ฟื้นสำเนียง เสียงกลองปูจา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287505

ฟื้นสำเนียง เสียงกลองปูจา

กลองปูจา, ฟื้นสำเนียง, เสียงกลองปูจา, ภาระ, ครูอาร์ท, ก่อนวันพระ

ขึ้นชื่อว่า “ของเก่า” ทั้งที่เป็นสิ่งของจับต้องได้ หรือที่เป็นวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม การแสดงหรือการละเล่นต่าง ๆ

      หากขาดคนรับช่วงสืบทอด ย่อมสูญหายเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยเฉพาะในยุคที่รอบตัววัยรุ่นมีแต่สิ่งเร้า การจะกระตุ้นหรือรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่มารับ “ภาระ” แทนคนรุ่นปู่ย่า ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

      คนล้านนา เสียงที่เป็นมงคล 3 เสียง เสียงฆ้องเสียงกลอง เสียงมองตำข้าว และเสียงตุ๊เจ้าเทศน์ธรรม ซึ่งหากไม่นับ “เสียงมองตำข้าว” ที่หายไปตั้งแต่โรงสีข้าวเข้ามาในชนบท และสิ่งที่กำลังเบาเสียงลงก็คือ “เสียงฆ้องเสียงกลอง” ที่เป็นเสมือนอาณัติสัญญา การสื่อสารในพิธีกรรม บอกสัญญาณวันโกนวันพระ ให้ความบันเทิง รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงศิลปะ วัฒนธรรม เช่น ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฟ้อนหอก ฟ้อนลายการ ฟ้อนผางประทีป ก็เพราะขาดคนสนใจสืบทอด ประกอบกับผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีความรู้ในการตีกลองปูจาต่างก็ทยอยจากไป

ฟื้นสำเนียง เสียงกลองปูจา

        สถาพร จันต๊ะยอด หรือที่เด็ก ๆ เรียก “ครูอาร์ท” ก็เห็นปัญหานี้และเห็นปัญหาที่จะตามมาในอีกหลายอย่าง เพราะ “เสียงกลอง” ผูกโยงไปกับอีกหลาย ๆ เรื่อง พูดง่าย ๆ คือหากไม่มีการตีกลองให้จังหวะ การเต้น การฟ้อน ก็จะหายไปด้วยเช่นกัน…

      ครูอาร์ท จึงชวน เจอากิระ ฝีปากเพราะ ฟิววัชรพงษ์ พรมมา มิกซ์ภูมิพันธ์ จันทร์งาม แป๊ปศุภกร ปาระ เสกพสิษฐ์ สุทธการ เกมส์สุรพงษ์ บุญรอด เกดสวพล เทพอินทร์ ให้มาร่วมกัน“สืบทอดและถ่ายทอดศิลปะการแสดงพื้นบ้าน”

เพราะเรื่องกลองปูจาเป็นวาระของจังหวัดที่กำลังต้องการการรื้อฟื้นให้คนรุ่นใหม่ได้มาสืบสาน และเห็นว่าเด็กๆ หลายคนมีศักยภาพ หลายคนก็สนใจสืบสานประเพณีคนรุ่นปู่รุ่นย่า จึงชวนมาฝึกตีกลอง มาหัดฟ้อน ดาบ ฟ้อนเจิง ทุกวันพระก็จะพาเด็ก ๆ ไปตีกลองในวัดใกล้ ๆ ผู้ใหญ่เห็นก็จะชื่นชม เด็ก ๆ ก็เกิดความภาคภูมิใจ”

      แต่ความสนใจของเด็ก ๆ ไม่ใช่แต่ตีได้ ร่ายรำเป็น ครูอาร์ทบอกว่า เด็ก ๆ สนใจอยากมีความรู้เรื่องประวัติ เรื่องจังหวะระบำ การตี จึงได้ร่วมกันลงพื้นที่ไปสอบถามจากปราชญ์ในชุมชนแล้วนำมาบันทึกไว้ ดังนั้นในการสอนตี หรือสอนฟ้อนในแต่ละครั้งก็จะมีการสอดแทรกเรื่องราวประวัติความเป็นมาไปพร้อม ๆ กันด้วย ข้อมูลที่ได้รับทราบ กลายเป็นความรู้ติดตัวที่ทำให้เวลามีคนมาถามว่า ตีกลองปูจาเพื่ออะไร ทำไมต้องทำ ทีมงานทุกคนจะสามารถตอบได้อธิบายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เสริมการยอมรับจากผู้คนในยามที่ต้องออกแสดงหรือช่วยกิจกรรมของชุมชน

ฟื้นสำเนียง เสียงกลองปูจา

       ครูอาร์ทเล่าว่า การเรียนรู้เรื่องการตีกลองปูจา และฟ้อนดาบฟ้อนเจิง มีส่วนในการขัดเกลาให้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมีการปรับเปลี่ยนตนเองในหลายๆ ด้าน เช่น

          “การที่เด็กมาเรียนเรื่องนี้ จะพัฒนาเด็กจากที่สังเกตคือ 1.ด้านกิริยามารยาท เราจะเน้นเรื่องกิริยามารยาทในการเข้าหาผู้ใหญ่ 2.สมาธิ พัฒนาสมาธิจากเด็กที่ลุกลี้ลุกลน อยู่กับอะไรได้ไม่นาน ก็จะจดจ่อมีสมาธิ เพราะว่าการตีกลองต้องใช้ทักษะของมือ การจำ และการฟ้อนก็เป็นเรื่องการจำ ซึ่งเป็นการพัฒนาสมาธิ และ 3.จิตอาสา ทำให้เด็กไม่เก็บตัว ไม่ปิดกั้นตัวเอง เวลามีกิจกรรมในชุมชนเด็กก็สามารถเข้าไปเป็นตัวประสานในการดำเนินกิจกรรมได้ เด็กกล้าแสดงออก”

      ครูอาร์ทสะท้อนว่า บทบาทการเป็นพี่เลี้ยงกลุ่มเยาวชนนั้น ทำให้ต้องเรียนรู้ที่จะอดกลั้น อดทนต่อความอยากบอก อยากสอน โดยจะปล่อยให้เยาวชนได้คิดเองทำเองก่อน ส่วนการกระตุ้นนั้นจะทำเมื่อเห็นว่า เหนือบ่ากว่าแรง ก็จะเข้าไปแนะนำเพิ่มเติม หรือบางครั้งก็จะใช้วิธีการคุยตัวต่อตัวเพื่อปรับทัศนคติสำหรับเด็กบางคน แต่ส่วนใหญ่ถ้าเห็นว่า มีสิ่งใดที่สามารถสอนได้บอกได้ก็จะสอนไปพร้อมๆ กัน เช่น เรื่องประวัติความเป็นมา ความสำคัญของท่ารำต่างๆ

        สำหรับเด็ก ๆ เมื่อมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะสืบสานและสืบทอดศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ทำให้องค์ประกอบของทีมต้องประกอบด้วยเยาวชนหลายวัย ตั้งแต่น้องมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไปจนถึง พี่ ๆ มัธยมศึกษาปีที่ 6 นอกจากนั้นยังมีพี่ ๆ ระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษาที่ยังคงแวะเวียนเข้ามาช่วยสอน ช่วยดูแลน้อง ๆ ซึ่งเป็นวิธีการสอนเพื่อนรุ่นน้องที่ได้ผลดี เพราะทำให้มีคนที่สามารถสืบทอดรุ่นต่อรุ่นได้โดยไม่ขาดตอน

ฟื้นสำเนียง เสียงกลองปูจา

      เมื่อทีมครบเด็ก ๆ ก็ต้องรู้ว่า สิ่งที่ตัวเองกำลังรับภาระสืบสอดอยู่นั้น มีความหมายกับชีวิต และชุมชนอย่างไร

       เด็ก ๆ จึงไปสัมภาษณ์คุณตาศรีลัย สุทธการ ครูภูมิปัญญาด้านกลองปูจา ทำให้รู้ประวัติความเป็นมา คุณค่าความสำคัญของกลองปูจาที่มีต่อคนล้านนา นอกจากคุณปู่ เด็ก ๆ ยังไปพูดคุย สอบถาม สัมภาษณ์ รวมทั้งสังเกตวิธีการหุ้มกลองปูจาในแต่ละขั้นตอนจากผู้ใหญ่ท่านอื่น ๆ ในชุมชน เพื่อให้รู้วิธีการทำกลอง

       การเก็บข้อมูลของเยาวชนรุ่นใหม่ อาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วย เช่น การถ่ายทำวิดีโอ ซึ่งทำให้มีทั้งภาพและเสียง เก็บทั้งอารมณ์ความรู้สึกของผู้ให้ข้อมูล การเข้าไปเรียนรู้จากของจริงในชุมชน ทำให้เข้าใจได้ว่า การตีกลองปูจานั้น ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ เงื่อนไขด้านบุคลิกภาพเป็นตัวตัดสินว่า ใครจะสามารถตีกลองได้บ้าง คนที่ไม่สามารถตีกลองก็ต้องเลือกตีฆ้อง หรือตีฉาบ ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประกอบการแสดงที่มีความสำคัญเช่นกัน

        จากการสอบถามพูดคุย เด็ก ๆ ได้สัมผัสถึงความเชื่ออันลึกซึ้งของภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้ เช่น การทำกลองปูจาชุดหนึ่งที่มีกลองแม่และกลองลูก ต้องเลือกใช้ไม้ชนิดเดียวกัน และเป็นไม้ต้นเดียวกัน เพราะจะทำให้เสียงตีออกมาในโทนเดียวกัน หนังที่หุ้มกลองปูจาต้องเป็นหนังวัวหรือหนังควายเพศผู้เท่านั้น หรือการตีกลองปูจามี 2 รูปแบบคือ การตีชัยมงคล ซึ่งจะใช้ระบำสะบัดชัย ที่ในอดีตเป็นการตีเพื่อปลุกใจ สร้างความฮึกเหิม แต่ในปัจจุบันมักตีในการต้อนรับแขกบ้าน แขกเมือง ในงานกฐิน ผ้าป่า หรืองานมงคลต่าง ๆ ส่วนการตีพุทธบูชาซึ่งจะตีในวันโกน (ก่อนวันพระ) โดยจะมีการตี 4ระบำตามลำดับคือ สะบัดชัย ตุปี้สิก เสือขบช้าง และจบด้วยระบำล่องน่าน ในจังหวะที่กระชับเร็วและเร้าใจ และในวันพระยังมีการตีรับศีลหลังจากพระสงฆ์ได้เทศนาแล้วอีกด้วย

ฟื้นสำเนียง เสียงกลองปูจา

      เมื่อรู้ซึ้งถึงคุณค่า และความหมาย การจะออกไปช่วยกันสืบทอด จึงไม่ใช่เรื่องของการบังคับ แต่เป็นไปด้วยความสมัครใจ เด็ก ๆ จึงนัดหมายกันเพื่อเรียนการตีกลอง และการฟ้อน ทุกวันพฤหัสบดีหลังเลิกเรียน และวันเสาร์หลังจากเรียนพิเศษ

       อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนกิจกรรมนี้ จะเบียดบังเวลาว่างในชีวิตวัยรุ่น แต่เด็ก ๆ กลับคิดว่า นี่เป็นการผ่อนคลาย เพราะการตีกลอง การฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิงก็เหมือนกับการออกกำลังกาย ดังเช่นในอดีต ที่บรรพบุรุษของชาวล้านนาใช้การตีกลอง และการฟ้อนดาบฟ้อนเจิงวอร์มร่างกายก่อนออกรบ เพื่อให้เกิดความฮึกเหิม และมีกำลังใจ

       มิกช์ เล่าว่า รู้สึกสนุกกับการทำงานลักษณะนี้เพราะได้คุยแลกเปลี่ยน ได้อธิบายสิ่งที่ทำให้คนอื่นได้รับรู้ โดยส่วนตัวของมิกซ์เองบอกว่า ทำให้ตนเองกล้าแสดงออก ซึ่งสามารถปรับใช้ในการเรียน ที่ต้องมีการรายงานหน้าชั้นหรือการนำเสนอต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

       สำหรับเสกบอกว่า การได้เรียนรู้ การฟ้อนเจิง การตีกลองปูจา ทำให้สามารถนำไปต่อยอด เช่น ใช้ในการแสดง การสอนคนรุ่นหลังคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังการฝึกซ้อมถือเป็นการออกกำลังกาย เพราะได้ขยับตัวทำท่าทางต่างๆ ส่งผลทำให้สุขภาพดีขึ้นทั้งร่างกายที่แข็งแรง และจิตใจที่ได้ผ่อนคลายจากความเครียด ความเมื่อยล้าจากการเรียน

      การเรียนรู้ทั้งในมิติของความเป็นมา คุณค่า และการฝึกฝนลงมือทำจนตีได้ ฟ้อนเป็น ได้สร้างความผูกพันกับรากเหง้าที่เป็นตัวตนของคนเมืองน่านให้หยั่งรากฝังลึกลงในตัวของทีมงานทุกคน อย่างที่เกมส์สรุปบทเรียนการเรียนรู้ของตนเองว่า “รู้สึกภูมิใจเป็นคนเมืองน่าน เพราะเกิดมามีวัฒนธรรมที่อบอุ่น”

        ถึงตอนนี้ เชื่อมั่นได้ว่า เสียงกลองปูจายังจะคงดังก้องอยู่คู่เชียงกลางและเมืองน่านไปอีกนานเท่านาน

ถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287510

ถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทาน

ถวายเทียนพรรษา,  พังงา ภูเก็ต ระนอง, ถวาย, เทียน, จำนำพรรษา, พระราชทาน

 คณะครู นักเรียนโรงเรียนตะกั่วป่า “เสนานุกูล” ร่วมพิธีถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทาน

       คณะครู นักเรียนโรงเรียนตะกั่วป่า “เสนานุกูล” สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 14 ( พังงา ภูเก็ต ระนอง) ร่วมพิธีถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทาน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี โดยมี นายศรีพงศ์  บุตรงามดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธี ณ ศาลาการเปรียญวัดนิกรวราราม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา

ถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทานถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทานถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทานถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทานถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทาน


ปลูกป่าเพื่อพ่อสืบสานพระราชปณิธานของพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287506

ปลูกป่าเพื่อพ่อสืบสานพระราชปณิธานของพ่อหลวง

ปลูกป่า, เพื่อ, พ่อ, สืบสาน, พระราชปณิธาน, ของ, พ่อหลวง

“ศธ. ปลูกป่าร่วมใจ  ทำดีเพื่อพ่อ  ณ บริเวณชุมชนบ้านนาเหนือ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช

           สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช  เขต  2 นำคณะผู้ปกครอง ครู นักเรียน  ร่วมกิจกรรมตามโครงการ “ศธ. ปลูกป่าร่วมใจ  ทำดีเพื่อพ่อ  ณ บริเวณชุมชนบ้านนาเหนือ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม2560

ปลูกป่าเพื่อพ่อสืบสานพระราชปณิธานของพ่อหลวง

ปลูกป่าเพื่อพ่อสืบสานพระราชปณิธานของพ่อหลวง

 

นางรชยา สุโพธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาเกลือ  กล่าวว่า  การดำเนินการกิจกรรมดังกล่าวนอกจากร่วมกิจกรรมของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้บุคลากร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของชาติ อีกด้วย

2 นิสิตสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ คว้าแชมป์ออกแบบภายในยอดเยี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287500

2 นิสิตสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ คว้าแชมป์ออกแบบภายในยอดเยี่ยม

ออกแบบ, นิสิตสถาปัตย์ฯ, จุฬาฯ, มหาชน, ณัฐนรี จีระมณีมัย, วรรณฉวี ลิขิตรัตนพร, Life Lab, วรรณฉวี ลิขิตรัตน์, Life  Lab, Lab, Life

สุดเก่ง! 2 นิสิตสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ ไฟแรงคว้าแชมป์ออกแบบภายในยอดเยี่ยม“The Limitless Interior Design Contest by Sansiri & DM HOME”

        นับว่าเป็นเวทีโชว์ฝีมือที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในหมู่นิสิตนักศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาออกแบบ การประกวด “The Limitless Interior Design Contest by Sansiri & DM HOME” ที่มีว่าที่นักออกแบบภายในร่วมส่งผลงานเข้าประกวด โดยล่าสุดบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน)ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม KHUN by yoo inspired by Starck ใจกลางทองหล่อและบริษัทเดคคอร์มาร์ท จำกัด หรือ DM HOME ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านครบวงจรระดับพรีเมี่ยม

ได้คัดเลือก 10 ทีมสุดท้ายเข้านำเสนอผลงานพร้อมแนวคิดการสร้างสรรค์งานออกแบบตกแต่งภายในห้องชุดขนาด 2 ห้องนอนของโครงการคอนโดมิเนียม KHUN by yoo inspired by Starck ด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์ของ DM HOME และเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบโดยของ Phillippe Starck งานนี้ 2 สาวเพื่อนซี้จากรั้วจามจุรี ณัฐนรี จีระมณีมัย” และ วรรณฉวี ลิขิตรัตนพร” นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน ที่ส่งผลงานสุดเจ๋ง ชูคอนเซปท์ “Life Lab” คว้าชัยในการประกวดครั้งนี้ ด้วยมติที่เป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ คุณจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนา ผลิตภัณฑ์ บริษัทแสนสิริ จำกัด คุณพิมพ์รุจา ศานต์ตระกูล กรรมการบริหารบริษัท เดคคอร์มาร์ท จำกัด คุณวสุ วิรัชศิลป์ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังคุณปิตุพงษ์ เชาวกุล  จาก SuperMachine Studio ผู้ออกแบบ Sales Gallery โครงการ KHUN by yoo inspired by Starck โดยรับเงินรางวัลและชุดเฟอร์นิเจอร์สุดหรูรวมมูลค่ากว่า 160,000 บาท

คุณ จริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนา ผลิตภัณฑ์ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) บอกว่า ความตั้งใจของแสนสิริในการใช้โครงการ KHUN by yoo inspired by Starck มาเป็นโจทย์คือการสร้างโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้เบื้องหลังการพัฒนาแนวคิดของ Phillippe Starck ที่เป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางการออกแบบโครงการ KHUN by yoo inspired by Starck ภายใต้ yoo studio ที่น้อง ๆ จะได้ทั้งเห็นมุมมองการออกแบบที่สามารถตอบสนองทั้งฟังก์ชั่นการใช้งานและเอกลักษณ์ด้านงานดีไซน์ภายใต้คอนเซ็ป Industrial Heritage ซึ่งเมื่อคณะกรรมการได้เห็นผลงานของน้อง ๆ ต้องเรียกได้ว่าเหนือความคาดหมายจนคิดว่าเป็นนักออกแบบมืออาชีพจากความกล้าที่จะดีไซน์  แตกต่างจากสิ่งเดิมโดยประยุกต์ไอเดียต่าง ๆ มาใช้ในการออกแบบและการพรีเซนต์

ด้วยการต่อยอดแนวคิดของสตาร์คได้อย่างน่าสนใจทั้งในแง่ของโทนสี สไตล์ และเฟอร์นิเจอร์ อาจด้วยความที่ยุคนี้ทุกอย่างเป็น Globalization ทำให้สามารถหาแรงบันดาลใจได้รอบตัว ใครขยันหน่อยก็จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆให้งานน่าสนใจเรื่อยๆ ขณะเดียวกันกรรมการเองก็รู้สึก Fresh จากการได้เห็นงานของน้องๆ เหมือนช่วยให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ซึ่ง อาจจะช่วยให้งานออกมามีความสดใสมากขึ้น ดังนั้นในอนาคตเราจะจัดประกวดแบบนี้อีกแน่นอนเพราะเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งนี้อยากฝากถึงน้อง ๆ ที่จะประกวดโครงการต่อไปให้กล้าฉีกไปเลย และเมื่อก้าวสู่ในโลกทำงานจริง ก็ต้องยึดความรับผิดชอบเป็นสำคัญ รวมทั้งคำนึงถึงเรื่องงบประมาณ ระยะเวลาต่าง ๆ ประกอบกันด้วย

ผู้ชนะการประกวด “The Limitless Interior Design Contest by Sansiri & DM HOME” “ณัฐนรี จีระมณีมัย” และ “วรรณฉวี ลิขิตรัตน์” 2 นิสิตเพื่อนซี้ชั้นปีที่ 3 ขึ้นปีที่4 จาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน ได้รับการตัดสินให้เป็นผู้ชนะจากการนำแนวคิดIndustrial Heritage ที Phillippe Starck กำหนดไว้เป็นภาพรวมของโครงการ KHUN by yoo inspired by Starckมาผสมกับความทันสมัยของทองหล่อและยุคสมัยที่มีการคิดค้นสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มาตีความให้ลึกขึ้นแล้วต่อยอดเป็นแนวคิดตกแต่งภายในด้วยคอนเซ็ปต์ “Life Lab” อย่างสมดุล Labเเสดงถึงการมองผู้ใช้งานเป็นผู้ทดลองที่มาคิดค้นทดลองสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน ที่มองการใช้ชีวิตคือการสร้างสรรค์ความแปลกใหม่และสีสันให้ทุกๆวัน

โดยเริ่มจากส่วน “Lab” ตรงทางเข้าที่แบบบาดมุมแล้วมาเจอกับกำแพงที่เป็น Free Wall ที่เป็นเปรียบเหมือนกระดานอิสระทางความคิดให้เจ้าของห้องสามารถแปะหรือปักแรงบันดาลใจหรือความทรงจำที่ประทับใจโดยปรับเปลี่ยนได้เรื่อย ๆ จึงสามารถแสดงตัวตนและอัตลักษณ์ของเจ้าของห้องได้ตั้งแต่ก่อนถึงทางเข้าห้องนั่งเล่นและห้องรับประทานอาหาร ส่วนพื้นที่ห้องนอนโฟกัสด้วยคอนเซ็ปท์ “Life” ด้วยเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ใช้ในการพักผ่อน นอกจากนี้ห้องน้ำยังใช้ทองแดงเป็นวัสดุตกแต่งเพื่อเชื่อมโยงกับการออกแบบภายนอกของโครงการที่ Phillippe Starck วางไว้

“ณัฐนรี จีระมณีมัย” และ วรรณฉวี ลิขิตรัตน์” เผยถึงความรู้สึกในการคว้าชัยชนะในครั้งนี้ว่า นับเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากสำหรับพวกเราทุกคนก่อนจะก้าวสู่วงการนักออกแบบจริง ๆ เพราะได้ทดลองทำงานที่เป็นงานจริงๆ มีโจทย์ มีลูกค้า ทำให้เราได้เห็นว่าลูกค้าคิดอย่างไร ซึ่งเวลาลูกค้าคอมเมนท์ก็จะแตกต่างจากเวลาอาจารย์ อีกทั้งโจทย์ก็มีความท้าทายเพราะ KHUN by yoo inspired by Starck ได้ถูกวางแนวคิดการออกแบบหลักโดย Phillippe Starck นักออกแบบระดับโลก เลยทำให้เราได้เรียนรู้ว่าดีไซเนอร์ระดับโลกเขาคิดอย่างไรและจะสร้างสร้างค์งานไปในทางไหนที่จะต่อยอดความคิดหลักได้จนออกมาเป็นคอนเซ็ปท์ Life Lab ที่ดึงความเป็น Industrial ออกมาตีความว่าในยุคอุตสาหกรรมมีการคิดค้นสิ่งใหม่ๆออกมาตลอด เมื่อบวกกับที่ค้นคว้าคาแรกเตอร์ของย่านทองหล่อที่มีสีสันมีไดนามิคตลอด รวมทั้งชื่อการแข่งขัน Limitless Contest จึงมาเป็นการออกแบบที่สะท้อนการไม่มีขอบเขตและขีดจำกัด ทำให้ผู้อาศัยสามารถเล่นกับพื้นที่ในห้อง และคิดค้นการใช้ชีวิตที่แปลกใหม่ได้ตลอดเวลา ซึ่งเชื่อว่าสามารถสื่อสารได้ตรงใจถึงบุคลิคและอินไซต์ของลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายโครงการ หลังจากนั้นเราจึงกำหนดแบบกันว่าจะเลือกใช้กระเบื้องสีขาวและไม้ ที่สามารถสื่อถึงความเป็นชีวิต แล้วดีไซน์พื้นที

สำหรับวางเฟอร์นิเจอร์ของ Starck ที่จะมาเป็นหัวใจหลักของพื้นที่แห่งให้โดดเด่น ซึ่งการที่มีเวลาเพียงแค่เดือนกว่า ๆ อีกทั้งทั้งคู่ต้องเดินทางไปต่างประเทศทำให้เราได้เรียนรู้ทักษะการบริหารเวลา การแบ่งงาน สรุปแผนงานต่าง ซึ่งต้องบอกว่าโชคดีที่เราสนิทกันเลยทำงานร่วมกันได้ดี การแข่งขันครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่างานออกแบบไม่ใช่แค่งานเท่ๆ แต่ต้องมองว่าเป็นงานที่จะช่วยพัฒนาศิลปะของการใช้ชีวิตของคน ดังนั้นในอนาคตเมื่อพวกเราก้าวสู่โลกการทำงานเต็มตัวก็จะไม่หยุดคิดสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้ทั้งวงการออกแบบและสร้างความสุขให้คนอยู่อาศัย  พวกเราขอขอบคุณแสนสิริและ DM HOME และคณะกรรมการมาก ๆ ที่ให้โอกาส และถ่ายทอดความรู้และแนวคิดให้แก่คนรุ่นใหม่อย่างพวกเรา

น้อง ๆ นิสิตนักศึกษาที่อยากเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ จากแสนสิริและ DM HOME สามารถติดตามข่าวสารข้อมูลได้ที่ www.sansiri.comและ dmhome.com

สลายสรีธาตุ ประกาศสัจธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287522

สลายสรีธาตุ ประกาศสัจธรรม

พระราชทานเพลง, สลายสรีธาตุ, ประกาศสัจธรรม, ปัญญานันทมหาเถระ, 13 กรกฎาคม, ห้องหน้าหีบหลวงพ่อปัญญานันทะ, สง่า สุภโร, แม่ทัพธรรม แม่ทัพโลก

“5 พฤศจิกายน 2560 พระราชทานเพลิงศพ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทมหาเถระ) สลายสรีรธาตุ ประกาศสัจธรรม ด้วยดอกไม้ใจ แทนดอกไม้จันทน์”

       วันนี้ (13 กรกฎาคม) ที่พิพิธภัณฑ์พระพรหมมังคลาจารย์ (ห้องหน้าหีบหลวงพ่อปัญญานันทะ) วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จัดแถลงข่าวเรื่อง “5 พฤศจิกายน 2560 พระราชทานเพลิงศพ พระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทมหาเถระ) สลายสรีรธาตุ ประกาศสัจธรรมด้วยดอกไม้ใจ แทนดอกไม้จันทน์” โดย พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร) เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ กล่าวว่า พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทมหาเถระ) เป็นที่รู้จักและกล่าวขานท่านในนาม หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ประจักษ์ ในฐานะพระนักเทศน์ และเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการปาฐกถาธรรมใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา ผู้ที่รับฟังจะเกิดความซาบซึ้งและสามารถนำพระธรรมคำสอนไปปฏิบัติให้เกิดความสงบสุขในชีวิตครอบครัว หน้าที่การงานและเป็นหนทางสู่มรรคผลได้ ท่านเคยร่วมเผยแผ่พระพุทธศาสนากับพระโลกนาถ ชาวอิตาลีไปถึงประเทศพม่า และได้ศึกษาปฏิบัติธรรมร่วมกับท่านพุทธทาสที่วัดสวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงได้ร่วมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนามาแต่บัดนั้น

        ต่อมาจำพรรษาอยู่ที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ถึง 10 ปี ท่านได้เริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการปาฐกถาธรรม เทศน์ทุกวันอาทิตย์และวันพระ และเผยแผ่ธรรมเชิงรุกด้วยการออกเทศน์ตามหมู่บ้านโดยรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียง เขียนเรื่องราวและหลักธรรมลงหนังสือพิมพ์อีกด้วย จากนั้น ท่านจึงรับนิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดชลประทานรังสฤษดิ์ เมื่อ พ.. 2503 เป็นต้นมา ทำให้วัดมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ธรรมที่สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ท่านจึงเป็นประหนึ่ง “แม่ทัพธรรม แม่ทัพโลก” ผู้วางรากฐานวิธีคิดและวิธีปฏิบัติให้แก่ศาสนาทายาท ทั้งการปฏิรูปพิธีกรรมให้ห่างจากความงมงาย เหลือเพียงแก่นธรรมที่แท้จริง

สลายสรีธาตุ ประกาศสัจธรรม

พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร)

        หลักการใหญ่ที่ท่านสอนชาวพุทธอยู่บนพื้นฐานแนวคิด “ คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี ไปสู่สถานที่ดี” และท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะครั้งแรกในพระราชทินนามว่า พระปัญญานันทมุนี เมื่อปี พ.. 2499 ครั้นเมื่อ พ.. 2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ เจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏในพระราชทินนามที่ พระพรหมมังคลาจารย์ ได้รับปริญญาดุษฎีบัณทิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย จำนวน 9 แห่ง และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย พระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทมหาเถระ) มรณภาพเมื่อวันพุธที่ 10 ตุลาคม 2550 เวลา 09.00 . ณ โรงพยาบาลศิริราช อายุ 96 ปี5 เดือน พรรษา 76

       พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร) กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่หลวงพ่อปัญญาฯ ละสังขาร เมื่อวันที่ 10ตุลาคม 2550 สร้างความสูญเสียต่อทั้งวงการศาสนาและสังคมไทย คงเหลือไว้ซึ่งคำสอนและแนวปฏิบัติที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจสู่การปฏิบัติของเหล่าศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชน ในโอกาสพระราชทานเพลิงศพ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทมหาเถระ) วันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาพระราชทานเพลิงศพ ในเวลา 17.30 . และในวันนั้นเหล่าศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนจะพร้อมใจกันแสดงการเป็นธรรมทายาท ด้วยการปฏิบัติบูชา

       พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร) กล่าวต่อไปอีกว่า งาน “สลายสรีรธาตุ ประกาศสัจธรรม ด้วยดอกไม้ใจแทนดอกไม้จันทน์” ทางวัดได้มีการเตรียมการไว้ 3 ระยะ คือระยะที่ 1 ได้ดำเนินโครงการที่ถือเป็นดอกไม้ใจ จำนวน 111 โครงการ เช่น การปฏิบัติบูชาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2559 Big Cleaning Day, 10 ตุลาคมมหาทานเบิกบานใจ แจกถุงยังชีพแก่ประชาชนชาวนนทบุรี จำนวน 6 อำเภอ 3,000 ครอบครัว เป็นต้น ระยะที่ 2ระหว่าง 10 ตุลาคม 2559 – 10 ตุลาคม 2560 ได้สืบสานปณิธานหลวงพ่อ ภายใต้โครงการ    “หลวงพ่อปัญญานันทมหาเถระ แม่ทัพธรรม แม่ทัพโลก” โดยยึดความเรียบง่าย ประหยัด ประโยชน์ ถูกต้องตามธรรมวินัย เช่น การเข้าวัดวันอาทิตย์ใกล้ชิดพระศาสนา

       ระยะที่ 3 ระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2560 ภายใต้โครงการ “หลวงพ่อปัญญานันทมหาเถระกับพระธรรมทายาท” ให้ทุกคนได้ประพฤติธรรมด้วยการตัดส่วนเกิน เจริญส่วนขาดและเดินตามพุทธโอวาทในธรรมทายาท ซึ่งหลวงพ่อปัญญาฯ พูดเสมอว่าคนตายต้องเกิดประโยชน์กับคนเป็น ดังนั้น ถึงแม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไปแต่อุดมการณ์และปณิธานของหลวงพ่อจะไม่เปลี่ยน

ดอกไม้ใจที่พูดถึง คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนร่วมกันทำประโยชน์ ตามความถนัดของแต่ละคนเพื่อถวายหลวงพ่อ ซึ่งหมายรวมถึงดอกไม้จันทน์ที่เป็นส่วนหนึ่งของดอกไม้ใจ แต่อยากเห็นดอกไม้ใจเกิดขึ้นทุกวันไม่ใช่เฉพาะ 10 วันสุดท้าย ที่จะสลายสรีรธาตุเท่านั้น และแม้สรีรธาตุของหลวงพ่อจะสลายไปแล้ว แต่ความเป็น แม่ทัพธรรม แม่ทัพโลก คือการประกาศสัจธรรม ซึ่งเป็นตัวแทนของหลวงพ่อจะยังคงอยู่ที่พวกเราชาวพุทธจะต้องช่วยกันรักษาไว้” เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์กล่าว

สลายสรีธาตุ ประกาศสัจธรรม

ดร.รุ่ง แก้วแดง

      ดร.รุ่ง แก้วแดง ประธานกรรมการคณะดำเนินงานพระราชทานเพลิงศพฯ ฝ่ายฆราวาส กล่าวว่า ในวันสลายสรีรธาตุ คาดว่าจะมีพระสงฆ์ พุทธศาสนิกชน เข้าร่วมประมาณ 30,000 คน ดังนั้น ทางวัดจึงได้จัดเตรียมสถานที่ ปรับภูมิทัศน์เพื่อรองรับคนจำนวนมาก รวมถึงการสร้างอาคารจอดรถ จำนวน 700 คัน โดยผู้เข้าร่วมงานและพุทธศาสนิกชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความเรียบง่ายเป็นระเบียบ และเกิดการเรียนรู้ธรรมชาติของชีวิตคือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และดับกิเลสในใจจากความ รัก โลภ โกรธ หลง จากงานศพด้วยความถูกต้องตามธรรมวินัยและนำไปปฏิบัติ ในโอกาสนี้จึงขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือและเลื่อมใสในพระธรรมคำสอนของหลวงพ่อปัญญาฯ มาร่วมกิจกรรมที่วัดจัดขึ้นด้วยการปฏิบัติบูชาและร่วมเตรียมงานในพิธีพระราชเพลิงศพ โดยพร้อมเพรียงกัน

สลายสรีธาตุ ประกาศสัจธรรมสลายสรีธาตุ ประกาศสัจธรรม

 

คุมเข้มโรงกลั่นสุราชุมชนต้องมีมาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287498

คุมเข้มโรงกลั่นสุราชุมชนต้องมีมาตรฐาน

พะเยา, โรงกลั่น, สุรา, 3 มาตรการ, มาตรการ 3 ม, สคล

พะเยา ผนึกกำลังคุมเข้มโรงกลั่นสุราชุมชนต้องมีมาตรฐาน ลดจำนวนจาก 270 โรง เหลือแค่ 160 โรง นายกฯ ชู “พะเยาโมเดล” ใช้ “3 มาตรการ” กฎหมาย ปกครอง สังคม

        ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จ.พะเยา สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ร่วมกับภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชนลงพื้นที่ ต.ห้วยแก้ว และต.ดงเจน อ.ภูกามยาว จ.พะเยา ตรวจสอบโรงงานกลั่นสุราชุมชน ร้านจำหน่ายสุรา และการใช้มาตรการด้านกฎหมายแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ จ.พะเยา ที่ผ่านมาในทั่วประเทศมีโรงงานผลิตสุราชุมชน 3,800 ราย ครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคเหนือ ซึ่งเป็นภาคที่มีความชุกการดื่มสุราสูงสุดของประเทศถึงร้อยละ 39.43 ในขณะที่ จ.พะเยา มีผู้ลงทะเบียนผลิตสุราเสรี 242 ราย เป็น โรงกลั่นผลิตสุรา เช่น กระแช่ สาโท ไวน์ และสุราขาว 28, 30, 35, 40 ดีกรี

จากการที่รัฐบาลได้เอาจริงจังกับการแก้ปัญหาสุราผิดกฎหมาย ทั้งในด้านการจัดตั้งโรงงาน การชำระภาษี และการทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโรงงานผลิตสุราชุมชนที่ลักลอบผลิต และจำหน่ายสุราแบบไม่ติดแสตมป์หรือสุรานอกระบบ เป็นสุราเถื่อนที่ไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อการบริโภค โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เป็นประธานแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสุรากลั่นชุมชน  สำหรับพื้นที่พะเยา คณะทำงานฯ ได้ร่วมกับที่ทำการปกครองจังหวัดพะเยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยา สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และสรรพสามิตจังหวัด  ที่ทำการปกครองอำเภอ สถานีตำรวจภูธร ทำการสุ่มตรวจสอบโรงงานสุรากลั่นชุมชนในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบมาตรฐานโรงงาน แก้ปัญหาสุราเถื่อนในพื้นที่

คุมเข้มโรงกลั่นสุราชุมชนต้องมีมาตรฐาน

       นายเกรียงไกร เตชะวรางกุล ปลัดอำเภอ สังกัดที่ทำการปกครองจังหวัดพะเยา คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จ.พะเยา กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการฯ ได้ร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานติดตามตรวจสอบมาตรฐานโรงงานสุรากลั่นชุมชน และร้านค้าจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน   จ.พะเยา เพื่อร่วมดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนของจังหวัดพะเยาในการแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเป็นรูปธรรม ตามเป้าหมายพะเยาต้องไม่เป็นจังหวัดที่มีผู้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับ 1ของประเทศ โดยนำ “มาตรการ 3 ม.” ได้แก่“มาตรการทางกฎหมาย มาตรการทางปกครอง และมาตรการทางสังคม” มาใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงาน จากที่มีโรงกลั่นเหล้ามากถึง270 โรง ปัจจุบันเหลือแค่ 160 โรง เป็นความสำเร็จที่นายกรัฐมนตรี ยกให้เป็น “พะเยาโมเดล”” และได้ขอให้จังหวัดอื่นนำกรณีศึกษานี้ไปเป็นตัวอย่างในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือจากประชาชนตามแนวทางประชารัฐและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

          นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ในขั้นตอนการดำเนินงานในการตรวจสอบโรงกลั่นสุรา จะใช้แนวทางออกตรวจทุกเดือนครอบคลุมทั้ง 9 อำเภอ  ซึ่งจะเน้นการแนะนำให้เป็นไปตามสุขลักษณะ การใช้ภาชนะรองรับที่ถูกต้อง และการตรวจสอบอนามัยสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งจากการเข้มงวดดังกล่าว ทำให้สามารถลดจำนวนโรงกลั่นที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจาก 270 โรงงาน เป็น 160 โรงงาน โดยมีแนวทางปฏิบัติ คือ สั่งให้แก้ไขเรื่องสิ่งแวดล้อม ภาชนะบรรจุ สั่งพักใบอนุญาต และยกเลิกใบอนุญาต

คุมเข้มโรงกลั่นสุราชุมชนต้องมีมาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย การจัดให้มีการชิงโชคชิงรางวัล รวมทั้ง การดื่มในสถานที่ต้องห้ามตามกฎหมายและในสวนสาธารณะ เป็นต้น ซึ่งมาตรการที่ทางคณะทำงานใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยเน้นการตรวจเตือน แนะนำก่อน และมีการบังคับใช้จริงจัง ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ชุดปัจจุบัน จะมีการกำหนดแผนงานเพื่อการออกตรวจร่วมกันเดือนละครั้ง 9 ครั้ง ซึ่งได้ร่วมกันออกตรวจมาแล้วเป็นเวลา 2 เดือน

คุมเข้มโรงกลั่นสุราชุมชนต้องมีมาตรฐาน

ด้าน นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า จากการร่วมขับเคลื่อนและผลักดันการแก้ไขปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จ.พะเยา มาตั้งแต่ปี 2556 จนสามารถจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จ.พะเยา ได้สำเร็จ ซึ่งมีจุดเด่นคือ มีกลไกการทำงานที่เชื่อมประสานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ อย่าง หน่วยงานปกครอง ท้องถิ่น สรรพสามิต และภาคประชาสังคม ร่วมแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เป็นทิศทางเดียวกัน และมีความต่อเนื่อง ทั้งการสร้างค่านิยมใหม่ไม่ดื่ม การผลักดันนโยบายสาธารณะใหม่ การกวดขันบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ และมาตรการชุมชนหรือสังคมที่กำหนดขึ้นเองตามบริบทของพื้นที่ ทำให้สามารถลดปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจ.พะเยาเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศที่ทำได้สำเร็จ ในขณะที่พื้นที่อื่นๆ แก้ปัญหาเป็นจุดๆ เป็นเรื่องๆ แต่ไม่ได้ทำครอบคลุมรอบด้านเหมือน จ.พะเยา ทั้งนี้ สคล. จะเตรียมถอดบทเรียนการทำงานของ จ.พะเยา เพื่อนำไปต่อยอดขยายผลการทำงานให้พื้นที่อื่นๆ ได้ศึกษาและเรียนรู้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนต่อไป

เปิดโลกการศึกษามุสลิม “เสน่ห์รัก อาหารไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287517

เปิดโลกการศึกษามุสลิม “เสน่ห์รัก อาหารไทย”

เปิดโลกมุสลิม, เสน่ห์รัก, อาหารไทย

“เสน่ห์รัก อาหารไทย” โครงการดี ประเทศไทยดัง ใน อียิปต์

       กดชั๊ตเตอร์จนนิ้วจะหัก เมื่อภาพที่อยู่ตรงหน้าได้อารมณ์จริงๆ เพราะอาหารไทยไม่ใช่แค่ทิ้งๆโยนๆแล้วจะอร่อยได้ ทุกอย่างต้องใส่ใจ ละเอียดอ่อน ไม่ต่างจากนางรำไทย ที่คงไว้ซึ่งความสวยงาม อ่อนช้อย ไปตามท่วงทำนองเพลง ไม่แปลกที่ผู้หญิงไทยสมัยโบราณ ไม่ต้องไปเกาหลีก็สวยและมัดใจสามีได้ เพราะเธอมีเสน่ห์ตรงปลายจวัก คือสิ่งมัดใจของตำรับอาหารไทยนี่ล่ะจ้า

      โครงการ Thai cooking competition 11-12 กรกฎาคม 2560 ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ร่วมกับสมาคมเชฟอาหรับโลกอียิปต์ เป็นโครงการชโลมเพชรให้เกิดแสงจรัสๆสวยงามเด่นชัดอีกหนึ่งรูปแบบที่ทรงคุณค่าและควรแก่การอนุรักษ์และเผยแพร่ให้โลกได้รับรู้ถึงความแปลกที่ยากจะหาประเทศไดเทียบเท่า ปีนี้สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้จัดขึ้นเป็นปีที่สอง โดย พ.ศ. 2559 เป็นปีแรกของจุดเริ่มต้น ของการสอนทำอาหารไทยในหลายชนิดให้กับสมาคมฯอาหารอาหรับ ที่มีนักศึกษาต้องการเรียนรู้อาหารไทย ปีพ.ศ 2560 นี้นาย จุฑาเกียรติ มันตภาณีวัฒน์ ฝ่ายสารนิเทศและวัฒนธรรม ก็ยิ่งต่อยอดดีขึ้นไปอีกระดับ โดยจัดให้มีการแข่งขันการทำอาหารไทย เช่น ผัดไทกุ้งสด แกงเขียวหวานไก่ ต้มข่าไก่ ต้มยำทะเล และไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งมีนักศึกษาที่คัดเลือกเข้ามาแข่งขัน 9 คนทั้งหมดโดยจะทำการแข่งขันสองวัน โดยมีแขกผู้มีเกียรติจากเอกอัครราชทูตในกลุ่มอาเซียนและสื่ออียิปต์มากมายที่มาร่วมทำข่าว

เปิดโลกการศึกษามุสลิม “เสน่ห์รัก อาหารไทย”

      “อาหารไทย มีความพิเศษในเรื่องสมุนไพรที่เป็นส่วนผสมของอาหารแต่ละชนิด เช่น แกง ผัด ต้ม ทอด ย่าง และอื่นๆ การทำอาหารไทยต้องใช้ความละเอียดอ่อนพิถีพิถันเนื่องจากวิธีการปรุงอาหาร หากมีการผิดพลาดขั้นตอนการปรุง อาจทำให้รสชาติของอาหารเปลี่ยนไปได้ ที่สำคัญอาหารไทยทุกชนิดนอกจากรสชาติที่อร่อยและกลิ่นที่เย้ายวนแล้วนั้น จะต้องถูกจัดวางไปพร้อมๆ กับความสวยงาม ด้วยศิลปะตกแต่งจากธรรมชาติ เพื่อให้การทานอาหารในมื้อนั้นได้ครบทุกทั้งรูป รส และกลิ่น เรียกได้ว่าได้ทั้งอาหารตาและอาหารใจไปพร้อมๆ กัน” นายชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ กล่าวเปิดงานในวันชิงแชมป์ของการแข่งขัน

       น.ส.ทองใบ ตาทอง  Chef de Cuisine โรงแรมดุสิตธานี ประเทศอียิปต์ กรรมการและคอมเมนเตเตอร์ในการแข่งขั้นครั้งนี้ รู้สึกดีใจและประทับใจ ตั้งแต่ที่ได้ข่าวว่าสถานเอกอัครราชทูตไทยไคโร จัดโครงการด้านอาหารไทย เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเธอเองรักมากที่สุดและมีความถนัดในเรื่องอาหารไทย การแข่งขันในครั้งนี้ผู้เข้าแข่งขันซึ่งเป็นนักศึกษาด้านการทำอาหารเชฟอียิปต์ แต่มีความรักในอาหารไทย ทุกคนทำได้ดีหากแต่มีความแตกต่างกันในเรื่องละเอียดอ่อนของวิธีการทำ และการปรุง แม้อาหารที่ออกมาไม่ถึงกับระดับดีมากหากแต่เราได้เห็นความตั้งใจจริงของน้องๆผู้ร่วมแข่งขัน ที่พยายามให้อาหารออกมาเป็นแบบอาหารไทยให้มากที่สุด นี่คือสิ่งที่ภูมิใจเหนือสิ่งอื่นใด และคิดว่าอนาคตอาหารไทยจะเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะการเปิดโอกาสที่จะเรียนรู้การทำอาหารไทยและมั่นใจว่าทุกชาติจะต้องหลงและรักอาหารไทยเหมือนอย่างน้องๆที่เข้าร่วมแข่งขันกันในวันนี้ ขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตไทยที่ให้โอกาสในการเข้าร่วมการตัดสิน ขอบคุณที่ทำให้อาหารไทยเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นและนั่นหมายถึงชื่อเสียงของประเทศไทยในด้านอาหารไทยก็ยิ่งโด่งดังไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะขอบคุณโรงแรมดุสิตธาน เลควิว ไคโร ที่สนับสนุนให้ออกมาทำหน้าที่ซึ่งเป็นการตอบแทนบุญคุณของประเทศไทยและรู้สึกภูมิใจที่ทางทีมงานดุสิตไปให้กำลังใจถึงที่แข่งขันสองวัน

เปิดโลกการศึกษามุสลิม “เสน่ห์รัก อาหารไทย”

เปิดโลกการศึกษามุสลิม “เสน่ห์รัก อาหารไทย”

       นาย กรวิชญ์ ยะรังวงษ์  Thai Chef de Partie อาหารไทยมาไกลจริงๆในประเทศอียิปต์ และเชื่อว่าชาวอียิปต์ที่ใส่ใจกับอาหารไทย พวกเขาสามารถทำอาหารไทยได้ไม่ต่างจากคนไทย ถ้าเขาใส่ใจในรายละเอียดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะวิธีการทำ การเป็นกรรมการในวันนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัด คือความตื่นเต้นของผู้เข้าแข่งขัน จึงเกิดอาการไม่มั่นใจในตอนแรกๆ แต่พอสักพัก ทุกคนก็เริ่มมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มมากขึ้น นั้นหมายถึงการเริ่มพริ้วอารมณ์ไปกับอาหาร รู้สึกดีใจและภูมิใจที่เห็นอาหรับสมัยใหม่ใส่ใจอาหารไทยและทำอาหารไทยออกมาได้ดีระดับหนึ่ง รสชาติอ่านเบาไปบ้าง หนักไปบ้าง คือสิ่งที่จะสามารถพัฒนาและต่อยอดไปได้อีก แต่สิ่งที่ผู้เข้าแข่งขันได้ไปเต็มๆในวันนี้ คือ ความรู้ที่ได้โดยตรงจากการวิจารณ์และการบอกเคล็ดลับต่างๆ เพราะอาหารไทยไม่ใช่แค่การใส่มั่วๆ ทุกอย่างต้องไปตามขั้นตอนของการปรุง แล้วจะออกมาเป็นแบบอาหารไทยแท้ทั้งความอร่อย รสชาติและความสวยงาม แบบฉบับอาหารไทยแท้

เปิดโลกการศึกษามุสลิม “เสน่ห์รัก อาหารไทย” เปิดโลกการศึกษามุสลิม “เสน่ห์รัก อาหารไทย”

         ผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศในการแข่งขันปีนี้ คือ นางสาวนูรฮาน เธอหลงรักอาหารไทยมานาน และครั้งนี้มีโอกาสเข้าแข่งขัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจริงๆในการทำอาหารไทย เพราะต้องใช้ความอดทนและต้องพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการทำ อย่างน้อยการได้มาแข่งขันและได้ฟังคำคอมเมนท์จากเชฟไทยซึ่งเป็นต้นฉบับอาหารไทยรู้สึกได้รับกำลังใจและจะพยายามเรียนรู้อาหารไทยต่อไป อาหารไทยเป็นอาหารที่ต้องใช้สมาธิและต้องใจเย็นเป็นอย่างมาก และท้ายที่สุดต้องจบลงด้วยความสวยงาม คือ เสน่ห์ที่เราจะพลาดไม่ได้เลย

       ตากล้องอย่างเราก็มีความสุข เก็บภาพไป ยิ้มไป อ๋อ ลืมบอกไป นอกจากเราได้โชว์อาหารไทยแล้ว ยังมีการโปรโมตผลิตพันธ์ สินค้าไทยด้วยนะ เรียกได้ว่า หนึ่งงานแต่ครบสูตร ครบรสจริงๆ นี่สิผลดีของการมีสถานเอกอัครราชทูตและมีเจ้าหน้าที่ตั้งใจมาทำงานอย่างจริงใจและจริงจัง

เปิดโลกการศึกษามุสลิม “เสน่ห์รัก อาหารไทย”


ตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287484

ตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิต

ตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิต

มหาวิทยาลัยรังสิตตั้ง“ตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิต” สนับสนุนการปฏิบัติงานตํารวจในพื้นที่เพื่อความสงบสุขของคนในชุมชน

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า เนื่องจากสภาพปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีแนวโน้มที่รุนแรง และมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น การป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ อาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ชุมชนจึงมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการป้องกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรม

ตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิต

ทั้งในแง่มุมของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย การร่วมออกตรวจตรารักษาความปลอดภัยให้แก่ชุมชน หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในด้านต่างๆ นอกจากนี้ ประชาชนยังถือว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการประเมินผลการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ และถือเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ เพราะประชาชนนั้นเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายหรือการปฏิบัติงาน

มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งอยู่ในชุมชนเมืองเอก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงยุติธรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ปากคลองรังสิต กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ทหาร ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อช่วยกันสอดส่อง ดูแล ป้องกันอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อยภายในชุมชนเมืองเอก

ตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิต

จึงได้จัดตั้ง“ตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิต”ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการตํารวจ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบาย งบประมาณ และอาสาสมัคร ตลอดจนการสนับสนุนการปฏิบัติงานตํารวจในพื้นที่เพื่อความสงบสุขของคนในชุมชน

ต้องอ่าน! ทำความสะอาด”น้องสาว”ให้ถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287464

ต้องอ่าน! ทำความสะอาด”น้องสาว”ให้ถูกวิธี

ทำความสะอาดอวัยวะเพศหญิง, จิ๊มิ, ต้องอ่าน, น้องสาว

กรมอนามัยแนะวิธีทำความสะอาด”น้องสาว”ให้ถูกต้อง

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้ออกแผ่นภาพกราฟฟิกแนะนำการทำความสะอาดอวัยวะเพศหญิงที่ถูกวิธี ตั้งแต่การเลือกสบู่ หลังมีเพศสัมพันธ์ ขณะมีประจำเดือน หลังปัสสาวะ อุจจาระ

 

ต้องอ่าน! ทำความสะอาด"น้องสาว"ให้ถูกวิธี

 

ต้องอ่าน! ทำความสะอาด"น้องสาว"ให้ถูกวิธี

 

ต้องอ่าน! ทำความสะอาด"น้องสาว"ให้ถูกวิธี

ต้องอ่าน! ทำความสะอาด"น้องสาว"ให้ถูกวิธี

ต้องอ่าน! ทำความสะอาด"น้องสาว"ให้ถูกวิธีต้องอ่าน! ทำความสะอาด"น้องสาว"ให้ถูกวิธี

ต้องอ่าน! ทำความสะอาด"น้องสาว"ให้ถูกวิธีต้องอ่าน! ทำความสะอาด"น้องสาว"ให้ถูกวิธี

ต้องอ่าน! ทำความสะอาด"น้องสาว"ให้ถูกวิธี


ยกเครื่องมาตรฐานครุภัณฑ์อาชีวะระดับปวส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287427

ยกเครื่องมาตรฐานครุภัณฑ์อาชีวะระดับปวส.

สอศ.ติวเข้มจัดทำมาตรฐานอาชีวศึกษาด้านครุภัณฑ์ขั้นพื้นฐานระดับปวส.พ.ศ.2557 ใน 9 ประเภทวิชา เป็นแนวทางกำหนดจัดเตรียมอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ทันสมัย

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำมาตรฐานอาชีวศึกษาด้านครุภัณฑ์ขั้นพื้นฐาน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2557 จำนวน 9 ประเภทวิชา ได้แก่ ประเภทวิชาอุตสาหกรรม บริหารธุรกิจ ศิลปกรรม คหกรรม เกษตรกรรม ประมง อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมสิ่งทอ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มี 91 สาขาวิชา ดร.สุเทพ  ชิตยวงษ์  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า  การจัดประชุมในครั้งนี้เพื่อกำหนดมาตรฐานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร ได้แก่ ครุภัณฑ์ให้มีคุณภาพและจำนวนของเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ การฝึกให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงของแต่ละประเภทวิชา สาขาวิชา และสาขางาน

โดยการจัดการศึกษาต้องยึดหลักให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด เน้นความสำคัญทั้งความรู้ ทักษะ และคุณธรรม เจตคติที่ดีต่ออาชีพโดยเรียนทั้งภาคทฤษฎีและให้ความสำคัญกับภาคปฏิบัติในด้านเครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์การฝึกของสถานศึกษาด้านอาชีวศึกษา ซึ่งยังล้าสมัยและไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จึงควรมีการปรับปรุงคุณภาพและจำนวนของเครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์ การฝึกให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ทำให้นักศึกษาได้ใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่ทันสมัยและทำให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพตามนโยบายการจัดการอาชีวศึกษาและมาตรฐานอาชีพของประเภทวิชา สาขาวิชาและสาขางานและการกำหนดมาตรฐานครุภัณฑ์เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ด้านการสนับสนุนทรัพยากรในการจัดการอาชีวศึกษา รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม

ทั้งนี้ สอศ.ได้จัดการประชุมดังกล่าวนี้ออกเป็น 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 (ระหว่างวันที่ 13 – 15 กรกฎาคม 2560) จำนวน 45 สาขาวิชา และครั้งที่ 2 (ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2560) จำนวน 46 สาขาวิชา