ไม่ฟันธงเรียนครู “4 หรือ 5ปีอะไรดีกว่ากัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287429

ไม่ฟันธงเรียนครู “4 หรือ 5ปีอะไรดีกว่ากัน

หลักสูตรการผลิตครู 5 ปี หรือ 4 ปี ดีกว่ากัน, หลักสูตรครู4ปีหรือ5ป, ผลิตพ่อพิมพ์, แม่พิมพ์, ตามใจใคร, พ่อพิมพ์ แม่พิมพ์, ไร้ข้อสรุป, หลักสูตร4, ไม่ฟันธงเรียนครู, หรือ, 5ปีอะไรดีกว่ากัน, สคศท, ทีดีอารฺไอ, มรสส, มศว, สกอ

เกิดข้อถกเถียง “หลักสูตรการผลิตครู 5 ปี หรือ 4 ปี ดีกว่ากัน” มีทั้งฝ่ายเห็นด้วย และคัดค้าน?สุดท้ายก็ยังไม่สามารถสรุปได้ต้องไปทำมาตรฐานวิชาชีพมาพิสูจน์

      วงการวิชาชีพครูระอุ..หลังคุรุสภายอมรับข้อเสนอของที่ประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (สคศท.)ขอให้กลับไปผลิตครูหลักสูตร 4 ปีตามเดิมที่เปลี่ยนจากหลักสูตร 4 ปี มา 5 ปี…เกิดข้อถกเถียง “หลักสูตรการผลิตครู 5 ปี หรือ 4 ปี ดีกว่ากัน” มีทั้งฝ่ายเห็นด้วย และคัดค้าน?อย่างหลากหลาย แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถสรุปได้ต้องไปทำมาตรฐานวิชาชีพมาพิสูจน์จากนั้นค่อยเลือกแนวทางที่เหมาะสม ติดตามได้กับ  0ชุลีพร อร่ามเนตร 0 qualitylife4444@gmail.com 

     ไม่ฟันธงเรียนครู “4 หรือ 5ปีอะไรดีกว่ากัน

     ก่อนหน้านี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ. กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งเมื่อเร็วนี้ๆ พร้อมบอกถึงเป้าหมายว่า ระบบการผลิตครูใหม่ จะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2561 เพราะหากตกลงไม่ได้และต้องมี 2 ระบบ ก็จะต้องไม่ทำให้ผู้เรียนหลักสูตร 5 ปี และ 4 ปีได้รับผลกระทบ

          “หากดูจากกรณีศึกษาในต่างประเทศจะพบว่าหากระบบไม่ลงตัว ก็สามารถมีหลายระบบได้ เพราะสุดท้ายแล้วก็ต้องมาวัดกันที่ผลผลิต โดยที่ประชุมได้มีการนำเสนอผลการวิจัยของสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอารฺไอ) เกี่ยวกับการผลิตครูหลักสูตร 5 ปี ซึ่งพบว่า มีจุดอ่อนที่เน้นเนื้อหา ไม่ใช่สมรรถนะ เด็กต้องเสียเวลาเรียนเพิ่มขึ้น 1 ปี โดยมีผลวิจัยมาเทียบเคียงว่าเด็กที่จบหลักสูตร 5 ปี กับ 4 ปี มีคุณลักษณะไม่แตกต่างกัน และจากข้อมูลการผลิตครูพบว่า ในแต่ละปีมีการผลิตครูถึง 5 หมื่นคน โดยมีค่าใช้จ่าย 1 แสนบาทต่อคนต่อปี ฉะนั้นหากเด็กต้องเรียนเพิ่มขึ้น 1 ปีในหลักสูตร 5 ปี ทั้งเด็กและรัฐจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มกว่า 8 พันล้านบาท มีผู้แสดงความคิดเห็นว่าการผลิตครูขึ้นอยู่กันประบวนการ โดยยกตัวอย่างการผลิตครูตามโครงการคุรุทายาท ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตครูที่เข้มข้นโดยใช้ระยะเวลาเพียง 4 ปี ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าคิดในการนำมาพิจารณาถึงกระบวนการผลิตครูที่ชัดเจนต่อไป ”   

ไม่ฟันธงเรียนครู “4 หรือ 5ปีอะไรดีกว่ากัน

     ขณะที่ รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) ระบุว่าเสียงส่วนใหญ่ของ ทปอ.มรภ. ไม่เห็นด้วยที่สคศท.เร่งรัดดำเนินการเรื่องดังกล่าว อธิการบดีส่วนใหญ่ยังมองว่าที่ผ่านมาหลักสูตรครู 5 ปีไม่ได้มีปัญหาใดๆ ดำเนินไปด้วยความราบรื่น

       “ที่ประชุมได้ให้ความเห็นและให้ข้อคิดกับสภาคณบดีฯว่า ควรจะเอาข้อมูลและงานวิจัยที่มีอยู่มาประมวลและสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะการผลิตครูเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องใช้ความรอบคอบ ที่ประชุมไม่มีการประกาศเจตนารมณ์หรือแสดงจุดยืนในเรื่องนี้ เพราะเหตุผลก็คือยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่กล้าที่จะชี้นำสังคม ซึ่งในทำนองเดียวกัน การประกาศจุดยืนของสภาคณบดีฯ จนถึงขั้นไปนำเสนอต่อสภาวิชาชีพนั้น ก็ควรที่จะต้องมีพื้นฐานจากงานวิชาการด้วย ”รศ.ดร.ฤๅเดช กล่าว

ไม่ฟันธงเรียนครู “4 หรือ 5ปีอะไรดีกว่ากัน

      ล่าสุดวันที่ 13  ก.ค.ที่ผ่านมา“สคศท.” ได้มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการผลิตครูหลักสูตร 5 ปี และ 4 ปี รวมถึงการสอบขอรับใบอนุญาติประกอบวิชาชีพ เพื่อให้ได้แนวทางในการดำเนินการปฏิบัติในปีการศึกษา 2561 ในวันที่ 13 ก.ค.2560 โดยมี รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (มศว) ในฐานะประธาน แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้แต่อย่างใด

ไม่ฟันธงเรียนครู “4 หรือ 5ปีอะไรดีกว่ากัน

     รศ.ดร.สมบัติ นพรัก คณบดีวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา เปิดเผยหลังประชุมว่าที่ประชุมสคศท. มีมติว่าจะเสนอให้คุรุสภายืดระยะเวลาสอบสำหรับนิสิตนักศึกษาครูที่จบรหัสไปปี2557 สามารถไปสอบรหัสปี 2558 เนื่องจากขณะนี้มีการประกาศและนิสิตนักศึกษารหัสปี 2557 ทั้งผู้ที่จบปริญญาโท และป.บัณฑิต ไม่ได้สอบ

       ดังนั้น ขอให้คุรุสภาให้ใบอนุญาติแก่นักเรียนนิสิตครู รหัส2557-2561 ได้รับใบประกอบวิชาชีพโดยอนุมัติแต่ต้องผ่านการสอบ ซึ่งการสอบดังกล่าวเพื่อเป็นการประเมินตัวเด็กและสถานศึกษา และได้ให้ สถาบันการผลิตครูได้นำผลการสอบมาประเมินครู นอกจากนั้น ให้นิสิตนักศึกษาที่จบครูปี 2562 ได้มาสอบในปี 2561 เพื่อนำผลการสอบเก็บไว้และมาขอใบ อนุญาตประกอบวิชาชีพ

ไม่ฟันธงเรียนครู “4 หรือ 5ปีอะไรดีกว่ากัน

     “การผลิตครูหลักสูตร 5 ปี หรือ 4 ปี นั้น ที่ประชุมมีความเห็นที่ไม่สอดคล้องกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยให้ใช้การผลิตครูหลักสูตร 5 ปีต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคณบดีคณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎที่ยึดตามมติอธิการบดีมรภ. ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เห็นควรว่าต้องปรับปรุงระบบการผลิตครู เป็นนวัตกรรมหลักสูตร 4 ปี เช่นเดียวกับนานาชาติ ซึ่งจากข้อมูลพบว่าไม่มีประเทศไทยผลิตครูหลักสูตร 5ปี โดยกลุ่มที่ต้องการให้มีการผลิตครูหลักสูตร 4 ปี มีความเห็นเห็นสอดคล้องกับ นพ.ธีระเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เห็นว่าสามารถมีระบบการผลิตครู 2 ระบบที่แตกต่างกันได้” รศ.ดร.สมบัติ กล่าว

     ทั้งนี้ การผลิตครู 2 ระบบ เป็นเรื่องที่หลายประเทศดำเนินการอยู่ เพื่อเป็นโอกาสในการพัฒนาหลักสูตรให้มีความเข้มข้น และผู้เรียนได้มีทางเลือกมากขึ้นเช่น หลักสูตร 5 ปี จบออกมาได้เงินเดือนมากกว่า ส่วนหลักสูตร 4 ปี ได้ทำงานเร็วกว่า หากมีการผลิตครู 2 ระบบ ทั้งหลักสูตร 5 ปี และหลักสูตร 4 ปี จริง ก็จะต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับหลักสูตร 4 ปี ให้ชัดเจน โดยคุรุสภาต้องเป็นผู้กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ต้องกำหนดมาตรฐานกรอบคุณวุฒิให้สอดคล้องกับหลักสูตร 4 ปี

ไม่ฟันธงเรียนครู “4 หรือ 5ปีอะไรดีกว่ากัน

        ทั้งนี้ ที่ประชุม สคศท. จะนำผลการประชุมดังกล่าวนำเสนอคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบมาตรฐานวิชาชีพครู ของคุรุสภา ซึ่งมีศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาก่อนนำเสนอรมว.ศึกษาธิการ

         ดูท่าจะคงต้องรอให้ รมว.ศึกษาธิการ เป็นผู้ตัดสินว่าจะให้ใช้ 2 ระบบ ได้หรือไม่ และถ้าได้ หลังจากนี้ โฉมการผลิตครู คงหลากหลาย แล้วจะเกิดผลดี หรือผลเสีย อีกหรือไม่… คงต้องติดตามกันต่อไป

รพ.จุฬาฯ ชวนคนไทย “กดด้วยใจ ใครๆก็ทำได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287414

รพ.จุฬาฯ ชวนคนไทย “กดด้วยใจ ใครๆก็ทำได้”

รพ.จุฬาฯ ชวนคนไทย “กดด้วยใจ ใครๆก็ทำได้”

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.60  ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยศ.นพ.รื่นเริง ลีลานุกรม รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริการ นางพรทิพย์ ควรคิด หัวหน้าพยาบาล นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้สภากาชาดไทย ศิลปิน นักแสดง เจมส์ มาร์ ฝนทิพย์ วัชรตระกูล(ปุ๊กลุก) ออม สุชาร์ และใหม่ เจริญปุระ ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “กดด้วยใจ ใครๆก็ทำได้” ระดมเงินจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับอาคารส.ธ. ที่ห้องโถง ชั้น1 อาคารส.ธ. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ศ.นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อจัดหาทุนสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ของอาคารส.ธ.ซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์การดูแลผู้สูงวัยแบบบูรณาการและครบวงจร เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในปี 2568 จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมกันบริจาคเงินผ่านทางโทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย ทางหมายเลข *948*4848*100# กดโทรออก ร่วมบริจาคครั้งละ 100 บาท ผ่าน “กองทุนส.ธ.เพื่อผู้สูงวัย” เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความรู้ และเพียงพอต่อการดูแลรักษาโรคเฉพาะทาง ให้ผู้สูงอายุทุกคนได้รับการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม
ศ.นพ.รื่นเริง กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีความพร้อมในการดูแลรักษาผู้สูงอายุแบบองค์รวม เพื่อเสริมสร้างให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตในทุกด้านอย่างมีความสุข เรามีศูนย์การดูแลรักษาผู้สูงอายุในทุกด้านทั้งคลินิกผู้สูงวัย ศูนย์พาร์กินสัน ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้สูงอายุ ฯลฯ ที่จะดูแลผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดีขึ้น
นางพรทิพย์ กล่าวว่า เราเน้นให้การดูแลผู้สูงอายุจากหัวใจแบบไม่มีเงื่อนไข  และตระหนักถึงการเป็นศูนย์กลางการให้ความรู้ด้านสุขภาพ การอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างผู้สูงอายุกับบุคลต่าบงวัยที่อาศัยในครอบครัวเดียวกัน
นางจันทร์ประภา กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนจากสำนักงานจัดหารายได้สภากาชาดไทย ผู้ดูแลควบคุมการจัดหารายได้เข้ากองทุนส.ธ.เพื่อผู้สูงวัย โรงพยาบาลจุฬาฯสภากาชาดไทย ต้องขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมโครงการ “กดด้วยใจ ใครๆก็ทำได้” ทุกส่วนที่ช่วยกันผลักดันให้โครงการดีๆเช่นนี้เกิดขึ้น

นายเจมส์ มาร์ กล่าวว่า ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันทำบุญโดยบริจาคผ่านทางsmsเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งตนเองก็ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุซึ่งมักมีโรคประจำตัวต่างๆมากมาย เพื่อร่วมกันทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขมากขึ้น
ด้านใหม่ เจริญปุระ นักร้องนักแสดง กล่าวว่า ผู้สูงอายุหรือพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นผู้ที่เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ตอนนี้ท่านอ่อนแรงลงแล้ว เราก็ต้องดูแลท่านกลับ ซึ่งไม่ยากเลยกับการที่เราจะต้องดูแลคนที่เรารัก ซึ่งตนรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดีๆเช่นนี้ และขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันบริจาคเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ด้วยเช่นกัน

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟสบุ๊ก กดด้วยใจ …ใคร ๆ ก็ทำได้

ทำยังไง!!เมื่อลูกดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่าไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287390

ทำยังไง!!เมื่อลูกดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่าไม่ได้

ดูแลผู้สูงอายุ, รับดูแลผู้สูงอายุตามบ้าน, ผู้สูงอายุ, ทีดีอาร์ไอ, ศพอส, อสม

จริงๆแล้วคนที่ดูแลคนแก่หรือผู้ป่วยติดเตียงทีดีที่สุดคือ ครอบครัว แต่ถ้าไม่มีคนดูแล ทางเลือกที่มีในปัจจุบันก็จะเป็นศูนย์รับดูแลผู้สูงอายุของเอกชน หรือของรัฐก็มี

    ผลการตรวจคัดกรองสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปี2558 ในผู้สูงอายุ 8 ล้านคน พบว่ามีถึง 1.3 ล้านคนที่อยู่ในสภาพติดบ้านและอยู่ในสภาพหง่อม นอนติดเตียง ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องพึ่งพิงคนช่วยดูแล

      ขณะที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ในปี 2560 จะมีผู้สูงอายุติดบ้านและติดเตียง รวมกันกว่า 3.7 แสนคน และในอีก 20 ปีข้างหน้าคือในปี 2580 จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 8 แสนคน และในปี2583 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุมากที่สุดในอาเซียน

ทำยังไง!!เมื่อลูกดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่าไม่ได้

                สมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ

  “จริงๆแล้วคนที่ดูแลคนแก่หรือผู้ป่วยติดเตียงทีดีที่สุดคือ ครอบครัว แต่ถ้าไม่มีคนดูแล ทางเลือกที่มีในปัจจุบันก็จะเป็นศูนย์รับดูแลผู้สูงอายุของเอกชน หรือของรัฐก็มีรองรับ ซึ่งตามแผนที่วางไว้ในอนาคตรัฐบาลจะสร้างศูนย์รองรับตัวอย่างขึ้นมา นำร่องที่จ.นครพนม และที่แม่สอด จ.ตาก ลำปาง และเชียงใหม่ โดยเป็นซีเนียร์คอมเพลกซ์ขนาด 30 เตียงและพยายามดึงภาคเอกชนมาลงทุน โดยเร็วๆนี้คาดว่าดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนได้ที่ นครไชยศรี จ.นครปฐมทั้งหมดนี้เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต” สมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)อธิบาย

       แนวโน้มผู้สูงวัยป่วยติดบ้านติดเตียงเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย ส่วนหนึ่งเพราะไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จำนวนคนแก่เพิ่มมากขึ้น เมื่อแก่ก็ย่อมตามมาด้วยอาการเจ็บป่วย ล่าสุด กระทรวงพม. ก.สาธารณสุข ก.ศึกษาธิการ และก.มหาดไทย ได้ลงนามร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รองรับผู้สูงอายุ โดยมีศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.)ที่มีอยู่ 878 แห่งเป็นศูนย์กลางผลักดันภาระกิจด้่าน เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อมและบริการสาธารณสุข เพื่อให้ผู้สูงอายุทั่่วประเทศได้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ตามแผนนี้ จะต้องผลักดันให้มี ศพอส.ครบทุกตำบลทั่วประเทศ 7,775 แห่ง

        ในอนาคตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นผู้บริหารจัดการศพอส.แต่ละแห่ง จะเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุได้ประมาณ 10 เตียงเพื่อให้บริการผู้สูงอายุในท้องถิ่น อำเภอก็จะมีศูนย์รับดูแลประมาณ 30 เตียง และ 50 เตียงในรูปแบบเดียวกับบ้านบางแค เป็นซีเนียร์คอมเพลกซ์ที่มีระบบการดูแลครบวงจร ขณะเดียวกันภาครัฐก็พยายามส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข่้ามาร่วมลงทุนในระบบการให้บริการดังกล่าวมากขึ้น

      “เร็วๆนี้ จะมีมาตรฐานสถานบริการที่รับดูแลผู้สูงอายุออกมาเป็นแนวทางเดียวกัน โดยผู้ดูแลตามศูนย์ต่างๆจะต้องผ่านการอบรม 70 ชม. ถ้าเป็นผู้ที่ทำงานในสถานบริการ/รพ.ต้องผ่านการอบรมในหลักสูตร420 ชม.และอบรมเพิ่มเติมอีก210 ชม.ถ้าจะไปทำงานต่างประเทศ ส่วนผู้ที่ดูแลคนในครอบครัวตามบ้านจะมีหลักสูตรอบรมให้ 18 ชม.ทั้งหมดนี้เป็นแผนการรับมือสังคมผู้สูงอายุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” 

   นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครผู้สูงอายุของพม. 80,000 คน และ อาสาสมัครสาธารณสุข  (อสม.) ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน ซึ่งอสม.ที่ดูแลผู้สูงอายุตามบ้าน 15 คน จะได้รับงบอุดหนุน 5,000 บาท ซึ่งในอนาคตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดูแลอาสาสมัครเหล่านี้ เชื่อว่าจะสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

     ว่ากันว่าปัจจุบันอสม.ที่หารายได้พิเศษรับ“ผู้ดูแลคนไข้ติดเตียง”ช่วงกลางวันตั้งแต่ 7.30-16.30 น. วันละ 400 บาท แต่หากดูแลช่วงกลางคืนด้วยก็จะเพิ่มอีก 400 บาท” ส่วนศูนย์รับดูแลคนไข้ประจำที่บ้านคนไข้จะอยู่ที่ 20,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน หากเป็นคนที่ผ่านการเรียนหลักสูตรบริบาลหรือผู้ช่วยพยาบาลกลางวัน 8.30-16.30 น. กลางคืน 16.30-24.00 น. และ 24.00-8.30 นะ กะละ 500 บาท  ขณะที่ศูนย์รองรับผู้สูงอายุของ กรมกิจการผู้สูงอายุ มี 12 แห่งทั่วประเทศ ผู้สูงอายุที่ประสงค์จะเข้ารับการบริการจ่ายครั้งเดียวประมาณ 300,000-500,000 บาท

อยากเป็นหมอปี61 กสพท.รับ2,666ตำแหน่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287363

อยากเป็นหมอปี61 กสพท.รับ2,666ตำแหน่ง

สาขาวิชาการบริบาททาง, รับแพทย์ปี 61, กพสท, สาขาวิชาบริบาทเภสัช, อยากเป็นหมอปี61, กสพทรับ2666ตำแหน่ง, สกอ, ทปอ, กสพท, TCAS, โอเน็ต, องค์การมหาชน, สทศ, ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา, โรงพยาบาลราชวิถี, โรงพยาบาลเลิดสิน, มทร, สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม, สาขาเภสัชกรรมอุตสาหการ , สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เภสัชศาสตร์

กลุ่มแพทย์กสพทเข้าร่วมระบบทีแคสรับสมัครปี 61วันที่ 1-31ก.ย.2,666 ที่นั่ง52 คณะ ย้ำนร.ไม่ทำเกณฑ์อาจหมดสิทธิ์ฝากติดตามรายละเอียดผ่าน www9.si.mahidol.ac.th

       เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2560 ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ผศ.ดร.ประเสริฐ คันธมานนท์ เลขาธิการ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ร่วมด้วย ศ.เกียรติคุณ นพ.อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท) ศ.พญ.บุญมี สถาปัตยวงศ์ ประธานคณะอนุกรรมการจัดสอบคัดเลือกระบบรับตรงของ กสพท. แถลงข่าว การรับนักศึกษาเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต ของกสพท.ในระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2561 รอบที่3 การรับตรงร่วมกัน

   ผศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวว่า กสพท.ได้ดำเนินการสอบคัดเลือกระบบรับตรงร่วมกันกับ ทปอ.มาตั้งแต่ปี 2549 ปีนี้เป็นปีที่ 13 ซึ่งวิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ และเภสัชฯ นั้น เป็นสาขาวิชาชีพที่ได้รับความสนใจอย่างมาก มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทำให้ต้องดำเนินการอย่างยุติธรรม โปร่งใส ซึ่งกระบวนการรับตรงของ กสพท ก็ดำเนินการมาอย่างถูกต้อง ตรวจสอบได้ และปีนี้ กสพท ได้เข้าร่วมระบบ การรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง หรือ ทีแคส (TCAS) ปีการศึกษา 2561 โดย กสพท จะเข้ารอบที่ 3 ซึ่ง กสพท กำหนดไว้ว่าจะรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-31 ก.ย.2560 และจัดสอบวิชาเฉพาะวันที่ 10มี.ค.2561 นั้น อยากให้นักเรียนติดตามการรับสมัครต่างๆ ตามที่ กสพท กำหนด

    ด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ.อาวุธ กล่าวว่าการสอบของ กสพท เป็นส่วนหนึ่งของทปอ.มาโดยตลอด และปี 2560 เมื่อ ทปอ.มีการปรับปรุงการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่ง กสพท ได้มีการปรับปรุงตาม ทำให้เงื่อนไขต่างๆ มีการปรับเปลี่ยนบางเล็กน้อย แต่สำหรับรายวิชาและสัดส่วนคะแนนที่ใช้ในการเข้าศึกษา ปี 2561 ยังคงยึดตามหลักเกณฑ์เดิม คือ คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) รวม 5 กลุ่มสาระ

     ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คะแนนรวมต้องเท่ากับหรือมากกว่า 60% (โดยเป็นเงื่อนไข แต่ไม่นำมาคิดคะแนน) วิชาสามัญ จัดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.)ได้แก่ วิทยาศาสตร์(ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา) คณิตศาสตร์1 ภาษาไทย สังคม และภาษาอังกฤษ รวม 70% และวิชาเฉพาะ 30% ซึ่งเป็นการทดสอบศักยภาพในการเรียนรู้ ประเมินแนวคิดทางจริยธรรม

    ด้าน ศ.พญ.บุญมี กล่าวว่า การจัดสอบระบบทีแคสของทปอ.มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ กสพท ดำเนินการมาตลอด คือ 1 คน มีเพียง 1 สิทธิ์เท่านั้น ซึ่งทาง ทปอ.ได้ให้ กสพท เปรียบเสมือน 1 คณะใน 1 มหาวิทยาลัย ดังนั้น เพื่อไม่ให้นักเรียนสับสน รายละเอียด เกณฑ์กติกาการรับสมัครยังคงเดิม คือเป็น ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือกำลังศึกษาชั้นปีสุดท้ายในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และคาดว่าจะจบการศึกษากองเดือนมิ.ย.2561

    สำหรับผู้สมัครหลักสูตรทันตแพทย์ฯ และเภสัชฯ ต้องสำเร็จการศึกษา หรือกำลังศึกษาในสายวิทยาศาสตร์หรือเท่าเทียบเท่านั้น ต้องไม่เป็นผู้ที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาของรัฐ เว้นแต่ได้ลาออกจากการศึกษาก่อนวันที่ 15 ก.ย.2560 ไม่เป็นผู้ที่กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาของรัฐ ไม่เป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกและยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษาในสถาบันที่เข้าร่วมในระบบทีแคสรอบที่ 1 และรอบที่2 นักเรียนสามารถดูรายละเอียดในเว็บไซต์ www9.si.mahidol.ac.th ได้

     ทั้งนี้ กสพท ได้รับมอบอำนาจจากคณะแพทย์ฯ 16 สถาบัน คณะทันตแพทย์ฯ 9สถาบันคณะสัตวแพทย์ฯ 8 สถาบัน และคณะเภสัชศาสตร์ 11สถาบัน รวม 52 คณะ ในการดำเนินการรับสมัคร ซึ่งปี 2561 นี้ กลุ่ม กสพท.รับสมัครนักเรียนทั้งหมด ประมาณ 2,666 คน ได้แก่ คณะแพทย์ฯ ม.ขอนแก่น รับ 20 คน คณะแพทย์ฯ จุฬาฯ รับ 182 คน คณะแพทย์ฯจุฬาฯ-กรมแพทย์ทหารอากาศ กองทัพอากาศ รับ 30 คน คณะแพทย์ฯ ม.เชียงใหม่ รับ 80 คน คณะแพทย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ รับ 65 คน คณะแพทย์ฯ ม.นเรศวร รับ 30 คน

        คณะแพทย์ฯ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล รับ 154 คน คณะแพทย์ฯ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล-วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รับ 20 คน คณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล รับ 270 คน วิทยาลัยแพทย์ฯ ม.รังสิต(โรงพยาบาลราชวิถี) รับ 50 คน วิทยาลัยแพทย์ฯ ม.รังสิต(โรงพยาบาลเลิดสิน) รับ 15 คน คณะแพทย์ฯ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ รับ 180 คน คณะแพทย์ฯ ม.สงขลานครินทร์ 40 คน คณะแพทย์ฯ วชิรพยาบาล ม.นวมินทราธิราช รับ 68 คน วิทยาลัยแพทย์ฯ พระมงกุฎเกล้า เพศชาย 60 คน วิทยาลัยแพทย์ฯ พระมงกุฎเกล้า เพศหญิง 40 คน สำนักวิชาแพทย์ฯ ม.เทคโนโลยีสุรนารี รับ 12 คน คณะแพทย์ฯ ม.บูรพา รับ 32 คน สำนักวิชาแพทย์ฯ ม.แม่ฟ้าหลวง รับ 28 คน คณะแพทย์ฯ ม.สยาม รับ 15 คน

     คณะทันตแพทย์ฯ จุฬาฯ รับ 85 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.มหิดล รับ 83 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.เชียงใหม่ รับ 25 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.สงขลานครินทร์ รับ 20 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ 55 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.ขอนแก่น รับ15 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ รับ 25 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.นเรศวร รับ 10 คน สำนักวิชาทันตแพทย์ ม.เทคโนโลยีสุรนารี รับ 10 คน

     คณะสัตวแพทย์ฯ จุฬาฯ รับ 150 คน คณะสัตวแพทย์ฯ ม.ขอนแก่น รับ 15 คน คณะสัตวแพทย์ฯ ม.เชียงใหม่ รับ 25 คน คณะสัตวแพทย์ฯ ม.เทคโนโลยีมหานคร รับ 10 คน คณะสัตวแพทย์ฯ ม.มหิดล รับ 40 คน คณะสัตวแพทย์ฯมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ศรีวิชัย รับ 12 คน คณะสัตวแพทย์ฯ มทร.ตะวันออก รับ 10 คน คณะสัตวแพทย์ฯ ม.มหาสารคาม รับ 10 คน

    คณะเภสัชฯ จุฬาฯ(สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม) รับ 75 คน คณะเภสัชฯจุฬาฯ(สาขาเภสัชกรรมอุตสาหการ )รับ 80คน คณะเภสัชฯ ม.มหิดล รับ 140 คน คณะเภสัชฯม.เชียงใหม่ รับ 80 คน คณะเภสัชฯ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ (สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม)รับ 20 คน คณะเภสัชฯ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ (สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เภสัชศาสตร์) รับ 20 คน คณะเภสัชฯ ม.อุบลราชธานี (สาขาวิชาการบริบาททางเภสัชกรรม) รับ 20 คน คณะเภสัชฯ ม.อุบลราชธานี (สาขาวิชาเภสัชกรรมอุตสาหการ) รับ 10 คน

      คณะเภสัชฯ ม.ธรรมศาสตร์ รับ 30 คน คณะเภสัชฯ ม.นเรศวร (สาขาวิชาบริบาทเภสัชกรรม) 20คน คณะเภสัชฯ ม.มหาสารคาม (สาขาวิชาการบริบาททางเภสัชกรรม) รับ10 คน คณะเภสัชฯ ม.บูรพา รับ 60 คน คณะเภสัชฯ ม.สงขลานครินทร์ (สาขาการบริบาลทางเภสัชกรรม) รับ 30 คน คณะเภสัชฯม.สงขลานครินทร์ (สาขาเภสัชกรรมอุตสาหการ) รับ 40 คน และคณะเภสัชฯ ม.พายัพ (สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม) รับ 40 คน ซึ่งนักเรียนที่ต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยใด สามารถเข้าไปตรวจสอบระเบียบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ที่เว็บไซต์ของสถาบันแต่ละแห่ง

    ศ.พญ.บุญมี กล่าวอีกว่า ปฏิทินการรับสมัครสอบและการสอบประจำปีการศึกษา 2561 จะเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-30 ก.ย.2560 ทางเว็บไซต์ www9.si.mahidol.ac.th สอบวิชาเฉพาะ จัดสอบโดย กสพท วันที่ 10 มี.ค.2561 ประกาศคะแนนวิชาเฉพาะ ประมาณวันที่ 3 เม.ย.2561 ผู้เข้าสอบยื่นคำร้องขอตรวจสอบคะแนนวิชาเฉพาะ 3-5 เม.ย.2561 สมัครคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางรอบที่ 3 ผ่านทางเว็บไซต์ของทปอ.(http://a.cupt.net) ผู้สมัครสามารถเลือกสมัคร

      ได้ 4 สาขาวิชา แบบไม่มีอันดับ โดยต้องเลือก กสพท ได้อีก 4 ลำดับเรียงตามความต้องการ วันที่ 9-13 พ.ค.2561 ติดตามประกาศของทปอ. นักเรียนสามารถชำระเงินค่าสมัครสอบคัดเลือกในระบบกลาง วันที่ 9-14 พ.ค.2561 ติดตามประกาศของทปอ. กสพท ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์และตรวจสุขภาพ 20 พ.ค.2561 ผู้สมัครยื่นคำร้องขอตรวจสอบในกรณีที่ไม่ได้รับสิทธิ์ วันที่ 21-22 พ.ค.2561 ทปอ.ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกจากสถาบัน/มหาวิทยาลัยเพื่อเข้าไปยืนยันสิทธิ์ Clearing House รอบที่ 3 ประกาศวันที่ 23 พ.ค.2561 ผู้สมัครยืนยันสิทธิ์Clearing House รอบที่ 3 วันที่26-28 พ.ค.2561 ทปอ.ส่งรายชื่อผู้ที่ได้ยืนยันสิทธิ์ Clearing House เพื่อให้มหาวิทยาลัย/สถาบันทำการสัมภาษณ์และตรวจสุขภาพ วันที่ 30 พ.ค.2561 สอบสัมภาษณ์/ตรวจสุขภาพ ประมาณวันที่ 1-5 มิ.ย.2561 กสพท ส่งรายชื่อผู้ผ่านการสอบสัมภาษณ์และตรวจสุขภาพไปให้ทปอ. ประมาณวันที่ 6 มิ.ย.2561 และทปอ.ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสอบสัมภาษณ์และตรวจสุขภาพ ประมาณ 8 มิ.ย.2561

       “อยากฝากนักเรียนให้ดำเนินการตามกระบวนการหรือขั้นตอนในการรับสมัคร ควรดำเนินการให้ครบถ้วน และรักษาวินัย ทำตามกฎกติกาเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดไว้ ควรศึกษาให้รายละเอียด เพราะถ้านักเรียนไม่ปฏิบัติตามกติกา กสพท คงไม่พิจารณา ปีนี้ได้มีการขยายสนามสอบเพิ่มอีก 2 ที่ได้แก่จ.ชลบุรี และจ.นครราชสีมา รวมถึงได้มีการเฝ้าระวังมาตรการตรวจสอบไว้อย่างเข้มงวด โดยได้กำชับเจ้าหน้าที่คุมสอบ หากนักเรียนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือส่อไปทางทุจริตก็จะดำเนินการทันที” ศ.พญ.บุญมี กล่าว

    สำหรับการสมัครในการสอบวิชาเฉพาะ กสพท จำนวน 800 บาท และค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านธนาคาร (ตรวจสอบ) 10 บาท โดยธนาคารจะเรียกเก็บจากผู้สมัคร ซึ่งนักเรียนสามารถชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์ธ.ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทุกสาขาทั่วประเทศ ภายในวันที่ 5 ต.ค. 2560 ตามเวลาทำการธนาคาร โดยหลังจากสมัครผ่านเว็บไซต์แล้ว

    ผู้สมัครสอบที่อัปโหลดใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัครครบและชำระเงินที่ธนาคารแล้ว สามารถตรวจสอบสถานภาพการสมัครสอบ โดยคลิกที่ link ตรวจสอบสถานภาพการสมัครสอบ หลักจากวันชำระเงินค่าสมัครแล้ว 7 วัน หากเข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารไม่สมบูรณ์ ให้ทำการแก้ไขภายใน วันที่ 16 ต.ค.2560 ก่อนเวลา 16.00 น. ที่เว็บไซต์ www9.si.mahidol.ac.th หากไม่ดำเนินการแก้ไขให้สมบูรณ์ภายในเวลาที่กำหนดดังกล่าวจะไม่มีสิทธิ์เข้าสอบ

เพิ่มเป้าผลิตเด็กสายวิทย์ให้ได้ 2 หมื่นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287286

เพิ่มเป้าผลิตเด็กสายวิทย์ให้ได้ 2 หมื่นคน

ห้องเรียนวิทย์, บุคคลากร, สายวิทย์, หมื่นคน, สวทน, จีดีพี, Expand stock of talents, สกอ, สพฐ

อนุกรรมการพัฒนาบุคลากรวิจัยฯ วางแผนผลิตคนสายวิทย์ ทั้งเพิ่มสัดส่วน ขยายห้องเรียน

        ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม ที่มีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานได้หารือถึงการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยได้พิจารณา 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1.พัฒนาบุคลากรหัวรถจักร เพื่อรองรับการจ้างงานบุคลากรวิจัยในศูนย์วิจัยของภาคเอกชน ซึ่งรัฐบาลกำลังส่งเสริมให้มีการจัดตั้งขึ้น รวมถึงการลงทุนทางเทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม และการประกอบธุรกิจนวัตกรรม ที่ขณะนี้ได้เพิ่มการลงทุนเป็น 0.62% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ทำให้ต้องการบุคลากรกลุ่มนี้จำนวนมาก

2.การเพิ่มกำลังคนคุณภาพสูงในreal sector (Expand stock of talents) ตอบอุตสาหกรรมเป้าหมาย มุ่งเน้นส่งเสริมเส้นทางอาชีพ การเพิ่มจำนวนบุคลากรในด้านวิทยาศาสตร์/วิศวกรรมศาสตร์ และเพิ่มการหมุนเวียนคนจากภาครัฐไปยังภาคเอกชน หรือดึงบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้านจากต่างประเทศมาสู่ประเทศไทย และ3.การขยายฐานบุคลากรสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เลขาธิการ สวทน กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ การขยายฐานบุคลากรที่ประชุมได้กำหนดเป้าหมายทำงาน 2 ส่วนคือ ส่วนแรก การเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์และสายสังคมศาสตร์ ปัจจุบันอยู่ที่ 30: 70 เป็น  60:40ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งรมว.ศึกษาธิการ มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไปดำเนินการ ถัดมาการเพิ่มเด็กผู้มีความสามารถพิเศษเข้าสู่ระบบ ปัจจุบันสถานศึกษาผลิตผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ อยู่ที่ประมาณ 8,000 คนหรือคิดเป็น 1%ของจำนวนเด็กเข้าเรียนชั้นม.1ในปีนั้นๆ แต่จะเพิ่มเป็น 3% หรือประมาณ 20,000 คน ตรงนี้จะใช้วิธีการขยายจำนวนห้องเรียนวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยเพิ่มจากที่มีอยู่ประมาณ 200 กว่าห้องในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นอีก 1,000 ห้องโดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ขณะเดียวกัน จะพิจารณาปลดล็อกระบบการให้ทุนในบางกรณีเพื่อจูงใจผู้รับทุนกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมจะสรุปรายงานให้ที่ประชุมสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยเรื่องที่ต้องทำเร่งด่วน คือ การเพิ่มจำนวนผู้เรียนสายวิทย์ การขยายห้องเรียนวิทย์  การขยับคนภาคการศึกษาที่ทำงานวิจัยแก่ภาครัฐเข้าสู่ภาคเอกชน การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการทุนการศึกษาภาครัฐ และการจัดทำศูนย์ข้อมูลหลักบุคลากรรองรับวิจัยและนวัตกรรม โดยให้การผลิตคนรองรับเรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมต่อไป

แนะครูสุโขทัย-ตากใช้ระบบออนไลน์พัฒนาครูใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287213

แนะครูสุโขทัย-ตากใช้ระบบออนไลน์พัฒนาครูใหม่

คูปอง, แนะแนว, อบรมครูระบบใหม่, สพม, สุโขทัย-ตาก, สพฐ

สพม.38 จัดอบรมการลงทะเบียนโครงการพัฒนาครูครบวงจร ประเดิม 3 รุ่นในจ.สุโขทัยและตาก แนะวิธี ขั้นตอน และเลือกหลักสูตรที่ต้องการ เพื่อให้ครูพัฒนาตนเอง

       นายมรกต กลัดสอาด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) เขต 38 (สุโขทัย-ตาก) เปิดเผยว่า นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายเร่งด่วนให้ปฏิรูประบบการพัฒนาครูครบวงจรรูปแบบใหม่ เนื่องจากครู คือบุคคลผู้ดำเนินการกิจกรรมการสอน และมีความเกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียนโดยตรง  เมื่อครูได้รับการพัฒนาขีดความสามารถ นั่นก็หมายความว่า จะสามารถนำความรู้ที่ได้จากการอบรม ไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลที่ได้คือนักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพนั่นเอง

แนะครูสุโขทัย-ตากใช้ระบบออนไลน์พัฒนาครูใหม่

ดังนั้น สพม.38 จึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการการลงทะเบียนโครงการพัฒนาครูรูปแบบครบวงจร เพื่อสร้างความเข้าใจขั้นตอนในการลงทะเบียน สามารถเลือกอบรมหลักสูตร ตามความต้องการ เพื่อพัฒนาของตนเองและเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ริเริ่มโครงการจัดทำระบบลงทะเบียนและติดตามประเมินผลครูผู้เข้ารับการพัฒนา โดยกำหนดให้ครูมีงบประมาณ คนละ 10,000 บาท สำหรับการลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อเข้าอบรมตามหลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติในระบบ ช่วยให้ครูสามารถกำหนดประเด็นในการเพิ่มพูนทักษะอันจำเป็นต่อการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างแท้จริง

แนะครูสุโขทัย-ตากใช้ระบบออนไลน์พัฒนาครูใหม่

 

 

ทั้งนี้ การอบรมแบ่งออกเป็น 3 รุ่น คือรุ่นที่ 1 จัดวันที่ 12 กรกฎาคม 2560กลุ่มเป้าหมายคือโรงเรียนในสังกัดในเขตจังหวัดสุโขทัย จัดที่โรงเรียนศรีสำโรงชนูปถัมภ์  อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย รุ่นที่ 2 จัดวันที่ 13กรกฎาคม 2560 กลุ่มเป้าหมายคือโรงเรียนในสังกัดในเขตจังหวัดตากฝั่งตะวันออก จัดที่โรงเรียนตากพิทยาคม อ.เมือง จ.ตาก และรุ่นที่ 3 จัดวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 กลุ่มเปาหมายคือโรงเรียนในสังกัดในเขตจังหวัดตากฝั่งตะวันตก จัดที่โรงเรียนสรรพวิทยาคม อ.แม่สอด จ.ตาก

กู้ กยศ.คือกู้เงินหลวง ต้องชดใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287224

กู้ กยศ.คือกู้เงินหลวง ต้องชดใช้

กู้กยศเงินหลวงต้องจ่ายคืน, เบี้ยว20ปีเจอบังคับคดี, พรบกยศปี2560, กู้, กยศคือกู้เงินหลวง, ต้องชดใช้, 5 กค, กยศ, พรบ ใหม่

“5 ก.ค.”ทุกปี เป็นวันชำระเงินกู้ยืมใน “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)” หากชำระล่าช้าจะต้องเสียเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 12-18 ต่อปี รวมถึงถูกฟ้องดำเนินตามกม.

        ล่าสุด…มีการเผยแพร่กระทู้ทางเว็บไซต์พันทิพดอทคอม https://pantip.com/topic/36642257 ระบุว่ากำลังจะถูกยึดบ้านจากกรณีที่ได้รับหนังสือแจ้งยึดทรัพย์ติดหน้าบ้าน มาจาก กยศ.เนื่องจากไม่ได้ไปชำระหนี้ กยศ.มาเป็นเวลา 20 ปี

        กรณีดังกล่าว กลายเป็นกระแสในโชเชีลยกระทั่ง ปรีชา บูชางกูร รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ออกมาอธิบายว่า กระบวนการติดตามผู้กู้มาชำระหนี้มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 เมื่อผู้กู้จบการศึกษาและเริ่มชำระหนี้ กยศ.จะมีหนังสือแจ้งรายละเอียดว่าต้องดำเนินการอะไร กำหนดการชำระหนี้งวดแรก และในแต่ละงวดก็จะมีใบแจ้งด้วย ซึ่งหนังสือจะส่งไปตามที่อยู่ที่ผู้กู้ระบุุไว้ในสัญญา

        โดยในสัญญามีการระบุไว้ด้วยว่ากรณีที่ผู้กู้เปลี่ยนแปลงที่อยู่ ให้แจ้งกับทางกองทุน กยศ.ได้ทราบ แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ผู้กู้จะไม่ยอมแจ้งให้ทางกองทุนทราบ ในขั้นตอนนี้หากผู้กู้ไม่มาชำระหนี้ หรือค้างชำระ กองทุนก็มีกระบวนการติดตาม ทั้งจากที่อยู่เดิม หรือข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์ กองทุนก็จะส่งหนังสือแจ้งไป ผู้กู้เองสามารถมาติดต่อปรับโครงสร้างหนี้ หรือไกล่เกลี่ยกันได้

กู้ กยศ.คือกู้เงินหลวง ต้องชดใช้

      ปรีชา บูชางกูร รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

      ขั้นตอนที่ 2 กรณีผู้กู้ค้างชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ตามระยะเวลากำหนด กองทุนจะใช่กระบวนการทางกฎหมาย ในการฟ้องคดี ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้กู้สามารถประนีประนอมในชั้นศาลได้ และชำระหนี้ตามที่ตกลง ตามกรอบเวลาที่กำหนด

      แต่ท้ายสุดหากไม่มาดำเนินการใดๆ ก็จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนที่ 3 คือการบังคับคดี มีกระบวนการสืบทรัพย์ของผู้กู้ และผู้ค้ำประกันว่ามีทรัพย์สินหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนนี้ก็ยังมีการไกล่เกลี่ย โดยที่ผ่านมากองทุนประสานกรมบังคับคดี

      “กยศ.พยายามติดตามให้ผู้ค้างชำระหนี้ให้ได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรก แต่เราก็พบปัญหาเรื่องข้อมูล เพราะมีส่วนน้อยมากที่เปลี่ยนแปลงข้อมูล ที่อยู่แล้วแจ้งมายังกองทุนทราบ ซึ่งเมื่อมีปรับแก้ไข พ.ร.บ.กองทุน กยศ.พ.ศ.2560 ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้กู้ได้ จะสะดวกต่อการติดตามมากขึ้น” ปรีชา กล่าว

    ปรเมศวร์  สังข์เอี่ยม  ผู้อำนวยการฝ่ายคดีและบังคับคดี กยศ. กล่าวว่ายอดผู้ชำระหนี้ กยศ.ถึงภายในวันที่ 5 ก.ค.2560 แล้วจำนวนประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีผู้ชำระหนี้แล้วกี่คน เนื่องจากต้องรอจำนวนสรุปจากธนาคารกรุงไทยในปลายเดือนก.ค.นี้ก่อน โดยผู้กู้ที่ครบกำหนดชำระหนี้ จะเป็นผู้กู้ตั้งแต่ปี 2545 – 2560 ประมาณ 1.5 แสนล้านคน

กู้ กยศ.คือกู้เงินหลวง ต้องชดใช้

  ปรเมศวร์  สังข์เอี่ยม  ผู้อำนวยการฝ่ายคดีและบังคับคดี กยศ.

     ตั้งแต่เริ่มมาตรการ ติดตามผู้กู้ให้ชำระหนี้อย่างต่อเนื่องนั้น สามารถทำให้มีผู้มาชำระหนี้มากขึ้นจากเดิม 20 % โดยจากปีที่แล้ว 5 ก.ค.2559 มีผู้ชำระหนี้ 16,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอีก 4,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นผลมาจากมาตรการที่กยศ. ออกมากระตุ้นและจูงใจให้ผู้กู้ที่ค้างมาชำระหนี้

       อีกทั้ง หลังจากนี้ ทำความร่วมมือกับองค์กรนายจ้าง สถานประกอบการในการหักเงินเดือนผู้กู้เพื่อชำระหนี้ การลดเบี้ยปรับสำหรับผู้ที่มาปิดบัญชี รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง คาดว่าจะทำให้มีผู้กู้มาชำระหนี้มากยิ่งขึ้น

    สำหรับผู้กู้ที่ครบชำระเงินแล้วไม่สามารถจ่ายเงินได้ภายในกำหนดเวลาหรือ ภายในเดือนนี้ ก็ยังสามารถชำระเงินได้ โดยติดตามทางช่องทางของกยศ. เพราะ ทางกยศ.ยังเปิดโอกาสให้สามารถชำระหนี้ได้ไปจนถึง งวดที่ 5 และหากเป็นงวดที่ 5 นั่นหมายถึงผ่านมาแล้ว 4 ปี คงเป็นไปไม่ได้ที่ยังไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็คงต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

กู้ กยศ.คือกู้เงินหลวง ต้องชดใช้

     “คนที่ถูกยึดทรัพย์นั้น จะเป็นผู้กู้ยืมเงิน กยศ.ที่ไม่ชำระหนี้กองทุนประมาณกว่า 20 ปี เพราะส่วนใหญ่จะเป็นผู้กู้ที่กู้เงินตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษา 3 ปี เรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี ปลอดหนี้ อีก 2 ปี และก่อนจะถูกฟ้องผ่านมา 10 ปี คนที่ถูกยึดทรัพย์ ส่วนใหญ่จะถูกฟ้องมาตั้งแต่ปี 2550 ถูกทวงมา 5 ปี รวมระยะเวลามาประมาณ 14 ปี หากไม่ติดต่อมายัง กยศ.ก็จะถูกแจ้งให้มาติดต่อเรื่อยๆ คนกู้หนี้ กยศ.คือกู้เงินหลวง ไม่เข้าใจว่ากู้ไปในระยะเวลา 20 ปี แล้วไม่รู้สึกอะไรดูแปลก และจะบอกว่าไม่ทราบคงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา กยศ.จะแจ้งให้ไปชำระหนี้ตลอด ทั้งแจ้งตามทะเบียนบ้าน หรือส่งจดหมายไปตามที่ผู้กู้แจ้งไว้ ทั้งผู้กู้และผู้ค้ำ”

    ปรเมศวร์ กล่าวต่อไปว่าหากมีหมายศาลไปที่บ้าน อยากให้ผู้กู้ไปเจรจาไกล่เกลี่ย ซึ่งตอนนี้มีผู้กู้ที่ถูกดำเนินคดี ประมาณ 9 แสนกว่าราย ส่วนหนึ่งทยอยชำระหนี้ไปแล้ว บางส่วนมาปิดคดี บางส่วนอยู่ในขั้นตอนการยึดทรัพย์สิน

กู้ กยศ.คือกู้เงินหลวง ต้องชดใช้

    “อยากฝากผู้กู้ทุกคน อย่ารอให้ถึงการบังคับคดี ไม่ควรปล่อยให้นิ่งนอนใจ เพราะเบี้ยปรับมันสูง ส่วนใครที่คิดจะโอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่น กรณีนี้ก็อย่าทำ เพราะถ้าทำจะมีความผิดทางอาญา อย่าคิดว่าไม่มีทรัพย์สินอะไรให้ยึดแล้วกยศ.จะไม่สามารถดำเนินคดีได้ จะมีคดีอาญาติดตัว และสุดท้ายก็ต้องมาทำเรื่องปิดบัญชี หรือชำระหนี้คืนกยศ.อยู่ดี หากทุกคนทำตามกระบวนการ กองทุนไม่ได้ใจร้าย ยินดีเจรจากับทุกคน แต่บางคนก็อาจจะต้องการตามความประสงค์ของตนเอง อย่างปล่อยปะละเลยเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้าชำระหนี้ครบตามทุกงวด ทำตามกระบวนการ จะไม่ถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน” ปรเมศวร์ กล่าว

      อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 “พ.ร.บ. ใหม่” ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2560 และจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 26 ก.ค. 2560 นี้ จากนี้คงต้องติดตามดูว่าได้ผลในการติดตามชำระหนี้ กยศ.มากน้อยขนาดไหน

        0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 qualitylife4444@gmail.com 0

โยนกลุ่มวิชาชีพตัดสินใจ“ผลิตครู4-5ปี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287232

โยนกลุ่มวิชาชีพตัดสินใจ“ผลิตครู4-5ปี”

ถึงเวลาพิจารณาหลักสูตรผลิตครู4-5ปี, หลักสูตรผลิตครู, หมอธีี, ทปอมรภ, สคศท, ทีดีอารฺไอ, สกอ

“หมอธีี”เผยหากหาข้อสรุปผลิตครูไม่ได้ อาจจะต้องมี 2 ระบบ ไม่ทำให้ผู้เรียนหลักสูตร 5 ปี และ 4 ปีได้รับผลกระทบ เตรียมสัมนาร่วมกันทั้ง 4 ฝ่าย หาข้อสรุปโดยเร็ว

       นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) 38 แห่ง ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงพระราชทานราชหัตถเลขาถึง มรภ.ให้เน้นการผลิตครูที่มีคุณภาพ ฉะนั้นการประชุมในครั้งนี้จึงเป็นการหารือร่วมกันถึงแนวทางที่จะนำไปสู่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

      ซึ่งเบื้องต้นที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการปรับระบบการผลิตครูเหลือ 4 ปี ตามที่สภาคณบดีคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) เสนอ ซึ่งการอภิปรายในครั้งนี้แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากเพราะอธิการบดีหลายคนได้มีโอกาสอภิปรายข้อดีข้อเสีย  ซึ่งขอยืนยันอีกครั้งว่าการปรับระบบการผลิตครูเหลือ 4 ปีนี้ ไม่ใช่ความต้องการหรือข้อเสนอ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) แต่เป็นความต้องการของสภาคณบดีฯ ที่เสนอมาให้พิจารณา ดังนั้นเรื่องนี้กลุ่มวิชาชีพจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่ รมว.ศธ.เป็นผู้ตัดสินใจเพราะไม่มีสิทธิ์

  “ที่ประชุมมีมุมมองทั้งสองด้าน มีทั้งกลุ่มที่แน่ใจและไม่แน่ใจ แต่หากดูจากกรณีศึกษาในต่างประเทศจะพบว่าหากระบบไม่ลงตัว ก็สามารถมีหลายระบบได้ เพราะสุดท้ายแล้วก็ต้องมาวัดกันที่ผลผลิต โดยที่ประชุมได้มีการนำเสนอผลการวิจัยของสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอารฺไอ)  เกี่ยวกับการผลิตครูหลักสูตร 5 ปี ซึ่งพบว่า มีจุดอ่อนที่เน้นเนื้อหา ไม่ใช่สมรรถนะ เด็กต้องเสียเวลาเรียนเพิ่มขึ้น 1 ปี โดยมีผลวิจัยมาเทียบเคียงว่าเด็กที่จบหลักสูตร 5 ปี กับ 4 ปี มีคุณลักษณะไม่แตกต่างกัน และจากข้อมูลการผลิตครูพบว่า ในแต่ละปีมีการผลิตครูถึง 5 หมื่นคน โดยมีค่าใช้จ่าย 1 แสนบาทต่อคนต่อปี ฉะนั้นหากเด็กต้องเรียนเพิ่มขึ้น 1 ปีในหลักสูตร 5 ปี ทั้งเด็กและรัฐจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มกว่า 8 พันล้านบาท มีผู้แสดงความคิดเห็นว่าการผลิตครูขึ้นอยู่กันประบวนการ โดยยกตัวอย่างการผลิตครูตามโครงการคุรุทายาท ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตครูที่เข้มข้นโดยใช้ระยะเวลาเพียง 4 ปี ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าคิดในการนำมาพิจารณาถึงกระบวนการผลิตครูที่ชัดเจนต่อไป ”  รมว..ศธ.กล่าว

       นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ตั้งเป้าว่าระบบการผลิตใหม่นี้จะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2561 เป็นต้นไปนั้น ขอยืนยันว่าระบบการผลิตครูที่ได้รับการพัฒนาใหม่นี้จะทันใช้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน เพราะหากตกลงไม่ได้และต้องมี 2 ระบบ ก็จะต้องไม่ทำให้ผู้เรียนหลักสูตร 5 ปี และ 4 ปีได้รับผลกระทบ โดยที่ประชุมมีข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะจัดสัมนาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันทั้ง 4 ฝ่าย ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ทปอ.มรภ. ส.ค.ศ.ท. และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เพื่อหาข้อสรุปโดยเร็วที่สุดต่อไป

แพทย์ชี้ “พันธุกรรม” เกี่ยวข้อง ‘ใหลตาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287216

แพทย์ชี้ “พันธุกรรม” เกี่ยวข้อง ‘ใหลตาย’

แพทย์ชี้ พันธุกรรม เกี่ยวข้อง ใหลตาย, ศนพวรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศ นพอภิวัฒน์ มุทิรางกูร ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น สกว, แพทย์ชี้, พันธุกรรม, เกี่ยวข้อง, ใหลตาย, SUDS

นักวิจัย สกว. แพทย์จุฬาฯ แนะนำคนในครอบครัวตรวจพันธุกรรมหาความเสี่ยงของโรค ระบุ“ใหลตาย”มีสาเหตุจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

          เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2560 ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันวงการแพทย์ทราบสาเหตุของผู้ที่เสียชีวิตด้วย Sudden unexpected death syndrome (SUDS) หรือภาวะเสียชีวิตกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน มากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจเกิดจาก หลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน หรือการส่งสัญญาณไฟฟ้าหัวใจผิดปกติฉับพลันทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไม่สามารถบีบเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ ทำให้เสียชีวิตกะทันหัน

        ศ.นพ.วรศักดิ์   กล่าวอีกว่า สำหรับ“ใหลตาย” ที่เป็นฆาตกรเงียบที่ทำให้คนเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วนขณะนอนหลับ โดยไม่อาจระบุสาเหตุแห่งความตายได้นั้น ในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์พบว่าคนที่ใหลตายส่วนมากมีโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ซึ่ง ศ. นพ.วรศักดิ์ระบุว่าใหลตายเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคที่เกิดจากการส่งสัญญาณไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งมีสาเหตุจากพันธุกรรม และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อาหารที่ทำให้เกลือแร่ในเลือดผิดปกติ เช่น โพแทสเซียมสูงหรือต่ำเกินไป

         ศ.นพ.วรศักดิ์ อธิบายว่า ปัจจัยทางด้านพันธุกรรมมักจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เกี่ยวข้องกับโรคต่าง ๆ แต่ไม่ใช่ทุกคนในครอบครัวที่เจอสิ่งแวดล้อมเดียวกันแล้วจะมีอาการของโรค เพราะแม้ว่ายีนของคนในครอบครัวอาจจะคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันทีเดียว คนในครอบครัวอาจจะมีความหลากหลายทางพันธุกรรมทำให้ความเสี่ยงต่อโรคไม่เท่ากัน เช่นเดียวกับนิสัยหรือหน้าตาของแต่ละคนในครอบครัวที่แม้จะคล้ายกันแต่ก็ไม่ได้เหมือนกัน แม้โรคเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ทางการแพทย์ แต่ในสังคมไทยยังมีการเรียนรู้และป้องกันตนจากโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมค่อนข้างน้อย ทั้งนี้พันธุกรรมเป็นปัจจัยที่กล่าวได้ว่าเกี่ยวข้องกับโรคทุกโรค เพียงแต่ว่าระดับของความเกี่ยวข้องนั้นมากน้อยต่างกันไปในแต่ละโรค

          “ดังนั้น ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวป่วยด้วยโรคที่มีอาการรุนแรงกว่าปกติ หรือมีอาการตั้งแต่อายุยังน้อยกว่าปกติ หรือมีปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงน้อยกว่าแต่ทำให้เกิดโรคได้ อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปที่จะเป็นโรคเดียวกันนั้น จึงควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนั้นๆ ด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งการตรวจพันธุกรรม ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าไปมาก แพทย์สามารถตรวจพันธุกรรมเพื่อหาความผิดปกติของโรคได้หลากหลายประเภท เพื่อจะได้หาแนวทางดูแลและป้องกันก่อนที่จะเป็นโรคนั้น ๆ รวมทั้งเพื่อการรักษาที่จำเพาะกับยีนที่เป็นสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ใหลตาย การแพ้ยา ความพิการแต่กำเนิด หรือโรคอื่น ๆ” เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ระบุ

แพทย์ชี้ "พันธุกรรม" เกี่ยวข้อง ‘ใหลตาย’

ศ.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร

           ขณะที่ ศ. นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น สกว. กล่าวเสริมว่า นอกจากโรคมะเร็งแล้ว โรคอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจก็มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมได้เช่นกัน วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ หากมีญาติป่วยด้วยโรคดังกล่าวก่อนวัย หรือเป็นโรคที่เพศนั้น ๆ ไม่เป็นกัน ก็มีโอกาสเป็นโรคทางพันธุกรรมสูง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด พบมากในผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป และในผู้หญิงจะพบน้อยกว่า โดยพบได้เมื่ออายุมากกว่า 55 ปี ดังนั้นหากญาติเป็นหญิงอายุที่มีอายุ 40 ปี เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ให้สงสัยว่าเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งความรู้นี้สำคัญเพราะหากรู้ว่ามีความเสี่ยงล่วงหน้า ก็จะสามารถป้องกันการสูญเสียได้

สั่งย้าย-สอบวินัยร้ายแรงผอ.ร.ร.อนุบาลลำปาง นำเงินใช้ส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287206

สั่งย้าย-สอบวินัยร้ายแรงผอ.ร.ร.อนุบาลลำปาง นำเงินใช้ส่วนตัว

ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง, ผอรรอนุบาลลำปาง, 3 โครงการ, เงินใช้ส่วนตัว, นำเงินใช้ส่วนตัว, สพป, Mini English Program

สพป.ลำปางเขต 1 ตั้งสอบวินัยร้ายแรง ผอ.ร.ร.อนุบาลลำปาง หลังพบมีมูลนำเงินไปใช้ส่วนตัวและให้ย้ายมาทำงานที่เขตพื้นที่ฯ

            ความคืบหน้าในการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่ นางสุรณี กัลยารัตนกุล อายุ 64 ปี หรือ ครูต้อย อดีตครูเกษียณราชการ และอดีตเลขาส่วนตัวของผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลลำปาง จังหวัดลำปาง เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดลำปาง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.)ลำปาง เขต 1 ระบุว่าได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักที่ต้องรับหน้าเป็นหนี้แทน ผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ให้ไปกู้ยืมเงินมากว่า 10 ล้านบาท และผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวได้นำเงินไปใช้ส่วนตัวนั้น

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.60- พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริงให้ที่ประชุม คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาทุจริต ศธ. ที่มีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ว่า คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง ที่สพป.ลำปาง เขต 1 ตั้งขึ้นได้สรุปว่า จากการสืบข้อมูลทั้งเอกสารและพยานบุคคล พบว่า ผู้อำนวยการโรงเรียน มีการจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการ ขึ้นบริเวณหน้าห้องผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมีเจ้าหน้าที่โรงเรียน 3 ราย และผู้ร้อง 1 ราย รวม 4 รายทำหน้าที่บริหารเงินรายได้ ที่มาจาก 3 โครงการ ดังนี้

1.โครงการฝากเด็กไว้กับครูตอนเย็น เก็บรายละ 500 บาท  2.โครงการจัดเรียนพิเศษ ในช่วงเดือนตุลาคม เก็บรายละ 2,000 ต่อคน และเรียนพิเศษช่วงเดือนเมษายน  เก็บรายละ 2,500 บาทต่อคน พบว่า ทั้ง 2 โครงการ ไม่มีใบเสร็จและไม่มีการนำเข้าสถานศึกษาอย่างถูกต้อง และ3 โครงการเตรียมอนุบาล ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 โดยเปิดห้องปกติ 3-5 ห้องเก็บค่าเรียนภาคเรียนละ 20,000 บาท และเปิดห้องมินิอิงลิช โปรแกรม (Mini English Program) ภาคเรียนละ 40,000 บาทต่อเทอม เงินตรงส่วนนี้มีใบเสร็จ แต่เป็นใบเสร็จที่ไม่ถูกต้อง

“จากกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงพบว่าเงินที่เก็บจากทั้ง 3 โครงการ ไม่มีการนำเข้าเป็นรายรับของสถานศึกษา จึงเชื่อได้ว่าผู้อำนวยการโรงเรียนมีการนำไปใช้ส่วนตัวจริง โดยขณะนี้ สพป.ลำปาง เขต 1 ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนไปปฏิบัติหน้าที่สพป.ลำปาง เขต 1 ทั้งนี้ หากกระบวนการสอบสวนวินัยพบว่า ผิดจริงมีโทษไล่ออก ถึงปลดออก ส่วนจำนวนเงินที่ผู้อำนวยการรายดังกล่าวนำไปใช้ส่วนตัวเท่าไรนั้นยังไม่ได้สรุปผล แต่เท่าที่ผู้ร้องเคยร้องเรียนให้ตรวจสอบอยู่กว่า 40 ล้านบาท และกรณีนี้ถือว่าเป็นคดีอาญา ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินการทางกฎหมาย หากเป็นข้าราชการต้องลงโทษทางวินัย” พล.ท.โกศล กล่าว