๆ ที่กำลังจะเข้ามากล้ำกลายอีกด้วย

เปิดกรุสุดยอดของขลังคู่ความเชื่อชาวไทย

            2) ปลัดขิก : กะเจี๊ยวโตเต็มวัย เอาไว้หลอกผี

            เรียก ขุนเพชร คงไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าเป็น “ปลัดขิก” ก็คงร้องอ๋อ  ขุนเพชร หรือ ปลักขิก ทำขึ้นจากไม้หรือโลหะ มีลักษณะเหมือนองคชาต จำลองย่อส่วน โดยปราศจากหนังหุ้มปลาย แต่เดิมนิยมให้เด็กอายุ 3 – 4 ขวบขึ้นไป แขวนไว้ที่บริเวณเอว ให้ห้อยลงมาอยู่ในระดับองคชาต เนื่องจากเด็กในช่วงวัยนี้ เพิ่งจะหย่านม จึงมีภูมิคุ้มกันน้อย โอกาสที่จะป่วยไข้มีมาก ตามความเชื่อโบราณเชื่อว่า ภูตผีจะมาทำให้เด็กเจ็บป่วยไม่สบาย จึงต้องหลอกผีให้เข้าใจผิดไปว่า เด็กชายนั้นไม่ใช่เด็ก แต่โตเต็มวัยสมชายชาตรี โดยมีองคชาตที่ปลายเปิดไม่มีหนังหุ้ม ภูตผีจึงไม่สามารถนำเด็กคนนั้นไปยังโลกแห่งความตายได้

ปลัดขิก หากจะให้มีความขลังยิ่งขึ้น ก็มักจะต้องผ่านการปลุกเสกอีกด้วยตามตำราโบราณ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเชื่อว่าปลัดขิกเป็นของที่ใช้สำหรับเบี่ยงความสนใจของเด็กไม่ให้เล่นอวัยวะเพศของตนเอง เพราะโดยปกติแล้ว เด็กในวัยนี้มักจะเล่นอวัยวะเพศของตนเอง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับนิสัยติดดูดนิ้ว ติดขวดนม คนโบราณจึงทำปลักขิกขึ้นมา เพื่อเป็นการแก้ไขไม่ให้เด็กติดนิสัยเล่นอวัยวะเพศของตัวเองด้วย

เปิดกรุสุดยอดของขลังคู่ความเชื่อชาวไทย

            3) นางกวัก : เทพีบูชา งานลาภงานมงคล

หลายคนอาจจะเคยเห็น แมวกวัก เครื่องรางสไตล์ญี่ปุ่น ไทยเองก็มี แต่อยู่ในรูปหญิงสาว เรียกกันติดปากว่า “นางกวัก”  แต่งกายด้วยชุดไทยสีแดงพร้อมเครื่องประดับ นั่งในท่าคุกเข่าแบบเทพธิดา ส่วนมือทำท่ายกขึ้นกวัก ตามความเชื่อเชื่อว่า นางกวักเป็นเทพีแห่งความเป็นมงคลและโชคลาภ เจ้าของธุรกิจห้างร้านจึงนิยมบูชาติดร้านกันไว้ตั้งแต่โบราณ แม้กระทั่งในปัจจุบัน ยังมีการออกแบบโดยลดทอนรูปลักษณ์ของรูปปั้นนางกวักให้โมเดิร์นเข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น โดยยังคงคอนเซ็ปต์สำหรับใช้เพื่องานลาภงานมงคลเช่นเดิม

เปิดกรุสุดยอดของขลังคู่ความเชื่อชาวไทย

4) ตุ๊กตาเสียกบาล : ตุ๊กตาดินเซ่น ตัวแทนบาปเคราะห์

กบาล เป็นภาษาเขมรหมายถึง หัว  ตุ๊กตา “เสียกบาล” ก็คือ ตุ๊กตา “เสียหัว” นั่นเอง เป็นหุ่นดินเผาที่ปั้นขึ้นใช้ในพิธีกรรมจากความเชื่อทางไสยศาสตร์ของผู้คนในอดีต เมื่อมีคนเจ็บป่วยใกล้ตาย คนไทยในอดีตจึงหาวิธี “หลอกผี” ไม่ให้มาเอาชีวิตผู้นั้น ด้วยการปั้นตุ๊กตาดินขนาดเล็กขึ้นแทนเจ้าตัว ซึ่งจะปั้นแค่ให้เห็นเพศ และรูปร่างลักษณะใกล้เคียงกับตัวคนที่จะแทน เพราะถือว่าปั้นให้ “ผี” จึงไม่ได้จำเป็นต้องออกมาประณีตสวยงามนัก แล้วจึงนำไปเสร็จพิธีเสียกบาล โดยการหักคอตุ๊กตา แล้วเอาไปทิ้งไว้ที่ทางสามแพร่งหรือลอยน้ำไป เพราะเชื่อว่าที่เหล่านี้เป็นแหล่งชุมนุมทางวิญญาณ โดยเชื่อกันว่าตุ๊กตาได้รับเคราะห์แทนไปแล้ว คน ที่ป่วยอยู่จึงไม่เป็นอะไร เสมือนเป็นการผ่องถ่ายสิ่งชั่วร้ายไปยังตุ๊กตา นับเป็นการจัดการความเจ็บป่วยโดยอาศัยวัตถุ เพื่อสื่อสารและต่อรองกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ในยุคที่วิทยาการด้านการแพทย์ยังไม่อาจเยียวยาผู้ป่วยให้หายได้

เปิดกรุสุดยอดของขลังคู่ความเชื่อชาวไทย

สิ่งประดิษฐ์ทางความเชื่อทั้งสี่นี้ สะท้อนความเชื่อแบบไทยไทย ที่ถึงแม้เราจะนับถือพุทธ แต่ความเชื่อเรื่องผี และสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ ก็ยังเป็นหลักยึดให้กับคนไทยในยามที่เราเกิดทุกข์ และต้องการสิ่งบรรเทาด้วยจิตใจ  มิวเซียมสยาม เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ และศึกษาเพิ่มเติมได้แล้วในงานนิทรรศการ “ไทยทำ…ทำทำไม” ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2560  วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ มิวเซียมสยาม ท่าเตียน (ข้างวัดโพธิ์) กรุงเทพฯ เข้าชมฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 ต่อ 543 หรือเข้าไปที่ www.museumsiam.org

กสร.ปล่อยกู้ 10 ล้านบาท ลดภาระหนี้ลูกจ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287631

กสร.ปล่อยกู้ 10 ล้านบาท ลดภาระหนี้ลูกจ้าง

กสรปล่อยกู้, ล้านบาท, ลดภาระหนี้ลูกจ้าง, กสร, ธพว

กสร.อนุมัติเงินกู้ให้สหกรณ์ออมทรัพย์เอสเอ็มอีแบงก์ 10 ล้านบาท เชิญชวนสถานประกอบกิจการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์และกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ ลดภาระหนี้สินให้ลูกจ้าง

           นายอภิญญา สุจริตตานันท์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานได้พิจารณาอนุมัติวงเงินกู้จำนวน 10 ล้านบาท ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เพื่อนำไปให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อลดภาระหนี้อัตราดอกเบี้ยสูงและพัฒนาคุณภาพของพนักงานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์และครอบครัวให้ดีขึ้น ทั้งนี้ กสร. มีกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานซึ่งขณะนี้มีวงเงิน 390 ล้านบาท ให้บริการแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการกู้ยืมเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และได้ให้บริการเงินกู้
แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการและรัฐวิสาหกิจ รวม 260 สัญญา เป็นเงินกว่า 1,999 ล้านบาท สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯกว่า 2.2 แสนคน

รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวต่อไปว่า การจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการเป็นสวัสดิการนอกเหนือกฎหมายที่เป็นหลักประกันในอนาคตให้กับลูกจ้าง พนักงานกรณีที่มีความขัดสนเรื่องค่าใช้จ่ายก็สามารถจะกู้ยืมเงินผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกันและเสียดอกเบี้ยในอัตราถูกซึ่งจะเป็นหนทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้นอกระบบให้กับลูกจ้างได้อีกทางหนึ่ง จึงขอเชิญชวนสถานประกอบกิจการและรัฐวิสาหกิจจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ขึ้น สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองสวัสดิการแรงงาน โทรศัพท์ 0 2245 6774 หรือ 0 2246 0383

“คอมแพคแฟมมิลี่” บ้านรักษ์โลก มทร.ธัญบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287541

“คอมแพคแฟมมิลี่” บ้านรักษ์โลก มทร.ธัญบุรี

คอมแพคแฟมมิลี่, บ้านรักษ์โลก, มทรธัญบุรี, COMPACT FAMILY HOUSE, บูม, วุฒิ

ผลงาน “COMPACT FAMILY HOUSE” ของ “บูม” นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ และ “วุฒิ” นายเสฎฐวุฒิ พันธุมะโอภาส นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

        หนึ่งในผลงานกว่า 60 ผลงาน คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทแบบบ้านไม่เกิน 2 ล้านบาท โครงการประกวดออกแบบบ้านรักษ์โลก จัดโดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ การออกแบบบ้านโครงการประกวดแบบ “บ้านรักษ์โลก” เพื่อค้นหาสุดยอดนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นผลงานการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิด “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก”

“บูม” นางสาวกุลจิรา อธิเศรษฐ์ เล่าว่า เมื่อได้ทราบแนวคิดในการประกวดครั้งนี้ “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ด้วยบ้านรักษ์โลก” จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูล โดยการศึกษาองค์ประกอบรูปแบบบ้าน พบว่ารูปแบบบ้านเรือนไทยมีความเหมาะสมกับวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับคนไทยมากที่สุด โดยจับกลุ่มผู้ใช้อาคารที่ร่วมโครงการ ธอส.เป็นหลัก

“คอมแพคแฟมมิลี่” บ้านรักษ์โลก มทร.ธัญบุรี

แนวคิด “คอมแพคแฟมมิลี่” ความกลมกลืนของครอบครัวทุกช่วงวัย ซึ่งมุ่งเน้นออกแบบเพื่อสามองค์ประกอบหลักคือ 1.simple space – ผู้ใหญ่ 2.one space – ผู้สูงอายุ 3.split space – เด็ก โดยออกแบบพื้นที่ทั้งหมดภายใต้กรอบของเรือนไทยและภาวะน่าสบายนั่นเอง 1.ผู้ใหญ่-การมีพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน หรือร่วมกัน 2.ผู้สูงอายุ-กิจกรรมที่ครบวงจรของบ้านในชั้นเดียว หรือต่างระดับน้อย เพื่อลดทอนปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงวัย 3.เด็ก-พลังที่ล้นเหลือของวัยนี้ที่ต้องการพื้นที่เล่นแม้แต่ในบ้าน เกิดเป็นพื้นที่ทางสัญจรที่เอื้อต่อความสนุก การเชื่อมต่อของกิจกรรมแต่ละพื้นที่อย่างลื่นไหล

“คอมแพคแฟมมิลี่” บ้านรักษ์โลก มทร.ธัญบุรี

“วุฒิ” นายเสฎฐวุฒิ พันธุมะโอภาส เล่าเพิ่มเติมว่า “ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน” แนวคิดในการออกแบบบ้าน พยายามออกแบบตัวบ้านโดยการนำแสงธรรมชาติเข้ามาในบ้านให้มากที่สุด โดยมีช่องเปิดแสงมีระแนงบัง ซึ่งเรียกว่าปรากฏการณ์แสงอินไดเล็ก การออกแบบผนังเกล็ดระบายอากาศใต้หลังคา การทำช่องเปิดระบายอากาศเหนือฝ้าเพดานจนถึงหลังคา จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายอากาศได้ดีขึ้น ฝ้าชายคาระบายความร้อนใต้หลังคา การทำฝ้าชายคาให้มีรูระบายอากาศช่วยให้มีการถ่ายเทความร้อน รวมทั้งลดการสะสมความร้อนและควรมีการติดตั้งตาข่ายกันแมลงด้วย ที่สำคัญมีการปูฉนวนกันความร้อนเหนือฝ้าเพดานจะช่วยกันความร้อนจากชั้นหลังคาไม่ให้ส่งผ่านมาภายในบ้าน

ถือเป็นบ้านรักษ์โลก ที่เหมาะกับภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ต้องขอชื่นชมในแนวคิดว่าที่สถาปนิกในอนาคต